ทำไมกลายเป็นหน้าที่เรา?? พ่อสามีป่วย ตอนแรกไม่มีใครไปดูแลเราเลยอาสาช่วย หลังจากนั้นญาติสามีทุกคนคาดหวังให้เราดูแลทุกครั้ง ถึงขั้นขอให้เราลาออกจากงานประจำไปก่อน แต่เราออกไม่ได้เพราะมีภาระ เจอแบบนี้จะทำยังไงต่อไปดี...

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ทำไมกลายเป็นหน้าที่เรา?? พ่อสามีป่วย ตอนแรกไม่มีใครไปดูแลเราเลยอาสาช่วย หลังจากนั้นญาติสามีทุกคนคาดหวังให้เราดูแลทุกครั้ง ถึงขั้นขอให้เราลาออกจากงานประจำไปก่อน แต่เราออกไม่ได้เพราะมีภาระ เจอแบบนี้จะทำยังไงต่อไปดี...

05 เม.ย. 2024

          “คุณเจ(นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล และ ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับต้องดูแลพ่อแฟนที่ป่วยเป็นโรคร้าย จนตอนนี้กลายเป็นหน้าที่หลักไปแล้ว

            โดย “คุณเจ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว พ่อของแฟนตรวจพบว่าเป็นโรคร้าย หน้าที่พาไปหาหมอในช่วงแรกก็เป็นหนูที่พาไป โดยมีพี่ชายแฟนขับรถให้ เพราะแฟนต้องทำธุรกิจในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันก็จะเป็นเวลานอนของเขาและเขาก็ต้องดูแลลูกด้วย ในช่วงแรก ๆ หนูก็พาไปได้ แต่พักหลังมาหมอนัดเดือนนึงทีละครั้งสองครั้ง หนูก็ต้องไปทำงาน แล้วก็ต้องลางาน บางทีลามาก ๆ ก็เกรงใจหัวหน้า

            เหมือนหน้าที่ทั้งหมดกลายเป็นหนูที่ต้องทำพอไม่มีใครจะพาไป ญาติแฟนก็ให้หนูลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อก่อนแล้วค่อยกลับเข้าไปทำใหม่ แต่หนูก็บอกเขาไปแล้วว่า ถ้าหนูออก หนูก็กลับไปทำไม่ได้ออกแล้วออกเลย เพราะไม่มีใครที่จะสะดวกพาพ่อไปก็คงมีแค่หนู จะจ้างคนดูแลเขาก็ไม่เอา เขาอยากให้ลูกหลานดูแลมากกว่า แต่ถ้าหนูไม่ไปบ้างทีก็ต้องเป็นเมียของพี่ชายที่ต้องลางานมาพาไป เพราะเขาสามารถลางานได้ แต่หนูทำงานแบบรายวัน มันก็ลาลำบาก แต่ถ้าเขาไปไม่ได้ก็จะมีหลานชายพ่อที่ยังสามารถพึ่งพาได้ แต่ถ้าไม่ว่างจริง ๆ ก็ต้องเป็นหนูนี้แหละ เพราะหนูก็ไม่อยากให้ใครมาว่าแฟนหนูว่าดูแลพ่อไม่ได้

          บางทีที่พ่อไปนอนโรงพยาบาล แล้วหนูไม่ได้ไป หนูก็จะโทรไปหาเขาวันละ 2 ครั้ง ซึ่งหนูก็ไม่รู้ว่าแฟนหนูกับพี่ชายเขาโทรไปบ้างไหม หนูก็เลยมารู้ทีหลังว่าไม่มีใครโทรไปเลย แล้วพวกอา ๆ ก็มาบอกว่า ลูกในไส้ไม่มีใครโทรไปเลย ก็มีแต่ลูกนอกไส้นั่นแหละที่โทรไป เหมือนแฟนกับพี่ชายเขาก็ไม่ค่อยคุยกัน หนูก็ยังพูดกับเขาว่าเป็นพี่น้องกันยังไง ถ้าหนูไม่ทำงานก็จะมีแค่แฟนที่ทำงานคนเดียวแล้วก็ต้องหาเลี้ยงทั้งบ้าน แถมยังมีลูกอีก 2 คนที่ต้องดูแล ช่วงนี้หมอก็นัดบ่อยด้วย และการไปหาหมอครั้งนึงคือ ต้องไปเจาะเลือดก่อน 1 วัน ถ้าบางทีผลเลือดไม่ดี หมอสั่งให้นอนโรงพยาบาลก็จะนอนยาวเลย หนูอยากถามพวกพี่ๆว่าหนูควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี?

            โดย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘แบ่งเวรก็ควรที่จะทำ เพราะเดือนนึงก็จะประมาณ 2 - 3 วันต่อเดือน มันก็ไม่ใช่ทุกวัน มันควรจะแบ่งวันกันได้ หรือในกรณีที่ลูกหลานเขาไม่เอาอะไรเลย คือไม่มาแบ่ง ไม่มาช่วย ซึ่งคุณเจน่าจะตอบได้ว่าจริง ๆ เขาทำได้แต่เขาไม่ทำ หรือข้อจำกัดมันไม่ได้จริง ๆ แล้วมันไม่มีใครเลย เหลือคุณเจคนเดียว ถ้าเปลี่ยนกันบ้าง เป็นเดือนละวันก็แบ่งกันไป เพราะว่าการที่เราจะต้องหยุดทำงานไปมันก็มีกระทบรายได้ที่เราต้องเสีย ต่อเดือนมันก็หลายตัง แล้วอยู่ดี ๆ คนหาเงินหายไปคนนึงชีวิตครอบครัวมันก็เป๋นะ เราเองก็ยังต้องรักษาอาชีพเราไว้แหละ

            ผมคิดว่าเราต้องคุยต้องเคลียร์ว่า ให้แบ่งกันไปพี่ชายครึ่งนึง น้องชายครึ่งนึง ในกรณีที่เคลียร์ไม่ได้แล้วมันก็ยังไม่ให้ออกจากงานอยู่ดี อยากจะให้ลองไปคุยกับฝั่งที่ทำงานดูว่ามันจะพอหาทางออกอะไรกันได้ไหม? เมื่อลูกในไส้ เขาพึ่งไม่ได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ลูกนอกไส้อย่างหนู ก็ปรึกษาไปแบบนี้ ผมว่าใคร ๆ ก็เห็นใจนะ แล้วอาจจะขอลาแบบไม่รับเงินในช่วงที่ต้องลาไปดูแล เราลองเสนอความรับผิดชอบไปถ้าหัวหน้าเขาเมตตาเรา เขาก็อาจจะบอกว่าไม่เป็นไร คุณเจไปดูแลคุณพ่อเลย เวลาลาเราก็จะได้สบายใจว่าเราไม่ได้เอาเปรียบที่ทำงาน แต่ยังไงก็แล้วแต่ อย่าลาออกเลย ออกมามันมีราคาที่เราต้องจ่ายต้องเสียไป แล้วก็ให้สามีไปคุยแบ่งกับพี่ชายให้ลงตัว’

            ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘เห็นด้วยกับพี่เผือกเรื่องที่ว่าคุณเจต้องให้สามีคุณเจไปคุยกับพี่ชาย เพราะเป็นเรื่องในครอบครัวเขา นี่คือสิ่งที่พี่และน้องต้องรับผิดชอบร่วมกัน คือแบ่งกันคนละ 1 ครั้งในแต่ละบ้าน ไม่ว่าจะเป็นคุณเจ แฟนคุณเจคือนับ 1 ไม่ใช่ว่าจะผลักภาระมาให้คุณเจทั้งหมดอันนี้ไม่ได้ ในแต่ละบ้านก็ต้องไปบริหารกันเอาเองว่าเขาจะรับผิดชอบหน้าที่นี้ยังไงถ้าเขาเป็นลูกที่อยากดูแลพ่อ สิ่งที่อยากจะบอกกับคุณเจว่า ที่คุณเจเล่ามาเขาก็ยังมีหลานที่ถ้าเขาว่างก็จะมาดูแลได้ มันก็จะใช้คำว่าถ้าเขาว่างไม่ได้เพราะมันเป็นหน้าที่ที่เขาต้องร่วมทำ เพราะตอนนี้คุณเจก็ไม่ว่าง แต่คุณเจก็ทำให้ทั้ง ๆ ที่คุณเจเป็นสะใภ้ด้วยซ้ำ คือรู้สึกว่าบ้านนี้กำลังอาศัยความใจดี ความเป็นคนดี ความเป็นสะใภ้ที่น่ารักของคุณเจมาเอาเปรียบคุณเจอยู่ เขาทำได้เพียงแต่เขารู้สึกว่า ทำทำไม เจมันทำให้อยู่แล้ว ไปพูดให้มันลาออกสิ เดี๋ยวมันก็ทำให้

            สำหรับเติ้ลนะถ้าคุณเจไม่ยืนยันในเสียงของตัวเองว่าเจทำให้ได้ เจจะไม่ลาออก แต่เจจะทำให้ในวันที่สามารถลางานได้ แต่ไม่ใช่คุณเจจะแบกไว้ทั้งหมด ถูกแล้วแหละว่าคุณเจเป็นสะใภ้ที่ดี แต่จริง ๆ เขาไม่ใช่พ่อแม่เราที่เราจะต้องเอาตัวเข้าไปขนาดนั้น จริง ๆ มันก็มีทางเลือกอยู่สำหรับบ้านนั้นในการดูแลแต่แค่เขาผลักภาระมาให้คุณเจเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคุณเจก็จะต้องให้คุณสามีไปคุย ถ้าสามีไปคุยแล้วเขายังไม่ว่างอยู่แล้วให้เราไปดู เรามีสิทธิ์ที่จะพูดได้ว่าเราไม่ว่างเราทำงาน มันอาจจะดูใจร้ายนะแต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ใจร้ายเลยสิ่งที่คุณเจทำมามันก็ดีมาก ๆ อยู่แล้ว จริง แล้วคุณเจก็รักและอยากดูแลคุณพ่อแต่เราก็มีภาระที่จะต้องดูแล ทั้งดูแลตัวเอง ดูแลสามี ดูแลลูกอีก 2 คนของเราเหมือนกัน’

            และ ดีเจต้นหอม ให้คำปรึกษาว่า ‘ไม่มีอะไรเสริมเลย เพราะ 2 คนพูดไปหมดแล้ว ต้องไปคุยกัน ลูกมี 2 คน 2 คนนั้นต้องเป็นคนแบ่งงาน แต่คุณเจก็ไปบอกแฟนหน่อยว่าเรียกพี่ชายมาคุยได้แล้วแค่นั้นเอง’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบ เขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียน บางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิม

22 พ.ย. 2023

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบ เขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียน บางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิม

คุณแม่โทรปรึกษา 3 ดีเจ มีลูกสาวอายุ 11 ขวบเขาเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องเรียนบางวันทำการบ้าน อ่านหนังสือถึงตี 1 – 2 รู้สึกว่าเขาจะมีภาวะเครียดสะสมไม่มีความสุขเวลาไปโรงเรียน พาเขาย้ายโรงเรียนแล้วก็ยังเครียดเหมือนเดิมตอนนี้แม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงมาก ควรพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์ดีไหม? “คุณแม่เหมียว (นามสมมติ)” อายุ 48 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (8 พ.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับเรื่องของลูกสาวอายุ 11 ขวบ รู้สึกกังวลและเป็นห่วง เพราะเขาเครียดเกินวัย โดยสายนี้ “คุณแม่เหมียว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ลูกสาวค่อนข้างมีภาวะเครียดสะสม ไม่มีความสุขเลยเวลาที่ลูกสาวอยู่ในโรงเรียน ต้องบอกว่าลูกสาวส่วนตัวเป็นคน Perfectionist มาก ทำอะไรก็ต้องดีทุกอย่าง เขาเป็นคนที่ลายมือสวย ระบายสีสวย แม้กระทั่งการเรียนก็ต้องดีที่สุด เขาจะสร้างบรรทัดฐานของตัวเองให้เป็นคนที่ดีมาตลอด จนทำให้เขาเริ่มมีความเครียดสะสม พอลูกสาวเราขึ้น ป.5 การเรียนของเขาก็เริ่มเข้มข้นขึ้น ครูที่สอนก็ไม่ได้ใจดีเหมือนเมื่อก่อน จะมีดุบ้าง ด่าบ้าง แต่ไม่ได้ดุหรือด่าลูกสาวเราคนเดียว หมายถึงว่าเขาก็พูดถึงโดยรวม แต่ลูกสาวเราก็จะเก็บมาคิดมาก เวลามีการบ้านเขาก็จะนั่งทำจนดึกดื่น ยิ่งช่วงสอบเขาจะนั่งติวหรืออ่านหนังสือดึกมาก บางทีอ่านไม่เข้าใจ เขาก็จะร้องไห้ หรือให้เราปลุกเขาตั้งแต่ตี 5 เรารู้สึกว่ามันเครียดเกินกว่าที่เด็กวัยนี้ควรจะเป็น ซึ่งเขาก็เป็นคนที่มีภาวะเครียดมาหลายปีอยู่แล้ว เคยมีเหตุการณ์หนึ่ง สมัยที่ลูกสาวเราเรียนอยู่ที่โรงเรียนเก่า เขามีภาวะเครียดเกี่ยวกับครูผู้สอน แม่ก็แก้ปัญหา โดยการพาเขาย้ายโรงเรียนไป ซึ่งเราก็มีการคุยกับครูไว้ว่าให้ดูแลเขาเป็นพิเศษ ตอนที่ลูกสาวขึ้น ป.5 คุณครูที่สอนแต่ละวิชาก็มีหลากหลายขึ้น แม่ก็เข้าใจ เพราะว่าแม่ก็อยากให้เขาเจอกับสังคมที่มันหลากหลายอยู่เหมือนกัน เพราะโตไปเขาก็ต้องเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่เหมือนว่าลูกสาวยังคงเครียดอยู่เหมือนเดิม วันนี้เลยอยากปรึกษาว่า แม่ควรพาลูกสาวไปพบจิตแพทย์ไหม? เพราะว่าคุยกับหลาย ๆ บอกเราคิดไปเอง บางคนก็บอกว่ามันคือธรรมชาติของเด็ก ดีแล้วที่ลูกสาวเรามีความขยันมุ่งมั่นดี แต่เราก็รู้สึกว่ามันหนักเกินไปอยู่ดี หรืออีกอย่างที่อยากสอบถามคือ เราเองหรือเปล่าที่ต้องไปพบจิตแพทย์เอง เพราะรู้สึกว่าเราจะห่วงลูกมากเกินไป ซึ่งดีเจทั้ง 3 คน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ว่า ‘สำหรับพวกเรา สิ่งที่เกิดกับลูกเป็นสิ่งที่ต้องคิดมาก ต้องใส่ใจอยู่แล้ว มันต้องคอยสังเกต สิ่งแบบนี้มันเป็นอะไรที่น่ากังวลมาก อะไรที่มันแพ้ไม่ได้ ยอมรับความผิดหวังไม่ได้ เราควรที่จะพาเขาไปพบจิตแพทย์เลยตอนนี้ เพราะว่าเด็กวัยนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้ว ตอนนี้เรายังควบคุมเขาได้ ควรที่จะพาเขาไปให้เร็วที่สุด มันเครียดเกินไป เหมือนว่าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กเลย ได้วิ่งเล่นหมือนเด็กคนอื่น ๆ เลย ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าตัวเองเลี้ยงลูกแล้วมันเครียด มันมีปัญหา ก็ไปพบจิตแพทย์ได้ เพราะเขาจะบอกเลยว่าคุณแม่ควรที่จะทำตัวยังไงเพราะว่าเราเป็น Effect สำหรับเขาอยู่แล้ว มันต้องเริ่มที่คุณแม่ เดี๋ยวลูกก็จะปรับไปตามนั้น การมีลูกเราคิดน้อยไม่ได้ มันควรมีความบาลานซ์กัน ในระหว่างรอที่จะไปพบแพทย์ เราก็หาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกในเน็ตดูก่อน มันจะมีข้อมูลมากมาย ทั้งเทคนิคต่าง ๆ หรือคลิปวิดีโอที่มันจะพอเป็นแนวทางสำหรับคุณแม่ได้ หรือหากิจกรรมระหว่างครอบครัวให้เขารู้สึกได้ผ่อนคลาย รวมถึงการศึกษาที่มันเข้มข้นมากเกินไปอาจจะยังไม่เหมาะ ถ้ามันจะทำให้เด็กคนนึงต้องมีภาวะเครียดขนาดนี้ โรงเรียนทางเลือกอาจจะเป็นทางเลือกอีกอย่างหนึ่งก็ได้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เรากับแฟน เป็นผู้หญิงแกร่งเหมือนกันทั้งคู่ แต่บางทีเราก็มีโมเมนต์อยากอ้อนแฟน โทรหาให้ขับรถมารับเราหลังเลิกงาน แต่แฟนตอบกลับมาว่า "ปกติก็ทำเองได้นิ ทำไมต้องให้ไปรับด้วย"

05 ก.ค. 2024

เรากับแฟน เป็นผู้หญิงแกร่งเหมือนกันทั้งคู่ แต่บางทีเราก็มีโมเมนต์อยากอ้อนแฟน โทรหาให้ขับรถมารับเราหลังเลิกงาน แต่แฟนตอบกลับมาว่า "ปกติก็ทำเองได้นิ ทำไมต้องให้ไปรับด้วย"

