เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

28 มี.ค. 2026

การเดินทางสู่ชีวิตในบ่อนที่ฝันใฝ่ โดยไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้อันตรายมากกว่าที่คาดคิด… หญิงสาวที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นในความฝันครั้งสุดท้าย ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ นำไปสู่วินาทีแห่งความตายที่เขานั้นต้องหลุดพ้นออกมาจากมันให้ได้… 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์’ (24 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘โดนของที่บ่อน’

   เรื่องราวนี้ ‘แบงค์เกนสไตล์’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเจ’ เจ้าหน้าที่เวรเปลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณเจมีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในบ่อนดูสักครั้ง ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น คุณเจได้รับเงินโบนัสจำนวนหนึ่งจากการทำงาน เขาจึงเริ่มเตรียมเงิน และหาข้อมูลในการไปเที่ยวบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านตามความฝันของเขา

   คุณเจได้ติดต่อกับทัวร์บริษัทหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูลในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนั้น ด้วยความที่ คุณเจมีอายุไม่มากนัก และยังดูเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของทัวร์จึงได้ตักเตือนให้เขามีสติอยู่เสมอเมื่อเดินทางไปถึงบ่อนรวมทั้งยังเตือน คุณเจให้ระมัดระวังผู้หญิงในสถานที่แห่งนั้นไว้ให้ดี

คุณเจเดินทางไปถึงบ่อนขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่าจันทร์ เข้ามาต้อนรับ และคอยดูแล คุณเจตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น หลังจากที่คุณเจได้สนุกสนานกับการเล่นเกมในบ่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้มีการตกลง ชักชวนคุณจันทร์ไปร่วมสนุกต่อกันที่ห้องของคุณเจ

เมื่อกลับมาถึงห้องพัก คุณเจกลับพบว่า คุณจันทร์นั้นไม่ได้มีหน้าตาที่สวยงาม เหมือนกันตอนที่อยู่ในบ่อน แต่เขาก็ไม่ติดใจเรื่องนี้ และคิดว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมสนุกกันในห้อง จันทร์ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ และล้างหน้าของเธอ ขณะที่คุณเจนั่งรอคุณจันทร์อยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงพึมพำคล้ายบทสวดบทหนึ่ง ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้อง  ก่อนที่คุณจันทร์จะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอางค์ ด้วยความกลัว คุณเจจึงขอปฏิเสธที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป และชวนคุณจันทร์แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกัน และแยกย้ายกันในตอนหลัง

 คุณเจ เดินทางกลับมาถึงห้องของตนเองด้วยเซนส์บางอย่างที่กำลังเตือนเขา คุณเจจึงขอย้ายห้องกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังบอกให้เขาหนีบางสิ่งบางอย่างออกมา ด้วยความสงสัย คุณเจได้แอบกลับไปดูห้องเดิมของตนเองอยู่ห่าง ๆ และพบว่าคุณจันทร์ได้กลับมาที่ห้องเดิมของเขา ก่อนที่จะเข้าไปทำบางสิ่งบางอย่างในห้องก่อนที่จะกลับไป

หลังจากที่... คุณเจได้เดินทางกลับมาจากสถานที่อโคจรแห่งนั้น ขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนจู่ ๆ เขาก้ได้ฝันถึงจันทร์ หญิงสาวจากบ่อนที่เขาเคยเที่ยวสนุกด้วยกัน ในฝันนั้นทั้งสองกำลังร่วมรักกัน โดยคุณจันทร์ได้ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวของคุณเจ พร้อมกับพนมมือ และพูดว่า ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’

ความฝันในคืนนั้นทำให้หัวใจของคุณเจ เต้นแรงจนเกินกว่าคนปกติ  และด้วยใจลึก ๆ ของเจก็มีความรู้สึกว่า เขาอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ ๆ ที่รู้จัก ทุกคนต่างเตือนคุณเจว่า เรื่องนี้มันคล้ายกับการโดนของ คุณเจจึงได้นึกถึงช่วงเวลา ที่เขากับคุณจันทร์ได้เที่ยวด้วยกัน ในตอนนั้นคุณจันทร์ดูมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายกับคนที่มีพิรุธ เหมือนกำลังจะพยายามทำอะไรบางอย่าง

ในคืนต่อมา คุณเจได้ฝันแบบเดิมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หัวใจของเขาได้เต้นแรงจนดับสิ้นไป

   คุณเจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกัน แม่ของคุณเจได้รีบเดินทางมาหาเขา ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้แม่เขาทราบเลย แม่ของคุรเจจึงได้บอกทุกคนว่า ขณะที่แม่นั่งสมาธิจู่ ๆ รูปสมัยเด็กของคุณเจได้ร่วงหล่นตกลงมาแตก พร้อมกับมีเสียงของย่าทวดพูดขึ้นมาว่า ‘ลูกมึงกำลังลำบาก ไปช่วยหลานกูด้วย’

เมื่อคุณเจ ฟื้นขึ้นมาเขาได้บอกว่า ในตอนที่เขาสลบไปเขากลับได้ยินเสียงแม่ของเขา และมือของแม่ได้เข้ามาดึงเขาไว้ จนหลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คุณเจได้หาวิธีการแก้ของโดยการดื่มน้ำมนต์ และอาบน้ำมนต์ ทันทีที่คุณเจดื่มน้ำศักสิทธิ์นั้นเข้าไป เขาก็ได้อ้วกนำสิ่งชั่วร้ายออกมาจนหมด และเขาต้องทำแบบนี้ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน

   จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนได้สืบเรื่องราวเหล่านี้จนได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันยิ่งกว่าการเล่นของใส่เพื่อหวังทรัพย์สิน หากย้อนกลับไปในตอนที่คุณเจนั้น ถูกสอบถามจากทัวร์แห่งหนึ่ง ถึงอายุ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ ด้วยความที่คุณเจอายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ค้าขายอวัยวะ

รวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่คอยบริการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น บางกลุ่มได้มีการตั้งสำนักเป็นของตัวเอง เพื่อเล่นของมาดึงดูดลูกค้า บางคนก็ถูกหลอกล่อให้หมดตัว ส่วนบางคนก็ต้องหายสาบสูญไปโดยที่ไม่มีใครทราบ การไปในสถานที่อโคจรแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่อันตราย มากกว่าที่ทุกคนคาดคิด…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

20 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจาก อาโป - เจษ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

