ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม? เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน

12 ธ.ค. 2025

ในกลุ่มมีเพื่อนสนิทคบกันอยู่ 3 คน ทีนี้เรากำลังจะแต่งงาน 
เราควรจะชวนอีก 2 คนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม?
เพราะว่าเพื่อนสนิททั้ง 2 คนของเรา เขามีปัญหากัน
คนนึงไปคบกับแฟนของคนนึง โดยที่ไม่ได้บอกกัน
มารู้ตัวอีกที แฟนเก่าของเพื่อน กลายเป็นแฟนของเพื่อนสนิทไปแล้ว ทำให้เขาสองคนไม่โอเค และ ไม่คุยกันไปเลย
เหตุการณ์เป็นแบบนี้ ถ้าเราชวนคนใดคนนึง แล้วไม่ชวนอีกคน เขาจะน้อยใจไหม? หรือ ถ้าชวนมาทั้งคู่
บรรยากาศงานต่างๆจะเกิดผลกระทบตามมารึเปล่า?

        “คุณซี (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10 ธันวาคม 2568)ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เรื่องกำลังจะแต่งงานแต่เพื่อนสนิท 2 คนที่จะให้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวไม่ถูกกัน

        “คุณซี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘คือเรากำลังจะแต่งงาน เรามีเพื่อนที่สนิท 2 คน ให้แทนว่า “เอ” กับ “บี” แต่ 2 คนนี้ไม่ถูกกัน เราจะเชิญมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวดีไหม คือเราอยู่กลุ่มเดียวกันตอนมัธยม คบกันมา 10 กว่าปี แต่มันมามีจุดแตกหักตรงที่ว่าตอนนั้นเออกหัก แล้วเขาไปเล่นแอปหาคู่ แต่เอดันไปแมทช์กับแฟนเก่าของบี ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าเป็นแฟนเก่าเพื่อน เอกับแฟนเก่าเลิกกันนานแล้วแต่เอเสียใจมากจนเกือบฆ่าตัวตายเรียกว่าเป็นแฟนเก่าที่เพื่อนฝังใจมาก ๆ  แล้วตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้เอกับบีก็ไม่ได้คุยกันเลย พอหนูเป็นคนกลางก็เลยอึดอัดใจนิดหน่อย เพราะหนูก็สนิทกับทั้งคู่เท่ากันแต่พอมันเกิดเรื่องนี้ขึ้น หนูก็แอบเอนเอียงไปทางบีนิดนึงเพราะรู้สึกว่ามันก็ไม่ควร

        แรก ๆ ที่เลิกคบกัน หนูก็พยายามพูดถึงอีกคนแต่ว่ามันก็ยาก เพราะตอนที่เอไปปัดแอปมา เขาก็มาเล่าให้พวกหนูฟังว่าไปเจอคนนี้มานะ และก็บอกว่าแค่คุยเล่นเฉย ๆ แก้เบื่อไม่ได้มีอะไร แต่เขาก็คุยมาเรื่อย ๆ จนหลัง ๆ ก็เริ่มโพสต์สตอรี่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ หนูก็เลยทักไปถามว่าสรุปว่าคบกันรึเปล่า เพราะดูเหมือนว่าบีจะไม่โอเคนะแต่เขาก็ยืนยันกับหนูว่ามันไม่มีอะไร จนเราเริ่มคุยกันน้อยลงแล้วเขาก็ค่อย ๆ หายไป และไม่นานก็เปิดตัวคบกับผู้ชายคนนั้นแบบชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เอกับฝ่ายชายก็เลิกกันไปนานแล้ว

        จากใจหนูเลยคือหนูอยากให้ทั้ง 2 คนมาเพราะว่าทุกครั้งที่มีแฟน หนูก็จะมีภาพในหัวตลอดว่าเพื่อนเจ้าสาวของเราต้องเป็นเขา 2 คนอย่างแน่นอน แต่ถ้าให้เลือกคนเดียวก็อาจจะเอนไปทางบีเพราะแฟนเราเป็นชาวต่างชาติแล้วบีก็พูดภาษานั้นได้ เราก็เลยจะให้เขาเหมือนมาเป็นล่ามให้เราไปด้วยเลย แต่หนูก็ไม่อยากทำให้เพื่อนเสียใจ’

        เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าเป็นผม ผมจะคุยกับบีก่อนเป็นอย่างแรกว่า ช้อยส์แรกของเรายังไงก็คือบี แต่ก็จะมาปรึกษาเรื่องเอด้วย คือเราให้ความสำคัญกับบีก่อนได้ในฐานะที่เราอาจจะสนิทกว่า หรือว่าในฐานะที่เรามองว่าเขาถูกกระทำ เพราะฉะนั้นลองคุยกับบีก่อน ถ้าเราจะชวนเอมาแล้วถ้าเขาไม่โอเค เราก็ต้องมานั่งคิดใหม่ว่าจะเอายังไงต่อในกรณีที่บีไม่โอเค เรายังรู้สึกว่าถ้าเอเป็นผู้ใหญ่มากพอ การที่คนเราเลือกไปมีความสัมพันธ์กับอดีตของเพื่อน ครึ่งหนึ่งในหัวใจมันต้องรับความเสี่ยงไว้แล้วว่าเขาอาจจะเสียเพื่อนไป ซึ่งเอเลือกแล้ว เขาก็ควรจะเข้าใจว่าเหตุผลที่เขาไม่ได้ไปอยู่ตรงเพื่อนเจ้าสาวมันเป็นเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะว่าซีไม่ได้รักเขา แต่ด้วยบาดแผลที่มันเกิดขึ้นจากการที่เขาเลือกที่จะทำแบบนั้น อย่างมากเขาก็ไม่มางาน แต่ในกรณีที่บีบอกว่าโอเค เราก็ต้องฟังน้ำเสียงของบีให้ดีว่าเขาอยากจะกลับมาเจอหน้ากันไหมในวันสำคัญ เรื่องนี้มันมีได้แค่ 2 ทางว่าบีจะโอเคหรือไม่โอเค แต่แล้วผลที่ออกมาพี่ว่ามันก็เป็นวันที่ดีของเรานะ ไม่ว่าจะยังไงมันก็จะออกมาดีแหละ เราได้แคร์หัวใจของทั้ง 2 คนเรียบร้อยแล้ว วันนี้ที่โทรมามันก็แปลว่าซีแคร์ทั้งเอและบีมากถึงขั้นที่ตัดสินใจไม่ได้ขนาดนี้ พี่เชื่อว่าทุกอย่างมันจะคลี่คลายและมันจะเป็นวันที่ดี’

        ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘งานนี้อยู่ที่สปิริตของเอและบี เพราะจะต้องมาเพื่อซี ถ้ามีสปิริตเรื่องนี้จะไม่มีปัญหา เพราะว่าทั้งเอและบีไม่ได้มีปัญหากับหนูไง แต่ว่าพี่ก็เห็นด้วยกับพี่เผือกที่ให้ลองถามบีก่อน เพราะว่าอย่างน้อยในเรื่องนี้เขาเป็นผู้ถูกกระทำ ให้ได้รู้ว่าเราก็แคร์เธอ ในเมื่อเราโตกันแล้วก็บอกได้ว่าใจจริงเราก็อยากชวนเอมาด้วยเพราะก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องเราก็อยากให้ทั้ง 2 คนมาอยู่ในงานของเรา ซึ่งพี่ว่าถ้าบีมีสปิริตถึงจะไม่โอเคแต่เขาก็จะทำให้เพื่อนได้ หรือสมมติว่าบีบอกว่าไม่ได้ อันนี้ก็อยู่ที่ว่าซียังรักเอขนาดไหน รักถึงขั้นที่จะยืนยันกับบีว่าจะชวนเอมา เพราะซีก็แคร์เอเหมือนกัน หรือถ้าไม่ได้รักก็ไม่ต้องชวนมาเป็นเพื่อนเจ้าสาว แค่นั้น มันอยู่ที่ว่าเราจะสื่อสารกับเพื่อนแบบไหน เพราะเราก็รักเพื่อนทั้ง 2 คน’

        สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาปิดท้ายว่า ‘ในงานแต่งถ้ามีคนไม่ถูกกันหรือแม้กระทั่งมีแฟนเก่าต้องบอกนะ ซึ่งซีก็ทำอย่างที่พี่เติ้ลบอกได้เลยว่า ฉันจะแต่งงาน อยากให้เธอเป็นเพื่อนเจ้าสาวแต่ก็อยากให้เอเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย มันเป็นความฝันของเราที่อยากจะเห็นเธอทั้งคู่ ถ้าเธอรู้สึกอึดอัด งั้นเธอแยกกันอยู่ได้ไหม สุดท้ายเราก็ต้องไปปรึกษาบีก่อน แต่เราไม่เชิญเอไม่ได้นะ ถึงเขาจะไม่ได้มาเป็นเพื่อนเจ้าสาว ซีก็ต้องเชิญเขาอยู่ดีเพราะมันก็เป็นมารยาท แต่ถ้าบีมีปัญหามากสุดก็ให้เอไปฝึกภาษาแทน แต่ก็แนะนำให้คุยกันดี ๆ เพื่อนกันมันก็ต้องทำให้กันได้อยู่แล้ว บางทีซีอาจจะได้คำตอบว่าเขาไม่ได้คิดอะไรต่อกันแล้วก็ได้ ซีจะได้เบาใจ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ยืมกันได้ไหม?? สาวข้องใจโทรปรึกษา เวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนที่สนิท เพื่อนชอบลืมเอาแปรงสีฟันมา ก็จะยืมใช้กันตลอด แต่พอถามแฟนว่า ถ้าเราลืมบ้าง ขอยืมได้ไหม? แฟนตอบทันทีเลยว่า "ไม่ได้เด็ดขาด!!" สรุปแล้ว ยืมแปรงสีฟันกันใช้มันเป็นเรื่องปกติรึเปล่าคะ?

25 เม.ย. 2023

ยืมกันได้ไหม?? สาวข้องใจโทรปรึกษา เวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนที่สนิท เพื่อนชอบลืมเอาแปรงสีฟันมา ก็จะยืมใช้กันตลอด แต่พอถามแฟนว่า ถ้าเราลืมบ้าง ขอยืมได้ไหม? แฟนตอบทันทีเลยว่า "ไม่ได้เด็ดขาด!!" สรุปแล้ว ยืมแปรงสีฟันกันใช้มันเป็นเรื่องปกติรึเปล่าคะ?

