หนูคบกับแฟนมา 10 ปี เขาคือแฟนคนแรกของหนู ตอนนี้เขาเพิ่งบอกเลิกหนู ด้วยเหตุผลว่า “ขออยู่คนเดียวที่ผ่านมาเขาให้หนูเป็นที่ 1 ในทุกเรื่อง ตอนนี้ขอเวลาเลือกตัวเองก่อนบ้าง” รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของหนูพังลงแล้ว แต่เขายังทักมาถามว่าเราโอเคไหม?

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูคบกับแฟนมา 10 ปี เขาคือแฟนคนแรกของหนู ตอนนี้เขาเพิ่งบอกเลิกหนู ด้วยเหตุผลว่า “ขออยู่คนเดียวที่ผ่านมาเขาให้หนูเป็นที่ 1 ในทุกเรื่อง ตอนนี้ขอเวลาเลือกตัวเองก่อนบ้าง” รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของหนูพังลงแล้ว แต่เขายังทักมาถามว่าเราโอเคไหม?

20 พ.ค. 2025

หนูคบกับแฟนมา 10 ปี เขาคือแฟนคนแรกของหนู ตอนนี้เขาเพิ่งบอกเลิกหนู ด้วยเหตุผลว่า

“ขออยู่คนเดียวที่ผ่านมาเขาให้หนูเป็นที่ 1 ในทุกเรื่อง ตอนนี้ขอเวลาเลือกตัวเองก่อนบ้าง” รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบของหนูพังลงแล้ว

แต่เขายังทักมาถามว่าเราโอเคไหม? ยังเป็นห่วงเราอยู่ คนเราจะเลิกกัน  ทั้งๆที่ยังรักกันอยู่ได้จริงๆหรอคะ?

                “คุณเจ (นามสมมติ)” อายุ 29 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา [14 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาความรัก 10 ปีที่ไปกันไม่รอด และเลิกกันทั้งๆที่ยังรัก

                โดย “คุณเจ (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูคบกับแฟนมาตั้งแต่สมัยเรียน ระยะเวลารวม 10 ปี เขาเป็นแฟนคนแรก เป็นทุกอย่างของชีวิตทั้ง แฟน เพื่อน พี่ น้อง เขาคอยซัพพอร์ตหนูทุกอย่างที่อยากทำ คอยตามใจ พาไปกิน พาไปเที่ยว รับ-ส่งถึงบ้าน คอยให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง คบกันมาเรื่อย ๆ จนถึงทำงาน มันยังไม่ได้มีเรื่องอะไรที่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนไปหรือเลิกกัน ส่วนตัวหนูเป็นคนขี้หึง ขี้หงุดหงิด เหวี่ยงและวีน ช่วงทำงานปีแรกๆ หนูค่อนข้างจับผิดคนที่ทำงานของแฟน ทุกครั้งถ้าเห็นแจ้งเตือนของเพศตรงข้าม หนูก็จะชักสีหน้าหรือหงุดหงิด จนกลายเป็นความไม่พอใจของหนูเอง และเราก็ทะเลาะกัน แต่หนูก็เชื่อใจและเข้าใจว่าแฟนคงไม่มีอะไร หนูเคยเข้าไปดูแชทของเขากับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งในมุมมองคนอื่นอาจจะมองว่าเป็นคนเฟรนด์ลี่สองคนคุยกัน แต่มุมมองของหนู หนูไม่ชอบ เพราะนี่คือแฟนของหนู ทำไมต้องคุยหรือทำแบบนี้กับแฟนคนอื่น? เพื่อนร่วมงานของแฟนคนนี้เขาเป็นคนที่ช่วยเหลือเรื่องงาน อยู่แผนกเดียวกัน อายุใกล้เคียงกัน เขาเลยปรึกษาเรื่องงานกัน บ้านเป็นทางผ่านก็อาจจะมีติดรถไป-กลับด้วยกัน

                ปฏิกิริยาของแฟนตอนหนูแสดงอาการ แรกๆแฟนหนูเขาจะอธิบายว่าไม่มีอะไรเลย แล้วก็ง้อและโอ๋ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะแฟนเขาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ได้คิดอะไร เวลาผ่านไปหนูแสดงอาการบ่อยขึ้น แฟนก็เริ่มหงุดหงิด อารมณ์เสียบอกว่า “อีกแล้วหรอ เรื่องคนนี้อีกแล้วหรอ เราอยู่กับแบบสงบ ๆ ไม่ได้หรอ ทำไมต้องเอามาเป็นประเด็น” พอเริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น ซึ่งก็อาจจะเป็นความประสาทของหนูเอง เริ่มท็อกซิกใส่แฟน จากที่เขาทำงานเหนื่อย เครียดเรื่องงาน เครียดหลาย ๆ อย่างรอบตัว พองานหนักขึ้นทุกปีก็ไม่ค่อยมีเวลาสักเท่าไหร่ หนูก็ยิ่งท็อกซิกขึ้น งอแงใส่แฟน พอเห็นแจ้งเตือนก็จะเริ่มตึง จากที่เขาวางแพลนว่าวันนี้จะดูซีรีส์ เล่นเกม ทำกิจกรรมร่วมกัน พอหนูหงุดหงิดก็จะเริ่มเงียบ  ไม่เล่น ไม่มีอารมณ์ร่วม จะเสียเวลาครึ่งวันนั้นไปเลย แฟนก็เลยตัดปัญหาโดยการปิดการแจ้งเตือนเวลาอยู่กับหนู แต่พอเขาปิด หนูก็อยากเป็นโคนันอยู่ดี

