เรื่องเล่าจาก 'ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม' "เด็กที่ชวนไปเล่นซ่อนแอบ" I อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [ 5 พ.ย. 2567 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก 'ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม' "เด็กที่ชวนไปเล่นซ่อนแอบ" I อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [ 5 พ.ย. 2567 ]

13 พ.ย. 2024

       เรื่องหลอนจากแดนอาทิตย์อุทัยกลับมาพร้อมกับ ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ที่ได้มาเล่าเรื่อง ‘เด็กชวนไปเล่นซอนแอบ’ ให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 พฤศจิกายน 2567) ฟัง จัดหนักจัดเต็มหลอนสุดกำลังจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกซู่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ตามไปอ่านกันเลย!

       ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมากกว่าจึงไม่คุ้นเคยกับระบบการจัดงานศพในไทยสักเท่าไหร่ แต่ที่ญี่ปุ่นนั้น หากมีคนเสียชีวิต ก็จะมีบริษัทหรืออาชีพที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยวางแผนงานศพให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต เช่น ควรใช้ขนาดรูปถ่ายเท่าไหร่ ต้องการจักงานศพแบบศาสนาใด เรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ

       ส่วนเรื่องหลอนที่จะเล่านี้ เป็นเรื่องของ ‘เรียวตะ’ (นามสมมติ) เขาทำอาชีพเกี่ยวกับการจัดงานศพในตำแหน่งผู้ช่วย แต่ยังอ่อนประสบการณ์ หัวหน้าจึงพาเรียวตะไปทำงานด้วยที่บ้านลูกค้าหลังหนึ่ง

       บ้านลูกค้าหลังนี้ เป็นบ้านญี่ปุ่นโบราณ พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง มีสวนหิน ตกแต่งด้วยต้นบอนไซตามสไตล์ญี่ปุ่น เรียวตะมองดูและคิดในใจว่า ‘เจ้าของบ้านหลังนี้ต้องรวยมากแน่ ๆ’ ไม่นานก็ได้พบเจ้าของบ้าน ขอเรียกแทนว่า ‘คุณป้า’ เมื่อทักทายกันเสร็จเรียบร้อย หัวหน้าก็ขอไปไหว้ผู้เสียชีวิตเป็นอันดับแรกตามธรรมเนียม คุณป้าไม่ได้ว่าอะไร และกล่าวเชื้อเชิญไปตามทางเดิน

       เมื่อถึงที่เคารพศพผู้เสียชีวิต ก็พบว่าคุณป้าได้จัดเตรียมหิ้งและรูปไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่ยังไม่ได้จัดการกับศพที่จะเป็นแท่นตั้งเอาไว้ เรียวตะเดินเข้าไปปักธูปเพื่อเคารพศพ จากนั้นหัวหน้าก็บอกว่า

       “ดูแลพวกน้ำ พวกของต่าง ๆ ที่ใช้เตรียมไหว้ตรงนี้นะ ส่วนผมจะไปคุยรายละเอียดกับคุณป้าก่อน”

       เรียวตะคิดทึกทักเอาเองว่า ศพตรงหน้านี้น่าจะเป็นคุณลุงที่อาจจะเป็นสามีของคุณป้า หลังจากคุณลุงเสียชีวิต คุณป้าจึงเข้ามาดูแลบ้านหลังนี้แทน

       หลังจากที่หัวหน้าบอก เรียวตะก็จัดเตรียมเปลี่ยนน้ำ และหยิบผลไม้มาวางจัดให้ผู้เสียชีวิตจนเสร็จ เมื่อลุกขึ้นเดินออกจากห้องเพื่อที่จะไปตามหาหัวหน้าที่กำลังคุยกับคุณป้าอยู่นั้น พอเดินออกจากห้อง เรียวตะก็มองซ้ายมองขวา อยู่ ๆ ก็เอะใจขึ้นมาว่า ‘บ้านหลังใหญ่จัง ห้องไหนนะ อ่า..หลงทางเสียแล้ว’ เรียวตะพยายามเดินตามหาเสียงพูดคุยตามห้องไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียง กุกกักๆๆ  ในห้องหนึ่ง เรียวตะคิดว่าอาจจะเป็นห้องนี้ จึงเลื่อนเปิดประตูปรากฏว่า เป็นห้องสี่เหลี่ยมมีของเล่นเด็กวางไว้อยู่ทั่วห้อง เป็นของเล่นเด็กที่เก่ามาก มีฝุ่นและหยากไย่เต็มไปหมด สภาพห้องเหมือนกับไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ส่วนเสียงที่ดัง กุกกักๆๆ ก็มาจากตู้ในห้องนี้ เรียวตะคิดว่าตนเข้าห้องผิด พอหันหลังกลับไป ก็ได้ยินเสียงเด็กผู้ชายพูดขึ้นมาว่า

       “คุณเป็นใครครับ”

       เรียวตะหันหลังกลับทันทีที่ได้ยิน ก็เห็นเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กอายุราวประมาณ 3 ขวบ ยืนอยู่กลางห้อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขามองไม่เห็นใครสักคน!

       เรียวตะ : ขอโทษทีนะหนู พี่มาคุยธุระเรื่องจัดการเรื่องงานศพ หนูพาพี่ไปหรือพอจะบอกทางพี่ไปห้องรับรองได้ไหม

       เด็กชาย : เรื่องงานศพอะไร มีคนเสียชีวิตเหรอครับ ผมไม่รู้เรื่องผู้ใหญ่ ถ้าพี่ว่าง พี่มาเล่นกับผมได้ไหม เล่นเป็นเพื่อนผมหน่อยผมเหงา

       เรียวตะ : พี่ก็อยากเล่นด้วยนะ หนูเล่นอะไร

       เด็กชาย : เล่นซ่อนแอบครับพี่ มาเล่นกับผมไหม

       เรียวตะ : ตอนนี้ยังไม่ได้ เดี๋ยวพี่ต้องไปประชุมต่อ หัวหน้าจะบ่น งั้นถ้าบอกพี่ว่าห้องอยู่ตรงไหน เดี๋ยวเสร็จธุระ พี่จะมาเล่นด้วยนะ

       เด็กชาย : โอเคได้ งั้นสัญญามาเล่นกับผมนะ

       จากนั้นเรียวตะก็เดินไปตามทางที่เด็กผู้ชายคนนั้นบอก จนไปเจอหัวหน้าและได้นั่งคุยธุระวางแผนกันจนกระทั่งพระอาทิตย์ตก ทั้งคู่เตรียมตัวกลับบ้าน แต่ก่อนที่จะกลับ คุณป้าก็พูดคุยด้วยความยิ้มแย้มว่า

       “ขอบคุณมากนะคะ ที่มาดูแลจัดการให้”

       เรียวตะตอบกลับไปว่า “ครับ ขอบคุณมากนะครับ อีกเรื่องนึงน่ะครับ ผมฝากบอกขอบคุณเด็กผู้ชายคนหนึ่งด้วยครับ คือผมเดินหลงทางในบ้าน มีน้องผู้ชายพามาที่ห้องนี้”

       หลังจากนั้น คุณป้าที่กำลังยิ้มแย้มอยู่กลับหุบยิ้มแล้วพูดเสียงแข็งว่า

       “เด็กผู้ชายหรอ?! บ้านนี้ไม่มีเด็ก เธอพูดอะไรเลอะเทอะ กลับบ้านไปได้แล้ว!”

       เมื่อหัวหน้าเห็นสีหน้าท่าทางที่เปลี่ยนไปของคุณป้าจึงพูดไปว่า

       “เด็กใหม่ครับ มันพูดไปเรื่อย ผมขอโทษด้วยนะครับ” แล้วทั้งคู่ก็รีบออกจากบ้านไปทันที

       เช้าวันต่อมา เรียวตะและหัวหน้าต้องกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก หัวหน้าจึงบอกให้เขาขอโทษคุณป้าอีกครั้ง พอถึงบ้านคุณป้า เรียวตะก็รีบไปขอโทษคุณป้าอย่างจริงใจ แต่คุณป้ากลับตอบกลับมาว่า

       “ไม่เป็นไรหรอก มันก็อาจจะมีจริงก็ได้นะ เด็กที่เธอพูดถึง แต่แค่ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กคนนั้นเป็นยังไง ช่างมันเถอะ เชิญขึ้นบ้าน”

       พอเข้าไปในบ้านก็คุยธุระกันไป จนกระทั่งถึงเรื่องสำคัญ หัวหน้าบอกให้เรียวตะออกไปรอข้างนอกก่อน เนื่องจากเขายังอยู่ในช่วงฝึกงาน เรียวตะจึงเดินออกไปนอกห้องแล้วก็คิดในใจถามกลับตัวเองว่า ‘เมื่อวานที่เจอเด็กผู้ชายคนนั้นมันชัดมาก เด็กมีตัวจริงใช่ไหม’ เรียวตะเดินเพลินแล้วก็หยุดนั่งบริเวณสวนในบ้าน ในหัวยังคงเหม่อคิดถึงเรื่องเด็กผู้ชายคนนั้นอยู่ จากนั้นก็มีเสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นมาว่า “พี่มาทำอะไรเนี่ย”

       เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเด็กผู้ชายคนนั้นจากข้างหลัง เรียวตะเคลิ้มเผลอพูดตอบกลับไปว่า

       เรียวตะ : พี่เหรอ อืม.. พี่ก็มา.. เอ้า! แล้วหนูอยู่ไหน?!

       เด็กชาย : อ๋อ พี่หาผมไม่เจอหรอก ผมเล่นซ่อนแอบอยู่ พี่.. วันนี้พี่จะมาหาใช่ไหม พี่จะมาเล่นกับผมใช่ไหม?

       เรียวตะ : อืม แต่พี่จะหาหนูเจอได้ไง แล้วงานก็ต้องทำ อีกอย่างนะ คุณป้าบอกว่าที่นี่ไม่มีเด็ก..

       เรียวตะนึกถึงอาการของคุณป้าที่เหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง แต่เขาก็อยากรู้อยากเห็นจึงถามไปว่า

       เรียวตะ : แล้วตอนนี้หนูแอบอยู่ไหนเหรอ?

       เด็กชาย : ไม่ได้ ถ้าผมบอกพี่ มันก็ไม่ได้เป็นการเล่นสิ แต่ผมก็ต้องเล่นซ่อนแอบอยู่อย่างงี้ตลอด เพราะว่าคุณป้าบอกว่าให้ผมเล่นซ่อนแอบ แล้วก็เป็นซ่อนแอบที่ไม่มียักษ์

       (การเล่นซ่อนแอบที่ไม่มียักษ์ เป็นการเล่นซ่อนแอบที่ให้เด็กแอบอยู่ที่ใดที่หนึ่งแล้วขังเด็กไว้ ยักษ์ที่หมายถึงคือคนหา เท่ากับว่าคุณป้าบอกให้เด็กคนนั้นแอบแต่คุณป้าไม่มาหา เรียวตะจึงตีความได้ว่าคุณป้าน่าจะขังเด็กคนหนึ่งเอาไว้ในบ้านหลังนี้)

       เด็กชาย : ผมไปไหนไม่ได้เพราะว่ายังไม่มีใครหาผมเจอ ยังไม่มียักษ์มาหา

       เรียวตะ : งั้นเดี๋ยวพี่เป็นยักษ์ให้ บอกมาว่าหนูอยู่ไหน?

       เด็กชาย : หนูอยู่ข้างหลังพี่!!!

       พอเรียวตะหันหลังกลับไปก็พบว่าข้างหลังเป็นแค่ห้องโล่งห้องหนึ่ง จากนั้นเขาคิดว่าบ้านหลังนี้ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง เพราะเขามั่นใจว่าตัวเองได้ยินเสียงเด็กผู้ชายเต็มสองหู

       และแล้วก็มาถึงวันจัดงานศพ หน้าที่ของเรียวตะคือดูแลแขกที่มาร่วมงาน เมื่อทำพิธีเสร็จเรียบร้อยและแขกกลับจนหมด เรียวตะจึงไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำรวม เพราะสถานที่จัดงานไม่ได้แบ่งโซนชายหญิง ขณะที่กำลังล้างมืออยู่นั้น เรียวตะก็หวนนึกถึงคำพูดของตนที่บอกเด็กผู้ชายว่า ตนจะเป็นยักษ์ให้ เมื่อไหร่จะได้หา แล้วจะได้กลับไปบ้านหลังนั้นอีกหรือเปล่าตนก็ไม่แน่ใจ หรือ เด็กคนนั้นจะเป็นผี ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วตนจะทำอย่างไรดี

       เมื่อล้างมือจนสะอาดเรียบร้อยก็เงยหน้าขึ้นมา เรียวตะเห็นว่า ตรงกระจกมีเด็กผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ แต่ไม่มีลูกตา ปากขยับเหมือนกำลังตะโกนบอกบางอย่างอยู่! ตอนแรกเขาก็ตกใจแต่ไม่ได้กลัว แค่รู้สึกเหมือนเด็กกำลังพยายามบอกอะไรบางอย่าง พอตั้งใจดูปาก ก็พอจะอ่านปากได้ว่า “พี่ ข้างหลัง หลังไงพี่ ข้างหลัง ๆๆ”

       หลังจากนั้น เรียวตะก็เห็นคุณป้ายืนอยู่ข้างหลัง กำลังเอาเชือกรัดคอตัวเขาอยู่! และคุณป้ายังพูดอีกว่า

       มึงรู้เรื่องกูเยอะเกินไปแล้ว”

       เรียวตะพยายามสู้ เสียงโวยวายของเขาดังมาก จนมีคนเข้ามาแล้วพูดว่า

       “คุณทำอะไรเนี่ย ใจเย็น ๆ คุณพยายามจะฆ่าพนักงานเรานะ”

       เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เรียวตะมั่นใจว่ามีเรื่องราวบางอย่างไม่ชอบมาพากล เมื่อเขานำเรื่องทั้งหมดมาปะติดปะต่อกันก็คิดได้ว่า เป็นไปได้ที่คุณป้าจะต้องทำร้ายเด็กคนนั้นแน่นอน

       สุดท้ายก็ได้มีการแจ้งตำรวจ และทำการไกล่เกลี่ยกัน คุณป้าและเรียวตะถูกสั่งห้ามเจอกัน ทำให้เรียวตะไม่มีโอกาสกลับไปบ้านหลังนั้นเพื่อตามหาเด็กผู้ชายคนนั้นอีก เขาจึงตัดสินใจพยายามบอกเรื่องนี้กับทางตำรวจ แต่ตำรวจก็ไม่เชื่อ

       หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านมา 5 ปี โชคชะตาก็พาเรียวตะกลับมาไปบ้านหลังนั้นอีกครั้ง เหตุผลคือ เรียวตะได้กลับมาจัดงานศพของคุณป้าคนนั้น เรียวตะได้จัดงานศพตามความประสงค์ของคุณป้าที่เขียนไว้ก่อนตาย คุณป้าไม่มีลูกหลาน เรียวตะจึงต้องจัดแจงมรดกและดูรายละเอียดในใบนั้นให้ดี เขาเห็นว่ามีรายชื่อที่ถูกลบไป แต่หากเพ่งดูให้ชัดก็จะเห็นตัวอักษรที่เขียนว่า ‘ทากิลุคุง’ เรียวตะอนุมานในใจว่า ‘หรือนี่คือชื่อของเด็กผู้ชายคนนั้น?’

       แต่เนื่องจากชื่อนั้นถูกลบออกไปแล้ว ทำให้ไม่มีใครได้รับมรดก มรดกนี้จึงตกไปอยู่ที่ธนาคาร ในวันนั้นเอง เรียวตะตัดสินใจเดินไปรอบบ้าน เพื่อตามหาความจริง จนกระทั่งไปถึงตู้ในห้องที่เคยเจอเด็กคนนั้นครั้งแรก เรียวตะพยายามงัดเปิดตู้จนเจอเข้าอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ พองัดอีกทีก็เห็นศพของทากิลุคุงที่ถูกหมกอยู่ตรงนั้น! สภาพน้องเหมือนผ่านมานานหลายปี หลังจากนั้น เรียวตะก็แจ้งตำรวจ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตำรวจก็ไม่สามารถสืบสวนอะไรได้ เนื่องจากไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือฆาตกรที่ฆ่าหมกศพเด็กน้อย ‘ทากิลุคุง’ และคนที่น่าจะรู้ดีที่สุดอย่างคุณป้าที่เป็นเจ้าของบ้านก็เสียชีวิตไปแล้ว..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'โค้งป่าอ้อย' l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

21 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี 'โค้งป่าอ้อย' l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

“แม่.. คนที่นั่งซ้อนท้ายรถผมมามันไม่มีหน้า” ประโยคสุดท้ายจากสายของนัท เด็กหนุ่มในหมู่บ้าน ก่อนเสียชีวิตที่โค้งป่าอ้อย ถนนสายที่มักมีคนเสียชีวิตในช่วงปลายปี จนคนเฒ่าคนแก่ร่ำลือกันว่า บริเวณนั้นเป็นที่ ‘ผีตายโหง’ และเคยเป็นป่าช้าเก่า..เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนมุดผ้าห่ม [14 กรกฎาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณกี้ เว้าพื้นผี ‘โค้งป่าอ้อย’ ‘คุณกี้ เว้าพื้นผี’ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อประมาณ 15-16 ปีก่อน ณ จังหวัดบ้านเกิดในแถบภาคอีสาน ช่วงนั้นเป็นเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศในหมู่บ้านคึกคัก ผู้คนที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ ต่างทยอยเดินทางกลับบ้าน มีการเปิดเพลงหมอลำสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน แต่กลับมีเรื่องเล่าหนึ่งที่ผู้คนพูดถึงกันนั่นคือ ‘โค้งป่าอ้อย’ เล่าว่ามักมีคนเสียชีวิตในช่วงปลายปีของทุกปี ทั้งที่ไม่ใช่โค้งหักศอก บางคนเมาสุราแล้วขี่รถแหกโค้ง หรือชนต้นยูคาลิปตัส บางคนกลับขี่รถตกถนนไปเองทั้งที่เป็นทางตรง คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่า บริเวณนั้นเป็นที่ ‘ผีตายโหง’ บ้างก็บอกว่าเคยเห็นคนเอาศพมาทิ้ง บ้างก็บอกว่าป้าอ้อยนั้นเคยเป็นป่าช้าเก่าในตอนนั้นคุณกี้ อายุราว 20 ปีปลาย ๆ เพิ่งแต่งงานได้ไม่ถึงปี และทำงานหาเช้ากินค่ำ รับจ้างทั่วไป ทั้งตัดไม้ ขุดมัน และแบกปุ๋ย วันเกิดเหตุคุณกี้อยู่กับเพื่อนอีกสองคนคือ ‘เบิร์ด’ และ ‘หนุ่ม’ ไปรับจ้างตัดไม้ยูคาลิปตัสที่หมู่บ้านข้าง ๆ ตั้งแต่เช้า ช่วงเช้าทุกอย่างเป็นไปตามปกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย ทั้งสามคนกลับรู้สึกว่าบรรยากาศในป่าเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่เสียงนก เสียงสัตว์ หรือเสียงจิ้งหรีด มีเพียงเสียงต้นยูคาลิปตัสเสียดสีกันดัง “เอี๊ยด… เอี๊ยด…” หนุ่มจึงเอ่ยขึ้นว่า “มึงว่าไหม มันเงียบ ๆ แปลก ๆ นะ” เบิร์ดหัวเราะก่อนแซวกลับเป็นภาษาอีสานว่า “หรือจะเป็นผีกลับบ้านมาตอนปีใหม่” เพื่อน ๆ ต่างพากันหัวเราะ มีเพียงคุณกี้ที่ไม่ขำ เพราะเป็นคนกลัวผี และเคยได้ยินเรื่องเล่าของโค้งป่าอ้อยมานานแล้ว ช่วงเวลาประมาณหกโมงเย็น เริ่มโพล้เพล้ หลังเบิกค่าแรงเรียบร้อย ทั้งสามคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ระหว่างทางออกจากป่า คุณกี้สังเกตเห็นเงาดำคล้ายคน สูงเกือบ 3 เมตร ตรงอยู่ข้างต้นยูคาลิปตัส แต่เมื่อหันกลับไปมองอีกครั้งกลับไม่พบสิ่งใดแล้ว คุณกี้จึงคิดว่าตัวเองคงเหนื่อยจนตาฝาด และไม่ได้คิดอะไรก่อนจะกลับบ้านไปอาบน้ำ และตั้งใจจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปหาแฟนที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปราว 4 กิโลเมตร และหาซื้อของกินมาฉลองปีใหม่ด้วยกันเวลาประมาณสองทุ่มนิด ๆ คุณกี้ขี่รถออกจากบ้านตามปกติ ถนนระหว่างหมู่บ้านมืดสนิท มีเพียงแสงไฟหน้ารถส่องนำทาง เมื่อเข้าใกล้โค้งป่าอ้อยก็เริ่มรู้สึกใจหวิว แต่ก็ยังขี่ต่อไป จนกระทั่งเห็นคนยืนก้มหน้าอยู่ริมไหล่ทางมืด ๆ ในตอนแรกคุณกี้ตกใจจนอุทานออกมา แต่เมื่อขี่เข้าไปใกล้ก็เห็นว่าเป็น ‘นัท’ น้องในหมู่บ้านที่ไปทำงานโรงงานอยู่ที่กรุงเทพ นาน ๆ จะกลับบ้านสักครั้ง นัทมีลักษณะนิสัยเงียบ ๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร คุณกี้เมื่อเห็นว่าเป็นน้องที่รู้จักก็โล่งใจ ในคืนนั้นนัทสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์เก่าที่มีรอยขาดเล็กน้อย ยืนกอดอกอยู่ข้างทาง จึงจอดรถถามว่าจะไปไหน นัทเงยหน้าขึ้นมา จังหวะนั้นคุณกี้ลมแทบจับ เพราะใบหน้านัทมีลักษณะซีดเผือดราวกับคนป่วย ก่อนจะตอบว่า “อยากกลับบ้าน” คุณกี้จึงบอกให้นัทขึ้นซ้อนท้าย เดี๋ยวจะไปส่งทันทีที่นัทขึ้นรถ คุณกี้รู้สึกว่ารถยวบลง หนักจนอดแซวไม่ได้ว่า “ไปกรุงเทพมากินเยอะหรือเปล่า ตัวหนักชิบหายเลย” แต่นัทกลับเงียบผิดปกติ ไม่ตอบคำถาม คุณกี้พยายามชวนคุย แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาดังอยู่ด้านหลัง จนทำให้รู้สึกขนลุก เพราะลมหายใจนั้นเย็นผิดปกติ เมื่อเหลือบมองกระจกมองหลัง ก็เห็นนัทนั่งก้มหน้าอยู่ แต่เหมือนกำลังจะยิ้ม คุณกี้เริ่มรู้สึกไม่ดี จึงเร่งความเร็วของรถ แต่ยิ่งเข้าใกล้บริเวณป่าช้าเก่าหน้าหมู่บ้าน รถก็ยิ่งแปลก กระตุกและดับลงกลางทางหน้าป่าช้า ทุกอย่างรอบตัวเงียบสนิท ไม่ว่าคุณกี้จะพยายามสตาร์ตรถอย่างไรก็ไม่ติด ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นเหม็นไหม้ปนกลิ่นคาวเลือดลอยมา คุณกี้จึงหันกลับไปมอง และเกือบสติหลุดเมื่อเห็นนัทยังคงนั่งซ้อนท้ายอยู่ แต่คอกลับเอียงผิดรูปไปทางด้านหลัง เลือดค่อย ๆ ไหลออกจากปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา แหบกับคุณกี้ เป็นภาษาอีสานว่า “อ้าย… ผมเจ็บคอ” คุณกี้ชาไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ก่อนที่รถมอเตอร์ไซค์จะสตาร์ตติดขึ้นมาเอง คุณกี้แหกปากร้อง และรีบบิดคันเร่งออกจากตรงนั้นทันที โดยไม่ทันรับรู้ว่ายังมีน้ำหนักใครนั่งซ้อนท้ายอยู่หรือไม่ และไม่กล้าหันกลับไปมองด้วยความกลัว จนกระทั่งมาถึงหน้าหมู่บ้าน เมื่อจอดรถ และหันกลับไปดูก็ไม่พบนัทแล้ว ในอากาศเย็น ๆ แต่เหงื่อคุณกี้กลับไหลเป็นเม็ด ๆ คุณกี้พยายามบอกตัวเองว่าแค่ตาฝาด หรือเหนื่อยก่อนจะรีบขี่รถไปหาแฟนทันทีเมื่อไปถึงบ้านแฟน กลับพบเพียงพ่อตาคนเดียว ท่านบอกว่าแฟนออกไปงานศพของนัท คุณกี้ไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน รีบขี่รถไปวัดที่จัดงานทันที (เป็นการตายแบบผิดธรรมชาติ) เมื่อเห็นรูปตั้งหน้าศพ ก็พบว่าเป็นภาพนัทในชุดเสื้อยืดสีดำแบบเดียวกับที่เพิ่งนั่งซ้อนท้ายรถของตน คุณกี้ถึงกับขาอ่อนล้มทั้งยืน ก่อนจะถามแฟนด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวว่า“นัทตายเมื่อไหร่” ได้คำตอบทั้งน้ำตาว่า “นัทตายตั้งแต่เมื่อคืน เมาแล้วขี่รถแหกโค้งตรงป่าอ้อย”คำตอบนั้นทำให้คุณกี้ตัวชา เพราะจุดที่นัทประสบอุบัติเหตุ คือจุดเดียวกับที่คุณกี้จอดรถรับนัทขึ้นซ้อนท้ายนั่นเอง แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านั้น… หลังสวดพระเสร็จ คุณกี้ได้จุดธูปขอขมาศพ พร้อมพูดว่า “มึงอย่ามาหลอกกูนะ กูกลัว” จังหวะนั้น แม่ของนัทเดินมาถามว่า “เมื่อคืนนี้ลูกแม่ได้พูดอะไรกับเอ็งไหม” คุณกี้เพียงส่ายหน้า แต่แม่กลับร้องไห้ออกมา แล้วเล่าว่า“ก่อนวันตายมันโทรมาหาป้า มันร้องไห้บอกว่ามีคนนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์มาตั้งแต่ออกจากวงเหล้า ไม่รู้ว่าเป็นใคร”ประโยคสุดท้ายก่อนที่สายจะตัดไป นัทพูดกับแม่ว่า “แม่.. คนที่นั่งซ้อนท้ายรถผมมามันไม่มีหน้า” หลังจากนั้นนัทก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้คุณกี้จับไข้ และป่วยถึง 5 วัน นับตั้งแต่วันนั้นมา คุณกี้ก็ไม่เคยกล้าขี่รถผ่านโค้งป่าอ้อยแห่งนั้นอีกเลย ปัจจุบันบริเวณโค้งป่าอ้อยได้มีการตั้งศาลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเรนนี่น้ำพริกผีบอก 'ตามหาเเฟน' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

09 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเรนนี่น้ำพริกผีบอก 'ตามหาเเฟน' | อังคารคลุมโปง X ไท ธนาวุฒิ [4 มี.ค. 2568 ]

ไปส่งของให้แม่ตอนตี 3 เพราะจำเป็นต้องใช้เงิน รถก็ไม่มี ต้องนั่งรอวินอยู่หน้าวัดกับน้องชาย 2 คน แต่จู่ๆ ก็มีผู้หญิงวิ่งเข้ามาแล้วถามหาแฟน ‘แฟนพี่หายไปไหนไม่รู้!!’ และพอมองไปที่เท้าก็เห็นว่าผู้หญิงคนนี้ลอยอยู่!! #อังคารคลุมโปงวิญญาณที่ล่องลอยไม่มีที่ไป!! วนเวียนตามหาแฟน จนคนในชุมชนต้องเจอเหตุการณ์สุดหลอนไปตามๆ กันเรื่องราวสุดเฮี้ยนนี้จะจบลงอย่างไร….?! ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตามหาแฟน’ จาก ‘คุณเรนนี่’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 มีนาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!! เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่คุณเรนนี่อายุประมาณ 19-20 ปี ตั้งแต่จำความได้ ที่บ้านประกอบอาชีพเย็บกระเป๋าขาย ในช่วงนั้นธุรกิจที่บ้านได้มีการทำข้อตกลงกับร้านในสำเพ็งไว้ และเป็นที่รู้กันว่า ถ้าต้องไปเดินสำเพ็งจะต้องไปช่วงกลางคืน และเช่นเดียวกับที่ต้องไปส่งสินค้า ก็ต้องไปช่วงกลางคืน บ้านของคุณเรนนี่จะอยู่ติดกับวัด โรงเรียน ไม่มีรถประจำทางผ่านเข้ามา และเป็นชุมชนที่มักจะเห็นอะไรแปลกๆ อยู่บ่อยครั้งในวันเกิดเหตุคุณเรนนี่ และน้องชายอายุ 9 ขวบ ได้รับภารกิจจากคุณพ่อคุณแม่ ให้ไปส่งสินค้าช่วงตี 2 ตี 3 ให้กับคุณป้าเหี่ยว และต้องไปส่งที่ร้านของ ป้าเหี่ยว ซึ่งเป็นเจ้าของร้านกระเป๋าที่สำเพ็ง พากันแบกของเพื่อที่จะไปส่งของ ที่ต้องไปส่งเวลานี้เพราะแม่บอกว่า ต้องเอาเงินค่าสินค้า ไปจ่ายค่าบ้าน จึงจำเป็นมาก ๆ ที่จะออกไปส่งในตอนนั้นในคืนนั้น แถวบ้านของคุณเรนนี่ ก็ไม่มีรถประจำทาง หรือรถสองแถว มีแค่วินมอเตอไซค์ที่จะวิ่งทั้งคืน เพราะออกไปถนนหลัก ตรงที่คุณเรนนี่และน้องชายยืนอยู่นั้น เมื่อก่อนจะมีตู้โทรสับสาธารณะ ติดกับกำแพงของโรงเรียน เมื่อถัดไปอีกก็จะเป็นโกศที่เก็บอัฐิที่ดูสยดสยอง แต่ด้วยความเป็นคนในพื้นที่จึงไม่ได้คิดอะไรมาก และรอวินต่อไป…เมื่อรอไปได้ 15 นาที ก็ยังไม่มีวินมอเตอร์ไซค์มา แต่จู่ๆ ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ผมยุ่งเหยิง อาการเหมือนคนขาดสติ วิ่งมาหาคุณเรนนี่ และน้องชายด้วยหน้าตาที่ตื่นตระหนก ทั้งสองพี่น้องก็หันมองหน้ากัน และสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้มาจากไหน ไม่เคยเห็นอยู่ในชุมชนเลย และเมื่อหันกลับไปมองผู้หญิงคนนั้น ก็เข้ามาใกล้ทั้งสองคน ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นว่า“น้องๆ ช่วยพี่ด้วย เนี่ย ไม่รู้ว่าพี่มาอยู่ที่ไหน พี่จะกลับบ้าน แล้วแฟนพี่ก็หายไปไหนไม่รู้”ในขณะนั้นคุณเรนนี่ก็เริ่มรู้สึกกลัว เพราะผู้หญิงคนเข้ามาด้วยท่าทีโวยวาย คุณเรนนี่เลยบอกไปว่า “พี่คะ ใจเย็นๆ นะ คือยังไงคะพี่ พี่จะไปไหน”ตอนนั้นคุณเรนนี่คิดว่าผู้หญิงคนนี้หลงทางมา เนื่องจากซอยเข้าออกค่อนข้างลำบาก ผู้หญิงคนนั้นจึงเลยพูดต่อว่า “พี่ก็ไมรู้” แล้วร้องไห้ออกมา“เนี่ยพี่มากับแฟน พี่นั่งรถมากับแฟน ไม่รู้ว่าแฟนพี่หายไปไหนแล้ว”ทำให้ผู้หญิงคนนั้นก็พยายามที่เข้ามาประชิดตัว โดยการเอามือมาจับที่ไหล่ และเขย่าตัวคุณเรนนี่ ในขณะที่ตัวของผู้หญิงคนนั้นก็สั่น แต่คุณเรนนี่ก็รู้สึกว่า ‘มือที่จับอยู่นั้นไม่รู้สึกถึงแรงกด และทำไมตัวเราถึงไม่สั่นตามแรงเขย่า‘คุณเรนนี่กับน้องชายจึงค่อยๆ หันลงไปมองช่วงตัวของผู้หญิงคนนั้น และสิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีขา มีแค่ท่อนบนและกางเกงยีนส์ แต่ส่วนเท้าหายไป ไม่มีรองเท้า เมื่อเห็นดังนั้นคุณเรนนี่ก็รีบยกกระเป๋า และวิ่ง โดยน้องชายก็วิ่งนำไปก่อนแล้วเมื่อกลับไปถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อ และแม่ฟัง ซึ่งพ่อ และแม่ก็เข้าใจเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับคุณเรนนี่ และน้องชายแต่ครั้งนี้ทำให้ต้องเสียงานที่ต้องไปส่ง แม่จึงตำหนิ และโทรไปหาป้าเหี่ยว เพื่อขอไปส่งของใหม่ในตอน 9 โมงเช้า ตอนที่ป้าเหี่ยวเก็บร้านแล้ว ป้าเหี่ยวตอบตกลง โดยคุณเรนนี่ให้เหตุผลกับป้าเหี่ยวว่า ที่ไม่สามารถไปส่งของให้ได้เพราะปวดท้องในตอนเช้า เมื่อคุณเรนนี่ไปส่งของให้ป้าเหี่ยวเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับมาบ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม และวันหนึ่งเวลา 6 โมงเย็น คุณเรนนี่ที่กำลังล้างจานอยู่ โดยที่ล้างจานที่บ้านจะอยู่ข้างหน้าบ้าน เมื่อใกล้ล้างเสร็จ น้องชายของคุณเรนนี่ก็วิ่งมาหา ด้วยหน้าตาตื่นแล้วมาบอกกับคุณเรนนี่ว่า“พี่ พี่มากับผมหน่อย” คุณเรนนี่จึงถามว่า “ไปไหน พี่ยังล้างจานไม่เสร็จเลย”แต่น้องชายก็ยังลากคุณเรนนี่ไปจนเกือบใส่รองเท้าไม่ทัน และระหว่างทางคุณเรนนี่ก็ยังถามน้องชายตลอดว่าจะไปไหน เพื่อที่จะได้รับมือถูก แต่ถามมาตลอดทางน้องชายก็ยังไม่ตอบ จนกระทั้งมาถึงวัดที่อยู่ติดกับบ้าน พอมาถึงทั้งสองคนก็ไปที่ศาลาหนึ่ง ที่มีคนกำลังจัดงานศพอยู่ ซึ่งก็เป็นปกติของวัด แต่น้องชายก็ยังยืนยันให้คุณเรนนี่เข้าไปดูรูปข้างในงาน คุณเรนนี่ก็สังสัยว่าเข้าไปทำไม และพอเดินเข้าไปในงานรูปที่อยู่หน้าโรงศพคือ ผู้หญิงที่คุณเรนนี่ และน้องชายเห็นในคืนนั้น น้องชายจึงหันมาถามคุณเรนนี่ว่า..“พี่ ใช่ปะเนี่ย ใช่ ใช่ไหม”“เออ ใช่”ในตอนนั้นคุณเรนนี่ก็อึ้งกับสิ่งที่เห็น เลยได้ไปคุยกับคนในงานศพว่า ศพนี่คือใคร ซึ่งก็ได้รู้ว่าคุณแม่ของผู้ตาย เป็นคนที่คุณเรนนี่รู้จัก และผู้ใหญ่ในงานก็ถามกับคุณเรนนี่ว่า“จำไอยุ้ยไม่ได้หรอ” แต่คุณเรนนี่ก็ยังนึกไม่ออกว่ายุ้ยไหน ผู้ใหญ่ในงานเลยพูดต่อว่า “มันน่าจะจำไม่ได้แหละ”ซึ่งคุณเรนนี่ และยุ้ย เคยเล่นด้วยกันตอนอายุ 4-5 ขวบ และยุ้ยก็ได้กลับไปบ้านพ่อที่ต่างจังหวัด ไม่ได้กลับมาอยู่ที่กรุงเทพอีก ต่อมายุ้ยได้มาอยู่กับแฟนที่กรุงเทพ และระหว่างที่นั่งรถเพื่อจะไปที่ไหนสักแห่ง ก็ได้เกิดอุบัติเหตุทำให้ยุ้ย และแฟนเสียชีวิตทั้งคู่ แม่ของยุ้ยจึงได้นำศพของลูกสาวมาบำเพ็ญกุศลที่วัดนี้แต่เรื่องก็ไม่ได้จบเพียงแค่นี้ เพราะลุงวินแถวนั้นก็เอาเรื่องที่ไปพูดต่อๆ กันว่า มีผู้หญิงใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ มายืนโบกรถ แล้วขอให้ไปส่งเพราะว่าเแฟนรออยู่ พอลุงวินขี่มาได้สักพักก็เจอเข้ากับลูกระนาดบนถนน แต่ลุงวินก็มองไม่เห็น ด้วยความเป็นห่วงผู้โดยสารลุงวินจึงหันกลับไปมองข้างหลัง แต่ก็ไม่พบผู้โดยสารที่นั่งซ้อนมา ลุงวินจึงวนรถกลับไปดูว่าผู้โดยสารอยู่ไหน แต่ก็ไม่พบใคร ลุงวินจึงขี่รถกลับบ้านและยังมีคนที่เจอเหตุการณ์นี้เหมือนกัน คือ น้าจ่า เป็นทหารเก่า น้าจ่าก็เป็นวินเหมือนกัน และมีผู้หญิงโบกรถจากหน้าวัด เพื่อให้ไปส่งที่หน้าปากซอยเหมือนกัน พอขี่ไปถึงที่หน้าปากซอยก็ไม่เจอคนกลายเป็นว่า ยุ้ย ก็เป็นวิญญาณที่ล่องลอยที่ตาหาแฟน และฝั่งของฝ่ายชาย แฟนของยุ้ย ที่ได้ถูกนำศพไปทำพิธีที่บ้านเกิด ก็ได้เป็นวิญญาณที่ล่องลอย และตามหาแฟนเหมือนกัน จนสุดท้ายก็ได้มีการนำศพของทั้งคู่ไปตั้งคู่กัน และได้ทำการเผาพร้อมกัน ทุกอย่างถึงได้สงบลง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เที่ยวบ้านผีสิงแต่ไม่น่ากลัว สุดท้ายเดินไปเจอบ้านผีสิงของจริง วิ่งหนีจนไข้หัวโกร๋น!!

13 เม.ย. 2024

เที่ยวบ้านผีสิงแต่ไม่น่ากลัว สุดท้ายเดินไปเจอบ้านผีสิงของจริง วิ่งหนีจนไข้หัวโกร๋น!!

เรื่องนี้ ‘คุณแรก ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวประสบการณ์วัยเด็กของคุณตาท่านหนึ่ง เกี่ยวกับการไปเที่ยวบ้านผีสิงงานวัด แต่ไม่น่ากลัว จนไปเจอบ้านผีสิงหลังวัด เจ้าของเห็นว่าดึกแล้วจึงให้เข้าฟรี แต่กลับเจอเรื่องราวต่าง ๆ จนจับไข้หัวโกร๋น เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย คุณแรกเล่าว่าเป็นเรื่องที่ตนเองได้ฟังมาตอนไปล่าท้าผีในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของคุณตาท่านหนึ่ง (นามสมมติว่า เพิ่ม) ได้เล่าให้คุณแรกฟังว่า ต้องย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่คุณตายังเป็นเด็ก อายุประมาณ 12 – 13 ปี ได้ไปเที่ยวงานวัดประจำปี ซึ่งสมัยนั้นก็เป็นที่ตั้งหน้าตั้งตารอของเด็ก ๆ มากเพราะจัดครั้งใหญ่แค่ปีละครั้ง ก่อนที่คุณแรกจะเริ่มเล่า ขอแทนคุณตาเพิ่มว่า ‘เด็กชายเพิ่ม’ เริ่มเรื่องต้องย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อน กลุ่มเพื่อน ๆ ของเด็กชายเพิ่ม ต่างตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อที่จะไปเที่ยวงานวัดประจำปีที่จัดใกล้บ้าน ซึ่งเด็กทั่วไปที่ไปเที่ยวงานวัดก็จะเก็บบ้านผีสิงไว้เป็นไฮไลต์สุดท้ายของงาน ทางด้านผู้ปกครองก็จะจับจองพื้นที่ปูเสื่อรอที่หน้าโรงลิเกแล้วก็จะให้เงินเด็ก ๆ ไปเที่ยวเล่นในงานตามอัธยาศัย ส่วนเด็กชายเพิ่มก็จะไปเที่ยวเล่นเครื่องเล่นกับกลุ่มเพื่อนและก็เก็บไฮไลต์สุดท้ายไว้เป็นการเข้าบ้านผีสิง เด็ก ๆ ต่างความคาดหวังว่าบ้านผีสิงงานวัดต้องน่ากลัวและจะต้องตื่นเต้นมาก ๆ แน่นอน หลังจากที่เล่นเครื่องเล่นพอใจแล้ว เด็กชายเพิ่มกับเพื่อน ๆ จ่ายค่าเข้าบ้านผีสิงและเข้าไปจนกระทั่งออกมา แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะบ้านผีสิงไม่น่ากลัว ข้างในเต็มไปด้วยหุ่นผีปลอม หุ่นผีกระสือก็เป็นการชักลอกให้ตกใจ เด็ก ๆ กลุ่มนี้จึงเดินบ่นกันว่า “ปีนี้ไม่น่ากลัว” และก็มีหนึ่งคนในกลุ่มชวนให้ไปเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะไปที่หน้าโรงลิเก เด็ก ๆ ก็เดินไปบริเวณข้างหลังวัด ขณะที่กำลังเดินไปห้องน้ำ ก็ได้เดินผ่านสามเณรรูปหนึ่ง เป็นเด็กจ้ำม่ำน่ารักเดินสวนมา ทางด้านเด็กชายเพิ่มก็ได้ถามเณรว่า “คุณเณร ๆ ห้องน้ำไปทางไหนครับ” เณรก็ตอบว่า “เดินตรงไป เลี้ยวซ้ายนะ เดี๋ยวก็เจอห้องน้ำ” เพื่อนในกลุ่มก็ถามเณรอีกว่า “คุณเณรครับ ยังไม่จำวัดเหรอ มันดึกแล้วนะ” เณรก็ตอบว่า “เสียงดังเณรนอนไม่หลับ เลยมาเดินมาดูหน้างาน ว่าเขาทำอะไรกันบ้าง” พอถามเสร็จก็แยกย้ายกับสามเณรไปคนละทาง ซึ่งห้องน้ำจะอยู่ข้างหลังวัดติดกับโกศกระดูกและถัดไปก็จะเป็นป่า พอกลุ่มเด็ก ๆ เข้าห้องน้ำเสร็จก็เดินออกมา เพื่อนในกลุ่มก็หันไปเห็นแสงไฟสว่างที่ถัดออกไปไม่ไกลมากนัก เพื่อนจึงสะกิดให้เพื่อนในกลุ่มดู “เฮ้ย! ดูนั้นดิ” เพื่อนในกลุ่มทั้งหมดก็หันไปดูพร้อมกัน ปรากฏว่าเป็นโต๊ะไม้ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ มีตะเกียงเจ้าพายุวางอยู่บนโต๊ะ แล้วมีคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง นั่งอยู่บนโต๊ะพร้อมกับป้ายที่ทำจากกระดาษลัง เขียนด้วยหมึกง่าย ๆ ว่า “บ้านผีสิง” เพื่อน ๆ ทั้งหมดก็แปลกใจ ด้วยความสงสัยเด็กกลุ่มนี้ก็เดินไปที่โต๊ะ แล้วก็ถามกับลุงว่า “อ้าวลุง ตรงนี้มีบ้านผีสิงอีกหรอ” ลุงก็ตอบว่า “ใช่ ลุงมาทุกปีแหละ มาช่วยงานวัด แต่ลุงไม่ได้ไปตั้งที่หน้างานหรอกเพราะว่าลุงไม่มีตังจ่ายค่าที่ หลวงพ่อก็ให้มาตั้งที่ตรงนี้โดยที่ไม่เอาเงิน แต่ลุงก็กำลังจะเก็บแล้ว มันดึก มันเงียบ คงไม่มีคนมาแล้วแหละ” เด็กชายเพิ่มจึงถามคุณลุงไปว่า “แล้วลุงมาตั้งตรงนี้มันมีใครมาเที่ยวด้วยหรอ ไม่เห็นมีผ้าล้อม ไม่เห็นมีเขตรั้วอะไรเลย มันโล่งไปหมด” ลุงก็ตอบว่า “โอ้ย...ของลุงสบาย ๆ เดินตรงไปก็มีผี สนุก ๆ” ทางด้านกลุ่มเพื่อน ๆ ของเด็กชายเพิ่มก็บอกว่า “พวกผมเหลือเงินไม่เยอะ เพราะซื้อขนมกับเล่นเครื่องเล่นที่หน้างานมาแล้ว” คุณลุงก็บอกว่า “ไม่เป็นไร จะเก็บกลับบ้านแล้ว ให้เข้าฟรีแล้วกัน เดินตรงไปเลยนะ” เพื่อน ๆ ก็ดีใจกันว่าจะได้เข้าบ้านผีสิงอีกครั้งโดยไม่ต้องเสียเงิน ซึ่งบ้านผีสิงแบบนี้ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะตั้งอยู่หลังวัดเงียบ ๆ ไม่มีคน แล้วเด็ก ๆ ทั้งหมดก็เดินไปตามทางที่คุณลุงบอก เดินตรงไปเรื่อย ๆ ขณะที่กำลังเดินเข้าไปด้านหลังวัด ก็เจอโต๊ะอีกตัวตั้งอยู่ มีตะเกียงตั้งอยู่เหมือนกัน แต่ครั้งนี้เห็นเป็นคุณน้าอีกคน เด็ก ๆ ก็เดินตามแสงไฟที่ เจอคุณน้ากำลังนั่งปั้นน้ำตาลปั่นอยู่ เด็ก ๆ ก็เข้าไปถามทางว่า “น้า ๆ บ้านผีสิงเห็นคุณลุงเขาชี้มาทางนี้ ไปทางไหน” คุณน้าก็ตอบว่า “เนี้ย เดินตรงไปอีกหน่อยก็ถึงแล้วแหละ แต่ว่าซื้อน้ำตาลไหมละ น้าปั้นอร่อยนะ ปั้นน้ำตาลสวยด้วย” เด็ก ๆ ก็มองหน้ากัน แล้วพูดว่า “มีเงินไม่เยอะนะ อาจจะไม่พอ” คุณน้าก็ตอบว่า “ไม่เป็นไร ซื้อตัวหนึ่ง น้าแถมให้อีก 2 ตัว” เด็ก ๆ ก็ให้คุณน้าปั้น 3 ตัวละครในไซอิ๋ว มีพระถังซัมจั๋ง ตือโป๊ยก่ายและซึงหงอคง คุณน้าก็เริ่มปั้นแบบชำนาญ ปั้นเร็วและสวยมาก เด็ก ๆ ต่างตกตะลึงในฝีมือการปั้นน้ำตาลของคุณน้า พอปั้นมาถึงตัวสุดท้ายเป็นพระถังซัมจั๋ง คุณน้าที่ปั้นส่วนของตัวเสร็จและกำลังจะปั้นส่วนหัว แต่คุณน้าก็ทำให้พวกเด็ก ๆ ตกใจเพราะแทนที่คุณน้าจะปั้นส่วนหัวเป็นกลม ๆ คุณน้ากลับใช้มือลวงเข้าไปควักลูกตาของตัวเองมาเสียบเป็นหัวพระถังซัมจั๋ง เด็ก ๆ ทุกคนตกใจ พากันวิ่งหนี วิ่งตรงไปข้างหลังที่เป็นเขตป่าและมีโกศกระดูก! จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเรียก “โยมพี่ ๆ อย่าวิ่ง” เด็ก ๆ ทุกคนก็หยุดและมองหาต้นเสียงว่าดังมาจากทางไหน ซึ่งต้นเสียงได้ยินมาจากบนต้นไม้ เด็ก ๆ ก็แหงนมองขึ้นไปบนต้นไม้ ปรากฏเป็นเณรจ้ำม่ำน่ารักรูปนั้นที่บอกทางไปห้องน้ำ เด็ก ๆ ก็ถามเณรว่า “เณรไปทำอะไรอยู่บนนั้น ลงมา ๆ ก่อน ผีหลอก ๆ” เณรก็ตอบสวนมาว่า “ไม่มีผีหรอกโยมพี่” เด็ก ๆ ก็ยังช่วยกันตะโกนบอกให้เณรลงมาก่อน เพราะอยากอาศัยบารมีผ้าเหลืองของเณรคุ้มกันผี เณรก็บอกว่า “เดี๋ยวลงไป” พอเณรพูดยังไม่ขาดคำ ก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ ซึ่งต้นไม้สูงมาก เด็ก ๆ ตกใจว่าทำไมเณรไม่ปีนลงมา แล้วเณรก็พูดกับเด็ก ๆ ว่า “เณรคงไปกับพวกโยมพี่ไม่ได้หรอก ดูขาเณรสิ” ปรากฏว่าขาของเณรกระดูกส้นออกมา ขาบิด เพราะตกลงมาจากที่สูง แต่ว่าเณรกลับไม่มีอาการเจ็บเลย และเณรก็ยังมองหน้าเด็ก ๆ แล้วก็หัวเราะ เด็ก ๆ ก็ตกใจแล้วก็วิ่งหนีอีก เพราะเริ่มไม่มั่นใจว่าเณรรูปนี้ใช่คนหรือเปล่า แต่ก็ได้ยินเสียงเณรตะโกนไล่หลังมาว่า “โยมพี่อย่าวิ่ง หมาวัดมันดุ” เด็ก ๆ ทั้งหมดแค่หันมามองแล้ววิ่งกันต่อ ปรากฏว่าได้ยินเสียงหมาเห่าและหมาก็กำลังวิ่งออกมาจากมุมมืดที่โกศเก็บกระดูก เป็นหมาดำขนาดใหญ่ เขี้ยวน่ากลัว กำลังวิ่งไล่เด็ก ๆ แต่พอหันไปดูกลับเป็นซากหมาเน่าที่เน่าไปครึ่งตัว ขาหลังห้อย ใช้ขาหน้าวิ่งแต่วิ่งไล่เด็ก ๆ เร็วมาก ทำให้เด็ก ๆ ตัดสินใจวิ่งไปที่หน้าโรงลิเก เด็กทุกคนก็วิ่งไปหาผู้ปกครองของตัวเอง ส่วนเด็กชายเพิ่มวิ่งไปหาแม่แล้วไปบอกแม่ว่า “เจอผีหลอก” แต่แม่ก็ไม่สนใจห่วงดูลิเกที่กำลังสนุก เลยหันดุเด็กชายเพิ่มว่า “อย่าเสียงดัง” ด้วยความที่เด็กชายเพิ่มยังตกใจอยู่ พอมาเจอแม่ดุอีกก็เลยนั่งลงหอบเพราะวิ่งมาจากหลังวัด สายตาก็เริ่มมองไปที่โรงลิเกที่กำลังเป็นฉากที่นางเอกเป็นองค์หญิงออกมาร่ายรำ ร้องลิเก และจะมีพี่เลี้ยงตามมานั่งพับเพียบอยู่ข้างล่าง แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ พี่เลี้ยงหันมาจ้องตาเด็กชายเพิ่มแบบไม่กะพริบตา เด็กชายเพิ่มก็จ้องกลับ ปรากฏว่าพี่เลี้ยงที่อยู่บนโรงลิเกค่อย ๆ คลานเข่าลงมา แล้วกระโดดลงมาจากโรงลิเก ด้วยท่าทางการคลาน 4 ขา ด้วยความเร็วผ่านคนที่ดูลิเกจำนวนมาก มาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กชายเพิ่มแล้วก็ยิ้มจ่อหน้า และดวงตาก็ค่อย ๆ ถลนออกมา ยิ้มปากกว้างจนเด็กชายเพิ่มเขย่าแขนแม่แล้วบอกแม่ว่า “แม่! ผีหลอกอยู่ต่อหน้าเลย” แม่ก็ยิ่งดุง้างมือจะตีเด็กชายเพิ่ม “ไปเลยนะ กลับบ้านไปเลยนะ แม่จะดูลิเกอย่ามากวน” เด็กชายเพิ่มก็วิ่งกลับบ้าน เวลาผ่านไปจนตอนเช้า เด็ก ๆ กลุ่มนี้ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ เพราะทุกคนเป็นไข้ ไม่สบาย ผู้ปกครองของเด็กทุกคนก็พาไปหาเจ้าอาวาสวัด ไปอาบน้ำมนต์ ไปขอของดีกับหลวงตา ผูกสายสิญจน์ แล้วก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เจอเมื่อคืนให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็ถามว่า “ยังเจอกันอยู่หรอ” หลวงตาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังคือ คุณลุงที่มาทำบ้านผีสิงคืออดีตสัปเหร่อ ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ชื่อ ‘ตาพุฒิ’ เสียไปตั้งแต่เจ้าอาวาสยังเป็นพระผู้ช่วย ส่วนคนที่ปั้นน้ำตาลปั้นเขามาทุกปี ตั้งโต๊ะปั้นน้ำตาลข้าง ๆ เวทีรำวง แล้วเกิดเหตุการณ์ที่มีวัยรุ่นแย่งนางรำกันและโยนระเบิด ทำให้โดนลูกหลงเสียชีวิต ส่วนเณรคือ เณรบวชภาคฤดูร้อน ด้วยความซนของเด็ก ไปเล่นน้ำที่สระท้ายวัดกับเด็กวัด ทำให้จมน้ำเสียชีวิต(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

18 ก.ค. 2023

ไปทำบุญที่ศาลเจ้ามาเลฯ หนึ่งวันก่อนเขาล้างป่าช้า มองไปรอบ ๆ ก็เจอกองทัพผีบุกมาขอส่วนบุญ! พอบอกให้หลังไหว้เสร็จต้องกรวดน้ำ ลูกทริปดันลืม ทำให้เจอผีมาตามขอส่วนบุญถึงในฝน

‘คุณอุ๋มอิ๋ม คนเห็นผี’ มาเยือนรายการอังคารคลุมโปง X (11 กรกฎาคม 2566) ครั้งนี้พร้อมกับเรื่องราวสุดหลอนจากมาเลเซียมาเล่าให้ฟังกัน เรื่องนี้ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ รวมถึงชาวอังคารคลุมโปงทุกคนต้องเสียวสันหลัง! ตามไปอ่านกันเลย เมื่อไม่นานมานี้ คุณอุ๋มอิ๋มได้จัดทริปเดินทางไปประเทศมาเลเซียพร้อมลูกทริปจำนวนหนึ่ง จุดประสงค์คือการไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาลเจ้า 7 แห่งของมาเลเซีย แต่ใครจะรู้ว่าพอถึงศาลเจ้าแรกก็เจอทีเด็ดเลย! ศาลเจ้าที่แรกที่คุณอุ๋มอิ๋มและลูกทริปไปนั้นตั้งอยู่ในเขตชุมชน โดยปกติแล้ว คุณอุ๋มอิ๋มจะต้องลงไปดูลาดเลาของสถานที่เสียก่อน จึงค่อยให้คนอื่น ๆ ในทัวร์ตามลงไป แต่เมื่อเท้าเริ่มแตะลงที่พื้นหน้าทางเข้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มสงสัยแล้วว่า “นี่ใช่ศาลเจ้าใช่ป่าววะ” เพราะถ้าปกติแล้ว สถานที่ที่คนไปไหว้พระนั้นควรจะทำให้รู้สึกสบายใจ แต่ที่แห่งนี้คุณอุ๋มอิ๋มกลับรู้สึกอึดอัด แน่นตัว เหมือนกำลังเดินเข้าไปในฝูงชนอะไรซักอย่าง อย่างไรก็ดี คุณอุ๋มอิ๋มตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก เชื่อว่าคงเป็นเพียงความรู้สึก jet lag หรือเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบิน เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มเดินต่อไปก็เจอกับศาลเจ้าตั้งอยู่ข้างนอก มีรูปเคารพของเจ้าที่ที่แต่งกายชุดมาเลเซีย คุณอุ๋มอิ๋มไหว้ศาลเจ้านี้ จากนั้นก็หันไปเห็นศาลเจ้าที่ที่ใหญ่กว่ามากตั้งอยู่ด้านหลัง ในนั้นดูเหมือนกำลังจัดงานใหญ่อะไรบางอย่าง โดยรอบตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากกลุ่มคนที่มาทริปกันแต่จู่ ๆ ก็มีแสงวิบวับปรากฎให้เห็นตามถนน แต่คุณอุ๋มอิ๋มพยายามคิดแบบวิทยาศาสตร์ก่อนว่าคงเป็นแสงสะท้อนจากไฟตกกระทบกับถนนเพราะตอนนั้นมีฝนตกพรำ “โอ้โห!” คุณอุ๋มอิ๋มอุทานออกมา และบอกว่าในชีวิตนี้ยังไม่เคยเห็นศาลเจ้าที่ไหนทำพิธีใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน มีคนนำกระดาษไหว้เจ้ามาพับทำเป็นสรวงสวรรค์อย่างอลังการ ด้านข้างมีกระดาษถูกพับเป็นคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่สูงตระหง่านเช่นกัน คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มเกิดความสงสัยแล้วว่านี่คืองานอะไรกันแน่ และยังมีความรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนี้ยังมีหุ่นฟางขนาดยักษ์สูงประมาณตึกหนึ่งชั้นที่ตาก็ถูกปิดเอาไว้ มีมือสี่ข้างถือหนังสือ พู่กัน และอาวุธอีก 2 อย่าง นึกกี่ครั้งเธอก็ยังนึกไม่ออกว่านี่คืออะไรกันแน่ พอคุณอุ๋มอิ๋มกับทีมงานเริ่มเดินเข้าไปตัวอาคารของศาลเจ้า คุณอุ๋มอิ๋มก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น คนข้างในให้การต้อนรับอย่างดิบดี เจ้าหน้าที่บอกว่า ณ ตอนนี้ให้ไหว้ได้เฉพาะตรงห้องโถงกลางเท่านั้น เพราะว่าห้องที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในนั้น มีการเชิญเจ้าเข้ามาในห้องนั้นแล้ว จึงห้ามรบกวน แม้จะสามารถไหว้ได้เฉพาะตรงส่วนกลาง แต่ในใจคุณอุ๋มอิ๋มก็อธิษฐานขอให้เทพท่านแสดงอิทธิฤทธิ์บารมีเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนในทริปได้รู้จักกับเทพแบบท่านมากขึ้น จากนั้นคุณอุ๋มอิ๋มและทีมงานต่างก็พากันเดินออกจากศาลเจ้า และในจังหวะที่คุณอุ๋มอิ๋มกลับหลังหัน เธอก็มองเห็นดวงวิญญาณจำนวนมากเรียงรายอยู่เต็มทั้งถนน! วิญญาณบางตนนั้นก็หน้าเละบ้าง ขาขาดบ้าง “ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ให้ลูกทริปลงไม่ได้แน่” คุณอุ๋มอิ๋มคิดกับตัวเองก่อนจะหันหลังกลับไปหาศาลเจ้าและอธิษฐานจิตถามเทพท่านว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร เมื่อลองไปถามเจ้าหน้าที่ คุณอุ๋มอิ๋มก็ถึงบางอ้อว่า สถานที่แห่งนี้กำลังจะทำพิธีล้างป่าช้าครั้งแรกในรอบ 12 ปี และวันที่มาก็เป็นหนึ่งวันก่อนที่เขาจะทำพิธีกันพอดีเมื่อถึงขั้นนี้แล้วคุณอุ๋มอิ๋มก็ภาวนาให้เทพเจ้าประทานพรให้ส่งทหารอากงทหารสวรรค์ปกปักษ์รักษาเธอ ทีมงาน และลูกทริปทุกคนให้ปลอดภัย เมื่อคุณอุ๋มอิ๋มปล่อยให้ลูกทริปลงมา ก็ยังไม่กล้าบอกว่าตนไปเจออะไรมา ลูกทริปถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย เมื่อไหว้เทพเจ้าข้างในตัวอาคารเสร็จแล้ว ก็ยังเหลือที่สุดท้ายที่จะต้องไปไหว้กันคือศาลเจ้าที่ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก คุณอุ๋มอิ๋มกำชับให้ลูกทริปทุกคนเมื่อไหว้เสร็จแล้วเดินกลับมาเลย หากเห็นอะไรไม่ต้องไปสนใจ ในจังหวะนั้นทุกคนก็เริ่มสงสัยแล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เมื่อถึงเวลาต้องกลับ คุณอุ๋มอิ๋มก็กวาดสายตามองลูกทริปเป็นรายคน เพื่อป้องกันใครติดสอยห้อยตามมาด้วย พอทุกคนจะเดินทางกลับขึ้นรถก็มีเจ้าหน้าที่ศาลเจ้าเรียงรายส่งแขกตามริมทางเดิน คุณอุ๋มอิ๋มบอกว่าในเมื่อเธอและทุกคนที่มาในวันนี้ก็มาเพื่อมาทำความดีแล้ว ก็จะขอให้ลูกทริปทุกคนอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณต่าง ๆ ด้วยผ่านการกรวดน้ำ และคุณอุ๋มอิ๋มก็เฉลยเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกทริปฟังตอนอยู่บนรถ แต่ผลคือลูกทริปทุกคนต่างก็พากันยินดีที่ตนเองได้มาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นกัน แต่เรื่องของเรายังไม่จบแค่นี้ หลายวันให้หลัง เมื่อกลับถึงประเทศไทย คุณอุ๋มอิ๋มเริ่มได้รับข้อความจากคนที่ไปทริปมาเลซีย เขาบอกว่าตัวเองฝันเห็นคนสภาพเหมือนซอมบี้มาทึ้งมาจับตัว เขาสงสัยอยู่สักพักว่าวิญญาณนี้ต้องการอะไร จนกระทั่งนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กรวดน้ำให้ดวงวิญญาณที่เจอที่ศาลเจ้าเลย เขาจึงรีบกรวดน้ำเสร็จสรรพแล้วบอกคุณอุ๋มอิ๋ม สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ลูกทริปคนนี้คนเดียว มีลูกทริปจำนวนหนึ่งเลยที่มีวิญญาณที่เขาตามมาขอส่วนบุญ คุณอุ๋มอิ๋มยังฝากทิ้งท้ายให้กับชาวคลุมโปงทุกคนด้วยว่า เราควรกรวดน้ำหลังทำบุญ เพราะมันเหมือนเป็นการทำบุญอย่างเสร็จสมบูรณ์ นอกจากเราจะตั้งจิตภาวนาให้ได้มาซึ่งบุญกุศลแล้ว เรายังให้ทานแก่ดวงวิญญาณที่เขามาขออีกด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-