ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

12 ธ.ค. 2025

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน 
เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม?
เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน
คนนึงไปคบกับแฟนของคนนึง โดยที่ไม่ได้บอกกัน
มารู้ตัวอีกที แฟนเก่าของเพื่อน กลายเป็นแฟนของเพื่อนสนิทไปแล้ว ทำให้เขาสองคนไม่โอเค และ ไม่คุยกันไปเลย
เหตุการณ์เป็นแบบนี้ ถ้าเราชวนคนใดคนนึง แล้วไม่ชวนอีกคน เขาจะน้อยใจไหม? หรือ ถ้าชวนมาทั้งคู่
บรรยากาศงานต่างๆจะเกิดผลกระทบตามมารึเปล่า?

        “คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ธันวาคม 2568)ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องกำลังจะแต่งงานแต่เพื่อนสนิท 2 คนที่จะให้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวไม่ถูกกัน

        “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คือเรากำลังจะแต่งงาน เรามีเพื่อนที่สนิท 2 คน ให้แทนว่า “เอ” กับ “บี” แต่ 2 คนนี้ไม่ถูกกัน เราจะเชิญมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม คือเราอยู่กลุ่มเดียวกันตอนมัธยม คบกันมา 10 กว่าปี แต่มันมามีจุดแตกหักตรงที่ว่าตอนนั้นเออกหัก แล้วเขาไปเล่นแอปหาคู่ แต่เอดันไปแมทช์กับแฟนเก่าของบี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าเป็นแฟนเก่าเพื่อน เอกับแฟนเก่าเลิกกันนานแล้วแต่เอเสียใจมากจนเกือบฆ่าตัวตายเรียกว่าเป็นแฟนเก่าที่เพื่อนฝังใจมาก ๆ  แล้วตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้เอกับบีก็ไม่ได้คุยกันเลย พอหนูเป็นคนกลางก็เลยอึดอัดใจนิดหน่อย เพราะหนูก็สนิทกับทั้งคู่เท่ากันแต่พอมันเกิดเรื่องนี้ขึ้น หนูก็แอบเอนเอียงไปทางบีนิดนึงเพราะรู้สึกว่ามันก็ไม่ควร

        แรก ๆ ที่เลิกคบกัน หนูก็พยายามพูดถึงอีกคนแต่ว่ามันก็ยาก เพราะตอนที่เอไปปัดแอปมา เขาก็มาเล่าให้พวกหนูฟังว่าไปเจอคนนี้มานะ และก็บอกว่าแค่คุยเล่นเฉย ๆ แก้เบื่อไม่ได้มีอะไร แต่เขาก็คุยมาเรื่อย ๆ จนหลัง ๆ ก็เริ่มโพสต์สตอรี่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ หนูก็เลยทักไปถามว่าสรุปว่าคบกันรึเปล่า เพราะดูเหมือนว่าบีจะไม่โอเคนะแต่เขาก็ยืนยันกับหนูว่ามันไม่มีอะไร จนเราเริ่มคุยกันน้อยลงแล้วเขาก็ค่อย ๆ หายไป และไม่นานก็เปิดตัวคบกับผู้ชายคนนั้นแบบชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เอกับฝ่ายชายก็เลิกกันไปนานแล้ว

        จากใจหนูเลยคือหนูอยากให้ทั้ง 2 คนมาเพราะว่าทุกครั้งที่มีแฟน หนูก็จะมีภาพในหัวตลอดว่าเพื่อนเจ้าสาวของเราต้องเป็นเขา 2 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าให้เลือกคนเดียวก็อาจจะเอนไปทางบีเพราะแฟนเราเป็นชาวต่างชาติแล้วบีก็พูดภาษานั้นได้ เราก็เลยจะให้เขาเหมือนมาเป็นล่ามให้เราไปด้วยเลย แต่หนูก็ไม่อยากทำให้เพื่อนเสียใจ’

        เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นผม ผมจะคุยกับบีก่อนเป็นอย่างแรกว่า ช้อยส์แรกของเรายังไงก็คือบี แต่ก็จะมาปรึกษาเรื่องเอด้วย คือเราให้ความสำคัญกับบีก่อนได้ในฐานะที่เราอาจจะสนิทกว่า หรือว่าในฐานะที่เรามองว่าเขาถูกกระทำ เพราะฉะนั้นลองคุยกับบีก่อน ถ้าเราจะชวนเอมาแล้วถ้าเขาไม่โอเค เราก็ต้องมานั่งคิดใหม่ว่าจะเอายังไงต่อในกรณีที่บีไม่โอเค เรายังรู้สึกว่าถ้าเอเป็นผู้ใหญ่มากพอ การที่คนเราเลือกไปมีความสัมพันธ์กับอดีตของเพื่อน ครึ่งหนึ่งในหัวใจมันต้องรับความเสี่ยงไว้แล้วว่าเขาอาจจะเสียเพื่อนไป ซึ่งเอเลือกแล้ว เขาก็ควรจะเข้าใจว่าเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปอยู่ตรงเพื่อนเจ้าสาวมันเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะว่าซีไม่ได้รักเขา แต่ด้วยบาดแผลที่มันเกิดขึ้นจากการที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้น อย่างมากเขาก็ไม่มางาน แต่ในกรณีที่บีบอกว่าโอเค เราก็ต้องฟังน้ำเสียงของบีให้ดีว่าเขาอยากจะกลับมาเจอหน้ากันไหมในวันสำคัญ เรื่องนี้มันมีได้แค่ 2 ทางว่าบีจะโอเคหรือไม่โอเค แต่แล้วผลที่ออกมาพี่ว่ามันก็เป็นวันที่ดีของเรานะ ไม่ว่าจะยังไงมันก็จะออกมาดีแหละ เราได้แคร์หัวใจของทั้ง 2 คนเรียบร้อยแล้ว วันนี้ที่โทรมามันก็แปลว่าซีแคร์ทั้งเอและบีมากถึงขั้นที่ตัดสินใจไม่ได้ขนาดนี้ พี่เชื่อว่าทุกอย่างมันจะคลี่คลายและมันจะเป็นวันที่ดี’

        ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘งานนี้อยู่ที่สปิริตของเอและบี เพราะจะต้องมาเพื่อซี ถ้ามีสปิริตเรื่องนี้จะไม่มีปัญหา เพราะว่าทั้งเอและบีไม่ได้มีปัญหากับหนูไง แต่ว่าพี่ก็เห็นด้วยกับพี่เผือกที่ให้ลองถามบีก่อน เพราะว่าอย่างน้อยในเรื่องนี้เขาเป็นผู้ถูกกระทำ ให้ได้รู้ว่าเราก็แคร์เธอ ในเมื่อเราโตกันแล้วก็บอกได้ว่าใจจริงเราก็อยากชวนเอมาด้วยเพราะก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องเราก็อยากให้ทั้ง 2 คนมาอยู่ในงานของเรา ซึ่งพี่ว่าถ้าบีมีสปิริตถึงจะไม่โอเคแต่เขาก็จะทำให้เพื่อนได้ หรือสมมติว่าบีบอกว่าไม่ได้ อันนี้ก็อยู่ที่ว่าซียังรักเอขนาดไหน รักถึงขั้นที่จะยืนยันกับบีว่าจะชวนเอมา เพราะซีก็แคร์เอเหมือนกัน หรือถ้าไม่ได้รักก็ไม่ต้องชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว แค่นั้น มันอยู่ที่ว่าเราจะสื่อสารกับเพื่อนแบบไหน เพราะเราก็รักเพื่อนทั้ง 2 คน’

        สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ในงานแต่งถ้ามีคนไม่ถูกกันหรือแม้กระทั่งมีแฟนเก่าต้องบอกนะ ซึ่งซีก็ทำอย่างที่พี่เติ้ลบอกได้เลยว่า ฉันจะแต่งงาน อยากให้เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาวแต่ก็อยากให้เอเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย มันเป็นความฝันของเราที่อยากจะเห็นเธอทั้งคู่ ถ้าเธอรู้สึกอึดอัด งั้นเธอแยกกันอยู่ได้ไหม สุดท้ายเราก็ต้องไปปรึกษาบีก่อน แต่เราไม่เชิญเอไม่ได้นะ ถึงเขาจะไม่ได้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ซีก็ต้องเชิญเขาอยู่ดีเพราะมันก็เป็นมารยาท แต่ถ้าบีมีปัญหามากสุดก็ให้เอไปฝึกภาษาแทน แต่ก็แนะนำให้คุยกันดี ๆ เพื่อนกันมันก็ต้องทำให้กันได้อยู่แล้ว บางทีซีอาจจะได้คำตอบว่าเขาไม่ได้คิดอะไรต่อกันแล้วก็ได้ ซีจะได้เบาใจ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