2 เรื่องหลอนจาก อาโป และ เจษ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ราคี THE STAIN’ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความหลอน ชวนขนหัวลุก กับเรื่องราวลี้ลับในกองถ่าย ที่เด็กหญิงปริศนาปรากฏมาให้เห็น และการยืนขวางทางของใครบางคน ที่อาจจะไม่ใช่คน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ’ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากอาโป ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง’ และเรื่องเล่าจากเจษ ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ เริ่มจาก ‘อาโป’ เล่าว่า เรื่องราวของ ‘เด็กหญิงกระโปรงแดง เป็นเรื่องของลูกค้าคนหนึ่ง ที่ได้เข้ามาในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เพื่อดูสถานที่สำหรับการทำงาน ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์ที่เหมือนจะร้าง และเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนขนลุก ขณะที่ลูกค้าอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทุกอย่างปกติ เหมือนไม่มีเรื่องราวน่ากลัวอะไร แต่เมื่อเขาได้กลับไปที่บ้าน ลูกค้าฝันว่า ตนเองได้ขึ้นไปบนชั้นสองของอพาร์ทเม้นท์ ทั้งที่เขาไม่เคยขึ้นไปบนชั้นสองเลย และในฝัน เขาได้เดินเข้าไปในลิฟต์ ในนั้นจะมีกระจกอยู่บานหนึ่ง เขาก็ยืนหันหน้าให้กับกระจกบานนั้น เมื่อประตูลิฟต์ได้เปิดออกมา ขณะที่เขามองตัวเองผ่านกระจกอยู่ สายตาก็ได้กวาดไปเห็นเด็กผู้หญิงกระโปรงแดงคนหนึ่ง ยืนอยู่ด้านหลังของตนเอง สะท้อนผ่านเงากระจก จึงทำให้เขาตกใจกับภาพตรงหน้าที่มองเห็น วันต่อมาลูกค้าคนนี้ได้กลับมาที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อีกครั้ง พร้อมกับซื้อของเซ่นไหว้ติดตัวมาเพื่อที่จะมาไหว้สิ่งลี้ลับที่เจอในฝันนั่นคือ เด็กหญิงกระโปรงแดงปริศนา ที่ไม่มีใครรู้ว่าเธอนั้นเป็นใคร เมื่อได้จัดการเตรียมวางของเซ่นไหว้เสร็จสิ้น ของที่วางอยู่นั้นกลับตกลงมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ… มาต่อกันที่เรื่องเล่าจาก ‘เจษ’ มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าในห้องเสื้อ’ ก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องราคี พี่ปอนด์ หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้ไปคุยกับทีมทำหนังผีของประเทศอินโด และได้มีการบอกเคล็ดลับในการถ่ายทำหนังผี ให้ออกมาดีที่สุด เราจะต้องขอให้ผีมาช่วยเรา และต้องทำพิธีบวงสรวง หรือพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี โดยมีการนำกระทงมาวางเรียงกันนับร้อย เรียกว่า สะตวง (สะตวง หมายถึง กระบะที่ทำจากกาบกล้วย ใช้สำหรับใส่เครื่องเซ่นไหว้ ตามความเชื่อของชาวล้านนา) ซึ่งในพิธีกรรมเลี้ยงข้าวผี จะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีให้ในวันนั้นเมื่อผมมาถึงสถานที่ถ่ายทำ ด้วยความง่วง ผมจึงไปยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง เพื่อรอให้ทุกคนจัดของทำพิธีให้เสร็จ ในอพาร์ทเม้นท์ที่ทำพิธี เป็นสถานที่ที่เกือบจะร้าง บางห้องก็จะไม่มีประตู จะเป็นทางเดินตรงเข้าไปเลย ซึ่งในกองถ่าย ห้องนั้นจะถูกใช้เป็นห้องสำหรับแต่งตัวผมก็เดินออกจากที่ตรงนั้น เพื่อเข้าไปไหว้ทำพิธีร่วมกับคนอื่น ๆ แต่ผมเมื่อหันกลับไปมองตรงที่ที่ผมเคยยืนอยู่ มันเหมือนมีคนยืนอยู่ตรงนั้น และจ้องมาตรงที่พวกเราที่กำลังไหว้ทำพิธี คนที่ผมเห็น เขามีลักษณะเหมือนคนที่อาศัยอยู่ที่แห่งนี้ ไม่ใช่ทีมงานของเรา แต่ยืนอยู่สักพักเขาก็หายไป หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยเจอเขาอีกเลย จู่ ๆ มีพราหมณ์คนหนึ่งเรียกผมเข้าไปหา แล้วพูดกับผมว่า “อย่าไปยืนตรงนั้นอีก มันบังทางเขา” พราหมณ์ยังได้เล่าอีกว่า ในช่วงเวลาตี 5 ขณะที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ด้านล่างอพาร์ทเม้นท์ ก็ได้เห็นผี 2 คน ยืนอยู่ด้านบนของอพาร์ทเม้นท์ และมีอีกคนหนึ่งเดินเข้าออกทางช่องประตูไปมา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ผมยืนก่อนหน้านั้น นั่นแปลว่า ผมกำลังยืนขวางทางเขาอยู่…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

