หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูจะเลือกทางไหนดี? ครอบครัวอยากให้เรียนภาษาญี่ปุ่น มีงานรองรับให้ แต่ใจหนูอยากเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะหนูเคยแคสซีรีส์ และมีผู้ติดตามใน TIKTOK เยอะด้วย ตอนนี้กำลังจะต้องเลือกคณะแล้วยังลังเลอยู่ค่ะ...

09 พ.ค. 2025

             “คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)” อายุ 18 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [7 พฤษภาคม 68] ได้โทรเข้ามาปรึกษา “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” เกี่ยวกับปัญหาการเรียนต่อว่าจะเลือกสายไหนดี? ระหว่าง เรียนญี่ปุ่น หรือ นิเทศศาสตร์

             โดย  “คุณหนูจี๊ด (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า คุณแม่ของหนูจี๊ดเสียงเมื่อ 3 เดือนก่อน แล้วไม่ได้อยู่กับพ่อ แต่อาศัยอยู่กับน้าสาวเป็นหลัก ช่วงนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงของการเปิดเทอมเรียนแล้ว อยากจะปรึกษาว่าควรจะเลือกเรียนอะไรดี? เรียนตามความฝัน หรือ ตามที่ครอบครัวอยากให้เรียน ซึ่งทุกคนในครอบครัวอยากจะให้หนูเรียนภาษาญี่ปุ่น เพราะน้าทำงานบริษัทญี่ปุ่น จะช่วยปูทางเข้าทำงานให้ได้ แต่ใจลึกๆอยากจะเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะเคยไปแคสซีรีส์มาแล้ว และ คนติดตามใน TIKTOK ก็ค่อนข้างเยอะ คิดว่าถ้าเรียนนิเทศศาสตร์แล้วอาจจะมีความสุขมากกว่า อยากจะถามพี่ๆว่า ควรจะเลือกทางไหนดี?’

             “ดีเจเผือก” ได้ให้ความคิดเห็นว่า ‘ถ้าเทียบกัน อยากให้ดูความจำเป็น ของชีวิตเราเป็นหลัก ว่าเรามีเวลาทำตามความฝันนานแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองนานแค่ไหน เรามีเวลาในการต่อสู้ในเส้นทางนี้แค่ไหน ต้องยอมรับว่านิเทศศาสตร์ คู่แข่งเยอะ การที่จะมาอยู่เบื้องหน้า คู่แข่งเยอะมากๆ แต่ถ้ามองว่าจะทำเบื้องหลัง พูดตรงๆว่าจะใช้ชีวิตที่เหนื่อยพอสมควร เช่น กองถ่าย เหมือนทุกวันนี้คนเบื้องหลังอยู่ด้วยแพชชั่น อยู่ด้วยใจรัก ถ้าเทียบกันงานที่บริษัทญี่ปุ่น หรือ บริษัทภาษาอื่นๆมา ถ้าเราเรียนภาษาเหล่านี้ มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะได้ทำงานต่อได้ในเวลาอย่างรวดเร็ว หรือมองง่ายๆว่า มีตำแหน่งงานรองรับมากกว่า คิดซะว่า จบมา มีงานบริษัทญี่ปุ่นรออยู่เลย เผลอๆฝั่งนิเทศ เพื่อนที่จบนิเทศมาอาจจะอิจฉาเราด้วยซ้ำ เพราะงานเราที่ทำออฟฟิศต่างชาติมันค่อนข้างสบาย แต่ถ้าเทียบกับฝั่งนิเทศกว่าเราจะไปเป็นเบื้องหน้าได้มันยากกว่า อยากให้หนูจี๊ดกลับไปนั่งเลือกฝั่ง ความจำเป็นในชีวิตเราว่าจะเลือกฝั่งไหนดีนะ? จะเลือกนิเทศแล้วเรียนเสริมญี่ปุ่นก็ได้แล้วแต่เรา แต่ต้องขยันหน่อยนะ ถ้าเราเลือกแบบนี้’