“คุณพั้นซ์ (นามสมมติ)” สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 เม.ย. 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจอั๋น - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย เกี่ยวกับปัญหาการยืมของใช้กับแฟน โดย “คุณพั้นซ์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเพิ่งไปเที่ยวสงกรานต์กับแฟนมา ซึ่งตอนที่ไปเที่ยว หนูก็เล่าให้แฟนฟังว่า เวลาที่หนูไปทริปกับเพื่อนๆที่สนิท และเพื่อนแต่ละคนจะชอบลืมเอาแปรงสีฟันมาด้วย และหนูก็บอกเพื่อนว่ายืมเราก็ได้ แล้วเราให้ยืมกันตลอด เช่น ไปทริป 10 ครั้ง จะมีคนลืมไปแล้ว 8 ครั้ง แต่ละครั้งที่ลืมแปรงสีฟันก็จะเปลี่ยนกันยืมใช้ตลอด หนูก็ลองถามแฟนดูว่าถ้าสมมติหนูลืมบ้าง หนูจะยืมแปรงสีฟันของแฟนได้ไหม ซึ่งเขาก็ตอบมาว่า ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ยังไงก็ไม่ได้! แต่ถ้าหนูลืมจริงๆ แฟนจะให้หนูยืมนิ้วของเขามาแปรงฟันแทน แต่ไม่ใช่แปรงสีฟันแน่นอน หนูก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ได้ ทั้งๆที่กับเพื่อนหนูก็ยังยืมกันได้เลย หลังจากนั้นหนูก็ลองไปหาดูในกระทู้พันทิปว่ามีใครคุยเรื่องนี้กันไหม? สรุปมีคนตั้งกระทู้เรื่องนี้ถาม และบอกว่าไม่ได้เด็ดขาก แต่หนูก็ยังข้องใจอยู่ และ อยากจะถามความคิดเห็นของชาวพุธโทรเรี่ยนว่าเราสามารถยืมแปรงสีฟันกันได้ไหม?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูทำงานที่นี่มาปีกว่าๆ แต่ตอนนี้ได้ย้ายแผนก มาอยู่อีกแผนกที่มีพี่ที่ทำงานคนนึง ทำงานมา 20+ ปี เป็นคนขวางโลก ไล่จับผิดคนแผนกอื่นไปหมด ใส่ร้ายคนอื่น ว่าคนอื่นลับหลัง ล่าสุดหนูเจอกับตัว ทำงานแทนเขาแท้ๆ สุดท้ายเขาไปบอกหัวหน้า ว่าหนูไม่ทำงาน อู้งาน

09 ก.ย. 2025

หนูทำงานที่นี่มาปีกว่าๆ แต่ตอนนี้ได้ย้ายแผนก มาอยู่อีกแผนกที่มีพี่ที่ทำงานคนนึง ทำงานมา 20+ ปี เป็นคนขวางโลก ไล่จับผิดคนแผนกอื่นไปหมด ใส่ร้ายคนอื่น ว่าคนอื่นลับหลัง ล่าสุดหนูเจอกับตัว ทำงานแทนเขาแท้ๆ สุดท้ายเขาไปบอกหัวหน้า ว่าหนูไม่ทำงาน อู้งาน