04 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในซีนพิธีบูชายัญ ระหว่างที่เข้าบทจังหวะที่นอนลงบนพื้น กลับรู้สึกถึงแรงลม และพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่พัดผ่านลำตัวไป แต่ในฉากกลับไม่มีใครเลย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้ไปดูดวง แต่กลับโดนทักเตือนให้ระวังเรื่องบางอย่าง… ที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น! เรื่องราวขนหัวลุกกลางกองถ่าย.. ‘พาเวล’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ขณะที่กำลังเข้าฉากถ่ายทำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานบางสิ่งบางอย่าง ที่เหมือนจะตามติดกลับไปโดยบังเอิญ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พูห์ - พาเวล’ (25 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอดีกลางกองถ่าย’ เรื่องราวจาก ‘พาเวล’ เกิดขึ้นในกองถ่ายฉากต้นไม้ 7 ศพ ตั้งอยู่ในห้างร้างแห่งหนึ่ง และมีอยู่หนึ่งซีนสำคัญ ที่ทีมงานยังไม่ได้ถ่าย ซึ่งเป็นซีนฉากทำพิธีบูชายัญที่ตามคิว… “ผี” ต้องปรากฏตัวในเซ็ตจริง ๆ ก่อนเริ่มการถ่ายทำ พาเวลถามผู้กำกับว่า“เดี๋ยวผีเข้ามาเลยไหม หรือเล่นยาวเทคเดียวไปเลยรึเปล่า?” แต่ผู้กำกับตอบว่า ยังต้องมีการรีเซ็ตก่อน เพราะซีนใหญ่มากกลัวใช้เวลาเกินไป จะยังไม่มีอะไรเข้ามาในเซ็ตตอนนี้ พาเวลจึงเล่นไปตามบทแบบไม่คิดอะไร จนถึงจังหวะฉากที่เขาต้องนอนบนพื้นหลับตาไม่เห็นใครรอบตัวแล้วตอนนั้นเอง…พาเวลรู้สึกว่า มีลมแผ่ว ๆ พัดข้ามตัวไปถึง 2 ครั้ง ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเดินผ่านไป เป็นลมที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง พาเวลได้แต่นึกว่า ผู้กำกับเปลี่ยนบทหน้างานเอาผีเข้ามาจริงเลยเล่นต่อแบบเต็มที่ แต่พอหลังจากถ่ายเสร็จ ไปกินข้าวตอนเย็นซึ่งมีการคุยกันถึงฉากที่เกิดขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือ…“ไม่มีใครเอาผีเข้าซีนเลยนะ แพลนเดิมทุกอย่าง” ทั้งที่ในฉากนั้นมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่มีแค่พาเวลคนเดียวที่รู้สึกถึง ‘ลมสองครั้ง’ พาเวลเริ่มเอะใจ เพราะในเรื่องตัวละครเขาเป็นคน ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ล้อเล่นกับความตาย ไม่กลัว ไม่ให้เกียรติพิธี เขาเลยย้อนคิดกลับไปว่า…“หรือสิ่งนั้น… ไม่รู้ว่านี่คือการแสดง?” อาจทำให้ ‘ใครบางคน’ เข้าใจว่าเขากำลังลบหลู่จริง ๆ ความหลอนยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการมา พาเวลมีไปดูดวงเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว และหลังถ่ายซีนนี้ไม่นานเขาได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง หมอดูเปิดไพ่ใบแรกเป็นภาพของเขาที่มี “ผู้หญิงเกาะอยู่ด้านหลัง” แล้วถามทันทีว่า“ช่วงนี้ไปสถานที่ที่มีของแรง ๆ มารึเปล่า?” พาเวลได้แต่นิ่ง เพราะเขาเพิ่งไปถ่ายฉากที่ห้างร้างจริง ๆ มา หมอดูเปิดไพ่ใบต่อมาเป็นภาพ รถคว่ำ ไฟลุกท่วม มียมทูตยืนอยู่ข้างหลัง และยังมีเงาตึกร้างกับต้นไม้อยู่ในภาพ หมอดูเปิดไพ่แล้วบอกว่า“ระวังเรื่องรถนะ มีเหตุแน่ ทั้งเจ็บ ทั้งเสียเงิน ไม่รอดแน่นอน” แม่หมอจึงให้เขาไปทำบุญโลงศพ อาบน้ำมนต์ และสวดมนต์บทเฉพาะเพื่อให้สิ่งหนัก ๆ เบาลง ซึ่งพาเวลก็ทำตามทุกอย่างแบบไม่คิดมาก แต่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์หลังจากนั้นขณะที่เขาขับรถตามปกติจู่ ๆ ยางรถก็รั่ว พาเวลคิดว่าแค่ล้อเดียว แต่พอช่างตรวจกลับพบว่า“ทั้งสี่ล้อโดนตะปูเหมือนกันหมด และยางรุ่นนี้ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ได้เลย แต่ก็กลับเกิดขึ้นเหตุการณ์ขึ้นจริง พาเวลยังคงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า… ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความบังเอิญ หรือเป็นสัญญาณบางอย่างจากสิ่งที่เขาไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

24 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจาก NICECNX 'ครูพี่เลี้ยง' l อังคารคลุมโปง X NICECNX [ 18 พ.ย.2568 ]