                พอความสัมพันธ์ผ่านไป 7 ปี หนูก็เริ่มปล่อยวาง ไม่สนใจแล้ว เวลาหนูหงุดหงิดแฟนจะคอยเตือนว่าอารมณ์เป็นปัญหาที่เราจะต้องใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน หนูก็เลยปรับตัว เงียบขึ้น ปล่อยวางเรื่องเล็กน้อย เพื่อให้มีเรื่องกระทบกันน้อยที่สุด จะได้อยู่กันแบบสงบ จนช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ หนูจะไม่ค่อยทักแฟนไปช่วงทำงานเพราะรู้ว่างานเขาหนัก และเขาไม่ว่าง หนูก็จะรอให้แฟนทักมาเอง ด้วยความคิดที่ว่าถ้าแฟนทักมาแปลว่าเค้าว่าง ถ้าเราทักไปแฟนอาจจะยังไม่สะดวก หนูจะได้ให้แฟนโฟกัสกับงานอย่างเต็มที่ หลังจากที่เจย้ายออกจากบ้านแฟนมาอยู่บ้านตัวเอง เลยทำให้เราห่างกัน แต่พอช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เขาบอกเลิกหนู ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาอยากโฟกัสตัวเองบ้าง อยากให้ความสำคัญกับตัวเอง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาแฟนให้หนูเป็นอันดับ 1 เสมอ เขาอยากโฟกัสว่าจริงๆตัวเองต้องการอะไร? หนูขอโอกาสจากแฟน “ไม่ไปได้มั๊ย ไม่เลิกกันได้มั้ย” เขาบอกว่าเขาก็ไม่ได้อยากเลิก แต่ไม่อยากทำร้ายเราต่อไป เขายังรักหนูนะ ไม่อยากยื้อไว้ให้เราสองคนยิ่งเจ็บ แต่อนาคตเราก็อาจจะมาคบกันอีกก็ได้

                หลังจากเลิกกันอาทิตย์นึงไป เขาก็ยังทักมาถามทุกวันเป็นระยะ หนูเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ทักมาเพราะแฟนรู้สึกผิดที่บอกเลิก หรือรักและเป็นห่วงเรากันแน่ ตัวเขาเองบอกว่ายังรักเราอยู่ เขาเป็นห่วงเรา ถึงเขาจะไม่สามารถเทคแคร์เราได้ แต่เค้าไม่สามารถปล่อยให้เราจมอยู่คนเดียวได้ ที่ผ่านที่หนูพยายามปรับปรุงตัว เขาบอกว่าเขาเห็นว่าหนูพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอด เห็นว่าเราน่ารักขึ้น แต่พอยิ่งเราเติมเต็มเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดที่รู้สึกกับเราแบบนั้น ส่วนนึงไม่รู้ว่ามาจากการที่หนูถามเรื่องอนาคตบ่อยเกินไปหรือเปล่า หรือเปรียบแฟนตัวเองกับแฟนคนอื่นเพียงเพราะอยากรู้ว่าในอนาคตของเขามีหนูอยู่มากน้อยแค่ไหน การที่เราอยู่ด้วยกันทุกวัน หนูเลยไม่รู้ว่าอนาคตเขาวางแพลนไว้ มีหนูอยู่ในอนาคตของเขาหรือเปล่า แล้วเวลาหนูถามเขาก็จะบอกว่า ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ก็เห็นอยู่ว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นยังไง ภาระทางบ้านเขาค่อนข้างเยอะ แต่หนูไม่ได้ต้องการคำตอบชัดๆ หรือเขาจะโกหกหนูก็ได้ว่าในอนาคตแฟนก็มีเจอยู่ แต่เจก็ไม่ได้เซ้าซี้

                ตอนนี้หนูก็รอเขาอยู่ หนูยอมรับว่าเป็นคนเริ่มทำให้มันแย่ และความสะสมของเขาที่ผ่านมามันทำให้รู้สึกแย่กับเจ สำหรับหนู เขาเป็นคนดี เป็นคนที่หนูรัก หนูก็ยังรักอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่พอต้องห่างกันก็ยังตัดใจไม่ได้ เขาก็ยังทักมา ยังคงเป็นห่วงว่าทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง ทุกอย่างยังเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนสรรพนามเท่านั้น ถ้าเขาไม่ทักมาก็กระวนกระจายใจ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูรู้สึกสับสนว่าจะต้องทำยังไงดี ระหว่างรอเค้าต่อไปหรือมูฟออนออกไป?

                ดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม) ได้ให้ความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ‘ไม่ต้องไปตามหาเหตุผลของการเลิกกัน เพราะคนที่จะเลิกกันคงหาหลายเหตุผลมาบอกเรา มันเป็นความลับที่ไม่มีทางรู้ แม้เค้าจะพูดออกมาก็ไม่มีทางรู้ในใจเค้า คิดไปก็เจ็บ เจควรยอมรับความจริงว่าวันนี้เค้าไม่ได้รักเราเหมือนเดิม’

                “ดีเจเผือก” ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ‘ตามจิตวิทยาคนที่ถูกบอกเลิกเป็นเรื่องธรรมดาที่ช่วงแรก จะไม่อยากยอมรับความจริง เป็นการปฏิเสธ เรายังรักกันอยู่ เราไม่ได้เลิกกัน อนาคตอาจจะกลับมาเจอกันอีกก็ได้ จากเหตุผลที่เขาพูดมาว่า “เดิมให้เจเป็นที่หนึ่ง แล้ว ณ วันนี้อยากดูตัวเองบ้าง” นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเลิกกับใครสักคน แฟนสามารถดูแลเราให้เป็นที่หนึ่ง แล้วก็ดูแลตัวเองได้ด้วย ไม่เป็นปัญหา แต่จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเราไม่ได้รักเขาแล้ว มันอาจจะเป็นแค่ประโยคที่ถูกคิดมาหลายวันเพื่อให้คนที่ถูกบอกเลิกรู้สึกดีที่สุด ทุกคนดูแลตัวเองทุกวันอยู่แล้ว พอเวลาผ่านไปเจจะเริ่มยอมรับความจริงได้ เข้าใจแล้วว่าเลิกกันแล้วจริง ๆ ก็จะเข้าสู่กระบวนการเยียวยาต่อไป การโดนบอกเลิก มันก็จะหนักหนาหน่อย ยิ่งคบกันมานานสิบปี หายไปใครก็เหวอ แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่เป็นเจ้าของโลกของเรา แฟนเป็นแค่หนึ่งในสามเองแล้วอีกสองในสามที่ไม่เคยมีเขาเราโตมาได้ยังไง เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดมากว่าเราเป็นคนผิดหรือเปล่า ชีวิตเจอาจจะไม่มีวันได้รู้เหตุผลเลยก็ได้ ใช้ชีวิตให้พ้นเป็นวันต่อวัน ถ้าวันนี้เศร้าก็แค่ร้องไห้ ถ้าอึดอัดก็หาเพื่อนระบาย แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการเยียวยาด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อไปแล้วมันจะค่อย ๆ ดีขึ้น’