หนูทำงานที่นี่มาปีกว่าๆ แต่ตอนนี้ได้ย้ายแผนก มาอยู่อีกแผนกที่มีพี่ที่ทำงานคนนึงทำงานมา 20+ ปี เป็นคนขวางโลก ไล่จับผิดคนแผนกอื่นไปหมด ใส่ร้ายคนอื่น ว่าคนอื่นลับหลังล่าสุดหนูเจอกับตัว ทำงานแทนเขาแท้ๆ สุดท้ายเขาไปบอกหัวหน้า ว่าหนูไม่ทำงาน อู้งานหนูจะทนอยู่กับคนแบบนี้ยังไง ใจก็ไม่อยากลาออก เพราะสังคมที่นี่คนอื่นดีมากเงินเดือนก็พอใจ และ เป็นงานที่เรายังชอบอยู่ “คุณนุ่น (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี เป็นสายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [3 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ” เกี่ยวกับปัญหารุ่นพี่ในทีมเอาเปรียบการทำงาน โดย “คุณนุ่น (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูโดนย้ายแผนกในที่ทำงาน ตอนนี้ทำแผนกนี้มาได้เกือบปีแล้ว แต่มีรุ่นพี่ที่ทำงานเอาเปรียบในเรื่องการทำงาน เขาเป็นคนไม่ทำงาน แต่เขาไปฟ้องหัวหน้าว่าเราไม่ทำงาน สัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมแผนก พี่คนนี้เขาก็ไปฟ้องหัวหน้าว่าหนูไม่ทำงาน ก่อนหน้านี้หัวหน้ามอบหมายงานของพี่เขามาให้หนูทำ ซึ่งพี่เขาปฎิเสธงานนี้ แล้วเขาก็ไปฟ้องรุ่นพี่อีกคนในแผนกเดียวกันว่าหนูไม่ทำงาน ทั้งๆที่หนูทำงานแทนเขาจนดึกเลย ทีนี้เขาก็ให้รุ่นพี่ที่เขาไปฟ้อง ไปฟ้องหัวหน้าอีกทีนึงว่าหนูไม่ทำงาน หัวหน้าเขาก็เลยพูดในที่ประชุม ประมาณว่าหนูทำงานให้เขาจนดึก แบบมา defend ให้หนู อีกวันนึง พอหนูมาถึงออฟฟิศก็มีเอกสารมาส่ง หนูก็เอาเอกสารไปวางไว้ที่โต๊ะ เพราะเป็นงานของพี่เขา แล้วพี่เขาก็ไปฟ้องรุ่นพี่ว่าหนูทำเอกสารหาย หนูก็เลยกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าหนูไม่มีความรับผิดชอบขนาดนั้นเลยหรอ ไม่ทำงานด้วย แถมยังทำเอกสารหายอีก คนที่ใส่ร้ายหนูเป็นแค่คนที่ร่วมงานด้วยเท่านั้น หนูอยากให้ความรู้สึกแย่กับเขามันหายไป เราต้องทำงานด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ พอหัวหน้าไม่อยู่ เขาก็จะไม่ทำงาน จะหายไปจากแผนกเลย ซึ่งถ้าเกิดเขาไม่รับผิดชอบ คนที่หัวหน้าจะมอบหมายให้ก็คือหนู งานก็ต้องมาตกที่หนูอีก จริงๆหนูไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะพี่คนนี้ทำงานที่นี่มา 20 ปี เขาก็จะรู้ว่าคนนี้เป็นยังไง แต่พวกคนที่สนิทกับเขาก็จะเชื่อเขา เพราะหนูก็เพิ่งย้ายมาแผนกนี้ แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับหัวหน้า หัวหน้าเขาก็รู้ว่าหนูทำงาน แล้วประเด็นคือหัวหน้าหนูตอนนี้กำลังจะเกษียณ ซึ่งคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าต่อไปคือคนที่เขาไปฟ้อง หนูกลัวเขาจะเข้าข้างกันเพราะเขาทำงานมาด้วยกันมานานมากๆ ตอนนี้ความรู้สึกหนูแย่มาก หนูอยากมีความรู้สึกดีขึ้น อยากมีกำลังใจในการทำงานขึ้น เมื่อก่อนหนูไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เข้ามาเลย หนูจะจัดการความรู้สึกของหนูยังไง? และไม่ให้เขารังแกหนูอีก’ เริ่มด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูไม่ต้องกลัวเรื่องการฟ้อง ความจริงคือความจริง ใครทำเอกสารหายมันเปลี่ยนไม่ได้ ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ชอบเราไม่เป็นไร แต่ถ้าเขาไปฟ้องอะไรที่เป็นเรื่องแต่ง หนูสามารถเดินไปบอกหัวหน้าได้เลย ต่อให้เป็นเพื่อนกันก็ตาม หนูไม่ได้มาขอความเห็นใจ หนูมาชี้แจง ส่วนแก๊งของแม่ป้าที่สุ่มหัวว่าเรา ไม่ต้องแคร์ คนศีลเสมอกันมันก็คบกันได้ เราไม่ใช่ที่จะอยู่ในกลุ่มนั้น ไม่ต้องแคร์คนที่เกลียดเรา ต่อให้เราดีกับคนเหล่านั้นมากขนาดไหนก็ตาม ถ้ามันเกลียดเราแล้วมันก็คือเกลียดเรา เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องแคร์ แคร์เฉพาะคนที่อยู่กับเรา และแคร์เนื้อหาของงานเรา ต้องไม่กระทบกับภาพลักษณ์และประสิทธิภาพการทำงานของเรา’ ต่อมา “ดีเจเกลือ” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘แน่นอนมันไม่มีอะไรดีไปหมด บรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่มันมีทั้งดีและไม่ดี แต่มันอยู่ที่มุมมองของเราว่าจะอยู่ที่จุดไหน ถ้าเรามองในสิ่งดีๆ เราก็จะเริ่มรู้สึกว่าเดี๋ยวสิ่งไม่ดีก็จะผ่านไปได้ อยู่กับตัวเราเอง เอาตัวเองและหัวใจไปอยู่กับคนที่เขาดีกับเรา เพราะฉะนั้นอย่าไปเสริมแรงเขา อย่าไปทำให้เขาสำเร็จผลในการที่จะทำให้เรามีความทุกข์ นั่งภวงค์กับเรื่องนี้ ถ้าอยากแก้แค้นเขา จงทำตัวเองให้มีความสุขในที่ทำงานให้มากที่สุด สุดท้ายแล้วความจริงใจ ความตั้งใจทำงานของเรามันจะแสดงผลเอง ต่อให้หนูกังวลว่าพี่คนที่เขาไม่ชอบหนูได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้าคนต่อไป หนูก็ต้องรู้แล้วว่าถ้าเขาได้ขึ้นมาจริงๆแล้วเขาเข้าข้างเพื่อนเขาที่คอยเป่าหูอยู่ตลอด เป็นคนหูเบา หนูจะอยู่กับหัวหน้าแบบนั้นไปทำไม’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ พี่จะไม่ปล่อยให้มันมีผลกับชีวิตพี่เลย เต็มที่พี่จะหัวเราะกับเพื่อนพี่ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปทำตามเกมเขา ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย แต่แนะนำว่าหลังจากนี้จะทำอะไร ถ่ายรูปเก็บหลักฐานไว้หน่อย พอโดนว่าอะไรมาค่อยปล่อยหลักฐานไป อย่าให้มันมาบั่นทอนจิตใจตัวเอง ขนาดหัวหน้าเรายังเห็นว่าเราเป็นยังไง อย่าเสียเวลาและให้ค่าคนแบบนี้’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า อยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คัน ละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม

18 พ.ย. 2024

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้า อยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คัน ละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม

จะทำยังไงกับน้องสาวอายุ 14 ดีคะ? น้องไม่ค่อยกลับบ้าน เปลี่ยนแฟนไม่ซ้ำหน้าอยู่บ้านเพื่อนจนครูที่โรงเรียนมาตามที่บ้าน คุณแม่ก็เอาน้องไม่อยู่ น้องบอกจะดีขึ้นถ้าซื้อมอไซค์ให้คันละแสน แม่ก็ซื้อให้ สรุป น้องก็เหมือนเดิม แล้วน้องเคยพูดกับแม่ว่า "หนูสวย หนูหาผัวรวยๆเลี้ยงได้" “คุณเค (นามสมมติ)” อายุ 27 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (13 พ.ย. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น’ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว โดย “คุณเค (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้น้องสาวอยู่กำลังอยู่ในวัยอายุ 14-15 เป็นวัยที่เราก็รู้กันอยู่ว่าเขาก็กำลังโตเป็นสาว ปัญหาก็คือน้องตอนนี้เริ่มติดเพื่อนมาก ติดแฟนมากจนไม่เข้าบ้าน ไม่ไปเรียนหนังสือ ทางที่บ้านก็ไม่รู้จะพูดกับน้องยังไง เพราะตอนแรกคุณแม่ก็ถามว่าเราจะเอายังไงกันดี? ปล่อยให้ไปเที่ยวกับเพื่อนแม่ก็ไม่ว่า คือคุณแม่ก็ไม่อยากจะด่าน้องด้วย เหมือนแบบวัยนี้มันพูดแรงมากไม่ได้ พูดแรงปุ๊ปก็แบบยิ่งเตลิด อันนี้คือสิ่งที่คุณแม่บอกมา ซึ่งน้องก็ยังทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้ปัญหามันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทางโรงเรียนก็เริ่มโทรมาบอกว่า “น้องไม่ไปโรงเรียนเลย อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ไปแค่วันสองวันเอง” คุณแม่ก็ไม่กล้าบอกกับทางโรงเรียนเพราะว่าน้องก็มีพฤติกรรมบางอย่างที่เราแบบไม่ค่อยโอเคด้วย เช่น สมมติมาถึงบ้านก็มาด่าคุณครูให้เราฟังว่าคุณครูเป็นอย่างงั้นเป็นอย่างงี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเอ๊ะ! การที่เราบอกกับคุณครูจะทำให้น้องยิ่งเกลียดการไปโรงเรียนอีกหรือเปล่า? เลยเลือกที่จะไม่บอกคุณครูให้ทราบ ทีนี้เราก็เลยคุยกันว่าเราจะทำยังไงดีให้น้องกลับมาบ้าน ก็เลยยื่นข้อเสนอไปว่าอยากได้อะไรลองร้องขอมา น้องก็เลยร้องขอเป็นมอเตอร์ไซค์ราคาเกือบแสน คุณแม่ก็ตัดสินใจซื้อให้เพราะอยากจะให้น้องกลับมาเลยลองซื้อให้ กลายเป็นว่าการที่ซื้อไปน้องยิ่งเตลิดไปอีก เพื่อนเขาก็แบบเป็นฟีลสก๊อย ไม่เรียนหนังสือ เราก็ไปตามหาที่บ้านเพื่อนของเขาบ้าง บ้านแฟนบ้าง แต่คือตอนนี้เขาเริ่มมีแนวคิดที่แบบเราไม่รู้จะแก้ไขยังไง เขาบอกกับเราว่า เรียนหนังสือไปปวดหัว มีผัวดีกว่า คือความคิดนี้มาจากไหน เราก็ไม่รู้แต่ว่าเขามีความรู้สึกว่าเขาแบบสวย รู้สึกว่าความสวยของเขาสามารถทำให้ชีวิตเขาดีได้แน่นอน เราก็เลยไม่รู้จะกู้เขายังไงแล้วตอนนี้ ส่วนเรื่องเงินก็ได้คุยกับคุณแม่ดูว่าถ้าสมมติเราลองไม่ให้เงินเขาดีไหม เขาจะได้กลับบ้าน พอไม่ให้เงินปุ๊ปเขาก็กลับมาบ้าน มาขนเสื้อผ้า ขนของไปขายหมด เอาเงินไปใช้ แล้วเขาก็บอกคุณแม่ว่า ไม่มีแม่ก็หาเงินเองได้ ถามว่าเขาเอาตัวรอดได้ไหม? ก็ได้ แต่หนูว่าคำว่าเอาตัวรอด คือ เขาต้องไม่มีปัญหามาให้เรา ตอนนี้ครูก็โทรมาแจ้งเราเรื่อย ๆ พอครูโทรคุยกับน้อง น้องก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก แก้ ๆ เอาก็จบแล้ว เราก็แบบโอโห้ จากเมื่อก่อนเขาเป็นคนเรียนดีเลย แต่ไม่รู้เพราะอะไรจริง ๆ ให้เขาเกิดความคิดแบบนี้ทั้ง ๆ ที่ความจริงเขาเกิดมาโชคดีกว่าเรามาก พ่อก็ตามใจ แม่ก็ไม่ค่อยว่าอะไร กลับบ้านจากไปเที่ยว 4 ทุ่ม 5 ทุ่มทุกวัน คุณแม่ก็ไม่สามารถว่าได้เรื่องนี้ ตอนนี้เขาก็น่าจะไม่ฟังใครในครอบครัวแล้ว