เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

09 พ.ย. 2024

      ‘คุณต้น‘ ได้นำเรื่อง ‘เชือกผูกผี’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (29 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ ฟัง เป็นเรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กที่ตนได้เจอ จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!

      คุณต้นได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของน้องที่รู้จักชื่อ ‘โต้ง’ เป็นเด็กที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งทางแถบอีสานใต้ ทางครอบครัวของคุณโต้งมีวิชาอาคมเป็นทางศาสตร์ของทางฝั่งเขมร ในช่วงที่ยังเด็ก คุณโต้งก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรจึงใช้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติ

      อยู่มาวันหนึ่ง คุณตาก็ได้ชวนคุณโต้งไปจับปลาแถวบ้านในช่วงเวลาประมาณหัวค่ำ ในขณะที่คุณโต้งกำลังนั่งรอคุณตากำลังจับปลาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม พอมองไปตามเสียงนั้นแล้วก็พบกับร่างเด็ก 2 คน ตัวซีดเผือด มีเลือดแห้งเปรอะเปื้อนเต็มหน้า! เด็ก 2 คนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณโต้ง ประมาณ 8-9 ขวบ เมื่อเห็นดังนั้นคุณโต้งก็ตะโกนเรียกคุณตา แต่คุณตากลับคว้างก้อนดินไปบริเวณนั้น แล้วเด็ก 2 คนนั้นก็หายไป! เหตุการณ์นี้ทำให้คุณโต้งรู้จักคำว่า ‘ผี’ เป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้น คุณตาก็ได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนเนี่ย ก่อนที่จะมีบ่อน้ำนี้ ในช่วงที่ขุดแรก ๆ มีเด็ก 2 คนนี้แหละมาเล่นน้ำแล้วจมน้ำตาย วิญญาณก็น่าจะอยู่บริเวณนี้”

      เรื่องราวสุดหลอนต่อมาที่คุณโต้งได้เจอก็คือ หลังคุณโต้งเลิกเรียนก็ได้ยินว่าหมู่บ้านข้าง ๆ มีคนผูกคอฆ่าตัวตาย ซึ่งคนที่ตายก็คือญาติของคุณโต้ง เมื่อทราบข่าวแล้วทางครอบครัวเขาก็ไปดูแล้วก็พบกับศพผู้หญิงผูกคอตาย จึงได้มีการเผาศพในวันนั้นทันที เนื่องจากหมู่บ้านของคุณโต้งมีความเชื่อว่าถ้าเป็นศพผีตายโหงจะต้องทำการเผาวันนั้น จึงนำศพไปเผาที่ป่าช้าในหมู่บ้านที่คุณโต้งและคุณตาใช้เป็นเส้นทางในการไปจับปลา

      ต่อมาหลังจากที่เรื่องนี้ผ่านไปได้ 1 เดือน ก็มีคุณตาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของคุณยายคุณโต้ง ให้นามสมมติว่า ‘ตาต้อย’ ได้มาถามว่า

      “ได้ข่าวว่าญาติที่อยู่หมู่บ้านนี้ผูกคอตายหรอ เอาไปเผาเอาไปฝังที่ไหนล่ะ”

      และได้ถามถึงเชือกเส้นนั้นที่ผูกคอตาย เนื่องจากตาต้อยเป็นคนที่มีวิชาอาคมจึงอยากจะได้เชือกเส้นนั้นเพื่อไปทำพิธีกรรมขอหวย

      จากนั้น ตาต้อยก็ได้ชวนคุณแม่คุณโต้งไปทำธุระในตัวเมือง ซึ่งคุณแม่ก็ได้มาเล่าให้คุณโต้งฟังแล้วมารู้ทีหลังว่าท้ายกระบะมีเชือกที่ตาต้อยเก็บสะสมอยู่ท้ายกระบะ ทำให้ในขณะที่นั่งรถอยู่นั้น คุณแม่รู้สึกเหมือนมีคนนั่งอยู่ท้ายกระบะ จึงหันไปดูและสิ่งที่คุณแม่เห็น ก็คือ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และคนแก่นั่งเต็มท้ายกระบะประมาณ 10 คน พอคุณแม่กำลังจะหันไปถามตาต้อยร่างเหล่านั้นก็หายไป ตาต้อยจึงบอกว่า

      “นั่งไปเหอะ คงไม่มีอะไรหรอกลูก”

      ในวันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ก็รู้สึกมีอาการเหมือนไม่สบายจึงรีบเข้านอน หลังจากที่หลับได้สักพักก็รู้สึกตัวในช่วงกลางดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีมือมาครูดสังกะสีบริเวณขื่อบ้าน จึงตัดสินใจเปิดมุ้งไปดูแล้วเห็นเป็นภาพคนผูกคอตาย ตัวซีด ดวงตาปูดโปน ลิ้นจุกปากห้อยลงมาจากขื่อบ้าน เรียกร้องขอให้คุณแม่ช่วย “ช่วยด้วยย.. ช่วยด้วย” ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือไม่ได้มีคนเดียว แต่มีทั้งหมดเกือบ 10 คนที่ห้อยอยู่ตรงนั้น! ด้วยความที่คุณแม่ตกใจจึงรีบปิดมุ้งแล้วมานอนคลุมโปง ไม่นานก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างร่วงตกลงมาทับตัว! คุณแม่ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มแล้วก็เห็นเป็นร่างที่ผูกคอตายนั้นร่วงตกลงมาทำให้มุ้งขาดแล้วลงมาทับคุณแม่ บางร่างตกลงมานอนประจันหน้ากับคุณแม่ เมื่อคุณแม่เจอเช่นนี้จึงร้องกรี๊ดจนหมดสติไป!

