อังคารคลุมโปง RECAP

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเอ ตามสั่ง l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]

05 ต.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอ ตามสั่ง l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]

น้องที่รู้จักมาขอให้ช่วยดูว่ามีอะไรอยู่ในร่างกาย เมื่อเปิดกล้องดู ถึงกับช็อคเมื่อข้างในดวงตาของน้องเป็นรูปวงรีคล้ายกับตาของงู!ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเงาเล็ก ๆ คอยเลื้อยไปมาตามตัว หลังจากนั้นอาการของน้องไม่ดีขึ้นเกิดอาการคันจนทนไม่ไหวน้องก็จะหยิบใบมีดขึ้นมากรีดตัวเองเพื่อจะเอางูพวกนั้นออก แต่สิ่งที่ออกมากลับเป็นผงสีขาว พร้อมเลือดสีดำออกมาแทน จนได้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณไสยย้อนกลับ!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [29 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คุณไสยงูดำ’ ‘คุณเอ ตามสั่ง’ ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และน้องคนหนึ่ง โดยปกติเธอเป็นคนที่สามารถมองเห็นดวงวิญญาณได้จึงมักมีผู้คนเข้ามาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ กระทั่งวันหนึ่ง ‘เดือน’ ได้ติดต่อเข้ามาขอให้คุณเอช่วยดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเธอเอง คุณเอจึงตัดสินใจโทรหา และช่วยตรวจดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์แต่ทันทีที่ภาพของเดือนปรากฏขึ้นตรงหน้า คุณเอกลับต้องชะงัก เพราะสิ่งที่เห็นนั้นผิดแปลกไปจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน นัยน์ตาของเดือนเปลี่ยนเป็นรูปทรงรี คล้ายดวงตาของงูไม่เหมือนดวงตาของมนุษย์ตามปกติ และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ คุณเอยังสังเกตเห็น เงาดำเล็ก ๆ คล้ายตัวงูกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของเดือน ราวกับมีบางสิ่งกำลังเลื้อยไปทั่วร่างกายหลังจากเห็นสิ่งผิดปกติ คุณเอจึงถามกลับไปทันทีว่า “ไปทำอะไรมารึเปล่า?” เดือนจึงเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยทำ ‘คุณไสยงูดำ’ ใส่ผู้ชายคนหนึ่ง แต่สุดท้ายของกลับตีกลับเข้าหาตัวเองแทน จากนั้นชีวิตของเดือนก็เริ่มเปลี่ยนไป เธอเริ่มเห็นงูอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับ หรือเดินไปที่ไหนก็เหมือนมีงูดำปรากฏอยู่ตรงหน้า ราวกับภาพหลอนที่ตามติดเธอไปทุกแห่ง นอกจากภาพที่เห็นแล้ว เดือนยังมีอาการคันตามเนื้อตัวอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง และเคลื่อนที่ไปทั่วร่างกาย บางครั้งความรู้สึกนั้นลามเข้าไปถึงกระเพาะ หรือแม้แต่บริเวณลำคอราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นพล่านอยู่ภายในจนแทบทนไม่ไหวเมื่ออาการกำเริบหนักขึ้น เดือนถึงขั้นหยิบใบมีดโกนขึ้นมากรีดผิวหนัง หวังจะนำสิ่งแปลกปลอมที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ในร่างกายออกมาแต่สิ่งที่ไหลออกมากลับไม่ใช่งูอย่างที่คิดแต่กลับกลายเป็น ผุยผงสีขาวเล็ก ๆ คล้ายเกล็ดงู และเลือดที่มีสีดำคล้ำผิดปกติ หลังจากนั้นอาการคันกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เดือนต้องออกแรงเกาตามร่างกายอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้จนเกิดเป็นรอยแผล และมีเลือดซิบไปทั่วทั้งตัวยิ่งเวลาผ่านไปอาการของเธอก็ยิ่งหนักขึ้นจนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ เมื่อไม่รู้จะหาทางออกจากเรื่องนี้อย่างไรเดือนจึงตัดสินใจกลับไปหาต้นสายของผู้ที่เคยทำคุณไสยให้กับเธอ แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่า อาจารย์คนนั้นไม่อยู่แล้ว..ท้ายที่สุดเดือนจึงตัดสินใจเดินทางไปประเทศมาเลเซีย โดยหวังว่าการออกไปให้ไกลจากประเทศไทยอาจช่วยให้คุณไสยที่กำลังตามเล่นงานเธอหายไป แต่ถึงจะข้ามประเทศไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังไม่หายไป คุณไสยยังคงติดตามเดือนอยู่เพียงแต่อาการไม่ได้รุนแรงเท่าตอนที่อยู่ประเทศไทย เธอจึงถ่ายรูปส่งมาให้ คุณเอช่วยดูอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วเดือนเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวย และหุ่นสมส่วนแต่เมื่อคุณเอเปิดดูภาพที่ได้รับกลับต้องตกใจ เพราะร่างกายของเดือนนั้นผอมซูบลงอย่างเห็นได้ชัด จนแทบเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ราวกับมีบางสิ่งค่อย ๆ กลืนกินทุกอย่างที่อยู่ภายในตัวเธอออกไปจนหมด คุณเอจึงแนะนำให้เดือนเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อหาทางแก้ไขคุณไสยที่กำลังเล่นงานเธออยู่ กระทั่งถึงวันที่เดือนต้องเดินทางกลับถึงไทย ระหว่างที่... คุณเอกำลังรอการกลับมาของเธออยู่นั้น โทรศัพท์ของคุณเอ ก็ดังขึ้นปลายสายคือน้องชายของเดือน ด้วยความสงสัยว่าทำไมคนที่โทรมาถึงไม่ใช่เดือน เธอจึงถามน้องชายของเดือนไปว่า‘อ้าว ทำไมเดือนไม่โทรมาล่ะ ถึงไทยรึยัง’ น้องชายเดือนก็ตอบกลับมาว่า‘พี่เดือนถึงไทยตั้งแต่เช้าแล้วนะแต่เขาเสียชีวิตแล้ว..’น้องชายของเดือนก็ได้เล่าให้เธอฟังว่า หลังจากที่เดือนถึงไทย เดือนก็ได้มีอาการหน้ามืด และล้มลงแต่สิ่งที่น่าขนลุกคือที่หู ตา จมูก และปากของเดือนนั้นมีเลือดสีดำไหลออกมา ไม่เพียงแค่นั้น ตัวของเดือนยังมีอาการกระตุกเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยประโยคที่ทำเอาทุกคนขนลุกขึ้นมาว่า‘มันกลับมาเอาหนูแล้ว’ สิ้นเสียงนั้น เธอก็ได้เสียชีวิตลงทันทีแต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น ในวันที่มีการฌาปนกิจศพของเดือน ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเปิดโลงเพื่อนำร่างเข้าเตาเผา ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์กลับต้องผวา เมื่อพบว่าภายในโลงมีงูดำ 3 ตัวนอนขดอยู่บริเวณลำตัวของเดือน!เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนก็รีบนำร่างของเดือน และงูพวกนั้นเข้าไปเผาทันทีกลายเป็นว่ากระดูกของเดือนที่ออกมานั้น กลายเป็นกระดูกที่ดำเหมือนถ่าน และไม่สามารถนำไปเก็บได้อีกเลย ต่อมาเลยก็ได้รู้ว่าคุณไสยงูดำที่เดือนทำใส่ผู้ชายคนนั้น คือการทำเสน่ห์ของทางฝั่งเขมร แต่ด้านฝ่ายชายนั้นมีภรรยาอยู่แล้วทางภรรยาเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด จึงได้พาตัวของผู้ชายนั้นไปแก้ของ และเมื่อคุณไสยถูกแก้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เดือนทำมาทั้งหมดนั้น จึงย้อนกลับมาพรากชีวิตของเดือนไปในที่สุด..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

29 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา l อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย.69]

