เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ!

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’

  ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้าย

ทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง

   ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด 

   จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับ

ในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่า 

ไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้น

จึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าว 

ซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้น

เอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก 

   เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเอง

วันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..” 

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

21 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

การเดินทางไปไหว้ศาลพ่อปู่ของครอบครัว ควรจบลงแค่พิธี และของเซ่นไหว้ แต่ในค่ำคืนนั้น รถที่ควรจะกลับถึงบ้าน กลับวนอยู่ที่เดิม พร้อมมีเสียงหัวเราะปริศนาดังขึ้นมาจากปลายสาย เเละของเซ่นไหว้ที่นำกลับมา ถูกเปิดออกความจริงบางอย่างก็ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เห็นว่า สิ่งที่กลับมาด้วย…ไม่ใช่แค่ของเซ่นไหว้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘วันไหว้ปอบ’ คุณเจนอยู่ในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธ เคารพบูชา กราบไหว้สิ่งศักสิทธิ์เป็นประจำ แต่ตัวของเจนเองไม่ได้นับถือสิ่งเหล่านั้น เพราะตัวของเธอนับถือศาสนาคริสต์ รวมถึงตัวของคุณเจนนั้นเป็นคนมีเซนส์วันหนึ่งที่บ้านของคุณเจนชักชวนให้เธอไปร่วมงานไหว้แก้บนศาลพ่อปู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งปกติแล้วครอบครัวของเธอจะไปร่วมงานนี้เป็นประจำในทุก ๆ ปี แต่รอบนี้อยู่ในช่วงที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ และกำลังจะเข้าทำงาน เธอจึงปฏิเสธไม่ไปร่วมงานกับที่บ้าน จากนั้นพ่อ แม่ และพี่สาว ของเจนจึงขับรถเดินทางไปร่วมงานกันเพียงแค่ 3 คน โดยทุกครั้งที่ไปไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้ จะนำหัวหมูพะโล้ไปปักธูปเซ่นไหว้ และจะต้องรอลาศาลเจ้า เพื่อนำหัวหมูกลับบ้านด้วยทุกครั้ง ในระหว่างที่รอทุกคนก็เดินไปสำรวจรอบหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงกลางคืน เจนที่กำลังรอครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้าน มีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา เธอจึงโทรถามพ่อว่าทำไมทุกคนยังไม่กลับมา พ่อก็ตอบเจนว่ากำลังกลับแล้ว แต่มันก็หาทางออกไม่เจอ ขับมาเท่าไหร่มันก็วนอยู่ที่เดิม เมื่อสิ้นเสียงพ่อพูด จู่ ๆ เจนก็ได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงปริศนา ดังขึ้นมาจากปลายสายโทรศัพท์ ทำให้เจนต้องบอกพ่อให้ตั้งสติ และจอดรถเพื่อสวดมนต์ขอพร จนหาทางกลับบ้านได้สำเร็จ ในขณะที่ครอบครัวของเจนกำลังจะกลับมาถึงบ้าน เจ้าที่ที่บ้านก็ได้มาเตือนว่าอย่าให้พ่อถึงถุงเข้าบ้าน เมื่อครอบครัวของเจนเดินทางกลับมาถึง พ่อก็ได้ลงรถมาพร้อมกับถุงที่อยู่ในมือ เจนจึงถามไปว่า ‘พ่อเอาอะไรมา’ พ่อเลยบอกว่าหัวหมูที่นำไปเซ่นไหว้เมื่อตอนเช้า แต่เมื่อเปิดดูกลับพบว่าหัวหมูเต็มไปด้วยหนอน และแมลงวัน เจนจึงบอกให้พ่อนำไปทิ้งที่ศาลเจ้าท้ายซอย เมื่อไปถึงจี้กง ที่เป็นร่างประทับของศาลแห่งนี้ ก็ได้บอกให้พ่อนำถุงไปทิ้งที่หลัง คลอง ก่อนที่พ่อจะกลับ จี้กงได้บอกว่า‘มีบางสิ่งบางอย่างตามมาด้วย พรุ่งนี้พาคนที่บ้านมาทำพิธี วันนี้คงจะทำให้ไม่ได้ เพราะของมันแรง..’ หลังจากพ่อกลับเข้ามาในบ้าน เจนที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ได้เห็นผู้หญิง 2 คน นั่งอยู่บนหลังคารถของพ่อ ทำให้เจนตกใจมาก แต่เมื่อหันไปอีกครั้งมันก็หายไป เจนจึงกลับเข้าบ้าน ก่อนที่จะเห็นว่าผู้หญิง 2 คนนั้นกำลังนั่งมองเจนจากระเบียงบ้านของพี่สาวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม… ขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ จู่ ๆ พ่อของเจนก็ได้ร้องโวยวายดังลั่น ทำให้เจนรีบวิ่งไปปลุกพ่อ ก่อนที่พ่อจะตื่นมาด้วยความเหนื่อย และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะทำร้ายพ่อ ต่อมา พี่สาวของเจนร้องโวยวายขึ้นมาอีกคน เจนจึงรีบวิ่งไปหา พี่สาวได้บอกว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คน พยายามที่จะเข้าบ้าน เจนคิดว่าเหตุการทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันแปลกเกินไป ทุกอย่างดูคล้ายกันหมด จนถึงคนสุดท้ายที่มีอาการ คือ แม่ของเจน ที่จู่ ๆ ก็กรีดร้องโวยวาย ‘จะทำอะไรฉัน!!’ เมื่อทุกคนเข้าไปในห้อง ก็ได้เห็นแม่นอนตาเหลือกเหมือนคนที่หายใจไม่ออกอยู่บนเตียง ก่อนที่จะตื่นมา และเล่าว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คนพยายามทำร้ายแม่ เมื่อทุกคนฝันถึงเรื่องเดียวกัน ในคืนนั้นจึงมีการสวดคาถาป้องกันเรื่องราวร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น และตกลงที่จะนอนรวมกัน ขณะที่เจนกำลังนอนหลับจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือคนหนึ่งมาโอบกอดรัดอยู่ที่หน้าอก และมือของอีกคนหนึ่งโอบรัดอยู่ที่ขาของเธอ แม้เจนพยายามจะสู้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ หลังจากนั้นเจนได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิง ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคย เหมือนกับเสียงหัวเราะปริศนาจากปลายสายโทรศัพท์ที่เธอเคยได้ยิน เจนท่องคาถา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเจอกับหญิงชราคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าของเธอ เหมือนกับพยายามจะแฝงร่างของเธอ ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนที่หญิงชราคนนั้นจะพูดว่า‘เดี๋ยวกูจะกินแม่มึง แล้วกูจะกินคนในครอบครัวมึง แม่มึงมายุ่งเรื่องของกู’‘หรือ..กูจะกินมึงก่อนดี’ คำพูดสุดท้ายของหญิงชรา ก่อนที่จะหายไปหลังจากเจนท่องบทสวดจนสิ้นเสียง ‘อาเมน’ ทุกอย่างก็หลุดพ้นออกจากตัวของเธอ วันต่อมาทุกคนได้เดินทางไปแก้ของกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง เนื่องจากของแรงเกินกว่าที่จี้กงของศาลเจ้าท้ายหมู่บ้านจะแก้ให้ไหว สืบสาวเรื่องราวทั้งหมด ในตอนที่ทุกคนไปทำพิธีแก้บนที่ศาลพ่อปู่ทางภาคอีสาน ขณะที่รอของเซ่นไหว้ ทุกคนได้เดินไปสำรวจดูรอบ ๆ หมู่บ้านที่มีการทำพิธี แม่ของเจนได้เดินไปเจอบ้านหลังหนึ่ง วางของเซ่นไหว้ต่างออกไปจากบ้านหลังอื่น ๆ บนโต๊ะนั้นมีแต่เลือด ไก่สดที่เหมือนกับโดนหักคอ และของดิบอีกมากมาย ด้วยความสงสัยและประหลาดใจ แม่ของเจนได้พูดออกมาว่า ‘ทำไมที่นี่เขาไหว้กันแปลกจัง’ ทันใดนั้นเจ้าของบ้านได้ยินจึงเข้ามาถามแม่ของเจน ‘มาไหว้ด้วยกันไหม’ แม่ของเจนได้ปฏิเสธ และเดินออกมา พร้อมกับได้ยินเสียงบทสวดแปลก ๆ ดังตามหลังมา เมื่อถึงเวลากลับบ้านพ่อได้บอกกับทุกคนว่า ‘ไปพวกเรา กลับบ้านกัน’ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด หลังจากได้เดินทางมาหาพระเพื่อทำพิธี พระท่านได้บอกว่า ‘มีวิญญาณปอบตามมา 2 ตน’ ถือว่าโชคดีที่มาเจอก่อน ไม่งั้นมันคงกลายเป็น ‘ห่าก้อม’ (ห่าก้อม คือ ตำนานพญาผีปอบ ผีร้ายที่เกิดจากผู้มีวิชาอาคมแต่กระทำความผิด) ไปแล้ว…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

