ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ? เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

16 ม.ค. 2026

ใกล้ถึงวันแต่งงานแล้ว

แต่อยู่ ๆ ก็มีเฟสบุ๊คปริศนาแอดมา

ทำให้เรารู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ

หนูจะปั้นหน้าเป็นเจ้าสาวเขายังไงดีคะ?

เพราะที่บ้านไม่ยอมให้ยกเลิกงานแต่ง

เขากลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก!

 

        ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ อายุ 27 ปี สายที่หนึ่งในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (14 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจก๊อตจิ – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นใกล้จะแต่งงานแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่าแฟนมีโลกอีกใบ เราควรทำอย่างไรดี ?

        โดย ‘คุณต้นไม้ (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “หนูมีแฟนคนหนึ่ง คบกันมาระยะนึงแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นสมควรที่จะให้แต่งงานกัน แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งแอดเฟซบุ๊กมา แล้วก็เห็นสตอรี่ของผู้หญิงคนนั้น ลงรูปแฟนเรา ซึ่งยืนหันหลังอยู่ เราก็เลยสงสัยว่าอาจจะเป็นแฟนของเรา จากนั้นเราก็แคปไปถามแฟนว่าทำไมถึงไปอยู่ในสตอรี่คนอื่นได้ ตอนแรกเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่ และโบ้ยว่าเป็น Ai แทน

        ระหว่างที่เราโทรถามเขา เราก็ได้ถามผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอะไรกับคนในสตอรี่ แต่จุดที่น่าแปลกใจคือเฟสบุ๊คของผู้หญิงคนนี้มีเราเป็นเพื่อนแค่คนเดียว นอกจากนี้ก็ไม่มีข้อมูลอื่น ๆ เลย เหมือนกับจงใจสร้างมาเพื่อให้เราเห็นคนเดียว หลังจากที่เราถามผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “อยากรู้อะไรทำไมไม่ไปถามคนของตัวเองล่ะ” เรามั่นใจว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่แฟนก็ยังคงปฏิเสธ จนเราบอกว่า “ผู้หญิงเล่าความจริงไปหมดแล้วนะ” เขาจึงยอมขอโทษ พอเราได้ยินคำนั้น ถึงกับสติแตก ร้องไห้ออกมา ได้แต่คิดว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่มีสัญญาณเตือน

        แฟนเราก็ยอมรับ และสารภาพว่าเรื่องมันเกิดขึ้นมา 1 ปีแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นใคร พูดเพียงแค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เราถามเขาตรง ๆ ว่า 1 ปี ที่มีผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ทำไมไม่บอก ทำไมปล่อยให้ทุกคนเตรียมงานแต่งจนมาถึงขั้นนี้ เขาก็บอกว่าเขายังอยากแต่งงานกับเรา พร้อมจดทะเบียนสมรสเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ แต่เราก็คิดว่าจะแต่งได้อย่างไร ในเมื่อเขามีโลกอีกใบอยู่ข้างกัน แล้วเราก็ยื่นคำขาดให้เขาไปเอาแม่มาเคลียร์

        หลังจากนั้นทั้งสองฝั่งก็นัดมาคุย ผลสรุปออกมาว่ายังไงก็ต้องแต่งงานกัน และไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะทางบ้านก็กลัวว่าเราจะเป็นหม้ายขันหมาก แต่งแล้วเลิกยังดีกว่าไม่ได้แต่ง ส่วนตัวเราก็ลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะอยากให้อภัยเขาหรือเปล่า ถ้าเขาไม่แอบคบกันนานถึงขนาดนี้ ก็อาจจะยังพอให้อภัยได้ แต่การที่เขาแอบคบกันมาเป็นปี แปลว่าเขาตั้งใจมีกันมาก ๆ คำถามที่อยากถามคือ ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ถ้าเราให้อภัยเขา แล้วเราจะมองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างไรดี?

        เริ่มด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ในเมื่องานแต่งมันต้องเกิด เราก็ต้องทำใจว่าเราต้องเจอกับความอึดอัด แต่ให้คิดว่าเราจะอึดอัดแค่วันนี้วันเดียว เพราะนี่คือการละคร และต้องคุยกับผู้ชายให้ชัดเจนว่าที่แต่งงานกันในวันนี้เพราะเลื่อนไม่ได้ มันไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับเรื่องราวในอดีตได้ทั้งหมด เพราะเขาได้ทำลายความไว้ใจของเราไปแล้ว เราจะให้อภัยได้อย่างไร ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความมั่นใจออกมา เราต้องดูการกระทำเขา ให้เวลาสมานแผล ผ่านพ้นงานแต่งไปก็มาเริ่มรู้จักกันใหม่ ฉันจะรักเธอไหม ขึ้นอยู่กับเธอ

