ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้ โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน

11 ก.ย. 2023

ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย... สาวออฟฟิศอึดอัดใจ เพื่อนร่วมงานนับสิบ
ทำตัวแปลกๆ ชอบ ‘จับจิ้น’ ให้คนนี้คู่กับคนนู้น คนนู้นคู่กับคนนี้
โดยไม่สนเลยว่า ‘ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างมีครอบครัวแล้ว’ ชงไปมา
สุดท้ายลงเอยด้วยการนอกใจ แอบคบกัน พอเราเห็นแบบนี้แล้วอึดอัด
รู้ว่าเป็นคนนอก แต่จะมองข้ามเรื่องนี้ยังไงดี? เพราะต้องทำงานร่วมกัน

        “คุณเตย (นามสมมุติ)” อายุ 30 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 ก.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม กับปัญหาที่ทำงานชอบจับคู่จิ้นให้คนอื่น

        โดย “คุณเตย (นามสมมุติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้เป็นพนักงานบริษัท แล้วต้องย้ายสาขาไปอยู่อีกที่สาขานึง พอเราย้ายเข้าไปก็เจอวัฒนธรรมการจับคู่จิ้น แซว ชง โดยที่คนแซวก็ไม่ได้สนว่าคนที่จับคู่ เค้าจะแต่งงานแล้ว มีครอบครัว หรือแบบว่ามีแฟนอยู่แล้ว

        อย่างล่าสุด มีน้องผู้ชายคนนึงเพิ่งเข้ามาใหม่ คนในบริษัทก็ถามน้องผู้ชายว่า ‘น้องผู้หญิงคนนี้น่ารักไหม? ถ้าน่ารักก็จีบสิ’ แต่คนในบริษัทก็รู้ว่าน้องทั้ง 2 คนต่างก็มีแฟนกันอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นคนเดียวที่ชอบชง ชอบแซว แต่เป็นกันทั้งแผนก ส่วนน้องที่ถูกชงตอนแรก ๆ ก็ปฏิเสธ ‘พี่ก็อย่าแซวสิ’ สุดท้ายไม่รู้ว่าไปชงกันถูกมุมหรืออะไรยังไง จนน้องทั้งคู่ลงเอยด้วยการนอกใจแฟนของตัวเอง มามีความสัมพันธ์กันจริง แต่เราเองก็ไม่รู้ว่าคนที่ชงรู้สึกยังไงกัน รู้แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์พวกเค้าก็เฮฮา ยังชง ยังแซวกันอยู่เรื่อย ๆ

        เราก็ไม่ได้ไปสุงสิงอะไรกับพวกเค้า แต่เวลาทำงานมันต้องอยู่ในห้องเดียวกัน ก็จะมีพวกคำทะลึ่ง คำส่อเสียดที่แบบว่า พูดกันไปไม่คิดถึงจิตใจแฟนของคนที่โดนแซว โดนจิ้นบ้างเลย คือในสถานการณ์นี้เรารู้ว่าเราเป็นคนนอก แต่เราก็มีความรู้สึกที่ควรจะให้เกียรติถึงแม้จะเป็นคนไม่รู้จักกันก็ตาม

        อยากจะได้คำแนะนำว่าเราจะมองข้ามเรื่องนี้ยังไง คือเราต้องทำงานในห้องเดียวกับพวกเค้า ทุกวันนี้พยายามแล้วที่จะช่างมัน คิดว่าเรามาทำงานหาเงิน แต่มันก็อึดอัดที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้….

        งานนี้ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันอยู่ที่ความอึดอัดนั้นมันทำให้เรายังมีแรงลุกไปทำงานหรือเปล่า? คือเรื่องพวกนี้มันส่งผลกระทบต่อจิตใจแต่ละคนไม่เท่ากันนะ บางทีคนนึงฟังอาจจะรู้สึกก็ช่างมันดิ ใครมันจะบิ้ว จะปีนต้นงิ้วก็ไปเถอะ เราก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน หาหูฟังสักอัน ฟังเพลงไป บางคนอาจจะรู้สึกแค่นั้นก็พอแล้ว

        แต่กับเตยอาจจะรู้สึกว่า คำพูดคำจาที่บิ้วกันมา ไม่ได้แคร์ศีลธรรมเลย มันทำให้เตยอึดอัดถึงขนาดที่ว่าไม่มีสมาธิทำงานเลยหรือเปล่า หรือกระทบอะไรขนาดไหน อันนี้เตยก็ต้องตอบตัวเองก่อน ถ้าถึงขั้นทำให้อึดอัดแล้วก็ไม่มีความสุขเลย กับการที่ต้องไปนั่งในแผนกนั้นก็หางานใหม่ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ศีลเสมอหรือมีภูมิต้านทานเรื่องตรงนี้ไม่พอ หรือถ้าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตเรา ก็รู้สึกว่าช่างเค้า ใครจะดีจะชั่วก็ดูไว้ แล้วเราก็อย่าไปเป็นแบบคนพวกนั้น หน้าที่ของการไปทำงาน พื้นฐานก็คือ การไปทำงาน หารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง อันดับที่สองก็คือการเข้าสังคม ซึ่งถ้าสังคมนั้นมันไม่ใช่สังคมที่เราอยากจะไปเข้า เราก็จงหาแต่เงินแล้วก็กลับบ้าน’

        ต่อมา “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ หนึ่งอดทน สองหางานใหม่ อะไรง่ายกว่ากันก็เลือกอันนั้นเลย ถ้ารู้สึกหางานใหม่ยาก แล้วหางานใหม่มีโอกาสที่จะเจอคนไม่ชอบด้วยนะ พี่ยังรู้สึกว่าเคสนี้ยังเบานะ เคสอื่นๆ คือกระทบเข้ามาสู่ตัวเองเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้กระทบเตย เค้าแค่เป็นคนอีกประเภทที่เตยไม่ชอบ

        วิธีการยังพอใส่หูฟังได้ แล้วก็คนเราเจอคนร้อยพ่อพันแม่ตลอด ที่เข้ามาแล้วทำอะไรไม่ถูกใจเรา มันคือความแตกต่าง ซึ่งการที่เราไม่ชอบ เราสามารถละได้โดยการช่างมัน สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ชีวิตใครชีวิตมัน ส่วนคู่นั้นที่นอกใจแฟน เดี๋ยวชีวิตมันพังเอง ชีวิตรักที่มันไม่ซื่อสัตย์โอกาสที่จะได้รักที่ดีมันยากอยู่แล้ว มันคือชีวิตเขา แค่เขาไม่มายุ่งกับเราคือพอแล้ว ต่อให้ลาออกไป ก็ตอบไม่ได้ว่าเราจะเจอใครที่ไม่ชอบอีก ฉะนั้นสิ่งที่ฝึกเราได้ก็คือ พวกนี้ยังเบา ช่างมัน ปล่อยวาง อยู่ห่างๆ ไม่ชอบก็คือไม่คบ คุยได้แต่ไม่คบ ไม่ต้องถึงขั้นไม่คุย โกรธเขา เพราะจะทำให้เราเครียดแทน’

