เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

09 พ.ค. 2026

คำพูดพลั้งปากในคืนวันโกน เงาดำปริศนาที่คอยตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม ให้อยู่ด้วยนะ’ คำพูดร้องขอจากสิ่งลี้ลับเกลี้ยกล่อมหลอนประสาทในยามหลับไหล แต่สุดท้าย… ก็ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันไป!

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (05 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’

   ‘คุณตาล’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง โดยส่วนตัวนั้น คุณตาลเป็นคนที่สวดมนต์ และสวดบทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่เป็นประจำ ในวันหนึ่งหลังจากที่คุณตาลขายขนมที่ร้านเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งเส้นทางที่คุณตาลใช้กลับนั้น ต้องผ่านหลังวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณตาลกำลังขับรถผ่านวัด เธอได้หันไปมองที่เมรุ และด้วยความปากไวเธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึก ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่ ‘อย่าตามกูกลับมานะ ถ้าตามกูด่านะ’ ปกติแล้วคุณตาลจะไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วันนั้นคุณตาลมีความรู้สึกที่ว่า มีเงาดำกำลังจ้องมองเธอลงมาจากด้านบน ไปตลอดเส้นทางที่เธอกำลังกลับบ้าน

เมื่อคุณตาลกลับมาถึงบ้านของตนเอง เธอได้เตรียมตัวทำขนมสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้น คุณตาลได้หันไปมองที่หน้าบ้านของเธอ และได้พบกับเงาดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอขับรถผ่านมาอีกครั้ง เธอจึงพูดออกมาว่า ‘อย่าตามกลับเข้ามาสิ เดี๋ยวตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตรให้’ พอคุณตาลทำขนมเสร็จเธอได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อบ้าน และได้เห็นเงาดำยิ้มฟันขาวมาให้เธอจากด้านบน ด้วยความเหนื่อย คุณตาลจึงไม่สนใจมัน และเข้านอนในคืนนั้น

ก่อนนอนคุณตาลได้วางรูปหลวงปู่ดู่ไว้ข้างเตียง และยกมือไหว้สวดมนต์ตามปกติ เมื่อล้มตัวลงนอนในตอนเที่ยงคืน คุณตาลฝันว่า เธอนั้นไปในที่มืดดำแห่งหนึ่ง และมีเสียงพูดกับเธอข้างหูว่า ‘ให้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ค้าขายจะดีนะ ตอนเช้าไปใส่บาตรนะ’ ในฝันนั้นคุณตาลใช้ชีวิตตามปกติ การค้าขายดี ขายของหมดทุกอย่าง คุณตาลจึงไม่คิดอะไร

   เมื่อคุณตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมา และมองไปที่ขื่อบ้านของตนเองเงานั้นก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง คุณตาลหลับรอบที่ 2 เงานั้นได้มาทับตัวเธอไว้ และพูดกับเธอในฝันว่า ‘ขออยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยแล้วดี ดีจริง ๆ ข้อตกลงเดียวของเราคือใส่บาตรด้วยกัน’ ตอนนั้นคุณตาลรู้สึกตัว  และรู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ฝันไป แต่มันกลับเหมือนเรื่องจริง ว่ามีใครสักคนมาพูดกับเธอ

คุณตาลได้ท่องในใจว่า ‘หลวงปู่ดู่ช่วยหนูด้วย’

ซึ่งความเชื่อส่วนตัวของคนที่สวดบทจักรพรรดิ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่ดู่รับรู้จะมีเสียงจิ้งจกร้องทัก เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของคุณตาล ทันใดนั้นจิ้งจกก็ร้องทักขึ้นมา ทำให้เธอได้รู้ตัวว่าหลวงปู่รับรู้แล้ว

   หลังจากนั้นจิ้งจกร้องทักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแม่ของคุณตาลเดินมาเคาะห้อง ถามว่าเธอเป็นอะไร เพราะได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักดังมาก แต่คุณตาลไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะในตอนนั้น เธอได้แต่นอนร้องไห้ และขยับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่ามีใครสักคนมานอนทับตัวเธอไว้ ทำให้คุณตาลนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว

  คุณตาลพยายามตั้งใจนอนอีกครั้ง เพื่อให้เธอลืมทุกอย่าง และได้ตื่นจากฝันร้ายในครั้งนี้ แต่การหลับรอบนี้ กลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หนักแน่น พูดขึ้นมาว่า ‘สวดมนต์ สวดมนต์สิ’ ทำให้คุณตาลเริ่มสวดนะโมสามจบ แต่ยังไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง ‘ฮือ ฮืออ อยู่ด้วยกันสิ’ ดังแทรกขึ้นมา คุณตาลตั้งใจสวดมนต์กลบเสียงร้องโหยหวนนั้นให้ได้ แต่เมื่อมีเสียงร้องของผู้หญิง แทรกขึ้นมา ทำให้เธอนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องปริศนา แต่เสียงของชายที่หนักแน่น ได้พูดเตือนเธอให้สวดมนต์อย่างหนักแน่น ทำให้คุณตาลมีสติสวดมนต์อีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดเข้ามาในตาของเธอ ส่วนเงาดำนั้นได้กรีดร้องดังขึ้นมา ในฝันนั้นคุณตาลได้วิ่งหนีเสียง เพื่อเข้าหาแสงสว่างตรงปลายทางตรงหน้า เสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องวิ่ง เดินสวดมนต์ออกมา’ 

ขณะเดียวกันเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องโหยหวนนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า เมื่อคุณตาลก้าวเท้าเข้ามาหาแสง เธอได้ยินเสียงบทสวดบทหนึ่งดังขึ้น หลังจากสวดเสร็จก็มีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ตามมาได้ยังไง นี่มันกายคนนะ’ จากนั้นเสียงกรี้ดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเงานั้นออกหลุดออกไป

   คุณตาลตื่นขึ้นมา เธอจึงได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเสียงร้องทักของจิ้งจกในห้อง การนอนครั้งนี้ คุณตาลได้ฝันเห็นพระใส่จีวรหันหลังยืนหันหลังให้เธอ และพูดว่า ‘รู้ไหมเขาตามมานะ เขาชอบคนใส่บาตร วันนั้นที่ไปตักบาตรเนี่ยบุญเยอะนะ เขาชอบ’ รวมทั้งถามถึงสายสิญจน์ ที่ผูกกับรถของเธอมันหายไปไหน รวมถึงบอกว่าสายสิญจน์นั้นสำคัญมาก ถ้ากลัวก็ให้นำมันมาผูกแขนไว้ แต่ในฝันคุณตาลกลับไม่ได้ตอบอะไร

เช้าวันรุ่งขึ้น คุณตาลได้ไปดูสายสิญจน์ที่รถแต่กลับไม่พบ แม่ของเธอก็ได้บอกว่า สายสิญจน์มันขาดไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ สายสิญจน์ที่รถทุกคันมันได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด หลังจากนั้นคุณตาลได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่ง และเล่าเรื่องนี้ให้พระที่วัดได้ทราบ ท่านก็ได้แต่หัวเราะ และพูดว่า ‘มันก็มีแหล่ะตรงเมรุ แล้วดันไปปากดีทักทำไม’ ซึ่งวันที่ คุณตาลได้พูดทักเงาดำนั้น คือวันโกน หลังจากเหตุการณ์นี้ เมื่อพระได้พรมน้ำมนต์ให้คุณตาลแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับเงาดำเงานั้นอีกเลย

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

04 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost 'สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