        ต่อด้วย ‘ดีเจก๊อตจิ’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ไม่ต้องเอาใจไปใส่กับเรื่องวันงาน แม้ใจจะว้าวุ่น แต่ให้คิดว่าเราเป็นแค่คนร่วมงาน ในอนาคตคงต้องเตรียมใจไว้เลย ถ้าเราจะแต่งงานกับเขา เรามีสิทธิ์ที่จะเป็นเมียหลวงไปตลอดชีวิต นั่นแปลว่าเขาไม่ได้มีเราเป็นเมียเพียงคนเดียว ความรักมันต้องเริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็คงเป็นนิสัยของเขา

        ครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ครอบครัวที่ไม่เข้าใจเรา ความสำคัญมันจะลดลง ถ้าครอบครัวซัพพอร์ตเรามันก็จะเป็นเรื่องดี แล้วเราคงไม่ต้องมายืนอยู่จุดนี้ คงเป็นเรื่องดีถ้าเราไปคุยกับครอบครัวให้เข้าใจเราได้”

        ปิดท้ายด้วย ‘ดีเจเผือก’ ที่ฟังแล้วก็เห็นใจ จึงมอบพลังงานบวกให้กับคุณต้นไม้ว่า “ในเมื่องานมันต้องเกิดขึ้น  ก็ทำให้มันจบลงไปอย่างสวยงาม เพราะยังไงเราจำเป็นต้องให้โอกาสครั้งใหญ่กับคนนี้อีกสักครั้งหนึ่ง มองไปข้างหน้า ไม่ต้องหันกลับไปมองข้างหลัง แย่สุดก็แค่เลิก”

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

 มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 –23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