กลับถึงคอนโดกลางดึก จู่ ๆ รู้สึกเหมือนมี “บางสิ่ง” กำลังจ้องมอง ทั้งที่ในห้องกลับไม่มีใคร ก่อนพบ “ดวงตา” ปริศนาโผล่อยู่ในตะกร้าผ้าข้างเตียง และยิ่งย้อนดูเหตุการณ์คืนนั้น ความจริงยิ่งชวนขนลุก…เพราะสิ่งที่เธอคิดว่าเป็น “ผี” อาจมีคำตอบที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภ.สำเภา [22 ก.ย. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทฤษฎีสีเลือด’ คุณภ.สำเภา ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนลุก โดยย้ำตั้งแต่ต้นว่า เรื่องนี้ “ไม่มีผี แต่มีเลือด” เป็นเรื่องราวของคุณเตย ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอกำลังจะขึ้นปี 3 หลังจากย้ายออกจากที่พักภายในมหาวิทยาลัยมาอยู่คอนโดด้านนอกได้ประมาณ 1–2 ปีในช่วงเวลานั้น คุณเตยอาศัยอยู่ภายในคอนโดตามปกติ จนกระทั่งคืนหนึ่ง เธอออกไปทำกิจกรรม และเดินทางกลับคอนโดในช่วงดึก โดยคืนนั้นฝนตกหนักมาก เธอขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าสายฝนกลับมาถึงคอนโด ก่อนจะจอดรถตามปกติ และรีบวิ่งเข้าอาคารเมื่อกลับมาถึงห้อง ด้วยความที่เพิ่งตากฝนจนตัวเปียก เธอจึงรีบเข้าไปอาบน้ำทันที แต่หลังจากอาบน้ำเสร็จกำลังจะเปิดประตูออกจากห้องน้ำ บรรยากาศภายในห้องกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ไฟยังเปิดอยู่ตามปกติ แต่เธอกลับรู้สึกว่าทุกอย่างมืดลง และมองเห็นไม่ชัดก่อนจะรู้สึกว่า“ไฟมันหรี่ลงมันมัวไปหมด”จากที่ก่อนหน้านี้เธอสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ภายในห้องได้ตามปกติ กลับกลายเป็นว่าการมองเห็นเหมือนถูกจำกัดให้โฟกัสอยู่เพียงจุดเดียว ไม่สามารถมองภาพโดยรอบได้กว้างเหมือนเดิม ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ และยื่นหน้ามาบดบังสายตาของเธอจากทั้งทางซ้าย และขวาตอนนั้นคุณเตยเริ่มรู้สึกไม่ดีอย่างมาก และรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา เธอหยิบเสื้อผ้าที่เปียกฝนขึ้นมา เดิมทีตั้งใจจะนำไปตากที่ระเบียง แต่สุดท้ายกลับเดินเข้ามาในห้อง และโยนเสื้อผ้าลงตะกร้า ก่อนจะรีบกระโดดขึ้นเตียงและหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อทันที“ฮัลโหลป๊าเอาอีกแล้วหนูรู้สึกอย่างงี้อีกแล้ว” คุณเตยอธิบายกับพ่อว่า ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เธอก็ไม่พบวิญญาณ หรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ไม่มีทั้งผู้หญิง คนแก่ หรือบุคคลอื่น แต่กลับรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งกำลังมอง และจ้องเธออยู่ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนสิ่งนั้นกำลังพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นออกมาได้ และยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดมากขึ้นพ่อของคุณเตยจึงบอกให้เธอเปิดกล้องวิดีโอคอลมา เพื่อที่จะช่วยดูบรรยากาศภายในห้องให้ โดยพ่อของเธอเองเป็นคนที่มีความรู้สึกไว และมีสัมผัสบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณอยู่แล้วระหว่างที่คุณเตยแพลนกล้องไปรอบ ๆ ห้อง เธอก็ถามพ่อว่า“เนี่ยป๊าเห็นไหมมีอะไรไหมตรงเตียงตรงตู้โต๊ะมีไหม”ทันใดนั้น พ่อกลับบอกให้เธอแพลนกล้องไปยังบริเวณหนึ่ง“เดี๋ยวๆๆ แพลนไปตรงนี้ซิตรงตรงหน้าเราเลย”คุณเตยจึงแพลนกล้องไปยังบริเวณที่พ่อบอก ก่อนที่พ่อจะพูดขึ้นมาว่า “เออๆๆๆ ถือสายไว้นะเดี๋ยว ไปรับ”คำพูดดังกล่าวยิ่งทำให้คุณเตย รู้สึกว่าภายในห้องอาจมีบางสิ่งบางอย่างอยู่จริง เธอจึงถามพ่ออีกครั้งว่า สรุปแล้วมีอะไรอยู่ในห้องของเธอใช่หรือไม่ แต่พ่อกลับตอบเพียงว่า“เออเดี๋ยวไปรับรออยู่นั่นแหละเอออย่าไปไหนนะอยู่ที่นั่นนะห้ามออกไปไหนนะ” ก่อนหน้านี้คุณเตยยอมรับว่าตัวเองค่อนข้างสติแตก ตื่นตระหนก และหวาดกลัว แต่หลังจากได้คุยกับพ่อ เธอก็เริ่มสงบนิ่งลง เมื่อรู้ว่าพ่อกำลังจะมารับ เธอจึงบอกว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะตอนนั้นเธอสวมชุดนอนอยู่คุณเตยลุกออกจากเตียงและเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมเปลี่ยนชุด แต่ทันใดนั้นพ่อกลับรีบบอกว่า“หยุด! ไม่ต้องเปลี่ยนละไม่ต้องเปลี่ยนกลับไปที่เตียง แล้วรอจนกว่าพ่อจะถึง” คำพูดของพ่อยิ่งทำให้คุณเตยเชื่อว่าภายในห้องต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเหตุใดพ่อจึงไม่ยอมให้เธอลุกออกจากเตียง หรือแม้แต่เปลี่ยนเสื้อผ้า ในที่สุด พ่อก็เดินทางมาถึง และพาคุณเตยออกจากห้องเพื่อเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางกลับ คุณเตยจึงถามพ่ออย่างตรง ๆ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องคืออะไร เพราะตัวเธอเองมองไม่เห็นอะไร แต่กลับรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างได้ และเชื่อว่าพ่อน่าจะเห็นอะไรบางอย่างจนเธอค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งที่พ่อเห็นอาจเป็นวิญญาณ อย่างไรก็ตาม พ่อกลับตอบบ้าง ไม่ตอบบ้าง ขณะที่แม่ของคุณเตย ได้เล่าเพิ่มเติมว่า ตอนที่พ่อเดินทางไปรับคุณเตย พ่อบอกให้แม่เอาผ้ามาคลุมตัวเธอไว้ ส่วนพ่อเดินเข้าไปในห้อง และจัดการอะไรบางอย่าง ก่อนจะบอกกับคุณเตยว่าให้รอจนใกล้ถึงบ้าน แล้วพ่อจะอธิบายทุกอย่างให้ฟัง ระหว่างเดินทางกลับเมื่อใกล้ถึงบ้าน บริเวณนั้นมีวัดแห่งหนึ่ง พ่อจึงลงจากรถ และเดินไปยังบริเวณดังกล่าว ก่อนจะนำบางสิ่งไปวางไว้ แล้วจึงกลับขึ้นรถมา คุณเตยจึงถามพ่อว่าไปทำอะไรมา พ่อจึงยอมเล่าให้ฟังว่า...“ในระหว่างที่กำลังวิดีโอคอลกับเธอและขับรถมารับ พ่อสังเกตเห็นบางสิ่งบริเวณปลายเตียงซึ่งตรงนั้นมีตะกร้าผ้าของคุณเตยวางอยู่ สิ่งที่พ่อเห็นคือ ดวงตาคู่หนึ่งที่มองลอดออกมาจากตะกร้าผ้าเป็นดวงตาที่เหมือนกำลังจ้องมองออกมาจากกองเสื้อผ้า”คุณเตยถึงกับงง และสงสัยว่าสิ่งที่พ่อเห็นคืออะไร หรือสิ่งนั้นเป็นผีจริง ๆ และบทสรุปของเรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือไม่? แต่พ่อเองก็ยอมรับว่าตอนแรกเขาก็เข้าใจว่าเป็นผีเช่นกัน ทว่าเมื่อเดินทางไปถึงห้องจริง ๆ กลับเกิดความสงสัย จึงตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบ และรื้อตะกร้าผ้าและทันทีที่รื้อตะกร้าผ้าออก สิ่งที่พบกลับทำให้เรื่องราวน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ตรงนั้นคือ ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ โดยมีเนื้อเยื่อบางส่วนติดออกมาด้วย รวมถึงมีเศษชิ้นส่วนบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายเนื้อเยื่อติดอยู่ในระหว่างที่ คุณเตยเดินออกจากห้อง พ่อก็เดินตามออกมา และลองเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปตรวจสอบ เมื่อมองไปที่พื้น พ่อสังเกตเห็นคราบสีแดง ๆ พร้อมกับเศษเยื่อบางอย่างที่ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าชวนขนลุกขึ้นไปอีกพ่อจึงตัดสินใจบอกกับคุณเตยว่า“พรุ่งนี้อยู่บ้านนะเดี๋ยวป๊ามา” วันต่อมา พ่อหายออกไปประมาณครึ่งวัน ก่อนจะกลับมาบอกให้คุณเตยฟังว่าจะต้องไปสถานีตำรวจ เพราะต้องให้ปากคำถึงสาเหตุที่มีเศษอวัยวะของมนุษย์ติดมากับตัว และเสื้อผ้าของเธอแต่พ่อเองเริ่มเข้าใจแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะพ่อได้ย้อนกลับไปดูกล้องวงจรปิดของคืนนั้น และพบว่าในช่วงเวลาที่คุณเตยขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึงคอนโด และกำลังจะวิ่งเข้าอาคาร เป็นจังหวะเดียวกับที่มีผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากตึก และชิ้นส่วนจากร่างของผู้หญิงคนนั้นได้กระเด็นมาติดกับเสื้อผ้าของคุณเตย โดยที่เธอไม่รู้ตัวเหตุการณ์นี้จึงทำให้คุณเตย เริ่มเข้าใจว่า เหตุใดในคืนนั้นเธอจึงรู้สึกผิดปกติ และเหตุใดตอนที่อาบน้ำจึงมีบางอย่างสีแดง ๆ ไหลไปกับน้ำ ตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นประจำเดือน เพราะเป็นผู้หญิง และไม่ทันคิดว่าจะมีอะไรอื่นติดมากับตัว แต่ความจริงกลับไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ติดมากับเสื้อผ้าของเธอ คือชิ้นส่วนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นส่วนสาเหตุที่ คุณเตยไม่สามารถได้ยินเสียง หรือรู้ตัวว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก็เป็นเพราะในขณะนั้นฝนตกหนักมาก เสียงฝนจึงกลบเสียงรอบข้างจนหมดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่คุณเตยคิดว่าเป็นความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งจับจ้องอยู่ภายในห้อง จึงมีคำอธิบายที่น่าสะพรึงกว่าที่เธอคิด เพราะสิ่งที่เธอนำกลับเข้าห้องมาด้วยในคืนนั้น ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าที่เปียกฝน แต่กลับเป็นชิ้นส่วนจากเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นโดยที่เธอไม่รู้ตัว และดวงตาที่พ่อมองเห็นผ่านหน้าจอในตอนแรก ซึ่งทำให้ทั้งคู่คิดว่าอาจเป็น “ผี” กลับกลายเป็น ลูกตาของมนุษย์จริง ๆ ที่ติดมากับตะกร้าผ้าของเธอทั้งนี้ คุณภ.สำเภอทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับช่วงปีที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เคยเป็นข่าวใหญ่ของจังหวัดนั้นจากคืนนั้น เรื่องที่คุณเตยคิดว่าอาจเป็นเพียงความรู้สึกแปลก ๆ หรือสิ่งลี้ลับ กลับกลายเป็นเหตุการณ์จริงที่ไม่มีใครคาดคิด และคงไม่มีใครรู้เลยว่า หากวันนั้นพ่อไม่ได้สังเกตเห็นบางอย่างผ่านกล้อง เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร….(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากมิ้น เเม่เเฟน ‘ลิฟท์กลางห้าง’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

24 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากมิ้น เเม่เเฟน ‘ลิฟท์กลางห้าง’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