รถแท็กซี่ที่คุณนั่ง แค่รับส่งผู้โดยสาร หรือเคย ‘พรากชีวิต’ ใครมาก่อนหรือเปล่า? เรื่องราวหลอนระทึกของคนขับรถกะดึก ที่รับผู้โดยสารสาวขึ้นรถมาด้วยความหวังดี แต่กลายเป็นสาเหตุที่ต้องเลิกขับแท็กซี่ไปตลอดชีวิต เพราะเมื่อหญิงที่ขึ้นมาบนรถนั้น ดันกลายเป็นศพที่ถูกล้อรถทับ ที่ต้องหนีไปขอความช่วยเหลือจากลุงยามหมู่บ้านใกล้ ๆ แต่ใครจะรู้ ว่านั่นคือการ 'หนีเสือปะจระเข้'... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost (27 มกราคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘สาเหตุที่เลิกขับเเท็กซี่’ เรื่องราวนี้ ‘สาวแอน’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกเล่ามาโดย “คุณอาร์ท” เป็นเรื่องราวของพี่ที่รู้จัก ที่มีชื่อว่า “คุณนัท” ซึ่งเหตุการณ์นี้ คือสาเหตุที่ทำให้ ‘คุณนัท’ ถึงกับต้องเลิกทำอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัวของเขา นั่นคือการขับแท็กซี่ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ‘คุณอาร์ท’ ตกงาน จึงไปสมัครเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งการเช่ารถแท็กซี่ 1 คัน จะถูกจัดให้มีคนขับอยู่ 2 คน ซึ่งคุณอาร์ท จะขับรถในกะกลางวัน และการทำงานในกะกลางคืน จะเป็นของพี่นัท พี่นัทเป็นคนตรงเวลามากมาตลอด เขาจะมาส่งรถประมาณตี 5 ของทุกวัน คืนวันนั้นพี่นัท ก็ออกไปทำงาน และคุณอาร์ทก็มารอรับรถปกติ แต่วันนี้ พี่นัทดันไม่มา คุณอาร์ทยังรอไปหลายชั่วโมง จนกระทั่ง 7 โมงเช้า พี่นัทก็ยังไม่มา จึงกลับไปรอที่บ้าน ประมาณ 9.00 น. พี่นัท โทรมา บอกว่า “อาร์ท พี่ขอโทษ 11 โมง มารับรถนะ เดี๋ยวพี่จะให้ค่าเสียเวลา” คุณอาร์ทก็ตอบตกลง และไปเจอกันที่อู่รถแท็กซี่แต่หลังจากเจอกับพี่นัท คุณอาร์ทสังเกตได้เลยว่า หน้าพี่นัท ดูซีดเซียว เหมือนคนอดหลับอดนอน แต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไร แล้วไปขับรถทำงานตามปกติ หลังจากการทำงานวันนั้น คุณอาร์ทก็ขับรถเข้ามาที่อู่ และเห็นว่า พี่นัทกำลังนั่งรออยู่ เมื่อเจอกัน พี่นัทพูดว่า “อาร์ท… พี่ขอแลกกะได้มั้ย พี่ไม่อยากขับกะกลางคืนแล้ว” แต่คุณอาร์ท ปฏิเสธไป เพราะไม่ชินกับการขับรถกลางคืน แต่พี่นัทก็ไม่ได้ตื้ออะไร ต่างคนจึงแยกย้ายกัน วันถัดมาหลังจากคุณอาร์ท กลับจากทำงาน แล้วเอารถมาส่งที่อู่ ปรากฎว่าคนที่ยืนรอกลับเป็น เจ๊ เจ้าของอู่ ไม่ใช่พี่นัท เจ๊บอกกกับคุณอาร์ทว่า พี่นัทลาออกแล้ว อยากให้คุณอาร์ทควง 2 กะเลยทั้งกลางวัน และกลางคืน ทีแรกคุณอาร์ทคิดว่า เขาทำอะไรให้พี่นัทไม่พอใจ หรือโกรธที่ไม่ยอมแลกกะ หรือเปล่า? หลังจากนั้นจึงไปหาพี่นัทที่บ้าน ขณะนั้นพี่นัทกำลังดื่มอยู่ คุณอาร์ทจึงทราบจากภรรยาพี่นัทว่า พี่นัทไม่ได้โกรธ แต่เจอผีหลอกมาต่างหาก เขาก็เอ๊ะใจว่า แค่นี้ถึงกับต้องเลิกขับแท็กซี่เลยหรอ พี่นัทจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่นัทเล่าว่า ตอนนั้นทำงานกะดึกอยู่เขาขับไปส่งลูกค้าแถวชานเมือง แต่ขากลับมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งยืนโบกรถพอดี เขาเองก็ดีใจที่อย่างน้อย ก็ไม่ได้ตีรถกลับไปเฉย ๆ เมื่อเปิดกระจกถามว่าจะไปไหน ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ไปซอยในหมู่บ้านตรงนั้นค่ะ…” พี่นัทก็เริ่มคิดแล้วว่า ซอยตรงนั้นมันเปลี่ยวสองข้างทางเป็นป่าต้นธูป มืดไม่มีไฟ เขากลัวว่าจะโดนลวงไปปล้น แต่เขาก็เป็นห่วงน้องผู้หญิงเลยตัดสินใจไปส่ง หลังจากนั้นน้องผู้หญิงก็ขึ้นรถมาแล้วบอกว่า ไม่ขอนั่งข้างหลัง อยากนั่งข้างหน้า พี่นัทก็ตกลง เมื่อขับรถออกไปสักพัก ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นใส่กระโปรงสั้นแต่งตัวล่อตา พี่นัทจึงเผลอไปมองขา และหน้าอกของน้องผู้หญิง เขาเองก็รู้สึกผิด แต่สักพักน้องผู้หญิงก็หยิบสมุดกับปากกาขึ้นมาจดป้ายทะเบียนรถปกติ แล้วจู่ ๆ ก็หันมาพูดว่า “มึงมองนมกูหรอ !” พี่นัทตกใจจึงรีบปฏิเสธ “กูไม่ได้มอง !” ระหว่างนั้นก็ขับรถไป และทะเลาะกันไป ใช้คำหยาบขึ้นมึงกู เมื่อขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานทางด่วนซึ่งมืดมาก เสียงทะเลาะของน้องผู้หญิงเมื่อครู่ก็เงียบไป และเมื่อขับออกมาพ้นใต้สะพาน มีแสงสว่าง พี่นัทก็หันไปพบว่าน้องผู้หญิงได้หายไปแล้ว พี่นัทตกใจมาก และนั่งสักพัก ก่อนที่จะได้ยินเสียง ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง! ที่ท้ายรถ จึงตัดสินใจลงจากรถไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่พี่นัทเห็นคือ ภาพสยดสยองของน้องผู้หญิงคนนั้นที่โดนล้อรถทับอยู่ มีทั้งเลือด และอวัยวะกระจายเต็มไปหมด ผู้หญิงคนนั้นพูดกับพี่นัทว่า “มึงชนกูทำไม!” พี่นัทรู้ตัวเลยว่านี่ไม่ใช่คน จึงรีบขึ้นรถ และขับหนีออกมาโดยเร็วที่สุด ขับออกมาเรื่อย ๆ จนเห็นแสงสว่างจากหมู่บ้าน และหน้าหมู่บ้านก็มีป้อมยาม ขณะนั้นมีคุณลุงคนนึง กำลังถือเก้าอี้เดินเข้าไปในป้อมพอดี พี่นัทจอดรถ และรีบวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือ “ลุง ๆ ช่วยผมด้วย ผมโดยผีหลอก” ลุงจึงบอกให้พี่นัทเข้ามาก่อน ด้วยความกลัวพี่นัทก็รีบวิ่งเข้าไปนั่งหลบที่ใต้โต๊ะ ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมาอีกทีในตอนเช้า เมื่อพี่นัทโดนปลุกจนตื่น ก็พบว่าข้างนอกป้อมยามมีชาวบ้านเต็มไปหมด ทุกคนต่างมามุงดู เพราะคิดว่าพี่นัทอาจจะนอนเสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็มีการซักถามว่า “มาที่นี่ได้ยังไง คุณเป็นคนต่างถิ่นหนิ” คุณนัทจึงเล่าให้ฟังว่าโดนผีหลอก และมีป้าชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นมาว่า “หึ้ย.. ไอส้มมันยังไม่ไปไหนอีกหรอ” พี่นัทจึงถามกลับไปว่า “ส้ม… ส้มที่ว่านี่คือใคร สิ่งที่ผมเจอคืออะไร” ป้าจึงบอกให้ตามมาจะเล่าให้ฟัง พี่นัทตามป้าไปที่ร้านข้าวของเธอ ป้าก็เล่าให้ฟังว่า ส้ม ก็เป็นคนหมู่บ้านนี้แหละ คืนนั้นส้มไปเรียกแท็กซี่ตรงจุดที่พี่นัทเคยไปรับ เมื่อขึ้นรถไปก็จดป้ายทะเบียนรถแท็กซี่เหมือนที่ทำตอนที่ขึ้นรถพี่นัทเลย แต่จังหวะที่รถขับไปถึงจุดกลับรถใต้สะพานที่เกิดเหตุ ลุงขับแท็กซี่คนนั้นกลับจอดรถ และพยายามข่มขืนเธอแต่น้องส้มเปิดประตู และหนีไปได้ ลุงจึงขับรถหนีไป แต่หนีได้สักพัก ก็นึกขึ้นได้ว่า น้องส้มได้จดชื่อ และทะเบียนรถของเขาไว้ จึงอยากย้อนกลับไปขอโทษ เมื่อกลับไปถึง ก็พยายามตามหาแต่ส้มกลับวิ่งหนี เขาจึงคิดว่าน่าจะไม่สามารถประนีประนอมกันได้ จึงตัดสินใจ ขับรถชนน้องส้มจนเธอสลบไป และพยายามลงจากรถไปค้นหาสมุดเล่มนั้นแต่ก็หาไม่เจอ จู่ ๆ น้องส้มก็ฟื้นขึ้นมา ลุงขับแท็กซี่ จึงขับรถเหยียบเธอซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอเสียชีวิตแล้ว จากนั้นจึงเอารถไปส่งที่อู่ แต่ไม่นานเมื่อกฎหมายทำงาน ลุงขับแท็กซี่ก็โดนจับไปรับโทษทันที หลังจากการชันสูตรศพ และสอบสวนผู้ต้องหา ตำรวจได้ถามลุงขับแท็กซี่ว่า ลุงข่มขืน และฆ่าน้องส้มใช่ไหม ลุงปฏิเสธตอบว่า “ผมฆ่าก็จริง แต่ผมไม่ได้ข่มขืน” ตำรวจเอะใจมาก “เป็นไปไม่ได้ เพราะศพโดนข่มขืนด้วย” เมื่อไม่มีการยอมรับ จึงต้องพักการสอบสวนไว้ก่อน และไม่นานก็มีสายจากตำรวจอีกนายโทรเข้ามาว่าให้มาดูที่เกิดเหตุอีกเหตุที่บ้านน้องส้ม เมื่อไปถึง ก็พบว่าภายในห้องมีข้อความเขียนอยู่ว่า “...กูแค่ข่มขืนมึง กูไม่ได้ฆ่ามึง… คนที่ฆ่ามึง คือคนขับแท็กซี่…” และถัดจากข้อความนั้นเป็นร่างของลุงแก่ ๆ ขี้เมา แขวนคอตัวเองอยู่ ตำรวจจึงสรุปได้ว่า ขณะที่ลุงขับแท็กซี่ขับรถหนีไป ลุงขี้เมาคนนี้ได้เข้ามา และข่มขืนน้องส้ม สมุดที่น้องส้มถือ จึงหล่นอยู่แถวนั้น เมื่อลุงขับแท็กซี่กลับมา ลุงขี้เมาก็หนีไป… เมื่อเล่ามาถึงอย่างนี้ คุณอาร์ทจึงพูดขึ้นว่า “แต่พี่ก็โชคดีนะ ที่มีลุงยามมาช่วยเอาไว้” พี่นัทตอบว่า “โชคดีกับผีอะไรล่ะ ที่กูสลบเพราะลุงนั่นแหละ” พี่นัทเล่าต่อว่า ในตอนที่เขาเข้าไปหลบใต้โต๊ะ ลุงยามก็เดินหยิบเก้าอี้มา แล้วพูดว่า “ผีตัวนี้ ลุงไม่กลัวมันหรอก ลุงมีวิธีหนีมันแล้ว” หลังจากนั้นลุงก็ปีนขึ้นบนเก้าอี้ และแขวนขอตัวเองต่อหน้าต่อตาพี่นัท และความจริงที่น่ากลัวสกว่านั้นคือ รถที่ทั้งสองคนขับ คือรถคันเดียวกันที่ชนน้องส้มจนเสียชีวิต…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