23 มิ.ย. 2023

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ

สาวคบแฟนมา 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน มีลูกด้วยกัน 2 คน ชีวิตกำลังราบรื่นดีทุกอย่าง เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งโพรงจมูก ลุกลามจนระยะสุดท้าย หลังจากนั้นจับได้สามีแอบมีผู้หญิงอีกคน สามีขออยู่วันเว้นวันกับผู้หญิงอีกคน ถ้าทนไม่ไหวก็พร้อมหย่าเสมอ ตอนนี้ยังรัก ไม่อยากเสียเขาไป แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะจากไปวันไหน... “คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 25 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [21 มิ.ย. 66] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม เกี่ยวกับมรสุมชีวิต เป็นมะเร็ง และสามีแอบไปมีชู้ โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘หนูรู้จักและคบกับแฟนมาประมาณ 11 ปี ตั้งแต่สมัยเรียน แฟนหนูเด็กกว่าประมาณ 3 ปี หนูกับเขาเรียนที่เดียวกัน บ้านก็อยู่ใกล้กัน เป็นแฟนคนแรกของกันและกัน คบกันมาเรื่อยๆ ช่วงที่หนูเข้ามหาลัยก็มีห่างๆกันไปบ้าง แต่ก็กลับมาคบกันจนแต่งงาน ตอนนี้หนูกับเขาเพิ่งแต่งงานกันได้ประมาณ 5 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 4 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 9 เดือน ปกติหนูกับแฟนจะช่วยกันออกค่าเทอม ค่าประกัน ค่านมของลูกคนละครึ่ง หลังจากแต่งงานกันมาช่วงแรกชีวิตหนูดีมาก ราบรื่น ไม่มีเรื่องอะไรเลย ต้องบอกก่อนว่าหนูเคยมีเนื้องอก เคยผ่าออกไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จนมารอบนี้ช่วงประมาณเดือนธันวาคม ปี 64 หนูมีอาการเลือดออกที่จมูกเลยไปตรวจอีกรอบ รอบนี้ไม่ใช่เนื้องอก แต่เป็นมะเร็งโพรงจมูก หมอเลยนัดผ่าอาทิตย์ถัดไป พอกลับบ้านมาหนูรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเลยซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจเล่นๆเพราะตอนนั้นหนูฉีดยาคุมด้วย เลยไม่คิดว่าตัวเองจะท้อง แต่ปรากฏว่าหนูท้องลูกคนที่ 2 หนูเลยไปปรึกษาคุณหมอว่าจะทำยังไงได้บ้าง คุณหมอบอกว่า ถ้าผ่าตอนนี้ลูกเสียชีวิตแน่นอน หนูเลยถามหมออีกว่า สามารถเลื่อนผ่าตัดไปก่อนได้ไหม หมอตอบว่า จริงๆรอได้ ยังไม่ได้เป็นหนักมาก เพราะเพิ่งเป็นแค่ระยะแรก หนูเลยยังไม่ผ่าตัดจนหนูคลอด ทำให้กระบวนการการรักษาค่อนข้างช้า เพราะหนูก็ตั้งใจที่จะปั้มนมไว้ให้ลูกให้ได้เยอะที่สุดก่อน พอกลับไปรักษาอีกรอบ เนื้องอกกลายเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วก็เริ่มลามไปที่ตาขวา ตอนนี้ตาขวาหนูเริ่มมองไม่ค่อยเห็นแล้ว แต่หนูยังคิดว่าหนูโชคดีที่มีแฟน ครอบครัว และลูกที่น่ารักคอยอยู่ข้างๆ แต่ช่วงเดือนที่แล้ว แฟนหนูหายไปช่วงเวลาตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึงเที่ยงคืนทั้งอาทิตย์ หนูติดต่อเขาไม่ได้ โทรติดแต่ไม่มีคนรับสาย ด้วยเซนส์ของผู้หญิงหนูรู้สึกว่ามันแปลกๆแต่ก็ยังจับไม่ได้ หลังจากวันนั้นแฟนก็ขอไปกินเหล้ากับเพื่อนกลุ่มนี้อีก แล้วก็ขอกลับบ้านหลังร้านเหล้าปิด หนูเข้าไปดู IG story ของเพื่อนเขากลุ่มนี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ร้านเหล้า หนูก็เอะใจแล้วว่าไม่น่าใช่แน่ๆ หนูเลยโทรถามเพื่อนว่าแฟนหนูได้ไปด้วยไหม เพื่อนเขาก็ตอบว่า ไม่ได้เข้ามาหานานแล้ว