        ปิดจบกันที่ “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่เพิ่งไปอ่านหลักที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขแบบง่าย ๆ เค้าบอกถ้าเจอเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจ หนึ่งเปลี่ยนเค้า เปลี่ยนสิ่งที่เราไม่ถูกใจ ซึ่งในกรณีนี้เตยเปลี่ยนเค้าได้ไหม? ก็ไม่ได้เพราะเราไม่สามารถไปบอกเค้าได้ว่า “พี่คะรณรงค์อย่าพูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนผิดศีลธรรม น้องเค้ามีแฟนอยู่แล้วทำแบบนี้ไม่ดี” เราพูดไม่ได้

        แต่กรณีนี้เราทำได้คือ ปรับตัวเอง เตยต้องช่างมัน แต่พี่เข้าใจนะแง่ศีลธรรม แต่ถ้ามันยังไม่ได้มาลุกลามพื้นที่สิทธิของเรา ลองพิจารณาพวกเค้าเป็นบัว 4 เหล่าไปเลย มันต้องมีคนที่ไม่รู้อยู่แล้ว ลองพิจารณาว่าคนเรามันก็แค่นี้ เราก็อย่าไปทำเหมือนเค้า เราดูเป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าเป็นเราจะไม่ทำแบบนี้ แต่ถ้าสุดท้ายยังทนไม่ไหว มันก็ยังมีข้อสุดท้ายคือ เดินออกมา แค่นี้ชีวิตจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นเมื่อเจอปัญหา….’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆ จากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่ รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม

24 มี.ค. 2025

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆ จากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่ รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม

หนูกับแม่ทะเลาะกัน แม่โกรธที่หนูไม่พาไปห้าง บ่นน้อยใจสารพัด จนหนูไม่คุยกับแม่เลย แอบดูอยู่ห่างๆจากต่างจังหวัด มีน้องสาวเป็นคนกลาง ตอนนี้รู้ว่าแม่ป่วยมีภาวะซึมเศร้า เราอยากได้คำขอโทษจากแม่รู้ตัวว่าตัวเองมีทิฐิสูง แต่อีกใจก็อยากกลับไปคุยด้วยเหมือนเดิม จะเริ่มยังไงดี?“คุณเมย์ (นามสมมติ)” อายุ 32 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [19 มี.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาทะเลาะกับแม่จนไม่ได้คุยกันมานาน โดย “คุณเมย์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ทะเลาะกับแม่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แม่อายุ 60 ปีแล้ว แม่อยู่ที่ต่างจังหวัด เป็นคนละจังหวัดกับเรา บางครั้งแม่ก็จะมาเยี่ยมที่บ้าน ซึ่งเราก็ใช้ชีวิตปกติ ดูแลแม่ปกติ เช่นถามว่า แม่จะไปเที่ยวไหนมั้ย จะทำอะไรมั้ย เราเองก็กลัวแม่จะเหงา เลยหากิจกรรมให้เขาทำ มีอยู่วันหนึ่ง เราก็ใช้ชีวิตปกติ คุณแม่ก็นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ และประมาณ 4 โมงเย็น เป็นช่วงที่เด็กๆ เลิกเรียน เราก็เตรียมตัวไปรับลูกชายที่โรงเรียน แต่อยู่ๆ แม่ก็โพ่งขึ้นมาเลยว่า วันนี้เราไปห้างกันเถอะ อยากไปช้อปปิ้งจัง จะไปดูเสื้อผ้า เราก็เลยบอกแม่ไปว่า แม่ เราไปวันหลังได้ไหม เพราะว่าวันนี้หนูจะต้องไปรับหลาน แล้วเราก็ไม่ได้อธิบายอะไรต่อ คิดว่าแม่จะเข้าใจและเห็นด้วยกับเรา หลังจากนั้นเราก็ไปรับลูกชาย พอกลับมาเราก็เห็นแม่นั่งอยู่และสังเกตได้ว่า แม่ดูอารมณ์ไม่ดี เราเลยไปถามแม่ว่า แม่เป็นอะไร แม่น้อยใจหรือเปล่า ที่ไม่ได้พาไปห้าง แล้วแม่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ และก็บอกว่า ใช่! ฉันน้อยใจ!แล้วก็เดินหนีเข้าห้องตัวเองไป เราก็คิดว่าแม่น่าจะยังงอนอยู่ เลยปล่อยให้แม่อยู่กลับตัวเองไปก่อน ระหว่างนั้นเราส่งข้อความไปหาน้องสาว ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เลิกงานมาแล้วช่วยไปคุยกับแม่ให้หน่อย เผื่อแม่จะอารมณ์ดีขึ้น พอน้องสาวกลับมาจากที่ทำงานก็เข้าไปอธิบายให้แม่ฟังว่า เวลานั้นถ้าไปห้างจะลำบากรถติด ถ้าจะไป ไปวันหลังดีไหม ซึ่งเราก็คิดว่าพอน้องไปอธิบายแม่จะเข้าใจ แต่กลายเป็นว่า แม่ร้องไห้แล้วตะโกนเหมือนเด็ก ขว้างปาข้าวของ และใช้คำที่ทำให้ลูกๆ เสียใจ ประมาณว่า ฉันดูพวกเธอมานานละ พวกเธอก็เป็นแบบนี้กัน และพูดว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี ดูแลเขาไม่ดี แม่ก็บอกว่า ฉันจะกลับบ้านแล้ว จะกลับตอนนี้เลย ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าพวกเธอไปหาฉัน ก็จะไม่เจอฉันอีก แต่เราก็ให้แม่พักคืนนี้ก่อน เผื่อจะใจเย็นขึ้นแล้วค่อยมาคุยกัน วันรุ่งขึ้นแม่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังอารมณ์เสียเหมือนเดิม แล้วก็ไม่พร้อมที่จะรับฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้นเลย เราเลยจองตั๋วให้แม่เพื่อที่จะกลับบ้าน เพราะที่บ้านก็จะมีคนที่อายุใกล้ๆ กัน จะได้คุยกับแม่เผื่ออารมณ์ดีขึ้น และหลังจากทะเลาะกันได้ 2 อาทิตย์ เราก็ให้น้องสาวโทรไปคุยว่าเป็นยังไงบ้าง และเหมือนแม่ก็รู้ว่าสิ่งที่ทำมันไม่ถูกต้อง แม่เลยไปปรึกษาหมอ แล้วหมอก็บอกว่า เป็นเพราะฮอร์โมน และอาจจะเป็นอาการเริ่มต้นของคนที่จะเป็นซึมเศร้า ตอนที่แม่กลับไปอยู่บ้าน แม่จะอยู่กับน้าสาว แล้วหลายๆ คนในบ้านพยายามบอกให้เรากับแม่ลองคุยกันดู แต่จริงๆ แล้ว เราแค่ต้องการคำขอโทษจากแม่ ให้แม่ยอมรับว่า สิ่งที่แม่พูด แม่ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูด เพราะเราก็เป็นลูกคนโต เรารับผิดชอบครอบครัวมาเยอะมากจริงๆ และคิดว่าตัวเองก็ทำได้ดีมากๆ เท่าที่ลูกคนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะทะเลาะกัน เราได้พาแม่ไปห้าง 2 แห่ง ตอนเช้าไปด้วยกันห้างแรก ตอนเย็นก็ไปอีกห้างหนึ่ง และเราก็ค่อยถามแม่ตลอดว่าจะเอาอะไร คือตามใจแม่ทุกอย่าง ปัจจุบันนี้เราก็ยังทะเลาะกับแม่ และยังไม่ได้คุยกัน เราก็พยายามที่จะบอกตัวเองว่า ให้อภัยแม่ได้ไหม เพราะเราก็เหลือแม่แค่คนเดียว ซึ่งเราก็ให้อภัยแม่ได้ แต่พอนึกถึงคำพูดที่แม่เคยพูด เป็นคำพูดที่มันทำร้ายเรา แล้วในช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เราอ่อนไหวและต้องผ่านเรื่องอะไรมาหลายๆ อย่าง แม่ก็ไม่ได้รู้ว่าลูกต่อสู้กับอะไรบ้าง เราก็ยังรู้สึกแย่อยู่ พอคิดจะกลับไปคุยกับแม่เราก็ทำไม่ได้ เพราะทิฐิที่เรามี ซึ่งเราเองก็ไม่ชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ เกลียดทิฐิตัวเองมากๆ และเอาชนะมันได้ยากมากจริงๆ แต่ตอนนี้เราก็ยังซัพพอร์ตแม่อยู่ไกลๆ ยังติดตามอยู่ว่าแม่ทำอะไร แต่ก็ยังไม่ได้คุยกัน เลยอยากจะปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า เราจะตั้ง mindset ยังไง ให้เราก้าวผ่านความรู้สึกที่เสียไป และกลับไปคุยกับแม่ได้เหมือนเดิมคะ?’ เริ่มที่ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเมย์ก็ต้องคิดว่า ถ้าพรุ่งนี้แม่ไม่อยู่ให้เมย์โทรไปหาแล้วจะเป็นยังไง อะไรก็ตามทั้งหมด เราคือครอบครัว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ต้องไปกันต่อ พี่ว่าหลายบ้านคุณแม่คุณลูกก็อาจจะมีเรื่องที่ไม่ดีต่อกันมากกว่านี้ เขาก็ต้องตัดสินใจที่จะไปต่อ ถ้าเขายังอยากเป็นครอบครัวกันอยู่ แล้วเมย์ก็รักคุณแม่ และอีกอย่างคือ จนตอนนี้เมย์อายุ 32 แล้ว พี่ว่าเมย์ก็น่าจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้แม่ไม่พอใจ หรือโกรธมาบ้าง แต่แม่ก็ยังอยู่กับเราจนถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งพี่ว่ามันคือครอบครัว เรามีความรักให้กัน แม้ว่าอีกฝั่งจะผิด แต่เราก็ต้องให้อภัยกัน เพราะเรารักกัน’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในบางสถานการณ์ บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว มันอาจจะไม่มีประโยชน์ในการหาคนผิดคนถูก ในความสัมพันธ์ ในความเป็นครอบครัวกันในทุกรูปแบบ บางครั้งการที่เราพยายามจะบอกให้คนหนึ่งยอมรับว่าผิด มันอาจจะไม่ใช่ทางออกของปัญหาเสมอไป ต้องลองคิดดูดีๆ ว่าถ้าเราได้ยินคำนั้น มันจะทำให้เราปลดล็อกทุกอย่างในคำๆ เดียวหรอ? เวลาของคนเรามันจะน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราจะไม่มีวันเข้าใจคุณพ่อคุณแม่ที่สูงอายุมากๆ ที่เขาจะต้องอยู่คนเดียวจริงๆ ลูกก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันคงทรมานมาก กับการที่เขาเคยมีใครมาทั้งชีวิต แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็โหวง เวลาในชีวิตเขามันก็น้อยลงไปเรื่อยๆ ทีละวันๆ ที่คุณหมอบอกว่ามันอาจจะเป็นภาวะซึมเศร้า มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะจากที่คุณเมย์เล่ามา แม่เขาอยู่คนเดียว เราอย่าหาผิดหาถูกกับคนที่ป่วยเลย เขายิ่งน่าสงสารขึ้นไปใหญ่ ลองคิดสิว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ GEN เก่า แล้วยอมรับว่าตัวเองผิดถึงขนาดไปหาหมอ ซึ่งมันไม่ง่าย และมันก็แค่ 1 ประโยคที่เราตามหากัน ผมมองว่ามันยังมีเรื่องอีกมากมายที่น่าห่วงกว่านั้น เช่น คุณแม่จะอยู่ยังไงคนเดียวกับภาวะแบบนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ณ เวลานั้นใครจะเป็นคนใกล้ตัวที่ดูแลแม่ มันเลยมีเรื่องอื่นที่น่าห่วงกว่าคำขอโทษ สำหรับในมุมมองของคนนอกที่ได้ฟัง ส่วนเรื่องที่คุณเมย์เจอมา ผมเข้าใจมากๆ แล้วมันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเมย์น้อยใจอยู่แบบนี้ แต่บางทีเราน้อยใจไปแล้ว แล้วยังไงต่อ และผมว่าเราทุกคนให้วันนี้ไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าจะอายุเท่าคุณแม่แล้วอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ผมก็ไม่อยากให้วันนั้นคุณเมย์มานึกย้อนว่า ‘อ๋อ ฉันเพิ่มเข้าใจในวันที่มันไม่มีโอกาสที่จะได้สื่อสารอะไรกันแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สิ่งที่เมย์เป็นอยู่ หนักอกหนักใจอยู่ คือการที่เมย์ถือทิฐิเอาไว้ ฉะนั้นอยากเบา อยากปล่อยวาง ก็คือ วางมันลงซะ คำขอโทษทั้งหมดมันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น ‘ขอโทษมาสิ แม่แพ้มาสิ’ ต่อให้เมย์ได้คำขอโทษ และความพ่ายแพ้ของแม่ เมย์ก็ไม่ได้รู้สึกดีใจขนาดนั้น ชัยชนะมันไม่ใช่ชัยชนะจริงๆ การรักษาความรักที่เรามีให้ซึ่งกันและกัน มันคือชัยชนะของครอบครัวนี้แล้ว เมย์ลองนึกถึงวันที่เมย์เป็นแม่ขึ้นมาแล้วลูกไม่คุยกับเมย์ มันจะเจ็บปวดขนาดไหน นั้นก็คือคำตอบ วันนี้เมย์เป็นทั้งแม่และลูก ฉะนั้นจะเข้าใจความรู้สึกของทั้งสองบทบาทเลย ลองเข้าหาคุณแม่เถอะ เราไม่รู้ว่าแม่ปวดเป็นอะไรด้วยซ้ำ และสิ่งที่แม่ทำและแสดงออกมาที่มันไม่ปกติแบบนี้ นั้นแปลว่าแม่กำลังป่วย แล้วแม่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก มันอาจจะมากกว่าเราด้วยซ้ำ ฉะนั้นคำขอโทษไม่มีความหมายเลย ถ้าเทียบกับชีวิตแม่เรา’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