25 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

เดินทางไปค้างคืนที่วัดแห่งหนึ่ง ตกดึกกำลังจะเคลิ้มหลับตาลง ก็มีเสียงดังลั่นขึ้นมา! ตึก..ตึก..ตึก… ดังรายล้อมไปรอบตัว พร้อมเสียงกระซิบแผ่ว ๆ “นอนหลับสบายดีมั้ย..” จึงได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเปิดผ้าคลุมออก พบเข้ากับผู้หญิงที่จ้องหน้ามาอย่างจัง หลังจากวันคืนนั้น ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ซ้ำไปในทุก ๆ คืน… เรื่องราวของกุฏิหลอน.. ‘คุณขึก’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ได้ไปนอนค้างที่กุฏิวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ในจังหวะที่จะเคลิ้มหลับ มักจะได้ยินเสียง ตึก..ตึก..ตึก… ดังขึ้นในทุก ๆ คืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X’ (16 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่หลอนในกุฏิ’ เรื่องเล่าจาก ‘คุณขึก’ ได้เดินทางจากต่างจังหวัด เข้ามาหาหลวงตาที่เป็นรองเจ้าอาวาส ณ วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แม่คุณขึกได้บอกว่า ก่อนที่จะเข้านอนอย่าลืมไหว้พระสวดมนต์ ช่วงเวลากลางคืน เริ่มมีอาการเคลิ้ม ๆ ปรากฏว่าเสียงดังลั่นขึ้นมา ตึก!..ตึก!…ตึก! ค่อย ๆ หันซ้าย หันขวาไปมอง ก็พบแต่ความว่างเปล่า หลังจากเสียงดังลั่นเมื่อครู่ ก็เริ่มที่จะมีอาการเคลิ้มอีกครั้ง ทันใดนั้นบริเวณหน้าต่างก็มีเสียงดังลั่น ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ลุกขึ้นไปดูในทันที แต่กลับไม่พบอะไรที่ผิดปกติ หลังจากนั้นได้กลับมาปิดไฟ เริ่มจะเอนตัวลงนอน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังลั่นขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก..ตึก… เป็นเสียงดังล้อมรอบตัว และได้ลุกขึ้นสำรวจรอบ ๆ ตัวก็พบแต่ความว่างเปล่าอีกครั้ง ผ่านเวลามาจนถึง ตี 3 เริ่มได้ยินเสียงเดินอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกว่ามีบางอย่าง มาเขี่ยไปมาอยู่บนใบหน้า และได้แต่นึกในใจว่าอาจจะเป็นขนแมว แต่ทันใดนั้นมีเสียงพูดแผ่ว ๆ ว่า “นอนหลับสบายดีมั้ย” เป็นเสียงของหญิงสาวที่กระซิบอยู่เบา ๆ คุณขึกรวบรวมความกล้าทั้งหมด เปิดผ้าออกมองตรงไปด้านหน้า สายตามองเห็นเป็นใบหน้า ของผู้หญิงนั่งจ้องตาเขม็ง คุณขึกตกใจสะดุ้งเฮือก หลวงตาได้ปรากฏตัวขึ้นในทันที พร้อมพูดมาว่า “อย่าไปกวนเขา ต่างคนต่างอยู่” หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็เฝดหายไป ผ่านไปไม่นานด้วยความเพลีย มีอาการง่วงขึ้นอีกครั้ง และเสียงก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก… คุณขึกเริ่มสวดคาถาไล่ผีขึ้นมา แต่ทันใดผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า“ไม่ต้องสวดหรอก..ฉันไม่กลัว” ผู้หญิงคนนี้เดินไป เดินมา อยู่รอบ ๆ ตัว คุณขึกนึกในใจว่า เราได้ไปลบหลู่เขาหรือเปล่า รุ่งเช้าวันต่อมา จึงได้ไปใส่บาตรให้กับเขา แล้วก็เดินทางกลับบ้าน แต่เดือนถัดมาได้กลับมาที่วัดอีกครั้ง ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบเดิมอยู่ซ้ำ ๆ วนไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

07 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'บ้านอาม่า' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