หนูเลยเข้า IG ของแฟนผ่านโน๊ตบุ๊ก แล้วไปเจอข้อความหนึ่งที่คุยกับผู้หญิงว่า ‘อันนี้เราให้เธอแหละ’ แต่ก็ไม่เจอข้อความอื่นๆ หนูเลยเอาชื่อ IG ของผู้หญิงคนนี้ไปเสิร์ชในเฟสบุ๊ก แต่ไม่เจอรูปอะไรเกี่ยวกับแฟนหนูเลย ซึ่งผู้หญิงคนนี้เคยมีลูก แล้วก็เลิกกับแฟนแล้ว หนูลองทักผู้หญิงคนนี้แล้วส่งรูปแฟนของหนูไป หนูถามเขาตรงๆว่า รู้จักคนนี้ไหม เป็นแฟนกันหรอ เขาก็ตอบกลับมาว่า รู้จักแล้วก็เพิ่งคบกัน หนูเลยบอกเขาไปว่า หนูเป็นภรรยาของผู้ชายคนนี้ หนูพยายามโทรหาผู้หญิงคนนี้ โทรจนเขารับสาย สิ่งแรกที่เขาพูดคือ ขอไปล้างก่อนนะเพิ่งมีอะไรกับแฟนหนูเสร็จ หนูเลยบอกเขาไปว่า แฟนเราอยู่ไหน ขอคุยกับเขาหน่อยได้ไหม เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนะ ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้ จนประมาณตี 4 เขาก็ติดต่อกลับมาบอกว่า แฟนเรากำลังกลับบ้าน แล้วก็บอกว่าจะเลิกยุ่ง เพราะไม่ชอบเป็นชู้ใคร พอแฟนกลับมาถึงบ้านหนูก็ถามว่าเรื่องมันเป็นยังไง มีอะไรคุยหรือบอกได้เลย แต่เขาบอกว่าเขาจะหย่ากับหนู หนูก็ถามเขาว่าหนูผิดอะไร ทำอะไรผิด เลี้ยงลูกไม่ดีหรอ หนูให้อิสระกับเขามากแต่ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น 11 ปี ไม่มีความหมายเลยหรอ ไหนจะลูกอีก แล้วหนูจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ หนูพยายามพูดทุกอย่างจนแฟนหนูยื่นข้อเสนอว่า ขอวันเว้นวันที่จะอยู่กับหนูและผู้หญิงอีกคนหนึ่ง หนูก็ยอมมาตลอดประมาณหนึ่งเดือนจนหนูทนไม่ไหวแล้ว เพราะมันกลายเป็นเหลือเวลาให้หนูแค่ 2 วันต่อสัปดาห์ หนูรู้สึกเศร้าและเครียดตลอด จนที่บ้านพาไปหาจิตแพทย์ หมอบอกว่าหนูเป็นซึมเศร้า จากการเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ บวกกับการทำคีโม หนูก็ได้ยากลับมากิน แล้วหนูก็บอกเขาว่าช่วยดูลูกให้ได้ไหม หนูอยากพัก แต่เขาก็ไม่สนใจ หนูพยายามยื่นข้อเสนอให้เขา แต่เขาก็ไม่พอใจสักอย่าง ล่าสุด หนูต้องไปให้คีโมที่โรงพยาบาล หนูขอให้เขามาหา แต่เขาบอกว่าไม่ว่าง ต้องไปทำงาน หนูก็เชื่อเขา แต่เพื่อนหนูไปเจอเขาที่ร้านสเต็กแถวๆพระราม 7 เลยวิดีโอคอลมาหาหนู คือเขานั่งนัวเนียอยู่กับผู้หญิงคนเดิม หนูพยายามติดต่อแฟนแต่ติดต่อไม่ได้ แล้วเขาก็กลับบ้านมาตอนประมาณ 5 ทุ่ม หนูเลยเอารูปที่แคปไว้ตอนคอลกับเพื่อนให้เขาดู แล้วถามว่าทำไมไม่เลิกยุ่งกัน เขาตอบกลับมาประมาณว่า ก็บอกแล้วไงว่าให้หย่ากันตั้งแต่แรก เขาไม่ได้เลือกหนูแล้ว หนูไม่รู้จะทำยังไงเพราะหนูไม่อยากเลิกกับเขา จนวันหนึ่งลูกหนูเริ่มพูดประมาณว่า ทำไมป๊าไม่รักเราเลย ทำไมต้องไปหาเมียน้อย ทำไมไม่อยู่กับเรา หนูทักไปเคลียร์กับผู้หญิงคนนั้น เขาก็ขู่ว่าเขาจะฟ้อง ถ้ายังไม่เลิกยุ่งวุ่นวายกับเขา หนูเลยบอกแฟนว่าผู้หญิงคนนี้เขาพูดแบบนี้กับหนูแต่เขาก็ว่าหนูกลับว่าจะไปยุ่งกับเขาทำไม ทักไปหาแม่เขาทำไม จริงๆหนูตั้งใจจะฟ้องเขาแต่ทางบ้านของหนูบอกว่า ถ้าจะฟ้องต้องใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ทำไมไม่เก็บไว้ให้ลูก หรือเก็บไว้รักษาอาการป่วยตัวเอง ถอยออกมาดีกว่า หย่าไปเลย ยังไงเขาก็ไม่ได้ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรอยู่แล้ว ทางบ้านก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงิน พ่อแม่ของหนูก็ช่วยเลี้ยงลูกหนูได้ หนูไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อ มันรู้สึกแย่ไปหมดเลย แต่หนูออกมาจากตรงนั้นไม่ได้ หนูไม่อยากเลิก ไม่รู้ว่าเพราะผูกพันหรือเปล่า หนูเสียใจ แย่ลงทุกวัน แต่หนูไม่ออกมาสักที “คุณเอ (นามสมมติ)” ถามพี่ๆดีเจทั้ง 3 คนว่า หนูต้องทำยังไงให้หลุดออกมาจากตรงนี้สักที? “ดีเจต้นหอม” ให้คำแนะนำว่า ‘การที่เราจะอยู่ใช้ชีวิตคู่กับใครสักคน มันคือการตกลงด้วยกันทั้งคู่ แต่ตอนนี้มีคุณเอฝ่ายเดียวที่อยากอยู่ ส่วนอีกฝ่ายเขาชัดเจนแล้วว่าไม่อยากอยู่ เขาไม่ได้ช่วยซัพพอร์ตอะไรคุณเอเยอะอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเก็บเขาไว้ในชีวิตทำไม นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้วยังทำให้คุณเอรู้สึกบั่นทอนเพิ่มขึ้นอีก อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เขาไม่ต้องการ เรื่องการฟ้องใช้เงินเยอะมากจริงๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจะเห็นผลเมื่อไร ดังนั้นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดคือ หย่ากับเขา ปล่อยเขาไป ผู้ชายคนนี้ก็เหมือนมะเร็ง คุณเอไม่จำเป็นต้องเก็บเขาไว้ ยังไงเขาก็ไปอยู่ดี ตัดเขาออกไปเลย’ ส่วนเรื่องลูก “ดีเจต้นหอม” แนะนำว่า ‘เรื่องนี้ควรให้เป็นแค่เรื่องของพ่อกับแม่ ไม่ควรเอาไปฝังไว้ในหัวลูก คุณเอคือโลกทั้งใบของลูก ฉะนั้นลูกจะต้องจำแต่ความสุขเท่านั้น เราไม่ได้เสียคนที่รักเราแต่เราเสียคนที่ไม่รักเรา มันอาจจะต้องใช้เวลา คุณเอต้องบอกตัวเองว่า คุณเอจะมีความสุข คนเราจะทุกข์ไปได้นานแค่ไหน แล้วถ้าคุณเอเป็นอะไรไปลูกจะรู้สึกยังไง ปัญหาของคุณเอตอนนี้คือการรักษาร่างกายตัวเองให้อยู่ได้นานๆ สุดท้ายคุณเอคือคนที่ต้องเลือกและตัดสินใจกับเส้นทางของตัวเอง ถามตัวเองว่าจะอนุญาตให้ความสุขเข้ามาในชีวิตได้เมื่อไร’ “ดีเจเผือก” แนะนำว่า ‘คู่ชีวิตคือคนที่จะอยู่ด้วยกันในตอนที่ทุกข์ไม่ใช่แค่ตอนที่มีความสุข แล้วมันก็ห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้ลูกของคุณเอจดจำเรื่องนี้ จริงๆแล้วเนื้อร้ายในชีวิตของคุณเอคือผู้ชายคนนี้ เนื้อร้ายแบบนี้คุณหมอก็รักษาให้หายไม่ได้ เนื้อร้ายอันนี้มันทำร้ายทั้งคุณเอ ลูกและคนรอบตัว ณ เวลานี้คุณเอควรตั้งสติและโฟกัสว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตกันแน่ การที่มีร่างกายและสุขภาพที่ดีเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่เรารัก คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณเอตอนนี้ ไม่ใช่การยื้อผู้ชายแย่ๆแบบนั้น’ และ “ดีเจเติ้ล” เสริมอีกว่า ถ้าสมมติคุณเอโชคร้ายแล้วต้องจากไปในอีก 2 วัน คุณเออยากให้ลูกจดจำคุณเอในแบบไหน ระหว่างแม่ที่โดนพ่อทิ้ง นอกใจไปมีคนอื่น แล้วแม่ก็ร้องไห้รอให้พ่อกลับมาแต่สุดท้ายพ่อก็ทิ้งคุณเอไป หรืออยากให้ลูกจำว่าคุณเอเป็นแม่ที่เข้มแข็ง รักตัวเอง ดูแลตัวเอง อยู่กับลูกแบบมีความสุขและสู้กับมะเร็งจนจากไป แบบไหนที่คุณเออยากเป็น มันขึ้นอยู่กับคุณเอ แล้วคุณเอต้องยอมรับว่า ไม่ว่าเราจะรัก ผูกพันกับใครนานแค่ไหน ถ้าอีกฝ่ายหมดใจเขาก็ไปอยู่ดี คนที่ move on ได้เร็วที่สุดคือคนที่มีความสุขเร็วที่สุดเช่นกัน สุดท้ายพี่ๆดีเจทั้ง 3 ขอส่งกำลังใจให้คุณเอที่พบเจอเรื่องแบบนี้ ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี และเชื่อว่าคุณเอจะผ่านเรื่องราวแย่ๆนี้ไปได้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