      คุณยายมาปลุกจึงทำให้คุณแม่รู้สึกตัว คุณแม่ที่อยู่ในอาการที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอจึงเล่าให้คุณยายฟัง เมื่อคุณยายทราบเช่นนั้นก็ได้บอกน้าไปตามตาต้อยมา แล้วพูดกับตาต้อยว่า

      “ดูซิเนี่ย หลานมึงจะตายแล้วเนี่ย ไปเอาไรมา ไปออกมาให้หมดแล้วเผาทิ้งไปเลย”

      ตาต้อยจึงได้นำกล่องหนึ่งมาแล้วเทให้ดู ซึ่งของที่อยู่ในกล่องคือเชือกเกือบ 10 เส้น หลังจากนั้นก็ได้ให้นำเชือกทั้งหมดไปเผา ในขณะที่เผาคุณแม่ก็เห็นเป็นภาพลาง ๆ เหมือนดวงวิญญาณแต่ละดวงค่อย ๆ ลอยขึ้นไป..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

'ตรงทางหนีไฟ' เรื่องเล่าสั้น ๆ จาก 'พี่เเรก' I อังคารคลุมโปง X แรก หลอนสออนผี [ 15 ต.ค. 2567]

19 ต.ค. 2024

'ตรงทางหนีไฟ' เรื่องเล่าสั้น ๆ จาก 'พี่เเรก' I อังคารคลุมโปง X แรก หลอนสออนผี [ 15 ต.ค. 2567]

