เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

15 ก.ค. 2024

       เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’เปรตขอส่วนบุญ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

       คุณนนท์เล่าว่า ตนเคยไปบวชที่เชียงราย เป็นวัดตรงข้ามบ้าน เป็นการบวชหลังเรียนจบก็เมื่อ 10 ปีที่เเล้ว เพราะเคยคิดหลังเรียนจบก็ตั้งใจจะบวช โดยปกติของพระใหม่ส่วนใหญ่ที่ต่างจังหวัดก็จะให้นอนในโบสถ์ ซึ่งโบสถ์ส่วนใหญ่จะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำด้านนอก ในคืนนั้นคุณนนท์ไม่ได้นอนคนเดียว มีคุณพ่อ คุณลุงเเละเณร 7 คน เมื่อทราบว่ามีเณรมาอยู่ด้วยก็สบายใจ จากนั้นก็พากันเข้านอน

       ในกลางดึกคืนนั้นคุณนนท์ตื่นขึ้นมาเพราะปวดปัสสาวะ จึงสะกิดปลุกคุณลุงไปเข้าห้องน้ำนอกโบสถ์ด้วยกัน พอทำธุระเสร็จก็กลับเข้ามานอนในโบสถ์ ระหว่างที่กำลังจะล้มตัวนอนก็มีเสียง เอี๊ยด เอี๊ยดด ดังขึ้น พอมองดูรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไร เเต่หลังจากนั้นเสียง เอี๊ยดดด นั้นก็ลากยาวขึ้น ดังรอบ ๆ โบสถ์ คุณนนท์จึงสะกิดถามคุณลุงว่า

       “ลุงได้ยินเสียงอะไรมั้ย หนูว่าเสียงมันแปลก ๆ อ่ะ”

       ลุงตอบกลับว่า

       “ลุงอ่ะ ได้ยินตั้งเเต่เเรกแล้ว ที่นนท์ขยับตัวก็ไม่รู้จะได้ยินเหมือนกันมััย”

       แล้วลุงก็ได้บอกกับคุณนนท์ว่ามันคือเสียง เปรต

       พอรู้ว่าเป็นเสียงเปรตคุณนนท์ก็รู้สึกขนลุก จึงถามลุงต่อว่า

       “ทำไรได้บ้าง สวดมนต์ได้มั้ย อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาได้มั้ย“

       ลุงก็ตอบกลับว่า

       ”ถ้ายิ่งทำ เขาจะยิ่งมาขอเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นนอนเเล้วตั้งสติ“

       คุณนนท์รู้แบบนี้เเล้วก็ทำอะไรไม่ได้จึงต้องข่มตาหลับ

       หลังจากที่บวชเสร็จ คุณนนท์ได้ไปถามกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ วันนั้นนนท์ได้ยินเสียงเเบบนี้นะ มันคือเสียงอะไร”

       หลวงพ่อตอบกลับว่า “เป็นเสียงเปรตนี่แหละ เเต่เป็นเปรตที่มีชีวิต“

       คุณนนท์ได้เเต่งงว่าเปรตที่มีชีวิตคืออะไร ลุงของคุณนนท์ที่นั่งอยู่ข้างกันก็สะกิดเเล้วพูดว่า

       ”เห็นป้าคนนั้นมั้ย เขาชอบขโมยของที่บิณฑบาตมาแล้วเอาไปกินเอาไปใช้“ เเล้วลุงของคุณนนท์ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ”เขายังไม่เสียชีวิต เเต่จิตเขาเป็นเปรต ตอนเขานอนเขาต้องชดใช้กรรม ด้วยการเป็นเปรตอยู่ในวัด“

       จนตอนนี้คุณนนท์ก็ยังเห็นคุณป้าคนนี้อยู่ที่วัด เเละยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

08 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เตียงรับบริจาค' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