             “ดีเจเติ้ล” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ถ้าอยากทำเบื้องหน้า อยากให้ไปเรียนญี่ปุ่นเลย เพราะถ้าจะทำเบื้องหน้า ถ้าเรามีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น สวย เก่ง แล้วได้ภาษาญี่ปุ่นได้ไฟแล่บอีก ยิ่งมีหนทางให้กับตัวเองอีก ไปแคสโฆษณาได้อีก เพราะตอนนี้เท่าที่ดูโปรไฟล์หนู หนูจี๊ดมีแววมาก แต่ถ้าหากอยากเป็นเบื้องหลัง การไปเรียนนิเทศก็จำเป็น แต่เท่าที่ดูโปรไฟล์หนูจี๊ด หนูมาทางสายเบื้องหน้ามากกว่า พูดจากประสบการณ์ก็คือสายนิเทศคนที่เรียนนิเทศแล้วจะจบมาเป็นเบื้องหน้าเลย มันมีน้อย แนะนำว่าอย่าทิ้งภาษาญี่ปุ่น การที่เราเรียนจนพูดได้ฟังได้ มันทำให้เรามีภาษีสูงขึ้น ดูอย่างอย่างดีเจดาว ดีเจดาวสามารถเป็นเบื้องหน้าได้ และ เป็นพิธีกรภาษาญี่ปุ่นได้ ยังไงภาษาญี่ปุ่นก็ได้ใช้อยู่แล้ว ต้องกลับไปถามตัวเองเยอะๆแล้วว่าอยากเป็นเบื้องหน้า หรือ เบื้องหลัง’

             “ดีเจต้นหอม” ได้ให้คำแนะนำว่า ‘ตัวพี่เองจบเศรษฐศาสตร์มาแล้วก็มาเป็นดารา เพราะพี่ฝันจะเป็นดารา แนะนำว่าจากคาแรคเตอร์เรา หน้าตา บุคลิกเรา มีสไตล์อยู่แล้ว เอาเวลาไปเรียนภาษาญี่ปุ่น แล้วทำ Content เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปด้วย ดีเจต้นหอมชื่นชมว่าดูจากคลิปที่โพสแล้วว หนูจี๊ดเต้นสวยมาก เต้นเก่งมาก ทำคาแรคเตอร์ให้เป็นผู้หญิงที่เก่งภาษาญี่ปุ่น และ เต้นด้วยได้ หนูมีของอยู่แล้ว อินเนอร์ของหนูคือดีมาก ดังแล้วอย่าลืมพี่นะ และที่สำคัญหนูสามารถทำชีวิตตัวเองให้มีความสุขได้ โดยที่ไม่ต้องเรียนนิเทศก็ได้’

             “ดีเจเผือก” กล่าวเสริมตอนท้ายว่า ‘ถ้าสมมุติเดินทางในสายบันเทิงแล้วไม่โด่งดัง ก็ทำงานสายญี่ปุ่นให้รวยไปเลย ตั้งใจทำงาน ดูแลตัวเองให้ได้ มองง่ายๆเป็นเลขาเจ้านายญี่ปุ่น เงินยังดีมากๆ’

เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามชมได้ทาง

ใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATION

รับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

related พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

08 มี.ค. 2024

หนูมีคนคุยคนนึง เค้าเลี่ยงที่จะตอบคำถามหนู หนูชอบถามเค้าว่า "คิดถึงเราป่าว?" เค้าก็จะเลี่ยงไม่ตอบ เปลี่ยนเรื่องคุยตลอด แต่เค้าก็เคยพูดว่า "ถ้าไม่คิดถึง คงไม่ขับรถไกลขนาดนี้มาหาหรอก" อยากรู้ว่าทำไมผู้ชายไม่ค่อยตอบมาเลยว่า "คิดถึงครับ" เหรอคะ?

