เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’

   เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...

“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว 

   เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

06 ก.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณพิพลอย ‘ใครคนนั้น’ ‘ใครคนนั้น’ l อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]

ไม่คาดคิดว่าเพียงแค่อินซีรีส์ จนเผลอพลั้งปากพล่อยออกไป จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหลอนกับความฝันประหลาด ที่มาพร้อมกับเสียงที่ทำให้จำได้ขึ้นใจ เพราะเขาจะเอาไปอยู่ด้วย! ราวกับเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริง จนเธอรู้สึกว่าเหตุการณ์มันเริ่มไม่ปกติ และเริ่มเหมือนจริงขึ้นในทุกวัน แล้วเขาป็นใครกันแน่?!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X INDIGO [1 ก.ย.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครคนนั้น’ ‘คุณพิพลอย’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองในวัย 14 ปี และโดยส่วนตัวแล้วคุณพิพลอย ก็จะเป็นคนที่ปากไว และปากพล่อย ซึ่งในขณะนั้นเธอเองก็กำลังอินซีรีส์วายเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมอผี นั่นทำให้ในเช้าวันนั้น ที่คุณพิพลอย เพิ่งดูซีรีส์จบ ก็ได้ไปหาเพื่อนที่โรงเรียนต่อ ขณะที่กำลังนั่งคุยกันกับเพื่อน คุณพิพลอยก็ได้พูดขึ้นมาว่า“ถ้าหมอผีจะหล่อขนาดนี้ ผีตัวไหนก็เข้ามาได้หมดอะ”ตกเย็นเวลาประมาณทุ่มครึ่ง เธอก็รู้สึกเสียวหลังแปลก ๆ ทั้งที่อยู่บ้านคนเดียว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีคนจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นคุณพิพลอย ก็คิดในแง่ดีคิดว่าคงเป็นเพราะฝนตก อากาศหนาวเลยรู้สึกแบบนี้จึงไม่ได้สนใจมากนัก พอเข้านอนก็เริ่มฝัน โดยในฝันคุณพิพลอย อยู่ที่สุสานของใครก็ไม่รู้ โดยในนั้นก็มีป้าของเธออยู่ในฝันด้วย แต่ถามใครว่าที่นี่ที่ไหนก็ไม่มีใครตอบ ราวกับว่าไม่มีใครเห็นคุณพิพลอยสักคนเลย จนกระทั่งมีคนมาสะกิดหลัง โดยเป็นคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง และเขาก็ได้บอกให้เธอเดินตามเขาไป พอเดินไปได้สักพักคุณลุง ก็หยุดเดินนั่นทำให้เธอถามว่า“หยุดเดินทำไมหรอคะ คุณลุงเป็นอะไรหรือเปล่า”แต่พอคุณลุงหันกลับมาก็กลายเป็นผู้หญิงผมยาวตรง และเธอก็พูดว่า “กูเจอมึงแล้ว กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย” นั่นทำให้คุณพิพลอยสะดุ้งตื่น และเธอก็เห็นผู้หญิงคนนั้นยืนอยู่ที่ปลายเตียงตรงที่ป้าของเธอนอนหลับอยู่ ในตอนนั้นคุณพิพลอย ลนลานมาก ๆ ร้องไห้ไม่มีสติแล้ว จึงรีบบอกให้ป้าเปิดไฟในทันที พอตั้งสติได้ก็รีบเล่าเรื่องในฝันให้ป้าฟังว่าเจออะไรบ้าง แต่พอป้าได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดก็ตอบกลับมาว่า “ดูซีรีส์ และฟังเรื่องผีเยอะเกินไป” แต่คุณพิพลอย ก็ยืนยันว่าสิ่งที่เจอมันเป็นเรื่องจริง ทั้งในฝัน และที่เห็นกับตาจริง ๆ หลังจากตื่นป้าของเธอก็เลยไปหยิบพระ และหาบทสวดมนต์มาให้สวดก่อนนอน