แค่เผลอลงลิฟต์ผิดชั้น ก็เกิดเรื่องราวน่าขนลุก! จากการรอลิฟต์เพื่อขึ้นไปทำงาน ก็ดันมีเสียงรองเท้าเหมือนคนวิ่งมาขึ้นลิฟต์ พร้อมแรงยุบที่เหมือนมีใครเข้ามาในลิฟต์จริงทั้ง ๆ ที่ในลิฟต์ไม่ได้มีใครนอกจากเธอคนเดียว แล้วสิ่งที่ตามเธอเข้ามาในลิฟต์คืออะไรกันแน่ ?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ลิฟท์กลางห้าง’ ‘คุณมิ้น แม่แฟน’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ ในตอนนั้นเองเธอได้ทำงานเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในโซนออฟฟิศของห้างสรรพสินค้า ควบคู่ไปกับการเปิดเพจรับทำเรซูเม่ที่จะต้องคอยตอบแชทลูกค้าอยู่ตลอดเวลา และกฎของการทำงาน คือต้องสแกนนิ้วเข้างานก่อนเวลา 8 โมง นั่นทำให้เธอต้องมาถึงห้างตั้งแต่ 7 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห้างยังไม่เปิด จึงจำเป็นต้องใช้ลิฟต์สำหรับโซนออฟฟิศ โดยลิฟต์นี้จะต้องกดเลขชั้นก่อน แล้วระบบจะบอกให้ไปขึ้นที่ลิฟต์ตัวไหนในวันเกิดเหตุ คุณมิ้นก็มาทำงานตามปกติ เมื่อกดลิฟต์ และเข้าไปก็ยืนก้มหน้าก้มตาตอบแชทลูกค้า ในระหว่างนั้นก็มีพนักงานคนอื่น ๆ เข้าลิฟต์มาบ้าง และเมื่อทุกคนทยอยออกไปจนหมดลิฟต์ก็ดังแจ้งเตือนว่าถึงชั้นที่หมายของเธอแล้ว เธอจึงก้าวเดินออกไปตามความเคยชิน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าตัวเองนั้นเดินออกมาผิดชั้น ซึ่งชั้นนั้นเป็นพื้นที่ที่กำลังรีโนเวท และมีป้ายแบรนด์มาติดไว้แต่ยังไม่มีคนเข้ามาอยู่ เธอจึงรีบเดินกลับไปที่ลิฟต์เพื่อกดเรียกใหม่ เมื่อลิฟต์เปิดออก คุณมิ้นตั้งใจมองภายในลิฟต์ และก้าวเข้าไปด้านใน ซึ่งในลิฟต์นั้นไม่มีคนอยู่เลย แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะกดปิดประตูลิฟต์ เธอก็ได้ยินเสียงคนวิ่งใส่รองเท้าคัทชูดังขึ้นมาจากในซอยของชั้นนั้น คุณมิ้น ก็คิดว่าคงเป็นพนักงานที่กำลังวิ่งมาขึ้นลิฟต์ จึงรีบกดปุ่มเปิดค้างไว้เพื่อรอ เมื่อเสียงฝีเท้าวิ่งมาจนถึงหน้าลิฟต์ แต่กลับไม่มีตัวคนปรากฏให้เห็น และเมื่อเสียงหยุดลงตรงหน้าประตู คุณมิ้นจึงตัดสินใจรีบเลื่อนนิ้วไปกดปุ่มปิดประตูลิฟต์ แต่ในตอนนั้นเองเสียงรองเท้านั้นก็ก้าวเข้ามาในลิฟต์ พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเหมือนมีคนก้าวเข้ามาจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เธอมองไม่เห็นใครเลยสักคน ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงคุณมิ้น ต้องทนยืนอึดอัด และพยายามเหลือบมองกระจกในลิฟต์ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงชั้นที่ทำงาน เธอก็รีบออกไป และเดินเข้าสถาบันทันที เมื่อถึงที่ทำงาน คุณมิ้นก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมงานฟัง และขอให้ขึ้นลิฟต์พร้อมกันในวันพรุ่งนี้ แต่ในช่วงที่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมงาน ก็มีป้าแม่บ้านที่ดูแลความสะอาดเข้ามาทักว่า“ไม่รู้ข่าวที่เพิ่งเกิดเมื่อวานเลยหรอ มีพนักงานชายที่เป็นช่างเข้ามาทำงานในชั้นที่คุณมิ้นลงผิดนั่นแหละมีปัญหาแล้วกระโดดลงมาจากชั้น 5 โซนโรงหนัง ตกลงมาทะลุกระจกร้านจิวเวลรี่จนเสียชีวิต”ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็เป็นข่าวใหญ่โต เพราะมีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์นั้นด้วย หลังจากที่รู้เรื่องนี้ คุณมิ้นก็ไม่กล้าขึ้นลิฟต์คนเดียวอีกเลย แต่ความหลอนยังไม่จบแค่นั้น เพราะมีวันหนึ่งที่คุณมิ้น และกลุ่มเพื่อนที่มีเพื่อนที่เป็น LGBTQ+ รวมอยู่ด้วย ได้เดินเล่นกันในห้างหลังเลิกงาน และได้ขึ้นลิฟต์ที่มีเสียงระบบคอยบอกชั้น (First floor, Second floor...) เมื่อลิฟต์กำลังจะขึ้นไปชั้น 5 เพื่อนในกลุ่มก็พูดเชิงหยอกล้อกันว่า"เดี๋ยวเราไป Fifth floor ไปดูจุดเกิดเหตุกันหน่อย"แต่ทันทีที่พูดจบ เสียงระบบในลิฟต์ที่พูดว่า “Fifth floor” ก็มีเสียงผู้ชายพูดสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหนว่า “ลงสิคะ!” นั่นทำให้ทุกคนตกใจ และรีบวิ่งหนีหน้าตั้งกันออกมาทุกคน ซึ่งภายหลังมีอาจารย์ชาวต่างชาติลองไปขึ้นลิฟต์ตัวนั้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเหมือนที่กลุ่มของคุณมิ้นเจอ ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นไม่ใช่เสียงจากระบบหรือคนแกล้งอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าในตอนที่เกิดเหตุคุณมิ้น และเพื่อน ๆ พยายามคิดว่าเป็นเสียงจากระบบหรือมีคนแกล้งหรือเปล่า? (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ ‘เล่นซ่อนผี’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

22 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ ‘เล่นซ่อนผี’ l อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 ก.ย.69]

