หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้ เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต

31 พ.ค. 2024

หนูเป็น LGBTQ+ โดนคดีแล้วได้เจอกับผู้ชายคนนึงในเรือนจำ รู้จักกัน จนรู้สึกดีต่อกัน

ตกลงกันว่าในนี้เราจะคบกัน แต่ตอนนี้หนูออกมาแล้ว เพราะเขาช่วยหาทนาย สู้คดีให้

เขาบอกอยากให้หนูออกไปใช้ชีวิต เจอคนใหม่ เริ่มต้นใหม่ เขาบอกอนาคตถ้าออกไป

ข้างนอกเราจะเป็นพี่น้องกัน

            “คุณแคลร์ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [29 พ.ค. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาความรักกับคนในเรือนจำ

            โดย ​“คุณแคลร์ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน เราประกอบอาชีพเป็นสตรีมเมอร์ และได้สิ้นสุดการประกอบอาชีพ เมื่อปลาย ปี 65 ที่ผ่านมา เพราะเราถูกฟ้องด้วยความเข้าใจผิด ในข้อหาดูหมิ่นด้วยการโฆษณา และเราก็สู้คดีมาจนถึงกลางปี 66 ซึ่งเป็นการสู้ที่เสียเปรียบมาโดยตลอด เพราะเราไม่มีกำลังทรัพย์มากพอ จึงได้ขอให้เป็นทนายขอแรงมาช่วย เขาก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้เท่านั้น

            จนเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ศาลมีคำสั่งฝากขัง ในทางปฏิบัติเราสามารถที่จะประกันตัวได้ แต่ว่าเราไม่มีเงินประกันตัว แม้กระทั่งครอบครัวที่มีคุณแม่เพียงคนเดียวก็ไม่สามารถช่วยตรงนี้ได้ จึงจำใจต้องเข้าฝากขังที่เรือนจำแห่งหนึ่ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างที่อยู่ข้างใน เราได้มีโอกาส เจอกับพี่ผู้ต้องขังคนหนึ่ง เขามักจะฝากความเป็นห่วงผ่านเพื่อนผู้ต้องขังอีกคนมาถึงเรา เราก็สงสัยว่า เขาเป็นใคร ?  ต่อมาเราจึงได้ไปเจอกับเขาและได้พูดคุยกัน จนทราบว่าเขาบังเอิญเป็นคนที่อยู่ใกล้บ้านเรา แต่เราไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ซึ่งพี่เขาอายุ 40 ปีแล้ว

            หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ ก็มีพูดคุยกัน มีการดูแลกันมากขึ้น เริ่มจากการแบ่งอาหารเช้าให้ ชวนมานั่งคุยปรับทุกข์กัน จนกระทั่งตกลงคบกัน ซึ่งเขาก็จะบอกตลอดว่า แคลร์ไม่จำเป็นต้องรักเขา ขอให้เขาได้รักแคลร์ก็พอ ส่วนตัวเราเองไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปเจอ หรือไปหาความสัมพันธ์แบบนี้ เพราะเราเองก็รู้สึกผิดกับตัวเองว่า ทำไมต้องมาเสียเวลาในที่แบบนี้ด้วย

            ซึ่งจากการสังเกตพฤติกรรมของเขาในการวางตัวในฐานะคนรัก เราก็เริ่มรู้สึกดีและเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะตลอดเวลา 23 ปี แคลร์ไม่เคยมีแฟน จนกระทั่งมาเจอคนนี้ ซึ่งระหว่างที่อยู่ด้วยกัน เขาจะหาทางช่วยเหลือเราตลอด เช่น เรื่องของการอัพเดทคดีจากข้างนอก เรื่องการยื่นเรื่องส่งสภาทนายความ ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบรูปคดี หรือการส่งคำร้องให้ศาลเร่งพิจารณาคดี เพราะว่าตอนนั้นที่เข้าไปเป็นเดือนสิงหาปีที่แล้ว และจะมีการนัดพิจารณาคดีอีกทีคือ เมษายนปี 67 ถ้าให้นับมันจะเป็นการอยู่แบบเสียเปล่าไปเลย 1 ปี

            เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปี 66 เขาก็มาบอกกับเราว่า แคลร์พี่คุยกับทนายให้แล้วนะ ซึ่งเราก็ตกใจว่า พี่คุยกับทนายที่ไหนมา ทนายของแคร์เหรอ ? เขาก็บอกว่า เป็นทนายส่วนตัวของเขา เขาบอกทนายว่า ให้ยื่นประกันตัวให้แคลร์ เป็นการจ่ายเงินให้เราเพื่อการประกันตัว เราก็ตกใจมากว่า เขาทำเพื่อแคลร์ขนาดนี้เลยเหรอ เพราะเขาก็จะบอกกับเราตลอดว่า ออกไปก็ออกไปใช้ชีวิตนะ และไม่ต้องเป็นห่วงพี่ ลืมเรื่องราวทุกอย่าง ข้างในให้หมด ซึ่งตอนนี้แคลร์ได้ออกมาใช้ชีวิตเรียบร้อยแล้ว

            แคลร์เคยบอกกับเขาว่า อยากจะคบกับเขาเป็นแฟนจริงจัง แต่เขาบอกว่า เขาให้สัญญาไม่ได้ เพราะเขาไม่อยากให้ความหวัง และเขาก็ไม่อยากใช้คำพูดสวยหรู หากเขาได้ออกไปแล้ว เขาทำไม่ได้ แคลร์จะรับได้เหรอ ? เราก็คิดว่า สิ่งที่เขาพูดมันก็เรื่องจริง และเขาก็พูดอีกว่า แคลร์จะเป็นกะเทยคนเดียว ที่เขารักที่สุดในชีวิต และก็จะเป็นน้องที่เขารักตลอดไป