ขนหัวลุกไปกับ ‘เเรก หลอนสออนผี‘ ได้นำเรื่อง ‘ตรงทางหนีไฟ’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (15 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอขณะไปเล่นดนตรีที่ต่างจังหวัด เเล้วได้เจอกับน้องคนหนึ่ง เเต่สุดท้ายเเล้วมารู้ความจริงว่าน้องคนนั้นตายไปแล้ว! เรื่องราวจะเป็นยังไง จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณเเรก หลอนสออนผีได้เล่าว่า ตอนนั้นตนได้ไปเล่นดนตรีที่จังหวัดหนึ่ง ทางค่ายต้นสังกัดได้เช่าอะพาร์ตเมนต์ให้วงเข้าพักประมาณ 5 ห้อง เมื่อเสร็จจากเล่นดนตรี เพื่อนในวงก็มักจะปาร์ตี้สังสรรค์กัน แต่ตนไม่รู้จะทำอะไร จึงเล่นเกมเพลย์ เเต่เเล้วก็รู้สึกเบื่อ จึงเดินออกไปเปิดประตูทางเดินหนีไฟ ซึ่งทางเดินหนีไฟเชื่อมต่อกันทุกชั้น คุณแรกอยู่ชั้น 7 ตามประสาคนต่างจังหวัดที่ห่างจากบ้านก็รู้สึกเหงา จึงยืนเล่นรับลมอยู่ตรงนั้น สักพักก็มีเสียงเปิดประตูที่มีระยะห่างกัน 1 ชั้น เป็นผู้หญิงกำลังยืนสูบบุหรี่ วันเเรกที่เจอคุณแรกก็คิดว่า ‘เขาสวยจัง หุ่นดี น่ารักดี’ หลังจากนั้นคุณแรกก็ออกมายืนเล่นตรงทางหนีไฟทุกวัน แล้วก็มักจะเจอผู้หญิงคนนี้สูบบุหรี่อยู่ที่เดิมทุกวัน จนมาถึงในวันที่ 4 ผู้หญิงคนนั้นคงรู้สึกว่ามีใครมองอยู่ข้างบน จึงแหงนหน้ามองขึ้นมายิ้มให้เเล้วพูดว่า “สวัสดีค่ะ” หลังจากได้คุยกัน ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำงานเป็นนักร้องคาเฟ่ แล้วก็เริ่มคุยกันจนรู้จักกัน ทั้งคู่ต่อบทสนทนาอย่างลื่นไหล คุยสนุก หายเหงา เมื่อคุณแรกเลิกงานก็รีบกลับมาห้องเเล้วลากเก้าอี้มานั่งรอคุยกับน้องผู้หญิงตรงทางหนีไฟนี้เป็นเวลา 5 วัน จนกระทั่งคุณแรกเริ่มสังเกตว่ามันมีสิ่งผิดปกติก็คือ ช่วงหลัง ๆ ที่คุยกันอยู่ น้องผู้หญิก็ขอตัวกลับห้องเร็วขึ้น เเละทุกครั้งที่น้องเขาดูร้อนรน ก็จะมีรถจิ๊บทหารเลี้ยวเข้ามาจอด ตนก็ได้เเต่คิดในใจว่าคงกลัวแฟนเห็นหรือตนอาจจะแค่เข้าใจผิดไปเอง วันหนึ่งตนได้ไปกินข้าวระแวกอะพาร์ตเมนต์ เมื่อเดินผ่านป้อมยามก็ถามว่า คุณแรก : ลุง จะเอาอะไรมั้ย เดี๋ยวผมซื้อมาฝาก ผมจะซื้อข้าวมาฝากน้องห้องข้างล่างด้วย ลุงยาม : ห๊ะ! อะไรนะ ห้องไหน? คุณแรก : ห้องข้างล่างผมอะ ห้องตรงกันเลย ลุงยาม : เฮ้ย ไปกินข้าวก่อน ค่อยว่ากัน หลังจากนั้นตนก็ได้ไปกินข้าว เเล้วก็ซื้อกลับมาฝากลุงยามกับน้องห้องข้างล่าง เมื่อมาถึงที่พักลุงยามก็ได้บอกกับตนว่า ลุงยาม : ไม่ต้องขึ้นไปหรอก คุณแรก : ทำไมครับลุง ลุงยาม : ไม่มีใครอยู่หรอกชั้นนั้นน่ะ เหลือไม่กี่ห้อง ตนก็เกิดความสงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทั้ง ๆ คุยกับน้องคนนั้นทุกวัน ได้เเต่คิดว่าลุงกั๊กผู้หญิงคนนี้ไว้หรือเปล่า ตนไม่เชื่อคำที่ลุงพูดจึงขึ้นไปหาห้องน้อง เมื่อขึ้นไปแล้วก็เห็นว่าทั้งชั้นนั้นมีคนพักอยู่เเค่ 2 ห้อง ห้องที่เหลือแปะป้ายว่างไว้ทั้งหมด คุณแรกเดินไล่หาห้องของน้องคนนั้นปรากฏว่าก็มีแปะป้ายว่างอยู่ที่ประตูจริง ๆ ! คุณแรกได้แต่อึ้งเเล้วก็ได้เคาะประตูเเล้วพูดว่า “พี่ซื้อของมาฝากนะ” จากนั้นก็ห้อยของที่ซื้อมาที่ประตู แล้วก็ได้เดินลงมาหาลุงยามอีกครั้ง แล้วก็ถามลุงว่า คุณแรก : ลุง มันเกิดอะไรขึ้นอ่ะ ลุงยาม : อยากรู้ใช่มั้ย เเล้วลุงก็ได้ยื่นหนังสือพิมพ์ให้คุณแรกอ่านจนทราบความจริงว่า เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ก่อนที่คุณแรกจะเข้ามาพักที่นี่ มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ซึ่งน้องผู้หญิงที่ตนคุยด้วยทุกวันนั้นเป็นเมียน้อยทหาร เปิดห้องเลี้ยงผู้หญิงคนนี้ไว้ เเล้วเกิดอาการหึงหวงจึงทำให้เกิดการทะเลาะกัน ถึงขนาดที่เอาหมอนกดหัวเเล้วเอาปืนจ่อแล้วยิงที่หัว! เสียงดังสะนั่นจนคนทั้งชั้นออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เเล้วคนในชั้นก็เห็นทหารคนนี้แบกร่างผู้หญิง เลือดหยดลงตามทางเดิน ไปเปิดประตูทางหนีไฟ แบกศพขึ้นรถจิ๊บเเล้วก็ขับรถออกไป สุดท้ายทหารคนนั้นเลือกจะจบที่ชีวิตตามผู้หญิงด้วยการยิงตัวเองตายข้างทาง และนี่ก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