เรากับแฟน เป็นผู้หญิงแกร่งเหมือนกันทั้งคู่ แต่บางทีเราก็มีโมเมนต์อยากอ้อนแฟนโทรหาให้ขับรถมารับเราหลังเลิกงาน แต่แฟนตอบกลับมาว่า "ปกติก็ทำเองได้นิ ทำไมต้องให้ไปรับด้วย"อาจจะด้วยความที่แฟนเป็นคนที่วางตารางชีวิตตัวเองทุกวัน หรือ ไปทำให้แฟนเสียแพลนรึเปล่าคะ? “คุณเจน (นามสมมติ)” อายุ 38 ปี สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (3 ก.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาอยากให้แฟนมารับมาส่งบ้าง แต่เขาบอกว่าเราบอกกะทันหันไป เขามีแพลนของตัวเองแล้ว โดย “คุณเจน (นามสมมติ)” เล่าว่า ‘หนูมีแฟนเป็นผู้หญิง เจอกันผ่านแอปพลิเคชัน ตอนแรกก็คุยกันแบบเป็นเพื่อน แต่พอคุยไปคุยมาแล้วมันคลิ๊ก ก็เลื่อนความสัมพันธ์มาเป็นแฟนกันได้ 1 ปี แต่ลักษณะของหนูกับแฟนจะเป็นประเภทที่ดูแลตัวเองกันได้ทั้งคู่ ตอนนี้เลยมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือบางทีหนูทำงานเหนื่อย แล้วหนูอยากให้เขามารับไปส่งบางครั้ง เขาเลยถามหนูว่า “ทำไมอยู่ดีๆ ให้ทำแบบนี้” เพราะปกติหนูก็ไปทำงานเอง กลับเองได้ แล้วเขาบอกว่า การที่หนูไปขอเขาแบบนี้เลย มันเหมือนเขาต้องทำให้เลย ไม่มีตัวเลือกให้เลือก ซึ่งการที่หนูขอแบบนี้มันคือการบอกว่าให้เขาต้องทำ ไม่งั้นหนูจะงอน แต่จริงๆแล้วหนูแค่อยากมีโมเมนต์หวานๆบ้าง เพราะว่าพวกเราไม่ค่อยมีเวลาว่างตรงกัน ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆกัน คือวันนั้นหนูเลิกงานดึก แต่เขาเลิกงานแล้ว เขาว่างแล้ว หนูบอกเขาว่า “เธอขับรถมารับเราได้มั้ย” เขาก็บอกว่า “อ้าว แต่เราเพิ่งเลิกนะ เรากำลังจะดูหนัง พักผ่อน” คือเหมือนเขาเป็นคนที่ติดการวางแพลนในหัวตลอดเวลา ว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง แล้วเขาบอกว่า อยู่ดีๆหนูไปทำลายแพลนเขา เขาก็บอกว่า “แล้วฉันต้องทำงยังไงละ” เหมือนมันรวนเพราะเขาวางตารางไว้แล้ว เราหนูก็จะงอนถ้าเขาไม่ทำให้ คือหนูดูแลตัวเองได้มาตลอด แค่นานๆเขาที ส่วนเขาไม่เคยทำตัวอ่อนแอเลย เพราะเขาเคยบอกว่า เขาไม่ชอบเป็นภาระให้คนอื่น หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่าหนูกับแฟนควรจะหาตรงกลางร่วมกันยังไงดี? หนูควรจัดการยังไงให้ไม่รู้สึกนอยถ้าเขาปฏิเสธ’ โดย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘เวลาเราเลือกแฟน เราต้องรู้ไลฟ์สไตล์กับ เนเจอร์ของเขาก่อน อยากได้คนขี้อ้อน ก็เลือกคนขี้อ้อน แต่นี่เราเลือกแฟนที่ดูแลตัวเองได้ แปลว่าสิ่งที่เจออยู่นี้มันอยู่ในแพ็คเกจนี้ อยากได้แฟนแบบไหนก็เลือกแฟนแบบนั้นตั้งแต่แรก ทีนี้แฟนเรามาด้วยแพ็คเกจนี้ เราก็ต้องยอมรับสิ่งนั้น แต่ถ้าแบบว่าอยากมีโมเมนต์นั้น อยากให้มารับบ้าง ก็นัดล่วงหน้า ในเมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนชอบแพลน ปรับที่เราเพราะเราเลือกแล้ว หรือเรียกเขามาถูดคุย พี่ว่าพี่เขาใจเขา แต่ถ้าเกิดว่ามีเหตุการ์ฝนตกหนักมากกลับไม่ได้ ขอให้เขามารับแต่ไม่มา อันนี้ไม่ใช่แล้ว อันนี้คือเขาขาดตกบกพร่องในหน้าที่แฟนแล้ว ถ้ารู้สึกว่าเขาไม่มีน้ำใจ ไม่หยิบยื่นอะไรให้เรา หรือเราเจอสถานการณ์ที่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาแล้วเขาไม่ช่วย คงต้องเปลี่ยนแฟน ไม่ได้บอกให้เลิกหรือให้คบ ลองประเมินดูว่าเขาเป็นแบบไหน ตรงกลางสำหร้บหอมคือ คุยกันล่วงหน้า’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าคนเราเป็นแฟนกัน มันก็ต้องมีมุมที่อยากให้แฟนดูแลบ้าง สมมุติ “ถ้าฉันยกกระเป๋าให้เธอ มันก็มีบางวันที่ฉันเหนื่อย ฉันก็คาดหวังว่าเธอจะยกกระเป๋าให้ฉันบ้างเพราะเป็นแฟนกัน” เพราะที่เจนเล่าคือไม่ได้ขอทุกวัน ไม่ใช่อาทติิตย์ละครั้ง แต่นานๆทีถึงจะขอ เข้าใจนะว่าเขาวางแพลนทุกอย่างมาแล้ว แต่ในสถานะที่เป็นแฟนกัน ถ้าเขาต้องการสิ่งนี้ วันนั้นเขาเหนื่อย เขาอ่อนแอจริงๆ เขาไม่ได้ขอทุกวัน พี่คิดว่าเป็นแฟนกันควรทำให้กันได้ แต่ก็เข้าใจที่พี่หอมพูด ว่าเขาเป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก เจนก็ดูแลตัวเองได้ตั้วแต่แรก แต่ถ้าวันนี้เจนไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม แล้วต้องการให้เขาเติมเต็มความต้องการของเจน พี่ว่าก็ต้องคุยกัน ซึ่งถ้าคุยกันแล้ว เขาบอกว่า ไม่ เขาไม่ใช่คนแบบนั้น งั้นเจนก็ต้องถามตัวเองว่า วันนั้นเจอลนยังโอเคอยู่มั้ย มันไม่ผิดเลยนะ เจนก็มีสิทธิ์ที่อยากจะเปลี่ยนไปอยากอ่อนเเอบ้าง และเขาก็มีสิทธิ์ที่เจนเปลี่ยนแต่เขาไม่พร้อมเปลี่ยนไปด้วย เพราะเขาก็ชัดเจอของเขาตั้งแต่แรก พี่ว่าคนเราเปลี่ยนกันได้’ และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘เราต้องถามใจตัวเอง ว่าวันนั้นที่เราเรียกร้อง เป็นเพราะว่าเราต้องการจริงๆ หรือแต่เรียกร้องความสนใจ ก็มองดีๆนะ ว่าเขามีชีวิตของตัวเอฝ หรือไม่มีน้ำใจเลย แต่พี่ว่าเขาเป็นคนที่แน่นอน มีตารางวางไว้ว่าจะทำอะไร พี่รู้จักคนแบบนี้เยอะ การที่เราจะบอกแบบนั้นว่า “เธอเราเลิกงานแล้วมารับหน่อยสิ” คือทมันกนะทันหันมาก แล้วถ้าเขาไม่ได้เตรียมใจจะมา มันก็จะสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้เขา หมายถึงว่า อยู่ดีๆจะมาเอาแต่ใจอะไรตอนนี้ เพราะปกติก็ดูแลตัวเองมาตลอด พี่ว่ามันกระทันหัน แล้วก็มัดมือชกเขาไปหน่อย ถ้าลองเปลี่ยนวันคืนก่อนเราคุยกับเขา นัดกับเขาไม่ต้องนัดล่วงหน้านานหรอก แบบให้เขาได้รู้ว่า เจนอยากให่ไปรับหรอ อยากไปกินข้าวหรอ ลองวางแพลนมั้ย ถ้าเขาไม่เอาอีก ค่อยเริ่มมาคุยว่าเวลาที่ใช้ชีวิตด้วยกันมันอยู่ตรงไหน บอกเลย แล้วจะเอาเลย บางคนเขาก็ไม่ชอบนะ ยิ่งเขาเป็นคนวางตารางไว้ชัดเจน ยิ่งยากเลย เจนเองที่ต้องสังเกตุว่ามันเกิดจากสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวเขา แล้วตอบตัวเองให้ได้ว่า เราเรียกร้องโดยไม่มีเหตุผล หรือเขาแล้งน้ำใจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีแฟนเป็นผู้ชาย แฟนผมเขาลำบากมาก่อน จนตอนนี้ได้งานเป็นเลขา ไปทำงานต่างจังหวัด ทำงานได้ 2 อาทิตย์ หัวหน้าผู้ชายซื้อของแบรนด์เนมให้ ปลดหนี้ให้หลักแสน ล่าสุด หัวหน้าแฟนผมเมาสารภาพรักกับแฟนผม ตอนนี้ผมกลัวมากว่าเค้าจะใช้เงินซื้อแฟนไปจากผม...