30 มิ.ย. 2025

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่า คู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออก เขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ

อ้าว แฟนใหม่เธอหน้าคุ้นๆ!! หนูรู้จักกับผู้ชายคนนึง สนิทกันมานาน จนเพื่อนๆในที่ทำงานก็ยังแซวว่าคู่นี้น่าจะได้เป็นแฟนกัน เราก็กะจะบอกชอบเขาก่อนลาออกจากงาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันลาออกเขาไปเปิดตัวกับน้องผู้หญิงร้านข้างๆ หนูเฮิร์ทมากตอนนี้ ต้องทนเห็นเขาไปกินข้าวกันทุกวันมีความสุขกันต่อหน้าหนู ล่าสุดหนูบอกกับผู้ชายคนนี้ไปว่า “หลังจากนี้ชีวิตนี้ไม่ต้องมาเจอกันอีก”เขาก็เหมือนจะรับรู้แล้ว หนูจะวางตัวยังไงต่อไปดีหลังจากนี้... “คุณแพร (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี เป็นสายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 มิ.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาแอบชอบรุ่นพี่ในที่ทำงาน โดนเล่นกับใจสุดท้ายเปิดตัวกับคนอื่น โดย “คุณแพร (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหนูได้งานใหม่ เป็นงานในห้างสรรพสินค้า หนูเพิ่งขึ้นมาอยู่กรุงเทพได้ไม่นาน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แล้วได้มาเจอกับพี่คนนึง เขาสุภาพมาก ตรงสเปคเรา คำพูดคำจาจะเรียกเราว่าหนู ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรแต่อยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มสนิทกัน ดูแลกันมากขึ้น ถึงขั้นที่สามารถคุยกันเรื่องเซ็กซ์ หรือเรื่องแฟนเก่าได้ คุยกันได้ยิ่งกว่าเพื่อนผู้หญิงอีก มีการเล่นถึงเนื้อถึงตัวกัน เช่น วิ่งไปกอด เกาะแขนในบริบทที่อ้อน ๆ ได้ บางครั้งเหมือนจะปัดป้องแต่ก็ยังเล่นด้วยได้ วันนึงหนูก็ลองแกล้งเขาโดยการบอกว่า ‘สงกรานต์นี้เดี๋ยวไปเล่นน้ำกับผู้ชายดีกว่า นัดผู้ชายเอาไว้’ เขาก็นิ่งไปเลย หนูเลยคิดว่าเขาก็คงชอบเราเหมือนกันมั้ง พี่ผู้จัดการเขาก็ดูออก ทุกคนคิดแบบนี้กันหมดเลยว่าหนูกับพี่เขาต้องชอบกันแน่ ๆ ต้องเป็นแฟนกันแน่ เราก็เล่นกันปกติ หลังจากนั้นหนูก็เฉลยว่าที่พูดไปหนูแกล้งเล่น พี่เขาก็ดูดีใจ แล้ววันนั้นเราเจอลูกค้าแล้วรู้สึกนอย พี่เขาก็ชวนไปกินข้าวเลย เหมือนปลอบใจ จนกระทั่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาก็บอกกับหนูว่าเขาชอบน้องร้านข้าง ๆ นะ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาเคยบอกว่าเขาชอบสาวหมวย ตัวเล็ก ซึ่งก็ตรงกับหนูเหมือนกัน สรุปแล้วเมื่อสองวันก่อนเขาชวนน้องร้านข้าง ๆ เข้ามาในร้านของเราและขอคอนแทคกันต่อหน้า ต่อตาหนูเลย หนูยืนอึ้งว่าที่ผ่านมาหนูคิดไปเองหรอ ? ทั้ง ๆ ที่หนูเคยเกริ่นไปแล้วว่าชอบเขานะ หนูก็พยายามทำใจ เขาอาจจะเทสระบบเรา จากที่เล่นกันถึงเนื้อถึงตัว พูดคุยเรื่องเซ็กซ์กัน ก็ไม่ทำอีกเลยเพราะหนูมองว่าเขากำลังจะสานสัมพันธ์กับคนอื่นแล้ว แต่ในใจก็เจ็บ วันนี้หนูบอกกับพี่หัวหน้างานว่าปวดท้อง จะขอลาไปหาหมอ กลับมาเขาก็ดูเป็นห่วงเรา หนูนั่งพักอยู่ในห้องก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพที่เขาชวนกันไปกินข้าวอีก จริง ๆ หนูยอมตั้งแต่เขาขอไลน์แล้ว แต่พี่เขาก็ยังพยายามทำตัวเหมือนเดิม แตะเนื้อต้องตัวพูดคุยเหมือนเดิม แต่เราคือทำไม่ได้แล้ว เราไม่โอเค ตอนเย็นหนูก็ถามว่า ‘วันนี้พี่กลับยังไง’ เขาก็ชี้ไปที่ร้านข้าง ๆ แต่หนูเห็นว่าไฟปิดแล้วเลยงง สรุปคือเขาเดินกลับไปรับน้องร้านข้าง ๆ มาต่อหน้าต่อตาหนูอีกแล้ว หนูก็พยายามเก็บอารมณ์ไม่ให้เสียใจ หนูก็พลั้งปากพูดไปว่า ‘พี่ หลังจากนี้เราไม่ต้องมาเจอกันอีกนะ เราตัดขาดกันไปเลย แพรไม่อยากเจอพี่’ พี่เขาก็ตอบกลับแบบติดตลก แซว ๆ อีก หนูเลยอยากขอคำปรึกษาว่าหนูต้องทำงานที่นี่อีก 5 วันต้องเห็นเขาไปไหนมาไหนด้วยกัน จะต้องจัดการความรู้สึกยังไง กับวันที่ 29 นี้จะมีงานเลี้ยงส่งหนู หนูควรบอกเขาอีกรอบมั๊ยว่าชอบ” ซึ่ง “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘นี่คือบทเรียนของการทำที่อะไรตามใจและตามอารมณ์ พูดออกไปด้วยอารมณ์โดยไม่มีการวางแผนคิดหน้าคิดหลังให้ดี “เราไม่ต้องมาเจอกันอีก” เป็นประโยคที่แรงมากทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย เขาคงคิดว่าแพรเป็นอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่พลาดมาก ๆ แค่คุยกับเขาน้อยลงพี่ว่าก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ารู้สึกยังไง แพรก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เพราะเดี๋ยวก็แยกกันใช้ชีวิตอยู่แล้ว ส่วนวันงานเลี้ยงส่งก็วางตัวดี ๆ เพราะอย่างน้อยเขาก็แสดงให้เราเห็นผ่านการกระทำของเขาแล้วว่าไม่ได้คิดอะไร ขั้นสุดท้ายของการเป็นเพื่อนสนิทแล้วมีคนนึงอยากข้ามขั้นไป เขาก็คงพยายามบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันเถอะ ในเมื่อทั้งคู่ชัดเจนกันอยู่แล้ว ก็เป็นเพื่อนกันให้ได้อย่างที่พูดไว้ เด็ดขาดเลยก็ดี ถ้าเขาชวนคุย อยากคุยกับตอบไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย ขอให้โชคดีกับวันเลี้ยงส่ง และอย่าถือสากับคำพูดของคนเมา’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ทำตัวปกติได้เลยถ้าลาไม่ได้ แต่ถ้าลาได้ก็แนะนำให้ลาแล้วเก็บของไปตั้งตัวที่บริษัทใหม่เลย กับเขาก็ไม่ต้องไปยุ่งอีกแล้ว วันเลี้ยงส่งถ้าเขาไม่ไปก็ไม่ต้องเสียใจด้วย เพราะเราลั่นไปแล้วว่าอย่าเจอกันอีก ต้องทำตามที่พูดไว้ให้ได้ 5 วันที่เหลืออยู่ไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าไปที่ใหม่ก็อย่าทำแบบนี้อีก ให้มันจบแค่ตรงนี้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ตอนอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ก็สนุกสนาน แพรเป็นคนสนุก เขาอยู่ด้วยแล้วสบายใจแต่เขาให้สถานะเราได้แค่ “เพื่อน” และเขาวางสถานะนี้มีนานแล้ว เท่าที่พี่ฟังผู้ชายไม่ได้มีใจเลย แพรคิดไปเองแล้วก็สร้างโมเมนต์เองโดยการทำให้เค้าหึง เขาเงียบก็บอกว่าเขาหึง แถมมีเพื่อนยุยงอีก เรื่องราวเลยไปไกลจนเขาสนิทใจกับแพรและพร้อมที่จะเปิดใจเล่าว่าชอบน้องร้านข้าง ๆ เพราะเขามองว่าแพรคือเพื่อนที่สนิทที่สุด หารู้ไม่ว่าแพรหึง งอน ไปแล้ว แถมแพรก็ทำอะไรที่เป็นผีบ้าออกไป โดยการพูดใส่อารมณ์อีก แพรสำคัญตัวผิดสถานะ อย่าทำอะไรแบบนี้อีก สำหรับพี่ถ้าเขามางานเลี้ยงส่งก็ทำตัวปกติเลยแบบเพื่อนกัน พี่มีให้ 3 ทางเลือก 1.งอนให้ถึงที่สุด ไม่คุยด้วยเลย 2.ทำตัวเหมือนเดิม เหมือนวันนั้นโดนของมาแล้วไม่ได้พูดอะไร 3.บอกตรง ๆ ว่าที่พูดว่าไม่ต้องมาเจอกันแล้ว ยอมรับว่าหึง หนูชอบพี่ แต่จำไว้ว่าการสารภาพว่าชอบเขาอย่าคาดหวังว่าชอบเขากลับ พูดติดตลกไปได้เลย ให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ของบางอย่างต้องรอเมคชัวร์ก่อนจะได้ไม่เจ็บหัวใจ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