26 มี.ค. 2026

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

คุณพ่อเป็นคนดุมากตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกายทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆเหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว ‘คุณกานต์’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กที่ถูกคนเป็นพ่อแท้ ๆ ขึ้นเสียงใส่ และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพจำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ‘คุณกานต์’ เล่าว่า ครอบครัวของเธอนั้นมีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ส่วนพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ลูก ๆ ก็จะอยู่กับฝั่งของพ่อ ซึ่งพ่อของคุณกานต์เป็นคนใจร้อน ชอบลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย และขี้น้อยใจ เวลาใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พ่อก็จะใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณกานต์มีภาพจำที่ไม่ดีหลายอย่างต่อการกระทำที่ใช้ความรุนแรงของคุณพ่อ โดยคุณกานต์ก็ได้ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เธอนั้นรู้สึกไม่ดีสุด ๆ เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 7 ขวบ เป็นตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปกินพิซซ่า และไปเจอแฟนใหม่ของพ่อ ซึ่งคุณกานต์ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการที่พ่อจะมีแฟนใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แฟนใหม่ของพ่อมาแย่งพิซซ่าส่วนของคุณกานต์ไปกิน ด้วยความเป็นเด็ก คุณกานต์ก็เกิดรู้สึกหวงของกิน และดึงพิซซ่ากลับมาทันที เมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น ก็หยิบร่มที่อยู่ใกล้ตัวมาฟาดที่ตัวคุณกานต์ และอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 12 ปี คุณกานต์เล่าว่า ปกติเวลาพ่อกินข้าว พ่อจะให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารมาให้ และเมื่อกินเสร็จก็จะให้เธอเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในครอบครัว แต่วันนั้นเป็นวันที่พ่อดันอารมณ์ไม่ดี คุณกานต์เห็นเช่นนั้นจึงเกิดอาการกลัว และแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ออกมา และเมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น จึงได้หยิบไม้กวาดมาฟาดที่หลังของเธอ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับคุณกานต์เป็นอย่างมาก คุณกานต์เล่าว่า ทุกวันนี้เธอและพี่น้องก็ยังคงอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับการโดนทำโทษที่แรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มโตขึ้น จึงได้รู้ว่าควรปรับตัวยังไงให้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้าเวลาพ่อโมโหอยู่ได้ พร้อมเสริมว่าปกติแล้วในบรรดาลูกทั้ง 3 คน เธอนั้นจะเป็นคนที่โดนการกระทำที่รุนแรงใส่บ่อยที่สุด นอกจากนี้ปู่กับย่าที่รับรู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยห้ามหรือต่อว่าพ่อที่ทำแบบนี้กับลูก ๆ อีกด้วย โดยคุณกานต์ได้บอกต่อว่า ในปัจจุบัน เวลาที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ สิ่งนั้นมันทำให้คุณกานต์คิดไปถึงการกระทำในอดีตของพ่อเสมอ จึงอยากให้ความรู้สึกวัยเด็กนั้นมันเบาลง เพราะคิดว่ามันคงยากต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต หลังจากที่ฟังเรื่องราวของคุณกานต์จบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ จึงส่งกำลังใจให้คุณกานต์และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง 'หมอท้อป' เป็นคนให้คำปรึกษาในเรื่องนี้แทน หมอท้อป ได้กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาคุณหมอเยอะ สำหรับเรื่องความรุนแรงที่เป็นภาพจำในวัยเด็ก อย่างแรกเลยคือเป็นกำลังใจให้เลยว่า การรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่ต้องบอกว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้สมองเสื่อม ยังไงเราก็ต้องจำมันได้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ให้มันมีผลกระทบกับเราน้อยที่สุด แนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอ มันไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเร็ววัน อยากให้ไปปรึกษาคุณหมอแบบลงลึก เพราะเรื่องมันก็สะสมมานานหลาย 10 ปี จะให้แก้ภายใน 15 นาทีก็เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้อยากให้กอดตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเราสามารถผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะทำยังไงให้เรารับมือกับเขาได้ ที่เรายังอยู่กับเขาในบ้านเดียวกันได้ คือแสดงว่าเขายังมีด้านที่ดีอยู่ เรามีสิทธิ์ไม่ชอบ ไม่โอเค แต่จะลงลึกยังไง หมอแนะนำให้ควรไปปรึกษาหมอให้ลงลึกดู อาจจะลองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพราะเรื่องนี้มันผ่านมานานมาก ๆ การจะจัดการกับปัญหาตรงนี้มันเลยทำให้ต้องไปปรึกษาคุณหมอหลายครั้ง รีบหาคุณหมอก่อนที่เราจะมีโรคซึมเศร้าดีกว่า” ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณกานต์สามารถข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นนะคะเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