07 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

อาการป่วยปริศนาจนคนรอบข้างทักว่า ตัวซีดเหลือง ซูบผอม… ทั้งที่เธอเห็นว่าตัวเองเป็นปกติ และสาเหตุของอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เราเผลอไปทำอะไรให้ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ไม่พอใจโดยไม่ทันระวัง !เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (31 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ป่วยไม่ทราบสาเหตุ’ ‘คุณชันย่า’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง เกี่ยวกับอาการป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น คุณชันย่ามีญาติอยู่ที่กำแพงเพชร ซึ่งเธอจะไปเยี่ยมญาติ ในทุก ๆ ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งได้ทำงานที่แรกเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งมีวันหยุดตรงกับวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกำแพงเพชร ระหว่างทางรถติดมาก และชันย่าเองก็ปวดปัสสาวะมาก เมื่อเดินทางใกล้ถึงนครสวรรค์ เลยขอแวะเข้าห้องน้ำที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เคยทานประจำ พอไปถึงเธอก็เปิดประตูรถ และวิ่งไปอย่างไวระหว่างนั้นสังเกตเห็นบางสิ่งที่หน้าห้องน้ำมีตี่จู่เอี้ยตั้งอยู่ แต่คุณชันย่าก็ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็เดินออกมาทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ และได้เดินทางไปถึงกำแพงเพชรอย่างปลอดภัย จนถึงวันที่ต้องกลับบ้าน เธอออกมาจากบ้านญาติคืนวันเสาร์ และถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ ก็กลับไปทำงานตามปกติ ขณะทำงานเธอรู้สึกปวดท้องหน่วง ๆ จึงจะไปขอยาจากพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะพนักงานแบงก์ส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเยอะ ๆ จะไม่ค่อยมีเวลา ไปทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำกัน พี่ที่ทำงานจึงให้ยาตามที่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะปวดเพราะเหตุนี้ ซึ่งคุณชันย่าก็กินยาที่ได้มาทันที พี่เขาถามอีกว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เธอจึงเล่าให้ฟังว่า เธอปวดหน่วง ๆ และมีปัสสาวะปนเลือดนิดหน่อยโดยที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังมีรอบเดือน ผ่านไปวันอังคาร คุณชันย่าก็ยังมีอาการปวดหน่วง ๆ และปัสสาวะปนเลือดก็เริ่มมีมากขึ้น พี่เริ่มเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วเพราะหน้าตาชันย่า ก็ดูซีดเซียวมาก เลยหยิบกระจกมาให้ดู แต่คุณชันย่า ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรเวลาผ่านมาถึงวันพุธ อาการก็ยิ่งแย่เธอปวดท้องหนักขึ้น และปัสสาวะที่เป็นเลือด ตอนนี้เป็นหนักจนแทบจะมีแต่เลือดที่ไหลออกมาขณะฉี่ และก็ดูเหมือนว่า หน้าตาผิวพรรณจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะลูกค้าของคุณชันย่า ก็ทักเธอเช่นกันว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตัวซีดแบบนี้ ลองส่องกระจกดูมั้ย” เธอจึงเดินไปส่องกระจก ปรากฏว่า