27 ก.ย. 2024

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงาน เป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่ แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ

หัวหน้างานมาจีบหนูก่อน จากนั้นเราก็รู้สึกดี รู้ตัวอีกที สายปริศนาโทรมาที่ทำงานเป็นภรรยาเขา หนูตกใจ เป็นมือที่สามไม่รู้ตัว เลยลาออก หัวหน้าลาออกด้วย หนูได้งานใหม่แต่เขายังไม่ได้งาน ทักมาขอยืมเงิน 2-3 รอบ พอหนูทวงไป สองสามีภรรยานั้นบอกว่า "จะฟ้องหนูในฐานคบชู้" “คุณตาล (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [25 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาเพิ่งรู้ตัวว่าเป็นมือที่ 3 โดย “คุณตาล (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟน ซึ่งฝ่ายชายเป็นหัวหน้าที่เคยทำงานอยู่ด้วยกัน เเล้วทีนี้เขาได้เข้ามาจีบ จีบกันไปมา ๆ ศึกษาดูใจกันประมาณ 2 เดือน ก็เลยตัดสินใจคบกับเขา ตอนนั้นยังไม่ได้ทราบว่าฝั่งผู้ชายมีภรรยาอยู่แล้ว เพราะเขาก็ประกาศปาว ๆ ที่ทำงานว่าโสด ไม่มีครอบครัวใด ๆ ทั้งสิ้น ตอนเเรกหนูไม่ทราบว่าเขาจดทะเบียนสมรส มารู้หลัง ๆ ก็คือตอนที่จะตัดความสัมพันธ์กับเขาเเบบจริงจัง เเล้วพอคบกับเขามาซักพักนึง เขาก็คุยเหมือนเรื่องจะไปออกรถกับบ้านเขา เขาก็กลับบ้านของเขาบ่อย ๆ เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ทำงานของเราอยู่ปกติ พอซักพักนึง มันมีสายโทรเข้ามาในระหว่างที่เขากลับมา พอผู้หญิงโทรเข้ามา เขาก็บอกว่า “ไม่รู้หรอว่าฝั่งผู้ชายเขามีครอบครัวอยู่เเล้ว” เราก็ช็อค เลยจะพยายามตัดความสัมพันธ์ตั้งเเต่ตอนนั้น ช่วงเเรกก็ไม่ได้กลับมาบ้านตัวเอง พยายามหนีไปนอนที่อื่น ไปเช่าโรงเเรมบ้าง ไปนอนบ้านเเม่บ้าง เเต่ก็ได้ยินข่าวว่าเขาตามมา เหมือนจะตามง้อ ก็เป็นอีหรอบเดิมก็เลยยอมคุยกับเขา ฟังเรื่องราวเขาก่อน เพราะเหมือนต้องทำงานด้วยกันอยู่เเล้ว เวลาไปทำงานมันต้องเจอกันอยู่เเล้ว เเต่ตอนเย็นก็พยายามไม่กลับไปที่ที่เราอยู่คนเดียว ไม่ให้เขาคุยกับเรา 2 ต่อ 2 ได้ มันก็มีช่วงที่เขาให้เพื่อนที่ทำงานมาคุยกับเรา ประมาณว่า “ขอคุยหน่อย มีเรื่องต้องเคลียร์ เราเข้าใจผิด” เราก็เลย อ่ะถ้างั้นก็ลองฟังดูว่าเรื่องเป็นอะไรยังไง เขาก็มาอีหรอบประมาณว่า “จะเลิกกันนั่นนู่นนี่โน่น” ตามสเต็ปผู้ชาย เหมือนพยายามง้อเรากลับไป เราก็เลยใจอ่อนเเล้วก็เชื่อคำพูดเขาด้วย ช่วงที่อยู่ด้วยกันมา ช่วงที่ตัดสินใจกับเขาต่อ ฝั่งผู้หญิงภรรยาเขาก็ไม่ได้โทรมา ก็เลยคิดว่าสงสัยเป็นเรื่องจริง ฝั่งผู้หญิงน่าจะไม่ยอมจบรึเปล่า? จนมีวันนึงที่เขาก็มาอยู่บ้านของหนู เเล้วก็มีผู้หญิงโทรมาถามว่า “ยังอยู่ด้วยกันหรอ?” ผู้ชายเลยส่งข้อความในโทรศัพท์ของหนูไปประมาณว่า “ก็คุยกันเเล้วไงว่าเลิกกันเเล้ว” หนูก็เลยเข้าใจว่าเลิกกันเเล้วจริง ๆ เเต่ทีนี้ตั้งเเต่รู้มา ก็พยายามที่จะปลีกตัวเเละตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด เเต่มันมีเรื่องเงิน เรื่องทอง ซึ่งตอนนั้นข่าวลือที่ว่าหนูคบกับเขามันก็เริ่มเเพร่กระจายในหมู่หัวหน้างานของเขา พอหัวหน้างานของเขารู้ รู้จากภรรยาของเขาที่โทรไปบอก โทรไปแจ้งฝั่งหัวหน้างาน เขาก็โดนเรียกเขาเข้าไปคุยว่าให้หยุดพฤติกรรมแบบนี้ซะ เขาก็เหมือนไม่ยอมรับ บ่ายเบี่ยงไป พอไม่ยอมรับปุ๊บ เหมือนหนูมันอายไปแล้ว มันทำงานไม่ได้ เพราะหนูก็เสื่อมเสียชื่อเสียงในตรงนี้ไปด้วย ก็เลยตัดสินใจที่จะลาออก บวกกับมีปัญหาเรื่องงานนิดหน่อย พอลาออกปุ๊บเขาก็ลาออกตาม หนูไม่เคยเช็คโซเชียลเขาเลย ปกติเป็นคนทำงานก็คือทำงาน หลุดอยู่ในโลกงาน สนใจเเต่ชีวิตตัวเอง ชีวิตครอบครัว กับผู้ชายพูดตรง ๆ ว่าไม่ได้โฟกัสเลย พอหลุดเข้ามาก็เป็นแบบนี้เลย เเล้วมันไม่ได้เป็นเเค่เคสเขา ปกติคบเพื่อนผู้ชายเยอะอยู่เเล้ว พอมีข่าวนี้หลุดรอดไป เหมือนฝั่งเเฟนของเพื่อนผู้ชายเขาก็ไม่ไว้ใจเรา ถึงขั้นโทรมาที่ทำงานใหม่ว่าทำไมต้องไปกินข้าวตอนกลางคืนกับเพื่อนผู้ชายที่เป็นเเฟนเขา หนูก็คุยกับฝั่งผู้หญิงเเล้วเขาก็บอกว่า “อ่าว เเล้วคุณออกจากที่ทำงานเก่าเพราะอะไร” หนูก็โมโหละบอกว่า “อย่าเอาความผิดพลาดครั้งเดียวของชีวิตชั้น มาตัดสินชีวิตคนทั้งชีวิต” เลยทำให้หนูรู้สึกว่าครั้งเดียวมันเสียไปหมดเเม้กระทั่งเพื่อนที่คบมาประมาณ 4-5 ปี ระหว่างที่ลาออกตามฝั่งผู้ชายเขาก็ไม่ได้หางานจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนหนูได้งานทำมาเเล้ว พอได้งานทำมาเเล้วฝั่งเขาก็มายืมเงินหนูตั้งเเต่ช่วงเเรก ๆ ยืมเป็นเรทไม่เยอะ ไม่ถึงหมื่น พอหลัง ๆ มาหลังจากที่ลาออกมา ไม่มีงานทำ เขาก็เลยโทรมายืมหนูอีกเรื่อย ๆ หนูก็สงสาร เพราะเขาส่งเเมสเสจพูดเหมือนไม่มีเงินกินข้าว เเล้วก็ไม่มีเงินค่ารถนั่นนี่โน่นของเขาเต็มไปหมด หนูก็เลยช่วยเขาไป พอนานเข้า ๆ หนูเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ละ เพราะว่าตอนที่เขามาหาที่ต่างจังหวัด พอเขากลับไปก็บอกว่าไม่อยู่กับฝั่งภรรยาเขาเเล้วนะ เเต่อาจจะต้องคุยกันเรื่องลูกไรงี้ เขากับฝั่งนู้นเขาก็บอกอยู่บ้านเดียวกันเเต่คนละชั้น ที่ฝั่งนู้นย้ายออกไม่ได้เพราะเกี่ยวติดพันธ์เรื่องลูก หนูก็เลยคิดประมาณว่าถ้าอย่างงั้น หนูเลยคุยกับเขาเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเขาจะยืมเงินจะคืนได้เมื่อไหร่อะไรยังไง เเล้วมันก็มีช็อตนึงที่เขายืมเงินหนูไปเยอะมาก ซึ่งทำให้หนูเดือดร้อน พอเดือดร้อนหนูก็ทักไปถามเขา หนูโมโหมากเพราะหนูเพิ่งมารู้ว่าเขาไปเที่ยวกับภรรยาะขาที่ต่างประเทศ เเละหนูพยายามโทรมาผู้ชาย เเต่เขาปิดเครื่องไปแล้ว หนูก็เลยทักไปหาภรรยาเขาว่า “เห็นผู้ชายคนนี้มั้ย พอดีหนูติดต่อเขาไม่ได้ หนูต้องการให้เขาโอนเงินคืนจำนวนนี้ที่คุยกันไว้” ฝั่งผู้หญิงก็พิมพ์ด่าหนูฉ่ำมาก ประมาณว่า “ก็ให้ยืมเอง ก็ไปทวงกับเขาเองสิ จะมายุ่งอะไรกับชั้น ชั้นบอกชั้นเตือนเธอเเล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นยังไง” เเต่ทั้งที่เขาอยู่ด้วยกัน หนูก็เลยไม่ได้อ่านอะไรเยอะ หนูก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเเละบอกว่า “ดูเเลกันดี ๆ นะคะ แต่ถ้าติดต่อกันได้ก็รบกวนบอกผู้ชายโอนเงินคืนหนูหน่อย หนูมีธุระต้องใช้” พอเขากลับมาจากไปเที่ยวซักประมาณอาทิตย์นึงเขาก็ติดต่อกลับมา หนูก็เลยถามว่า “สรุปจะเอายังไง จะโอนคืนมั้ย” เขาก็บอก “โอนคืนเเต่ต้องขึ้นมาเอา ผมอยากเจอคุณครั้งสุดท้าย” หนูก็เลยยอมไปเจอเขาเเต่ก็ยังไม่ได้คืนเหมือนเดิม เพราะตอนไปเจอเขาก็มาง้อหนูอีก อ้างว่าที่ไปเที่ยวก็เพราะลูก ซึ่งตอนนั้นหนูก็ใจอ่อน เเล้วก็กลับไปคุยกับเขาเรื่อย ๆ ละมันเหมือนเราโง่ซ้ำซอก กลับไปอีหรอบเดิม มันมีหลายช็อตที่เขาทะเลาะกันกับภรรยาว่า “ก็ผมไม่ได้เลือกคุณตั้งเเต่เเรกไง เเล้วผมก็ไม่ได้ให้ความหวังคุณ ที่อยู่กับคุณก็เพราะลูก อยากทำให้ครอบครัวมันเป็นพ่อแม่เเละลูก เเต่ถ้าผมไปให้ความหวังคุณผมก็ขอโทษ” เขาก็พูดกับภรรยาเขาประมาณนี้ เเต่ตอนนี้หนูกับเขาตัดสัมพันธ์เหมือนไม่ได้คุยกันซักระยะนึง หลายเดือนเเล้ว หนูก็เลยทักไปทวงเขาใหม่ พอไปทวงเขาใหม่เขาก็เหมือนประมาณว่าไม่ยอม จะให้ภรรยาเขาฟ้องชู้หนูกลับมา หนูก็บอกเขาว่าถ้ายังไม่มีความคืบหน้าอะไรใด ๆ หนูจะขอดำเนินทางกฎหมายนะ เพราะหนูก็ไม่ยอมแล้ว ห็ขู่เขาไป เเต่ที่จริงในใจหนูไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก ในใจก็รู้สึกผิดต่อภรรยาของเขาด้วย ก็เลยคิดว่าอีเงินก้อนนี้อ่ะเหมือนจะให้เขาไปเลย ตอนนี้หนูปรึกษาฝั่งทนาย เขาก็บอกว่ามันไม่เหี่ยวกัน เราก็พยามตัดความสัมพันธ์มาโดยตลอด ก็เลยอยากถามพี่ ๆ ดีเจทั้งสามคนว่า หนูควรจะปล่อยไปเลยดีมั้ย หรือว่าหนูควรต้องทำยังไงดี?’ ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม) ก็ได้ให้คำปรึกษาว่าไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ยกให้เขาไปเลย ก็ถ้าฟ้องก็ต้องจ่ายมากกว่ายอดที่จะได้คืน โอกาสได้คืนคือต้องไปฟ้องร้องอย่างเดียวโดยที่เราไม่รู้ด้วยว่าจะชนะมั้ยด้วยซ้ำ เราเจออย่างงี้มันก็เเค้น เเต่ถ้าเราเดินสู้ต่อไปอ่ะมีโอกาสชนะมั้ยมันยากไง ถ้าเเพ้กลายเป็นเเค้นหนักคูณ 2 เข้าไปอีก เงินที่เสียไปเสียดายมั้ย เสียดาย เข้าใจเลย เเต่มันคือค่าโง่ที่ต้องจ่าย โง่มากจ่ายมาก โง่น้อยจ่ายน้อย เขามาเอาหลายรอบเเปลว่าครั้งเเรกก็เข็ด จนมีครั้งต่อไป ๆ ฉะนั้นพี่รู้สึกว่าเงินที่เสียไป ซื้อผู้ชายเลว ๆ ให้ออกไปจากชีวิตยกให้มันไป คุ้มกว่าไปฟ้องร้องมัน ถ้ามองอีกมุมคือเป็นบทเรียนให้ชีวิต เเละจำสิ่งนี้ไว้เป็นบทเรียน ต่อให้คบใคร เรื่องเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ครั้งหน้าให้ระวัง คิดซะว่าบทเรียนนี้ทำบุญเเละก็ซื้อประสบการณ์ให้ตัวเอง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมผิดไปแล้ว... ภรรยาจับได้ว่าผมเซฟรูปเพื่อนภรรยาไว้ในไดร์ฟ ใช้ AI ตัดต่อให้เพื่อนภรรยาเปลือย จะเก็บไว้ดูคนเดียว เพราะไปอ่านเจอในกระทู้มาว่า ‘ลองกับคนใกล้ตัวจะตื่นเต้นดี’ พอภรรยาเห็น รับไม่ได้ ไม่ให้อภัยผม ต่อจากนี้ผมจะทำยังไงดีครับ?

