เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

15 ก.ค. 2024

       เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’เปรตขอส่วนบุญ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

       คุณนนท์เล่าว่า ตนเคยไปบวชที่เชียงราย เป็นวัดตรงข้ามบ้าน เป็นการบวชหลังเรียนจบก็เมื่อ 10 ปีที่เเล้ว เพราะเคยคิดหลังเรียนจบก็ตั้งใจจะบวช โดยปกติของพระใหม่ส่วนใหญ่ที่ต่างจังหวัดก็จะให้นอนในโบสถ์ ซึ่งโบสถ์ส่วนใหญ่จะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำด้านนอก ในคืนนั้นคุณนนท์ไม่ได้นอนคนเดียว มีคุณพ่อ คุณลุงเเละเณร 7 คน เมื่อทราบว่ามีเณรมาอยู่ด้วยก็สบายใจ จากนั้นก็พากันเข้านอน

       ในกลางดึกคืนนั้นคุณนนท์ตื่นขึ้นมาเพราะปวดปัสสาวะ จึงสะกิดปลุกคุณลุงไปเข้าห้องน้ำนอกโบสถ์ด้วยกัน พอทำธุระเสร็จก็กลับเข้ามานอนในโบสถ์ ระหว่างที่กำลังจะล้มตัวนอนก็มีเสียง เอี๊ยด เอี๊ยดด ดังขึ้น พอมองดูรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไร เเต่หลังจากนั้นเสียง เอี๊ยดดด นั้นก็ลากยาวขึ้น ดังรอบ ๆ โบสถ์ คุณนนท์จึงสะกิดถามคุณลุงว่า

       “ลุงได้ยินเสียงอะไรมั้ย หนูว่าเสียงมันแปลก ๆ อ่ะ”

       ลุงตอบกลับว่า

       “ลุงอ่ะ ได้ยินตั้งเเต่เเรกแล้ว ที่นนท์ขยับตัวก็ไม่รู้จะได้ยินเหมือนกันมััย”

       แล้วลุงก็ได้บอกกับคุณนนท์ว่ามันคือเสียง เปรต

       พอรู้ว่าเป็นเสียงเปรตคุณนนท์ก็รู้สึกขนลุก จึงถามลุงต่อว่า

       “ทำไรได้บ้าง สวดมนต์ได้มั้ย อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาได้มั้ย“

       ลุงก็ตอบกลับว่า

       ”ถ้ายิ่งทำ เขาจะยิ่งมาขอเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นนอนเเล้วตั้งสติ“

       คุณนนท์รู้แบบนี้เเล้วก็ทำอะไรไม่ได้จึงต้องข่มตาหลับ

       หลังจากที่บวชเสร็จ คุณนนท์ได้ไปถามกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ วันนั้นนนท์ได้ยินเสียงเเบบนี้นะ มันคือเสียงอะไร”

       หลวงพ่อตอบกลับว่า “เป็นเสียงเปรตนี่แหละ เเต่เป็นเปรตที่มีชีวิต“

       คุณนนท์ได้เเต่งงว่าเปรตที่มีชีวิตคืออะไร ลุงของคุณนนท์ที่นั่งอยู่ข้างกันก็สะกิดเเล้วพูดว่า

       ”เห็นป้าคนนั้นมั้ย เขาชอบขโมยของที่บิณฑบาตมาแล้วเอาไปกินเอาไปใช้“ เเล้วลุงของคุณนนท์ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ”เขายังไม่เสียชีวิต เเต่จิตเขาเป็นเปรต ตอนเขานอนเขาต้องชดใช้กรรม ด้วยการเป็นเปรตอยู่ในวัด“

       จนตอนนี้คุณนนท์ก็ยังเห็นคุณป้าคนนี้อยู่ที่วัด เเละยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไปร่วมงานเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต จองโรงแรมที่ครอบครัวไปประจำ แต่ครั้งนี้ดันเจอหลอนไม่ได้นอนยันเช้า! เมื่อได้รู้ความลับของที่นั่นถึงกับอึ้ง!

20 ม.ค. 2024

ไปร่วมงานเทศกาลกินเจที่ภูเก็ต จองโรงแรมที่ครอบครัวไปประจำ แต่ครั้งนี้ดันเจอหลอนไม่ได้นอนยันเช้า! เมื่อได้รู้ความลับของที่นั่นถึงกับอึ้ง!