เธอก็เห็นว่าตัวเธอเองปกติ และเมคอัพบนหน้าก็ยังอยู่ครบ แต่คนรอบข้างก็ยังแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ชันย่าไม่อยากไป เพราะวันศุกร์จะมีการจัดปาร์ตี้ปีใหม่ และหลังจากนั้นจะหยุดยาว 4-5 วัน ชันย่าอยากไปล่ารางวัลในปาร์ตี้ก่อนค่อยไปหาหมอทีหลัง แต่พอมาถึงวันพฤหัสบดี ฉี่ที่เคยปนเลือด ตอนนี้มันกลายเป็นเลือดสด และคนรอบข้างก็ยังทักอีกว่าหน้าซีด อาจเพราะปกติเธอเป็นคนขาว ทั้งที่เธอเองก็เห็นว่าปกติทุกอย่าง ถึงวันปาร์ตี้ วันนี้คุณชันย่าแต่งหน้าเข้มกว่าเดิม แต่งตัวตามธีม และไปล่ารางวัลตามใจหวัง แต่พี่ที่ทำงานก็ยังย้ำว่า “ชันย่าควรไปหาหมอนะ” เธอเลยรับปากว่าจะไปวันเสาร์ เมื่อถึงบ้านก็บอกกับแม่ว่า ให้พาไปหาหมอหน่อยซึ่งแม่รู้อาการเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ก็รู้สึกแปลก เพราะอาการมันหนักเกินไปมากกว่าคนที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ และวันเสาร์ทั้งคู่จึงไปหาหมอกัน เมื่อไปถึงก็ทำการตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด หมอแนะนำให้แอดมิดเพื่อรอดูผลตรวจ เธอจึงอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน และเมื่อผลตรวจออกมา ก็พบว่าเธอมีเชื้อวัณโรคขั้นรุนแรงกระจายไปทั่วปอด ซึ่งก็น่าสงสัย เพราะการทำงานของเธอ ทำงานอยู่ในแบงก์จริง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว สูดดมเอกสาร หรือธนบัตรเลย เธอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และประกันทางการเงินให้กับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ด้วยความที่หมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคุณชันย่าอยู่แล้ว เขารู้ประวัติทางการแพทย์ของคุณชันย่าทุกอย่าง ก็รู้สึกเช่นกันว่า ไม่น่าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้คุณชันย่ามีเชื้อนี้ได้ หมอจึงทำการตรวจอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาตามเดิม หมอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะยังหาสาเหตุการเกิดโรคไม่ได้ จึงจะขอตรวจหามะเร็งในวันจันทร์ แต่อาการของคุณชันย่าก็ไม่ได้มีอะไรแย่ลง มีเพียงฉี่ที่ยังเป็นเลือดเท่านั้น อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว คุณชันย่ามีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ และเพื่อนพี่ก็เข้ามาเยี่ยม แต่ปรากฏว่าทุกคนร้องไห้ และให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ เธอก็สงสัยมาก เพราะตัวเธอเองคิดว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย แต่ยังไงก็ตามวันจันทร์จะต้องมีการกลืนแป้งเพื่อตรวจอีกครั้ง และจะได้ผลตรวจในวันอังคาร หลังจากกลืนแป้งอยู่ ๆ แม่ก็บอกกับคุณชันย่าว่า ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไปตั้งแต่บ่ายสอง กลับมาอีกทีสามทุ่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่คุณชันย่าชอบ และตุ๊กตาหมีเหมือนกับว่าแม่ทำใจมาแล้วว่าถ้าเป็นวัณโรคจริง ชันย่าจะออกไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ จะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอด หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอาการของเธอมันแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แถมแม่ยังพูดกับเธอว่า “พรุ่งนี้วันอังคารกลับบ้านกันนะ” เธอก็ตอบกลับว่า “รู้ได้ไง? รู้ผลตรวจแล้วหรอ?” แม่ตอบว่า “ยังไม่เห็นหรอก แต่พรุ่งนี้กลับบ้านแน่ ๆ”จนกระทั่งถึงวันอังคาร หมอเข้ามาตั้งแต่เช้าพร้อมผลตรวจว่า ไม่มีเชื้อวัณโรคเลย การตรวจครั้งก่อน ๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคจริง ๆ เชื้อที่เคยพบว่ารุนแรง วันนี้ผลตรวจออกมาว่าไม่พบเลย สามารถกลับบ้านได้ คุณชันย่าก็อึ้งนิด ๆ เป็นไปได้อย่างไร ที่การตรวจจะผิดพลาดขนาดนั้น แต่ตกใจที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่า เราจะได้กลับบ้านวันนี้มากกว่า หลังจากนั้นเราก็ทำเรื่องเพื่อออกจากโรงพยาบาลปกติ จนกลับมาถึงบ้านตอนช่วงบ่าย ก่อนเข้าบ้าน แม่บอกให้คุณชันย่าจุดธูปกลางแจ้ง แล้วพูดตามว่า “ลูกกลับมาแล้วนะ ลูกหายดีแล้ว” แล้วให้ไปจุดธูปที่ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “อะไรที่ลูกทำผิด ขอให้อภัยลูก ลูกกลับมาแล้ว ขอให้ลูกแข็งแรง” ชันย่าก็สงสัย แต่ก็แค่คิดไปว่า อาจจะเพราะเราไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน กลับมาก็ควรจะจุดธูปบอกผีบ้าผีเรือนบ้างเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้น ก็ถามแม่ในเรื่องที่ยังสงสัยว่า “แม่รู้ได้ยังไง ว่าเราจะได้กลับบ้านวันนี้” แม่ตอบว่า เมื่อวานที่แม่กลับมาบ้าน แม่ก็นึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะวันที่เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่นครสวรรค์แน่ ๆ วันนั้นชันย่าใส่กระโปรงยาว แล้วรีบวิ่งผ่านไปจนชายกระโปรงอาจจะไปโดนตี่จู่เอี้ยที่ตั้งอยู่ แม่จึงไปไหว้ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “ถ้าการที่ชันย่าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ขอให้พรุ่งนี้ชันย่าหาย แล้วได้กลับบ้าน” และชันย่าก็ได้กลับบ้านจริง ๆสองวันหลังจากนั้น... อาการฉี่ปนเลือดก็เริ่มหาย หมอก็บอกว่าเป็นแค่อาการปัสสาวะติดขัดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย แม้แต่ลูกค้าที่ที่ทำงานก็ยังทักว่า “ไปทำอะไรมา วันนั้นป่วยใช่มั้ย ที่เห็นตัวซีด ๆ ผอม ๆ” ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเธอชั่งน้ำหนักทุกวันก็พบว่า น้ำหนักเท่าเดิมทุกครั้ง แต่สิ่งที่สงสัยมาตลอด ทั้งพี่ที่ทำงาน และลูกค้าทักว่าหน้าโทรม ตัวซีด และเพื่อนพี่ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเราตอนมาเยี่ยม ตอนนี้ชันย่ารู้แล้วว่า ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น เพราะสภาพที่พวกเขาเห็นเธอคือ ตัวซีด ผอม ผิวออกไปทางเหลือง และหน้าโทรมมาก ๆ แม้ว่าเธอจะเห็นตัวเองในสภาพปกติก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณชันย่าเลยว่า เวลาไปที่ของคนอื่น ไปเข้าห้องน้ำ หรือบ้านใคร คุณชันย่าจะไหว้ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะเผลอไปทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