            ซึ่งเราก็ยังให้ความหวังตัวเองอยู่ในทุก ๆ วันว่า อย่างน้อยถ้าวันหนึ่ง เขาออกมา แล้วเขาเห็นว่าแคลร์ยังรอเขาอยู่ เขาก็อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะหนูก็ไม่เคยมีความคิด ที่จะไปมองหาใครคนใหม่ตั้งแต่ออกมา เป็นระยะเวลา 7 เดือนแล้ว ซึ่งในทุกเดือนเราจะกลับไปเยี่ยมเขาเสมอ และปฏิกิริยาของเขาที่แสดงต่อเราก็ปกติทุกอย่าง แต่ทางเรือนจำจะมีการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รายวันถึงผู้ต้องขังด้านใน หนูก็จะเขียนถึงเขาทุกวัน แต่เขาก็จะเขียนตอบกลับมาว่า เขาขี้เกียจที่จะเดินมาหา ตอนที่เรามาเยี่ยม เขาไม่อยากที่จะเขียนจดหมายตอบกลับเรา ซึ่งเขาเป็นแบบนี้กับครอบครัวด้วย เหมือนเขาไม่อยากรับรู้เรื่องภายนอก เขาเลยพยายามกีดกันไม่ให้หนูไปเยี่ยมหรือเขียนอะไรหาเขา

            แคลร์อยากถามพี่ ๆ ดีเจว่า พอจะมีวิธีการยังไงที่จะรอเขา แบบให้ใช้ชีวิตที่มีความสุข ไม่เครียด ไม่ห่วงอะไร เพราะเราไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ เราไม่รู้ว่าการที่เขาทำแบบนี้เขาต้องการให้เรามีสถานะไหนกันแน่ และทุกวันนี้เขายังจ้างทนายเพื่อที่จะสู้คดีให้กับเราต่อ ซึ่งเราก็พึ่งทราบเรื่องนี้จากทนายว่า เขายังจัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายให้เราทั้งหมดเลย และแม้ว่า เขาจะบอกให้หนูเดินหน้าต่อ แต่ด้วยความที่เขาเป็นแฟนคนแรกของเราด้วย เราเลยรู้สึกผูกพันและรู้สึกขอบคุณในการกระทำของเขา ที่ทำให้เราได้เหมือนมีชีวิตใหม่ เรารู้สึกว่า เราไม่สามารถเดินออกมาจากเขาตอนนี้ได้

            ซึ่ง “ดีเจต้นหอม” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การที่เขาพูดว่า แคลร์เป็นน้องที่เขารัก มันเหมือนกับการที่เขาดับฝัน เพราะหากเขาออกมาข้างนอกเขาจะไม่คบกับแคลร์ แต่หากอยู่ข้างในก็เป็นแฟนกัน เหมือนกับการที่คนเหงามาเจอคนเหงา ซึ่งแคลร์ก็บังเอิญอยู่ใกล้เขา อยู่ในแดนเดียวกันได้ใกล้ชิดกัน แคลร์มีความหวังอยู่นิดหน่อยแต่ก็น้อยมาก ถ้าแคลร์จะรอเขา แคลร์ก็ต้องทรมานอยู่แล้ว แต่ถ้าแคลร์ไม่รอก็จะทรมานแค่ช่วงแรก ไม่ต้องทรมารไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเปรียบเป็นเกมไพ่ โอกาสที่แคลร์จะแพ้สูงมาก แต่ที่พี่ทำหอมรับแขกมา ได้สัมภาษณ์คนในเรือนจำและชีวิตรักในเรือนจำ ทำให้พี่ได้รู้ว่า มันเป็นชีวิตรักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อยู่ในเรือนจำเท่านั้น พอเราออกมา เขาก็จะมีคนใหม่เข้าไป ในขณะเดียวกัน คนที่ออกไปก็จะมีแฟนใหม่ มันเป็นวัฏจักรของเขาที่เขาจะรู้กันดีอยู่แล้ว แล้วการที่เขาส่งสัญญาณบอกเราว่า เขาไม่อยากเดินมาหา หรือการที่ เขาไม่อยากรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แปลว่าตอนนี้ เขาปฏิเสธเราแล้ว แล้วการที่เราเข้าไปหาเขา ก็เหมือนกับว่า เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการพยายามสื่อ การแสดงออกของเขาสุภาพ แต่ก็ชัดเจนว่า เขาต้องการยุติความสัมพันธ์แล้ว ซึ่งแคลร์ก็ยังไม่เข้าใจ และมันก็สร้างความอึดอัดให้กับเขา ฉะนั้นพี่คิดว่า แคลร์ไม่ควรรอ เพราะมันเป็นการรอฝั่งเดียว แคลร์ ควรหยุด เจ็บตอนนี้ให้จบและเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไป ทางนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

            ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ด้วยสถานการณ์ที่แคลร์อยู่ตอนนั้น มันเป็นได้หลายเรื่องเลย ที่เค้าเข้ามาหาแคลร์ และมันอาจจะเป็นไปได้ว่า การที่เขาเข้ามาหาแคลร์ เขาไม่ได้รักแคลร์แบบความสัมพันธ์หนึ่ง แคลร์และเขาต่างเจอกันในช่วงเวลาที่ต้องการคนซัพพอร์ต ซึ่งชีวิตในนั้นมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่พี่ก็รู้สึกว่า เขาก็เป็นคนดีนะ เขาไม่ได้แค่ใช้แคลร์แก้เหงา เพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังรับผิดชอบชีวิตของแคลร์ต่อ ซึ่งเขาก็ชัดเจนที่บอกกับแคลร์ว่า ถ้าออกจากคุก ก็ให้แคลร์ไปมีชีวิตใหม่เถอะ อย่ายึดติดอยู่กับเขา

            แต่พี่ก็เข้าใจแคลร์ เพราะเขาคือคนแรกของแคลร์ แคลร์เลยรู้สึกว่า รักครั้งนี้มันยิ่งใหญ่มาก เหมือนว่ามันเป็นพรหมลิขิต และมันคงจะดีมากถ้าเราได้อยู่ด้วยกันต่อไปจากนี้ แต่พี่คาดว่า แคลร์ไม่ใช่คนแรกของเขา แน่นอน และหลังจากแคลร์เขาก็ยังจะมีคนใหม่อีก ซึ่งเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เขาไม่ได้อยากมีอนาคตกับแคลร์ต่อ และเขาก็ไม่ได้ต้องการแคลร์หลังออกจากคุก ซึ่งนี่ก็เป็นคำตอบที่ใหญ่พอที่จะทำให้แคลร์เดินหน้าต่อ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ถ้าเต็มที่สุด ๆ แคลร์อาจจะบอกกับเขาว่า แคลร์เข้าใจพี่นะ แต่ถ้าหากวันใดวันนึง ที่พี่ออกมาจากคุกแล้ว แล้วถ้าเราอยากคุยกันโดยที่ยังโสดทั้ง 2 ฝ่าย แคลร์ยังยินดีนะ แคลร์ แต่หากรอตั้งแต่ตอนนี้ มันจะเป็นการทุกข์ใจมากถึงมากที่สุด

            และสุดท้าย “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ให้แคลร์ ไปดูรายการที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มหนุ่มสาว LGBTQ+ ในเรือนจำ ซึ่งบทสัมภาษณ์ในรายการก็จะให้คำตอบทุกอย่าง เรื่องราวมักจะคล้ายกับสถานการณ์ที่แคลร์เจอมา เรื่องราวในนั้น เกิดขึ้นในนั้น และจบลงในนั้น ถ้าออกมาต่างคนก็ต่างไปใช้ชีวิตของตัวเอง ซึ่งหากแคลร์ได้ดู แคลร์ก็อาจจะเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากยิ่งขึ้น และหลังจากที่พี่อ่านแชทมาพี่ได้เข้าใจเลยว่า ความสุขของเขามันเกิดขึ้นแค่ในโลกเรือนจำ พอแคลร์ออกมาเรื่องมันก็จบ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รักในตัวแคลร์ แต่เป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยน เรื่องมันเลยต้องจบลง ซึ่งการที่เขาออกมา มันไม่ได้การันตีเลยว่า เขาต้องสานต่อกับเรื่องราวที่เขาคิดว่ามันจบลงแล้ว ถ้าแคลร์ลองตั้งสติคิดดู แคลร์ก็รู้ว่า เขาอยากให้เรื่องราวนี้มันจบ จากการที่เขาตอบคำถามก็ตามมันก็ชัดเจนมากอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเขาชัดเจนขนาดนี้ ก็อยู่ที่แคลร์จะยอมความจริงได้เร็วแค่ไหน ช่วงแรกมันก็อาจจะรู้สึกเศร้าบ้าง แต่มันก็ไม่ถึงขั้นทรมานเท่าการรอใครสักคนหนึ่ง ตอนนี้มันก็ต้องทำใจนิดนึง แล้วก็มีชีวิตใหม่ ให้มันกลายเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่จบลงในเรือนจำ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมา เขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขา พอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่...

25 ต.ค. 2024

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมา เขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขา พอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่...

หนูคุยกับผู้ชายคนนึง 6 เดือน เจอกันผ่านแอป ย้ายไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นเวลาเขาเมาเขาจะกลับบ้าน ปลุกหนูขึ้นมาตบ ทิ้งรอยแดงไว้ที่หน้าหนูตลอด หนูทนได้ถึงจุดนึง ตัดสินใจเลิกกับเขาพอเลิกแล้วหนูแพ้ท้อง ถามความรับผิดชอบจากครอบครัวเขา พูดแค่ “ลูกใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ลูกเขาแน่นอน” “คุณนาฬิกา (นามสมมติ)” อายุ 26 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [23 ต.ค.67] ไดโทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาโดนแฟนทำร้ายร่างกายเลยเลิก แต่หลังจากนั้นมารู้ว่าตัวเองท้อง โดย “คุณนาฬิกา (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูเจอผู้ชายคนนึงในแอปหาคู่ คุยกันมาประมาณครึ่งปีและก็ได้ตัดสินใจคบกัน ตอนแรกก็ไปๆมาๆหากัน จนตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เป็นหนูที่เลือกจะย้ายเข้าไปอยู่กับเขา ย้ายเข้าไปได้เดือนแรกเขาเมา แล้วเรียกหนูขึ้นมาจากที่หนูนอนอยู่ คือเรียกมาทำร้ายร่างกาย เขาตบหนู หนูก็เลยถามว่าเป็นอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เขาก็คุยไม่รู้เรื่อง พอเขาทำร้ายร่างกายหนูเสร็จ เขาก็ไปนอน แต่เราแยกกันนอน ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเมาแล้วด่าหนู แต่ไม่เคยทำร้ายร่างกายเลย พอเช้ามา เขาตื่น หนูก็ถามเขาว่าจำได้มั้ยว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง เขาบอกจำได้ทุกอย่าง เขาก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกหนูก็คิดแค่ว่าเรายังรัก ไหนๆก็ย้ายมาอยู่กับเขาแล้วก็เก็บความรู้สึกไว้ก่อน เลือกที่จะทน พอผ่านไปได้อาทิตย์นึง มันก็มีอีก เลยรู้สึกว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เราเพิ่งย้ายมาอยู่ด้วยกัน ในช่วง 1 – 3 เดือนแรกมันต้องเป็นช่วงโปรโมชั่นไม่ใช่หรอ? ซึ่งทุกครั้งที่เขาทำร้ายร่างกายเขาจะทำบริเวณใบหน้าของหนู เพื่อทิ้งร่องรอยไว้ หนูก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว แต่ก็ยังเก็บความรู้สึกไว้ เลยเลือกที่จะแก้ไขที่ตัวเอง เลือกที่จะไม่พูด ไม่ออกความคิดเห็น ไม่พูดอะไรที่มันผิดหูเขา จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน และมีปัญหากันเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์ ดีกันได้อาทิตย์นึง อีกอาทิตย์ก็กลับมาทะเลาะกันอีกแล้ว กลายเป็นตอนนี้ต่อให้เขาไม่เมา เขาก็ทำร้ายร่างกายหนู จนเราสองคนตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในครอบครัวเขาที่เป็นครอบครัวใหญ่ และมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เพื่อเป็นการตัดปัญหา แต่ก็เขาก็ไม่หยุด เขาก็ทำต่อหน้าพ่อแม่เขาด้วย ซึ่งพ่อแม่เขาก็จะพูดแค่ อย่าๆ พอแล้ว แต่ไม่ได้ลุกมาห้าม เขาก็เดินเข้ามาหาเรื่องหนู แต่หนูก็จะเงียบ ไม่พูดอะไร เพราะไม่อยากเถียงข้ามหัวผู้ใหญ่ หนูก็เลยกลับมานอนทบทวนกับตัวเองว่าถ้ามันโดนขนาดนี้ มันก็ถึงจุดที่มันไม่ใช่แล้วหรือเปล่า? จนมาถึงจุดๆนึงที่มันเป็นครั้งสุดท้าย คือหนูปวดท้องอยู่ แล้วหนูก็ลางาน แต่เขาหาของไม่เจอ เขาก็มาโวยวายใส่หนูแล้วก็มาทำร้ายร่างกายหนูเหมือนเดิม หนูก็เลยไม่พูดอะไรแล้ว เขาก็ไม่พูด หลังจากนั้นคือเราก็ไม่คุยกันเลย หนูก็เลยบอกว่าหนูจะย้ายออก ไม่อยู่ตรงนี้แล้ว แต่ก่อนวันที่หนูจะย้ายออก เราสองคนเพิ่งมีอะไรกัน หลังจากวันที่หนูออกมาจากตรงนั้นหนูรู้สึกตัวเองผิดปกติ หนูก็เลยลองไปตรวจและผลออกมาคือ หนูท้อง หนูเลยกลับไปคุยกับเขาว่าหนูท้องนะ เขาก็เลือกที่จะบล็อกหนูทุกช่องทาง ไม่คุย ไม่เคลียร์ ไม่อะไรเลย หนูพยายามถ่ายรูปที่ตรวจครรภ์ส่งไปให้เขา แต่เขาพูดกับหนูว่า หนูออกมาหนูไปนอนกับผู้ชายที่ไหนไม่รู้ ไปอยู่กับใครบ้างก็ไม่รู้ จะเป็นลูกเขาได้ยังไง หนูก็เลยบอกว่าสามารถตรวจ DNA ยืนยันได้นะ จะทำยังไงก็ได้ แต่ช่วยแสดงความรับผิดชอบอะไรหน่อยได้มั้ย เขาก็บอกว่า ไม่ เขาปวดหัว เขาไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น แต่เขาไปพูดกับคนอื่นว่าถ้าเป็นลูกเขาจริงๆ เขาจะรับผิดชอบ หนูก็บอกว่าถ้ารับผิดชอบก็มาคุยกันสิ หนูแค่อยากได้ความรับผิดชอบอะไรสักอย่างจากเขา บางทีหนูก็คิดว่าหนูสามารถเลี้ยงลูกคนเดียวได้มั้ย? สามารถก้าวไปต่อกับการที่ให้ลูกมาเห็นอะไรแบบนี้มั้ย? หนูจะทำยังไงดี ตอนนี้หนูไม่สามารถบอกความรู้สึกอะไรได้เลย ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้ หนูยังไม่กล้าบอกใคร เพราะแม่ไม่ค่อยสบาย ก็เลยไม่อยากให้ไปกระทบกระเทือนจิตใจเขา แต่ก็แอบคิดว่าหรือเราตั้งใจทำงานเก็บเงิน เอาเงินไปคลอดลูก แล้วเอาลูกกลับไปอยู่บ้านจะได้ดูแลแม่และเลี้ยงลูกด้วย หนูลังเล 60:40 ระหว่างยุติการตั้งครรภ์ หรือการเก็บเด็กไว้แล้วไปต่อ ก็เลยอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูควรจะทำยังไงดี?เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี แต่งงานกันมา 1 ปีกว่าๆ ก่อนคบกันตกลงกันหมดแล้วว่าทั้งคู่จะไม่มีลูก แต่ตอนนี้แฟนอายุ 29 แล้ว แฟนไปเล่นกับลูกๆของเพื่อน แล้วรู้สึกว่าอยากเลี้ยงเด็กขึ้นมา อยากมีลูกแล้ว เวลาเรามีอะไรกัน แฟนบอกว่าไม่ต้องให้เราใส่ถุงยาง