“วันนี้เราเล่นซ่อนแอบกันไหม” เมื่อการละเล่นเริ่มขึ้น เธอกลับเห็นเพื่อนเดินตามหาในสภาพแขนขาผิดรูป เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของเธอ? และสิ่งที่เจอทำให้เธอไม่เป็นปกติ กลับกลายเป็นเห็นสิ่งเล้นลับที่ไม่อยากพบเจอ...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X มิ้น แม่แฟน [15 กันยายน 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องเล่าจากคุณออโต้ ‘เล่นซ่อนผี’ คุณออโต้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีคนมาฝากไว้ โดยให้นามสมมติว่า ‘น้องโบว์’ เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้องโบว์เบิกเนตร และเห็นสิ่งลี้ลับรวมถึงเห็นวิญญาณ หลังจากเกิดเรื่องราวในคืนนั้น เดิมทีครอบครัวของน้องโบว์อาศัยอยู่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน แต่ด้วยคุณพ่อ มีอาชีพรับเหมาจึงต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีในช่วงที่เธอเรียนอยู่ประมาณ ป.5 ก่อนย้าย น้องโบว์ได้พูดคุยกับ ‘มะนาว’ เพื่อนสนิท และให้สัญญากันว่า “เราจะไม่แยกจากกันนะ อย่างไรก็จะกลับมาทุกปี เดี๋ยวเรามาเล่นด้วยกัน” หลังจากนั้นในทุกเทศกาล น้องโบว์จะกลับไปยังบ้านที่ภาคอีสานเสมอกระทั่งในปี 2564 ขณะที่น้องโบว์กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 วันหนึ่งเธอคิดถึงมะนาวมาก เพราะทั้งสองคนเคยพูดคุยกันทุกวัน แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มะนาวกลับเงียบหายไป ทักไปก็ไม่ตอบ จนช่วงที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน น้องโบว์จึงส่งข้อความไปหาเพื่อนว่า “นี่ เรากำลังจะกลับนะ เดี๋ยวเราถึงออกมาคุยกัน” ข้อความถูกอ่าน แต่กลับไม่มีข้อความใดส่งตอบกลับมา น้องโบว์จึงตั้งใจว่าหากเดินทางถึงบ้านแล้ว ค่อยติดต่อมะนาวอีกครั้ง เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกลับถึงบ้าน คุณพ่อ คุณแม่ออกไปข้างนอก เหลือเพียงน้องโบว์ กับคุณยายอยู่ด้วยกันสองคน จนเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น มีข้อความแชตเด้งขึ้นมา เป็นข้อความจาก ‘มะนาว’ ว่า “ช่วงประมาณ 6 โมง - 1 ทุ่ม ออกมาหาได้ไหม พบกันบริเวณที่ออกกำลังแถว อบต.” ด้วยความคิดถึงเพื่อน น้องโบว์จึงตกลงว่าจะไปเจอกันประมาณหนึ่งทุ่มขณะที่กำลังจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปหาเพื่อน คุณยายกลับพูดขึ้นมาว่า “จะไปไหน ไปหาใคร” แต่ด้วยความใจร้อน และคิดถึงเพื่อน น้องโบว์ไม่ได้ตั้งใจฟัง จึงรีบขี่รถออกไปทันที อบต. อยู่บริเวณชานเมือง ห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ในช่วงกลางวันสถานที่แห่งนี้ยังดูเป็นปกติ แต่เมื่อถึงยามวิกาลกลับให้ความรู้สึกหลอน อีกทั้งน้องโบว์ไม่ค่อยได้กลับบ้าน จึงไม่คุ้นชินกับสถานที่มากนักเมื่อเดินทางไปถึง เธอพบต้นไม้ใหญ่ และศาลบริเวณจุดนัดพบ ก่อนจะไปนั่งรอที่ม้าหินอ่อน พร้อมทักถามมะนาวว่าอยู่ที่ไหน เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที แต่มะนาวยังไม่มีการตอบกลับ น้องโบว์จึงคิดว่าเพื่อนคงแกล้ง และไม่มาแล้วจึงตัดสินใจจะกลับบ้านแต่ในจังหวะที่กำลังจะกลับ กลับมีเสียงตะโกนดังออกมาจากบริเวณต้นไม้ใหญ่ข้างศาลว่า “โบว์ นาวอยู่นี่”น้องโบว์ หันกลับไปมอง และเห็นมะนาวยืนอยู่บริเวณต้นไม้ใหญ่ ด้วยความดีใจจึงวิ่งเข้าไปหา แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ เพราะมะนาวยืนนิ่ง ก้มหน้า ราวกับกำลังเสียใจ ด้วยความที่มะนาวอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน และเธออาศัยอยู่กับยาย น้องโบว์จึงคิดว่าเพื่อนอาจทะเลาะกับคุณยายมา จึงถามว่า “เป็นอะไร” แต่มะนาวกลับไม่ตอบ จากนั้นมะนาวเป็นฝ่ายถามขึ้นมาว่า “วันนี้เราเล่นซ่อนแอบกันไหม” น้องโบว์จึงตอบกลับไปว่า “เล่นซ่อนแอบอะไร จะดึกแล้ว” แต่มะนาวยังคงรบเร้า โดยอ้างว่าไม่ได้เจอกันมานาน จนสุดท้ายน้องโบว์ยอมเล่น มะนาวบอกว่า “ให้โบว์เป็นคนไปซ่อน แต่ถ้ามะนาวหาโบว์เจอ โบว์ต้องไปอยู่กับมะนาวนะ” น้องโบว์ไม่ได้คิดอะไร และรีบวิ่งไปหาที่ซ่อนทันที ระหว่างนั้นเธอได้ยินเสียงมะนาวเริ่มนับเลข“1 2 3”สถานที่ที่น้องโบว์เลือกซ่อน คือห้องน้ำที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเธอเข้าไปแอบ และเปิดประตูแง้มเอาไว้ เพื่อดูว่ามะนาวจะหาเจอหรือไม่ จนกระทั่งมะนาวนับถึง 10 น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปเป็นเสียงเย็นยะเยือกว่า“อยู่ไหนน้าา~ ถ้าเจอแล้วมาอยู่กับฉันนะ” น้องโบว์ มองลอดช่องไม้ออกไป และพบว่ามะนาวมีท่าทางแปลกไป เมื่อมองจากระยะไกล เธอเห็นเพื่อนเดินด้วยท่าทางประหลาด ราวกับแขนขาบิดผิดรูป ก่อนจะได้ยินมะนาวพูดว่า “มึงมาอยู่กับกูนะ หาเจอแล้วมาอยู่กับกู” น้องโบว์จึงตะโกนกลับไปว่า “ไม่เล่นแล้ว” แต่มะนาวกลับวิ่งตรงเข้ามาหาน้องโบว์ ด้วยลักษณะแขนขาที่ผิดรูป ราวกับไม่มีกระดูก ก่อนจะวิ่งมาเคาะประตูและพูดว่า“ออกมา ออกมา มึงมาอยู่กับกู!”น้องโบว์เริ่มสติแตก และพูดออกมาว่า“ไม่เล่นแล้ว จะออกแล้ว”แต่เมื่อพยายามผลักประตูออกกลับไม่สามารถเปิดออกได้เมื่อเวลาผ่านไป และเสียงด้านนอกเงียบลง เธอจึงค่อย ๆ ส่องออกไปดูอีกครั้ง แต่กลับไม่พบมะนาวแล้ว ทว่าเสียงปริศนากลับดังขึ้นจากหลังคาห้องน้ำ คล้ายเสียงคนกำลังวิ่งไปมา ตามมาด้วยเสียงเคาะกำแพงจากทุกทิศทางห้องน้ำในต่างจังหวัดจะมีช่องอยู่บริเวณด้านบนหัว หลังจากทุกอย่างเงียบสงบลง น้องโบว์กลับได้ยินเสียง “จุ๊ จุ๊ จุ๊ จุ๊” เธอจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นไปมอง และพบมะนาวกำลังเกาะอยู่ด้านบน พร้อมพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่า “มึงมาอยู่กับกูนะ” น้องโบว์ร้องกรี๊ดเสียงดัง ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะเรียกอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงที่ดังขึ้นกลับเป็นเสียงของคุณน้าที่มาตามหาเธอ คุณน้าพังประตูเข้ามา และรีบพาน้องโบว์ออกไป พร้อมถามว่าเธอเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เพราะห้องน้ำเป็นลักษณะไม้แผ่นที่ปิดประตูไว้เป็นรูปกากบาท น้องโบว์เองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่ก่อนจะพากลับ คุณน้ากลับกำชับว่า “เอ็งไม่ต้องหันกลับไปมอง เอ็งกลับมาไม่ต้องมอง”ระหว่างที่กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน ด้วยความสงสัยว่าสิ่งที่คุณน้า ไม่ให้มองคืออะไร น้องโบว์จึงหันกลับไปยังต้นไม้ใหญ่ และสิ่งที่เห็นทำให้เธอต้องตกใจอีกครั้ง เพราะมะนาวยังคงยืนอยู่ที่ต้นไม้ในสภาพแขนขาผิดรูป ระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน น้องโบว์ยังเห็นร่างของมะนาววิ่งไล่ตามมาตลอดทางหลังผ่านเหตุการณ์ในคืนนั้น น้องโบว์ป่วยเป็นไข้ติดต่อกัน 3 วัน และยังฝันเห็นมะนาวมาหาที่บ้าน บางครั้งมาชวนให้ไปอยู่ด้วยกันอยู่ตลอด จนกระทั่งวันที่ 3 เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น น้องโบว์ตั้งใจจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณยายฟัง แต่ยังไม่ทันได้พูด คุณยายกลับสวนขึ้นมาก่อนว่า “แกไม่ต้องเล่า ไปเจอมะนาวมาใช่ไหม?” จากนั้นคุณยายจึงบอกว่า จริง ๆ แล้วในวันนั้นกำลังจะบอกน้องโบว์ อยู่พอดีว่า มะนาวเสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม คุณยายเล่าว่า มะนาวทะเลาะกับคนในครอบครัว จึงขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปด้วยความเร็ว ทั้งที่ยังขับรถไม่ชำนาญ ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่บริเวณ อบต. และเสียชีวิตในลักษณะแขนขาผิดรูป คอบิดเหตุการณ์ในคืนนั้นทำให้น้องโบว์จำฝังใจ และเธอยืนยันว่าได้แชตพูดคุยกับมะนาวจริง ๆ แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านข้อความอีกครั้ง กลับพบว่าทั้งหมดเป็นเพียงน้องโบว์ที่พูดคุยอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่มีข้อความตอบกลับจากมะนาวเลยแม้แต่ข้อความเดียว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากบอย ช่างแอร์เห็นผี ‘ข้างทาง’ l อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

14 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากบอย ช่างแอร์เห็นผี ‘ข้างทาง’ l อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [8 ก.ย.69]