19 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า 'ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

เขาว่ากันว่า... อย่าดูถูกเซนส์ของผู้หญิง เพราะถ้าเธอเริ่มตั้งคำถามเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าเธอรู้ความจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง และความลับของผู้ชายเจ้าชู้ อาจซ่อนไม่ได้อีกต่อไป ถ้าความอดทนของ ‘ผู้หญิงที่ยอมทุกอย่าง’ ถูกเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกผ่านไสยศาสตร์ที่ดำมืด… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (3 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงนี่เซนส์เเรงจริงๆ’ เรื่องราวนี้ ‘ครูตรี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเต้’ ซึ่งเขาได้เล่าว่า ผมมีแฟนสาว ชื่อว่า ‘เมย์’ เธอเป็นคนขี้หึงมาก ทุกวันเธอจะต้องมีเรื่องหึงหวงมาทะเลาะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็ก หรือใหญ่อย่างเช่น... เรื่องที่ผมขอเธอไปกินข้าวข้างนอก เมย์ก็ถามว่า “ไปกับใคร กี่คน” ผมตอบว่า “ไปกับเพื่อน 5 คน ผู้ชายทั้งหมดเลย ไม่มีอะไรน่าห่วง” เมย์จึงพูดอีกว่า “แล้วรู้ได้ไงว่าผู้ชายพวกนั้นจะไม่คิดอะไร” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ คิดว่าแฟนแค่พูดเล่นขำ ๆ แต่นาน ๆ เข้า ก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างที่เธอพูดนั้น เธอคิดจริง หึงจริง ๆ เราทะเลาะกันเพราะเรื่องหึงหวงบ่อย ๆ จนถึงขั้นที่ต่อให้ปรับความเข้าใจกันแค่ไหน ก็ไม่สำเร็จ แต่ก็ตกลงกันว่าต่อให้ทะเลาะกันขนาดไหนเราก็จะเคลียร์กันให้จบ จะไม่เลิกกันวันหนึ่งหลังจากที่ผมเพิ่งกลับจากทำงาน ก็พบกับเมย์ที่นั่งรออยู่ ดูจากสีหน้าก็รู้ได้เลยว่า กำลังมีเรื่องที่ไม่พอใจ แต่ผมเลือกที่จะไปอาบน้ำ ให้ตัวเองผ่อนคลายก่อน ค่อยกลับมาคุยกัน เมื่อเริ่มบทสนทนา เมย์ถามว่า “ไปทำอะไรผิดมาหรือเปล่า?” ผมก็ตอบกลับว่า “ไม่” เมย์จึงถามต่อว่า “ได้ไปกดไลค์ให้ผู้หญิงคนไหนมั้ย?” ผมจึงตอบว่า “ไม่รู้ บางรูปเห็นผ่าน ๆ ก็กดบ้าง แต่ไม่ได้คิดอะไรเลย” เมย์ถามต่อว่า “แล้วคนนี้ใคร ทำไมถึงกดไลค์ให้เขา” ผมยังตอบว่า “ไม่รู้ ไม่ได้เป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ เราก็กดให้ตั้งหลายคน ไม่ใช่คนเดียวสักหน่อย”จากนั้นเมย์ก็เริ่มโชว์หลักฐานจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าผมได้กดไลค์ให้ผู้หญิงคนเดิมคนนี้ในทุกช่องทาง แต่ผมก็ยังปฏิเสธ อย่างไรก็ตามเมย์ปักใจเชื่อแล้วว่าระหว่างผม และผู้หญิงในรูปต้องมีอะไรแน่ ๆ และความจริงแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคือชู้ของผมจริงอย่างที่เธอสงสัย เธอชื่อว่า ‘ฝน’ ถึงแม้ผมจะพยายามปกปิดแล้ว แต่เมย์ก็ยังจับพิรุธได้ หลังจากเหตุการณ์วันนั้นเราก็ยิ่งทะเลาะกันมากขึ้น จึงตัดสินใจห่างกันบ้าง ผมเองก็รู้สึกเบื่อกับการทะเลาะ จึงไปอยู่กับฝน ที่ห้องของเธอเป็นส่วนใหญ่ ฝนเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่ารัก ชอบเอาอกเอาใจ ไม่เคยเรียกร้องอะไร และยอมทุกอย่าง แม้จะรู้ว่าผมเอง มีเมย์อยู่แล้ว ที่เธอยอมทนอยู่อย่างนี้เป็นเพราะผมได้ให้สัญญาว่า ‘ทะเลาะกับเมย์บ่อยมาก ไม่นานก็จะเลิกกัน ขอให้ฝนรอหน่อยได้มั้ย’ ฝนจึงรอวันนั้น ผมอยู่กับฝนที่ห้องปกติ เราทั้งคู่ไปอาบน้ำด้วยกัน หลังจากนั้นฝนก็หยิบแป้งมาเล่น โรยใส่ตัว ใส่หัวผมจนขาวโพลนไปหมด เราเล่นกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่เคยได้รับตอนอยู่กับเมย์ จู่ ๆ มีเสียงเคาะประตู ‘ปั๊ง ๆ’ ผมจึงเดินไปเปิด และคนที่ปรากฎหลังประตูนั้น คือเมย์ เมย์รู้มาสักพักแล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือหญิงชู้ วันนี้จึงตัดสินใจจะมาเจอ พอเธอเข้ามาก็เกิดการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และเราก็เลิกกัน จากนั้นเธอก็เดินออกไป แต่ผมก็ไม่ได้ตามไป ผมยังคงอยู่กับฝน ผมรู้สึกสบายใจที่เราเลิกกัน แต่ในใจแล้วผมรู้ดีว่า ผมรักเมย์ ไม่ได้รักฝน และมีแผนว่า หากทุกอย่างดีขึ้นแล้ว จะกลับไปง้อเมย์ แต่เวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเอง ตั้งแต่เลิกกัน ผมฝันร้ายทุกคืน นอนไม่ค่อยพอ น้ำหนักก็ลดลงไปเยอะ จนผอมซูบจนคนรอบข้างทักว่าโดนของ หรือเปล่า? ผมจึงเริ่มคิดว่า ถ้าผมโดนของจริง ๆ คนเดียวที่จะทำได้ คือเมย์ เพราะก่อนที่จะเลิกกัน เมย์เคยพูดว่า “ในเมื่อถ้ามึงกับกูอยู่ด้วยกันไม่ได้ งั้นก็ต้องตายกันไปข้าง”วันหนึ่ง ผมได้ไปทานอาหารในห้างแห่งหนึ่ง และเจอกับเพื่อนผู้หญิงที่สนิท ชื่อว่า ‘นิว’ เมื่อเธอเจอกับผม เธอก็ทักด้วยความตกใจที่เห็นผมในสภาพที่แย่กว่าเมื่อก่อนมาก ผมจึงเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง และบอกเธอว่า ผมสงสัยว่าผมกำลังโดนของ นิวจึงตอบว่า “มึงเชื่อเรื่องเซนส์ของผู้หญิงมั้ย ถ้ามันจะมีใครทำ ไม่น่าใช่เมย์ แต่น่าจะเป็นฝน” ผมได้ยินอย่างนั้นก็ไม่เชื่อ จะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อฝนดีกับผมทุกอย่าง นิวจึงถามต่อว่า “แล้วหลังจากเลิกกับเมย์ มึงได้เจอฝนมั้ย” ผมตอบไปว่า ไม่ เพราะหลังเหตุการณ์นั้น ต่างคนต่างขอเวลาส่วนตัว