                “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ‘ไม่ว่าจะรักกันกี่ปีคนเราหมดรักกันได้ ของเจยังโชคดีที่มีสถานการณ์แบบนี้ให้รู้สึกว่าเราเคยรักกัน ตอนนี้อาจจะโหดร้าย เจต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่าอยู่บนโลกนี้โดยที่ไม่มีเขาไม่ได้ เพราะเจอยู่ได้ ทุกคนอยู่ได้ ยกเว้นคนคิดสั้น ถ้าทำใจได้เมื่อไหร่ ก็อยากบอกว่าอย่าให้ใครเป็นโลกทั้งใบของเรา เพราะถ้าวันใดมันถล่มก็จะเป็นเหมือนวันนี้’

                “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ‘เรื่องราวในอดีตปัญหาส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการสื่อสาร ถ้าไม่ได้พูดกันบางทีมันก็สะสม แต่พูดมากไปก็ไม่พอดี แต่เท่าที่ฟังฝั่งผู้ชายก็ต้องตัดเลยอย่ายึกยัก ไม่ต้องส่งข้อความมาแสดงความเป็นห่วง ถ้าเราตั้งใจเลิกแปลว่าเราตั้งใจเปลี่ยนสถานะ บางทีอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่พร้อม ทำให้เจยังอาลัยอาวรณ์

                สุดท้ายนี้…เจต้องชัดเจนก่อนว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร จะรอก็ได้ รอแบบไม่มีความหวังใช้ชีวิตไปวัน ๆ ก็ได้ หรือตั้งใจที่จะมูฟออน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัดใจแต่มูฟไปอยู่ในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น เห็นคุณค่าของตัวเอง ถ้าเป็นพี่ พี่เชียร์ให้มูฟออนเพื่อสร้างเวอร์ชั่นใหม่ของตัวเอง แฟนจะกลับมาหรือไม่ ไม่ต้องไปสน ถ้าเขากลับมาเจอเราเวอร์ชั่นใหม่ เราอาจจะเป็นคนเลือกเองว่าได้ว่าเราไม่พอดีกัน หรือเป็นเวอร์ชั่นใหม่ที่มีคนเข้ามาหา หรือเอนจอยกับการอยู่คนเดียวก็ได้ ไม่ว่าจะคบกี่คนเราก็สะดุด การเริ่มต้นสดใหม่เสมอ เป็นไปไม่ได้ที่ความรักจะไม่เจ็บ มันจะเจ็บทางใดทางหนึ่งเสมอ ลองหากิจกรรมอื่นทำ หรือหาเพื่อนที่รับฟังเรามากขึ้น’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ" รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลย จนหนูต้องคอยโทรหาตลอด

21 ต.ค. 2024

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ" รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลย จนหนูต้องคอยโทรหาตลอด

หนูรู้สึกว่าหนูได้เวลาจากแฟนเท่าไหร่ก็ไม่พอค่ะ จนแฟนบอกหนูว่า "ถ้าให้เวลามากกว่านี้ พี่จะไม่มีเพื่อนแล้วนะ"รักของเราเป็นรักทางไกลด้วย เวลาเค้าหายไปมันก็อดคิดมากไม่ได้ เวลาเค้าเล่นเกมกับเพื่อนเค้าก็จะหายไปเลยจนหนูต้องคอยโทรหาตลอด อยากรู้ว่านิสัยนี้มันงี่เง่าเกินไปไหมคะ? “คุณนิว (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [16 ต.ค.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับปัญหาแฟนให้เวลามากแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่พอ โดย “คุณนิว (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟนอายุ 20 ปี คบกันมาได้ประมาณ 6 เดือน เราสองคนคบกันแบบรักทางไกล อยู่คนละจังหวัด จะเจอกันเดือนนึง 1 ครั้ง แฟนหนูเขาให้เวลากับหนูมากแล้ว แต่หนูยังรู้สึกว่าเท่าไหร่ก็ไม่พอ จนตอนนี้เขาบอกว่าเขาไม่มีเพื่อนแล้ว เวลาที่เขาจะไปเที่ยวกับเพื่อน หนูก็ให้เขาไปตลอด แต่เวลาเขากลับมาเขาต้องมาง้อหนู เพราะหนูน้อยใจมากเลย ไม่ค่อยอยากให้เขาไปกับเพื่อนเหมือนกัน หนูพยายามเรียกร้องความสนใจ บางทีเขาเรียนเขาเลิก 1 ทุ่ม แต่หนูก็อยากให้เขาตอบแชทหนูเวลาเขาเรียนอยู่ ช่วงแรกๆเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโทรคุยกันตอนเขาทำงานหรือตอนเขาอ่านหนังสือ หนูงอแงจนเขาก็ยอมโทรคุยกับหนู หนูคิดว่าสิ่งที่หนูทำแล้วมันเยอะเกินไป คือ มีครั้งนึงเขาเลิกเรียนปุ๊บ เขาก็โทรคุยกับเพื่อนเพื่อที่จะเล่นเกม แต่เขาไม่โทรมาหาหนู เขาก็เงียบๆไป เขาก็หายไปประมาณครึ่งชั่วโมง หนูเลยถามเขาว่าหายไปไหน เขาบอกเล่นเกมกับเพื่อน หนูก็ร้องไห้ เขาก็เลยต้องหยุดเล่นเกม วางสายจากเพื่อน แล้วโทรมาหาหนู เพราะหนูรู้สึกว่าหนูรอเขามาทั้งวัน เขาไม่อยากคุยกับหนูหรอ ซึ่งสายล่าสุดที่เราคุยกันคือวันก่อนหน้า แต่เขาก็พิมพ์แชทมาคุยกับหนูตลอด แค่ไม่ได้โทรคุยกัน และก็มีอีกเหตุการณ์คือเขาขอนอนกลางวัน เพราะคืนที่ผ่านมาเขาทะเลาะกับหนู แล้วเขาไม่สบาย เพราะเขานอนดึก แต่หนูคิดว่าเขาคงไม่ได้อยากนอนกลางวันหรอก แต่แค่เขาไม่อยากคุยกับหนู หนูก็เลยร้องไห้ สุดท้ายเขาก็คอลกับหนูทั้งๆที่เขาป่วย แต่หนูรู้สึกผิดมาก หนูบอกเขาตลอดว่าหนูรู้สึกผิด แต่เขาบอกว่าหนูไม่ผิดหรอก เขาผิดเองที่ให้เวลาหนูไม่มากพอ หนูเคยพยายามจะเปลี่ยนนิสัย แต่มันติดนิสัย เวลาหนูรู้สึกแย่ หนูจะพิมพ์สั้นๆ แล้วเขาจะรู้ว่าหนูรู้สึกแย่ เขาก็จะถามเลยว่า “รู้สึกแย่ใช่มั้ย ขอโทษนะ งั้นเดี๋ยวนอนเสร็จแล้วคุยด้วยกันนะ” บางทีหนูก็บอกให้เขาไปหาเพื่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาง้อ แต่หนูก็เคยคุยกับเขาว่าถ้าเขารู้ว่าหนูรู้สึกแย่ แล้วทำไมถึงทำ หนูก็รู้ว่าหนูงี่เง่ามาก ก็เลยอยากปรึกษาพวกพี่ๆดีเจว่า ทำยังไงให้ตัวเองเลิกงี่เง่าขนาดนี้?’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบ เพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนู ตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด

20 พ.ค. 2025

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบ เพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนู ตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด

หนูอายุ 17 คบกับแฟนรุ่นน้อง เป็นนักบอล อายุ 15 เราคบกันแต่พ่อผู้ชายไม่อยากให้คบเพราะเขาอยากให้ลูกเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ลูกเขาเตะบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบ กลัวว่าฝีมือจะตกเพราะมาคบหนูตอนนี้เลิกกันแล้วแต่กลับมาคบกัน พ่อยื่นคำขาด คบได้แต่ฝีมือฟุตบอลห้ามตก แฟนหนูกดดันมาก “คุณซี” (นามสมมติ)” อายุ 17 ปี เป็นสายที่สองในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [14 พ.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหาการมีแฟนเป็นนักฟุตบอล แต่ถูกคุณพ่อของแฟนกีดกัน เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้ลูกชายเสียสมาธิในการเดินตามเส้นทางสู่นักฟุตบอลอาชีพ โดย “คุณซี” (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘หนูมีแฟนอายุ 15 ปี เขาเป็นนักกีฬา นักบอล แล้วเขาอาศัยอยู่กับคุณพ่อ เพราะพ่อแม่เขาแยกทางกัน บ้านเขาค่อนข้างมีฐานะ แต่เหมือนคุณพ่อเขาไม่ค่อยโอเคที่เขามีแฟน และพ่อเขาค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณ เพราะด้วยความที่เขาคาดหวังกับลูกเขาว่าต้องเป็นนักบอลมืออาชีพ คบกันช่วงแรกๆยังไม่มีอะไร แค่พ่อเขาไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้พูดถึง แต่พอช่วงหลังๆเขากับพ่อทะเลาะกันทุกวันเพราะพ่ออยากให้เลิกกับหนู ช่วงนี้แฟนหนูเขาขึ้นมอสาม แต่มอปลายเขาวางแผนไว้แล้วว่าจะไปสายฟุตบอลเลย ก็เลยกลายเป็นว่าเขาต้องเข้มงวดและแข่งเยอะมากขึ้น พ่อเขาก็พูดว่าอยากให้แฟนหนูห่วงอนาคตตัวเอง หนูไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน เพราะแฟนไม่ได้พูดให้ฟัง จนมีวันนึงหนูทะเลาะกับแฟน เขาก็ได้บอกเลิกหนู ที่ผ่านมาเขาไม่เคยบอกเลิกหนูเลย มากสุดคือการประชดกันเฉยๆ ตอนแรกหนูคิดว่าเขาก็คงเหนื่อยกับหนูแล้วก็คงไม่อยากไปต่อ แต่หนูก็ยังคาใจ ก็เลยทักไปถามว่าเหตุผลคืออะไร ขอชัดๆเลย เขาเลยบอกว่าก่อนที่เขากับหนูจะทะเลาะกันประมาณ 2 – 3 วัน พ่อเขามาพูดกับเขาจริงๆจังๆ ว่าให้เขาห่วงอนาคตตัวเองก่อน เรื่องนี้ยังไม่ต้องมีก็ได้ เขาเลยไม่มีทางเลือก ที่ผ่านมาหนูเข้าใจเขาว่าเขาต้องยอมพ่อตลอด เพราะพ่อเขาค่อนข้างเข้มงวดและกดดันมากๆ ตอนแรกหนูก็ต้องยอมรับสภาพ แต่หลังจากที่เลิกกัน 2 – 3 วันเราก็ยังคุยกัน เลยให้เขาลองไปเปิดใจคุยกับพ่อ แต่พ่อเขาก็ยังยืนคำเดิม จนเขาโทรไปปรึกษาแม่ เขาขอร้องแม่ให้ไปคุยกับพ่อให้หน่อย เพราะตัวหนูกับตัวเขาเองไม่ได้อยากเลิกกัน และค่อนข้างยอมรับได้ยาก