24 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้... คำอฐิษฐานจากผู้เป็นแม่ เมื่อความฝันแปลกประหลาดเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ กับการมองเห็นเงาดำเลือนลางที่ปรากฏตรงหน้า นำไปสู่ภาพในฝันอันสวยงาม ที่กลับกลายเป็นเส้นระหว่างความเป็น และความตาย!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา’ (17 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้’ ‘คุณขวัญ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณขวัญฝันเห็นงูสองตัว พยายามที่จะเลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอ ในฝันนั้นเธอพยายามที่จะเรียกให้พ่อของเธอ เข้ามาช่วย เมื่อพ่อของเธอได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับทุบตีงูตัวหนึ่ง ส่วนงูอีกตัวหนึ่งได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอแบบไม่ทันตั้งตัว จากนั้นความฝันในครั้งนี้ก็ได้จบลง…หลังจากผ่านเรื่องราวความฝันมาได้เพียง 2 - 3 วัน คุณขวัญได้ตรวจพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาที่เธอตั้งครรภ์ คุณขวัญมักจะฝันเห็นงูตัวเดียวกันกับในฝันคราวก่อน ที่มันนั้นได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธออยู่บ่อย ๆ งูตัวนั้นมีลักษณะสีดำ ลำตัวยาวเลื้อยอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในบ้านของเธอ และได้เลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ข้าง ๆ ท้องของเธออีกด้วย เมื่อคุณขวัญตั้งครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ และถึงช่วงเวลาที่เธอจะต้องเข้าไปตรวจร่างกายกับคุณหมอจู่ๆ มือ และเท้าของเธอก็เริ่มบวม จนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ รวมทั้งน้ำหนักเธอนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งสาเหตุทางการแพทย์ คืออาการของครรภ์เป็นพิษทำให้ในวันนั้นคุณขวัญ จะต้องเข้าแอดมินฉุกเฉินในโรงพยาบาล ในคืนหนึ่งขณะที่ คุณขวัญนอนนับเวลาถอยหลังที่จะคลอดลูกของเธอในอีกไม่นาน ในตอนนั้นเธอได้มีอาการปวดหัว และเริ่มปวดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณขวัญลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ได้พบกับเงาขนาดใหญ่สีดำเลือนลาง ยืนอยู่ปลายเตียงของเธอ แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ และความห่วงลูกของเธอ คุณขวัญจึงไม่สนใจเงาดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ และรีบลุกออกจากเตียงไปเรียกหาพยาบาลให้เข้ามาช่วยเธอในตอนนั้น เมื่อคุณขวัญกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับพยาบาลผู้ช่วย เธอก็ยังคงมองเห็นเงาดำเลือนลางนั้นอยู่ในห้องของเธอ ขณะเดียวกันพยาบาลได้ฉีดยาให้กับตัวของคุณขวัญ ทันทีใดนั้นเธอก็มีอาการร้อนรุ่มอยู่ในตัว ก่อนที่ภาพทั้งหมดของเธอจะตัดหายไปเมื่อคุณขวัญรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวของเธอเองนั้น กำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงาม ท้องฟ้าสีสดใสปุยเมฆล่องลอยไปมาบนท้องฟ้า สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเพลิดเพลินกับความสวยงามตรงหน้า แต่จู่ ๆ คุณขวัญได้ฉุดคิดขึ้นมาว่า…‘เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรากำลังจะคลอดลูก’ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิดในใจคุณขวัญจึงได้พูดขึ้นมาว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตาย และทุกเงื่อนไขที่ท่านเสนอให้ในครั้งนี้’เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของตัวเธอเอง จู่ ๆ จากภาพสวนดอกไม้สวยงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอ ก็ได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในโรงพยาบาล ในทันใดนั้น คุณขวัญก็อาเจียนออกมาหนักมาก แต่สุดท้าย เธอก็ได้คลอดลูกอย่างปลอดภัยในค่ำคืนนั้น เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในตอนที่คุณขวัญได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนเอง ขณะที่เธอกำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านของเธอจู่ ๆ เธอก็มองเห็นเงาสีดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอเคยเห็นที่โรงพยาบาลยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ แต่ในคราวนี้ เธอกลับเห็นมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น เงานั้นมีรูปร่างใหญ่ สีดำสนิท และสวมใส่โจงกระเบนสีแดง ลักษณะคล้ายกับยมทูต คุณขวัญพยายามที่จะมองไปที่ใบหน้าของเงาดำ แต่ยิ่งพยายามมองเท่าไหร่ ก็มองไม่เห็นมันสักทีในตอนนั้น คุณขวัญได้รีบนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณพ่อ และสามีของเธอได้ทราบ พร้อมกับขอความช่วยเหลือให้พ่อของเธอช่วยจุดธูปเพื่อบอกกับเจ้าที่ในบ้านว่า ขออนุญาตให้เดินทางเข้าบ้านได้ ส่วนสามีของเธอก็ได้ขึ้นไปบนห้องพระไปบอกกล่าวสิ่งศักสิทธิ์ จู่ ๆ ไฟที่บ้านก็ได้ดับลงในทันที จากนั้นพ่อของคุณขวัญก็ปักธูปลงไปในกระถาง ไฟในบ้านของเธอก็ได้ติดขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันคุณขวัญก็ได้มีอาการหน้ามืด และได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา และเงียบหายไป หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

บิดรถเสียงดังไม่เกรงใจใคร จนชาวบ้านเอือมสาปแช่งให้ตายอยู่ทุกวัน ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตายเพราะบิดรถแรงเกินไปสมใจชาวบ้าน แต่หลังจากนั้น เสียงแว๊นรถก็ไม่เคยหายไปจากหมู่บ้านอีกเลย!