“คุณส้ม(นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายสุดท้ายในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 มี.ค. 67) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจต้นเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับปัญหาการบอกคิดถึงของผู้ชาย โดย ​“คุณส้ม(นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘ตอนนี้มีคนคุยคนนึง เราเจอกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะทำงานกันทั้งคู่ พอเจอกันมันก็ดี เขาเทคแคร์ ตักอาหารให้ ขับรถมารับ-มาส่ง เขาอายุ 23 เท่ากันกับเรา เวลาเจอกันเขาก็ปกติแต่เขาเป็นคนไม่หวานเวลาอยู่กับเรา แต่เราจะเป็นคนบอกก่อนว่า คิดถึงนะ คิดถึงเราไหม เขาก็ไม่ตอบเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น เขาเคยพูดว่าถ้าไม่คิดถึง ไม่ขับรถมาหาไกลขนาดนี้ แต่ตอบเลี่ยง ๆ หนูอยากถามพี่ ๆ ว่า ทำไมเขาไม่ตอบว่าคิดถึงมาเลย’ ซึ่ง “ดีเจเผือก” ให้คำปรึกษาว่า ‘ต้องรอเขาอายุซัก 30 ขึ้นไปจะเริ่มอ่อนลง สมัยวัยรุ่นพี่ก็เป็น ตอนนั้นมันมีทรง เรารู้สึกว่าคนเท่ ๆ อย่างเราอย่าไปพูดว่ารักบ่อย พูดไปก็เท่านั้น ทำไมถึงมาวัดกันที่คำพูด ให้พูดว่ารัก คิดถึง ใคร ๆ ก็พูดได้ ดูสิว่าที่เราขับรถข้ามจังหวัดมาหา อันนี้แหละคือพิสูจน์มากกว่าคำพูดเยอะ นี่คือความคิดพี่ตอนนั้น แต่เมื่อโตมาพอสมควร ถึงรู้ว่าต้องทั้งทำและทั้งพูดสิ มันจะยิ่งดีขึ้นอีก 2 เท่า ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็คิดเหมือนพี่เผือก ถ้าเราดูแล้วรู้สึกว่า การกระทำมันแสดงออกถึงความรู้สึกเขา แค่นั้นก็พอ แต่อย่าเอาสิ่งที่เขาไม่ตอบมาทำร้ายจิตใจ ความรู้สึก หรือความสัมพันธ์ของเรา ดูการกระทำ ให้การกระทำมันตัดสิน’ สุดท้าย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘ก็ดูการกระทำอยู่แล้ว ถ้าเป็นฉันก็จะสรุปเอาเองเลยว่า คิดถึงไหม ไม่ตอบแต่มาหาก็คิดถึงแหละ หรือไม่ก็ลองถามว่า เวลาบอกคิดถึงบ่อย ๆ รำคาญป่ะ ถ้าเขาบอกว่า ไม่ ก็โอเคแล้วอย่าไปคิดมาก’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้างานมีลูกมีเมียแล้ว แต่มาขอเลี้ยงดูเรา แบบไม่หวังผลอะไร เราปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาก็โอนมาให้ทีละ 1000 2000 5000 ตอนนี้อึดอัด ไม่อยากออกงานเพราะงานดี เงินก็ดี เสียดายงานนี้ จะทำยังไงดี?

12 ธ.ค. 2023

หัวหน้างานมีลูกมีเมียแล้ว แต่มาขอเลี้ยงดูเรา แบบไม่หวังผลอะไร เราปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาก็โอนมาให้ทีละ 1000 2000 5000 ตอนนี้อึดอัด ไม่อยากออกงานเพราะงานดี เงินก็ดี เสียดายงานนี้ จะทำยังไงดี?