เพราะการเลิกกันครั้งนี้มันไม่ใช่การตัดสินใจของเราสองคน เมื่อวานที่ผ่านมาพ่อเขาก็บอกว่า ให้มีได้ แต่ถ้าไม่รู้หน้าที่ตัวเองก็ให้เลิก ซึ่งก่อนหน้านั้นหนูพยายามที่จะให้เขาพิสูจน์ตัวเอง เพราะหนูไม่ทำให้เขาเสียอนาคตแน่นอน เวลาเขาไปซ้อม ไปแข่งหนูก็ไม่เคยไปขัดเขาเลย และหนูก็บอกฝั่งทางบ้านหนูด้วยว่าหนูคบอยู่กับน้องคนนี้ๆ หนูก็มีการชวนให้น้องมากินข้าวกับที่บ้านหนู แต่พ่อเขาก็ยังไม่ยอม ถึงจะมีแม่หนูด้วย เขาก็ไม่ไว้ใจ ทุกวันนี้พ่อเขายังยอมรับไม่ได้ว่าแฟนหนูมีหนู เหมือนแค่ยอมจำนน เพราะแม่ของแฟนไปพูดให้ หนูอยากถามพี่ๆดีเจว่า หนูพอจะแก้อะไรได้บ้าง หรือ พอจะช่วยอะไรแฟนได้บ้าง? เพราะเขาไม่พูดเรื่องนี้กับหนูเลย เขาบอกว่าเขากลัวหนูไม่สบายใจเวลาพูดเรื่องพ่อเขา และอยากช่วยเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับพ่อเขาให้ดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องเลิกกับหนู’ “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ต้องทำตามพันธะสัญญาที่หนูให้ไว้กับพ่อเขาว่าหนูจะทำให้แฟนหนูไปเป็นนักบอลตามที่พ่อเขาฝัน จะไม่หือ ไม่อือ ไม่ขัด หรือทำทุกอย่างเพื่อรั้งอนาคตเขาเลย เพราะพ่อเขาคิดว่าหนูคืออุปสรรคในการเป็นนักบอลของลูกเขา เพราะฉะนั้นที่เขายังยอมให้มีหนูได้ เป็นแฟนได้ หนูต้องทำทุกอย่างให้เขาเห็นว่าหนูไม่ทำให้เขาเสียอนาคต’ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ซีต้องเข้าใจเส้นทางนักกีฬาอาชีพ ชีวิตมันต้องสูญเสียอะไรไปเยอะเหมือนกัน ทั้งชีวิตส่วนตัว เวลาว่าง หรือแม้กระทั่งชีวิตวัยเด็ก จะไม่ค่อยได้ไปมีแฟน หรือไปดูหนัง และไม่ใช่แค่พ่อเขาที่กดดัน แต่เป็นตัวเขาด้วยที่กดดันตัวเอง ส่วนเรื่องการจะทำยังไงให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกเขาดี ระหว่างมีเราอยู่ ซีก็ต้องทำให้เขาเห็นว่าเพื่อนต่างเพศที่สนิทที่สุด การมีซี ดีกว่าไม่มี เช่น เราต้องไม่ทำตัวมีปัญหา’ “ดีเจอ้อม” ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘ในวันที่เขายังอายุ 15 เขาอยู่ใต้หลังคาบ้านของพ่อเขา เขาต้องทำตามกฎของพ่อ อันนี้คือเรื่องธรรมชาติที่สุด พ่อเขาเลี้ยงลูก ถึงเราจะไม่ชอบ แต่นั่นก็คือกฎของบ้านเขา เพราะฉะนั้นหนูสามารถเป็นเชียร์หลีดเดอร์ให้เขาได้ คือ หนูจะต้องไม่ทำให้คนกลางอึดอัด ไม่บั่นทอนให้จิตใจเขาระส่ำ พร้อมจะเผชิญกับทุกสถานการณ์’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูอายุ 23 รู้สึกชีวิตนี้ทำอะไรก็ล้มเหลว เรียนใกล้จะจบแล้วก็โดนรีไทน์ คุณแม่เศร้าจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หนูคิดมาตลอดว่าหนูอาจจะเป็นสาเหตุ ญาติก็พูดดูถูก เปรียบเทียบหนูกับลูกเขาให้ครอบครัวหนูฟัง ตอนนี้หนูพยายาม เรียนเพิ่ม