05 ก.ค. 2024

ผมมีแฟนเป็นผู้ชาย แฟนผมเขาลำบากมาก่อน จนตอนนี้ได้งานเป็นเลขา ไปทำงานต่างจังหวัด ทำงานได้ 2 อาทิตย์ หัวหน้าผู้ชายซื้อของแบรนด์เนมให้ ปลดหนี้ให้หลักแสน ล่าสุด หัวหน้าแฟนผมเมาสารภาพรักกับแฟนผม ตอนนี้ผมกลัวมากว่าเค้าจะใช้เงินซื้อแฟนไปจากผม...

“คุณเอ็ม (นามสมมติ)” อายุ 21 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาเรื่องแฟนที่ลังเลในความสัมพันธ์ระหว่างเราหลังจากที่หัวหน้ามาสารภาพรัก โดย “คุณเอ็ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ปัญหาของผมตอนนี้ คือแฟนผมต้องไปทำงานที่อยู่ไกลกัน ซึ่งตำแหน่งงานของแฟนผม คือเลขา เวลาไปไหนมาไหนก็ต้องตัวติดกับหัวหน้า 24 ชั่วโมง ทำให้ผมและเค้ามีเวลาติดต่อกันน้อย โดยหัวหน้าคนนี้เป็นคนที่รวยมาก ในวันแรก ๆ ที่แฟนผมไปทำงานหัวหน้าคนนี้ก็ซื้อโทรศัพท์ให้แฟนผม ซื้อของให้หรู ๆ พาไปกินของแพง ๆ แถมยังใช้หนี้ให้แฟนผม ในใจผมก็คิดว่าดีเพราะหัวหน้าดูแลดี แต่บางเวลาก็ต้องอยู่กับหัวหน้าแบบสองต่อสอง ผมก็ไม่ได้คิดอะไรผมเลยให้แฟนรายงานเวลาไปไหนมาไหนตามประสาแฟน แต่มันทำให้แฟนผมน้อยใจ เพราะก่อนหน้านี้แฟนผมเทคแคร์ เอาใจใส่ผม แต่ผมให้ความสำคัญกับมันน้อย แฟนผมจึงน้อยใจว่าตอนร้องขอทำไมไม่ได้บ้าง อยู่มาวันหนึ่งหัวหน้าของแฟนผมก็เมา แล้วสารภาพกับแฟนของผมว่าแอบชอบแฟนผม แต่ผมก็ไม่รู้ว่าต่อจากนั้นเป็นยังไงเพราะแฟนผมก็เล่าให้ผมฟังแค่นี้ แต่เรื่องนี้ทำให้แฟนของผมรู้สึกอึกอัดว่าตัวแฟนเองก็มีผมและมีหัวหน้าที่มาสารภาพว่าชอบ บวกกับแฟนผมที่กำลังน้อยใจผมอยู่ก็เครียดขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องราวนี้พึ่งเกิดขึ้นได้แค่ 1 สัปดาห์ แฟนผมจึงเอาเรื่องนี้ไประบายกับหัวหน้า ซึ่งพอหลังจากที่แฟนผมไประบายกับหัวหน้าผมก็รู้สึกว่าทัศนคติแฟนผมเปลี่ยนไป และสนใจผมน้อยลง เช่นเวลาผมลงสตอรี่แล้วแท็กไป แฟนผมก็จะไม่สนใจเหมือนแต่ก่อน เวลาทักไปหาก็ถามคำตอบคำเหมือนไม่อยากคุยด้วย ทั้งที่แต่ก่อนแฟนผมจะเป็นคนที่ลงสตอรี่และแท็กมา แต่ในตอนนั้นผมก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้ผมกังวลว่าแฟนผมจะทิ้งผมไปหาคนที่มีเงินมากกว่ารึเปล่า บวกกับเรื่องที่อยู่ไกลกัน และไม่ค่อยได้คุยกัน ผมเลยอยากให้พี่ ๆ ช่วยประเมินสถานการณ์ว่าต่อไปจะเป็นยังไง และมันจะแก้ไขตรงไหนได้บ้าง เพราะผมเองก็ไม่อยากเสียเค้าไป’ โดย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สถานการณ์ของเอ็มตอนนี้ พี่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้แล้ว มันก็คือสถานการณ์ของแฟนที่กำลังนอกใจ แล้วเวลาที่แฟนมีคนอื่น เค้าจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเดิม และเราในฐานะแฟนเราจะสัมผัสได้ว่าแฟนของเราไม่เหมือนเดิม มันเป็นสัญญาณ พี่ไม่สามารถพูดได้ว่าแฟนของเอ็มไปกับทางนู้นแล้ว 100% แต่มันเป็นสัญญาณของคนที่นอกใจคือเค้าจะเริ่มเป็นแบบนี้ ตอนนี้ก็อยากให้เอ็มอยู่กับปัจจุบัน แล้วก็สังเกตเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเอ็มกับแฟนมันเป็นยังไง มันยังโอเคอยู่มั้ย ถ้าไม่โอเคต้องพูดคุยกัน แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่มีการพัฒนา หรือแฟนเอ็มกลับมาเป็นเหมือนเดิม เอ็มต้องทำใจค่ะ เราทำอะไรไม่ได้’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนนี้ก็อย่าไปงอแงหรือเพิ่มปัญหา ถ้าแฟนเอ็มออกตัวมาว่าตอนนี้กำลังสับสนวุ่นวาย เราต้องเป็นคนใจเย็นให้เค้าถึงแม่ว่าในใจเราจะว้าวุ่น เราต้องทำให้เค้าอยากจะคุยอยากจะปรึกษากับเอ็มอยู่ แต่ถ้าเอ็มไปงี่เง่าเค้าจะยิ่งไป แต่ในกรณีที่ถ้าเค้าไปอยู่แล้ว มันก็จะทำให้เอ็มแพ้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งพี่ว่าสถานการณ์นี้จะเป็นสถานการณ์ที่วัดคนเลย ถ้าเค้ากลับมาหาเอ็มก็อยากให้เอ็มรักษาคนนี้ไว้นาน ๆ แต่ถ้าเค้าไปก็นะได้รู้ส่าเค้าเป็นคนแบบนี้ เพราะระยะเวลาหนึ่งปีเรายังไม่รู้จักกันมากหรอกเอ็ม ถ้าเราเสียเค้าด้วยเรื่องนี้ไป ก็ถือว่าดีแล้วที่เสียคนแบบนี้ไป’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าคำว่ารักแท้แพ้เงินมันก็มีอยู่จริง เราก็ต้องยอมรับว่าบางทีรักแท้มันกินไม่ได้ และเอ็มกับเค้าก็พึ่งเริ่มต้นยังไม่ถึงหนึ่งปี มันก็ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องร่วมหัวจมท้ายเป็นคู่ชีวิตกันไปตลอด มันยังไม่ถึงวันนั้น เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ลองดูละครสิละครก็สร้างมาจากชีวิตจริง บางทีชีวิตจริงจริงก็แรงกว่าละครอีก ทั้งหลายทั้งมวลเป็นเป็นเหตุการณ์ที่พิสูจน์ว่าคน ๆ หนึ่งเค้าจะอยู่กับเรารึเปล่า เงื่อนไขมันมีแค่นี้เองว่าเค้าอยากจะอยู่กับเอ็มรึเปล่า ถ้าเค้ามีอะไรที่ทำให้ไขว้เขวแล้วคำตอบเค้าคือ “ฉันก็ไม่ได้อยากจะอยู่กับเอ็มไปตลอดนี่” มันก็ต้องแยกกันแค่นั้นเอง มันก็จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เอ็มเก็บเลเวลในเรื่องความรัก อดหักบ้างจะได้รู้ว่าความรู้สึกนี้เป็นยังไง ครั้งหน้าพี่เชื่อว่ามันจะแข็งแกร่งมากขึ้น แค่ต้องยอมรับความจริง พี่ว่ามันชัดตั้งแต่ให้เค้าใช้หนี้ให้แล้ว และเลือกที่จะระบายกับหัวหน้าไม่ใช่เอ็ม การที่เราจะเสียคน ๆ หนึ่งไปกับสถานการณ์แบบนี้มันก็เข้าใจได้ คนเรามันก็มีเหตุผลในการตัดสินใจคนละแบบ ณ วันที่ยังวัยรุ่นกันอยู่เค้าก็มีโอกาสที่จะได้เลือกได้ลองได้เจอกับชีวิตที่เค้าอาจจะไม่เคยเจอ เช่น ความหรูหราที่เข้ามา ได้เป็นแฟนซีอีโอ ซึ่งมันเข้าใจได้ ว่า ณ วันนี้เราอาจจะแพ้ แต่เราอาจจะไม่ได้แพ้ตลอด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700 แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400 ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว

03 พ.ค. 2024

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700 แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400 ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว

ลูกสาวม.1 อึดอัดใจ พ่อแม่แยกทางกัน พ่อให้เงินค่าขนมลูก อาทิตย์ละ 700แม่ได้อาทิตย์ละ 1000 แต่พอได้เงินมา แม่ขอลูกอาทิตย์ละ 300-400ยืมเงินค่าขนมลูกมาตั้งแต่ ป.5 ผ่านมา 3 ปี ยอดเป็นแสนแล้ว พอไม่ให้แม่ก็ร้องไห้ใส่ลูกสาวเผยความรู้สึก หนูอยากจบลูปนี้จะทำยังไงดีคะ? “คุณมีน (นามสมมติ)” อายุ 13 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [1 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาที่ตัวเองโดนคุณแม่ยืมเงินตั้งแต่ ป.5 จนตอนนี้ขึ้น ป.1 แล้ว พฤติกรรมของแม่ก็ยังเหมือนเดิม โดย ​“คุณมีน (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนกลับไปสมัยที่ยังเป็นเด็ก แม่ของหนูมักจะถามย้ำมาตลอด และถามย้ำแทบจะทุกปีว่า ‘ถ้าแม่กับพ่อเลิกกัน หนูจะเป็นอะไรไหม?’ จนกระทั่งขึ้นชั้น ป. 5 หนูก็บอกกับแม่ไปว่า ‘ถ้าแม่เหนื่อย แม่ก็ออกมานะ’ แล้วแม่ก็ถามอีกว่า ‘แล้วเราจะยังอยู่กับแม่ไหม?’ ตอนนั้นเลยตอบแม่ไปว่า ‘อยู่ค่ะ’ เวลาผ่านไปไม่นานพ่อกับแม่ก็หย่ากัน พ่อจึงย้ายไปอยู่กับภรรยาใหม่ ส่วนหนูก็อยู่กับคุณแม่ หลังจากนั้นก็ขึ้นชั้น ป.6 หนูทำคะแนนสอบ O-Net ได้เต็ม จึงได้เงินสนับสนุนจากโรงเรียน 5,000 บาท พฤติกรรมของแม่ก็เริ่มเปลี่ยน แม่ก็เริ่มที่จะขอยืมเงินจากหนูทีละ 2,000 บาท โดยอ้างว่าจะเอาเงินไปเปิดบัญชีให้ หนูก็ไม่ได้คิดอะไร เอาเงินให้แม่ไป แล้วหนูก็มารู้ทีหลังว่า แม่เอาเงินไปลงทุนขายของ แต่ไม่ได้กำไรอะไรกลับคืนมาเลย ให้เหตุผลกับหนูว่า ‘แม่ขายไม่ดี’ ซึ่งตอนนั้นหนูก็ไม่รู้เลยว่า ‘แม่เอาเงินของหนูไปใช้เพื่อการลงทุนขายของจริงหรือเปล่า ?’ หลังจากนั้นก็ขึ้นชั้น ม.1 หนูก็ได้เงินค่าขนมเพิ่มจากพ่อ เป็นรายอาทิตย์ครั้งละ 700 บาท แม่ก็เริ่มที่จะขอยืมเงินอีกครั้ง ซึ่งขอยืมทีละ 300 - 400 บาท หนูก็ถามหาเหตุผลจากแม่ แม่ก็ให้เหตุผลว่า ‘เอาไว้ใช้ซื้อข้าวให้หนู’ หนูอยากจะถามแม่ว่า ‘แล้วเงิน 1,000 ที่พ่อให้แม่เอาไว้ซื้อข้าวให้หนูมันหายไปไหน ?’ แต่หนูก็ไม่ได้ถามออกไป ทำได้แค่ให้เงินแม่ไป รวมถึงช่วงปิดเทอมด้วย หนูได้เงินค่าขนม 500 บาท แม่ก็จะมาขอยืมทีละ 200 - 300 บาท แล้วมันก็เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนเคยมีครั้งหนึ่ง หนูลองปฏิเสธแม่ แม่เขาก็ร้องไห้ บอกกับหนูว่า ‘ทำไมหนูถึงไม่ช่วยเขาเลย หนูไม่รักเขาแล้ว’ ทุกครั้งที่ยืมเขาจะคืนบ้าง ไม่คืนบ้าง แต่จะขอยืมทุกครั้งเมื่อหนูได้เงิน ซึ่งหนูให้เกือบทุกครั้ง หนูก็ปล่อยเลยตามเลยไป โดยหลังจากที่แม่เลิกลงทุนขายของ แม่ก็ไปเป็นลูกจ้างขายของในตลาดหน้าโรงเรียน และตอนนี้แม่ก็ทำงานอยู่ในสถานบันเทิง ซึ่งแม่ก็ไม่ได้มีครอบครัวใหม่ ปัจจุบันแม่อายุ 46 ปีแล้ว หนูเคยถามว่า ‘แม่เอาเงินไปใช้ทำอะไร?’ แม่เคยให้เหตุผลว่าเอาไปเลี้ยงแมว เพราะหนูเคยเลี้ยงแมว ที่บ้านของแม่ ซึ่งแมวพวกนั้นก็ไม่ได้ทำหมัน ทำให้มีแมวเยอะ ภาระของแม่ก็เลยเยอะขึ้น ทั้งค่าอาหาร และค่าดูแลรักษา ในหลายครั้งที่แม่ยืมเงินหนู แต่ละอาทิตย์ หนูจะต้องบริหารเงินใช้เอง โดยการขอค่าขนมหรือค่าข้าวเพิ่ม จากคนอื่นในครอบครัว ซึ่งตอนนี้หนูขึ้น ม.2 แล้ว ตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ ป.5 ถึง ม.2 แม่ก็จะขอยืมเงินมาตลอด จากการคาดการณ์จำนวนเงินที่แม่ยืมก็น่าจะถึง 10,000 กว่า แม้ในตอนที่หนูชวนเขาไปเที่ยว หนูก็ต้องเป็นคนออกค่ากิน ค่าเดินทางให้เขาทั้งหมดเลย พ่อรับรู้เรื่องนี้ แต่พ่อไม่รู้ว่า ทุกวันนี้แม่ก็ยังยืมอยู่ ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่พ่อให้เงินหนูเพิ่ม เพื่อเอามาให้แม่ แต่แม่ก็ไม่รับเงินนั้น แต่ก็มาเอาเงินของหนูแทน พ่อกับแม่เคยทะเลาะกันเพราะเรื่องเงิน เพราะจริง ๆ แล้ว แม่ก็ทำงานมีเงินหลักหมื่น พอเขาทะเลาะกัน แม่ก็มาคุยกับหนูว่า ‘ทำไมถึงไปบอกพ่อ ทำไมหนูถึงไม่ช่วยเขาเลย’ แม่มักพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ จนหนูจำได้ขึ้นใจ ตอนช่วงหลังๆ เวลาที่พ่อถามหนูก็ต้องแก้ต่างให้แม่ หลังจากเหตุการณ์ที่แม่บอกว่า ‘หนูไม่รักเขา’ ทุกครั้งที่แม่ขอยืม หนูก็จะปฏิเสธ แต่แม่ก็ยังทำเหมือนว่าเสียใจ จนหนูต้องเป็นคนรู้สึกผิด เพราะหนูถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า ‘คนเป็นลูกต้องกตัญญู’ แม้ว่าแม่จะไม่เคยทวงบุญคุณ แต่หนูก็จะรู้สึกแปลก แม่ของหนูเป็นคนที่ชอบดูดวง จนมาพูดกรอกหูกับหนูตลอดเลยว่า ‘เขามีดวงที่มีคนเข้าอุปถัมภ์ เหมือนว่าเดี๋ยวเขาก็จะรวยขึ้น เขาจะมีเงินเยอะ แล้วหนูจะไม่มีวันทิ้งเขา’ เหมือนกับว่า ‘ให้แม่มาก่อน เดี๋ยวแม่ก็รวย แม่ก็จะใช้เงินดูแลมีน’ หนูอยากถามว่า ‘หนูควรจะทำอย่างไร ให้แม่หยุดยืมเงิน