เพราะในความคิดเขา เพื่อนคนรอบข้างเขาที่ไม่ใช่ครอบครัวคือสำคัญที่สุดของเขาไปแล้วตอนนี้ ส่วนทางพ่อแม่แฟนน้อง ทางเราก็ไม่ได้รู้จักพ่อแม่แฟนน้องเป็นการส่วนตัว แทบไม่เคยเจอหน้ากับแฟนเขาเลย เพราะว่าเวลาเขาไปไหนมาไหนเขาชอบหลบหน้าเรา สิ่งที่เราเป็นห่วงคือเรื่องยาเสพติด เรื่องท้องด้วย เพราะเราก็พูดตามความจริง เพื่อนเขาในมุมมองเรารู้สึกว่ามันไม่นำพาไปในสิ่งที่ดี คือน้องดันพอใจกับชีวิตที่น้องเป็นอยู่ แต่มันจะไม่แย่เลยถ้าสมมติมันไม่เกิดในสภาวะที่คุณแม่ก็ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูคุณพ่อที่ติดเตียง แล้วยังจะมาซื้อรถให้น้องเป็นแสนเพื่อหวังให้น้องกลับบ้าน แต่ผลตรงกันข้ามไปหมดเลย ทุกวันนี้น้องกลับบ้านเดือนนึงนับได้เลยว่ากี่ครั้ง เขาบอกเขาไปนอนบ้านเพื่อนแต่ว่าเราไปตามเขาทีไร คือ ครอบครัวของเพื่อนเขาก็จะบอกว่าเอาลูกกลับไปเถอะ เพราะเขาเหมือนแอบมองว่าเหมือนจะเป็นแหล่งซ่องสุม เพราะเวลาเขานัดปาร์ตี้กันมันก็หลาย ๆ คน ไม่ไปเรียนหนังสือกัน ผู้ปกครองเขาก็เป็นห่วงกันว่าเอ๊ะจะพาไปปาร์ตี้เหล้ายากันหรือเปล่า แล้วไปอยู่บ้านแฟนก็ไม่รู้ว่าใครคนไหน เพราะน้องเปลี่ยนแฟนบ่อย ทำให้เราไม่รู้เลยว่าคนไหน ก็เลยอยากจะมาปรึกษาว่า เราควรจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี?’ เริ่มที่ “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘สำหรับพี่ก็คือว่าคุยกับแม่ให้เรียบร้อยว่าเราต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงเขา แล้วถ้าคุยกับแม่เรียบร้อยแล้ว เราเรียกเขามาคุยเลยว่าถ้าไม่เรียนพี่จะพาไปลาออกให้ เพราะตอนนี้มันคาราคาซังครูจะได้ไม่ต้องโทรมาตาม ให้เขารู้เลยว่าตอนนี้เราจะปล่อยเขาแล้ว แล้วก็ไปหางานทำเองนะ เพราะโตแล้วไม่อยากเรียนใช่ไหมงั้นก็ถือว่าโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้แล้วงั้นก็ออกไปทำงานนะ ตอนนี้เขาฟังคนข้างนอก เพื่อน เขารู้สึกว่าคนพวกนี้คือคนที่เข้าใจเขามาก ๆ ส่วนเรื่องแฟนย้ำน้องเลยว่าป้องกันเพราะถ้ามีลูกทำแทงค์อย่างเดียวเลยนะ ไม่มีใครเอาต้องคุยกัยเด็ดขาดนะ แล้วส่วนหนึ่งที่น้องเป็นแบบนี้เพราะแม่ตามใจแม่แก้ไขด้วย เริ่มทำวันนี้มันยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้มันวินาศสันตโล’ ต่อมา “ดีเจอั้น” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘บางทีอาจจะต้องบอกสถานการณ์ของครอบครัวเราว่าตอนนี้เป็นยังไง ซึ่งก็อาจจะไม่ต้องพูดความจริงทั้งหมด อย่างเช่น แม่กำลังจะเกษียณตอนนี้เรามีเงินแค่นี้นะแม่ดูแล้วแม่ไม่สามารถที่จะซัพพอร์ตได้แล้ว คือผมจะไม่โทษคุณแม่ที่น้องเติบโตมาในบ้านที่คุณแม่ตามใจแบบทุกอย่างแบบขั้นสุดเลย แต่ว่าถึงที่สุดของที่สุดแล้วมันก็จะมีขอบเขตที่เราจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อไม่ให้ความรักของเรามันเกินขอบเขตจนกลายเป็นความรักที่ไปทำลายเขา’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ขอเสริมหรืออาจจะต้องไปทางบ้านแฟนหน่อยไปให้รู้ไปให้เห็น แฟนคือใคร ที่อยู่ยังไง แฟนยังดีนู้นนี่นะ ไม่ใช่แบบไม่รู้อะไรเลย เป็นกำลังใจให้เคและคุณแม่นะ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 – 23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนู แม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาที ให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ

29 มี.ค. 2024

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนู แม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาที ให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ

หนูโตแล้ว แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวคืน... ตั้งแต่เด็กแม่มีรหัส Facebook ของหนูแม่สวมรอย คอมเมนต์ ตอบเพื่อน ทักหาผู้ชายไปทั่ว ขอร้องหนูให้ช่วยวิดีโอคอลกับผู้ชาย 5 นาทีให้ผู้ชายมั่นใจว่าคือหนูจริงๆ พีคสุด นัดครอบครัวผู้ชายมากินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นหนูยังเด็ก ทำตัวไม่ถูกเลย “คุณน้ำ(นามสมมติ)” อายุ 22 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (27 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาแม่สวมรอยเป็นเราไปคุยกับผู้ชายในเฟสบุ๊คจนได้คบกัน ถึงขั้นนัดกันไปกินข้าวกับครอบครัวผู้ชายคนนั้น! โดย ​“คุณน้ำ(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘มันเริ่มมาจากหนูมีเฟซบุ๊ก น่าจะช่วงวัยประถม ประมาณ ป.4-ป.5 และไม่ได้รู้สึกว่าการที่แม่รู้พาสเวิร์ดหรือเข้าไปอ่านแชทเวลาเราคุยกับเพื่อนเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะตอนนั้นเด็กมาก ๆ เลยคิดว่าแม่คงเป็นห่วง แต่มันกลายเป็นว่าคุณแม่ตอบแชท ตอบคอมเมนท์แทน โดยที่ทำตัวเป็นเราและเป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนประมาณช่วง ม.1 โรงเรียนไม่ให้เอาโทรศัพท์ไป เพราะฉะนั้นหนูจะเล่นโทรศัพท์ได้ตอนที่อยู่บนรถ ก่อนจะลงจากรถเข้าโรงเรียน และตอนเลิกเรียน ทีนี้หนูก็ทิ้งโทรศัพท์ไว้ให้แม่ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน หนูเห็นแล้วว่ามีผู้ชายคนนึงแอดเฟซบุ๊กหนูมา แต่หนูไม่ได้สนใจอะไรคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่พอหนูกลับมา เฟซบุ๊กผู้ชายคนนั้นหายไป แต่มีแชทที่แบบถามต่อว่า เธอชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ คุณแม่ก็ตอบแทนปกติ แต่หนูมารู้ทีหลังว่า... จริง ๆ แล้วคุณแม่เอาไอดีไลน์ของคุณแม่ให้เขาไป แล้วเขาก็ไปคุยกันในไลน์ โดยที่คุณแม่หลาย ๆ คนอาจจะชอบเอารูปลูกสาวหรือลูกชายตั้งเป็นโปรไฟล์ เขาอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้แปลกอะไร แต่ว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย แล้วมันก็เกินเลยมาเรื่อย ๆ หนูแอบเห็น message ที่เด้งมา ตอนแรกเข้าใจว่าคงคุยกันปกติ แต่ไป ๆ มา ๆ มันเป็นการคุยเหมือนจีบกันเชิงชู้สาว จนมารู้ทีหลังว่าเขาคบกัน คุณแม่ก็มาพูดประมาณว่า ช่วยวิดีโอคอลคุยกับเขาให้หน่อยซัก 5-10 นาทีได้ไหม? ทั้ง ๆ ที่หนูไม่ได้รู้จัก ไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่ให้หนูตีหน้าซื่อคุยวิดีโอคอลกับเขา หนูก็คุย ๆ ไปให้มันหมดเวลา แล้วก็วางสาย คุณแม่ก็คุยกันต่อในแชท คุณพ่อทำงานอยู่ต่างจังหวัดกลับมาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่คุณพ่อจับไม่ได้เพราะอาจจะเป็นคนไม่ค่อยเล่นโซเชียล และไม่ค่อยสนใจอะไร เขาก็ดูอินโทรเวิร์ตหน่อย ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่คุยกับคุณแม่เลย ตอนหนูอายุ 15 ปี เป็นวันที่หนูต้องเปลี่ยนบัตรประชาชน หนูก็ถ่ายรูปลงมาจากอำเภอปุ๊บ แล้วคุณแม่ก็บอกว่า เดี๋ยวเราไปสยามกัน เนี่ยไปกินข้าวกัน นัดไว้แล้ว หนูก็ถามว่า ไปกินข้าวอะไร เขาก็เลยบอกว่า เขานัดผู้ชายคนนั้นกับครอบครัวเขาไว้แล้ว ต้องไปนะ เพราะว่าเขามาแล้ว หนูก็รู้สึกเหมือนโดนมัดมือชก ตอนนั่งกินอาหารก็คุยกันปกติ หนูอึดอัดมาก จนแบบหนูจะลุกไปเข้าห้องน้ำ แล้วแม่ของผู้ชายก็บอกผู้ชายคนนั้นว่า เนี่ย ไปกับน้องสิลูก จนหนูคิดว่าไม่ไปดีกว่ารู้สึกไม่ปลอดภัย หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หนูก็พยายามที่จะบอกผู้ชาย โดยใช้แอคหลุมไอจีของหนูทักไปเลยว่า เธอรู้ไหมที่คุยกันมาตลอด 4-5 ปี แล้วที่นัดไปเจอเรื่องมันเป็นแบบนี้ ๆ ผู้ชายก็ไม่เชื่อ หนูก็ตั้งกล้องอัดหน้าตัวเองพูดว่า