เรื่องราวความหลอนนี้มาจาก ‘คุณต้น’ สายที่ 2 จากรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวจากน้าสาวของคุณต้น ที่ได้ไปทำงานเป็นครูที่โรงเรียนเเห่งหนึ่งในต่างหวัด แต่กลับต้องพบเจอกับเรื่องราวความหลอนจากของบริจาคที่ตอนแรกไม่ทราบที่มา! พอได้รู้ที่มา ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจ็ม’ ต่างตกใจเเละหลอนกับเหตุการณ์ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เตียงรับบริจาค’ คุณต้นได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องราวจาก คุณน้าของคุณต้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่น้าของคุณต้น ได้รับการบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ ที่จังหวัดอยุธยา หนึ่งในเหตุผลที่คุณน้าเลือกที่จะบรรจุที่จังหวัดนี้เป็นเพราะอยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งโรงเรียนที่คุณน้าได้เข้าไปบรรจุเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างทุรกันดาร ตัวของอาคารเรียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้เป็นส่วนใหญ่ เเละมีใต้ถุนสูงขึ้นจากพื้น ประกอบไปด้วยห้องเรียนประมาณ 7 - 8 ห้องเท่านั้น ซึ่งตัวของห้องพักครูจะถูกใช้ร่วมกับห้องพยาบาล มีเพียงเเค่ผ้าม่านผืนบางกั้นเเบ่งไว้ ด้านหนึ่งมีไว้เพื่อให้คุณครูนั่งพัก ส่วนอีกด้านก็จะเป็นห้องพยาบาลที่มีเตียงไว้ให้นักเรียนที่ไม่สบายมาใช้พัก คุณน้าได้เล่าว่าทุกครั้งที่อยู่ในห้องพักครู ถึงเเม้ว่าจะมีนักเรียนมานอนหรือไม่มีก็ตาม ตัวของคุณน้าจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่เเปลกประหลาด มีทั้งความหลอนเเละความวังเวง ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งในห้องพักครูที่ทำให้น้าของคุณต้นยังจำขึ้นใจ ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่า หลังจากที่ทานข้าวเสร็จคุณน้าก็ได้กลับมาที่ห้องพักครูเพื่อนั่งพัก ในตอนที่เดินเข้าห้องพักครูมา คุณน้าได้เห็นเหมือนมีนักเรียนมานอนพักบนเตียงที่ห้องพยาบาลอยู่ จึงทำการเก็บของให้เสร็จก่อนเเล้วจึงเดินไปเพื่อดูอาการ เเต่พอเปิดม่านออกก็ไม่มีนักเรียนคนไหนนอนอยู่ คุณน้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้านในห้องพยาบาล เเต่เห็นเเค่เพียง พานทองเหลืองเก่า ๆ เเละดอกไม้แห้งที่หล่นอยู่บริเวณรอบเตียงเท่านั้น ในตอนนั้นคุณน้าก็คิดแค่ว่า คงมีเด็กนักเรียนเอาดอกไม้แห้งขึ้นมาเล่นเเล้วไม่ได้เก็บไปด้วย คุณน้าจึงนำพานทองเหลืองไปเก็บไว้ที่ห้องพักครู หลังจากผ่านไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ที่โรงเรียนนี้ก็ได้มีการจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ และในเเต่ละปีก็จะมีการหมุนเวียนเจ้าภาพในการจัดงาน ซึ่งปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนของคุณน้าเป็นเจ้าภาพพอดี และจำเป็นที่จะต้องมีครูบางส่วนอยู่เพื่อเฝ้านักเรียน ซึ่งก็ต้องนอนที่ห้องพักครูที่ใช้ร่วมกับห้องพยาบาล ในคืนแรกก็ยังดูปกติดีทุกอย่างจึงผ่านไปโดยไม่มีอะไร เเต่ในคืนที่ 2 คุณน้าก็ได้เจอกับเพื่อนครูต่างโรงเรียนที่มาเข้าค่ายด้วยกันพอดี ในกลางดึกคืนนั้นเพื่อนของคุณน้ามีอาการปวดท้อง จึงได้ขอไปเข้าห้องน้ำ หลังจากที่เพื่อนของคุณน้าเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ตัวของเพื่อนคุณน้าเองได้หันไปมองที่เตียงนอนฝั่งของห้องพยาบาล และได้เห็นเหมือนมีคนนอนอยู่ที่เตียงนั้น เพื่อนคุณน้าจึงคิดว่าคงมีครูท่านอื่น ๆ นอนที่เตียงนั้น เเต่พอกลับมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเตียงนั้นไม่ได้มีใครนอนอยู่เลย และพอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นพานทองเหลืองวางอยู่บริเวณเตียงนั้นพร้อมกับดอกไม้แห้งที่โปรยอยู่รอบ ๆ เหมือนกับครั้งที่คุณน้าเจอ ซึ่งในตอนนั้นคุณน้าก็ได้เห็นว่าเพื่อนกลับมานอนเเล้ว แต่ผ่านไปสักพักเพื่อนของคุณน้าก็ลุกขึ้นอีกรอบ แต่ครั้งนี้ เพื่อนของคุณน้าคนนั้นกลับไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ แต่ลุกขึ้นเพื่อไปนอนบนเตียงนอนนั้น ในตอนที่คุณน้ากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณน้าก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศภายในห้องเริ่มเปลี่ยนไปจากที่ห้องมีเเต่ความมืด พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สถานที่กลับเปลี่ยนไปจากห้องพักครูกลายเป็นเหมือนอยู่กลางป่า สิ่งเดียวที่ยังตั้งอยู่เหมือนเดิมก็คือเตียงนอนเเละเพื่อนของคุณน้าที่นอนอยู่ เเต่ในคราวนี้กลับเหมือนมีร่างบางร่างซ้อนอยู่กับเพื่อนของน้า เเละมีกลุ่มชาวบ้าน ที่ใส่ชุดเหมือนคนสมัยก่อนกำลังเดินมุ่งหน้าไปที่เตียงนอนนั้น คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านนั้นได้มีการส่วมใส่เสื้อผ้าสีขาวเเละดำ ซึ่งเหมือนเป็นเสื้อที่ใส่ไว้ทุกข์ พอมองดูไปเรื่อย ๆ คุณน้าก็ได้สังเกตุเห็นว่าเหมือนคนที่นอนอยู่บนเตียงนั้น ยื่นมือออกนอกเตียงเเละมีพานทองเหลืองวางรองไว้ที่มือ ชาวบ้านที่มุ่งหน้าไปทางนั้นก็หยิบขันขึ้นมาเเละรดไปที่มือของร่างนั้น คุณน้าจึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตนกำลังเห็นอยู่คือ ‘การรดน้ำศพ’ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น คุณน้าก็ตกใจเเละพยายามจะดิ้นเเละร้อง เเต่ทำยังไงก็ไม่มีเสียงออกมา จนมีคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวบ้าน ได้สังเกตุเห็นว่า ตัวของคุณน้ากำลังดิ้นอยู่ ยายคนนั้นจึงได้เดินเข้ามาเเละยื่นหน้ามาใกล้ ๆ เเละ เหมือนมีน้ำบางอย่างหยดลงที่หน้าของคุณน้า ในตอนนั้น คุณน้าก็พยายามดิ้นสุดเเรงและกรี๊ดสุดเสียง จนสลบไป พอตื่นขึ้นก็เหมือนคนที่มีอาการสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ซึ่งเวลาในตอนนั้นก็ใกล้จะ 6 โมงเช้าเเล้ว แต่ความน่าแปลกใจคือ เพื่อนของคุณน้าที่นอนเตียงนั้นก็สะดุ้งตื่นเหมือนกัน ทั้งคู่จึงรีบออกมาคุยกันเเละต่างก็มองหน้ากัน แต่สิ่งที่น้าเเละเพื่อนเห็นก็คือ คราบน้ำหมากที่ติดอยู่ที่หน้าของทั้ง 2 คน จากเหตุการณ์ในคืนนั้น คุณน้าก็ได้นำเรื่องนี้ไปถามกับครูใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งครูใหญ่ก็ไม่ทราบเพราะว่าก่อนที่ครูใหญ่จะย้ายมา เตียงนอนเตียงนี้ก็อยู่ที่โรงเรียนนี้มานานเเล้ว ครูใหญ่จึงตัดสินใจไปถาม เจ้าอาวาสของวัดบริเวณใกล้เคียง จึงได้รู้ความจริงภายหลังว่า เตียงนอนเตียงนี้ทางวัดได้เคยนำมาใช้เพื่อรดน้ำศพ พอครูใหญ่ได้ทราบดังนั้น จึงคิดว่านำเตียงนี้ไปทำลายทิ้งเสียดีกว่า หลังจากนั้น ก็ได้รวบรวมคุณครู เพื่อนำเตียงนี้กลับไปที่วัดเเละให้ทางเจ้าอาวาสเผาเเละทำลายทิ้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