26 มี.ค. 2026

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เราแต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน!แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ อายุ 39 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน โดย ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ผมทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในทีมจะมีประมาณ 5 - 6 คน ย้อนกับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา หัวหน้าได้พูดกับผมว่า จะ Promote (เลื่อนขั้น)ให้ผมได้ขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีม ซึ่งหัวหน้าเขาได้มีการพูดกับผมหลายครั้ง จนทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่เขาพูดกับผมนั้นมันคือเรื่องจริง ช่วงเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ผมก็เฝ้ารอวันที่หัวหน้าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นรับตำแหน่ง ระหว่างทางได้มีหลายบริษัทติดต่อมาเพื่อให้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมได้ปฏิเสธพวกเขาไป เพราะผมเชื่อใจในสิ่งหัวหน้าที่เคยพูดกับผมว่า จะเลื่อนขั้นให้ผมได้ขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง ล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งประชุมงานกับหัวหน้าและน้อง ๆ ในทีม แต่จู่ ๆ หัวหน้าก็พูดกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าผมประมาณ 5 ปี หัวหน้าได้ถามรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าไหม ถ้าคุณอยากเป็น ผมให้คุณเป็นคนแรกเลย’ ประโยคนั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า แล้วสิ่งที่เขาคุยกับผมมาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? เรื่องนี้มันทำให้ผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันเหมือนไปสะกิดปมในใจของผม ในสมัยมัธยมต้น ผมได้เล่นดนตรีกับเพื่อน ซึ่งผมได้เล่นกีตาร์ประจำวงให้กับงานโรงเรียนในทุก ๆ ปี จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อมวงดนตรี และผมก็ได้มารู้ความจริง ในตอนที่มือกลองของวงเขาก็โทรมาหาผม และถามกับผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปซ้อม แต่เมื่อผมไปถึงห้องซ้อมดนตรี กลับพบว่ามีมือกีตาร์คนใหม่มาเล่นแทนที่ผมไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กลับไปเล่นกีตาร์อีกเลย ผมรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และคิดว่าถ้าพวกเขาพูดกับผมตรง ๆ มันก็คงจะดีกว่า หลังจากนั้นช่วงมัธยมปลาย ผมไปเล่นระนาดเอกในวงดนตรีไทยของโรงเรียน ซึ่งผมได้เล่นอยู่ในวงหลัก และเล่นเป็นตัวหลักในงานโรงเรียนมาตลอด แต่เมื่อถึงงานประกวด คุณครูกลับให้ผมไปเล่นในวงดนตรีรองของโรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม กลับมาที่พาร์ทปัจจุบัน หลังจากเรื่องราวที่เกิดนขึ้นนั้น ผมก็ได้ถามเหตุผลกับหัวหน้าไปตรง ๆ ว่าสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดกับผมว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไร เขาก็ให้เหตุผลมาว่า ผมมีอายุที่ใกล้เคียงกันกับหัวหน้าคนอื่น ๆ มากเกินไป เหตุผลนี้ มันทำให้ผมตั้งคำถามว่า การเป็นหัวหน้า