เนี่ย ดูหน้าเอาไว้ แล้วก็จำเสียงไว้ เสียงเราเป็นแบบนี้ พอเขาไม่เชื่อ หนูก็ไม่รู้จะทำยังไงหนูก็ปล่อยเขาไป แล้วเหมือนผู้ชายเริ่มจะรู้ว่านี่คือแอคหลุมของหนู แต่หนูไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าใจว่าแอคหลุมเป็นของแม่ไหม เพราะหนูคิดว่าผู้ชายมันก็ต้องแคปแชทที่หนูคุยส่งไปให้แม่ แม่ก็คงน่าจะบอกว่า นั่นแม่เราอย่าไปสนใจเลย ฟีลแบบสลับกัน และหนูพยายามหาว่าแม่กำลังจะทำอะไร ก็เลยเริ่มรู้ว่าแม่มีอีกเฟซบุ๊ก มีอีกไอจีนึงที่แม่สร้างเอง เหมือนเป็นอีกโลกที่เอาไว้คุยกับผู้ชายคนนั้น ด้วยความที่อยู่กับแม่ที่บ้าน 2 คน ก็เลยไปบอกเขาว่า แม่ทำแบบนี้ไม่โอเคเลยนะ เลิกได้ไหม เขาก็ขำแล้วบอกว่า จะอะไรนักหนาก็คุยกันผ่านแชท ไม่ได้ไปหาเขาสักหน่อย หนูก็เคย message ไลน์ไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อก็อ่านแต่ไม่ตอบ แต่พอเวลาผ่านไปเหมือนคุณแม่ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนูก็บอกว่า หนูทนไม่ไหวแล้วนะ หนูจะต้องบอกพ่อแล้วนะ เขาก็บอกว่า ครั้งที่แล้วก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรอ ถ้าบอกอีกจะเลิกกันแล้วนะ จนปัจจุบันหนูเริ่มมีสังคม มีแฟน หนูควรจะทำยังไง หนูถึงจะเอาพื้นที่ส่วนตัวคืนมา หรือหนูควรจะเปิดเฟซบุ๊กใหม่ไปเลย? ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูต้องเรียกแม่มาคุย แล้วการคุยของหนูไม่ได้ถามว่าแม่โอเคไหม หนูต้องบอกโหมดที่แม่จะใช้ชีวิตอยู่กับหนูให้แม่รับทราบ หนูเปลี่ยนพาสเวิร์ดเฟซบุ๊กก่อนที่จะเรียกแม่เข้ามาคุย ให้ทุกอย่างมันเป็นไพรเวทอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา คนอื่นจะเข้ามาก้าวก่ายไม่ได้ เรียกแม่มาคุยเลยว่า... 1. รับรู้เรื่องความเป็นส่วนตัวของเรา แล้วก็เราไม่ยุ่งเรื่องแม่ แม่ไม่ยุ่งเรื่องเรา อะไรที่เราอยากให้แม่รับรู้หรืออยากให้แม่แสดงความคิดเห็นเราจะบอก 2. เรื่องที่แม่แอบอ้างเป็นตัวตนของเราอันนั้นผิด อย่าทำอีก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าถูกคุกคามแล้วไม่ปลอดภัย ถ้าทำทั้งหมดแล้วแม่ยังเป็นแบบนี้อยู่ เรื่องนี้จะเรียกพ่อมาคุย แล้วจะถามความคิดเห็นจากพ่อด้วย และถ้าพ่อกับแม่จะเลิกกัน ไม่ใช่ตัวหนูที่เอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อ แต่เป็นเพราะแม่ทำตัวแบบนี้ แล้วก็เราจะไม่คอลไลน์กับผู้ชายโดยที่เราหลอกเขา เพราะเท่ากับเราสมรู้ร่วมคิดกับแม่ ถ้าแม่อ้างเหตุผลอะไร ให้พูดไปเลยว่า ไม่ ก่อนที่แม่จะทำอะไร อยากให้แม่ใช้ความคิดมากกว่านี้ อีกนิดแม่จะเข้าข่ายไม่ปกติแล้ว ถ้าแม่ยังเป็นอย่างนี้หรือไม่สามารถขจัดนิสัยแบบนี้ออกไปได้ แม่ต้องปรึกษาแพทย์แล้ว’ ต่อมา “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘การปลอมตัวเพื่อสวมรอยเป็นใครสักคนเพื่อคุยมันคือการหลอก ผู้ชายโดนเต็ม ๆ พี่ดูสารคดีของเมืองนอกเยอะเกี่ยวกับพวกหลอกลวง สวมรอย แล้วจุดจบมันไม่ค่อยดีทั้งนั้นเลยที่พี่ดู พี่เลยค่อนข้างตกใจ พอคิดตาม ที่มันรู้สึกไม่ปลอดภัยถูกต้องแล้วน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าจะคุยกับแม่ น้ำต้องเด็ดขาดว่านี่มันไม่ใช่แล้ว สิ่งที่แม่ทำ มันอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับลูกสาวตัวเองได้ ถ้าคิดว่าคุยไม่รู้เรื่องก็ปิดเฟสบุ๊คไปเลย ให้เขารู้ว่าเราไม่เอาแล้ว’ สุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ต้องปิดเฟสบุ๊ค ปิดช่องทางทุกอย่างที่เขาจะเป็นหนูได้ แม่ต้องไม่มีตัวตนของหนูอีกต่อไปแล้ว ต้องดูว่าเขาทนได้ไหม ถ้าเขาไม่ไหวต้องพาเขาไปหาหมอ แต่ถ้าไปหาหมอแล้วเขาทำไม่ได้ เขาก็ต้องหย่ากับพ่อ ตอนนี้เขามีพ่อเป็นสามี เขาไม่สามารถไปคุยกับคนอื่นได้ นอกจากเขาต้องหย่า ทีนี้เขาจะคุยกับคนอื่นไม่ว่า แต่เขาก็ต้องห้ามสวมรอยเป็นคนอื่น เขาต้องคุยในฐานะเป็นเขาเอง ถ้าเราอยากให้ปัญหานี้ยุติ ต้องถอนรากถอนโคน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-