26 ก.ย. 2025

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี แต่งงานกันมา 1 ปีกว่าๆ ก่อนคบกันตกลงกันหมดแล้วว่าทั้งคู่จะไม่มีลูก แต่ตอนนี้แฟนอายุ 29 แล้ว แฟนไปเล่นกับลูกๆของเพื่อน แล้วรู้สึกว่าอยากเลี้ยงเด็กขึ้นมา อยากมีลูกแล้ว เวลาเรามีอะไรกัน แฟนบอกว่าไม่ต้องให้เราใส่ถุงยาง

ผมคบกับแฟนมา 7 ปี แต่งงานกันมา 1 ปีกว่าๆ ก่อนคบกันตกลงกันหมดแล้วว่าทั้งคู่จะไม่มีลูกแต่ตอนนี้แฟนอายุ 29 แล้ว แฟนไปเล่นกับลูกๆของเพื่อน แล้วรู้สึกว่าอยากเลี้ยงเด็กขึ้นมา อยากมีลูกแล้วเวลาเรามีอะไรกัน แฟนบอกว่าไม่ต้องให้เราใส่ถุงยาง ตอนนี้ผมก็ยังตั้งใจว่าจะไม่มีลูกเหมือนเดิมรู้สึกว่าทุกวันนี้ เหมือนเราคบกันไปแล้วต้องรอวันเลิก เพราะปลายทางของเราไม่เหมือนกันแล้วแต่ผมก็ยังรักเขามากๆ เขาเป็นผู้หญิงที่ดีสุดๆ ผมจะทำยังไงดีครับกับเรื่องนี้ ?? “คุณวี (นามสมมติ)” อายุ 31 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [24 ก.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการตกลงกับแฟนเรื่องมีลูก โดย “คุณวี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ผมคบกับแฟนมา 7 ปี แต่พึ่งมาแต่งงานกันตอนต้นปี 2568 ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ ผมได้เริ่มคบกับแฟน ตอนนั้นผมก็เริ่มคุยกับเขาแล้วว่า ถ้าเราคบกันไปจนถึงแต่งงานกัน ผมก็บอกเธอว่า พี่ไม่อยากมีลูกนะ เธอรับได้มั้ย ช่วงแรก ๆ ที่คบกันเขาก็โอเค แต่พอเข้า 5 - 6 ปีหลังมานี้ เขาก็เริ่มพูดบ่อยขึ้นว่า อยากมีลูก เธอน่าจะอยากมีลูกเพราะเวลาคุยโทรศัพท์กับแม่ แม่เขาชอบพูดว่า ไม่อยากมีน้องหรอ แรก ๆ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่หลัง ๆ มันหนักขึ้นตรงที่เวลาเราไปเที่ยวกัน 2 คน เราก็จะเห็นครอบครัวไปเที่ยวกันกับลูก แฟนก็จะชอบพูดว่า พี่ไม่อยากมีลูกจริง ๆ หรอ แต่มา 3 - 4 เดือนก่อนมันหนักขึ้น เขาชอบส่งรูปเพื่อนเขามาแล้วพูดว่า พี่ดูเพื่อนหนูเค้ามี 3 - 4 คนแล้ว หนูอายุ 29 ยังไม่มีเลย ผมตัดสินใจโทรมาเพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาพูดว่า พี่ไม่อยากมีลูกจริง ๆ หรอ ถ้าวันนึงน้องมาจริง ๆ จะทำยังไง ผมก็บอกว่าต้องเอาออกแหละ ถ้าอายุครรภ์มันไม่เกิน 12 สัปดาห์ก็น่าจะเอาออกได้นะ แต่แฟนผมพูดมาคำนึงที่ทำผมตกใจมาก เขาบอกว่า ถ้าน้องมาเกิดแล้วพี่จะเลิกกับหนูไม่เลี้ยงน้องก็แล้วแต่พี่ ผมไม่อยากมีเพราะสภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ด้วย และด้วยเนื้องานของผมเป็นวิศวะ ที่ต้องไปไซต์งานตามต่างจังหวัด ผมไม่น่ามีเวลาดูแลลูก ถ้ามีน้องขึ้นมา รายได้ของผมกับแฟนก็ถือว่าพอเลี้ยงได้ แต่ว่าจะไม่มีเงินเก็บ เป้าหมายที่เคยตั้งไว้มันก็จะไปไม่ได้ ผมก็ให้ทางเลือกเขานะ ถ้าต่อไปนี้เราป้องกันดีมั้ย แต่เขาไม่ชอบให้ป้องกัน แต่ผมก็มาชั่งใจว่าจะไปทำหมันดีมั้ย แต่ผมกลัวว่าถ้าผมทำ แล้วอีก 4 - 5 ปี เขายิ่งโตขึ้น ผมกลัวว่าเขาจะเอาให้ได้ ถ้าถึงเวลานั้นต้องเลิกกัน กลัวจะเสียเวลาทั้งชีวิตเขาและผม ผมไม่อยากเลิกกับเขา เขาดีทุกอย่างเลย เป็นแม่ศรีเรือนอย่างดีเลย เสียอย่างเดียวคือเขาไม่ทำกับข้าว ซึ่งข้อเสียตรงนี้ผมรับได้ อยากจะปรึกษาดีเจทั้ง 3 คนคือ ผมจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไงดี?’ เริ่มด้วย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่มาก เพราะมันคือเป้าหมายในชีวิต เวลาเราจะใช้ชีวิตคู่กับใคร เราต้องเช็คก่อนว่าเป้าหมายเดียวกันมั้ย แนะนำให้คุยกันอีกครั้ง และยืนยันเจตนารมภ์ให้ชัดเจนว่าเราไม่อยากมี ถ้าเขาบอกไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีต้องรับนะ คุณวีแสดงเจตจำนงไปเลยว่าพี่จะไปทำหมันเพื่อป้องกัน ในอนาคตไม่ต้องกลัวว่า วันนึงเขาอยากมีแล้วจะเลิกกับเรา ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าเราจะอยู่กับใครไปตลอดชีวิต อยู่กับปัจจุบัน ถ้ายังรู้สึกว่ารักคนนี้อยู่ ก็อยู่กับคนนี้ อนาคตถ้าไปไม่ได้ก็แค่แยกจากกัน อย่าไปมองเรื่องเสียเวลา’ ต่อด้วย “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันชัดเจนมาก ๆ แล้วที่แฟนคุณวีต้องต้องฟังใน Message ที่คุณวีพยายามจะสื่อสาร ให้มองในแง่ระยะยาว มันจะไม่ดีต่อทั้ง 2 คน ถ้าคุณวีจะคุยพูดคุยอย่างจริงจัง ต้องคุยกับคุณแม่เขาด้วย ให้รับรู้ว่าคุณวีไม่ได้อยากมีลูกจริง ๆ การพูดครั้งนี้เพื่ออยากให้เขารู้ว่า ไม่อยากให้เขาไม่มีความสุขในอนาคต ถ้าเขาทั้ง 2 คนเยือนยันว่ายังอยากมีลูก ต้องคุยกันด้วยความรักความเข้าใจ’ ต่อด้วย “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘การมีลูกไม่ได้การันตีว่า มอบความสุข 100% ให้คนเป็นพ่อแม่เสมอไป ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต บอกเขาไปเลยว่า ยังไงก็ไม่อยากมีนะ ขีดเส้นใต้ประโยคที่คุณวีบอกว่าถ้ามีก็คงต้องไปเอาออก ผมว่าคำตอบมันชัดเจน ถ้าให้คุณวีตัดสินใจเราจะไม่เลิกกัน แต่ถ้าภรรยารู้สึกว่าชีวิตต้องมีลูก ก็คงต้องเลิกกัน คุณวีต้องพร้อมที่จะยอมให้เขาไป’เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App AtimeFung Fin

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

08 มี.ค. 2024

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

“คุณส้ม(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการบอกคิดถึงของผู้ชาย โดย ​“คุณส้ม(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้มีคนคุยคนนึง เราเจอกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะทำงานกันทั้งคู่ พอเจอกันมันก็ดี เขาเทคแคร์ ตักอาหารให้ ขับรถมารับ-มาส่ง เขาอายุ 23 เท่ากันกับเรา เวลาเจอกันเขาก็ปกติแต่เขาเป็นคนไม่หวานเวลาอยู่กับเรา แต่เราจะเป็นคนบอกก่อนว่า คิดถึงนะ คิดถึงเราไหม เขาก็ไม่ตอบเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น เขาเคยพูดว่าถ้าไม่คิดถึง ไม่ขับรถมาหาไกลขนาดนี้ แต่ตอบเลี่ยง ๆ หนูอยากถามพี่ ๆ ว่า ทำไมเขาไม่ตอบว่าคิดถึงมาเลย’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องรอเขาอายุซัก 30 ขึ้นไปจะเริ่มอ่อนลง สมัยวัยรุ่นพี่ก็เป็น ตอนนั้นมันมีทรง เรารู้สึกว่าคนเท่ ๆ อย่างเราอย่าไปพูดว่ารักบ่อย พูดไปก็เท่านั้น ทำไมถึงมาวัดกันที่คำพูด ให้พูดว่ารัก คิดถึง ใคร ๆ ก็พูดได้ ดูสิว่าที่เราขับรถข้ามจังหวัดมาหา อันนี้แหละคือพิสูจน์มากกว่าคำพูดเยอะ นี่คือความคิดพี่ตอนนั้น แต่เมื่อโตมาพอสมควร ถึงรู้ว่าต้องทั้งทำและทั้งพูดสิ มันจะยิ่งดีขึ้นอีก 2 เท่า ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็คิดเหมือนพี่เผือก ถ้าเราดูแล้วรู้สึกว่า การกระทำมันแสดงออกถึงความรู้สึกเขา แค่นั้นก็พอ แต่อย่าเอาสิ่งที่เขาไม่ตอบมาทำร้ายจิตใจ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ของเรา ดูการกระทำ ให้การกระทำมันตัดสิน’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ดูการกระทำอยู่แล้ว ถ้าเป็นฉันก็จะสรุปเอาเองเลยว่า คิดถึงไหม ไม่ตอบแต่มาหาก็คิดถึงแหละ หรือไม่ก็ลองถามว่า เวลาบอกคิดถึงบ่อย ๆ รำคาญป่ะ ถ้าเขาบอกว่า ไม่ ก็โอเคแล้วอย่าไปคิดมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