“คุณเอ (นามสมมติ)” อายุ 23 ปี สายที่สามในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (6 ธ.ค 66) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ดีเจต้นหอม – ดีเจเติ้ล – ดีเจอั๋น กับปัญหาพี่ที่ทำงานอยากขอเลี้ยงดูเรา ทั้งๆ ที่เขาก็มีลูกมีเมียแล้ว โดย “คุณเอ (นามสมมติ)” เริ่มเล่าว่า ‘เป็นเรื่องที่พี่หัวหน้าที่ทำงาน เขาอายุห่างกับหนูเกือบ 20 ปี เขามาขอดูแลเรา ทั้งๆที่เขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว แล้วหนูก็ไม่ได้อยากออกจากงาน เขามาพูดว่า “เขาอยากดูแล เขาไม่อยากได้อะไรจากเรา ขอแค่ดูแล” แต่พอมันเยอะขึ้นๆ หนูก็รู้สึกอึดอัด ก็เลยบอกเขาไปว่า “ไม่ต้องดูแลก็ได้ค่ะ แค่ถามไถ่กันอย่างนี้ก็พอ” แต่มันจะมีช่วงที่เขาให้คนมาถามเวลาเราคุยโทรศัพท์ ว่าเราคุยกับใคร? คุยกับผู้หญิงหรือผู้ชาย ช่วงแรกๆ ที่หนูมาทำงาน เขาก็จะซื้อน้ำ ซื้ออะไรมาให้ “หนูก็ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ” แต่พี่เขาก็บอกว่า “ไม่เป็นไร พี่แค่อยากช่วย เห็นเราเป็นรุ่นน้อง” แต่มันเริ่มข้ามเส้นเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เขาฟอลไอจีมา ไม่รู้ว่าหามาจากไหน หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมาชวนเราไปทานข้าว ซื้อของราคาแพงให้เรา บางทีก็โอนเงินมาให้ ครั้งละ 1,000 บ้าง 2000 บ้าง มากสุด คือ 5000 บาท เขาบอกว่า “เขาแค่อยากให้ เขาไม่ได้ต้องการอะไร” หนูก็รู้สึกแปลกๆ เพราะมันมีด้วยหรอที่ให้แล้วไม่ต้องการอะไร เขาก็มีลูกมีเมียอยู่แล้ว และหนูเองก็มีคนคุยอยู่เหมือนกัน หลังจากนั้น 2 เดือนต่อมาเขาก็มาบอกว่า “ขอคุยในฐานะอื่นได้ไหม” หนูก็บอกเขาไปว่า “พอดีมีคนคุยแล้ว แล้วก็ไม่ได้คิดจะชอบเขา” เหมือนมันจะดีขึ้น แต่สักพักเขาก็มาชวนไปทานข้าว ส่งสติกเกอร์ ส่งไลน์ ส่งเพลงมาให้ บางทีหนูก็รำคาญแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ เป็นหัวหน้างานเรา เคยปฏิเสธไปแล้ว แต่เขาก็ตึงๆ ใส่เรา บรรยากาศมันก็จะตึงๆ บางทีก็เลยยอมไปกับเขาด้วย แล้วเขายังเคยทักไปหาคนคุยเราว่าคุยกับเราจริงไหม? เขาบอกว่าเขาต้องการความชัดเจน แต่งานนี้เงินดี แล้วงานก็ดีมาก ก็เลยไม่อยากจะออก หนูอยากจะปรึกษาว่าควรจะทำยังไง หรือหาคำพูดยังไง หรือว่าควรบอกภรรยาเขาเลยดีไหม?’ โดย “ดีเจต้นหอม” ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่กำลังเป็นห่วงความปลอดภัย มันปลอดภัยแค่ไหนถ้าเราทำงานอยู่กับเขา 2 คน ถ้าเกิดเขาใช้กำลังกับเรา ถ้าแนะนำตอนนี้คือปฏิเสธให้เด็ดขาด สิ่งที่เขาทำให้อึดอัด แล้วเขาน่าจะเริ่มเข้ามาได้ไม่นาน ฉะนั้นเขาน่าจะไม่ได้มีความหวังอะไรมาก การไม่ไปกินข้าวกับเขาสองต่อสองเป็นการดับความหวัง เพราะการไปกินข้าวกับเขามันเป็นการให้เขามีความหวัง แล้วเขารู้ว่าเราเป็นคนใจอ่อน แล้วของทุกอย่างไม่ต้องรับ เราต้องไม่รับของเขาเพื่อทำให้เขารู้ในความชัดเจน ต่อให้เขาจะไล่หนูออกหรือว่าต้องหางานใหม่ พี่ว่าก็หางานใหม่ถ้าเขาจะไล่เราออกด้วยเหตุผลแค่นี้ ถ้าเขาให้เงินมาก็บอกไปว่าขอไม่รับ หนูรู้สึกอึดอัดหนูขอไม่รับดีกว่าหนูจะสบายใจกว่า การรับผลประโยชน์จากเขามันแปลว่าเรายอมรับนิดนึงแล้วต้องชัดเจน สำหรับพี่ถ้ายังเสียดายงานนี้ ก็ตีตัวออกห่างแสดงความชัดเจนเลย ผู้ชายคนนี้น่ากลัวมาก เราพูดไปเลยว่า “พี่คะ สิ่งที่พี่กำลังทำอยู่หนูอยากให้หยุดเพราะหนูอยากมาที่นี่เพื่อทำงาน แล้วหนูรู้สึกอึดอัด แล้วหนูก็รู้จักกับครอบครัวพี่ ถ้าพี่จะถามหาความชัดเจนระหว่างเราหนูขอปฏิเสธตรงนี้เลย ว่าหนูไม่ได้คิดอะไร สิ่งที่พี่ทำอยู่มันทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจ” ชัดเจนไปเลยต่อให้เราไม่มีแฟนเขาก็ไม่มีสิทธิ์มาทำอะไรกับเราแบบนี้’ ต่อมา “ดีเจอั๋น” ให้คำปรึกษาว่า ‘ถ้าหนูจะบอกภรรยาเขาหนูเตรียมหางานใหม่ ซึ่งถ้าหนูคิดว่าจะหางานใหม่อยู่แล้วก็ไม่ต้องไปบอกภรรยาอยู่ดี พี่ว่าไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นนั้น ถ้าเขาจะให้เงินเรา เราก็บอกไปว่า “ถ้าพี่เห็นหนูทำงานดี พี่ให้เป็นโบนัสเลยตอนปลายปี” จริงๆ นี่คือคุกคามอย่างชัดเจน และคุกคามโดยเอาหน้าที่การงานมากดทำให้เราอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถปฏิเสธ แล้วก็เราพูดไปเลยว่า “แล้วถ้าบังเอิญหนูทำอะไรให้พี่เข้าใจผิดไปว่าหนูมีใจ หนูขออภัยด้วยค่ะ แล้วสิ่งสุดท้ายที่หนูจะทำในชีวิต คือการยุ่งกับคนมีเจ้าของแล้ว เพราะมันเป็นบาปค่ะ” แต่พี่ว่ายังไงเราควรหางานอื่นสำรองไว้’ และสุดท้าย “ดีเจเติ้ล” ให้คำปรึกษาว่า ‘หนูเริ่มต้นงานอื่นได้ พี่ว่าสิ่งที่เขาทำมันเกินไปแล้ว พื้นที่ส่วนตัวของเรา มันคุกคามแล้วก็ยิ่งเขาชัดเจนว่าขอดูแลเราพี่ว่าเขาไม่ได้หวังดีกับเรา ไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้ขนาดไหน ถ้าเขายังขนาดนี้ ทั้งที่เขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว พี่ว่าหนูไปทำงานที่อื่นสำหรับพี่ แล้วยืนยันไปว่าหนูไม่มีอะไรมากกว่าการทำงานเลย น้องเอต้องคิดดีๆ พี่ว่าอย่าละเลยต้องระวัง’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่ง เหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า "เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย

25 พ.ย. 2024

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่ง เหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า "เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย

หนูบูชาปี่เซียะมา ร้านแนะนำให้ทำพิธีก่อนเริ่มวันใหม่ วันนั้นกลับมา ห้าทุ่มครึ่งเหลือเวลาครึ่งชั่วโมง รีบจุดธูป ทำพิธี แล้วไปอาบน้ำ ออกมาควันเต็มห้อง แฟนโกรธมาก แต่เราดันไปถามว่า"เธอเห็นตัวเลขบนรูปไหม?" เพราะตอนเช้าวันที่ 16 แล้ว แฟนด่าเราใหญ่เลย หนูผิดมากหรอคะ? “คุณส้ม (นามสมมติ)” อายุ 30 ปี สายที่สี่ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคือวันพุธที่ [20 พ.ย. 67] ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก – ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องบูชาปี่เซี๊ยะจนเกือบไฟไหม้บ้านแฟน โดย “คุณส้ม (นามสมมติ)” ได้เล่าว่า สำหรับตัวหนูเป็นคนที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องปี่เซี๊ยะ ก็เลยไปซื้อปี่เซี๊ยะที่ร้าน ๆ นึงมา โดยทางร้านเขาก็บอกว่า จะมีวันที่ที่ต้องบูชาตาม วัน/เดือน/ปี/เกิด ของหนู พอเสร็จเรียบร้อย วันนั้นหนูกลับถึงบ้าน 5 ทุ่มครึ่ง คืออีกครึ่งชั่วโมง มันเป็นวันเกิดของหนู ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่หนูต้องบูชา ไม่งั้นมันจะเลยฤกษ์ แล้วหนูต้องนอนกับแฟนที่บ้าน แต่หนูต้องบอกก่อนว่าแฟนหนูเป็นคนใจเย็นมาก ไม่พูดคำหยาบ เรียบร้อย สุภาพ ทีนี้หนูก็ทำพิธีอย่างรวดเร็ว แบบว่ามันก็จะมีพาน แต่หนูไม่ได้ไปจุดธูปข้างล่าง เพราะคนอื่นเค้านอนกันหมดแล้ว หนูก็เลยขออนุญาตแฟนว่า ขอจุดในห้องนอนได้ไหม แค่แบบแปปเดียวจริง ๆ มันก็จะมีธูป มีแผ่นทอง มีกำไล มีเส้นแดง หนูก็จุดเรียบร้อย ทีนี้ระหว่างรอธูปดับ หนูก็ไปอาบน้ำ พอหนูอาบน้ำเสร็จ หนูคิดในใจ หนูจะได้เลขเด็ดแล้ว แต่พอออกมาจากห้องน้ำ เห็นแฟนกำลังพัด คือเหมือนธูปมันจะมอด ใกล้จะดับ แต่กลิ่นมันโขมงมาก สิ่งที่หนูเห็น หนูก็อึ้ง หนูทำไร ไม่ถูก แต่แฟนหนูก็เคลียร์ทุกอย่าง ทั้งธูป ทั้งควัน เสร็จแล้วเขาก็พูดว่า เฮ้ยส้ม!! ทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ฉันเตือนแล้ว มาเป็นชุด หนูก็เลย ทำไรไม่ถูก เสร็จปุ๊ปหนูก็เลยเดินไปถามเขาดี ๆ ว่า ‘เธอ ๆ เธอเห็นเลขไหม?’ คำถามนี้แหล่ะมันเลยทำให้เค้าโมโหหนักกว่าเดิม หนักกว่าเดิมแบบว่า เฮ้ย!! ส้มทำไมเธอถึงถามฉันด้วยคำถามแบบนี้วะ แทนที่จะมาดูว่าบ้านเป็นอะไรไหม? หนูก็เลยยืนงงอยู่ แฟนหนูก็เลยพูดต่อว่า ทำไมส้มโตแต่ตัว ทำไมส้มไม่ใช้สมองเลย เราคบกันมานานมาก คำพูดเหล่านั้นหนูไม่เคยได้ยินจากปากเขาเลย วันนี้ได้ยินแล้วค่อนข้างอึ้ง หนูก็เลยตะคอกกลับไปว่า หุบปากได้ไหม!! แล้วเค้าก็สบถคำที่ค่อนข้างทำให้หนูตกใจ หลังจากคืนนั้น คือก้นชนก้น ไม่พูดไม่จา ไม่อะไรกันทั้งนั้น คือคิดในใจแล้วว่า ‘หนังสือเล่มสุดท้ายของชีวิตล่ะ’ คือกำลังจะโบกมือบ๊ายบายกันแล้ว แต่สุดท้ายคือหนูก็ตกลงกันว่าโอเค ปรับความเข้าใจกัน คำถามที่หนูอยากจะถามพี่ๆดีเจคือ “หนูรู้นะหนูผิดตรงที่หนูไม่รู้ หนูไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ อยากรู้แค่ว่าหนูผิดมากไหม? ที่ต้องมาพูดแรงกับหนูขนาดนี้” ทางด้านดีเจทั้ง 3 ท่าน “ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม” ให้ความคิดเห็นพร้อมกันไปในทางเดียวกันว่า ‘มากกก’ ส้มผิดมากค่ะ ส้มสมควรโดนด่า ถูกต้องแล้ว ไม่โดนทำร้ายกายก็ดีแค่ไหนแล้ว ต้องขอบคุณแฟนของส้มที่เตือนสติส้ม นอกจากนี้ “ดีเจต้นหอม” ยังพูดทิ้งท้ายอีกว่า ‘กลับไปบ้าน แล้วไปนวดแข้ง นวดขา นวดบ่าเขาให้ดี ดีที่เค้ายังไม่บอกเลิก ‘หนังสือเล่มสุดท้าย’ เค้าควรเป็นคนพูด...’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