07 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

กลับมาอีกครั้งกับ ‘ณัฐผี’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (29 ต.ค. 2567) กับเรื่องเล่า ‘ทายาทสืบสยอง’ ที่มีทั้งความหลอน ความตื่นเต้น และเศร้าในเรื่องเดียวกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณณัฐผีบอกว่า เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณมาตาลดา’ เธอเล่าว่าเรื่องนี้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว คุณมาตาลดาเป็นคนจังหวัดราชบุรี สอบติดเข้าเรียนมหาวิทยลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จึงต้องย้ายจากราชบุรีไปอยู่ภาคอีสาน เมื่อเข้าไปเรียนก็ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลากหลายที่ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน คณะเดียวกัน พักอยู่หอเดียวกัน ทำให้สนิทกัน เพื่อนของคุณมาตาลดาเป็นคนภาคอีสาน ให้นามสมมุติว่า ‘คุณฝน’ คุณฝนเป็นคนสวยระดับดาวมหาลัย ขาว หุ่นดี แต่งตัวดี ทั้งคู่ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งปิดเทอม คุณมาตาลดาไม่อยากกลับบ้านที่ราชบุรี แต่อยากไปเที่ยวบ้านเพื่อนในแถบภาคอีสานมากกว่า และเนื่องจากคุณมาตาลดาสนิทกับคุณฝนมาก จึงตกลงว่าจะไปเที่ยวบ้านคุณฝน คุณมาตาลดาไปเที่ยวบ้านคุณฝนทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ครั้งที่สามเริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ครั้งนี้ในหมู่บ้านของคุณฝนได้จัดงานทำบุญ คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน คุณมาตาลดาจึงถามคุณฝนว่า “จัดงานอะไร” คุณฝนตอบว่า “เหมือนจะเป็นงานขับไล่สิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน” คุณฝนอธิบายต่อว่า มีผู้ชายตายในหมู่บ้านอย่างไม่มีสาเหตุประมาณ 5-6 คน เชื่อกันว่าเป็นผีแม่ม้าย จึงให้ผู้ชายทาสีเล็บเป็นสีแดงและทาปากแดงกัน ในวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ มีผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายว่า “พวกผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงท้องเข้าบ้านห้ามออกมาตอนกลางคืน ส่วนผู้ชายที่จะมาช่วยงานให้ออกมา” คุณมาตาลดาก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ออกไปไหน คืนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่สองคุณมาตาลดาเริ่มสบายใจจึงไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเมื่อตกเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม คุณมาตาลดาอธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนสูง ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน ช่วงกลางวันคุณมาตาลดากินเยอะจนแน่นท้อง ตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องจึงชวนคุณฝนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน พร้อมกับหยิบไฟฉายไปหนึ่งกระบอก ทั้งคู่พากันไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ปวดท้องหนักจึงใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานพอสมควร จนคุณฝนบอกว่า “ทำไมนานจัง รอนานแล้วเนี่ย” คุณมาตาลดาก็ตอบกลับไปว่า “ถ้ารีบขึ้นไปก่อนเลย ทิ้งไฟฉายไว้” คุณฝนจึงขึ้นกลับเข้าบ้านแล้วปล่อยให้คุณมาตาลดาทำธุระในห้องน้ำคนเดียว เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา ก้มเก็บกระบอกไฟฉายที่คุณฝนวางไว้ให้ โดยก่อนทางขึ้นบันไดบ้านจะมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงเผือก สีขาว ตัวเท่าคนกำลังปีนอยู่ต้นมะม่วงอยู่! คุณมาตาลดาพยายามมองให้ชัด ก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือลิงแน่นอน จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณฝนฟัง จนคุณอาได้ยิน (บ้านของคุณฝนมี คุณยาย คุณอา และคุณฝนที่อาศัยอยู่) คุณอาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณมาตาลดาก็ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอให้ฟัง แต่คุณอากลับรู้สึกเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณอาบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนให้มาบอกอาด้วย อาจะพาไปเอง คุณมาตาลดาบอกว่าคืนนั้นตนไม่กล้านอน เพราะกลัวมาก แต่สุดท้ายก็หลับไปเพราะความเพลีย วันสุดท้ายก่อนกลับเวลาโพล้เพล้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม ในคืนนั้นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม คุณมาตาลดาก็ได้ยินเสียงคนเดินแห่ขบวนเคาะมาตลอดทาง แล้วมาหยุดที่บ้านของคุณฝนที่คุณมาตาลดานอนอยู่ คุณอาก็เปิดหน้าต่างออกมาถามพูดผู้ใหญ่บ้านว่า “มีอะไรกันผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนกลับมาว่า “ที่บ้านนี้มีปอบ ปอบอยู่ที่นี่!” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ขอให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ลงมาให้หมด ทางฝั่งที่มากับผู้ใหญ่บ้านจะมีหมอธรรมหรือหมอไสยศาสตร์ประมาณ 6 คน พวกเขากระโดดขึ้นบ้านไล่จับปอบ ส่วนทางฝั่งคุณมาตาลดาทุกคนในบ้านลงมาจากบ้านหมดยกเว้นคุณยายของคุณฝนที่ไม่ลงมา จากนั้นหมอธรรมก็ตะโกนบอกว่า “มันมีทั้งหมด14 ตัว” สิ่งที่คุณมาตาลดาเห็นคือมีลิงตัวเล็ก ๆ ปีนเกาะตามผนังบ้าน แล้วก็ช่วยกันจับได้แค่ 6 ตัว หมอธรรมจึงเขาไปที่ห้องของคุณยาย คุณยายพูดกลับมาว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู!” หมอธรรมถามกลับว่า “มึงเป็นใคร” คุณยายพูดกลับมาว่า “กูไง อีสอง” สองคือชื่อของคุณยาย คุณยายได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู” จนสุดท้ายหมอธรรมได้ทำพิธีบริเวณที่ยายสองนอนอยู่ ยายสองก็กีดร้องเรียกชื่อลูกนั้นก็คือคุณอา “ดำช่วยแม่ด้วย ดำช่วยแม่ด้วย” จนเสียงเงียบไป หมอธรรมบอกให้นำตัวคุณยายไปที่ลานกลางหมู่บ้านที่กำลังทำพิธีกัน จากนั้นหมอธรรมก็ได้ผูกสายสิญจน์ตรงข้อมือและข้อเท้าของคุณยายเพื่อที่จะนำคุณยายไปที่ลานทำพิธี คุณมาตาลดากลัวมากและงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในตอนนั้น ทุกคนก็ไปที่ลานกลางพิธี แต่คุณมาตาลดาบอกว่า “หนูอยู่ไม่ได้แล้ว” และขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านพากลับหอพักที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ที่บ้านของคุณฝนก็โทรมาหาบอกว่าคุณยายเสียแล้ว คุณฝนได้กลับบ้านไปงานศพคุณยายจนกลับมาหอพัก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณฝนกลับมาคือ คุณฝนซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดคุยกับใคร ที่แปลกคือตอนเช้านอน กลางคืนตื่นและจะตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน ในตอนเช้าคุณมาตาลดาจะเอาข้าวมาให้ คุณฝนก็ไม่กิน แต่จะออกมากินตอนประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณฝนก็หยุดเรียนไปหนึ่งเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตื่นมาตอนเที่ยงคืนแล้วก็ลุกเดินรอบห้อง คุยภาษาแปลก ๆ ร้องบ่นแสบท้องปวดท้อง แล้วพูดว่าหิว คุณมาตาลดาจึงบอกว่า “ไปกินสิ อะไรอยู่ในตู้เย็นก็ไปกินสิ” คุณฝนก็เดินไปที่ตู้เย็น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อคุณมาตาลดาเปิดตู้เย็นกลับเจอแต่ของสดของดิบอยู่ในตู้เย็น! คุณมาตาลดาแปลกใจ เพราะคุณฝนไม่ได้มีพฤติกรรมการกินแบบนี้ แต่พอกลับมาจากงานศพเธอก็ได้เปลี่ยนไป จนมีอยู่วันหนึ่งคุณฝนมีอาการปวดท้องหนัก กรีดร้องโวยวายจนคุณมาตาลดาต้องโทรบอกอาจารย์ ให้ช่วยพาคุณฝนไปหาหมอ อาจารย์จึงรีบออกมาพาฝนไปหาหมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพาคุณฝนขึ้นรถคืออาจารย์ได้เปิดประตูห้องเข้าไป คุณฝนบอกว่า “มึงเป็นใคร มึงอย่ามายุ่งกับกู ออกไป!!” จากนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามายุ่งกับคุณฝน ก็จะมีอาการเกรี้ยวกราดทันที แต่ถ้าเป็นคุณมาตาลดาคุณฝนกลับยอม เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลถามคุณฝนถึงอาการแต่คุณฝนไม่แม้แต่จะตอบ กลับเป็นคุณมาตาลดาที่บอกอาการแปลก ๆ ของคุณฝนแทน พยาบาลยังคงยืนยันที่จะเอาคำตอบจากคุณฝน จึงเงียบและนิ่งไปพร้อมกับพูดออกมาว่า “คุณเป็นใคร” คุณฝนก็ตอบ “กูเป็นปอบ!!!” ทุกคนตกใจ เดินถอยออกมาห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สักพักก็ได้เข้าไปตรวจ แต่ผลตรวจที่เป็นปกติทุกอย่างหมอจึงให้กลับบ้านได้ อาจารย์จึงมาถามคุณมาตาลดาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร คุณมาตาลดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่าที่นี่เขาเชื่อเรื่องปอบนะ อาจารย์จึงถอดพระให้กับคุณฝน หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน คุณฝนถามคุณมาตาลดาว่า “ฉันเป็นอะไร หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกให้อาจารย์แวะซื้อข้าวต้มให้คุณฝนกินตรงนั้น อาการคุณฝนปกติเหมือนคนทั่วไปแต่มีความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้อง อาจารย์บอกว่าให้คล้องพระไว้ จนตกกลางคืนคุณฝนจะอาบน้ำจึงต้องถอดพระออก แล้วก็พูดว่า “วันนี้ร้อนจังเลย เธอนอนบนเตียงนะ ฉันนอนตรงพื้น” พอถึงเที่ยงคืน คุณฝนกลับมามีอาการแปลก ๆ อีกครั้งคุณฝนบอกว่า “หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกว่าจะพาไปหาอะไรกิน แต่คุณฝนยืนยันที่จะไปเอง จากนั้นคุณฝนก็หายไปสักพักใหญ่ จนคุณมาตาลดาต้องเดินไปดูด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุณฝนกำลังต้มและกำลังกินไส้อยู่! คุณมาตาลตาบอกกับคุณฝนไปว่า “ฝนอย่ากินแบบนี้ได้ไหม มันเหม็นคาว มันไม่ดี” คุณฝนก็หันกลับมาตอบว่า “ถ้ากูไม่กินมัน มันสั่งให้กูกินมึง!” คุณมาตาลดาอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อนจึงตัดสินใจโทรหาที่บ้านคุณฝนให้มารับพอญาติมารับ คุณฝนก็ได้กลับไปอยู่ที่บ้าน คุณมาตาลดาก็พักอยู่ที่หอ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ที่บ้านของคุณฝนโทรมาบอกว่า “มาดูใจฝนมันหน่อย มันจะไม่ไหวแล้ว” ด้วยความเป็นเพื่อนคุณมาตาลดาก็เลยไปที่บ้านของฝน พอไปถึงคุณมาตาลดาเห็นคุณฝนซูบผอมเนื้อติดกระดูก เสื้อผ้าไม่ใส่ นอนหมดสภาพ จึงเดินเข้าไปจับมือคุณฝนและพูดคุยกัน คุณฝนพูดว่า “มาตาลดา.. ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันสั่งให้กูกินมึงทุกวันเลย แต่กูเลือกที่จะไปกินของดิบของสด” คุณฝนพยายามจะยื้อสิ่งที่อยู่ในตัว เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเขา และมีเสียงในหูบอกว่า “มึงกินมันสิ มึงกินมันสิ ” หลังจากนั้นคุณฝนก็เสียชีวิตลงในวันนั้น...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