06 ก.ย. 2024

หนูอายุ 23 รู้สึกชีวิตนี้ทำอะไรก็ล้มเหลว เรียนใกล้จะจบแล้วก็โดนรีไทน์ คุณแม่เศร้าจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หนูคิดมาตลอดว่าหนูอาจจะเป็นสาเหตุ ญาติก็พูดดูถูก เปรียบเทียบหนูกับลูกเขาให้ครอบครัวหนูฟัง ตอนนี้หนูพยายาม เรียนเพิ่ม

หนูอายุ 23 รู้สึกชีวิตนี้ทำอะไรก็ล้มเหลว เรียนใกล้จะจบแล้วก็โดนรีไทน์คุณแม่เศร้าจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หนูคิดมาตลอดว่าหนูอาจจะเป็นสาเหตุญาติก็พูดดูถูก เปรียบเทียบหนูกับลูกเขาให้ครอบครัวหนูฟังตอนนี้หนูพยายาม เรียนเพิ่ม เตรียมสอบทหารตำรวจ แต่ก็กลัวจะล้มเหลวอีก“คุณวี (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [4 ก.ย.67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม’ เกี่ยวกับเรื่องโดนรีไทร์ปีสุดท้ายของมหาลัย เจอคำพูดญาติดูถูกจนเราหมดกำลังใจโดย “คุณวี (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคือวีกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเเห่งหนึ่งอยู่ ในช่วงชั้นปีที่ 4 เทอม 1 ในระหว่างเรียน หนูก็เรียนนักศึกษาวิชาทหารไปด้วยเเล้ว เหลือเวลาอีก 1 เทอมก็จะจบเเล้ว ปรากฎว่าสิ่งที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในตอนนั้นก็คือวีโดนรีไทร์ก่อน เพราะว่าเกิดจากที่เกณฑ์คะเเนนในเเต่ละปีของเราทำไม่ถึงเขา เลยส่งผลทำให้เราโดนรีไทร์ออกมา มันเหลืออีกเเค่เทอมเดียว เลยเกิดความเสียใจ ตอนนั้นที่ประกาศผล เกรดออกมาก็อยู่กับคุณพ่อคุณเเม่นี่แหละ 3 คน วันที่ประกาศออกมาว่าโดนรีไทร์ ก็เสียใจทั้งบ้านเลยก็กอดกัน คือตอนนั้นมันตันไปหมดเลย มันไม่รู้จะทำยังไง เราอุตส่าห์เตรียมใจไว้เเล้วว่ามันมีโอกาสแหละ คือเราใช้ความพยายามของเรามาตลอด วีเป็นคนที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไร เเต่อาศัยความพยายาม การส่งงาน การอ่านหนังสือให้หนักกว่าคนอื่นให้เข้าไว้ เพื่อให้ผ่านไปในเเต่ละเทอม เเต่เหมือนว่าเราพยายามดีที่สุดเเล้วในจุด ๆ นั้น พอเรารู้ว่าประกาศผลออกมามันไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวังเเละมันถึงทางตันไปหมดเลย ทีนี้ปัญหามันเข้ามาในชีวิตเยอะมากในครอบครัวปัญหา Topic แรกที่เกิดขึ้นในครอบครัวคือ คุณแม่กลายเป็นโรคซึมเศร้าไปเลย จริง ๆ ตอนแรกวีคิดว่าเป็นเรื่องของวีนี่แหละ เเต่พอเราไปถามจากคุณเเม่มา ก็ทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ เขาสะสมมานานเเล้วเเต่อาการยังไม่ออก จนมาถึงวันที่ประกาศผล วีถึงได้รู้ว่ามันเกิดจากที่สะสมมาเเละเงียบมานาน โดนเรื่องวีด้วยมันก็เลยทำให้หนักเข้าไปอีก หลังจากนั้นพอรู้ว่าคุณเเม่เป็นโรคซึมเศร้า ตอนแรก ๆ เราเคว้งกันมาก ไม่รู้จะไปต่อทางไหนดี ได้เเต่พึ่งการสวดมนต์ คุณเเม่ก็จะบอกไว้ว่าสวดมนต์ทุกวันนะ มันจะช่วยทำให้เราเเบบจิตใจเราได้จะดีขึ้น เราจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน เราจะได้ลุกขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เราก็ต้องใช้การสวดมนต์ในการบำบัดทั้งครอบครัวเลยจนทีนี้เราได้มานั่งคุยกันเเล้วต่อจากนี้วีจะทำยังไงต่อไป วีจะยังกลับไปเรียนที่ตรงนั้นอยู่มั้ย คือมหาลัยที่วีเรียนอยู่ มันค่อนข้างที่จะหนักมาก ๆ คือเกณฑ์การให้คะแนนเขาค่อนข้างสูงมาก เราประเมินตัวเองเเล้ว ยังไงกลับไปก็น่าจะไม่ไหวเหมือนเดิม หนูก็เลยตัดสินใจเลือกชีวิตของหนู เส้นทางที่หนูเลือก คือการเป็นตำรวจ หรือ ทหารได้มั้ย? หนูก็เลยตัดสินใจบอกคุณพ่อคุณเเม่ไป คุณพ่อคุณเเม่ก็บอกว่า “โอเค ถ้ามันคือการตัดสินใจของหนู ก็ทำมันให้เต็มที่เลย” ในระหว่างนั้นหนูใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า ๆ กว่าจะลุกขึ้นมาให้ตัวเองได้พยายามให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้เยอะมากขึ้น เเละก็ไปสอบให้ได้ใบเบิกทางมา อะไรหลาย ๆ ให้เราได้มีโอกาสได้เข้าไปสอบในสิ่งที่เราอยากสอบตอนนี้หนูก็ได้ไปลองข้อสอบในการสอบหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางทหารอากาศ หรือว่าอะไรหลาย ๆ อย่าง เหมือนหนูอยากเข้าไปหาประสบการณ์ให้ตัวเองว่าครั้งนึงสิ่งที่เราเลือกเราจะต้องไปเจออะไรบ้าง ถ้ามันไม่ผ่านจริง ๆ เราก็เเค่กลับมาทบทวนในสิ่งที่เราเจอว่าเราเจออะไร เราจะต้องเพิ่มตรงไหน เราจะต้องแก้ตรงไหน? ตอนนี้หนูก็ลงคอร์สของพี่คนนึงไว้ เป็นคอร์สของการสอบตำรวจโดยเฉพาะ เเละพอพยายามไปเรื่อย ๆ ความสำเร็จมันก็เกิดขึ้น แต่ว่าความสำเร็จตรงนี้มันก็ยิ่งทำให้อุปสรรคยิ่งเข้ามาถาโถมอีกครอบครัวของวี ฝั่งคุณพ่อจะเป็นทางญาติของย่า