เขาไม่ได้วัดกันที่ความสามารถหรอ ถ้าเขาบอกเหตุผลกับผมตรง ๆ ว่าผมมีความสามารถไม่มากพอ ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียน และติดอยู่ในใจของผมเสมอ ทุก ๆ คืนผมได้แต่นอนคิดเรื่องนี้ และคอยถามกับตัวเองว่าผมไม่มีค่ามากพอ หรือว่าผมไม่มีความสามารถกันแน่ ผมกลัวว่าเรื่องพวกนี้ มันจะทำให้การทำงานของผมมีประสิทธิภาพลดลง เพราะเรื่องราวที่ผ่านมามันทำให้ผมรู้สึกผิดหวังไปจนถึงขั้นเลิกทำในสิ่งที่เคยชอบ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหมือนเราไม่ดีพอในทุก ๆ อย่าง ผมรู้สึกหมดไฟ ผมอยากกลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง ผมควรจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดีครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ที่ผ่านมาบริษัทอาจเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่ทุกวันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าไปคิดว่าชีวิตของเราจะต้องถูกกำหนดโดยองค์กรหรือหัวหน้า ชีวิตเป็นของเรา เรามีสิทธิ์กำหนดเอง ไม่ว่าเราจะรวบรวมเอาความผิดหวังในชีวิต เก็บมันมาคิดมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่น มาทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เพราะคนที่จะรู้ดีที่สุด ว่าเราเป็นคนที่มีค่าหรือเปล่า คือตัวเราเอง ทุกวันนี้คุณค่าของคนมักจะวัดกันที่ผลลัพธ์ แต่เรากลับลืมมองชีวิตระหว่างทาง ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมามากแค่ไหน ถ้ามันมากพอแล้ว นั่นคือชัยชนะของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับมันให้ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถจริง ๆ คงไม่มีบริษัทอื่น ๆ ติดต่อเรามาให้ไปร่วมงานกับเขา อย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกเป็นของเราเอง อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ความผิดหวังบางอย่างในชีวิต ไม่สามารถมาตัดสินคนคนหนึ่งได้ว่าคุณคือคนที่ไม่มีคุณค่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ถ้าใครสักคนต้องหยุดพัฒนา เพียงเพราะว่าเจอกับเรื่องผิดหวัง มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเราสู้ต่อในวันนี้ เราอาจเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ในวันข้างหน้า อย่าตัดสินตัวเองเร็วเกินไป” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ ชีวิตของคนเรา การที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็มักเจอกับความผิดหวัง มันเป็นความปกติที่เราจะรู้สึกแย่ไม่อยากให้เรานำความผิดหวังนั้น มาโทษตัวเองโดยการเลิกทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเรามัวแต่กลับไปนึกถึงอดีตซ้ำ ๆ มันก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลในใจของเราอยู่เรื่อยมา เราควรที่จะให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าเอาความรู้สึกแย่เหล่านั้นมาทำร้ายตัวเราเอง สำหรับเรื่องงาน ลองคุยกับที่ทำงานปัจจุบัน ว่านอกจากตำแหน่งหัวหน้าแล้ว ยังพอมีทางอื่นที่ทำให้เราเติบโตหรือไม่ หรือถ้ามันไม่มี ก็ลองเปิดโอกาสให้เราไปเติบโตในสถานที่ใหม่ ๆ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