แวะจอดนอนพักข้างทางที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนที่จะขับรถไปบ้านแฟนตอนดึก ระหว่างนอนไปได้สักพักก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงเคาะกระจกรถ เมื่อมองดูก็เจอลุงแก่คนหนึ่งบอกให้ขยับรถเพราะขวางหน้าบ้าน เลยขยับจอดระหว่างหน้าบ้านกับป่าข้างทาง และหลับต่อได้สักพัก แต่ต้องสะดุ้งตื่นอีกรอบเพราะเสียงเคาะรอบรถ พอหันไปก็เจอลุงคนเดิมที่ตอนนี้ตาโบ๋ และมีเลือดไหลออกปากพร้อมกับพูดว่า ‘กูบอกมึงแล้วใช่ไหม อย่าจอดขวางหน้าบ้านกู!’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X บอย ช่างแอร์เห็นผี [ 8 ก.ย. 69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ข้างทาง’ บอย ช่างแอร์เห็นผี ได้เข้ามาถ่ายทอดประสบการณ์สุดหลอนที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นตัวเขาเพิ่งได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง และตัดสินใจคบหาดูใจกันจนเมื่อใกล้เข้าถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ เขาจึงวางแพลนว่าจะไปพบพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงเป็นการเปิดตัว เมื่อถึงวันเดินทางคุณบอย ให้แฟนสาวออกเดินทางไปก่อนเนื่องจากตัวเขายังมีงานติดตั้ง และล้างแอร์ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย โดยคาดว่าน่าจะเสร็จประมาณ 1-2 ทุ่ม จึงตั้งใจว่าจะออกเดินทางตามไปในช่วงกลางคืน และน่าจะไปถึงที่หมายในช่วงเช้ามืดประมาณตี 4-5 เนื่องจากบ้านของแฟนสาวอยู่ค่อนข้างไกล ระหว่างทางคุณบอยจึงเปิดเพลงฟังไปเรื่อย ๆ และแวะพักตามปั๊มน้ำมันเป็นระยะ เพื่อให้ตัวเองตื่นตั วและไม่เผลอหลับระหว่างขับรถ จนกระทั่งช่วงหนึ่งถนนค่อนข้างโล่ง เขาจึงเร่งความเร็วเพื่อให้ไปถึงจุดหมายตามเวลาที่วางเอาไว้กระทั่งเมื่อขับรถมาได้ประมาณ 1 กิโลเมตรก่อนถึงพิกัด ในเวลาประมาณตี 4 ท้องฟ้ายังคงมืดสนิทคุณบอย คิดว่าพ่อแม่ของแฟนสาวน่าจะยังไม่ตื่น และเกรงใจว่าจะเข้าไปถึงบ้านในช่วงเช้ามืดแล้วเป็นการรบกวน จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน และแวะนอนพักข้างทางเพื่อพักผ่อนก่อนแล้วค่อยเดินทางไปบ้านแฟนสาวในช่วงเช้า เมื่อสอดส่องรอบ ๆ บริเวณนั้นเขาก็ไปเจอกับบ้านหลังหนึ่ง ตัวบ้านจะมีรั้วสังกะสีสีแดงสูงราว ๆ 3 เมตร ล้อมรอบเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นประตูทางเข้าของบ้านได้แต่มีแสงไฟสาดส่องจากข้างทางมาที่บริเวณบ้านหลังนั้นพอดี คุณบอยจึงคิดว่าตนเองจะจอดรถแวะนอนพักตรงนี้สักครึ่งชั่วโมง และค่อยขับรถไปหาพ่อแม่ของแฟนสาวต่อ เมื่อตัดสินใจได้อย่างนั้นเขาจึงจอดรถ ดับเครื่องยนต์ และเปิดแง้มบานกระจกให้พอมีอากาศก่อนจะเอนตัวลงนอนพักอยู่ภายในรถแต่หลังจากหลับไปได้ไม่นาน จู่ ๆ คุณบอยก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีใครบางคนมาเคาะกระจกรถฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งคนขับ พร้อมกับพูดกับเขาว่า‘ขยับรถไปหน่อยได้ไหม จอดขวางหน้าบ้านผม’เมื่อคุณบอย หันไปมองตามเสียง ก็พบว่าเป็นชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถเขาจึงตอบกลับไปว่า “ครับ ๆ ได้ครับ”ก่อนจะขยับรถออกจากบริเวณหน้าบ้านแต่ในใจคุณบอย ก็คิดว่าหากขยับรถเลยแนวรั้วบ้านออกไป บริเวณโดยรอบจะกลายเป็นพื้นที่ป่าที่มืดสนิท เพราะแสงไฟจากข้างทางส่องมาไม่ถึงตรงนั้น เขาจึงตัดสินใจจอดรถให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสองพื้นที่โดยให้รถส่วนหนึ่งยังอยู่ในบริเวณที่มีแสงไฟ เพื่อความปลอดภัย และดูแลทรัพย์สินภายในรถ เมื่อเห็นว่าตัวเองจอดเลยทางเข้าหน้าบ้านมาแล้ว คุณบอยจึงคิดว่าคุณลุงน่าจะไม่ว่าอะไร ก่อนจะเอนตัวลงนอน และหลับต่อแต่ครั้งนี้เขากลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงเคาะดังขึ้นรอบ ๆ ตัวรถ ไม่ได้ดังเพียงแค่บริเวณกระจกเหมือนครั้งแรก แต่คล้ายกับมีใครบางคนกำลังเคาะ หรือทุบรถอยู่รอบคัน และเมื่อคุณบอยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และหันไปมองทางกระจกด้านขวา ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้เขาถึงกับขนหัวลุก เพราะชายชราคนเดิมที่เขาเพิ่งพบก่อนหน้านี้ กำลังยืนอยู่ข้างรถ แต่รูปร่างหน้าตาของเขากลับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างน่ากลัว ดวงตาดูลึกโบ๋ และเลือดที่คละคลุ้งออกจากปากอย่างสยดสยอง‘กูบอกมึงแล้วใช่ไหม อย่าจอดขวางหน้าบ้านกู!’ ชายชราคนนั้นตะโกนใส่เขา พอได้สติเขาก็รีบขับรถออกมาจากตรงนั้น และตรงไปยังบ้านของแฟนสาวทันที เมื่อถึงที่หมายคนในบ้านเห็นท่าทาง และสีหน้าที่ซีดเซียวของเขาเลยเอ่ยปากถาม ‘ไปไหนมาเนี่ย’ เขาเลยตอบกลับไปว่า‘ไปจอดรถที่บ้านรั้วแดงตรง 1 กิโลที่ผ่านมาเนี่ย ผมก็ไม่รู้บ้านใครแต่เจอผีหลอก!’หลังจากฟังเรื่องราวที่คุณบอย ไปเจอมา ด้านคุณพ่อคุณแม่ของแฟนสาวก็บอกกับเขาว่า‘อ๋อ บ้านน้าไป่ ลูกผู้ใหญ่เป้ง’ และยังบอกอีกด้วยว่า ‘ตรงนั้นแกหวงที่ แกตายไปแล้วแกยังหวงที่อยู่เลย’ จึงทำให้ คุณบอยรู้ว่าสถานที่ตรงนั้นที่ทำให้ตนไปเจอเรื่องราวสุดหลอนมานั้นมันเป็นเพราะอะไร.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากขวัญ INDIGO ‘ฉันต้องเเสดง’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

11 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากขวัญ INDIGO ‘ฉันต้องเเสดง’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

ฝันเห็น นางรำแขนผิดรูป มานั่งร้องไห้อยู่ปลายเตียง พร้อมพูดซ้ำ ๆ ว่า “เที่ยงคืน…อย่าส่งเสียงดัง” คิดว่าเป็นเพียงความฝัน แต่กลับพบ รูปปั้นนางรำในสถานที่จริง ที่มีลักษณะตรงกับนางรำในฝันอย่างน่าขนลุก แถมเสียงสะอื้นยังตามกลับมาถึงบ้าน และจนถึงวันนี้…ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่เห็นในคืนนั้น เป็นเพียงความฝัน หรือเขากำลังพยายามจะบอกอะไรบางอย่าง? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ฉันต้องเเสดง’ ‘ขวัญ INDIGO’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปเล่นดนตรีกับวงที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เธอก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่พบเจอนั้นคืออะไรกันแน่?...ในวันเกิดเหตุ ต้องมีคิวแสดงที่ผับแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ตามปกติเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่จัดงาน สมาชิกในวงจะไปสแตนด์บายที่โรงแรมใกล้เคียงเพื่อพักผ่อนรอก่อนขึ้นแสดง แต่ในวันนั้นทีมงานแจ้งว่าเวลาการแสดงจะล่าช้ากว่ากำหนดเดิม เนื่องจากเหตุผลบางประการที่ขวัญเองก็ไม่ทราบแน่ชัดโดยปกติแล้ว เมื่อเดินทางไปเล่นดนตรีตามต่างจังหวัด หากมีเวลาว่าง สมาชิกในวงมักจะชวนกันออกไปวิ่งออกกำลังกายหรือหาอะไรทำร่วมกัน แต่วันนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างประหลาด ทุกคนดูเหนื่อยล้า และอ่อนเพลียผิดปกติ อีกทั้งยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่มีใครชวนกันออกไปไหน ต่างคนต่างแยกย้ายพักผ่อนอยู่ภายในโรงแรมด้วยความที่งานถูกเลื่อนเวลาออกไป ขวัญจึงตัดสินใจนอนพักเก็บแรงระหว่างรอเวลาแสดง แต่ในขณะที่กำลังหลับอยู่นั้น เธอกลับได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา จนแอบคิดในใจว่า“หรือว่ากูโดนอีกแล้ว”อย่างไรก็ตาม เธอพยายามปลอบตัวเองว่าอาจเป็นเพียงความฝัน เพราะขณะนั้นเพิ่งจะประมาณ 5-6 โมงเย็นเท่านั้นแต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ขนลุกไปทั้งตัว เพราะปลายเตียงมีหญิงสาวในชุดนางรำนั่งอยู่ ลักษณะแขนของเธอบิดผิดรูปคล้ายถูกหักจนเสียรูป ร่างนั้นนั่งรำอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้ามาข้าง ๆ ขวัญ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า และเว้าวอนว่า“อย่าเสียงดังได้ไหม อย่าเสียงดังได้ไหม ตอนเที่ยงคืนอย่าให้ใครเสียงดังใส่ได้ไหม”ขวัญยืนยันว่าภาพที่เห็นนั้นสมจริงอย่างมาก ราวกับไม่ใช่ความฝันธรรมดา ก่อนที่นางรำตนนั้นจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า“ฉันเหนื่อยมากเลย ฉันเหนื่อยจริง ๆ ทุกครั้งที่ฉันรำหรือฉันแสดง ฉันต้องมีแต่คนมาสูบบุหรี่ใส่ มีแต่คนมาด่ากัน หัวเราะเสียงดัง แล้วก็ทำร้ายฉัน ดูสิ ฉันโดนเตะจนแขนแตกเลย เที่ยงคืนฉันขอร้องได้ไหม เที่ยงคืนนะ เที่ยงคืน จำไว้นะ เที่ยงคืน อย่าได้ไหม อย่ามาตรงบันไดได้ไหม” เมื่อพูดจบ นางรำตนนั้นก็เดินจากไปในความฝันทิ้งให้คุณขวัญสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความสับสนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน หรือเป็นบางสิ่งที่มากกว่านั้น หลังจากตั้งสติได้ เธอรีบพิมพ์ข้อความลงในกลุ่มแชตของวง ซึ่งมีทั้งสมาชิกในวง และทีมงานอยู่ภายในกลุ่ม โดยเล่าเรื่องที่ตนเองฝันเห็น พร้อมเตือนทุกคนว่าอย่าส่งเสียงดังตอนเที่ยงคืน และอย่าพยายามมองลงไปบริเวณบันไดหลังจากข้อความถูกส่งออกไป ทั้งกลุ่มกลับเงียบสนิท ไม่มีใครตอบอะไร มีเพียงบลู สมาชิกในวงที่พิมพ์กลับมาสั้น ๆ ว่า“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ววะ”ขวัญจึงตอบกลับเพียงว่า“เออ อย่าเสียงดังแล้วกัน” ในตอนนั้นเธอคำนวณเวลาไว้คร่าว ๆ ว่าวงน่าจะเล่นดนตรีเสร็จประมาณ 21.00 น. และกลับถึงโรงแรมไม่เกิน 22.00-23.00 น. จึงไม่น่าจะตรงกับเวลาที่นางรำในฝันพูดถึงแต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นงานแสดงถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง จนสุดท้ายวงดนตรีของเธอได้ขึ้นแสดงจริงในเวลา 22.30 น. ทำให้กำหนดการทั้งหมดคลาดเคลื่อนออกไป สมาชิกทุกคนจึงนัดรวมตัวกันที่บริเวณลิฟต์ของโรงแรม ซึ่งอยู่ติดกับบันไดกระจกที่สามารถมองทะลุลงไปด้านล่างได้แม้ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างนึกถึงข้อความเตือนของขวัญ ไม่มีใครกล้ามองลงไปยังบริเวณด้านล่างของบันไดเลยระหว่างนั้นผู้จัดการวงถามเธอขึ้นมาว่า“เกิดอะไรขึ้น”คุณขวัญจึงตอบเพียงว่า“ก็อย่าเสียงดังตอนเที่ยงคืนแล้วกัน”ผู้จัดการวงยังคงสงสัย เพราะมองว่าไม่น่าจะมีใครอยู่ต่อจนถึงเที่ยงคืนแต่เมื่อการแสดงจบลง และทุกคนเดินทางกลับถึงโรงแรม กลับพบว่าเวลาบนนาฬิกาตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดีคุณขวัญ และสมาชิกในวงต่างคิดถึงเรื่องเดียวกันกัน ก่อนจะพูดขึ้นว่า“เที่ยงคืนจริงว่ะ”หลังจากนั้นทุกคนเดินเข้าโรงแรมอย่างเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียงดังแม้แต่น้อย ขวัญสังเกตเห็นว่าบริเวณใต้บันไดแก้วที่สามารถมองลงไปได้ มีลักษณะเป็นพื้นที่โล่งคล้ายลานที่ตั้งโต๊ะม้าหินอยู่ แต่ในตอนนั้นไม่มีใครกล้าสนใจ หรืออยู่สำรวจต่อ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องพักเช้าวันรุ่งขึ้น เหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนขนลุกยิ่งกว่าเดิมก็เกิดขึ้น ทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาคุณขวัญ พร้อมพูดว่า“เจ๊ ๆ เมื่อวานเดินไปดูมา” จากนั้นเขาจึงเล่าว่า บริเวณข้างโต๊ะม้าหินด้านล่างมีรูปปั้นนางรำตั้งอยู่ทั้งหมด 4 ตัว แต่มีอยู่หนึ่งตัวที่ล้มกระเด็นออกมาจากกลุ่ม แขนหัก และสภาพคล้ายกับนางรำที่ขวัญ เห็นในฝันไม่มีผิดหลังจบงาน ทุกคนเดินทางกลับบ้านตามปกติ ช่วงแรกดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงแล้วแต่เพียงสองวันหลังจากกลับถึงบ้าน คุณขวัญกลับเริ่มได้ยินเสียงร้องไห้ดังขึ้นภายในบ้าน“ฮือออ… ฮืออออ…” เธอเล่าว่าเสียงดังขึ้นชัดเจนมาก แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ กลับไม่พบใครอยู่ในบริเวณนั้นเลยสิ่งที่น่าขนลุกคือ เวลาที่ได้ยินเสียงนั้นกลับเป็นช่วงประมาณ 5-6 โมงเย็น ซึ่งตรงกับเวลาที่เธอฝันเห็นนางรำตนนั้นที่โรงแรมในจังหวัดภูเก็ต เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ครั้งแรก คุณขวัญจึงตั้งจิตบอกไปว่า“ถ้าใช่ เดี๋ยวทำบุญไปให้”แต่วันถัดมา เธอก็ยังคงได้ยินเสียงสะอื้นดังขึ้นอีกเช่นเดิมคุณขวัญจึงกล่าวในใจอีกครั้งว่า“ถ้าใช่ แล้วถ้าขวัญทำบุญให้ไม่ถึง เดี๋ยวพรุ่งนี้ขวัญไปทำให้อีก แล้วก็ลองตั้งจิตแล้วรับดี ๆ นะ อยากได้อะไรบอกนะ” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่เคยได้รับคำตอบใดกลับมา ไม่เคยมีการสื่อสารเพิ่มเติมจากสิ่งที่เชื่อว่าอาจเป็นวิญญาณของนางรำตนนั้น วันรุ่งขึ้น ขวัญจึงตัดสินใจซื้อสังวาลทอง และสร้อยไข่มุกจำนวน 4 ชุด เพื่อนำไปถวายอุทิศส่วนกุศลให้หลังจากทำบุญไปแล้ว เธอยังคงได้ยินเสียงสะอื้นร้องไห้อยู่อีกประมาณ 3-4 วัน ก่อนที่เสียงทั้งหมดจะค่อย ๆ เงียบหายไปเองอย่างไร้ร่องรอยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นกับขวัญ เพียงลำพังภายในบ้าน ไม่มีใครคนอื่นได้ยิน หรือพบเจอสิ่งเดียวกัน ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว และขนลุกทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวดังกล่าวจนถึงวันนี้ ขวัญก็ยังไม่สามารถตอบได้ว่า สิ่งที่เห็นในความฝัน เสียงร้องไห้ที่ดังขึ้นในบ้าน รวมถึงเรื่องราวของนางรำแขนหักที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าประหลาดนั้น เป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่มองไม่เห็นจริง ๆ กันแน่ แต่ทุกครั้งที่ย้อนคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ยังคงเป็นเรื่องราวชวนขนลุกที่หาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