จึงไม่ได้เจอ... นิวรู้อย่างนั้นจึงบอกว่าสัปดาห์หน้า จะพาผมไปเจอกับคนคนหนึ่ง เป็นลุงของเธอชื่อ ‘ลุงแสง’ ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่ศึกษาธรรมะ หลังจากที่เขาได้เจอกับผมก็บอกว่า ผมอาจจะโดนนะ แต่ช่วยเล่าเรื่องราวให้ฟังหน่อยได้มั้ย ผมก็เล่าเรื่องราวของเมย์ไป ตั้งแต่เจอกัน คบกันอย่างไร และทุกอย่างเกี่ยวกับเมย์ เพราะผมยังคิดว่าคนที่ทำคือเมย์ แต่เมื่อเล่าถึงฝน ลุงแสงก็ถามถึงเหตุการณ์วันที่เลิกกัน เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เล่าไปตามความเป็นจริงว่า เราอยู่ด้วยกันไปอาบน้ำ และเล่นแป้งกันก่อนที่เมย์จะมาเคาะประตูห้อง ลุงแสงจึงสันนิษฐานว่า ฝนคือคนทำ โดยใช้เถ้ากระดูกคนตาย และช่วงเวลาที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ เถ้ากระดูกอาจจะในแป้งที่เธอใช้โรยใส่หัวผมในวันนั้น และลุงแสงยังถามผมอีกว่า หลังจากวันนั้น เริ่มฝันร้ายแปลก ๆ ใช่มั้ย ผมตอบว่าใช่ ลุงแสงพูดอีกว่าของพวกนี้เมื่อโรยลงหัวแล้ว มันจะเข้าไปโดยตรง เอาออกไม่ได้ ทางเดียวที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้คือ..."โกนหัว แล้วบวช" คุณเต้ ไม่อยากจะเชื่อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยอมทำตามคำแนะนำของลุงแสง เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น ระหว่างที่บวชก็ได้มีเวลาทบทวนกับตัวเองมากขึ้น และสำนึกการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองทุกอย่าง อยากขออโหสิกรรมกับทั้งเมย์ และฝน เมื่อสึกออกมา คุณเต้ มีโอกาสได้เจอเมย์ เมย์ให้อภัย แต่บอกกับคุณเต้ว่า จะไม่ขอกลับไปคบด้วยอีก ส่วนฝน คุณเต้ยังหาเธอไม่เจอ ฝนลาออกจากที่ทำงาน และไม่ได้พักอาศัยที่ห้องเดิมแล้ว แต่เรื่องกลับพลิก เพราะคุณเต้ ยอมเล่าเพิ่มเติมในส่วนที่ตั้งใจปิดบังไว้อีกว่า “จริง ๆ แล้วผมเจ้าชู้มาโดยตลอด จึงทำให้เมย์กลายเป็นคนขี้หึง ขี้ระแวงแบบนี้ ผมได้ให้สัญญาไว้ว่า ถ้าเธอจับได้อีกผมจะยอมเลิกกับเธอจริง ๆ” และย้อนกลับไป ในวันที่ยังคบกับเมย์ คุณเต้ และเธอทะเลาะกันผ่านโทรศัพท์ และเคยพูดว่า “กับฝนแค่หลอกมาเฉย ๆ เดี๋ยวก็เลิกกันแล้ว ไม่ได้รักฝนเลย” แต่เมื่อฝนแอบได้ยิน ก็คิดได้ว่า การที่เธอยอมเป็นเบี้ยล่างตลอดมา รอคุณเต้มาตลอดนั้น ไม่มีค่าเลย เต้ไม่ได้รักเธอ ต่อให้เขาเลิกกับคุณเมย์จริง ๆ ก็คงไม่มาอยู่กับเธอ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโกรธแค้น และตัดสินใจทำแบบนี้ เพื่อให้คุณเต้ได้เลิกกับแฟน และขอให้ชีวิตของคุณเต้ไม่ต้องสมหวังในความรักอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-