08 มี.ค. 2024

ผมผิดไปแล้ว... ภรรยาจับได้ว่าผมเซฟรูปเพื่อนภรรยาไว้ในไดร์ฟ ใช้ AI ตัดต่อให้เพื่อนภรรยาเปลือย จะเก็บไว้ดูคนเดียว เพราะไปอ่านเจอในกระทู้มาว่า ‘ลองกับคนใกล้ตัวจะตื่นเต้นดี’ พอภรรยาเห็น รับไม่ได้ ไม่ให้อภัยผม ต่อจากนี้ผมจะทำยังไงดีครับ?

“คุณปุ๋ย (นามสมมติ)” อายุ 39 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 มีนาคม 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับปัญหาที่ภรรยาไปเจอรูปวาบหวิวของคนใกล้ตัวที่เราแอบเซฟไว้ โดย “คุณปุ๋ย (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมมีปัญหากับภรรยา เนื่องจากภรรยาเปิดคอมพิวเตอร์ผมเพื่อหารูปลูกสาวที่ภรรยาเผลอลบไป แล้วดันไปเจอรูปวาบหวิว หนังติดเรท ซึ่งเป็นรูปของเพื่อนสนิทและคนใกล้ตัวของภรรยาที่ผมเป็นคนตัดต่อ เพื่อเอาไว้ช่วยตัวเอง เพราะผมไปอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตว่า “ลองช่วยตัวเองกับรูปคนใกล้ตัวจะตื่นเต้นมากกว่า” พอภรรยาเห็นรูปพวกนั้นก็พยายามคิดหาเหตุผลกับตัวเองว่าผมทำแบบนั้นทำไม จนภรรยาบอกกับผมว่าเราควรแยกทางกัน ส่วนลูกสาวภรรยาจะเป็นคนดูแลเอง อีกอย่างหนึ่งที่ผมยอมรับผิด คือ ผมเฉยชากับครอบครัวและมักจะผลักภาระทุกอย่างเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้ภรรยาดูแลทั้งหมด ซึ่งภรรยาก็ทำงานไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วย เวลาที่ผมเหนื่อยกับการทำงานและกลับบ้านมาเจอลูกงอแง ผมก็จะผลักให้ภรรยา เรื่องนี้ก็สะสมมาเรื่อย ๆ จนทำให้ผมมองว่าความรักที่เคยมีให้กันจืดจางลง ยิ่งภรรยาไปเจอรูปวาบหวิวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ภรรยาก็พูดกับผมว่า “ผมทำหน้าที่พ่อได้ขาดตกบกพร่อง ในเรื่องของการดูแลภรรยาและลูก” ผมเองก็รู้สึกผิดกับภรรยามาก เพราะไม่ดูแลเหมือนตอนแรก ๆ ที่จีบกัน หลังจากที่ภรรยาขอหย่า ผมก็พยายามเปลี่ยนตัวเอง พยายามเข้าหาลูก ดูแลลูกมากขึ้น ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่ลูกก็เข้าหาผมมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ผมคิดกับตัวเองว่าผมก็ทำได้แต่ทำไมผมถึงไม่ทำตั้งแต่แรก ตอนนี้ภรรยาก็เหมือนจะดีขึ้น แต่ภรรยาก็ยังมองว่าที่ผมทำอยู่เพราะรู้สึกผิดหรือเปล่า ทำแค่ช่วงแรก ๆ พอเวลาผ่านไปก็คงเป็นเหมือนเดิมอีก เพราะความเชื่อมั่นที่มีผมเป็นคนทำมันพังกับมือตัวเอง แล้วผมจะเป็นคนแก้ไขได้ยังไง? ซึ่งเหตุผลที่ภรรยาขอหย่าก็คือ ภรรยารับไม่ได้เรื่องรูปวาบหวิว เพราะภรรยาไม่รู้จะทำตัวยังไงเวลาเจอเพื่อน จะมองหน้าเพื่อนติดไหม? ทำไมภรรยาต้องมารู้สึกผิดกับเพื่อน ทั้งที่ภรรยาไม่ได้เป็นคนทำผิด แล้วยิ่งผมก็มีลูกสาว ผมทำอะไรไม่คิดถึงความรู้สึกลูกสาว ภรรยารู้สึกขยะแขยงผมมาก ผมก็รู้สึกแย่มาก ๆ อยากขอโอกาสแก้ตัว แก้ไขเรื่องนี้ ผมก็กลัวว่าภรรยากับลูกจะทิ้งผมไปก่อนที่ผมจะทำสำเร็จ เพราะภรรยามองว่ามันทรมานมาก เรื่องที่อยากขอคำปรึกษาคือ ผมจะสร้างความเชื่อใจใหม่ให้กับภรรยาได้ยังไง?’ งานนี้ “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘2 สิ่งที่ผู้หญิงจะดูคือ 1. คือความตั้งใจในการสำนึกผิดและเรื่องคำสัญญาที่ให้ไว้ว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก 2. คือการกระทำ ซึ่งจุดอ่อนของผู้หญิงคือ ลูก เล่นกับลูกในสิ่งที่ภรรยาเล่นกับลูกไม่ได้ ทำให้ครอบครัวนี้ขาดคุณปุ๋ยไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำเพื่อเอาคะแนน ทำเพื่ออยากรักษาครอบครัวไว้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างต้องมาจากใจ ถ้าวันนี้ครอบครัวที่มีภรรยาและลูกคือความสุขของคุณปุ๋ย ทุ่มทุกอย่างให้สุด เพื่อที่จะดูแลครอบครัวนี้ ให้เวลา และชดเชยในสิ่งที่ผ่านมา ทำให้ภรรยาไม่เหนื่อย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือทางจิตใจ ก็อยากอวยพรให้ภรรยายังอยากอยู่เป็นครอบครัวต่อ เพราะฉะนั้นรีบซื้อใจลูกให้ได้มากที่สุด’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘คุณปุ๋ยต้องบอกกับตัวเองก่อนว่าต้องเหนื่อยแน่ ๆ กับการที่จะทำทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณปุ๋ยเห็นปลายทางว่า ความเหนื่อยที่เราจะต้องตัด เรื่องรสนิยมบางอย่างที่เราชอบออก เปลี่ยนแปลงนิสัยที่เคยทำกับครอบครัว และไม่รู้ว่าความไว้ใจจะกลับมาเมื่อไหร่ ซึ่งคุณปุ๋ยก็ไม่มีสิทธิ์ไปเร่งภรรยาว่าทำมาจะกี่ปีแล้วแต่ทำไมยังต้องทำอยู่ ทั้งหมดคือคุณปุ๋ยต้องทำใจยอมรับเลยว่า ไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งสิ้น ถ้าคุณปุ๋ยอยากให้ปลายทาง ยังคงเป็นครอบครัวเหมือนเดิมอย่างที่คุณปุ๋ยต้องการ พี่อยากให้กำลังใจว่า สักวันมันต้องมีวันที่คุณปุ๋ยเหนื่อยมาก ๆ ทั้งเอาใจภรรยาและดูแลลูก ก็อยากให้คุณปุ๋ยนึกถึงภาพสุดท้ายว่า วันนั้นเรายังมีกันและกันเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก สุดท้ายไม่ว่าคุณปุ๋ยจะพยายามสักเท่าไหร่ แต่ภรรยาไม่สามารถเอาความเชื่อใจนั้นกลับมาได้ คุณปุ๋ยก็ต้องยอมรับให้ได้ หลังจากนั้นก็หาวิธีที่จะเป็นพ่อแม่ของลูกให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ อย่าเอาแต่ความต้องการเราอย่างเดียว จนอีกคนเขาไม่มีความสุข’ สุดท้าย “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องนี้ต้องขอบคุณลูกสาวให้เยอะ ๆ คุณปุ๋ยต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดเพื่อภรรยาและลูก คุณปุ๋ยทำเพื่อตัวเองมาตลอด ละเลยครอบครัวจนลูกสาว 4 ขวบ ซึ่งเป็นเวลาที่นานมาก ต่อจากนี้ไม่ว่าภรรยาจะไม่มีเหตุผล หรืองี่เง่าอะไร คุณปุ๋ยคงต้องยอมทุกอย่าง เพื่อที่จะให้ได้ใช้ชีวิตครอบครัวอยู่ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้สำหรับผมมันหนักเหลือเกิน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-