06 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่อินซีรีส์ จนเผลอพลั้งปากพล่อยออกไป จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลอนกับความฝันประหลาด ที่มาพร้อมกับเสียงที่ทำให้จำได้ขึ้นใจ เพราะเขาจะเอาไปอยู่ด้วย! ราวกับเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริง จนเธอรู้สึกว่าเหตุการณ์มันเริ่มไม่ปกติ และเริ่มเหมือนจริงขึ้นในทุกวัน แล้วเขาป็นใครกันแน่?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครคนนั้น’ ‘คุณพิพลอย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองในวัย 14 ปี และโดยส่วนตัวแล้วคุณพิพลอย ก็จะเป็นคนที่ปากไว และปากพล่อย ซึ่งในขณะนั้นเธอเองก็กำลังอินซีรีส์วายเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอผี นั่นทำให้ในเช้าวันนั้น ที่คุณพิพลอย เพิ่งดูซีรีส์จบ ก็ได้ไปหาเพื่อนที่โรงเรียนต่อ ขณะที่กำลังนั่งคุยกันกับเพื่อน คุณพิพลอยก็ได้พูดขึ้นมาว่า“ถ้าหมอผีจะหล่อขนาดนี้ ผีตัวไหนก็เข้ามาได้หมดอะ”ตกเย็นเวลาประมาณทุ่มครึ่ง เธอก็รู้สึกเสียวหลังแปลก ๆ ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นคุณพิพลอย ก็คิดในแง่ดีคิดว่าคงเป็นเพราะฝนตก อากาศหนาวเลยรู้สึกแบบนี้จึงไม่ได้สนใจมากนัก พอเข้านอนก็เริ่มฝัน โดยในฝันคุณพิพลอย อยู่ที่สุสานของใครก็ไม่รู้ โดยในนั้นก็มีป้าของเธออยู่ในฝันด้วย แต่ถามใครว่าที่นี่ที่ไหนก็ไม่มีใครตอบ ราวกับว่าไม่มีใครเห็นคุณพิพลอยสักคนเลย จนกระทั่งมีคนมาสะกิดหลัง โดยเป็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง และเขาก็ได้บอกให้เธอเดินตามเขาไป พอเดินไปได้สักพักคุณลุง ก็หยุดเดินนั่นทำให้เธอถามว่า“หยุดเดินทำไมหรอคะ คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”แต่พอคุณลุงหันกลับมาก็กลายเป็นผู้หญิงผมยาวตรง และเธอก็พูดว่า “กูเจอมึงแล้ว กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย” นั่นทำให้คุณพิพลอยสะดุ้งตื่น และเธอก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ปลายเตียงตรงที่ป้าของเธอนอนหลับอยู่ ในตอนนั้นคุณพิพลอย ลนลานมาก ๆ ร้องไห้ไม่มีสติแล้ว จึงรีบบอกให้ป้าเปิดไฟในทันที พอตั้งสติได้ก็รีบเล่าเรื่องในฝันให้ป้าฟังว่าเจออะไรบ้าง แต่พอป้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ตอบกลับมาว่า “ดูซีรีส์ และฟังเรื่องผีเยอะเกินไป” แต่คุณพิพลอย ก็ยืนยันว่าสิ่งที่เจอมันเป็นเรื่องจริง ทั้งในฝัน และที่เห็นกับตาจริง ๆ หลังจากตื่นป้าของเธอก็เลยไปหยิบพระ และหาบทสวดมนต์มาให้สวดก่อนนอน และเปิดบทสวดชินบัญชรจนคุณพิพลอยหลับไปเช้าวันถัดมา... เธอตื่นมาแล้วรู้สึกไม่มีพลังเลย รู้สึกเพลียมาก ๆ ป้าเลยพาไปใส่บาตรที่วัดข้างบ้าน แล้วก็ได้ไปโรงเรียนปกติ หลังจากที่เข้าแถวเสร็จ คุณพิพลอยก็เดินไปเอากระเป๋ากับเพื่อนที่รถ แต่ในจังหวะที่ใกล้จะถึงรถแล้ว จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงที่เหมือนมีคนมาพูดอยู่ที่ข้างหูว่า“มึงตาย กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย”ในตอนนั้นคุณพิพลอย ร้องไห้ออกมา และรีบโทรหาป้าเล่าเรื่องที่เจอให้ป้าฟัง ป้าก็รีบบอกว่า อย่านึกถึงเรื่องนี้ “ถ้าเขารู้ว่าเรากลัว เขาก็จะยิ่งตาม” ทำให้หลังจากนั้นก็พยายามลืมเรื่องนี้ และไม่นึกถึง พอกลับบ้านก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนวันก่อน ตกกลางคืนก็เข้านอนปกติ และได้ฝันอีกครั้งคราวนี้คุณพิพลอย ฝันว่าไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว และเธอก็กำลังเล่นน้ำกับน้องชายอยู่ ในขณะนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งว่ายน้ำเข้ามาหา และชวนให้เธอไปเล่นด้วยกัน เธอจึงให้น้องชายอยู่กับพี่ชายก่อน แล้วค่อยออกไปเล่นน้ำกับผู้หญิงคนนั้นก่อนที่จะโดนกดหัวลงไปในทะเล เธอรู้สึกเหมือนจริงมากทั้ง ๆ ที่อยู่ในฝัน หายใจไม่ออกเลย ดิ้นไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ โดยมันไม่ใช่แค่ในฝัน แต่คุณพิพลอยก็ไม่ได้บอกป้าอะไร จึงทำแค่เพียงสลับด้านหมอนตามความเชื่อแล้วนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น พอเช้ามาก็เล่าให้ป้าฟัง ป้าจึงรีบพาไปหาหลวงปู่ที่วัดแถวบ้านเพื่อรดน้ำมนต์ ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย แต่หลังจากนั้นช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พ่อ และแม่ของคุณพิพลอยได้กลับมาหาเพราะฉลองเทศกาลด้วยกันพอดี ทำให้วันนั้นก็กลับมาฝันอีก โดยครั้งนี้เธออยู่ในป่า ในฝันเธอตะโกนเรียกหาทุกคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย ทำให้เธอตัดสินใจเดินตรงไปเรื่อย ๆ ภายในนั้น ทำให้เจอพี่ผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง และเธอก็ได้พูดอีกว่า“กูจะเอามึงไปให้ได้ !” จบประโยคนั้นคุณพิพลอยก็สะดุ้งตื่นในทันที แต่เพราะไม่กล้ารบกวนพ่อแม่ เธอจึงสลับด้านหมอนและรีบกลับไปนอนต่อ พอตอนเช้าพ่อแม่ก็พาครอบครัวไปหาคุณย่าที่อยู่ต่างอำเภอ ในคืนที่นอนบ้านย่าก็ฝันเห็นพี่ผู้หญิงคนเดิมยืนอยู่ที่หน้าบ้านคุณย่า เหมือนกับว่าเขาเข้ามาไม่ได้ และเขาก็พูดกับเธออีกครั้งว่า “ครั้งหน้ากูไม่ปล่อยมึงไปแน่ กูจะเอามึงไปให้ได้” และเป็นอีกครั้งที่เธอสะดุ้งตื่น ครั้งนี้เธอจึงพยายามปลุกพ่อและบอกว่าเธอฝันเจออะไร แต่พ่อก็ไม่ได้สนใจจึงหลับต่อ พอตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรอีกเลย ทำให้เธอนึกย้อนไปที่คำพูดของหลวงปู่ที่รดน้ำมนต์ให้ว่า ผู้หญิงที่เจอเขาตามคุณพิพลอยมาตลอด แต่เขาเพิ่งจะได้เข้ามาในช่วงนี้เอง ประกอบกับในวัยนั้นเป็นช่วงเบญจเพศของเธอเองด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