18 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้ม ‘ตายตาไม่หลับ’ l อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร [ 7 ต.ค.2568 ]

‘อาจารย์มิ้ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณไม้’ เขาได้เสียน้องสาวไปอย่างกะทันหัน การเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติและไม่รู้สาเหตุ ทำให้ครอบครัวของไม้เจอเรื่องหลอนกันแทบทุกคืน ชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับความเฮี้ยนจนทนไม่ไหว จนไม้ต้องตกเป็นจำเลยสังคม เพราะทุกคนเข้าใจว่าไม้เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวตาย! แต่ความจริงของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาร์ต คืนลอยอังคาร’ (7 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตาไม่หลับ’ ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนที่ ‘ไม้’ ยังเป็นเด็ก ในครอบครัวไม้เป็นพี่คนโต มีน้องสาวชื่อ ‘ส้ม’ แต่ชื่อที่ไม้ชอบเรียกคือ ‘ส้มจี๊ด’ ข้างบ้านของไม้เป็นบ้านเพื่อนสนิทที่ชื่อ ‘ทวน’ ทั้งสามเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก ดังนั้นในทุก ๆ เย็นในซอยมักจะมีเสียงดังคึกคักของเด็กกลุ่มนี้อยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อแม่ไม้เดินทางไปต่างจังหวัดแต่เช้าตรู่และจะกลับมาในช่วงหัวค่ำ ส่วนไม้และส้มก็จะอยู่ที่บ้าน แม้สองพี่น้องจะอยู่บ้านเพียงลำพัง แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลอะไร เพราะแม่ของทวนมักจะทำอาหารมาแบ่งไม้กับส้มอยู่เป็นประจำ ในเย็นวันนั้นก็เช่นเคย ทวนได้ยกหม้อแกงส้มมาให้ไม้ ขณะกำลังเดินลัดรั้วเขตบ้านของไม้ แต่ทันใดนั้น มีเสียงร้องดังขึ้น “ใครก็ได้! ช่วยส้มด้วย!” ปรากฏว่าเป็นเสียงของไม้ ที่กำลังตะโกนขอความช่วยเหลือ ทวนตกใจจนหน้าถอดสี แล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ภาพตรงหน้าทำเอาทวนถึงกับขาอ่อนลงทันที เป็นภาพส้มนอนอยู่ที่ตีนบันไดด้วยร่างกายเปลือยเปล่า คอหักผิดรูป ตาเบิกโพลงกว้าง จากสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คิดกันว่าส้มเสียชีวิตแล้ว แต่ตากลับไม่ปิดสนิท ไม้ยืนตัวสั่นเครือ และมีใบหน้าซีดเผือด ทวนตะโกนเรียกสติไม้ไปทันทีว่า “ไม้! มึงทำอะไร?” แต่ไม้กลับส่ายหัว พร้อมน้ำตาไหลอาบลงแก้ม หลังจากนั้นพ่อแม่ก็กลับมาที่บ้านและได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ หลังจากเกิดเรื่อง ได้มีลุงสัปเหร่อมาที่บ้านแล้วได้พูดว่า “ส้มมันตายตาไม่หลับ แบบนี้หมู่บ้านของพวกเรา อยู่ไม่เป็นสุขแน่ ๆ” ในคืนแรกของงานศพ งานได้จัดขึ้นที่บ้านของไม้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของคนเป็นพ่อแม่ที่ทำใจไม่ได้ คนในหมู่บ้านต่างเห็นใจจึงพากันแวะเวียนมาช่วยงาน แต่บางคนไม่กล้าแม้แต่จะมาร่วมงานศพ เพราะหวาดกลัวความเฮี้ยนของส้มและกลัวว่าจะโดนตามกลับบ้าน แต่ในคืนนั้นเอง ขณะที่ทุกคนได้นั่งล้อมวงดื่มเพื่อปลอบใจพ่อกับแม่ ทันใดนั้นก็มีเสียงเหมือนของตกลงมาบริเวณบันได ตึง..ตึง… ทุกคนพร้อมใจกันหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นลูกบอลสีเหลือง ของเล่นชิ้นโปรดของส้ม มันค่อย ๆ กลิ้งลงมาจากชั้นบน กลิ้งมาเรื่อย ๆ จนถึง..กลางวง แม่ตกใจเพราะก่อนหน้า แม่ได้เก็บของเล่นทุกชิ้นลงหีบไปแล้ว ทางผู้ใหญ่บ้านก็ตกใจจนหน้าถอดสี แต่ได้พูดปลอบใจแม่ไปว่า “ลมมันคงจะพัดละมั้ง” ทุกคนได้แต่นั่งเงียบ เพราะตั้งแต่ขอบบันได้จนมาถึงเสื่อกลางวง มีรอยเปียกน้ำปรากฏออกมาเป็นรอยเท้าเด็ก พ่อลุกขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ส้ม!! บอกพ่อทีสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” เหตุการณ์หลังจากคืนนั้น ความหลอนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในกลางดึกแม่ส้มมักจะตื่นขึ้นมา เพราะเสียงกรีดร้องของส้ม บางคืนเป็นไม้ที่ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งอยู่รอบเตียง ในหลายครั้งที่ส่องกระจก ก็จะเห็นเป็นเงาส้มยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง มาในร่างที่คอหัก หน้าเริ่มอืด และมีรอยแผล เรื่องราวความหลอนถูกเล่าไปปากต่อปากจนลามไปทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างหวาดกลัว และไม่กล้าเข้ามาใกล้ในช่วงค่ำ ทุกคนเชื่อว่าวิญญาณส้มยังไม่ไปไหน เพราะตายผิดธรรมชาติ ในคืนหนึ่ง ไม้ได้ยินเสียงลาก ครืด..ครืด… อยู่ใต้เตียง ไม้ก้มลงไปมอง ภาพตรงหน้าปรากฏเป็นส้มนอนมุดอยู่ใต้เตียงด้วยลักษณะตาแดงคล้ำ คอหักผิดรูป ไม้ตกใจตะโกนร้องลั่นบ้าน พ่อแม่รีบวิ่งมาเปิดกลับพบเห็นอะไร แต่พบว่าบริเวณใต้เตียงมีรอยเปียกของน้ำ เวลาผ่านไป ไม้เจอเรื่องหลอนเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีอาการซูบผอม ไม่กล้านอนคนเดียว ทุกครั้งที่หลับตามักจะเห็นส้มมายืนอยู่ปลายเตียงเสมอ ชาวบ้านเริ่มพากันนินทาไปต่าง ๆ นานา ว่าไม้เป็นคนผลักส้มตกบันได พูดแรงไปจนถึงว่า ‘ไม้คิดอะไรไม่ดีกับน้องสาว ถึงได้ตายไปในสภาพเปลือยเปล่า’ จนพ่อแม่ไม่กล้าสู้หน้าใคร เดินทางมาถึงวันทำบุญครบ 49 วัน ชาวบ้านหลายสิบคนและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมใจกันมารวมตัวกันที่ใต้ถุนบ้าน ทุกสายตาจับจ้องไปที่พ่อแม่และไม้ที่เดินลงมา จากนั้นก็ส่งเสียงตะโกนว่า “พูดออกมาเถอะไม้! มึงทำอะไรส้ม มึงจะปิดบังความจริงไปทำไม!?” ไม้ร้องไห้ตัวสั่นเครือ ชาวบ้านเริ่มหยิบหินเขวี้ยงใส่หัวไม้ หินโดนไม้แบบเต็ม ๆ ไม้ร้องด้วยความเจ็บปวด พร้อมเลือดค่อย ๆ ไหลหยดลงมา ชาวบ้านวิ่งกรูเข้าไป ไม้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้น พ่อแม่ตะโกนห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ผ่านไปสักพักมีเสียงหัวเราะดังขึ้น ทุกคนหันไปมองต้นเสียง ปรากฏว่าเป็นทวนยืนตาแดงก่ำ กำลังเดินโซซัดโซเซมากลางวง พร้อมชี้ไปที่บันได แล้วพูดว่า “กูอะ ทำมันเองแหละ” เสียงชาวบ้านที่ฮือฮาก่อนหน้า เงียบกริบในทันที ทวนพูดต่อว่า “วันนั้นกูขึ้นไปหามันเอง กูอยากได้มันแต่มันหนี กูเลยต้องผลักมันไง มันตกไปคอหักตายต่อหน้ากูนี่แหละ” ทวนเงยหน้าขึ้นเหมือนกับคนโดนผีสิง พร้อมพูดต่อว่า “มันตามกูทุกคืน! มันเรียกชื่อกู! มันตามกูไปทุกที่! กูจะบ้าอยู่แล้ว ส้มมึงจะเอายังไงกับกู!!” ไม้ต่อยเข้าไปอย่างเต็มแรงที่หน้าทวนด้วยความโมโห พร้อมกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วพูดด้วยความโกรธว่า “มึงทำแบบนี้กับน้องกูได้ยังไงวะ มันเหมือนน้องสาวมึงเลยนะ” ทวนเก็บตัวนั่งกับพื้น เหมือนคนอยู่ในอาการหวาดกลัว เขาใช้สองมือตบไปที่หน้าของตัวเองอยู่ซ้ำๆ แล้วเหตุการณ์หลังจากวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมชาวบ้าน ก็เข้ามาขอโทษพ่อแม่และไม้ ที่ด่วนตัดสินใจกันไปเอง ตัวของทวนกลายเป็นคนบ้า เมื่อเวลาผ่านไปกลับไปพบว่าทวนได้จมน้ำเสียชีวิตที่คลองท้ายหมู่บ้าน พ่อแม่ทวนทำใจไม่ได้กับเรื่องที่ทวนก่อแล้วยังมาเสียชีวิตไปอีก จึงได้ย้ายออกจากหมู่บ้านไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

26 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'ภพ สื่อ คดีดัง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

เมื่อความหึงหวงนำมาซึ่งคดีฆาตกรรมอำพรางสุดหลอน! ‘แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่อง ‘ภพ สื่อ คดีดัง’ เรื่องเล่าของ ‘คุณต้นอ้อ’ จากรายการ ‘The Ghost Radio’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(21 มกราคม 2568) ร่วมฟังเรื่องราวลึกลับของการตามหาร่างไร้วิญญาณที่ไม่ว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย! ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณต้นอ้อได้รับการติดต่อจากครอบครัวหนึ่ง โดยได้รับแจ้งว่าลูกสาวหายตัวไปและลูกเขยได้ผูกคอตายไปแล้ว ซึ่งลูกสาวนั้นได้หายตัวไปและไม่สามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม วันถัดมา ทางครอบครัวก็ได้พยายามติดต่อลูกสาวอีกครั้ง และในวันที่ 13 มีนาคม ได้มีข้อความจากลูกเขยส่งมาว่า “ผมแค้น เขาทำผมเจ็บมาก ขอโทษนะแม่” หลังจากเห็นข้อความ คุณพ่อและคุณแม่ก็ตกใจมาก จึงรีบเดินทางไปที่บ้านของลูกเขย เมื่อมาถึงก็เจอกับหลานสาวอายุ 2 ขวบ ที่นั่งเล่นอยู่บริเวณบ้าน จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปดูรอบ ๆ บ้าน แล้วก็ต้องตกใจกรี๊ดออกมา เมื่อเห็นศพของลูกเขยที่ผูกคอตายอยู่ในห้องน้ำ แต่กลับไม่พบตัวลูกสาว คุณแม่จึงคิดว่าลูกสาวของตนนั้นไม่ปลอดภัย เพราะลูกสาวเคยทะเลาะกับลูกเขยอย่างรุนแรงหลายครั้งจนหนีไปแล้วตกบ่อน้ำ คุณพ่อกับคุณแม่จึงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยในบริเวณนั้น เพื่อตามหาลูกสาวและเข้ามาตรวจสอบศพของลูกเขย เมื่อเจ้าหน้าที่และกู้ภัยมาถึงก็ได้ทำการปูพรมหาตัวลูกสาวทันที กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม ก็ยังไม่ทราบข่าว คุณพ่อและคุณแม่จึงร้องเรื่องไปยังทีมกู้ภัยของจังหวัดที่มีเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์พร้อมกว่า รวมทั้งมีนักประดาน้ำมาช่วยทำการค้นหา ซึ่งบริเวณนั้น ทางด้านหน้าจะเป็นบ้านของลูกเขยและลูกสาว ด้านหลังเป็นบ้านของพ่อแม่ลูกเขย ส่วนข้าง ๆ จะเป็นไร่ข้าวโพดและไร่อ้อยขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำ 4 บ่อ เป็นบ่อน้ำปิดที่มีขนาดใหญ่ มีทั้งจอกแหน และกิ่งไม้อยู่เต็มบ่อ เจ้าหน้าที่ทำการค้นหาตลอดทั้งวันแต่ก็ยังไม่พบอะไร จนถึงวันที่ 16 มีนาคม คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจติดต่อไปที่คุณต้นอ้อเพื่อขอให้รับเคสนี้และช่วยตามหาลูกสาวของตน เมื่อคุณต้นอ้อได้รับข้อมูลทั้งหมดจากครอบครัวก็ดำเนินการวางแผนกับทีมงานเผื่อช่วยเหลือทันที เนื่องจากสถานที่มีขนาดใหญ่จึงไม่สามารถใช้กำลังคนในการค้นหาอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี คุณต้นอ้อจึงได้ติดต่อไปที่สำนักข่าวที่มีโดรนจับความร้อนเพื่อนำมาช่วยค้นหา ทางด้านสำนักข่าวตอบตกลงและยินดีให้ความช่วยเหลือ ในช่วงเย็นของวันนั้นนักข่าวที่สนิทกับคุณต้นอ้อ (ซึ่งเรียกคุณต้นอ้อว่า แม่) ได้บอกกับคุณต้นอ้อว่า “แม่ หนูรู้สึกยังไงไม่รู้ มันเคว้ง ๆ หวิว ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเคสนี้มันยังไง เดี๋ยวหนูจะเอาพระ เอาท้าวเวสสุวรรณไปด้วย” คุณต้นอ้อจึงตอบว่า “เอาไป มีอะไรเอาไปให้หมดเลย เพื่อความสบายใจ คืนนี้ก็นอนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เจอกัน” และทุกครั้งก่อนที่คุณต้นอ้อจะรับเคส จะมีการปรึกษากับอาจารย์ที่นับถือและรู้จักกัน คุณต้นอ้อจึงส่งรูปของผู้หญิงคนนี้ให้กับอาจารย์ และถามอาจารย์ว่า “คนนี้ยังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ หายตัวไปค่ะ” อาจารย์ตอบกลับมาว่า “ทำไมผมเห็นเป็นศพ” คุณต้นอ้อจึงถามต่อ “ศพอยู่บริเวณไหนคะ ในป่าหรือในน้ำคะ” อาจารย์ตอบว่า “เดี๋ยวนะ เดี๋ยวขอชื่อวันเดือนปีเกิดมาให้หน่อย ให้เวลาผมเข้าห้องพระแปปนึง” แต่ยังไม่ทันที่อาจารย์จะเข้าห้องพระก็ตอบกลับมาก่อนว่า “ทำไมผมเห็นเป็นผู้ชายพาตัวเข้าไปในป่า” จากนั้นคุณต้นอ้อก็ส่งชื่อและนามสกุลไป ระหว่างที่คุณต้นอ้อจะส่งวันเดือนปีเดินไปให้นั้น อาจารย์ก็ส่งข้อความกลับมาว่า “คุณต้นอ้อ ส่งใครมาให้ผม ทำไมมีผีผู้ชายตายโหงทับร่างผู้หญิงอยู่ เป็นผีผู้ชายลิ้นจุกปาก” แต่ ณ ตอนนั้นเรื่องนี้ยังไม่เป็นข่าวที่ไหน และไม่มีใครรู้ข้อมูลของเคสนี้นอกจากคนที่อยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจารย์ยังบอกอีกว่า “ก่อนไป พกเท้าเวสสุวรรณติดตัวไปด้วยนะ เพราะพลังอาฆาตแรงมาก” คุณต้นอ้อตอบรับ และอาจารย์ยังบอกต่อว่า “กรณีนี้อาฆาตแรงมาก หัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ยังไม่เห็นว่าอยู่บริเวณไหน ผู้ชายเป็นคนจังหวัดนี้หรือเปล่า เพราะผีผู้ชายเฮี้ยนมาก” และผู้ชายคนนี้ยังพยายามสื่อกับอาจารย์อีกว่า “ถ้ามึงอยากตาย มึงก็ลองดู” วันที่ 17 มีนาคม คุณต้นอ้อเดินทางไปที่จุดเกิดเหตุเพื่อพบกับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้แจ้งเรื่องมา เมื่อถึง คุณต้นอ้อก็พาคุณพ่อคุณแม่ไปที่บ้านที่เกิดเหตุ ตรงไปที่หน้าห้องน้ำเพื่อจุดธูปขอขมา ว่าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายใครแต่มาเพื่อช่วยปลดทุกข์ และขอให้เจอลูกสาวที่หายไป ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อได้เดินสำรวจเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ในเวลา 5 โมงเย็น นักข่าวก็ส่งโดรนจับความร้อนมา หลังจากเตรียมอุปกรณ์เสร็จ โดรนก็ขึ้นในช่วงที่ฟ้ามืดพอดี เพราะยิ่งมืดเท่าไหร่โดรนก็สามารถตรวจจับความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อส่งโดรนขึ้นไปผ่านไร่ข้าวโพดและไร่อ้อย ตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม ก็ตรวจจับได้เพียงแค่ความร้อนจากซากสัตว์เท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงยุติการค้นหา ในคืนนั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนโรงแรมในอำเภอกับน้องนักข่าวอีก 2 คน ซึ่งเป็นโรงแรมไม้ 1 ห้องนอนมี 2 ชั้น คุณต้นอ้อเลือกนอนชั้น 2 และด้านล่างไม่มีใครอยู่ พื้นห้องเป็นไม้ที่สามารถมองผ่านช่องระหว่างไม้ไปเห็นข้างล่างได้ คุณต้นอ้อพยายามสะกดจิตตัวเองว่าจะไม่มองไปที่ช่องนั้น และนำของศักดิ์สิทธิที่พกมาด้วยออกมาว่างเรียงไว้ คุณต้นอ้อทำแบบนี้เพราะรู้สึกกลัวผู้ชาย หลังจากนั้นก็สลับกันไปอาบน้ำ เมื่อคุณต้นอ้ออาบน้ำเสร็จ ตาก็เหลือบไปมองช่องไม้ และเห็นคนเดินผ่านไปข้างล่าง ซึ่งข้างล่างไม่มีคนอยู่ แต่คุณต้นอ้อก็ไม่ได้พูดอะไรและเข้านอนทันที ในตอนที่คุณต้นอ้อหลับไปนั้น คุณต้นอ้อได้ฝันว่า ตนนั้นอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุและกำลังเดินหาน้องผู้หญิง ในตอนที่กำลังหาอยู่นั้น น้องผู้หญิงก็กำลังยืนมองคุณต้นอ้อหาตัวเองอยู่ เมื่อตื่นขึ้นคุณต้นอ้อก็เล่าเรื่องที่ฝันให้กับน้องนักข่าวฟัง วันที่ 18 มีนาคม คุณต้นอ้อและทีมพร้อมตำรวจได้ทำการตรวจสอบหลักฐานที่รวบรวมได้ พบรอยคราบเลือด และ GPS ของรถยนต์พบว่าขับอยู่รอบ ๆ บริเวณนั้น ซึ่งยังไม่ได้ข้อมูลที่สำคัญมากนัก คุณต้นอ้อจึงกลับมาสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง ระหว่างนั้นมีข้อความจากอาจารย์ว่า “ให้คุณพ่อของฝ่ายหญิงไปจุดธูปไหว้อีกครั้ง แต่อยากให้อโหสิกรรมให้ฝ่ายชาย ให้อโหสิกรรมแบบจริงใจ” ตอนนั้นคุณต้นอ้อจึงนึกได้ว่า ในวันแรกที่มีการขอขมาคุณพ่อนั้นยังมีความรู้สึกโกรธที่ลูกสาวของตนหายไป และคิดว่าลูกเขยนั้นเป็นคนทำร้ายลูกของตน คุณต้นอ้อจึงบอกผ่านทางคุณแม่ คุณพ่อก็รับฟังและทำตาม ระหว่างที่จุดธูปอยู่นั้นคุณต้นอ้อได้สังเกตเห็นว่าคุณพ่อร้องไห้และกล่าวอโหสิกรรมขอให้เจอลูกสาว หลังจากคุณพ่อปักธูปเสร็จคุณต้นอ้อก็เดินไปรอบ ๆ บริเวณบ้านพร้อมกับไลฟ์สดไปด้วย และเมื่อเดินไปก็สังเกตเห็นว่ามีการจุดกองไฟที่เยอะมากผิดปกติ จึงเรียกทีมงานมาตรวจสอบ กองแรกอยู่บริเวณใกล้น้ำ ทีมงานตรวจสอบดูและพบกับเสื้อผ้าชุดชั้นในที่โดนเผา และเจอเข้ากับกระดูกชิ้นเล็ก ๆ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกคนหรือสัตว์ จึงให้ทีมงานเก็บหลักฐานไว้ กองที่สองพบเครื่องประดับและโทรศัพท์มือถือที่โดนเผา พร้อมกับเศษกระดูกแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นกระดูกอะไรหรือส่วนไหน และถัดไปอีกไม่ไกล พบกองไฟอีกหนึ่งกอง เป็นกองที่ใหญ่ที่สุด