และเปิดบทสวดชินบัญชรจนคุณพิพลอยหลับไปเช้าวันถัดมา... เธอตื่นมาแล้วรู้สึกไม่มีพลังเลย รู้สึกเพลียมาก ๆ ป้าเลยพาไปใส่บาตรที่วัดข้างบ้าน แล้วก็ได้ไปโรงเรียนปกติ หลังจากที่เข้าแถวเสร็จ คุณพิพลอยก็เดินไปเอากระเป๋ากับเพื่อนที่รถ แต่ในจังหวะที่ใกล้จะถึงรถแล้ว จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงที่เหมือนมีคนมาพูดอยู่ที่ข้างหูว่า“มึงตาย กูจะเอามึงไปอยู่ด้วย”ในตอนนั้นคุณพิพลอย ร้องไห้ออกมา และรีบโทรหาป้าเล่าเรื่องที่เจอให้ป้าฟัง ป้าก็รีบบอกว่า อย่านึกถึงเรื่องนี้ “ถ้าเขารู้ว่าเรากลัว เขาก็จะยิ่งตาม” ทำให้หลังจากนั้นก็พยายามลืมเรื่องนี้ และไม่นึกถึง พอกลับบ้านก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเหมือนวันก่อน ตกกลางคืนก็เข้านอนปกติ และได้ฝันอีกครั้งคราวนี้คุณพิพลอย ฝันว่าไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว และเธอก็กำลังเล่นน้ำกับน้องชายอยู่ ในขณะนั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งว่ายน้ำเข้ามาหา และชวนให้เธอไปเล่นด้วยกัน เธอจึงให้น้องชายอยู่กับพี่ชายก่อน แล้วค่อยออกไปเล่นน้ำกับผู้หญิงคนนั้นก่อนที่จะโดนกดหัวลงไปในทะเล เธอรู้สึกเหมือนจริงมากทั้ง ๆ ที่อยู่ในฝัน หายใจไม่ออกเลย ดิ้นไปได้สักพักก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งเจอเหตุการณ์นั้นจริง ๆ โดยมันไม่ใช่แค่ในฝัน แต่คุณพิพลอยก็ไม่ได้บอกป้าอะไร จึงทำแค่เพียงสลับด้านหมอนตามความเชื่อแล้วนอนต่อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น พอเช้ามาก็เล่าให้ป้าฟัง ป้าจึงรีบพาไปหาหลวงปู่ที่วัดแถวบ้านเพื่อรดน้ำมนต์ ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่เจออีกเลย แต่หลังจากนั้นช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา พ่อ และแม่ของคุณพิพลอยได้กลับมาหาเพราะฉลองเทศกาลด้วยกันพอดี ทำให้วันนั้นก็กลับมาฝันอีก โดยครั้งนี้เธออยู่ในป่า ในฝันเธอตะโกนเรียกหาทุกคน แต่ก็ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย ทำให้เธอตัดสินใจเดินตรงไปเรื่อย ๆ ภายในนั้น ทำให้เจอพี่ผู้หญิงคนเดิมอีกครั้ง และเธอก็ได้พูดอีกว่า“กูจะเอามึงไปให้ได้ !” จบประโยคนั้นคุณพิพลอยก็สะดุ้งตื่นในทันที แต่เพราะไม่กล้ารบกวนพ่อแม่ เธอจึงสลับด้านหมอนและรีบกลับไปนอนต่อ พอตอนเช้าพ่อแม่ก็พาครอบครัวไปหาคุณย่าที่อยู่ต่างอำเภอ ในคืนที่นอนบ้านย่าก็ฝันเห็นพี่ผู้หญิงคนเดิมยืนอยู่ที่หน้าบ้านคุณย่า เหมือนกับว่าเขาเข้ามาไม่ได้ และเขาก็พูดกับเธออีกครั้งว่า “ครั้งหน้ากูไม่ปล่อยมึงไปแน่ กูจะเอามึงไปให้ได้” และเป็นอีกครั้งที่เธอสะดุ้งตื่น ครั้งนี้เธอจึงพยายามปลุกพ่อและบอกว่าเธอฝันเจออะไร แต่พ่อก็ไม่ได้สนใจจึงหลับต่อ พอตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรอีกเลย ทำให้เธอนึกย้อนไปที่คำพูดของหลวงปู่ที่รดน้ำมนต์ให้ว่า ผู้หญิงที่เจอเขาตามคุณพิพลอยมาตลอด แต่เขาเพิ่งจะได้เข้ามาในช่วงนี้เอง ประกอบกับในวัยนั้นเป็นช่วงเบญจเพศของเธอเองด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'โค้งป่าอ้อย' l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

21 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'โค้งป่าอ้อย' l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

“แม่.. คนที่นั่งซ้อนท้ายรถผมมามันไม่มีหน้า” ประโยคสุดท้ายจากสายของนัท เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ก่อนเสียชีวิตที่โค้งป่าอ้อย ถนนสายที่มักมีคนเสียชีวิตในช่วงปลายปี จนคนเฒ่าคนแก่ร่ำลือกันว่า บริเวณนั้นเป็นที่ ‘ผีตายโหง’ และเคยเป็นป่าช้าเก่า..เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนมุดผ้าห่ม [14 กรกฎาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี ‘โค้งป่าอ้อย’ ‘คุณกี้ เว้าพื้นผี’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อประมาณ 15-16 ปีก่อน ณ จังหวัดบ้านเกิดในแถบภาคอีสาน ช่วงนั้นเป็นเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศในหมู่บ้านคึกคัก ผู้คนที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ต่างทยอยเดินทางกลับบ้าน มีการเปิดเพลงหมอลำสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน แต่กลับมีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผู้คนพูดถึงกันนั่นคือ ‘โค้งป่าอ้อย’ เล่าว่ามักมีคนเสียชีวิตในช่วงปลายปีของทุกปี ทั้งที่ไม่ใช่โค้งหักศอก บางคนเมาสุราแล้วขี่รถแหกโค้ง หรือชนต้นยูคาลิปตัส บางคนกลับขี่รถตกถนนไปเองทั้งที่เป็นทางตรง คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่า บริเวณนั้นเป็นที่ ‘ผีตายโหง’ บ้างก็บอกว่าเคยเห็นคนเอาศพมาทิ้ง บ้างก็บอกว่าป้าอ้อยนั้นเคยเป็นป่าช้าเก่าในตอนนั้นคุณกี้ อายุราว 20 ปีปลาย ๆ เพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงปี และทำงานหาเช้ากินค่ำ รับจ้างทั่วไป ทั้งตัดไม้ ขุดมัน และแบกปุ๋ย วันเกิดเหตุคุณกี้อยู่กับเพื่อนอีกสองคนคือ ‘เบิร์ด’ และ ‘หนุ่ม’ ไปรับจ้างตัดไม้ยูคาลิปตัสที่หมู่บ้านข้าง ๆ ตั้งแต่เช้า ช่วงเช้าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย ทั้งสามคนกลับรู้สึกว่าบรรยากาศในป่าเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงนก เสียงสัตว์ หรือเสียงจิ้งหรีด มีเพียงเสียงต้นยูคาลิปตัสเสียดสีกันดัง “เอี๊ยด… เอี๊ยด…” หนุ่มจึงเอ่ยขึ้นว่า “มึงว่าไหม มันเงียบ ๆ แปลก ๆ นะ” เบิร์ดหัวเราะก่อนแซวกลับเป็นภาษาอีสานว่า “หรือจะเป็นผีกลับบ้านมาตอนปีใหม่” เพื่อน ๆ ต่างพากันหัวเราะ มีเพียงคุณกี้ที่ไม่ขำ เพราะเป็นคนกลัวผี และเคยได้ยินเรื่องเล่าของโค้งป่าอ้อยมานานแล้ว ช่วงเวลาประมาณหกโมงเย็น เริ่มโพล้เพล้ หลังเบิกค่าแรงเรียบร้อย ทั้งสามคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างทางออกจากป่า คุณกี้สังเกตเห็นเงาดำคล้ายคน สูงเกือบ 3 เมตร ตรงอยู่ข้างต้นยูคาลิปตัส แต่เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้งกลับไม่พบสิ่งใดแล้ว คุณกี้จึงคิดว่าตัวเองคงเหนื่อยจนตาฝาด และไม่ได้คิดอะไรก่อนจะกลับบ้านไปอาบน้ำ และตั้งใจจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปหาแฟนที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปราว 4 กิโลเมตร และหาซื้อของกินมาฉลองปีใหม่ด้วยกันเวลาประมาณสองทุ่มนิด ๆ คุณกี้ขี่รถออกจากบ้านตามปกติ ถนนระหว่างหมู่บ้านมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถส่องนำทาง เมื่อเข้าใกล้โค้งป่าอ้อยก็เริ่มรู้สึกใจหวิว แต่ก็ยังขี่ต่อไป จนกระทั่งเห็นคนยืนก้มหน้าอยู่ริมไหล่ทางมืด ๆ ในตอนแรกคุณกี้ตกใจจนอุทานออกมา แต่เมื่อขี่เข้าไปใกล้ก็เห็นว่าเป็น ‘นัท’ น้องในหมู่บ้านที่ไปทำงานโรงงานอยู่ที่กรุงเทพ นาน ๆ จะกลับบ้านสักครั้ง นัทมีลักษณะนิสัยเงียบ ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร คุณกี้เมื่อเห็นว่าเป็นน้องที่รู้จักก็โล่งใจ ในคืนนั้นนัทสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์เก่าที่มีรอยขาดเล็กน้อย ยืนกอดอกอยู่ข้างทาง จึงจอดรถถามว่าจะไปไหน นัทเงยหน้าขึ้นมา จังหวะนั้นคุณกี้ลมแทบจับ เพราะใบหน้านัทมีลักษณะซีดเผือดราวกับคนป่วย ก่อนจะตอบว่า “อยากกลับบ้าน” คุณกี้จึงบอกให้นัทขึ้นซ้อนท้าย เดี๋ยวจะไปส่งทันทีที่นัทขึ้นรถ คุณกี้รู้สึกว่ารถยวบลง หนักจนอดแซวไม่ได้ว่า “ไปกรุงเทพมากินเยอะหรือเปล่า ตัวหนักชิบหายเลย” แต่นัทกลับเงียบผิดปกติ ไม่ตอบคำถาม คุณกี้พยายามชวนคุย แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาดังอยู่ด้านหลัง จนทำให้รู้สึกขนลุก เพราะลมหายใจนั้นเย็นผิดปกติ เมื่อเหลือบมองกระจกมองหลัง ก็เห็นนัทนั่งก้มหน้าอยู่ แต่เหมือนกำลังจะยิ้ม คุณกี้เริ่มรู้สึกไม่ดี จึงเร่งความเร็วของรถ แต่ยิ่งเข้าใกล้บริเวณป่าช้าเก่าหน้าหมู่บ้าน รถก็ยิ่งแปลก กระตุกและดับลงกลางทางหน้าป่าช้า ทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิท ไม่ว่าคุณกี้จะพยายามสตาร์ตรถอย่างไรก็ไม่ติด ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ปนกลิ่นคาวเลือดลอยมา คุณกี้จึงหันกลับไปมอง และเกือบสติหลุดเมื่อเห็นนัทยังคงนั่งซ้อนท้ายอยู่ แต่คอกลับเอียงผิดรูปไปทางด้านหลัง เลือดค่อย ๆ ไหลออกจากปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา แหบกับคุณกี้ เป็นภาษาอีสานว่า “อ้าย… ผมเจ็บคอ” คุณกี้ชาไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ก่อนที่รถมอเตอร์ไซค์จะสตาร์ตติดขึ้นมาเอง คุณกี้แหกปากร้อง และรีบบิดคันเร่งออกจากตรงนั้นทันที โดยไม่ทันรับรู้ว่ายังมีน้ำหนักใครนั่งซ้อนท้ายอยู่หรือไม่ และไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยความกลัว จนกระทั่งมาถึงหน้าหมู่บ้าน เมื่อจอดรถ และหันกลับไปดูก็ไม่พบนัทแล้ว ในอากาศเย็น ๆ แต่เหงื่อคุณกี้กลับไหลเป็นเม็ด ๆ คุณกี้พยายามบอกตัวเองว่าแค่ตาฝาด หรือเหนื่อยก่อนจะรีบขี่รถไปหาแฟนทันทีเมื่อไปถึงบ้านแฟน กลับพบเพียงพ่อตาคนเดียว ท่านบอกว่าแฟนออกไปงานศพของนัท คุณกี้ไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน รีบขี่รถไปวัดที่จัดงานทันที (เป็นการตายแบบผิดธรรมชาติ) เมื่อเห็นรูปตั้งหน้าศพ ก็พบว่าเป็นภาพนัทในชุดเสื้อยืดสีดำแบบเดียวกับที่เพิ่งนั่งซ้อนท้ายรถของตน คุณกี้ถึงกับขาอ่อนล้มทั้งยืน ก่อนจะถามแฟนด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวว่า“นัทตายเมื่อไหร่” ได้คำตอบทั้งน้ำตาว่า “นัทตายตั้งแต่เมื่อคืน เมาแล้วขี่รถแหกโค้งตรงป่าอ้อย”คำตอบนั้นทำให้คุณกี้ตัวชา เพราะจุดที่นัทประสบอุบัติเหตุ คือจุดเดียวกับที่คุณกี้จอดรถรับนัทขึ้นซ้อนท้ายนั่นเอง แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น… หลังสวดพระเสร็จ คุณกี้ได้จุดธูปขอขมาศพ พร้อมพูดว่า “มึงอย่ามาหลอกกูนะ กูกลัว” จังหวะนั้น แม่ของนัทเดินมาถามว่า “เมื่อคืนนี้ลูกแม่ได้พูดอะไรกับเอ็งไหม” คุณกี้เพียงส่ายหน้า แต่แม่กลับร้องไห้ออกมา แล้วเล่าว่า“ก่อนวันตายมันโทรมาหาป้า มันร้องไห้บอกว่ามีคนนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ออกจากวงเหล้า ไม่รู้ว่าเป็นใคร”ประโยคสุดท้ายก่อนที่สายจะตัดไป นัทพูดกับแม่ว่า “แม่.. คนที่นั่งซ้อนท้ายรถผมมามันไม่มีหน้า” หลังจากนั้นนัทก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้คุณกี้จับไข้ และป่วยถึง 5 วัน นับตั้งแต่วันนั้นมา คุณกี้ก็ไม่เคยกล้าขี่รถผ่านโค้งป่าอ้อยแห่งนั้นอีกเลย ปัจจุบันบริเวณโค้งป่าอ้อยได้มีการตั้งศาลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
♪efm
-

-