02 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณอาร์ปู ‘เพื่อนยามวิกาล’ l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

ตอน 8 ขวบย้ายไปอยู่บ้านเช่าต่างจังหวัด รอบ ๆ บ้านเป็นสวนที่มีต้นพุทราที่อร่อยอยู่ ในช่วงเช้ามืดเลยชอบไปเก็บพุทราคนเดียวแต่จู่ ๆ คืนหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็ก 2-3 คนหัวเราะ และวิ่งเล่นกันแถวต้นพุทราเลยเข้าไปเล่นด้วย แต่ในจังหวะที่แม่มาตามให้กลับบ้าน เมื่อหันกลับไปพวกเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง x ภูมิ - เออร์วิน ATLAS’ [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนยามวิกาล’ ‘คุณอาร์ปู’ ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกในวัยเด็ก ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณอาปูอายุ 7-8 ขวบ คุณอาร์ปู ได้ย้ายจากจังหวัดมหาสารคามมาอาศัยอยู่ที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยคุณพ่อของเธอยังคงประกอบอาชีพค้าขายน้ำเต้าหู้เช่นเดิม หลังจากย้ายมาคุณอาร์ปู ได้เช่าบ้านพักอาศัยอยู่ โดยบริเวณรอบ ๆ บ้านพักจะเป็นสวนตามปกติของคนต่างจังหวัด ระยะทางของบ้านจะอยู่ห่างไกลจากตลาดนิดหน่อย แต่ค่าเช่าก็ไม่ได้แพงมากนักเปรียบเทียบการการเช้าในเมือง ระยะทางการเข็นรถเพื่อเข้าไปขายของในตลาดจึงไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงอะไรในทุก ๆ คืน พ่อของคุณอาร์ปูจะต้องตื่นขึ้นมาในช่วงเวลา ตี 2 - 3 เพื่อมาทำน้ำเต้าหู้ และทุกคนในครอบครัวก็จะตื่นมาช่วยเตรียมข้าวของในเวลาเดียวกัน หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง คุณอาร์ปูก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘แม่หนูขอไปเก็บพุทราหน่อยนะ’ เพราะบริเวณสวนรอบบ้านจะมีต้นพุทราที่อร่อยตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้าน ในช่วงเวลาประมาณตี 4 แม้บรรยากาศจะยังคงมืดสนิทแต่ท้องถนนก็ยังมีแสงไฟส่องสว่างให้พอมองเห็นได้ลาง ๆ และโดยปกติของคุณอาร์ปู ตอนนั้นเป็นเด็กที่ไม่ได้กลัวอะไรสักเท่าไหร่ ในระหว่างที่คุณอาร์ปูเก็บพุทราอยู่คนเดียว จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดเข้ามาแต่ตัวของเธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ผ่านไปจนเข้าคืนที่ 2 ซึ่งวันถัดไปคือวันพระ คืนวันนั้นจึงเป็น ‘วันโกน’ เมื่อคุณอาร์ปู ไปถึงต้นพุทราที่ต้องการจะเก็บ ท่ามกลางความเงียบของสวน และลมที่พัดแรงขึ้น จู่ ๆ เสียงหัวเราะของเด็กก็ดังขึ้นรอบตัว! ภายในใจคุณอาร์ปูคิดว่าวันนี้คงจะมีคนอื่น ๆ มาเก็บพุทราเป็นเพื่อนไม่เหมือนคืนแรกที่เธอเก็บคนเดียวเมื่อเดินเข้าไปคุณอาร์ปู ก็เจอกับเด็กกลุ่มหนึ่ง คนหนึ่งปีนอยู่บนต้นไม้ ส่วนรอบ ๆ ต้นมีเด็กอีก 2 คนกำลังก้ม ๆ เงย ๆ คล้ายว่ากำลังเก็บผลพุทราอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูเลยมีความคิดแค่ว่าตนนั้นกลัวที่เด็กเหล่านั้นจะเข้ามาแย่งเก็บพุทราไป คุณอาร์ปูจึงตัดสินใจเดินเข้าไปแต่เมื่อยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ลักษณะของเด็กผู้ชายที่อยู่บนต้นไม้นั้นสวมเพียงกางเกงตัวเดียวแต่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า ส่วนเด็กอีก 2 คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นมีเพียงเสื้อผ้ามอมแมมที่อยู่บนร่างกาย ใบหน้าของพวกเขาค่อนข้างเลือนลาง เธอไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเพราะความมืดของสวนแห่งนี้ ในขณะเดียวกัน เด็กบนต้นไม้ก็เขย่าต้นพุทรา ส่วนเด็กอีก 2 คนข้างล่างก็ก้มเก็บ และวิ่งเล่นพร้อมส่งเสียงหัวเราะดังอยู่รอบ ๆ ต้นไม้ โดยที่ทั้งคุณอาร์ปู และเด็กกลุ่มนั้นไม่ได้พูดคุยกันเลย จนเมื่อถึงคืนที่ 3 ซึ่งตรงกับวันพระ แม่ของคุณอาปูก็เตรียมของเพื่อจะไปวัดในตอนเช้า ในระหว่างนั้นเธอก็ได้พูดกับแม่ว่า ‘ถ้าช่วยแม่เสร็จแล้ว หนูขอไปเก็บพุทราเหมือนเดิมนะ’ แม่ก็ถามกลับมาด้วยความสงสัยว่า ‘ไปเก็บกับใคร’ คุณอาร์ปู จึงตอบไปว่า ‘มีเพื่อนอยู่ เขาก็มาเก็บเหมือนหนู เขาน่าจะเป็นลูกคนที่ขายของที่ตลาดเหมือนเรา’ ได้ยินเช่นนั้นแม่ของคุณอาร์ปู ก็อนุญาตให้ไปเมื่อไปถึงสวนก็เห็นว่าในคืนนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน กลายเป็นว่ามีเด็ก 5 คนกำลังวิ่งเล่น และปีนเก็บพุทรากันอยู่ ด้วยความเป็นเด็ก คุณอาร์ปูจึงเข้าไปเล่นด้วยอย่างสนุกสนานพร้อมก้มเก็บพุทราที่ร่วงลงมา แต่คุณอาร์ปูก็สังเกตว่าในกลุ่มนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ถือถุงมา ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีอะไรติดตัวเลย แถมยังแต่งตัวมอมแมมกว่าเธออีกด้วย คุณอาร์ปู ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเข้ามาคุยกับเธอ พอถามอะไรไปก็ได้รับการตอบกลับมาเป็นเพียงรอยยิ้มบาง ๆ แต่พูดกับเธอว่าเพียงแค่ว่า ‘ขึ้นมาไหม? ขึ้นมาข้างบนสิ’ และเอ่ยชวนให้เธอเล่นซ่อนหากัน.. คุณอาร์ปูจึงตอบรับไปเพราะเห็นว่ามีเพื่อนเยอะ และคิดว่ามันน่าจะสนุกดี เวลาผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังมาจากที่ไกล ๆ และได้ยินเสียงตะโกนเรียกของแม่ของเธอดังเข้ามา ‘กลับบ้านได้แล้วมั้ง จะเช้าแล้ว ตี 5 แล้วลูก’ ส่งเสียงเรียกลูกสาวเพื่อที่จะได้เตรียมตัวไปวัดด้วยกัน แต่ในจังหวะที่คุณอาร์ปู หันกลับมามาหลังจากได้ยินเสียงนั้นก็พบว่าเพื่อนที่วิ่งเล่นกับเธอเมื่อครู่นั้นได้หายไปแล้ว! เพียงเสี้ยววินาทีที่คุณอาร์ปู หันไปหาแม่ และหันกลับมานั้นก็กลับไม่มีเด็กคนไหนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว คุณอาร์ปูที่ไม่ได้เอะใจอะไรจึงคิดว่าเด็กกลุ่มนั้นอาจจะแค่กลัวแม่ของเธอ เลยรีบวิ่งหนีไป เมื่อแม่ของคุณอาร์ปูเดินเข้ามาก็ได้ถามคุณอาปูว่า ‘เมื่อกี้เล่นกับใคร? ได้ยินเสียงหัวเราะ’ เธอจึงตอบกลับไปว่า ‘อยู่กับเพื่อนไง แต่เขาไปหมดแล้ว เขาน่าจะกลัวแม่’ แต่แม่เธอก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่เห็นเด็กคนไหนนอกจากคุณอาร์ปู ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่เพียงคนเดียว ด้วยความตะหงิดใจของแม่ เมื่อไปถึงวัด แม่ของคุณอาร์ปูก็นำเรื่องที่เกิดขึ้นให้เล้าให้ป้าฟัง หลังจากได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมด ป้าจึงเล่าให้แม่ของคุณอาร์ปู ฟังว่าแถวนั้นไม่มีบ้านคน และก็ไม่มีเด็กอาศัยอยู่เลย เพราะตรงนั้นมันเคยมีเด็กในตลาดเข้าไปปีนเก็บพุทรา และก็พลัดตกลงมาเสียชีวิตในปีก่อนก็เคยมีคนไปทำแท้ง และเอาเด็กไปทิ้งไว้ใต้ต้นพุทราต้นนั้นอีกด้วย! กลายเป็นว่าตรงบริเวณนั้นจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปเพราะมันค่อนข้างน่ากลัว และป้ายังเล่าอีกว่า ในช่วงกลางคืนของวันพระหรือวันโกน คนที่ปั่นจักรยานผ่านบริเวณนั้นมักจะเห็นเด็กอยู่บนต้นไม้ พร้อมกับได้ยินเสียงหัวเราะคล้ายมีเด็กหลายคนกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยเตือนแม่ของคุณอาร์ปูว่า อย่าให้ลูกเข้าไปที่สวนบริเวณนั้นอีก เมื่อกลับถึงบ้าน แม่จึงถามคุณอาร์ปู ถึงลักษณะของเพื่อน ๆ ที่เธอพูดถึง คุณอาร์ปูก็เล่าตามที่เห็น ทั้งเสื้อผ้า หน้าตา และลักษณะของเด็กกลุ่มนั้นให้แม่ฟัง แม่จึงรีบเตือนว่า ‘วันหลังอย่าไปอีกนะลูก เขาห้ามเข้าไป มันมีคนตายตรงนั้น’ และบอกว่าเป็นความโชคดีที่คุณอาร์ปูไม่ได้ปีนต้นไม้ขึ้นไปตามคำเชิญชวนของเด็กเหล่านั้น เพราะถ้าหากวันนั้นแม่ไม่ได้เดินเข้ามาเรียก เธอคงตัดสินใจปีนขึ้นไปเล่นกับเด็กกลุ่มนั้น และก็อาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวของเธอก็เป็นได้ ตั้งแต่วันนั้นคุณอาร์ปูก็ไม่ได้กลับไปที่ต้นพุทราตรงนั้นอีกเลย… (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