เขารู้ว่าหนูล้มเหลวจากการโดนรีไทร์เเล้ว ต่อจากนี้หนูจะทำอะไรต่อ เหมือนเขาไม่ได้สนับสนุนให้หนูเรียนในคณะหรือสิ่งที่หนูอยากเรียนมาตั้งเเต่เเรก คือ เขาอยากให้หนูเรียนปกติ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ออกมาก็ทำงานเหมือนพ่อ เหมือนเเม่ เขาก็เลยไม่ค่อยสนับสนุนในสิ่งที่หนูเรียนมากเท่าไหร่ ตลอดระยะเวลาที่เริ่มเรียนมาตั้งเเต่มัธยมจนถึงมหาลัย เหมือนเราโดนเขาใช้คำพูดที่เราโดนดูถูกมาตลอด เเบบเขาเตือนเรามาหลายครั้งเเล้วว่าอย่าหวังเกินตัว อย่าฝันให้สูงเกินตัวเองทั้ง ๆ ที่ตัวเองทำไม่ได้ เขาไม่ได้บอกทางหนูหรอก เหมือนเขาพูดทางพ่อเเม่เอา เพราะหนูไม่ค่อยได้เจอเขาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นคุณพ่อคุณเเม่ที่ไปเยี่ยมเขา เเล้วก็โดนมาตลอด เเต่ว่าคุณพ่อคุณเเม่ก็ไม่เคยบอกว่าเขาเจอคำพูดไหนมาบ้าง จนถึงปัจจุบันก็ยังโดนอยู่ เหมือนยิ่งโดนคำพูดนี้มากขึ้น คุณเเม่หนูก็ยิ่งเเย่ลงไปเรื่อย ๆ เหมือนโรคซึมเศร้าที่เขาเป็นอยู่มันหนักขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ดี ๆ ความรู้สึกที่หนูมองเเม่ อยู่ดี ๆ เขาก็ร้องไห้คนเดียวโดยที่แบบไม่มีเหตุผลหนูโทษตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าเพราะเเบบนี้ใช่มั้ย? หนูถึงทำให้แม่อยู่ในจุดที่มันดิ่งที่สุดในชีวิตในครอบครัวของหนู คือ มันทำให้แม่ของหนูร้องไห้ทุกวันจนถึงปัจจุบันนี้ เพราะเกิดจากความล้มเหลวของหนูด้วยใช่มั้ย? หนูพยายามเก็บอารมณ์ในการร้องไห้ของหนูมาตลอด เพราะหนูก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าหนูจะล้มกับเขาไปอีกคนนึง เเค่เเม่คนเดียวมันก็เสียใจกันทั้งครอบครัวเเล้ว ถ้าเราล้มตามเเม่ไปอีก คนที่เป็นพ่อเขาก็จะไม่สบายใจมากขึ้น หนูก็เลยพยายามเข้มแข็งให้เขาเห็นว่าหนูไม่เป็นไรนะเเม่ หนูจะผ่านมันไปให้ได้ หนูจะพิสูจน์ให้เเม่ได้เห็นเองว่าสิ่งที่หนูทำเลือกจริง ๆ มันถูกต้องเเละมันคือสิ่งที่หนูรักจริง ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็พาคุณเเม่ไปหาหมอตลอด ที่เป็นหมอเกี่ยวกับด้านโรคซึมเศร้า คุณเเม่ก็จะกินยาอยู่เเบบนี้ตลอดเพราะว่าอาการมันยังไม่หาย หนูก็เลยอยากให้พี่ ๆ ดีเจช่วยดึงสติ อยากให้พี่ ๆ ช่วยพูดให้กำลังใจให้หนูได้ลุกขึ้นมาพยายามอีกครั้งนึงหน่อย’ซึ่งดีเจทั้งสามคน (ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อม) ก็ได้ให้คำปรึกษาไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘ไม่จำเป็นต้องกลับไปหาคำตอบว่าแม่เป็นเเบบนี้เพราะใคร เราผิดมากแค่ไหน ส่วนตัวพี่มองไม่ได้ทำให้ปัญหาอะไรดีขึ้น มันไม่ได้อยากหาคำตอบจริง ๆ หรอก ลึก ๆ มันคืออาการโทษตัวเองมากกว่า เป็นปกติของคนรู้สึกแบบนี้ อย่างน้อยคนที่รู้สึกผิด คน ๆ นั้นทั้งห่วงทั้งรักเเละเเคร์ คนที่ได้รับผลกระทบนั้นมาก ๆ หนูกำลังใช้อารมณ์กับเรื่องบางเรื่องที่เป็นอดีตอยู่ เเทนที่จะโฟกัสกับปัจจุบันเเล้วพุ่งไปอนาคต แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปข้างหน้าได้หมดเเล้วไม่เหลียวมามองเรื่องพวกนี้อีก มันจะทำให้หนูพุ่งไปมากขึ้น เเต่อาจจะต้องใช้เวลาเรื่องคุณแม่ การไปถามเหตุผลกับอดีตที่มาผ่านมาแล้ว กับการมาดูปัจจุบันว่าคุณเเม่เป็นยังไง ที่บอกว่าเห็นคุณเเม่ร้องไห้อะ คิดว่าคงเป็นเพราะโรคมากกว่านะ อยากให้ไปศึกษาเรื่องโรคนี้ดี ๆ ว่าจริง ๆ สารเคมีในสมองคุณเเม่มันควบคุมไม่ได้ การที่คุณเเม่ฟังเรื่องหนูเเล้วเป็นทันที หนูไม่ใช่คนที่ทำให้คุณเเม่เป็นได้ขนาดนั้น เขาผ่านโลกมาเยอะ โรคเเบบนี้มันต้องสะสมมา มันมีมาก่อนแล้ว หนูไม่ใช่คนที่สร้างปัญหา มันเป็นจังหวะนั้นพอดีมากกว่า ไม่ต้องโทษตัวเองขนาดนั้นเรื่องเรียน ถ้าทำเต็มที่จงชมเเละให้กำลังใจตัวเองมาก ๆ เลยวี ให้รางวัลกับตัวเองเยอะ ๆ ว่าชั้นพยายามเต็มที่ทั้งชีวิตเเล้ว ถ้ามันเต็มที่เเล้วคือจบเเค่นั้น ไม่ต้องยึดติดกับผลลัพธ์ ถ้าระหว่างทางจะผิดจะถูกอะไร นั้นคือรางวัลของเราเเละครอบครัววันนี้ต้องตั้งสติมาก ๆ คนรอบตัวต้องเข้มเเข็ง อยากให้วีปรึกษาคุณหมอด้วย ทุกครั้งที่พูดถึงเเม่ เสียงวีก็ไม่ไหวเเล้ว อย่าห่วงเเต่เเม่ห่วงตัวเองด้วย ถ้าเรารู้ตัวเราเองเเล้ว เเข็งเเรงพอ เราเองนี่เเหละจะดูเเลทุกคนได้ ดูเเลเเม่ได้ ถ้ารู้สึกเหนื่อยลองเปิดใจคุยกับคุณพ่อดู ช่วยกัน 2 คน ต้องทำให้คุณพ่อเข้าใจเรื่องนี้ด้วย การที่คุณพ่อพาคุณเเม่ไปเเล้วโดนญาติ ๆ ด่า โดยที่รู้ว่าคุณเเม่เป็นโรคซึมเศร้า คุณพ่อก็ทำไม่ถูก มันต้องช่วยกัน มันเป็นเรื่องครอบครัว’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