เมื่อพ่อของคุณบอส เข้าไปเก็บลูกฟุตบอลในบ้านของอาม่าข้างบ้าน เขาเห็นอาม่ายืนอยู่หน้าประตู แลบลิ้นใส่ จึงแลบลิ้นตอบกลับไปคิดว่าเป็นการหยอกล้อ แต่คืนถัดมาผีเสื้อดำตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้อง และเมื่อมันเข้าใกล้ เขาต้องตกใจสุดขีด เพราะใบหน้าของผีเสื้อตัวนั้นคือใบหน้าของอาม่า! ต่อมาถึงได้รู้ว่าอาม่าที่เขาคุ้นเคยได้เสียชีวิตไปแล้ว!! #อังคารคลุมโปง‘คุณบอส’ เล่าเรื่องหลอนเมื่อคุณพ่อได้เห็นเหตุการณ์สุดสยองที่ไม่เคยลืม! จากการเห็นอาม่าข้างบ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นการหยอกล้อธรรมดา แต่กลับกลายเป็นภาพหลอนของวิญญาณที่ผูกคอตาย! ทำไมถึงเป็นผีเสื้อที่มีหน้าคล้ายอาม่า? ฟังเรื่องสุดหลอนนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มีนาคม 2568) แล้วเหตุการณ์ณ์สุดหลอนนี้จะจบลงอย่างไร ไปติดตามพร้อมกันเลย!!‘คุณบอส’ เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่คุณพ่อของตนเคยพบเจอ และถูกเล่าต่อกันมาจนถึงรุ่นของตน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว ในกรุงเทพมหานคร บ้านของคุณบอสเป็นครอบครัวชาวจีน อากงและอาม่า มีลูกทั้งหมด 5 คน โดยคุณพ่อของคุณบอสเป็นลูกคนกลาง ในสมัยนั้นซอยที่บ้านของคุณพ่อตั้งอยู่เป็นซอยลึก และเงียบสงบ มีบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก ส่วนตัวบ้านของคุณพ่อมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ข้างบ้านเป็นที่อาศัยของ ‘อาม่า’ ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่เพียงลำพัง ลูกหลานของท่านจะมาเยี่ยมเพียงนาน ๆ ครั้งในสมัยนั้น คุณพ่อของคุณบอสยังเป็นเด็ก มักออกไปวิ่งเล่น และเตะฟุตบอลกับเพื่อน ๆ ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กัน คุณพ่อจึงสนิทกับอาม่า ข้างบ้านไปด้วย อาม่าท่านนี้มักทำกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า และทุกครั้งที่พบกันก็มักจะทักทายคุณพ่ออยู่เสมอ ทำให้ทั้งสองมีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยภายในซอยที่บ้านตั้งอยู่นั้นค่อนข้างเงียบสงบมาตั้งแต่เดิม ดังนั้นหากมีสิ่งใดผิดปกติ ก็มักจะสังเกตเห็นได้ไม่ยากวันหนึ่ง คุณพ่อสังเกตเห็นว่า อาม่าข้างบ้านไม่ออกมาทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ ต่างจากทุกวันที่มักจะเห็นท่านเดินไปเดินมา และทักทายกันเสมอคุณพ่อรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เวลาผ่านไปสักพัก ขณะที่คุณพ่อกำลังเล่นฟุตบอลกับพี่ ๆ ของตนอยู่นั้น บังเอิญเตะบอลพลาด ลูกบอลกระเด็นเข้าไปในบ้านของอาม่า บ้านของอาม่าเป็นบ้านแถว ด้านหน้ามีประตูลูกกรงกั้นไว้ และด้านในมีประตูอีกชั้นหนึ่ง คุณพ่อจึงยืนมองเข้าไปภายในบ้าน พลางคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปขณะที่คุณพ่อกำลังจะเดินเข้าไปหยิบลูกฟุตบอล เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านก็ต้องสะดุ้งตกใจ เมื่อมองเข้าไปในบ้านกลับเห็นอาม่ายืนแนบชิดกับประตูด้านใน จ้องมองออกมา ดวงตาถลน และแลบลิ้นออกมาคุณพ่อชะงักไปชั่วขณะ แต่พอได้สติ ก็คิดว่าอาม่า คงแกล้งหยอกเล่น เพราะปกติแล้วท่านเป็นคนใจดีและชอบหยอกเด็ก ๆ อยู่เสมอ ด้วยความคิดแบบเด็ก ๆ คุณพ่อจึงแลบลิ้นตอบกลับไปเป็นเชิงเล่นสนุก จากนั้นก็หยิบลูกฟุตบอลแล้ววิ่งกลับไปหาพี่ ๆวันนั้น คุณพ่อสังเกตว่าบรรยากาศในซอยบ้านที่เคยเงียบสงบกลับดูคึกคักขึ้นอย่างผิดสังเกต มีผู้คนเข้าออกมากกว่าปกติ และหลายคนก็เดินเข้าไปในบ้านของอาม่า คุณพ่อจึงคิดว่า น่าจะเป็นลูกหลานของอาม่าที่มาเยี่ยมท่านโดยปกติแล้ว คุณพ่อจะนอนรวมกับพี่ ๆ ทั้ง 5 คน และอากงอาม่า ภายในห้องเดียวกัน คืนนั้น.. ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท คุณพ่อสังเกตเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งบินวนอยู่รอบ ๆ ห้อง ลักษณะคล้ายผีเสื้อกลางคืน มีปีกสีดำสนิท มันบินมาเกาะอยู่ใกล้ใบหน้าของคุณพ่อ จนรู้สึกรำคาญ ด้วยความรำคาญ คุณพ่อจึงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือพิมพ์มาม้วน แล้วพยายามไล่ตีผีเสื้อตัวนั้น เสียงการเคลื่อนไหวทำให้คนในห้องตื่นกันหมด แต่สิ่งที่ทำให้คุณพ่อต้องขนลุกคือ ไม่มีใครเห็นผีเสื้อแม้แต่คนเดียว ทุกคนพากันบอกว่า คุณพ่อคงเล่นมากไปจนเหนื่อย และอาจตาฝาดหรือฝันไปเองหลังจากเวลาผ่านไป 2-3 วัน นับตั้งแต่คืนที่คุณพ่อเห็นผีเสื้อ ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ ไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่ง คืนที่สาม ขณะที่คุณพ่อเข้านอนตามปกติ ผีเสื้อตัวเดิมก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันบินวนไปมาอยู่ภายในห้อง ราวกับมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง ครั้งนี้ คุณพ่อไม่ได้พยายามไล่ตีมันเหมือนครั้งก่อน แต่กลับรู้สึกสงสัยแทนว่า เหตุใดมันจึงบินกลับมาอีกภายในห้องที่มืดสนิท คุณพ่อพยายามปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืด ทันใดนั้น ผีเสื้อตัวนั้นก็ค่อย ๆ บินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่เมื่อเพ่งมองให้ชัดขึ้น คุณพ่อก็ต้องตกตะลึง เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่ใช่ผีเสื้อธรรมดา ใบหน้าของมัน กลับเป็นใบหน้าของอาม่าข้างบ้าน!!!“อ๊ากกกกกกก!!” เสียงกรีดร้องดังลั่น ปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้นอย่างตกใจ ทุกคนต่างพากันรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น คุณพ่อยังคงตัวสั่น และตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว “ผีหลอก! ผีหลอก!! ผีอาม่าข้างบ้านมาหลอก!!!”ทางอากง และอาม่าไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ หรือคิดว่าคุณพ่อเป็นคนบ้าแต่อย่างใด พวกท่านเพียงพูดขึ้นมาว่า “อาม่าท่านคงมาหยอกเล่น”ต่อมา คุณพ่อจึงได้รู้ความจริงว่า อาม่าข้างบ้านได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ร่างของท่านห้อยโชว์อยู่ตรงนั้น ภาพที่คุณพ่อเคยเห็นในวันนั้น เป็นภาพของอาม่า ที่แลบลิ้นและทำตาถลนใส่ แท้จริงแล้ว ไม่ใช่การหยอกล้อ แต่เป็นภาพของอาม่าขณะที่กำลังแขวนคอเสียชีวิต! ในตอนนั้น อาม่าอาจเสียชีวิตไปแล้ว และคุณพ่ออาจเป็นคนแรกที่เห็นท่านในสภาพนั้น ส่วนคนที่พบเป็นลำดับถัดไป อาจเป็นอากง และอาม่าของท่าน ที่เข้าไปเห็นและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ และเหตุการณ์ที่คุณพ่อเห็นผู้คนเข้าออกซอยมากผิดปกติในวันนั้น ก็ไม่ใช่ลูกหลานของอาม่า ที่มาเยี่ยมท่าน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาเก็บศพของอาม่าออกไปคิดย้อนกลับไป ในตอนที่คุณพ่อเข้าไปในบ้านของอาม่า เพื่อเก็บลูกฟุตบอล คุณพ่อได้แลบลิ้นหยอกล้ออาม่า ไปตามประสาเด็ก ส่วนผีเสื้อที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนอาม่า บินมาให้คุณพ่อเห็น คงเป็นอาม่า ทีอาจไม่ได้ตั้งใจจะหลอกหลอน ทว่าเพราะท่านคุ้นเคย และสนิทสนมกับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก จึงอาจต้องการมาหาตามความเชื่อของคนจีน มีความเชื่อว่าเมื่อผู้คนเสียชีวิต วิญญาณของพวกเขาอาจปรากฏในรูปของผีเสื้อ เพื่อสื่อถึงการกลับมาหรือการเยี่ยมเยียนคนที่ยังมีชีวิตอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-