เมื่อได้ตรวจสอบ ก็พบกระดูกชิ้นใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกระดูกข้อมือ หรือข้อขา แต่ยังไม่ทราบแน่ชัด จำเป็นต้องรอนิติเวชมายืนยัน คุณต้นอ้อยังคงเดินตรวจสอบบริเวณนั้นจนถึงเย็นสุดท้ายก็ไม่ได้หลักฐานอะไรเพิ่มเติม จึงแยกย้ายกันกลับ คุณต้นอ้อเดินทางกลับมาที่โรงแรม ด้วยความเหนื่อยล้าจึงหลับไป และในคืนนั้นคุณต้นอ้อก็ได้ฝันถึงเรื่องเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ในฝันคุณต้นอ้อได้พูดว่า “พี่มาช่วย ถ้าอยากให้พี่เจอ ส่งสัญญาณให้พี่หน่อย บอกหน่อยว่าหนูอยู่ไหน” หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ส่งข้อความมาบอกว่า มองไม่เห็นผู้ชายแล้ว เช้าวันที่ 19 มีนาคม คุณต้นอ้อกลับไปที่เกิดอีกครั้งและได้เดินไปตามกองไฟอื่น ๆ ก็พบกระดูกมากขึ้น ทุก ๆ กองนั้นมีกระดูกที่โดนเผา ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อก็เดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เพราะเห็นว่าต้นไม้ต้นนี้ด้านบนเหี่ยวเฉา และกองไฟด้านล่างตรงกับรอยบนต้นไม้พอดี ซึ่งการที่ไฟสามารถลุกไปถึงข้างบนต้นไม้ได้นั้นต้องมีเชื้อเพลิงมาจากยางรถยนต์ และนอกจากนี้ก็ยังพบเศษยางรถยนต์ตกอยู่บริเวณบริเวณนั้นด้วย คุณต้นอ้อจึงเรียกเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และสันนิษฐานได้ว่าเป็นการเผานั่งยาง ซึ่งอาจจะมีการแยกชิ้นส่วนตามจำนวนกองไฟที่พบ เพราะกระดูกที่พบมีลักษณะไหม้เกรียมที่เกิดจากการเผาด้วยยาง คุณต้นอ้อได้เดินไปดูบริเวณรอบๆ อีกครั้งเพื่อตามหายางรถยนต์ และมีหนึ่งสิ่งที่จะต้องหลงเหลือแน่นอน คือ ลวดหรือใยเหล็ก ที่โดนเผาไฟแล้วไม่ไหม้ ในขณะที่กำลังเดินหา คุณต้นอ้อคิดในใจว่า “หนู ตอนนี้พี่เหนื่อย พ่อแม่เหนื่อย เจ้าหน้าที่ทุกคนเหนื่อย ถ้าอยากให้พี่เจอ ช่วยบอกหรือส่งสัญญาณมาหน่อยว่า หนูอยู่ตรงไหน” ระหว่างนั้นคุณต้นอ้อที่กำลังไลฟ์สดอยู่ก็เดินมาถึงขอบบ่อและแพนกล้องไปที่พื้น ได้พบกับขดลวดใยเหล็กกองอยู่ด้านข้างบ่อ ติดกับต้นกล้วยแห้งๆ สันนิษฐานได้ว่า หลังจากผู้ชายเผาร่างเสร็จ ก็พยายามเอาใยเหล็กที่ไม่โดนเผาโยนลงน้ำ แต่ไม่ได้สังเกตว่าใยเหล็กนั้นลงไปในน้ำหรือเปล่า เพราะได้สืบทราบมาจากทางแม่ของฝ่ายชายว่า ฝ่ายชายได้ไปซื้อยางรถยนต์ แต่ไม่รู้ว่าซื้อไปทำอะไร และขดลวดที่คุณต้นอ้อพบวางอยู่บนใบตองของต้นกล้วยที่ล้มลงไปในน้ำ คุณต้นอ้อเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนบอกทีมงานว่าเจอใยเหล็กแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำใยเหล็กไปตรวจสอบหลังจากนั้นทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าร่างของน้องผู้หญิงอยู่ในบ่อนี้ ซึ่งเป็นบ่อเดียวกับที่เจ้าหน้าที่เคยดำน้ำลงไปหาแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบอะไร เจ้าหน้าที่ลงความเห็นว่าต้องลงไปในบ่ออีกครั้งจึงติดต่อนักประดาน้ำของจังหวัดเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่นักประดาน้ำก็มาถึงและลงไปในบ่อ แต่ก็ยังไม่พบอะไรอยู่ดี ทางด้านคุณต้นอ้อนั้นได้สังเกตเห็นต้นกล้วยที่ล้มลงมีลักษณะคล้ายถูกตัดตรงปลายกล้วยนั้นลงไปในบ่อน้ำ ซึ่งผิดธรรมชาติและขดลวดอยู่ตรงบริเวณนั้นพอดี คุณต้นอ้อจึงให้เอาต้นกล้วยออกไปและให้นักประดาน้ำค้นหาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นนักประดาน้ำได้ดำลงไปและขึ้นมาพร้อมกับส่วนบนของลำตัวที่ไม่มีหัว สาเหตุที่นักประดาน้ำหาไม่เจอเพราะโดนต้นกล้วยกด เมื่อนำขึ้นมา กลิ่นไหม้ก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ส่วนคุณพ่อ คุณแม่และญาติเมื่อทราบว่าเจอร่างแล้ว ก็อยากให้หาส่วนหัวให้เจอ แต่เจ้าหน้าที่พยายามเท่าไหร่ก็หาไม่เจอจึงสิ้นสุดการค้นหาในวันนั้น ผ่านไป 1-2 วัน ได้มีการนำเครื่องดูดน้ำมาเพื่อดูดน้ำออกจากบ่อซึ่งใช้เวลาอยู่หลายวัน จนเจอส่วนหัวในที่สุดและเป็นบ่อเดียวกันกับที่เจอส่วนของลำตัวและส่วนต่างๆ เมื่อย้อนกลับไปก็ตรงตามที่อาจารย์บอกว่า ถ้าเจอศพหัวกับตัวอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน พี่แจ็คทิ้งท้ายว่า เคสนี้เกิดจากความหึงหวงอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-