27 มี.ค. 2026

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถจนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลงผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ? ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 25 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก-ดีเจเติ้ล-ดีเจต้นหอม และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่การทำงานไม่ค่อยราบรื่น เพราะชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิขับรถ ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า ตนนั้นทำงานแบบนั่งออฟฟิศ แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มให้เป็นเลขาช่วยเหลือดูแลหัวหน้าคนใหม่ ซึ่งก็จะต้องขับรถให้และเตรียมงานให้บ้าง แต่สำหรับงานขับรถ จุดหมายบางที่คุณเคนก็รู้จัก ส่วนบางที่ที่ไม่รู้จักก็ต้องใช้ GPS นำทาง ปัญหาอยู่ที่ระหว่างขับรถนั้น หัวหน้ามักจะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า หรือประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และทุกครั้งที่หัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนก็มักจะแอบฟัง เพราะคิดว่าเรื่องที่หัวหน้าคุยมันอาจเกี่ยวกับงานของตนเองด้วย จึงจำเป็นต้องฟัง เพื่อที่เวลาหัวหน้าสั่งอะไรมา จะได้เข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจริง ๆ แล้ว ตนแค่อยากยุ่งเรื่องของหัวหน้ากันแน่ และหลายครั้งที่พยายามฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนมักจะเสียสมาธิในการโฟกัสทิศทางการขับรถ จนขับเลย ลงทางด่วนผิด หรือขับหลงทางไปที่อื่นบ้าง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่หัวหน้าคุย บางทีหัวหน้าจะถามว่า “เมื่อกี้ได้ยินมั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง” ถ้าตอบไม่ได้ หัวหน้าก็จะหงุดหงิด และคุณเคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่ นอกจากนี้ ถ้าขับหลง หรือขับผิด หัวหน้าก็จะมีอาการหงุดหงิดเล็ก ๆ เช่นกัน คุณเคนจึงอยากปรึกษาว่า ในมุมมองคนอื่น ตนนั้นดูเป็นคนขี้เผือกเกินไปหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วแค่เป็นคนใส่ใจในงานเกินไป เพราะกับเรื่องคนอื่นก็ไม่ได้อยากใส่ใจ แต่พอเป็นหัวหน้าทีไร ก็มักจะชอบแอบฟังอยู่เรื่อย เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ตามมารยาทไม่ควรมีส่วนร่วมกับบทสนทนาของหัวหน้า ควรที่จะโฟกัสกับการขับรถไป แต่ถ้ามองในมุมของเลขา เลขาที่ดีก็สามารถจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้หัวหน้าได้ ถ้าสามารถฟัง และจัดการงานให้หัวหน้าได้ก็ถือเป็นเลขาที่คล่องแคล่ว ผมเข้าใจในเรื่องการจัดลำดับในสมองว่า เวลาดู GPS ถ้ามีอะไรแทรกมา ก็อาจขับรถเลย ขับหลงได้ แต่สุดท้ายแนะนำให้โฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก่อน นั่นก็คือการขับรถ” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “ให้คำตอบกับหัวหน้าไปว่า ต้องขอโทษด้วย แต่กำลังโฟกัสกับถนนอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เขาน่าจะเข้าใจ และหลังจากนี้ก็ฝึกเลยค่ะ ถ้าเราเคยพลาดขับรถเลยแล้ว ครั้งหน้าเราจะรอบคอบขึ้น และคุณเคนจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีขึ้นค่ะ” ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่คิดว่าการฟังก็คือหน้าที่ ที่คุณเคนต้องทำ แต่จะทำยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เห็นด้วยกันพี่เผือกพี่ต้นหอมว่าควรจะโฟกัสกับการขับรถก่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย บนท้องถนนอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนแนะนำมาในคอมเมนต์ว่าลองใช้วิธีขออนุญาตเจ้านายอัดเสียง ถ้าเขาถามว่าได้ฟังหรือเปล่า ค่อยบอกไปว่า เดี๋ยวผมกลับไปฟังอีกทีครับ แต่ตอนนี้ผมขอ 100% กับการขับรถก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะเกิดอันตรายได้” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ให้คำแนะนำว่า “อย่างแรกเวลาเราขับรถ ต้องโฟกัสการขับรถ และความปลอดภัยไว้ก่อน การที่เราทำหลายอย่างพร้อมกัน ฟังไปด้วย ขับไปด้วย มันสามารถพลาดได้ แต่ถ้าเกิดว่าหัวหน้ากำลังคุยกับเรา อันนั้นเราก็ต้องฟังเขา ถ้ามันทำให้เราขับหลง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหัวหน้าเป็นคนชวนคุย ส่วนเรื่องอัดเสียงไว้ฟังต้องอย่าลืมถามความยินยอมก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หัวหน้าไม่อนุญาต ก็บอกหัวหน้าไปว่า งั้นผมก็อาจจะรู้หรือฟังเท่าที่ฟังได้นะ หัวหน้าจะว่าเราอีกไม่ได้ เพราะก็ถือว่าเราพยายามหาวิธีการแล้ว”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