เมื่อต้องเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่เกิดเหตุการณ์ให้ต้องย้ายห้อง จากนั้นก็ต้องเจอกับเรื่องราวที่ทำให้ต้องขนหัวลุกจนนอนไม่ได้! เรื่องนี้ ‘คุณกิ๊ฟ’ ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (16 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘โรงแรมหลอน นอนไม่ได้’ จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณกิ๊ฟและครอบครัวได้ไปร่วมงานเทศกาลกินเจที่จังหวัดภูเก็ต ได้จองตั๋วเครื่องบินรอบเช้าสุดเพื่อรีบไปร่วมงาน ส่วนเรื่องที่พักนั้น คุณพ่อกับคุณแม่ของคุณกิ๊ฟเป็นคนจองโรงแรมให้ ซึ่งท่านจะมาพักที่โรงแรมนี้ทุกครั้ง เพราะใกล้กับศาลเจ้าที่นับถือมากที่สุด เมื่อไปถึง ก็เช่ารถขับไปยังโรงแรม เข้าเช็คอินเวลาประมาณ 8 โมงเช้า เมื่อเช็คอินเสร็จก็นำของขึ้นไปเก็บบนห้องและเช็คความเรียบร้อยต่าง ๆคุณกิ๊ฟเล่าว่า ห้องอยู่ชั้น 4 แต่จำเลขห้องไม่ได้ และอธิบายห้องเพิ่มเติมว่า หากหันหน้าเข้าห้อง ด้านหลังจะเป็นบันได ด้านขวามือจะเป็นลิฟต์ ซึ่งโรงแรมนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ส่วนบริเวณนี้จะเป็นตึกแถวเก่าที่นำมารีโนเวทเป็นโรงแรม อาคารนี้มีไม่เกิน 10 ชั้น ฝั่งที่คุณกิ๊ฟอยู่นั้นจะเป็นฝั่งห้องพัก ตรงข้ามจะเป็นฝั่งห้องอาหาร ห้องที่คุณกิ๊ฟและครอบครัวเข้าพักนั้นมี 2 ห้อง เป็นห้องของคุณพ่อกับคุณแม่ และอีกห้องจะเป็นของคุณกิ๊ฟกับน้องชายอีก 2 คน หลังจากเข้าห้องไป คุณกิ๊ฟก็เช็คไฟ เช็คแอร์ และเปิดแอร์ทิ้งไว้ จากนั้นก็ออกไปรับประทานอาหารและไปตะลุยไหว้เจ้า เมื่อกลับมาถึงโรงแรมประมาณบ่าย 2 คุณกิ๊ฟก็ขึ้นไปอาบน้ำเพื่อพักผ่อน เพราะเวลา 5 โมงเย็น จะต้องออกไปไหว้เจ้ากันต่อ คุณกิ๊ฟก็ขึ้นไปห้องของคุณพ่อและคุณแม่ ทุกอย่างก็เป็นปกติ แต่ห้องของคุณกิ๊ฟกับน้องชายนั้น อยู่ดี ๆ แอร์ก็ดับเปิดไม่ได้ ‘คุณโก้’ (นามสมมุติ) ที่เป็นน้องชายคนเล็ก จึงโทรไปที่ล็อบบี้แล้วบอกว่า “ช่วยมาดูหน่อย แอร์มันเสีย” หลังจากนั้น ช่างก็ขึ้นมาทันที ช่างใช้เวลาซ่อมอยู่นานมากประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ก็ซ่อมไม่ได้ ช่างจึงโทรไปที่ล็อบบี้ ทางล็อบบี้จึงแจ้งว่าจะเปลี่ยนห้องให้ หลังจากนั้น ก็ส่งแม่บ้านขึ้นมาช่วยขนของ ‘คุณกร’ (นามสมมุติ) ที่เป็นน้องชายคนกลาง ก็บอกว่า “เดี๋ยวผมขอขึ้นไปดูห้องใหม่ด้วย” คุณกิ๊ฟบอกเสริมว่า คุณกรเป็นคนที่ค่อนข้างมีเซ้นส์ แล้วคุณกรก็พูดภาษาจีนว่า “เดี๋ยวเราส่งสัญญาณนะ เธอรอฟังสัญญาณ” จากนั้น คุณกรก็ตามแม่บ้านขึ้นไปซึ่งชั้นที่จะให้คุณกิ๊ฟย้ายไปคือชั้น 7 ห้อง 705 ขณะที่คุณกรขึ้นไป อยู่ดี ๆ เขาก็ตะโกนลงมาจากชั้น 7 เป็นภาษาจีนว่า “เฮ้ย ไม่เอานะห้องนี้ มันมีผี!” คุณกิ๊ฟก็สงสัยว่าทำไมคุณกรตะโกนมาแบบนั้น ก็เลยบอกให้คุณโก้โทรไปที่ล็อบบี้และบอกว่า “ขอไม่ย้ายห้อง ทำยังไงก็ได้ให้ห้องนี้มันอยู่ได้” ทางโรงแรมก็แจ้งว่า “มันไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ช่างแจ้งว่าแอร์มันเปิดไม่ติด แล้วก็ไม่รู้ว่าแอร์เป็นอะไร” คุณโก้ก็ยังยืนยันว่าจะไม่ย้าย จนโรงแรมหงุดหงิดและถามกลับมาว่า “ทำไมถึงไม่ย้ายคะ อยากทราบสาเหตุ” คุณโก้จึงตอบกลับไปว่า “ผมว่าคุณน่าจะมีคำตอบในใจนะว่าเพราะอะไร” หลังจากนั้นโรงแรมก็เงียบไปและตอบว่า “โอเคค่ะ” เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง พนักงานโรงแรมก็โทรกลับมาว่า “มีอีกห้องนึงนะคะ อยู่ชั้น 5” ซึ่งก็อยู่ในมุมเดิมแถวหน้าลิฟต์ คุณกิ๊ฟตกลง คุณกรจึงขอไปดูห้องใหม่อีกครั้ง เมื่อเข้าไปทุกห้องก็เป็นเหมือนกัน คือเมื่อเปิดประตูเข้าไป หันหน้าเข้าห้อง ด้านขวามือจะเป็นห้องน้ำ ด้านซ้ายมือจะเป็นที่วางกระเป๋า ตู้เสื้อผ้า ถัดไปจะเป็นเตียง ถัดไปอีกก็จะเป็นมุมโซฟาเล็ก ๆ และด้านถัดมาจากโซฟาทางซ้ายก็จะเป็นประตูที่จะออกไประเบียง คุณกรก็ตกลง เพราะห้องนี้ดูใหม่จึงตัดสินใจเลือกห้องนี้ ทางโรงแรมจึงให้พนักงานขึ้นมาขนของ และย้ายไปอยู่ที่ชั้น 5 เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ต้องรีบทำเวลา เพราะอยู่ที่ภูเก็ตแค่ 3 วัน 2 คืน จึงรีบไปตะลุยไหว้เจ้าต่อ เสร็จก็กลับมาถึงโรงแรมประมาณ 5 ทุ่ม-เที่ยงคืนทุกวัน จึงเตรียมตัวเข้านอน ซึ่งคุณกิ๊ฟนอนตรงกลางขนาบด้วยน้องชายทั้ง 2 คน เวลาผ่านไปประมาณตี 3 คุณกรก็ปลุกคุณกิ๊ฟ แล้วบอกว่า “เจ้ ตื่นเร็ว!! อยู่ไม่ได้แล้ว นอนไม่ได้เลย” คุณกิ๊ฟก็บอกว่า “อะไรของแก ฉันพึ่งจะได้นอนเอง” คุณกรบอกต่อว่า “ถ้าไม่ตื่น จะไปแล้วนะ” ด้วยความที่คุณกิ๊ฟเคยเที่ยวกับคุณกรมา ก่อน เวลาคุณกรเจออะไรเขาก็จะพูดแบบนี้ คุณกิ๊ฟจึงรู้สึกว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ จากนั้นก็รีบลุกขึ้น แล้วหันไปปลุกคุณโก้ หลังจากนั้นก็ออกจากห้อง และคุณกรก็บอกว่า “เจ้ ไปเจอกันที่ล็อบบี้เลยนะ เดี๋ยวจะไปปลุกป๊ากับม๊าก่อน” คุณกิ๊ฟก็ลงลิฟต์ไปกับคุณโก้ และลงไปนั่งที่ล็อบบี้ จากนั้นก็รอกันจนถึงตี 5 เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อห้องอาหารเปิดก็ไปรับประทานอาหาร ในระหว่างนั้น คุณกิ๊ฟก็ถามคุณกรว่า “แกเจออะไร? ” คุณกรตอบว่า “เดี๋ยวค่อยเล่า ๆ” หลังจากนั้นก็ขึ้นรถออกจากโรงแรม ซึ่งคุณกิ๊ฟรับหน้าที่เป็นคนขับรถ คุณกิ๊ฟจึงถามอีกครั้งว่า “เกิดอะไรขึ้น?” คุณกรเล่าว่า หลังจากที่ล้มตัวลงนอน เขาฝันว่ามีคนมาเคาะประตู ซึ่งในฝันเขาอยู่คนเดียว เขาจึงส่องไปที่ตาแมวเห็นเป็นพนักงานที่ล็อบบี้ คุณกรก็สังสัยว่ามาทำไม จึงเปิดประตูและถามว่า “มีอะไรครับ” พนักงานก็ตอบว่า “พี่คะ ผู้หญิงที่อยู่ห้อง 705 ที่พี่เจออะค่ะ ตอนประมาณเย็น ๆ เขามีเรื่องให้หนูมาบอกพี่” คุณกรก็พูดว่า “บอกอะไร? ผมไม่อยากรู้” คุณกรรู้สึกว่ามันไม่ปกติจึงบอกต่อไปว่า “ผมไม่ฟัง ผมไม่รับรู้ ผมมาทำบุญคุณไม่ต้องมาบอกผม” พนักงานก็บอกว่า “พี่คะ ขอร้องค่ะ ช่วยฟังหน่อย คือเขาอะบอกให้หนูมาบอกพี่จริง ๆ เขามีเรื่องทุกข์ใจมาก” แต่คุณกรก็ไม่ฟัง และพยายามดันประตูปิด จากนั้นฝั่งตรงข้ามก็คุกเข่าและพูดว่า “อ๋อ โอเคได้” เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นกลับกลายเป็นหน้าผู้หญิงที่อยู่ห้อง 705! คุณกรตกใจมาก แล้วเขาก็บอกว่า “กูบอกให้มึงฟัง มึงก็ไม่ฟัง มึงอยากลองดีหรอ?!” จากนั้นก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดและนำเลือดมาทาตัว หลักจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืน และเดินเข้ามาหาคุณกรเรื่อย ