ชายคนหนึ่งอยากได้รถคันใหม่ป้ายแดง จึงไปดูฤกษ์ในการรับรถต้องส่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในคืนเดือนดับ!

อังคารคลุมโปง RECAP

ชายคนหนึ่งอยากได้รถคันใหม่ป้ายแดง จึงไปดูฤกษ์ในการรับรถต้องส่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในคืนเดือนดับ!

15 เม.ย. 2024

           คนขับรถสไลด์ส่งรถป้ายแดงถึงหน้าบ้าน แต่ไม่รู้ว่าเจ้าของไม่อยู่แล้ว เซลล์ไม่บอกความจริงจนตอนนี้ผ่านไป 4 ปี ยังไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเจ้าของรถคันนั้นตาย! เรื่องนี้ ‘ตั้ม The Shock’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ป้ายแดง’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

           เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณเอ’ (นามสมมติ) ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้คุณตั้มได้ฟัง โดยคุณเอเล่าว่า คุณเออยู่ในวงการขายรถ และมีเพื่อนรุ่นพี่อยู่คนหนึ่ง มีอาชีพเป็นเซลล์ขายรถ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว โดยมีพี่ผู้ชายคนหนึ่ง นามสมมติว่า ‘คุณโจ้’ สนใจรถป้ายแดง คุณโจ้จึงคุยกับทางเซลล์เพราะอยากได้รถคันนี้ แต่มีข้อแม้ว่าชื่อของตัวเองไม่สามารถที่จะนำไปซื้อรถได้ เพราะเครดิตไม่ดี จึงขออนุญาตใช้ชื่อญาติแทน แล้วจะมาเคลียร์ให้

           หลังจากคุณโจ้คุยกับเซลล์เสร็จเรียบร้อย ก็นำเอกสารมาให้ตรวจสอบ เมื่อเอกสารผ่านก็ได้โอนเงินส่วนหนึ่งจ่ายดาวน์ให้กับทางเซลล์ จากนั้นเซลล์ก็บอกว่า “เอาล่ะ เดี๋ยวยังไงผมจะจัดส่งรถให้ พี่อยู่ที่ไหน?”

           คุณโจ้ก็บอกว่า “อยู่ที่จังหวัดตาก”

           เซลล์ก็บอกว่า “โอเค พร้อมเมื่อไหร่ เดี๋ยวผมจะนำรถไปส่งให้ แล้วพี่สะดวกช่วงไหน?”

           คุณโจ้บอกว่า “เดี๋ยวผมขออนุญาตไปดูฤกษ์ก่อน”

           คุณเอเล่าว่า คุณโจ้เป็นคนที่มีครูบาอาจารย์ ถือฤกษ์ และนับถือเทพ

           จากนั้นไม่นาน คุณโจ้บอกกับเซลล์ว่า “วันที่ส่งรถ ขอให้ส่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ในคืนเดือนดับ”

           เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าว ทางเซลล์ก็คุยกับคุณโจ้ หลังจากคุณโจ้ดูฤกษ์เสร็จ 1-2 วันก็โทรกลับมาบอกว่า “เอาเป็นว่าอีกสัก 2 อาทิตย์ คุณส่งรถมาได้เลยที่จังหวัดตาก”

           หลังจากช่วงเวลานี้ผ่านไป เซลล์ก็ได้มีการติดต่อกับทีมรถสไลด์ว่า “เดี๋ยวจะให้รถสไลด์ เอารถไปส่งที่จังหวัดตากหน่อยละกัน” ทางเซลล์ก็ส่งโลเคชันให้กับคนขับรถสไลด์

           ผ่านไปได้สักพักประมาณอีก 3 วันจะถึงวันส่งรถ เซลล์ก็โทรไปหาคุณโจ้แล้วแจ้งว่า “พี่ครับ เดี๋ยวผมจะให้ทีมของรถสไลด์เนี่ย ไปส่งยังพื้นที่ที่พี่อยู่นะ แต่ว่าในวันนั้น ยังไงให้พี่สแตนบายสักนิดนึง เพราะว่าไปถึงที่นั่นน่าจะดึก แล้วก็น้องที่ขับรถสไลด์ไม่คุ้นทาง ยังไงพี่รอรับโทรศัพท์ด้วย”

           เวลาผ่านไปจนถึงวันที่มอบรถ ทางเซลล์ก็ส่งรถให้กับคนขับรถสไลด์ เพื่อขับไปส่งให้กับลูกค้า ซึ่งเส้นทางจะค่อนข้างไกล ระยะเวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงกว่า คนขับรถสไลด์ก็ขับรถไปคนเดียว จังหวะที่ขับไปนั้น จะมีเส้นทางที่ขึ้นเขา ปรากฏว่าใกล้จะถึงจุดนัดหมายในโลเคชัน คนขับรถสไลด์ก็โทรไปหาคุณโจ้ สายแรกโทรไม่ติด เขาจึงขับรถต่อไปเรื่อย ๆ และโทรครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ก็ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพราะอยู่บนเขา จึงขับรถไปจอดพักข้างทาง เมื่อดูจากเวลาประมาณตี 3 กว่า คนขับรถสไลด์คิดว่าจะส่งรถให้คุณโจ้ไม่เกินตี 4 สักพักก็คิดว่า “ขับไปใกล้ ๆ ละกัน แล้วไว้โทรไปอีกที” คนขับรถสไลด์ก็ขับรถต่อและโทรไปเป็นครั้งที่ 4 ครั้งนี้มีคนรับสาย ทางคนขับรถสไลด์ก็บอกว่า “พี่ครับ พี่อยู่ตรงจุดโลเคชันนี้ใช่ไหมครับ เดี๋ยวผมจะขับรถขึ้นไปส่งให้แล้วนะครับ” ปลายสายบอกว่า “ครับ ๆ” พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ และตอบแต่คำว่าครับ จนกระทั่งวางสายไป คนขับรถสไลด์ก็ขับรถจนไปถึงบ้านของคุณโจ้

           เมื่อไปถึงจุดนี้คนขับรถสไลด์ก็มองไปรอบ ๆ เพราะว่าบ้านของคุณโจ้มืดสนิท ทุกอย่างดูแปลกตรงที่ว่า ถ้าเป็นบ้านของคนที่สั่งรถต้องเปิดไฟ แต่ที่นี่กลับมืดหมด คนขับรถสไลด์ขับเข้าไปบริเวณหน้าบ้าน ลักษณะของบ้านเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ด้านข้างจะมีโรงรถ คนขับรถสไลด์ก็เดินไปสำรวจซึ่งมืดมาก ในขณะที่เอาไฟฉายส่องอยู่ ๆ ก็ไปเจอกับคุณโจ้เดินออกมาจากชั้น 2 แล้วกวักมือเรียก คนขับรถสไลด์ก็คิดว่าถูกบ้านแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทักเรื่องของไฟในบ้าน เมื่อจอดรถเสร็จคุณโจ้ก็เดินลงมา คนขับรถสไลด์ก็เอาเอกสารให้เซ็น และถามคุณโจ้ว่า “พี่ครับ เอาลงตรงนี้เลยไหม ถ้าลงตรงนี้ พี่มีถือเคล็ดไหม เอามะนาวให้ล้อรถเหยียบก่อนไหม?” ซึ่งการออกรถป้ายแดงทริคอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าเกิดคนที่ถือเคล็ด เอามะนาวไปให้ล้อเหยียบ จะทำให้ล้อของรถคันนั้นยึดเหนี่ยวกับถนนได้เป็นอย่างดี จะไม่ทำให้ก่อเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งทางคนขับรถสไลด์ก็แนะนำไป แต่คุณโจ้ก็บอกว่า “ไม่เป็นไรครับ เอาลงเลย” พูดด้วยเสียงช้า ๆ

           หลังจากที่นำรถลงมาเสร็จแล้ว คุณโจ้ก็กวักมือให้คนขับรถสไลด์ขับรถเข้าไปจอดในโรงรถ คนขับรถสไลด์ก็สงสัยว่า “ทำไมสั่งรถมาทั้งที ถ้าเป็นเจ้าของก็น่าจะขับรถเข้าไปเอง” คนขับรถสไลด์ก็เลยตัดสินใจเปิดไฟหน้ารถขับเข้าโรงไป แต่สังเกตว่าตอนที่ขับรถเข้าไปนั้น เจ้าของรถไม่มาอยู่ข้างหน้า จะยืนอยู่ข้าง ๆ ตรงมุมมืดตลอด หลังจากที่ขับเข้าไปจอดเสร็จแล้ว คนขับรถสไลด์ก็มีการแนะนำเรื่องรถ พี่เจ้าของรถก็มาเดินดู ลูบ ๆ คลำ ๆ แต่ด้วยความที่ยังสงสัยว่าทำไมไม่เปิดไฟ คนขับรถสไลด์ก็คิดว่า “หรือว่าพี่เขาถือเคล็ด เห็นบอกว่ามีครูบาอาจารย์ หรือต้องรับรถแบบมืด ๆ ก็แปลกดีนะ”

          หลังจากที่ส่งมอบรถเสร็จ คนขับรถสไลด์กำลังจะกลับ ก็เดินไปบอกคุณโจ้ว่า “พี่ครับ ผมขออนุญาตกลับก่อนนะครับ เพราะว่าอีกไกลกว่าจะถึงกรุงเทพ มันจะสายเดี๋ยวแสงแยงตา ผมไม่ได้นอนด้วย”

คุณโจ้ก็พูดว่า “น้องพักที่นี่ก่อนก็ได้นะ เพราะว่าบ้านพี่อยู่บนเขา ถ้าเกิดขับออกไปใกล้ ๆ เช้า หมอกมันเยอะ ถ้าไปบดบังการมองเห็นมันอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ พักก่อนไหมนอนอยู่ที่นี่สักพัก แล้วเช้า ๆ สาย ๆ ค่อยไป เดี๋ยวตอนเช้าพี่จะไปทำบุญ”

           หลังพูดจบคุณโจ้ก็เดินขึ้นไปบนบ้าน คนขับรถสไลด์ก็คิดในใจว่า ปกติแล้วจะขับแต่ตอนกลางวัน เวลาขับก็จะเผื่อเวลาไว้เพื่อที่จะไปนอนพักข้างทาง 1-2 ชั่วโมง แต่ตอนกลางคืนถ้าเกิดออกไป แล้วจอดนอนข้างทางมันอันตราย เลยตัดสินใจนอนที่นั่น

          ขณะที่ปรับเอนเบาะนอนในรถ คุณโจ้ก็มาเคาะกระจกแล้วบอกว่า “น้องมากินข้าวกินปลาก่อน กินน้ำก่อนไหม?” คนขับรถสไลด์บอกว่า “ก็ได้ครับ” จากนั้นก็นั่งกินข้าวอยู่หน้าบ้านแบบมืด ๆ เมื่อกินไปสักพักจนอิ่มท้อง ก็กลับมานั่งในรถแล้วเคลิ้มหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีประมาณ 7 โมงก็เห็นว่าบ้านล็อก แต่เห็นรถที่มาส่งยังจอดอยู่ คนขับรถสไลด์ก็สงสัยว่าเขาอาจจะอยู่บนบ้านเลยลงจากรถไปเคาะประตูบ้านเพื่อไปร่ำลา ปรากฏว่าไม่มีใครเปิดประตู จึงคิดว่าคุณโจ้คงออกไปทำบุญเลยตัดสินใจขับรถออกมา

          ตอนที่ส่งรถเสร็จ การส่งรถตอนเซ็นเอกสารจะต้องมีการถ่ายรูป แต่แปลกที่คุณโจ้ไม่อยากถ่ายรูป พยายามยืนเลี่ยงและไม่สนใจ คนขับรถสไลด์ก็ถ่ายรูปส่งไปทางไลน์ให้กับเซลล์ แต่ด้วยความที่บ้านของลูกค้าไม่มีสัญญาณ รูปที่อยู่ในไลน์เลยค้างส่งไม่สำเร็จ คนขับรถสไลด์ก็คิดว่าออกไปข้างนอกตอนเช้าคงส่งเอง

         เช้าวันถัดมา เมื่อขับรถออกมาได้สักพักไปถึงจุดที่มีสัญญาณ ปรากฏว่า Message ดังขึ้นถี่มาก คนขับรถสไลด์ก็เลยจอดรถข้างทางแล้วเปิดโทรศัพท์ดู กลายเป็นว่ามีคนโทรมาเป็นเบอร์โทรของเซลล์ คนขับรถสไลด์ก็โทรกลับไปแล้วพูดว่า

           “ฮัลโหลครับ ผมรถสไลด์ครับพี่ พี่เซลล์มีอะไรครับ?”

           เซลล์ก็ถามว่า “น้องส่งรถไปหรือยัง?”

           คนขับรถสไลด์ก็บอกว่า “ส่งแล้วครับพี่”

           เซลล์ก็บอกว่า “ส่งไปแล้วหรอ? แน่ใจนะว่าส่งไปแล้ว แล้วคนมารับเป็นคนเดียวกันไหมที่ส่งรูปไป”

           คนขับรถสไลด์บอกว่า “ใช่ครับ คนเดียวกัน ทำไมครับพี่มีอะไร?”

           เซลล์ตอบกลับมาว่า “เนี่ย เหมือนญาติเขาบอกว่ายังไม่ได้รับรถ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ญาติเขายืนยันว่ายังไม่ได้รับรถนะ น้องส่งแล้วใช่ไหม?”

           คนขับรถสไลด์ก็ตอบว่า “ส่งแล้วครับพี่ ผมถ่ายรูปไว้ด้วย”

           จากนั้นก็เอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู ณ ตอนนั้นระบบไลน์ที่ค้างอยู่ เมื่อมีสัญญาณรูปที่จะส่ง ก็ถูกส่งกลับไป พอได้รูปก็ส่งไปให้เซลล์ เซลล์ก็บอกว่า “ก็ส่งแล้วนี่หว่า โอเค ๆ เดี๋ยวสักพักพี่โทรกลับไป”

           เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เซลล์โทรกลับมาว่า “เออน้อง พี่คุยกับทางด้านญาติแล้วนะ เขาโอเค เขารับรู้แล้วว่ามีคนรับรถ อาจจะคลาดเคลื่อนกันนิดหน่อย ไม่เป็นไร ยังไงเรากลับมาที่โชว์รูมก่อนนะ จะได้มาเคลียร์เอกสาร ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เราใช้ไป”

           คนขับรถสไลด์ก็บอกว่า “ได้ครับพี่ ๆ”

           คนขับรถสไลด์ก็ขับรถกลับโชว์รูม

           ทางด้านเซลล์หลังจากที่วางสายจากคนขับรถสไลด์ครั้งแรก ก็โทรหาทางญาติแล้วบอกว่า

           “คุณลูกค้าครับ เป็นญาติกับคนที่รับรถใช่ไหมครับ ทางทีมรถสไลด์ส่งไปแล้วครับ”

           ญาติก็ถามว่า “ส่งไปที่ไหน?”

           เซลล์ก็บอกว่า “ส่งไปตามโลเคชันที่ลูกค้าส่งมาที่จังหวัดตาก”

           เซลล์ก็เลยส่งรูปให้ดูว่าส่งรถถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าญาตินิ่งไปสักพักแล้วถามว่า “มีคนมารับไหม?”

           เซลล์ก็บอกว่า “น้องบอกมีคนลงมารับครับ คนเดียวกันกับที่สั่ง”

           ญาติก็พูดว่า “เฮ้ย เป็นไปได้หรอ เพราะว่าคนที่เขารับรถ เขาตายไปแล้ว! ใครลงมารับ มั่นใจหรอ?”

           เซลล์เองก็อึ้งไม่แพ้กัน แต่ก็ยังยืนยันรูปถ่ายที่คนขับรถสไลด์ส่งมาให้ดู เซลล์ก็ถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้นครับพี่?”

           ญาติก็เล่าให้ฟังว่า จำวันนั้นได้ใช่ไหมที่คุณไปนัดกับคนที่จังหวัดตากว่าอีก 3 วัน จะส่งรถสไลด์ไป 1 วันหลังจากนั้น พี่คนนั้นเขาขี่มอเตอร์ไซค์แล้วเกิดอุบัติเหตุแหกโค้งเสียชีวิต! ด้วยความที่ญาติจัดเรื่องงานศพอยู่ก็เกิดความสับสนคิดว่าได้คุยกับเซลล์แล้ว ถ้าไม่ส่งที่จังหวัดตาก ก็ให้มาส่งที่บ้านญาติ แต่กลายเป็นว่าญาติยังไม่ได้คุยกัน

           ณ คืนนั้นวันที่ส่งรถ ญาติที่โทรหาเซลล์ฝันว่า คุณโจ้มาอยู่ในฝัน แล้วชอบรถป้ายแดงลูบ ๆ คลำ ๆ เดินวนอยู่รอบรถ อย่างมีความสุข ญาติก็เอะใจถึงได้โทรถามเซลล์ เซลล์ก็พูดว่า “จริงหรอครับ แต่ส่งรถไปแล้วนะครับ”

           ญาติก็บอกว่า โอเค ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้วันหน้าค่อยแจ้งย้ายรถมาให้ที่ญาติละกัน”

           หลังจากวางสายไป ทีนี้มาถึงที่โชว์รูม น้องขับรถสไลด์ก็มาคุยกับเซลล์ เซลล์ถามว่า “เป็นไงไปส่งรถ ไปเจออะไรมาบ้าง?”

           คนขับรถสไลด์ก็พูดว่า “ก็ดีพี่ พี่เขาใจดีมากเลย ให้ผมนอนที่บ้านให้ข้าวให้น้ำกิน แต่เขาแปลกนะพี่ อย่างที่พี่เคยบอกผมว่าเขานับถือเทพ ครูบาอาจารย์อะไรไม่รู้ บ้านเขามืดหมดเลยนะพี่ ผมก็สงสัยว่าทำไมไม่เปิดไฟ ถ่ายรูปเขาก็ไม่เอานะพี่”

           เซลล์ก็พูดว่า “เออเขาเป็นอย่างนั้นแหละ”

           แต่ความจริงแล้วเซลล์รู้แต่ไม่บอกคนขับรถสไลด์ว่าเกิดอะไรขึ้น เซลล์ก็บอกว่า “เอาล่ะ ก็ถือว่าพี่เขาใจดีหาข้าวหาน้ำให้กิน ก็ดีแล้ว วันหน้าถ้าเกิดมีงานดี๋ยวพี่ส่งให้อีกนะ”

           คนขับรถสไลด์ก็บอกว่า “ขอบคุณมากครับพี่”

           จากนั้นก็เคลียร์เอกสาร เคลียร์เงิน และคนขับรถสไลด์ก็กลับไป ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้คนขับรถสไลด์ก็ยังไม่รู้ว่าเจ้าของรถคันนั้นตาย!

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

09 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

วันหนึ่งคนเฝ้าสวนออกไปจับกบ ดันไปเจอซากกบที่เหลือแต่ตัวเพราะหัว และขาถูกกัดไป!เลยเก็บตัวกบไปกะจะเอาไปทำเหยื่อ ระหว่างทางจะกลับไม่รู้มีอะไรดลใจให้ส่องไฟกบไปบนต้นยาง ก็เห็นเป็นเงาแปลกๆวิ่งตามไฟที่ส่อง กลับเจอคนแก่หลังค่อมไม่ใส่เสื้อผ้า ก้มทำอะไรสักอย่าง พอสาดไฟไปอีกครั้งก็เจอควันลอยมาเป็นหน้าคนแก่ แล้วพูดว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ตกดึกกลับบ้านมาได้ยินเสียงเท้าเดินรอบเถียงนาพร้อมกับเสียงโหยหวน ไม่จบแค่นั้น เด็กในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุ น้องก็เล่าว่าขับรถผ่านสวนยางหันไปเห็นคนไม่ใส่เสื้อวิ่งตามรถจนแหกโค้ง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน‘อังคารคลุมโปง Xครูตรีมีเรื่องเล่า[4ส.ค. 2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘สวนยางหน้าฝน’ ‘คุณเปา’ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตนเองในจังหวัดกาฬิสินธุ์โดยครอบครัวของคุณเปา ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีสวนยางที่คุณพ่อได้ปลูกเอาไว้ราว ๆ 20 กว่าไร่ ซึ่งโดยปกติในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่สามารถกรีดยาง หรือทำการเกษตรอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะภายในสวนยางจะมีขี้ยาง หรือก้อนยางที่เมื่อโดนน้ำกรดจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถเอาเข้ามาในหมู่บ้านได้บริเวณบ้านจึงมีเถียงนาที่เป็นพื้นที่ไว้สำหรับคนเฝ้าสวนยางแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพ่อ และแม่ของคุณเปา ต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จึงทำให้ต้องจ้างวานคนเฝ้าสวนมาดูแลสวนยางในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่เลยได้เจอกับ‘พี่บี’ชายหนุ่มในครอบครัวชาวลาวที่กำลังตกงานอยู่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็ขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกติของคนภาคอีสาน เมื่อเข้าสู่หน้าฝนชาวบ้านหลายคนก็จะออกมาจับกบ จับอึ่งนำไปทำอาหารกินกันอยู่มาวันหนึ่ง ในวันฝนตกพี่บีที่กำลังเตรียมตัวออกไปจับกบบนหัวของเขาสวมไฟส่องกบ และขาทั้งสองสวมรองเท้าบูธทันใดนั้นเองในตอนที่เขากำลังจะก้าวขาลงไปที่เถียงนา เขากลับมองเห็นดวงไฟสีส้มนวลอยู่ห่างออกไปจากเถียงหน้าประมาณหลายกิโล ภายในใจเขาคิดว่าคงเป็นชาวบ้านที่กำลังออกมาจับกบเหมือนกันกับเขา จึงไม่ได้เอะใจอะไรระหว่างทางเขาก็ค่อย ๆ เดินลงไปเรื่อย ๆเพราะบริเวณไร่นาที่จะมีกบนั้นจะต้องเดินลัดผ่านสวนยางไปในตอนก่อนที่เขาจะเดินลงไปในเถียงนาเป็นปกติที่จะเขาได้ยินเสียงกบ เสียงอึ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วผืนนาแต่เมื่อเขาลงไปถึงข้างล่าง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองเขาเดินไปตามทางคันนาเรื่อย ๆ ก็ไม่เจออะไรแต่แล้วที่สิ่งปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาเจอซากกบ!ที่ส่วนหัว และแขนขาของมันถูกกัดกินไปเหลือไว้เพียงลำตัวเขาคิดว่าคงเป็นพวกแมวหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘อีเห็น’ที่มากัดไปและเพราะตรงส่วนลำตัวของกบที่ยังสดอยู่ เห็นแบบนั้นพี่บีเลยตัดสินใจเก็บซากกบนั้นกลับไปเผื่อว่าจะเอาไปทำเป็นเหยื่อปลาหลังจากเดินไปได้สักพัก จนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่เจออะไรจึงถอดใจและเตรียมตัวกลับบ้าน ในตอนที่พี่บีกำลังจะเดินกลับ แทนที่จะใช้ไฟบนหัวส่องนำทาง กลับมีอะไรดลใจให้เขาเลือกที่จะส่องไฟขึ้นไปบนสวนยางและในจังหวะที่เขามองขึ้นไปนั้น เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตามแสงไฟเขาอยู่ และเมื่อเขาขึ้นไปบนสวนยาง ด้วยเวลาการเดินข้างนานเลยทำให้ไฟบนหัวของเขาติด ๆ ดับ ๆเขาจึงพยายามเคาะจนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งในจังหวะที่เขาหันไปส่องไฟที่สวนยางเขากลับเห็นภาพของชายแก่ หลังค่อมคนหนึ่งที่เนื้อตัวไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวกำลังก้มทำอะไรสักอย่างอยู่กลางสวนและด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจสาดไฟส่องไปตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งเขาเห็นแสงไฟสีส้มนวลเหมือนกับตอนแรกที่เขาเจอไฟมันลอยมาตกแถวใกล้กับเถียงนา และค่อย ๆ จางไป ทันใดนั้นไฟบนหัวของเขาที่กำลังติด ๆ ดับ ๆเมื่อถึงจังหวะที่ไฟบนหัวเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าเกือบทำเขาแทบล้มทั้งยืน!เมื่อสิ่งที่เขาเห็น คือใบหน้าของคนแก่ที่ลอยมาเป็นกลุ่มควันและยังพูดกับเขาอีกว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ใบหน้านั้นพูดกับเขาความกลัวเข้าครอบงำจนทำให้เขาร้องไห้ และปัสสาวะราดออกมาในทันที จนแฟนของพี่บีได้ยินจึงเข้าไปเรียกสติแล้วพากลับมาที่บ้าน หลังจากได้สติเขาก็เล่าเรื่องราวที่ไปเจอเจอมาให้แฟนสาวฟัง แฟนก็บอกว่า‘ไม่มีอะไรหรอก อยู่มาตั้งหลายเดือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้เลย’ ถึงอย่างนั้นแฟนสาวของเขาก็พยายามบอกให้เขาไม่ต้องคิดมาก และข่มตาลงนอน แต่ในช่วงที่แฟนของเขาหลับไปแล้วเขากลับได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าอยู่รอบ ๆ เถียงนาตลอดเวลา และทำเสียงโหยหวนคล้ายเสียงแมวตอนติดสัดพอเช้าวันถัดมา เขาก็มาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะเป็นเรื่องจริง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุอยู่ข้าง ๆ สวนยางแถวบ้านคุณเปา น้องเล่าว่าในจังหวะที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางไฟรถก็ส่องไปเห็นร่างของคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าวิ่งตามรถของน้องไม่ว่าน้องจะขับหนีไปเร็วแค่ไหนก็ยังวิ่งตามทำให้น้องกลัวจนหันมามองอีกทีถนนก็เป็นทางโค้งแล้ว ทำให้เลยโค้งไปจนมีคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ และจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่ได้เจอคืออะไรกันแน่.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ตู้ในตำนานของห้องซ้อมวงโยธวาทิต ที่ถูกปิดล็อกเอาไว้อย่างดี จู่ ๆ แม่กุญแจก็แกว่งเองเสียงดัง! หัวหน้าวงจึงนั่งสมาธิเพื่อสื่อสาร แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นมาบีบคอคนในวงโดยที่ไม่รู้ตัว! สุดท้ายจำได้ว่าในสมาธินั้นเจอพ่อแก่มาบอกว่าไม่พอใจที่มีคนไม่เคารพเครื่องดนตรี!

04 ก.ย. 2023

ตู้ในตำนานของห้องซ้อมวงโยธวาทิต ที่ถูกปิดล็อกเอาไว้อย่างดี จู่ ๆ แม่กุญแจก็แกว่งเองเสียงดัง! หัวหน้าวงจึงนั่งสมาธิเพื่อสื่อสาร แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นมาบีบคอคนในวงโดยที่ไม่รู้ตัว! สุดท้ายจำได้ว่าในสมาธินั้นเจอพ่อแก่มาบอกว่าไม่พอใจที่มีคนไม่เคารพเครื่องดนตรี!

‘อังคารคลุมโปง X’ (29 สิงหาคม 2566) ที่ผ่านมา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ได้เปิดไมค์ต้อนรับ ‘คุณไอซ์’ สายจากทางบ้านที่โทรมาเล่าประสบการณ์หลอนสมัยที่ยังอยู่ในวงโยธวาทิตของโรงเรียน กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตู้ลับในห้องวงโย’ จะชวนขนลุกขนาดไหน ตั้งสติให้ดีแล้วไปอ่านต่อกันเลย! ย้อนกลับไปช่วงมัธยม คุณไอซ์เคยเป็นเด็กวงโยธวาทิตของโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้ว วงโยฯจะต้องอยู่ซ้อมตั้งแต่บ่ายสองถึงห้าโมงเย็น ในบริเวณที่ซ้อมนั้นจะเป็นลักษณะห้อง 2 ส่วน คือห้องเล็กเป็นห้องพักครู และห้องใหญ่เป็นห้องสำหรับซ้อม ซึ่งสามารถมองทะลุหากันได้ แต่จะไม่มีหน้าต่าง เป็นห้องที่บุผนังด้วยแผงไข่ และมีตู้เหล็กไว้เก็บเครื่องดนตรี ในวันนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น มีคนที่ยังอยู่ซ้อมทั้งหมดหกคน หนึ่งในนั้นเป็นพี่ผู้ชายคนนึง ซึ่งเป็นมือกลองประจำวง กำลังนั่งตีกลองชุดอยู่ ตำแหน่งของกลองชุดนั้นตั้งอยู่หน้าตู้เก็บเครื่องดนตรี ขณะที่เขากำลังตีกลองอยู่สักพัก เขาก็วิ่งกรี๊ดออกมา! และตะโกนโวยวายหาหัวหน้าวง ซึ่งเป็นคนที่ค่อนข้างมีเซนส์ว่า “พี่ที พี่ที พี่ ผมเห็นอะไรไม่รู้ วาร์ปออกมาตรงตู้ ผมเห็นจริง ๆนะ ” แต่ทุกคนก็บอกกลับไปว่า “ คิดมาก มันเป็นห้องปิด มีแค่ไฟหลอด เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีอะไร” ในจังหวะที่เถียงกันอยู่นั้น สายตาคุณไอซ์ก็เหลือบไปเห็นตู้หนึ่ง มันเป็นตู้ที่เคยมีตำนานว่าเคยมีคนเจอบางสิ่งบางอย่างกันบ่อย ตรงนั้นเป็นตู้ที่ล็อกแม่กุญแจ แต่จู่ ๆ แม่กุญแจนั้นมันก็แกว่งและมีเสียงขึ้นดัง “แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก” ตีกับตู้เหล็กโดยไม่มีเหตุผล! แล้วพี่มือกลองที่วิ่งออกมา เขาก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง “เห้ยพี่! เห้ยเนี่ย เห้ยทำไมแม่กุญแจมันแกว่งแบบนั้นอะ เห้ย! ” พอเขาพูดขึ้นมา แม่กุญแจก็แกว่งแรงขึ้นอีก แรงขึ้นเรื่อย ๆ คุณไอซ์และเพื่อนผู้หญิงก็รีบวิ่งลงมาก่อน เพื่อนผู้ชายตัดสินใจเข้าไปรอที่ห้องพักครู ส่วนพี่ทีจะเข้าไปดูเพียงคนเดียวว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่ห้องซ้อม จังหวะที่พี่ทีเข้าไปในห้อง เขานั่งลงทำสมาธิ เหมือนพยายามที่จะสื่อ และพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้มีใคร ต้องการจะทำอะไรถึงได้มีน้องเห็นเป็นแสงวาร์ปออกมา และแม่กุญแจแกว่งได้ยังไงทั้ง ๆ ที่เป็นห้องปิด และไม่มีลมเลย... สักพักพี่ทีก็เดินออกมาจากห้องซ้อมใหญ่ และเดินตรงมาบีบคอเพื่อนผู้ชาย ที่ยืนรออยู่ที่ห้องพักครู เพื่อนที่ถูกบีบคอเริ่มทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นมาว่า “ถ้าพี่ไม่ปล่อยผม ผมจะต่อยหน้าพี่จริง ๆนะ!” แล้วเพื่อนก็ต่อยเข้าที่หน้าด้านขวาจริง ๆ พี่ทีก็ล้มลงไป จากนั้นเพื่อนคนที่ถูกบีบคอก็รีบวิ่งหนีออกและกลับบ้านทันที หลังจากนั้น พอพี่ทีรู้สึกตัว เขาก็เล่าว่าตอนที่นั่งสมาธิ เขาเห็นว่ามีพ่อแก่ที่เป็นครูมาบอกว่า “ทำไมมีคนเอาขลุ่ยเพียงออ ไปเช็ดกระโปรงแบบนั้น” เขาเลยมาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่พอใจ ให้ไปทำพิธีขอขมาเครื่องดนตรีก่อน ใครที่อยู่สายดนตรีไทยอยู่แล้ว เขาจะถือกันว่าห้ามทำพฤติกรรมที่แสดงถึงการไม่เคารพเครื่องดนตรี เพราะของทุกชิ้นมีครูดูแล..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

10 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้มาเล่าประสบการณ์สุดสยองที่พบเจอกับตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเขาได้พักรักษาอาการป่วย แต่กลับได้ยินเสียงหลอนหูที่จะจำไปตลอดชีวิต รวมถึงเงาดำทมิฬแต่ดวงตากลับสีขาวโพลนอยู่เต็มทางเดิน! เรื่องราวจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (5 สิงหาคม 2568) คุณคงจินตนาการไม่ออกแน่ว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะเอาตัวรอดอย่างไร! คุณนัทได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้ย้อนเวลาไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือตำรวจ เมื่อตื่นขึ้นมาหลังจากหมดสติไป ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว จากนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาตรวจสุขภาพ วัดความดัน และเธอก็ออกไป กระทั่งประมาณสี่ทุ่ม พยาบาลก็เข้ามาเช็คน้ำเกลือ และตรวจดูว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ออกไปอีก เวลาผ่านเลยไปจนตีสาม คุณนัทรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมกว่าปกติ และอบอ้าวขึ้นจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกำลังเดินเข้ามาที่ห้อง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนคนที่เดินปกติ แต่ราวกับว่ากำลังลากขามา.. เสียงลากขาดัง ‘ครืดดด ครืดดด’ สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของคุณนัท หยุดไปไม่ได้นาน เสียง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ ก็ดังขึ้น! ขณะนั้นสภาพร่างกายของคุณนัทยังไม่เต็มร้อย มีอาการอ่อนเพลียและลืมตาได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่คุณนัทเห็นคือวิญญาณพยาบาลหญิงที่ไม่มีหัว เธอกำลังเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาหา เข็นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดที่ข้างเตียงของเขา! เธอทำทุกอย่างเหมือนที่พยาบาลคนอื่นทำ แต่คุณนัทก็แน่ใจแล้วว่า พยาบาลหญิงคนนี้คงไม่ใช่คนเขาจึงเลือกเบือนหน้าหนีไปทางซ้าย แล้วเขาก็พบว่าศีรษะของเธอได้วางอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง! คุณนัทตกใจมากรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และเธอก็เอื้อมมือเข้ามาจับพร้อมกับพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่คุณนัทก็ไม่รอช้าที่จะกระชากสายน้ำเกลือ แล้วรีบวิ่งออกไปทันที! แต่หลังจากที่วิ่งออกไปก็พบว่าไฟทางเดินทั้งชั้นนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใด ๆ เขาตัดสินใจวิ่งไปตามทางเดินด้วยความกลัว แต่เมื่อวิ่งไปสักพัก ก็เจอกับที่นั่งต่าง ๆ ที่มีไว้ให้ผู้ป่วยนั่ง คุณนัทได้สะดุดกับอะไรบางอย่างเป็นร่างสีดำ ซึ่งก็คือวิญญาณที่อยู่ตรงเก้าอี้ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าหากตรงนั้นมีเก้าอี้ 50 ตัว ก็คงเต็มทั้ง 50 ที่นั่ง นั่งเป็นร่างสีดำทมิฬเต็มทางเดิน! และเหมือนวิญญาณจะรู้ว่าคุณนัทมองเห็น วิญญาณจึงหันมามองด้วยนัยน์ตาสีขาว ไม่มีลูกตาสีดำ หลังจากนั้นภาพของคุณนัทได้ตัดไป พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ได้รู้ว่าทั้งหมดมันคือความฝัน แต่เป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน เขาตื่นมาด้วยหวั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีก จึงแหงนหน้ามองนาฬิกา อีกแค่ห้านาทีก็จะถึงเวลาตีสามเหมือนกับในความฝันที่ได้ฝันไปก่อนหน้านี้ กระทั่งเวลา 02.59 น. เสียงฝีเท้าสุดสยองนั้นก็ดังขึ้นเหมือนกับในฝัน! เสียงนั้นเดินลากเท้าช้า ๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพัก จากนั้นก็มีเสียงเคาะ ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ และเมื่อประตูเปิดออกมา วิญญาณผีพยาบาลหัวขาดก็เข็นรถอุปกรณ์ที่มีหัวอยู่บนนั้นมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง! คุณนัทรีบกระชากสายน้ำเกลือออก เธอคว้ามือเขาเอาไว้และพูดว่า “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ” แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ แล้วรีบกระชากตัวออกเพื่อวิ่งหนีทันที! ทางเดินยังคงมืดสนิท แต่เมื่อวิ่งออกมาแล้วก็ไม่สามารถตัดสินใจย้อนกลับได้ คุณนัทเห็นว่าที่แผนกต้อนรับมีวิญญาณพยาบาลยืนอยู่เต็มทางเดิน ทั้งหมดตัวสีดำสนิทแต่มีดวงตาขาวโพลน วิญญาณคงสัมผัสได้ถึงคุณนัทจึงหันมามองพร้อมกัน รอบนี้คุณนัทรู้ตัวว่านี่คือความจริง! เขามีทางเลือกแค่สองทางให้กับตนเอง หนึ่งคือลงบันได สองคือลงลิฟต์ นาทีที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ประตูลิฟต์ก็เปิดส่งเสียงดังขึ้นมา ‘ติ๊ง’ นั่นทำให้คุณนัทตัดสินใจไดว่าจะไปทางบันได เพราะในลิฟต์อัดแน่นไปด้วยผีพยาบาลและคนไข้ คุณนัทรีบวิ่งลงจากบันไดชั้นสี่มาที่ชั้นสาม ทั้งชั้นก็ยังคงปิดไฟมืดสนิท ผ่านจากชั้นสามกำลังจะถึงชั้นสอง ฝีเท้าก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะตรงบันไดมีวิญญาณพยาบาล เธอกำลังประคองคนไข้ คุณนัทเลือกที่จะไม่สนใจและวิ่งฝ่าร่างเหล่านั้นไป แม้ในใจจะกลัวมากก็ตาม เมื่อถึงชั้นสอง ไฟที่ชั้นสองสว่างทั้งชั้น มีผู้คนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ คุณนัทรู้ว่านี่เป็นคนแน่ ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเห็นว่าคุณนัทลงมาจากบันได ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “คนไข้ ขึ้นไปได้ยังไง!” คุณนัทจึงตอบว่า “ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่ชั้นสี่แล้ว” พยาบาลจึงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้นะคะ ไม่เชื่อคนไข้ก็ลองมองป้ายตรงบันไดดู ชั้นสามและชั้นสี่ ไม่เปิดให้บริการนะคะ” คุณนัททำอะไรไม่ถูกได้แต่สอบถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงขึ้นไปนอนที่ชั้นสี่ได้” และก็ได้ทราบคำตอบว่า ตนไม่ใช่คนแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนที่โดนไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่เป็นชั้นสามเท่านั้นเอง และเนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้เตรียมที่จะย้าย ชั้นสามและชั้นสี่ จึงขนอุปกรณ์และบุคลากรออกไปหมด สุดท้ายคุณนัทก็ไม่ได้พักรักษาตัวที่นี่ต่อ แต่ก็ยังคงได้ยินเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเจอเรื่อย ๆ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แม้แต่ตัวคุณนัทเอง..เขียน: อภิธิดา ดุรงค์พันธุ์เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-