29 ก.ย. 2023

บิดรถเสียงดังไม่เกรงใจใคร จนชาวบ้านเอือมสาปแช่งให้ตายอยู่ทุกวัน ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตายเพราะบิดรถแรงเกินไปสมใจชาวบ้าน แต่หลังจากนั้น เสียงแว๊นรถก็ไม่เคยหายไปจากหมู่บ้านอีกเลย!

‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ กลับมาเปิดไมค์เล่าเรื่องหลอนในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 กันยายน 2566) พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ พร้อมเรื่องหลอนเอาใจนักบิดของชายคนหนึ่งที่มีใจรักความผาดโผน ขนาดที่ว่าตายไปแล้วก็ยังบิดรถแบบไม่เกรงใจใคร! ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 - 30 ปีที่แล้ว วัยรุ่นคึกคะนองสมัยนั้นจะต้องมี ‘รถจักรยานยนต์’ หรือภาษาบ้าน ๆ อย่าง ‘มอเตอร์ไซค์’ เป็นเครื่องสองจังหวะปรับแต่งให้ท่อดังระดับแสบแก้วหู ถือเป็นของคู่กายคู่ใจในชีวิตเพื่อประดับบารมีของพวกเขา ในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง มีนักบิดประจำหมู่บ้านอยู่หนึ่งคน ที่เรียกได้ว่าทุกคนยกให้ชายคนนี้เป็นนักบิดตัวยงที่สร้างความเอือมระอาเป็นอย่างมากให้กับชาวบ้าน ขนาดที่ว่าเพียงแค่เสียงบิดมอเตอร์ไซค์ดังมาไกล ๆ ชาวบ้านทุกคนต้องเอามือปิดหูไปตาม ๆ กัน นักบิดคนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจหรือเกรงกลัวใครทั้งนั้น ยิ่งถ้าขี่รถผ่านตัวหมู่บ้าน จะยิ่งเร่งเครื่องให้เสียงดังมากขึ้นไปอีก เพื่อแสดงตัวว่า ‘ข้ามาแล้ว’ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านทุกคนพากันเกลียดชายคนนี้มาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ทำให้ชาวบ้านทุกคนก็ยังคงต้องทนฟังเสียงท่อมอเตอร์ไซค์ของเขาอยู่ทุกวัน บางคนถึงขั้นสาปแช่ง และตะโกนด่าตามหลังกันเลยทีเดียว วันหนึ่ง ชายคนนี้ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจมาพร้อมกับเสียง แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน เช่นเคย และยังยกระดับความเป็นนักบิดตัวยงขึ้นไปอีก ด้วยท่านอนขี่มอเตอร์ไซค์แบบซูเปอร์แมน เขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามทางตรงของหมู่บ้านด้วยความพิเรนทร์สนุกสนาน จังหวะนั้น มีชาวบ้านคนหนึ่งกำลังจะถอยรถกระบะออกจากหน้าบ้าน ปรากฏว่าด้วยความคึกคะนอง การที่เขาเอาตัวนอนบนเบาะทำให้ไม่สามารถใช้เบรคเท้าได้ ถึงแม้จะใช้เบรคมืออย่างไรรถก็เสียหลักคว่ำอยู่ดี และแล้ววันที่ชาวบ้านทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อคำสาปแช่งทุกคำกลายเป็นจริง ในเหตุการณ์นั้นจังหวะที่รถกระบะถอยออกมา มอเตอร์ไซค์คู่ใจและตัวนักบิดก็พุ่งชนเข้ากับรถกระบะดัง ตู้ม!!! สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น ทำให้นักบิดคอหักพับย้อนไปด้านหลัง ปากฉีกเนื้อเปิดไปถึงตา แต่ภาพที่ชาวบ้านทุกคนเห็นคือ ร่างของนักบิดยังดิ้นด้วยความทุรนทุรายอยู่กับพื้น บรรยากาศในตอนนั้นไม่มีใครตกใจ แต่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ด่าทอ ซ้ำเติมร่างที่กำลังดิ้นอยู่กับพื้น วันต่อมาบรรยากาศในหมู่บ้านก็เปลี่ยนไป ผู้คนในหมู่บ้านต่างมีความสุข เด็กเล็กเด็กน้อยออกมาวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านรวมตัวนั่งสังสรรค์อย่างกับเป็นการเฉลิมฉลองการตายของชายนักบิดคนนี้ก็ว่าได้ แต่แล้วความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลงไปได้ 3 – 4 วัน คืนวันหนึ่ง เสียงมอเตอร์ไซค์ที่คุ้นเคยก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเสียงบิดรถดังขึ้นมาแต่ไกล แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน! บิดผ่านหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นชาวบ้านทุกคนเห็นตรงกันว่า ‘ใช่ นี่คือเสียงของนักบิดตัวยงที่เพิ่งตายไป’ ทำให้ชาวบ้านทุกคนเกิดความสงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็พังไปต่อหน้าต่อตา ส่วนคนก็ตายแน่นอน รุ่งเช้า ชาวบ้านจึงนัดรวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือถึงเสียงปริศนาที่เกิดขึ้นเมื่อคืน และทุกคนก็ได้ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์คันนั้นจริง ๆ แต่ก็มีชาวบ้านคนนึงพูดขึ้นมาว่า ‘มันไม่ใช่เรื่องของผีสางอะไร แต่เป็นเสียงของเพื่อนนักบิดตัวยงคนที่ตายไปมากกว่า ที่พยายามเอามอเตอร์ไซค์ไปแต่งเลียนแบบเสียงท่อเพื่อที่จะมาก่อกวน และมาหลอกคนในหมู่บ้าน’ ในวันนั้นชาวบ้านก็ไม่ได้ทำอะไรต่อ และหลังจากนั้นทุกคนก็ยังคงทนฟังเสียงนี้ในทุกคืน จนกระทั่งมีเรื่องเล่าจากครอบครัวหนึ่ง ตอนนั้นพวกเขาไปทำงานในเมือง พอตกดึกก็ขับรถกลับเข้ามาในหมู่บ้าน โดยครอบครัวนี้ไม่เคยทราบถึงเรื่องราวของนักบิดคนนี้มาก่อน จังหวะที่กำลังขับเข้ามาในหมู่บ้าน ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่มาจี้บริเวรณท้ายรถของครอบครัวนี้ คนขับก็เริ่มสงสัยว่าทำไมต้องขับตามจี้ท้าย จึงค่อย ๆ ชะลอความเร็วให้ลดลง จนมอเตอร์ไซค์คันนั้นเริ่มบิดเร่งความเร็วขึ้นเสียงดังแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน! แซงขึ้นประชิดรถของครอบครัวนี้และปาดเข้าบริเวณด้านหน้ารถ ด้วยความตกใจคนขับรีบหักหลบทันที แต่ภรรยาก็ส่งเสียงดังขึ้นมาว่า “ขับรถอะไรเนี่ยอยู่ ๆ มาหักหลบอะไร ข้างหน้าไม่เห็นจะมีอะไรเลย” คนขับก็ตอบกลับไปทันทีว่า “ก็เนี่ยมันมีมอเตอร์ไซค์มาปาดหน้าไง เนี่ย” ภรรยาก็ยังคงย้ำคำเดิมว่า “มอเตอร์ไซค์อะไร มันไม่เห็นจะมีสักคันเลย” ครอบครัวนี้ก็มาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คนในหมู่บ้านฟัง ชาวบ้านแถวนั้นเห็นตรงกันอีกครั้งว่า “ใช่แน่ ๆ เป็นผีนักบิดตัวยงแน่ ๆ” และยังทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านกลับมาอึมครึมอีกครั้ง พอฟ้ามืดทุกบ้านก็จะแยกย้ายปิดบ้านสนิท ไม่มีใครกล้าออกมาอีกเลย ได้แต่ทนฟังเสียงบิดมอเตอร์ไซค์ในทุกคืน วันหนึ่ง ลุงคนหนึ่งในหมู่บ้านเริ่มทนไม่ไหวกับสถานการณ์ในตอนนี้จึงพูดกับชาวบ้านว่า “ถ้ากลัวกันนัก เดี๋ยวคืนนี้จะพิสูจน์ให้ดู ว่าเสียงบิดรถที่ได้ยินมันเป็นเพื่อนของนักบิดที่ตายไปแล้วมันมาแกล้ง” ในทุกคืน ลุงก็จะออกมานั่งเฝ้ารอเพื่อพิสูจน์ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่พบความจริงสักที จนกระทั่งคืนหนึ่ง ความพยายามของลุงก็ได้ประสบความสำเร็จ เพราะเสียงแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน ดังขึ้นมาแต่ไกลอีกครั้ง! เสียงนั้นกำลังค่อย ๆ ดังขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนเสียงนั้นดังมาทางบริเวณหมู่บ้าน ทันใดนั้นลุงก็รีบกระโดดออกมาจากพุ่มไม้ทันที แต่จังหวะที่กระโดดออกมาดูนั้น ลุงก็เกิดอาการช็อกขึ้นมาทันที!! เพราะภาพที่เห็นเป็น รถมอเตอร์ไซค์คันที่เกิดอุบัติเหตุ และคนที่ขี่มาคือนักบินตัวยงที่ตายไปแล้ว นักบิดขี่รถมาด้วยท่าหัวพับกลับไปด้านหลัง ปากฉีกอ้ากว้างไปถึงตา แล้วที่ชวนหลอนมากขึ้นไปอีกคือเสียง แง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากเสียงท่อแต่อย่างใด แต่เป็นเสียงของนักบิดที่ตายกำลังตะโกนกรีดร้องเป็นเสียงแง๊น แง๊น แง๊น แง๊นนน แล้วขี่รถผ่านหมู่บ้านไป! พี่แจ็คเล่าปิดท้ายว่า เรื่องราวนี้อยากจะหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ให้กับเหล่านักบิดทุกคน ให้คำนึงถึงความผาดโผนบนท้องถนน หากวันใดวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกระชั้นชิดนิดเดียวบอกเลยว่าอาจไม่รอด.(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเรก ‘พี่รักหนูมั๊ย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