19 ก.พ. 2026

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไป ซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่ หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ?

หนูไปต่อขนตามา แต่แฟนบอกว่าไม่ชอบที่ขนตาหนูมันจึ้งเกินไปซึ่งหนูชอบขนตาของหนูมาก แล้วหนูคิดว่ามันไม่ได้สะพรึงขนาดนั้นค่ะพี่หนูจะคุยกับแฟนยังไงดีคะ? ‘คุณเชอร์รี่’ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 กุมภาพันธ์ 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษากับ 'ดีเจต้นหอม - ดีเจเติ้ล - ดีเจเกลือ' เกี่ยวกับเรื่องที่เธอนั้นไปต่อขนตามา แต่แฟนไม่ชอบที่ขนตาของเธอนั้นมันจึ้งเกินไป ‘คุณเชอร์รี่’ ได้เล่าว่า โดยปกติเธอก็แต่งหน้า ดัดขนตา ปัดมาสคาร่าไปทำงานเป็นประจำทุกวัน จนเธอเริ่มรู้สึกกังวลใจ ว่าหากต้องล้างเครื่องสำอางทุกวัน จะเสี่ยงทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยขึ้นได้ เธอจึงแก้ไขปัญหาด้วยการไปติดขนตาแม่เหล็ก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้ชีวิต และความสุขของคนรักสวยรักงามอย่างเธอ แต่เมื่อแฟนของเธอได้เห็นว่าเธอนั้นไปติดขนตาแม่เหล็กมา ก็ได้บอกว่า “มันหนาเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ” ซึ่งส่วนตัวคุณเชอร์รี่กลับไม่เห็นด้วย เพราะเธอรู้สึกว่า เวลาที่ถ่ายรูปออกมา ขนตาของเธอมันจึ้งมาก และส่วนตัวเธอนั้นก็ชอบ และมั่นใจกับการที่ติดขนตาแม่เหล็กเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป แฟนของเธอเริ่มพูดแซวหนักขึ้น เธอจึงได้เปลี่ยนจากการติดขนตาแม่เหล็ก เป็นการติดขนตาปลอมแบบก้านใสปกติ ซึ่งแฟนของเธอก็ยังไม่ถูกใจกับสิ่งนี้ และให้เหตุผลว่ามันดูไม่เป็นธรรมชาติอีกเช่นเคย เมื่อคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้น จึงตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตา (Eyelash Lifting) ซึ่งเป็นการดัดและยกโคนขนตาจริงให้งอนและเด้งขึ้น โดยขนตานี้จะอยู่ได้เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งเมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่เห็นก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี คุณเชอร์รี่เล่าว่า ในตอนแรกที่เธอไปลิฟติ้งขนตามาแล้วลงรูป แฟนของเธอก็ได้บอกว่า “ขนตาจึ้งมาก” ซึ่งเธอก็นึกว่าครั้งนี้เขาจะถูกใจในสิ่งที่เธอไปทำมา แต่เมื่อเธอได้เปิดเฟซไทม์ คุยโทรศัพท์กับแฟน เธอก็เห็นว่าสีหน้าของแฟนของเธอนั้นดูเซอร์ไพรส์มาก แต่แววตาของแฟนของเธอกลับดูจ๋อยลงทันที เหมือนกับว่ากำลังผิดหวังกับบางสิ่งบางอย่างอยู่ คุณเชอร์รี่ก็แอบเสียใจ เนื่องจากการที่เธอตัดสินใจไปลิฟติ้งขนตามานั้น ก็เพราะอยากจะให้แฟนรู้สึกชอบมากขึ้น ซึ่งแฟนของคุณเชอร์รี่ก็ได้บอกว่า ชอบที่คุณเชอร์รี่แต่งหน้าเบา ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า พร้อมถามต่อว่า ขนตาที่ไปลิฟติ้งมานี้จะมีระยะเวลาอยู่ได้นานแค่ไหน คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบไปว่า สามารถอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน เมื่อแฟนของคุณเชอร์รี่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก พร้อมทั้งตั้งตารอที่จะให้ผ่าน 2 เดือนนี้ไป แต่ตัวของคุณเชอร์รี่กลับคิดหนัก เมื่อเธอมาคิดว่า อีก 2 เดือน จะเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีวันหยุดที่เธอกับแฟนจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน ซึ่งตัวของเธอเองนั้นก็เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามเหมือนอย่างคนปกติ แล้วเธอรู้สึกชื่นชอบในขนตาที่ได้ไปทำมาเป็นอย่างมาก หากถึงวันนั้นที่ขนตาของเธอจะหมดอายุการใช้งาน เธอคงจะรู้สึกไม่ดี และคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้น เธอคงอยากที่จะทำมันอีกครั้ง คุณเชอ์รี่จึงได้ปรึกษากับเหล่าดีเจทั้งสามว่า จะทำอย่างไรกับแฟนของเธอดี เพราะเธอคิดว่า หากถึงเทศกาลสงกรานต์ ที่เธอจะต้องไปเที่ยวต่างจังหวัด เธอก็อยากที่จะไปลิฟติ้งขนตาอีกครั้ง เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่ง ๆ นี้มันคือความสุขของเธอ หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ เหล่าดีเจทั้งสามก็ได้พูดให้กำลังใจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้คุณเชอร์รี่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และมีความสุขต่อไป โดย 'ดีเจเกลือ' ก็ได้พูดเสริมขึ้นว่า “ความสุขของน้องคือการติดขนตาก็จริง แต่ความทุกข์ของน้องคือน้องอยากให้แฟนชอบ ความอยากนี่แหละ มันคือการอยากที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ซึ่งมันยากมาก ความทุกข์ของเราที่เกิดขึ้น คือเรามักพยายามไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้ตามใจเรา” ซึ่งหลังจากที่ดีเจเกลือได้พูดจบ คุณเชอร์รี่ก็ได้ตอบเห็นด้วยในทันที เรียกได้ว่า สร้างเสียงหัวเราะ และความเอ็นดูให้กับเหล่าดีเจทั้งสามเป็นอย่างมากเลยทีเดียวเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลาย จนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะ ขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทร เพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ

23 ม.ค. 2026

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลาย จนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะ ขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทร เพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ

หนูเป็นพุธโทรเรี่ยนพันธุ์แท้ ดูตั้งแต่ม.ปลายจนตอนนี้เรียนจบป.โท สาขาจิตวิทยาแล้วค่ะขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทรเพราะรายการเป็นแรงบันดาลใจให้หนูเลือกเรียนสาขานี้ค่ะ ‘คุณปูเต้’ อายุ 26 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ ‘พุธทอล์คพุธโทร’ เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (21 มกราคม 2569) ได้โทรเข้ามาแชร์เรื่องราวกับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เพื่อมากล่าวขอบคุณรายการพุธทอล์คพุธโทรที่เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขาวิชาจิตวิทยา ‘คุณปูเต้’ เล่าว่าตนได้ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทรมาหลายเคส ตั้งแต่ช่วงที่เรียนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนกระทั่งตอนนี้เรียนปริญญาโท สาขาจิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว จนจบการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคุณปูเต้ได้เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ทุกครั้งที่ฟังรายการพุธทอล์คพุธโทร รายการทำให้เห็นถึงความหลากหลายของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านพฤติกรรม หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อฟังแล้วก็อยากจะทำความเข้าใจกับคนให้มากขึ้น เลยเลือกที่จะเรียนสาขาจิตวิทยา ซึ่งคุณปูเต้ได้พูดเสริมว่า “จิตวิทยา เราเรียนเพื่อเข้าใจทั้งคน ทั้งร่างกาย จิตใจ สมอง เรียนตั้งแต่วิชาชีวะ ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต” ส่วนตัวของคุณปูเต้นั้นตั้งแต่ระยะเวลาแรกที่เริ่มเรียน จนถึงตอนนี้ที่เรียนจบปริญญาโทแล้ว รู้สึกว่าตนเองนั้นเข้าใจคนมากขึ้น และสามารถเข้าใจตัวเองได้มากขึ้น เช่น เมื่อเวลามีคนมาทำให้เราโกรธ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราเรียนจิตวิทยาแล้วเราจะไม่โกรธเขา แต่เราจะเข้าใจการกระทำเขามากขึ้น พร้อมพูดเสริมเพิ่มเติมว่า “คนเราก็มีทั้งป่วยกายและป่วยใจ ป่วยกายก็ไปหาคุณหมอ ป่วยใจก็ไปหาจิตแพทย์ได้เหมือนกัน ไม่ต้องกลัวที่จะคุยกับนักจิตแพทย์ อยากฝากถึงบางคนที่ป่วยอยู่ ว่าถ้าบางทีอาจจะเคยไปหาหมอจิตแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่หาย ก็เหมือนกับการที่ไปหาหมอทั่วไป อาจจะเปลี่ยนวิธี หรืออาจจะขอความคิดเห็นจากที่อื่น ไม่จำเป็นต้องป่วยแบบไม่ไหวแล้ว หรือหนักมาก ถึงจะไปหาหมอจิตแพทย์ แค่เครียด นอนไม่หลับ หรือมีปัญหาครอบครัวต่าง ๆ ก็อาจจะลองไปปรึกษาหาคนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญดูก่อนก็ได้” นอกจากนี้ ‘ดีเจต้นหอม’ ยังได้ยกตัวอย่างในกรณีของตนที่เจอในชีวิตจริงว่า “เวลาบ่นลูก ลูกจะรู้สึกไม่ดี พี่เลยต้องสร้างตัวเองขึ้นมาอีกร่าง ชื่อว่า ‘บอลลูน’ ซึ่งจะมีนิสัยที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับร่างตอนเป็นแม่ปกติ พี่สร้างมาเพื่อเล่นหรือสอนการบ้านให้ลูก โดยจะมีคำว่า ‘บลิ๊ง ๆ’ เป็นคำพูดติดปากเวลาแปลงเป็นร่างบอลลูน แล้วลูกก็รักบอลลูนมาก จนอยากอยู่กับบอลลูนทุกวัน พี่ไม่แน่ใจว่าลูกแยกออกมั้ยว่าแม่กับบอลลูนเป็นคนเดียวกัน ซึ่งปฏิกริยาของเขาที่มีให้แม่กับบอลลูนนั้นต่างกัน แค่พูด ‘บลิ๊ง ๆ’ ปุ๊บ ลูกก็จะยอมทำทุกอย่างที่บอกเลย แต่กับแม่จะเป็นอีกอย่างนึง เคยถามว่า ‘รู้ว่าเป็นคนเดียวกันมั้ย’ ลูกบอกว่า ‘รู้’ ในภาพจำของลูกคือแม่เป็นคนใจร้าย ส่วนบอลลูนเป็นคนใจดี ที่พี่ทำแบบนี้เพราะพี่อยากให้ลูกรัก” ซึ่งคุณปูเต้ก็ได้ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า “ในเคสเด็ก เวลาจะดูว่าเป็นปัญหามั้ยนั้น คือมันกระทบเราและลูกมั้ย พี่หอมเหนื่อยมั้ยเวลาเป็นบอลลูนตลอดเวลา แล้วน้องมีปัญหากับร่างแม่ที่บ่นเขามั้ย แล้วเขาจะต้องการแค่บอลลูนมั้ย จะไม่ต้องการแม่หรือเปล่า ตอนเรียนจิตวิทยาเด็ก ก็ได้ทำงานกับผู้ปกครองเยอะ ซึ่งปัญหาหรือเรื่องราวที่ผู้ปกครองเจอกับลูกมีเรื่องที่เหนือจินตนาการเยอะมาก บางคนคิดว่าเรื่องแค่นี้อาจจะไม่ต้องไปหานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ก็ได้ แต่ว่าถ้ามีคนที่เราเล่าให้ฟัง ก็อาจจะช่วยแก้ปัญหาหรือช่วยดูได้ว่าเราจะต้องปรับยังไง”มีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