08 ส.ค. 2025

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้ หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่ เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย

ผมมีลูกอายุ 8 เดือน ภรรยาทำงานออนไลน์อยู่บ้าน ตอนนี้ภรรยายื่นคำขาดให้ผมลาออกจากงานสิ้นปีนี้หลังจากได้โบนัสแล้วให้ไปหางานที่เงินเยอะกว่า เวลาเยอะกว่านี้ แต่ใจผมก็ยังรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำอยู่เหมือนเป็นมือขวาของหัวหน้าเลย รับผิดชอบงานหนัก กว่าคนอื่นในทีม หัวหน้าบอกจะโปรโมทให้แต่ผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม รายได้น้อยลงด้วยซ้ำ ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ออกบ้านแต่เช้ากลับมาดึกดื่น ผมควรลาออกตามที่ภรรยาแนะนำดีไหม? “คุณที (นามสมมติ)” อายุ 28 ปี สายแรกในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [6 ส.ค. 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม” เกี่ยวกับปัญหากำลังสนุกกับการทำงาน แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับภรรยาและลูก ภรรยาจึงยื่นคำขาดให้ลาออกไปหางานใหม่ โดย “คุณที (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘ตอนนี้ผมทำงานที่นี่มาได้ 6 ปีแล้ว กำลังจะได้เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน ทำงานมาสักระยะหนึ่งหัวหน้าเล็งเห็นศักยภาพจึงเรามอบหมายงานให้ผม แล้วเขาก็ถามผมว่า อยากไปต่อกับพวกพี่มั๊ย ? พี่จะโปรโมทให้ แต่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเชื่อก่อน ต้องเสริมสร้างบารมีให้ตัวเอง ระหว่างนั้นผมก็มีงานเพิ่มขึ้น บางครั้งก็มีประชุมดึก บางครั้งก็มีออกพื้นที่ตั้งแต่เช้า ทำให้มีเวลากับครอบครัวก็น้อยด้วย ซึ่งลูกผมอายุแค่ 8 เดือน ผมรู้ว่าไม่ควรละเลย ตอนนี้ภรรยาของผมเลี้ยงลูกคนเดียวพร้อมกับทำงานบ้านด้วย ผมก็เห็นใจเขาเพราะเขาก็เหนื่อยพอผมเริ่มทำงานไปสักพักก็เริ่มมีปากเสียงกัน ด้วยความที่แฟนผมเป็นคนเด็ดเดี่ยวก็ยื่นคำขาดมาว่าให้ไปลาออกภายในสิ้นปีนี้ ได้โบนัสแล้วให้ออกเลย แล้วไปหางานอื่นที่มีเวลาให้กับครอบครัวมากกว่านี้ ปกติผมทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ เวลา 09.00 - 17.00 น. บางครั้งถ้าออกพื้นที่ก็จะออกเช้ากลับดึก เวลาเล่นกับลูกก็จะน้อยลงไปด้วย ซึ่งภรรยาอยากให้ผมทำน้อยกว่านี้ สัก 5 วันก็พอหรือไม่ก็ทำธุรกิจส่วนตัวไปเลย แต่ผมยังสนุกกับการทำงานมาก ยังอยากทำตรงนี้ไม่ได้อยากออก ตอนนี้หัวหน้ามองผมเป็นเซ็นเตอร์ ถ้ามีการออกงาน 20 สาขาอย่างน้อยต้องมีผมไปแล้ว 10 สาขา เพราะพี่คนอื่น ๆ เขาอยากทำแค่สาขาของตัวเอง แต่การทำงานนี้หัวหน้าก็ไม่ได้การันตีว่าจะได้เลื่อนขั้นตอนไหนเป็นแค่การพูดเฉย ๆ ซึ่งภรรยาผมก็พูดว่าโดนเขาหลอกใช้หรือเปล่า ผมทำงานหนักแบบนี้มาปีกว่า ๆ แล้ว เบื้องต้นรายรับของผมเกิน KPI อยู่แล้ว ถ้าทำอีกก็ได้เพิ่มอีก แต่ผมต้องแจกจ่ายงานให้คนอื่นทำแทน เพราะหัวหน้าบอกว่าเหมือนเป็นการซื้อใจน้อง ๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีในการทำงาน แต่ถ้าเทียบรายได้ตอนเป็นพนักงานปกติกับตอนที่พิสูจน์การเป็นหัวหน้า รายได้ผมลดลงมาประมาณ 10% ด้วย แต่ผมก็อยากทำต่ออยู่ดีเพราะก็อยากพิสูจน์กับตัวเองว่าผมจะทำได้มั๊ย จะได้ตำแหน่งนี้มาหรือเปล่า เงินที่ลดลงผมมองว่าแลกกับการที่ผมได้รู้จักคนมากขึ้นและได้สังคมกลับมา ผมเลยอยากถามพวกพี่ว่าพวกพี่เห็นด้วยกับภรรยาของผมหรือเปล่าหรือถ้าไม่เห็นด้วย พอจะมีคำพูดไหนที่พูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจไหม?’ โดยดีเจทั้ง 3 คน (ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจอ้อม) ได้ให้คำปรึกษาตรงกันว่า ‘จากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดค่อนข้างจะเห็นด้วยกับภรรยา เพราะการที่เราอยู่ร่วมชีวิตกันแล้ว แต่คนที่เรารักกลับเหนื่อยขึ้น ทำงานเยอะขึ้น แถมมีจิตอาสากับคนอื่น กลายเป็นภรรยาต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทำงานบ้านคนเดียว ทำธุระคนเดียว และสามีก็ไม่อยู่ช่วยอีก ภรรยาจะเกิดความน้อยใจได้ พวกพี่มองว่างานที่ทีทำอยู่มันไม่สมเหตุสมผล เหมือนโดนหลอกใช้ ถ้าทำงานเหนื่อยขึ้นก็ต้องได้อะไรกลับมาสักอย่างหนึ่งให้เรารู้สึกดี ไม่ใช่ทุกอย่างได้ลดลง หากเขาบอกว่าเรามีศักยภาพแล้ว 1 ปีที่ทำมาเขาจะดูอะไรอีก ในมุมคนนอกงานนี้ไม่คุ้มเลย ถ้าเราเก่งจริง สู้ลาออกไปหางานอื่นทำแล้วรับเงินเต็ม ๆ ดีกว่า เรากำลังจะเสียโอกาสที่จะได้เห็นการเจริญเติบโตของลูกไป ลองชั่งน้ำหนักดูว่าจะเลือกอะไร ถ้าภรรยายื่นคำขาดกับเรา เราลองไปยื่นคำขาดกับบริษัทมั๊ย ไม่แน่ว่าในระยะเวลาที่เหลือนี้อาจจะได้เลื่อนขั้นเลยก็ได้’ และ “ดีเจเผือก” ได้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมว่า ‘ให้ถามภรรยาให้ดีว่าไม่โอเคในเรื่องไหน ชีวิตการทำงานหรือชีวิตในครอบครัว ถ้าเป็นเรื่องงานพี่มองว่าถ้าทำขนาดนี้แล้วได้เงินเพิ่มขึ้น ก็นับเป็นการพิสูจน์ตัวเองได้อยู่ แต่นี่ไม่ ส่วนเรื่องครอบครัวทีมีเวลาพอให้ภรรยาและลูกหรือเปล่า ถ้ามีเวลาน้อยแล้วได้คุณภาพ สามารถแบ่งเบาภาระภรรยาได้ บางครั้งการทำงานหนักนอกบ้านก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นที่ต้องยื่นคำขาด’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-