16 ม.ค. 2026

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้วแต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมาทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบหนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ?เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่งเขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก! ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจก๊อตจิ – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นใกล้จะแต่งงานแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ เราควรทำอย่างไรดี ? โดย ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูมีแฟนคนหนึ่ง คบกันมาระยะนึงแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นสมควรที่จะให้แต่งงานกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งแอดเฟซบุ๊กมา แล้วก็เห็นสตอรี่ของผู้หญิงคนนั้น ลงรูปแฟนเรา ซึ่งยืนหันหลังอยู่ เราก็เลยสงสัยว่าอาจจะเป็นแฟนของเรา จากนั้นเราก็แคปไปถามแฟนว่าทำไมถึงไปอยู่ในสตอรี่คนอื่นได้ ตอนแรกเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ และโบ้ยว่าเป็น Ai แทน ระหว่างที่เราโทรถามเขา เราก็ได้ถามผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอะไรกับคนในสตอรี่ แต่จุดที่น่าแปลกใจคือเฟสบุ๊คของผู้หญิงคนนี้มีเราเป็นเพื่อนแค่คนเดียว นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อมูลอื่น ๆ เลย เหมือนกับจงใจสร้างมาเพื่อให้เราเห็นคนเดียว หลังจากที่เราถามผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “อยากรู้อะไรทำไมไม่ไปถามคนของตัวเองล่ะ” เรามั่นใจว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่แฟนก็ยังคงปฏิเสธ จนเราบอกว่า “ผู้หญิงเล่าความจริงไปหมดแล้วนะ” เขาจึงยอมขอโทษ พอเราได้ยินคำนั้น ถึงกับสติแตก ร้องไห้ออกมา ได้แต่คิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่มีสัญญาณเตือน แฟนเราก็ยอมรับ และสารภาพว่าเรื่องมันเกิดขึ้นมา 1 ปีแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นใคร พูดเพียงแค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เราถามเขาตรง ๆ ว่า 1 ปี ที่มีผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทำไมไม่บอก ทำไมปล่อยให้ทุกคนเตรียมงานแต่งจนมาถึงขั้นนี้ เขาก็บอกว่าเขายังอยากแต่งงานกับเรา พร้อมจดทะเบียนสมรสเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ แต่เราก็คิดว่าจะแต่งได้อย่างไร ในเมื่อเขามีโลกอีกใบอยู่ข้างกัน แล้วเราก็ยื่นคำขาดให้เขาไปเอาแม่มาเคลียร์ หลังจากนั้นทั้งสองฝั่งก็นัดมาคุย ผลสรุปออกมาว่ายังไงก็ต้องแต่งงานกัน และไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะทางบ้านก็กลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก แต่งแล้วเลิกยังดีกว่าไม่ได้แต่ง ส่วนตัวเราก็ลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะอยากให้อภัยเขาหรือเปล่า ถ้าเขาไม่แอบคบกันนานถึงขนาดนี้ ก็อาจจะยังพอให้อภัยได้ แต่การที่เขาแอบคบกันมาเป็นปี แปลว่าเขาตั้งใจมีกันมาก ๆ คำถามที่อยากถามคือ ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ถ้าเราให้อภัยเขา แล้วเราจะมองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างไรดี?” เริ่มด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในเมื่องานแต่งมันต้องเกิด เราก็ต้องทำใจว่าเราต้องเจอกับความอึดอัด แต่ให้คิดว่าเราจะอึดอัดแค่วันนี้วันเดียว เพราะนี่คือการละคร และต้องคุยกับผู้ชายให้ชัดเจนว่าที่แต่งงานกันในวันนี้เพราะเลื่อนไม่ได้ มันไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด เพราะเขาได้ทำลายความไว้ใจของเราไปแล้ว เราจะให้อภัยได้อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความมั่นใจออกมา เราต้องดูการกระทำเขา ให้เวลาสมานแผล ผ่านพ้นงานแต่งไปก็มาเริ่มรู้จักกันใหม่ ฉันจะรักเธอไหม ขึ้นอยู่กับเธอ” ต่อด้วย ‘ดีเจก๊อตจิ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ไม่ต้องเอาใจไปใส่กับเรื่องวันงาน แม้ใจจะว้าวุ่น แต่ให้คิดว่าเราเป็นแค่คนร่วมงาน ในอนาคตคงต้องเตรียมใจไว้เลย ถ้าเราจะแต่งงานกับเขา เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นเมียหลวงไปตลอดชีวิต นั่นแปลว่าเขาไม่ได้มีเราเป็นเมียเพียงคนเดียว ความรักมันต้องเริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็คงเป็นนิสัยของเขา ครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ครอบครัวที่ไม่เข้าใจเรา ความสำคัญมันจะลดลง ถ้าครอบครัวซัพพอร์ตเรามันก็จะเป็นเรื่องดี แล้วเราคงไม่ต้องมายืนอยู่จุดนี้ คงเป็นเรื่องดีถ้าเราไปคุยกับครอบครัวให้เข้าใจเราได้” ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่ฟังแล้วก็เห็นใจ จึงมอบพลังงานบวกให้กับคุณต้นไม้ว่า “ในเมื่องานมันต้องเกิดขึ้น ก็ทำให้มันจบลงไปอย่างสวยงาม เพราะยังไงเราจำเป็นต้องให้โอกาสครั้งใหญ่กับคนนี้อีกสักครั้งหนึ่ง มองไปข้างหน้า ไม่ต้องหันกลับไปมองข้างหลัง แย่สุดก็แค่เลิก”เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-