12 เม.ย. 2024

ครอบครัวแฟนทุกคนเรียนหมอ แต่แฟนหนูสอบติดเภสัช ครอบครัวกดดันให้สอบหมอใหม่ทุกปี แฟนหนูเครียดจนร้องไห้ พีคสุดวันรวมญาติ มีคนเล่าข่าว นศ.แพทย์เรียนไม่ไหวกระโดดตึกเสียชีวิต ปู่แฟนได้ยินแล้วพูดว่า "สมควรแล้ว เรียนแค่นี้ทำไมไม่ไหว" แฟนได้ยินแบบนี้ยิ่งกดดัน

“คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” อายุ 20 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์ค พุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา [10 เมษายน 67] ได้โทรมาปรึกษา ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจอ้อย นภาพร เกี่ยวกับครอบครัวแฟนกดดันให้แฟนเป็นหมอ... โดย “คุณฟิล์ม(นามสมมติ)” ได้เล่าว่า ‘เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟน พอดีที่บ้านแฟนกดดันให้เป็นหมอตลอดเวลา ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวแฟนเป็นครอบครัวคนจีนและญาติพี่น้องก็เป็นหมอกันหมด ยกเว้นพ่อแฟน แฟนเล่าให้ฟังว่าตอนเด็ก ๆ พ่อแม่บอกตลอดว่า “เป็นหมอดีที่สุด” จนตอนนี้แฟนอายุได้ 20 ปี ปัจจุบันก็เรียนคณะเภสัช แต่หนูรู้สึกว่าพ่อกับแม่ก็ยังไม่พอใจ เขาให้แฟนสอบหมอทุกปี จนตอนนี้ผ่านมา 2 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ยังให้สอบอยู่ มีอยู่ช่วงหนึ่งแฟนเปิดใจคุยกับพ่อแม่แบบจริงจังว่า “ไม่ไหวแล้ว” ร้องไห้ ไม่สมัครสอบหมอแล้ว แต่พ่อกับแม่ก็จะโทรตามให้คนใกล้ชิดมาช่วยดูแลให้หน่อย ล่าสุดแฟนได้ไปทานข้าวกับครอบครัว แล้วก็มีคนในรถพูดขึ้นมาว่า “เหมือนมีรุ่นพี่นักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง กระโดดตึกตาย” คุณปู่ก็พูดว่า “ถ้าเรื่องแค่นี้เรียนไม่ได้ ก็สมควรแล้วล่ะ” มันเลยทำให้แฟนมีความรู้สึกกดดันในระดับนึง จึงอยากจะถามพี่ ๆ ดีเจว่า ถ้าพวกพี่ ๆ อยู่ในสถานการณ์เดียวกับแฟนหนู ควรทำยังไงดี? แล้วในฐานะที่เราเป็นแฟนเราควรที่จะให้กำลังใจแฟนยังไง? ให้เขาไม่เครียด ซึ่ง “ดีเจเผือก” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ก็เคยโดนเหมือนกัน แต่พี่ก็ไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิต พ่อกับแม่พี่พยายามโน้มน้าวใจให้เรียนนิติศาสตร์ แล้วอยากได้อะไรก็บอกมาเลย แต่ก็ไม่มีอะไรมาโน้มน้าวใจพี่ได้ จนสุดท้ายพ่อแม่ก็ปล่อย เท่าที่พี่ได้สัมภาษณ์เภสัชในรายการใต้โต๊ะทำงาน พี่รู้สึกว่าอาชีพเภสัชเป็นอาชีพที่ขาดแคลนมาก ๆ โดยเฉพาะเภสัชที่ไปประจำอยู่ร้านขายยาใหญ่ ๆ ถ้าเรียนจบมาก็จะได้เงินเดือนทันทีเลย ซึ่งมันก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้มากมาย และเอาตรง ๆ คือสบายกว่าหมอเยอะมาก แค่ต้องต่อสู้กับความเบื่อในการเฝ้าร้าน ซึ่งแต่ละอาชีพมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน พี่ก็จะพยายามบอกพ่อแม่ว่า “รอให้เรียนจบก่อน แล้วเดี๋ยวจะทำให้ดูว่าอาชีพเภสัชสามารถเลี้ยงครอบครัวเราได้ขนาดไหน” จะไปประจำร้านขายยาหรือเปิดเองก็ได้ พ่อก็ไม่ได้เป็นหมดเหมือนกัน อย่าเอาความผิดหวังของตัวเองมากดดันลูกซึ่งมันไม่เกี่ยวกัน พี่ว่าต้องอดทนและพิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบ ส่วนฟิล์มก็ให้กำลังใจแฟนเยอะ ๆ อย่าไปใส่ใจ ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บางทีเขาก็อยู่ในชุดความคิดเดิม’ ต่อมา “ดีเจเติ้ล” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘พี่ว่าเปลี่ยนชุดความคิดของครอบครัวไม่ได้ พี่ว่าถ้าแฟนยังใช้เงินของพ่อแม่ส่งเสียตัวเองเรียน ยังต้องอยู่บ้านพ่อแม่อยู่ก็อดทนเรียนให้จบก่อน จนกว่าจะทำงานหาเงินเองได้ ถ้าเป็นพี่ ถ้าพ่อแม่ให้สอบก็จะไปสอบทุกปี แต่ก็ไม่ติดสักปี เข้าไปกามั่ว ๆ เพื่อให้จะได้ไม่ต้องพูดว่า ไม่ไปสอบ แล้วพ่อกับแม่จะให้ทำยังไงในเมื่อสอบไม่ติดจนเรียนจบเภสัช ก็ลองดูว่าพ่อกับแม่จะเป็นยัง สำหรับฟิล์มคือต้องให้กำลังใจอย่างเดียวเลย วันรวมญาติพอแฟนกลับมาฟิล์มต้องรู้เลย ฟิล์มต้องเป็นที่พื้นที่ปลอดภัยของแฟน และฟิล์มก็ต้องอดทน เข้าใจเขา ไม่ทางออกนอกจากจะอดทน’ สุดท้าย “ดีเจอ้อย” ก็ได้ให้คำปรึกษาว่า ‘เราจะไปเปลี่ยนความคิดของพ่อกับแม่ก็ยาก ถ้าเราจะทำตามความคิดของพ่อแม่ทุกอย่างก็ไม่ได้ และคิดดูว่าถ้าไปสอบหมอใหม่เรื่อย ๆ การสอบได้หรือไม่ได้ จากปี 2 เริ่มไปเป็นเฟรชชีเราก็กำลังไปนั่งทบสิทธิของคนอื่น มันไม่ใช่แค่การสอบติดหมอแล้วจบ ถ้าเรียนหมอเพียงแค่พยายามอยากเป็นหมอ พอเรียนจบก็เป็นหมอที่คุณภาพไม่ดีมา 1 คน กับการที่จะต้องเสียเภสัชฝีมือดีไป 1 คน มันไม่คุ้มค่าการลงทุน แต่ทั้งหมดที่พี่พูดมาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องเอาไปอธิบายให้กับพ่อแม่ฟัง เพราะเขาก็แค่คิดว่าแล้วทำไมไม่เป็นหมอ อย่างวันร่วมญาติมีคำถามเยอะแยะมากมาย ซึ่งอธิบายยังไงเขาก็ไม่ฟัง เพียงแค่ถ้าเราไปรู้สึกกับประโยคแบบนั้นเราก็ยิ่งจะกดดันตัวเอง ถ้ามั่นใจว่าเภสัชปี 2 ที่กำลังปีนชั้นขึ้นไป เรียนจบเภสัช 6 ปี และมาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า กล้าที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ กล้าที่จะเป็นสิ่งนั้นให้ดีที่สุดตามกำลังความสามารถของตัวเอง ฟิล์มเป็นกำลังใจให้แฟนได้ บอกกับแฟนเลย “มีคนอยากเป็นเภสัชเยอะแยะ เมื่อสอบได้ ต้องใช้สิทธินี้แทนคนอื่น ไม่ใช่สละสิทธิเมื่อตอนสอบหมอได้” ในวันหนึ่งเราต้องเดินหน้าตามความฝันของตัวเองให้ชัดเจน และคำถามของคนใด ๆ ไม่สามารถทำอะไรเราได้ ถ้าเราไม่ได้รู้กับคำถามเหล่านั้น’เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางใครมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการ Inbox ฝากเรื่องมาที่ Facebook Fanpage EFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 21.00-23.00 น. ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

album
efm
-

-