โดยที่ไม่ต้องมีปัญหาต่อ เพราะว่าหลังจากนี้ แม่คงไม่ได้มีบทบาทของความเป็นแม่อีกแล้วค่ะ’ ​ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คงต้องบอกปัญหานี้กับพ่อ เพื่อให้พ่อเป็นคนจัดการปัญหาให้ เพราะแม่เขาคงคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินของพ่อ เป็นเงินที่พ่อให้มา ไม่ใช่เงินของหนู เขาคิดว่านี่คือเงินที่พ่อ หรือญาติ ๆ ให้ เขาไม่ได้มองว่านี่คือเงินของมีน การที่เขามาเอาเงินจากมีน ก็เหมือนว่าเขาเอาเงินพ่อ ที่บางทีเขาอาจจะไปขอที่พ่อแล้ว แต่พ่อก็ไม่ให้ หรือมันอาจจะเป็นเงินที่เขาจำเป็นต้องใช้เพิ่มเติม ซึ่งถ้าหนูบอกว่าอยากให้เรื่องนี้จบ หนูก็ต้องบอกพ่อ ให้พ่อจัดการกับเรื่องนี้ แล้วหนูก็ต้องเลือกสักฝั่ง ต้องไม่ปกป้องแม่ ต้องเลือกทำสิ่งที่ถูก แล้วเรื่องนี้ก็จะจบ เพราะจุดเริ่มต้นมันมาจากเงินที่พ่อให้ หนูไม่สามารถจัดการกับเรื่องนี้เองได้ ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนจัดการ แล้วก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้พ่อฟังเหมือนที่โทรมาเล่าให้พวกพี่ฟัง’ ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ข้อหนึ่ง น้องมีนต้องเรียกแม่มาคุย ถ้าไม่กล้าก็ข้ามข้อนี้ไป แต่ถ้ากล้าก็บอกแม่เลยว่า ที่มีนเรียกแม่มาคุย เพราะต่อจากนี้มีนจะไม่ให้แม่ยืนเงินแล้ว เพราะมีนก็ยังไม่มีรายได้ แล้วปัญหาของแม่ก็คือ มันดีแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ต้องออกค่าเทอม ทั้ง ๆ ที่แม่ควรจะมีส่วนในการดูแลมีนด้วยซ้ำ แล้ววันนี้มินก็ไม่ได้เรียกร้องให้แม่ทำหน้าที่แม่ด้วยซ้ำ มีนก็แค่อยากจะบอกแม่ว่าปัญหาของแม่ แม่ก็ต้องแก้เอง และถ้าแม่มีปัญหาเรื่องเงินอีก มีนจะต่อสายให้คุยกับพ่อ เพราะนั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ข้อสอง อาจจะแก้ว่าพ่อมีปัญหาเรื่องเงิน แม่ขอค่าเทอมหน่อย เพื่อให้แม่รู้ว่า นี่ก็เป็นหน้าที่แม่เหมือนกัน กับข้อสาม… วิธีของพี่เผือก… ให้ผู้ใหญ่จัดการปัญหานี้แทนเรา แล้วก็อยากให้มีนเข้มแข็งในการปฏิเสธ ต้องมีเด็ดเดียว ! สมมติว่าเขามาขออีก ก็บอกเขาไปเลยว่า ดีแค่ไหนแล้วที่แม่ไม่ต้องมาออกค่าเทอมให้มีน แม่รู้ใช่ไหมว่าการที่ทำให้เด็กคนนึงเกิดมา คนที่ทำให้เกิดมาจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่าย อันนี้มันกลับตาลปัตรไปหมดเลย มีนต้องเข้มแข็ง ไม่ให้ก็คือไม่ให้ ! ถ้าแม่ร้องไห้ก็คือต้องยื่นทิชชูให้แม่ แล้วก็บอกว่าจะร้องอีกแค่ไหน ให้กลับไปร้องที่บ้าน อันนี้ยากไปไหมคะ ถ้ายากพี่จะบอกวิธีที่ง่ายกว่านี้… บอกแม่ว่า มีนก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วถ้าแม่อยากได้จริง ๆ มีนจะให้แม่คุยกับพ่อนะ แล้วมีนก็ต่อสายโทรศัพท์ตรงนั้นเลย ทำยังไงก็ได้ แต่หนูต้องไม่ให้เขายืม เพราะเขาจะติดนิสัยแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เป้าหมายคือไม่ให้ยืมอีกแล้ว มีนต้องเก็บเงิน หรือบริหารเงินด้วยตนเอง เพราะตอนนี้มีนก็ 13 แล้ว เราต้องดูแลตัวเอง ! พี่ก็เห็นด้วย ที่คุณพ่ออาจจะต้องลงมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วไม่ว่าแม่จะว่าเรายังไงก็ตาม ก็ไม่ต้องสนใจ ถ้าแม่เป็นแบบนี้อยู่ พ่อก็ต้องลงมาจัดการ’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘วิธีแรก แบบประนีประนอมที่พี่คิดได้ตอนนี้ ลองบอกแม่ว่าพ่อให้เงินใช้รายวัน ถ้าจะมาขอยืมต้องไปเอากับพ่อ หนูใช้วันละ 100 ก็ไม่พอแล้ว ถ้าแม่ต้องการเงินเพิ่ม ก็ไปเอากับพ่อเลย หนูไม่มี ! วิธีสอง ก็คือการคุยกับคุณพ่อว่าแม่ยืมเงินหนู แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม พี่อยากบอกกับมีนว่า ถ้าแม่เขาพูดว่า ทำแบบนี้คือลูกอกตัญญู พี่ว่าตัวพี่และคนอื่น ๆ ที่ฟังอยู่ อยากบอกหนูว่าหนูไม่ใช่เด็กอกตัญญู อย่างที่หนูบอก คุณแม่เขาต้องดูแลหนูด้วยซ้ำ แต่นี่หนูเอาค่าขนมของตัวเองไปให้เขาตั้ง 3 ปี มันไม่ใช่สิ่งที่หนูจำเป็นต้องทำด้วยซ้ำ แต่นี่คือหนูก็รักเขา อยากช่วยเหลือเขา แต่บางครั้งเราต้องรู้ว่า ถ้าเราต้องช่วยเหลือคนอื่น เราต้องไม่ลำบากด้วย แต่ตอนนี้มันชัดเจนว่า ตัวหนูลำบากและหนูมีใช้ไม่พอ หนูต้องไปขอเพิ่ม หนูจึงไม่สบายใจ เขาจำเป็นต้องรู้ผิดชอบชั่วดี ว่าการที่เขามายืมเงินลูกที่ลูกได้อาทิตย์ละ 700 แสดงว่าเขาก็ไม่ได้คิดเลยว่ามีนจะกินอยู่ยังไง หรืออาจเป็นเพราะว่าเค้ามั่นใจ ว่ามีนจะรอด เพราะว่ามีนยังมีพ่อกับป้าคอยดูแล แต่ถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เขาก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่เสียคน !’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-