ครูพี่เลี้ยงที่ดูใจดี และเอ็นดูเรา เอาข้าวเอาน้ำมาให้ตลอด…แต่ไม่นานความผิดปกติก็เริ่มตามมา ความรู้สึกที่มีคนยืนจ้อง เสียงเด็กวิ่งทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และฝันร้ายที่เข้าครอบงำทุกคืน สุดท้ายต้องไปหาหลวงพ่อให้ทำพิธีเรียกขวัญ จนได้รู้ว่าครูพี่เลี้ยงที่ใจดีคนนั้นเล่นของใส่ เพราะต้องการให้เธอเป็นบริวาร! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X NICECNX’ (18 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูพี่เลี้ยง’ ‘ไนซ์’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘เพื่อนคุณแนน’ ที่ต้องไปฝึกสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ และคนที่จะดูแลเธอระหว่างฝึกงานก็คือ ครูพี่เลี้ยง ผู้หญิงที่ดูใจดี เอ็นดู และคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ไม่ว่าจะจัดผมให้ เอาข้าวเอาน้ำมาฝาก หรือถามไถ่แทบทุกวัน เหมือนจะหวังดี แต่กลับมีบางอย่าง…ทำให้รู้สึกประหลาดตั้งแต่แรกเริ่มเพราะอาหารที่ครูพี่เลี้ยงเอามาให้เธอ ไม่เคยแตะกินร่วมกันเลยสักครั้ง เหมือนตั้งใจให้เพื่อนของแนนกินเพียงฝ่ายเดียว ไม่นานความผิดปกติก็ค่อย ๆ ตามมาตอนอยู่ในห้องเธอรู้สึกเหมือนมีคนยืนจ้องจากมุมมืด มีของตกลงมาเองโดยไม่มีใครแตะ เสียงเหมือนเด็กวิ่งเล่นในชั้นเรียนทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในทุกครั้งที่เดินกลับบ้านพัก ความรู้สึกเหมือนมีใครสักคน…เดินตามหลังมาไม่ห่าง ทำให้เธอเริ่มหวาดผวาจนต้องถามครูพี่เลี้ยงว่า โรงเรียนนี้เคยมีเรื่องอะไรแปลก ๆ ไหมแต่คำตอบที่ได้รับจากครูพี่เลี้ยงกลับเย็นยะเยือก“จะมีได้ยังไง…ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว” หลังจากนั้น... ฝันร้ายก็เข้าครอบงำทุกคืน เพื่อนของแนนมักจะเห็นตายายใส่ชุดเหนือยืนอยู่ข้างล่างบ้านมองขึ้นมาที่ห้อง… พร้อมกวักมือเรียกแต่ไม่เคยก้าวเข้ามาได้ และเธอยังฝันว่า แมวดำวิ่งไล่ และไม่ว่าจะพยายามสวดมนต์แค่ไหน… แมวในฝันก็มักจะ สวดมนต์ตามเสียงเดียวกันจิตใจเธออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ รุนแรงถึงขั้นร้องไห้ พร้อมเรียกแม่ซ้ำ ๆ จนต้องโทรให้แม่มาช่วยปลอบ ทั้งคู่เพิ่งมารู้พร้อมกันในเช้าวันหนึ่งว่า แม่ก็ฝันตรงกับลูก ว่าถูก “แมวดำ” ไล่เอาชีวิต ในที่สุดเธอก็ต้องไปหาหลวงพ่อที่วัด มีการอาบน้ำมนต์ ทำพิธีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดีออกจากตัว และแล้ว…หลังพิธีนั้นเพียงไม่กี่วันครูพี่เลี้ยงก็ลางานหายไป ถึงสองสัปดาห์กลับมาอีกทีร่างกายซีดเซียว อ่อนแรง เหมือนคนที่โดนของสะท้อนกลับใส่ตัวเอง นั่นคือวันที่ทุกคนเริ่มรู้ว่า เธอเคยทำแบบนี้กับเด็กฝึกสอนหลายรุ่น เพื่อควบคุมพวกเขาเป็นบริวาร ทำให้เชื่อฟังเพื่อผลประเมินที่ดีจะกลับมาหนุนนำตำแหน่งและเงินเดือนของเธอต่อไปทุกครั้งที่เธอจัดผมให้นั้น…ไม่ใช่ความห่วงใยแต่คือ พิธีลงของที่กระหม่อมโดยการเป่าหัวโดยตรง เรื่องเหมือนจะจบ…แต่เพื่อนของแนนเพิ่งโทรมาบอกว่า อยู่ ๆ เธอรู้สึกอยากกลับไปเยือนจังหวัดทางเหนือที่เธอฝึกสอนอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนมีบางสิ่ง…เรียกหาทว่าพระที่เคยช่วยเหลือกลับเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“อย่าไปเลยนะ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่น…ยังรออยู่ถ้ากลับไปครั้งนี้อาจ…ไม่ได้กลับมาอีกแล้ว”เพราะทั้งหมดที่ทำไป…เป็นเพียงการ ถอนของ — ไม่ใช่การทำลายทิ้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-