22 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเเรก ‘พี่รักหนูมั๊ย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ุ13 พ.ค.2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 พฤษภาคม 2568) ที่ผ่านมา คุณแรก (สายจากทางบ้าน) ได้โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์ของ ‘แบงค์’ รุ่นน้องของเขาที่ถูกหัวหน้าบังคับให้ไปสัมมนาที่ขอนแก่น และต้องพักโรงแรมที่บริษัทจัดไว้ให้ คืนนั้นเขาเจออะไรที่โรงแรม ? และเหตุการณ์สุดหลอนนั้นจะเกี่ยวข้องอะไรกับชื่อเรื่อง ‘พี่รักหนูมั๊ย’ ไปรับฟังพร้อมกันกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คุณแรกได้บอกไว้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของ ‘แบงค์’ รุ่นน้องของตน และเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว จึงนำมาเล่าให้ชาวอังคารคลุมโปงฟัง แบงค์ประกอบอาชีพเซลล์ขายรถ จึงต้องมีการเข้าร่วมงานสัมมนาประจำปี โดยครั้งนี้เขาถูกหัวหน้าสั่งให้ไปร่วมงานที่จังหวัดขอนแก่น แบงค์จึงตอบตกลงเพราะเห็นว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจังหวัดนครราชสีมาที่ตนอาศัยอยู่ แบงค์เป็นคนที่ชอบเรื่องลี้ลับ แต่ก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่พักที่โรงแรมเพราะสถิติจากที่รุ่นพี่เล่านั้น เซลล์แมนมักจะเจอผีเยอะ เขาต้องการพักเพียงแค่ห้องเช่าเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เจ้านายกลับบอกว่า “เห้ยไม่ได้ สัมมนาสองวัน ไปถึงแล้วทางบริษัทจะเปิดห้องไว้ให้ คืนนี้นอนที่นั่น ไม่ต้องไปนอนข้างนอก เช้าวันรุ่งขึ้นจะได้สัมมนาต่ออีกวันนึง” แบงค์จึงขัดเจ้านายไม่ได้ โรงแรมที่ทางบริษัทเปิดไว้เป็นโรงแรมเก่าแก่ใจกลางเมืองใกล้ห้างดังจังหวัดขอนแก่น หลังจากงานเลี้ยงสังสรรค์หลังสัมมนาจบลง แบงค์กลับไปที่โรงแรมเพื่อพักผ่อน บรรยากาศโรงแรมดูปกติดี ผู้คนพลุกพล่าน จึงขึ้นไปยังห้องพักนั่นคือ ‘ชั้น 7’ แต่บรรยากาศชั้นนั้นกลับทำให้รู้สึกอึดอัด เพดานต่ำ เพียงแค่ยื่นมือก็ถึงเพดาน ผิดกับข้างล่าง แต่แบงค์ก็ปล่อยวาง จำใจต้องนอน เมื่อเข้ามายังห้องพัก การตกแต่งเป็นสไตล์วินเทจ โทรทัศน์รุ่นเก่าวางบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ เตียงขนาด 6 ฟุต แอร์รวมติดบนเพดาน เสียงดัง อึ๊ดด… ตลอดเวลา แบงค์ตัดสินใจอาบน้ำ และมาเปิดโทรทัศน์ดู บรรยากาศภายในห้องมีเพียงแสงไฟจากโทรทัศน์และแสงสาดผ่านช่องประตูห้องน้ำเท่านั้น จากนั้นก็ตัดสินใจนอน คืนนั้นมีเสียงฝักบัวเปิดน้ำเบา ๆ แต่แบงค์คิดว่าเป็นของห้องอื่น เวลาผ่านไปมีไฟกระตุก โทรทัศน์ฉายจอซ่า ๆ ไม่มีสัญญาณ แบงค์จึงกดปิด แต่เสียงฝักบัวก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 4 นาที จากนั้นก็ปิดไป แบงค์รู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน จากนั้นประตูห้องน้ำถูกเปิดออกกว้างขึ้น แบงค์เริ่มไม่โอเคจนนอนคลุมโปง ตะแคงข้างและขนลุกบริเวณท้ายทอย เตียงค่อย ๆ ยวบเข้ามาใกล้ ๆ แบงค์กลัวจนต้องสวดมนต์ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทันใดนั้น เตียงยวบมาแนบหลัง สุดท้ายก็มีเสียงผู้หญิงวัยรุ่นมากระซิบข้างหูใกล้ ๆ ว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ระหว่างที่แบงค์สวดมนต์อยู่ เสียงพูดนั้นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายน้ำเสียงกลับกลายเป็นการตะคอกว่า “พี่รักหนูมั๊ย!!!” ทำให้แบงค์วิ่งออกจากห้องโดยไม่คิดชีวิต จนลืมทุกอย่างรวมถึงกุญแจรถ แต่จะหันกลับไปเอาที่ห้อง สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้แบงค์ต้องหยุดชะงัก หน้าห้องมีผู้หญิงนั่งคุกเข่า เอาหัวโขกประตูพร้อมพูดว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ตลอดเวลา ก่อนที่แบงค์จะตัดสินใจวิ่งลงข้างล่าง ผู้หญิงได้หันมาแล้วตะโกนว่า “มึงรักกูมั๊ย!!” แบงค์ตัดสินใจออกไปนอนที่ปั๊มแถวนั้นทันที วัดถัดมา แบงค์ตัดสินใจกลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง และถามพนักงานต้อนรับที่โรงแรมว่า “ที่นี่มีผีมั้ย ผมไม่ได้นอนเลย ผมโดนผีหลอก ผมไปนอนที่ปั๊มมา” พนักงานตอบว่า “ไม่มีนะครับ ที่นี่เป็นโรงแรมใหญ่ เปิดมานานแล้วไม่มีเรื่องนี้หรอกครับ ไม่มีผีสางอะไรหรอก พี่คงคิดไปเองมั้ง” แบงค์ได้ยินดังนั้น ก็เดินไปที่ห้องน้ำ เมื่อเจอป้าแม่บ้าน ก็ถามไปว่า “ป้า ๆ ที่มีผีมั๊ย ผมโดนผีหลอก” ป้าตอบกลับมาว่า “ไม่มีหรอกค่ะ ดิฉันทำงานมานานแล้ว ไม่มีหรอกเรื่องผีเรื่องสาง ไม่เคยมีหรอกที่นี่มันกลางเมือง มันเจริญ” หลังคุยจบ แบงค์ก็เดินออกไปสูบบุหรี่ข้างหน้า เพราะยังไม่กล้าขึ้นห้อง พอเดินออกไปหน้าโรงแรมก็เจอศาลพระพรหม ข้าง ๆ กันมียามอายุราว 50 ปี และยามหนุ่มยืนคุยกันอยู่ แบงค์คิดว่านี่คงเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะได้รู้เรื่องราวของที่นี่ จึงเข้าไปสร้างมิตรสัมพันธ์ ด้วยการซื้อบุหรี่และกระทิงแดงมาฝากยาม พร้อมบอกว่า “เอ้า ลุง ผมซื้อกระทิงแดงกับบุหรี่มาฝาก เอ้อ ผมถามอะไรหน่อยสิ โรงแรมนี้มีผีมั๊ย ผมโดนผีหลอกเมื่อคืน ผมอยู่ไม่ได้” ยามมองหน้าแล้วบอกว่า “ไม่มีหรอก ลุงอยู่มานานแล้วไม่มีเรื่องผีหรอก” แต่เรื่องราวยังคาใจจนต้องหาคำตอบ แบงค์จึงบอกไปว่า “ผมให้คนละสามร้อย บอกผมหน่อยเถอะ ผมมาเดี๋ยวผมก็กลับแล้ว ไม่อยู่แล้ว” ยามมองหน้ากันพร้อมพูดว่า “ก็ได้ จะกลับแล้วใช่มั๊ย ลุงจะบอกให้ว่าข้างบนนั้น เมื่อไม่นานมีเหตุเกิดขึ้น” ยามทั้งคู่พูดพร้อมกันแต่คนละประโยคว่า ลุงยาม : “ผีผู้หญิงที่ชั้น 7 ใช่มั๊ย” ยามหนุ่ม : “ผีเด็กที่ชั้น 5 ใช่มั๊ย” คุณแบงค์บอกไป “ผมเจอผีที่ชั้น 7 ครับลุง” ลุงยามจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดคือเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาให้ฟังว่า มีสองสามีภรรยามาเช่าห้องรายเดือน ภรรยากำลังท้องจึงเป็นแม่บ้าน ส่วนสามีได้รับตำแหน่งใหม่ มีเพื่อน มีสังคมเพิ่มขึ้น จนติดดื่มกลับบ้านดึกทุกวัน ภรรยาตามสืบจนทราบว่าสามีติดหมอนวดกับนักร้อง เธอเกิดอาการเสียใจ จนกระทั่งทะเลาะกัน ฝ่ายชายเมาไม่ได้สติ ลงมือทำร้ายภรรยา ด้วยการใช้เข็มขัดรัดคอและจับหัวโขกกำแพงห้อง จนสลบกระทั่งไร้ลมหายใจ จากนั้นแม่บ้านก็ได้แจ้งนิติเพื่อเปิดห้อง จนพบศพ ทางตำรวจได้ทำการสืบสวนจนจับคนร้ายได้ นิติเวชลงพื้นที่ก็พบสมุดฉีกเขียนว่า “พี่รักหนูมั๊ย” ในกระดาษทุกหน้า เป็นการย้ำคิดย้ำทำ จากนั้นโรงแรมนี้จะผีผู้หญิง ชุดเดรส คอยเอาหัวโขกประตูทุกห้องในชั้น 7 ไปเรื่อย ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-