29 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากภูมิ ATLAS 'หวง' l อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]

หลังจากที่เข้าไปเยี่ยมคุณตาบ้านตรงข้ามที่กำลังป่วย แต่กลับได้ยินเสียงคนกระซิบ และเสียงคนเดินไปเดินมาทั่วบ้าน ก่อนจะพบว่าอาหารที่เพิ่งนำไปให้ กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของตัวเองอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือแท้จริงแล้ว… คุณยายผู้ล่วงลับกำลังพยายามกันไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับสามีของเธอ? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภูมิ - เออร์วิน ATLAS [25 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณภูมิ ‘หวง’ ภูมิ ATLAS ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขวัญผวาที่เพิ่งเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขา โดยภูมิมีบ้านอยู่หลังหนึ่งบนดอยในจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีคุณน้า คุณตา และคุณยายอาศัยอยู่ หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผู้คนต่างรู้จักกันแทบทั้งหมด และบ้านตรงข้ามมีคุณตา และคุณยายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ ซึ่งก็เป็นญาติกัน คุณตาประกอบอาชีพตอกมีด ทุบเหล็ก ทำมีดขายให้คนในหมู่บ้าน ส่วนคุณยายค้าขายของอยู่ที่ตลาด เท่าที่คุณภูมิจำได้ คุณยายเป็นคนค่อนข้างดุ และมีนิสัยหวงคุณตามาก ทั้งคู่รักกันมาก..กระทั่งเมื่อปีที่แล้ว คุณยายป่วยเป็นโรคเบาหวาน และหลังจากนั้นไม่นานก็เสียชีวิตลง คุณตายังคงใช้ชีวิตทำมีดขายตามเคย มีอยู่วันหนึ่งในช่วงเย็น ฟ้าใกล้จะมืด เด็กชายคนหนึ่งในหมู่บ้านเดินทางไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อซื้อมีด แต่สิ่งที่เด็กชายเห็นกลับเป็นคุณยายยืนอยู่นิ่ง ๆ ใต้ถุนบ้าน ตรงบริเวณที่คุณตาใช้ตอกมีด พร้อมกับจ้องมองมาที่เขา เด็กชายไม่รู้ว่าคุณยายเสียชีวิตไปแล้ว จึงพูดออกไปว่า “ยาย ๆ ซื้อมีดหน่อยครับ” แต่คุณยายยังคงยืนนิ่ง และจ้องมองเขาโดยไม่ตอบอะไร เด็กชายจึงเรียกคุณยายซ้ำอีกครั้ง คราวนี้คุณยายทำหน้าบึ้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว ทิ้งให้เด็กชายยืนสงสัยว่าทำไมมาซื้อของแล้วกลับไม่ยอมขายให้ไม่นานหลังจากนั้น คุณตาก็เดินลงมา เด็กชายจึงขอซื้อมีดจากคุณตาแทน พร้อมเล่าให้ฟังว่าเมื่อครู่เห็นคุณยายตัวท้วม ๆ เดินเข้าไปในห้องครัว เรียกก็ไม่ยอมพูดด้วย และยังสงสัยอีกว่าทำไมไม่ขายของให้เขา คุณตาได้ฟังดังนั้นก็ทราบในทันทีว่า สิ่งที่เด็กชายเห็นน่าจะเป็นเมียของเขาที่เสียชีวิตไปแล้วในช่วงนั้นเอง คนในหมู่บ้านก็เริ่มเห็นคุณยาย อยู่บริเวณหน้าบ้านบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง หรือปรากฏตัวอยู่ใต้ถุนบ้านจนผู้คนเริ่มพูดต่อ ๆ กันว่า“บ้านนี้มีผี”เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน คุณตาก็เริ่มล้มป่วย ทั้งโรคไต และโรคอื่น ๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าเข้าไปเยี่ยม เพราะต่างหวาดกลัวว่าหากเข้าไปในบ้าน อาจพบกับคุณยายที่ยังคงปรากฏตัวอยู่ หลัง ๆ คุณตาเองก็ไม่สามารถลงมาทำมีดขายได้อีก เพราะร่างกายไม่ไหว ต้องนอนพักอยู่ด้านบนของบ้านจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณยายของภูมิไปซื้อของ และกับข้าวที่ตลาดตั้งใจว่าจะนำอาหารไปเยี่ยมคุณตาที่บ้าน เพราะเป็นญาติกันและรู้สึกสงสารคุณตา อีกทั้งคุณยายของภูมิ เองก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร แต่ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ลมกลับแรงขึ้น และคุณยายยังได้กลิ่นเหม็นแปลก ๆ พร้อมกับรู้สึกหน้ามืดขึ้นมา ถึงอย่างนั้น คุณยายของภูมิ ก็ยังเดินขึ้นไปบนบ้าน และพบคุณตานอนอยู่บนเตียง จึงทักทายพร้อมบอกว่าเอาข้าวมาฝาก และถามว่ากินไหม ก่อนจะเทกับข้าวให้คุณตากินแต่เมื่อคุณตากินอาหารเข้าไปแล้วกลับคายออก กินแล้วคาย พยายามกลืนก็กลับไอ บางครั้งกลืนได้ บางครั้งก็กลืนไม่ได้ จนอาหารเละเทะตกอยู่บนพื้นเมื่อเห็นอาการของคุณตาที่ดูหนัก คุณยายของคุณภูมิจึงคิดว่าจะพาไปหาหมอ แต่ในจังหวะนั้นเอง กลับได้ยินเสียงกระซิบดังอยู่ทั่วบ้าน รวมถึงเสียงคล้ายมีคนเดินไปเดินมา ทำให้คุณยายเริ่มรู้สึกกลัว จึงบอกคุณตาว่าอย่าลืมกินให้หมด ก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านตัวเองแต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ทำให้คุณยายยิ่งรู้สึกประหลาดใจ คืออาหาร และกับข้าวที่เพิ่งนำขึ้นไปให้คุณตา กลับปรากฏมากองอยู่ที่บ้านของคุณยาย ของภูมิอาหารที่เละเทะ รวมถึงจานต่าง ๆ ราวกับภาพทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นบนบ้านคุณตาถูกวางซ้ำที่บ้านของคุณยายภูมิเหมือนกับว่า… มีบางสิ่งไม่ต้องการให้ใครเข้าไปยุ่ง และไม่ต้องการให้ใครมาเยี่ยมคุณตาหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ประหลาดในวันนั้น ญาติ ๆ ก็พาคุณตาไปโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณตาบ้านตรงข้ามก็เสียชีวิตลงในที่สุด โดยคุณหมอบอกว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัว ทว่าสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านกลับมีความเชื่อว่า คุณยายอาจกำลังพาคุณตาไปอยู่ด้วย โดยคุณตา และคุณยายบ้านตรงข้ามเสียชีวิตห่างกันหลายเดือน แต่ในช่วงเวลานั้นคุณตาก็ค่อย ๆ ป่วย และทรุดลงเรื่อย ๆ จนผู้เฒ่าผู้แก่เชื่อกันว่า คุณยายจะไม่ให้คุณตากิน ไม่ให้นอน เพื่อให้รีบไปอยู่ด้วยกันเร็ว ๆแท้จริงแล้วบ้านหลังนี้เป็นของลูกหลานคุณตา คุณยาย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีลูกหลานเข้ามาดูแลต่อ เหลือเพียงเรื่องราวที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของคนในหมู่บ้าน และคำถามที่ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า…อาหารที่เพิ่งถูกยกขึ้นไปให้คุณตาบนบ้าน เหตุใดจึงกลับมาอยู่ที่บ้านของคุณยายคุณภูมิได้ และเสียงกระซิบกับเสียงคนเดินไปเดินมาที่ได้ยินในวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นเสียงของใครกันแน่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

  • …
album
♪efm
-

-