11 เม.ย. 2025

หนูอายุ 19 แต่น้องชายหนูที่บ้านตามใจทุกเรื่อง แฟนก็มีได้ แต่หนูที่บ้านห้ามไม่ให้มี รู้สึกว่าไม่มีความเท่าเทียมเลย ความเท่าเทียมควรเริ่มต้นจากที่บ้านรึเปล่า? พอหนูถามไปผู้ใหญ่ที่บ้านก็ว่า Toxic ที่หนูคิดมันผิดมากเลยหรอคะ

“คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [9 เม.ย. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในครอบครัว โดย “คุณเอ (นามสมมุติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูไม่รู้ว่านิสัยเด็ก Gen Z เเบบหนูเรียกว่า Toxic รึป่าว หนูมีน้องชายเเท้ๆ อายุ 17 ปี อยู่ด้วยกัน แต่หนูก็มีความรู้สึกว่าคนทั้งบ้าน รัก เเละเอ็นดูน้องชายมากกว่าตัวหนู ตอนเเรกหนูไม่ได้สังเกต จนตอนที่เพื่อนหนูมาที่บ้านและถามว่า ทำไมรู้สึกว่าน้ามึงพูดกับน้องอย่างนึง พูดกับมึงอีกอย่าง ทั้งน้ำเสียงเเละคำพูด ท่าทาง ตอนเเรกหนูก็ไม่ได้คิดว่าจริงรึป่าว เเต่พอมานึกดูดีๆ บางอย่างก็จริงอย่างที่เพื่อนบอก จนหนูก็ลองสังเกตดู เเละเห็นว่าสิ่งที่น้องได้รับเเละหนูได้รับมันก็ต่างกัน เลยมีความรู้สึกน้อยใจ ไม่เท่าเทียมว่าทำไมน้องของหนูถึงมีสิทธิ์ทำอะไรได้มากกว่าหนู เช่น อิสระเรื่องความรัก เเละอีกหลายอย่าง ด้วยความที่บ้านของหนูเป็นเชื้อสายจีนเลยอาจจะเอ็นดูเด็กผู้ชายมากกว่า เวลาน้องหนูจะไปไหน ไปกับสาว ไปกับเเฟนเขาก็จะบอกที่บ้านตรงๆ เเต่พอเป็นหนู หนูไม่สามารถที่จะบอกเเบบนั้นได้เหมือนน้อง เพราะเวลาบอกไป เขาจะทำท่าทางไม่พอใจ และด้วยความที่น้องหนูเรียนโรงเรียนประจำห่างจากบ้าน ทำให้เวลาเสาร์ - อาทิตย์ น้องของหนูจะไปกรุงเทพ ไปเที่ยว เขาก็ไปได้ เเต่พอเป็นหนูที่ขอเขาไปอำเภอใกล้เคียง เขาก็จะถามมาเลยว่า กลับกี่โมง ไปกับใคร สมมติหนูบอกว่าจะกลับบ้านตอนเที่ยง สิบเอ็ดโมงครึ่ง เขาก็จะโทรมาตามหนูเเล้วว่า อยู่ไหนเเล้ว มันเลยทำให้หนูเกิดความอึดอัด เเล้วค้างคาใจ พอมีวันหนึ่งที่หนูมาหาเเม่ที่บ้าน เเล้วนั่งกินข้าวกัน 3 คน มีเเม่ น้องชาย แล้วก็หนู เเม่ก็เปิดประเด็นว่า ถ้าคราวหน้าน้องชายหนูจะพาเเฟนมานอนที่บ้านด้วยก็ได้ หนูเลยเเกล้งๆพูดไปว่า หนูทำบ้าง เเม่ของหนูก็พูดขึ้นมาเลยว่า ถ้าเป็นหนูต้องรอจนกว่าจะขึ้นมหาลัยก่อน หนูเลยไม่พอใจ เเล้วถามว่า เเล้วน้องหนูมีสิทธ์อะไรมากกว่าหนูถึงทำได้ อายุก็ไล่เลี่ยกัน เเม่ก็เลยบอกว่า ผู้ชาย กับ ผู้หญิง มันไม่เท่าเทียมกัน เกิดว่าหนูไปนอนบ้านเเฟนเเล้วพลาดท้อง ผู้หญิงอนาคตก็คือจบไปเลย เเต่ผู้ชายก็ยังไปเรียนต่อได้หรือว่าทำอะไรได้มากกว่าหนู อาจจะเพราะเเม่มีลูกตั้งเเต่ยังเด็กเลยทำให้เป็นห่วงหนู และสังคมรอบตัวหนู เพื่อนๆของหนูก็ท้อง มีลูกกันหมดแล้วด้วย หลังจากที่ทะเลาะกับเเม่เสร็จ น้องชายหนูก็เอาเรื่องนี้ไปฟ้องน้า เขาเลยอธิบายว่าทำไมเเม่ถึงพูดว่าไม่เท่าเทียม พยายามที่จะทำให้หนูเข้าใจ เเต่หนูก็คิดว่า ถึงหนูจะเป็นผู้หญิงเเต่หนูก็รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ต้องทำให้ใครเป็นห่วงเหมือนกับน้องชาย เเต่หนูยิ่งพูดก็เหมือนน้าจะยิ่งไม่เข้าใจ เขาบอกว่ายังไม่ถึงเวลา หนูก็เลยยิ่งสงสัยว่าทำไมน้องหนูเขาถึงทำได้ สุดท้ายหนูก็ได้ไปพูดกับเเม่ว่า ถ้าเเม่รู้สึกผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน เเม่ก็อย่าเเสดงออกเเบบนี้ได้ไหม ถ้าเเม่ไม่ให้หนูทำ ก็ต้องห้ามน้องทำเหมือนกัน พอหนูพูดไปเเบบนี้ เเม่เขาก็พูดสวนกลับมาว่า หนูเป็นลูก หนูมีสิทธิ์อะไรที่จะไปสั่งเขาเเบบนั้น ก็เลยทะเลาะกันใหญ่โต น้าเลยต้องเข้ามาคุยด้วย เเต่หนูก็ยังมีคำถามในหัวว่า ทำไม! ทำไม! หนูเลยไม่ได้คุยกับเเม่ ส่วนน้องชายก็มาเยาะเย้ย ซ้ำเติม ทำให้หนูรู้สึกว่าตอนนั้นไม่เหลือใครเลย เพราะน้าหนูก็เหมือนจะไม่เข้าใจตัวหนูเลย เเล้วบอกว่าหนู Toxic บอกให้หนูลองย้อนมามองตัวเองบ้าง เเละใน 2 เดือนที่หนูทะเลาะกับที่บ้าน ที่มี ลุง ป้า น้า น้องชาย ในบ้านไม่มีใครคุยกับหนูเลย พอหนูกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้เเม่ฟัง เเม่ก็ถามว่า ให้หนูมาอยู่กับเเม่ไหม เเต่ป้าก็เหมือนจะไม่อยากให้ไป เพราะเเม่หนูไม่สามารถซัพพอร์ตเรื่องค่าใช้จ่ายให้หนูได้ จนตอนนี้พอน้าได้มาคุยกับหนู เขาบอกว่า เขาไม่สามารถเอ็นดูหนูได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะทิฐิที่หนูมีกับคนในบ้านมันมากเกินไป หนูเลยอยากปรึกษาพี่ๆ ดีเจว่า หนูผิดไหมที่หนูทิฐิกับคนในบ้านมากเกินไป เเละ ความเท่าเทียมมันควรเริ่มจากคนในบ้านรึป่าว?’ เริ่มที่ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘มันยากมากที่จะทำให้คนที่มีอายุต่างกัน มองในมุมกันเเละกัน พวกพี่ที่นั่งกันตรงนี้ก็มีลูก เเละหลาน การพยายามปรับตัวเรื่องการสื่อสาร หรือมุมมอง คำเดียวที่พี่จะบอกเอได้ คือในวันที่เอมีลูก เอจะเข้าใจเพราะฉะนั้น ณ วันนี้เอรู้สึกไม่เเฟร์ เออาจจะต้องอดทนเพราะอีกนิดเดียวเอก็จะเข้ามหาลัย มีชีวิตเป็นของตัวเองเเล้ว เพราะเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความคิดของคนที่มีอายุห่างกันเยอะๆได้อยู่เเล้ว เพราะงั้นอีกนิดเดียว เอก็จะได้กำหนดชีวิตตัวเองเเล้ว ใช้ชีวิตให้มันดี’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าน้องเอเป็นตัวเเทนของเด็กหลายๆบ้านที่มีความคิดเเบบเดียวกัน เเละที่น้องเอถามว่า เพศสภาพ ควรเริ่มที่จะเท่าเทียมกันตั้งเเต่ในครอบครัวรึเปล่า อันนี้พี่เห็นด้วย เเต่ความเท่าเทียมในสังคมเป็นเรื่องที่ยากมากในบางประเทศ ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกดีที่น้องเอ เข้าใจถึงข้อนี้ เเต่สำหรับเรื่องที่บ้านของน้องเอ พี่ว่าเขารักน้องเอเเหละ เเต่อาจจะสื่อสารไม่ดี เเละที่เขาเข้มงวดกับเอ เพราะเขามองเห็นว่าเอเป็นผู้หญิงเลยอาจจะดูเเลตัวเองได้ไม่ดีเท่ากับน้องชายตัวเอง เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงกว่า มีพันธะมากกว่า เพราะงั้นเออาจจะลองมองในมุมว่าเขาเข้มงวด เพราะเขาเป็นห่วงเรา ลองหาความสุขในบ้านหลังนี้จนกว่าเอจะย้ายออกจากบ้านไปใช้ชีวิตของตัวเอง น้อยใจเรื่องเพศสภาพได้ เเต่อย่าน้อยใจว่าเขาไม่รักเรา พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราดูเเลตัวเองได้’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เอมีทางเลือกอยู่อย่างเดียวคือ พิสูจน์ตัวเอง ทำในสิ่งที่ที่บ้านทำไม่ได้ เอาชนะในเรื่องความสำเร็จ ไม่ใช่เอาชนะในเรื่องคำพูด เมื่อเราทำงานได้ หาเงินได้ นั่นเเหละคือตอนที่เราจะมีอิสระจากครอบครัว อย่าเกลียดคนในบ้านเช่น ป้า น้า น้องชาย เพราะสุดท้ายทุกคนก็คือครอบครัวของเอ อาจจะไม่ต้องใช้เหตุผลคุยกัน เพราะทั้งเหตุผลของเอ เเละเหตุผลของครอบครัว ทั้งคู่เป็นเหตุผลที่ถูก ไม่ได้ผิด เเต่เเค่ต่างมุมมองกัน’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-