09 พ.ค. 2025

หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

“คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)”อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการพุธทอล์ค พุธโทรเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 พฤษภาคม 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา“ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม”เกี่ยวกับปัญหาการเรียนต่อว่าจะเลือกสายไหนดี? ระหว่าง เรียนญี่ปุ่น หรือ นิเทศศาสตร์ โดย “คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)”ได้เล่าว่า คุณแม่ของหนูจี๊ดเสียงเมื่อ 3 เดือนก่อน แล้วไม่ได้อยู่กับพ่อ แต่อาศัยอยู่กับน้าสาวเป็นหลัก ช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงของการเปิดเทอมเรียนแล้ว อยากจะปรึกษาว่าควรจะเลือกเรียนอะไรดี? เรียนตามความฝัน หรือ ตามที่ครอบครัวอยากให้เรียน ซึ่งทุกคนในครอบครัวอยากจะให้หนูเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะน้าทำงานบริษัทญี่ปุ่น จะช่วยปูทางเข้าทำงานให้ได้ แต่ใจลึกๆอยากจะเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะเคยไปแคสซีรีส์มาแล้ว และ คนติดตามใน TIKTOK ก็ค่อนข้างเยอะ คิดว่าถ้าเรียนนิเทศศาสตร์แล้วอาจจะมีความสุขมากกว่า อยากจะถามพี่ๆว่า ควรจะเลือกทางไหนดี?’ “ดีเจเผือก” ได้ให้ความคิดเห็นว่า ‘ถ้าเทียบกัน อยากให้ดูความจำเป็น ของชีวิตเราเป็นหลัก ว่าเรามีเวลาทำตามความฝันนานแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองนานแค่ไหน เรามีเวลาในการต่อสู้ในเส้นทางนี้แค่ไหน ต้องยอมรับว่านิเทศศาสตร์ คู่แข่งเยอะ การที่จะมาอยู่เบื้องหน้า คู่แข่งเยอะมากๆ แต่ถ้ามองว่าจะทำเบื้องหลัง พูดตรงๆว่าจะใช้ชีวิตที่เหนื่อยพอสมควร เช่น กองถ่าย เหมือนทุกวันนี้คนเบื้องหลังอยู่ด้วยแพชชั่น อยู่ด้วยใจรัก ถ้าเทียบกันงานที่บริษัทญี่ปุ่น หรือ บริษัทภาษาอื่นๆมา ถ้าเราเรียนภาษาเหล่านี้ มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะได้ทำงานต่อได้ในเวลาอย่างรวดเร็ว หรือมองง่ายๆว่า มีตำแหน่งงานรองรับมากกว่า คิดซะว่า จบมา มีงานบริษัทญี่ปุ่นรออยู่เลย เผลอๆฝั่งนิเทศ เพื่อนที่จบนิเทศมาอาจจะอิจฉาเราด้วยซ้ำ เพราะงานเราที่ทำออฟฟิศต่างชาติมันค่อนข้างสบาย แต่ถ้าเทียบกับฝั่งนิเทศกว่าเราจะไปเป็นเบื้องหน้าได้มันยากกว่า อยากให้หนูจี๊ดกลับไปนั่งเลือกฝั่ง ความจำเป็นในชีวิตเราว่าจะเลือกฝั่งไหนดีนะ? จะเลือกนิเทศแล้วเรียนเสริมญี่ปุ่นก็ได้แล้วแต่เรา แต่ต้องขยันหน่อยนะ ถ้าเราเลือกแบบนี้’ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าอยากทำเบื้องหน้า อยากให้ไปเรียนญี่ปุ่นเลย เพราะถ้าจะทำเบื้องหน้า ถ้าเรามีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น สวย เก่ง แล้วได้ภาษาญี่ปุ่นได้ไฟแล่บอีก ยิ่งมีหนทางให้กับตัวเองอีก ไปแคสโฆษณาได้อีก เพราะตอนนี้เท่าที่ดูโปรไฟล์หนู หนูจี๊ดมีแววมาก แต่ถ้าหากอยากเป็นเบื้องหลัง การไปเรียนนิเทศก็จำเป็น แต่เท่าที่ดูโปรไฟล์หนูจี๊ด หนูมาทางสายเบื้องหน้ามากกว่า พูดจากประสบการณ์ก็คือสายนิเทศคนที่เรียนนิเทศแล้วจะจบมาเป็นเบื้องหน้าเลย มันมีน้อย แนะนำว่าอย่าทิ้งภาษาญี่ปุ่น การที่เราเรียนจนพูดได้ฟังได้ มันทำให้เรามีภาษีสูงขึ้น ดูอย่างอย่างดีเจดาว ดีเจดาวสามารถเป็นเบื้องหน้าได้ และ เป็นพิธีกรภาษาญี่ปุ่นได้ ยังไงภาษาญี่ปุ่นก็ได้ใช้อยู่แล้ว ต้องกลับไปถามตัวเองเยอะๆแล้วว่าอยากเป็นเบื้องหน้า หรือ เบื้องหลัง’ “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ตัวพี่เองจบเศรษฐศาสตร์มาแล้วก็มาเป็นดารา เพราะพี่ฝันจะเป็นดารา แนะนำว่าจากคาแรคเตอร์เรา หน้าตา บุคลิกเรา มีสไตล์อยู่แล้ว เอาเวลาไปเรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วทำ Content เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย ดีเจต้นหอมชื่นชมว่าดูจากคลิปที่โพสแล้วว หนูจี๊ดเต้นสวยมาก เต้นเก่งมาก ทำคาแรคเตอร์ให้เป็นผู้หญิงที่เก่งภาษาญี่ปุ่น และ เต้นด้วยได้ หนูมีของอยู่แล้ว อินเนอร์ของหนูคือดีมาก ดังแล้วอย่าลืมพี่นะ และที่สำคัญหนูสามารถทำชีวิตตัวเองให้มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องเรียนนิเทศก็ได้’ “ดีเจเผือก” กล่าวเสริมตอนท้ายว่า ‘ถ้าสมมุติเดินทางในสายบันเทิงแล้วไม่โด่งดัง ก็ทำงานสายญี่ปุ่นให้รวยไปเลย ตั้งใจทำงาน ดูแลตัวเองให้ได้ มองง่ายๆเป็นเลขาเจ้านายญี่ปุ่น เงินยังดีมากๆ’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-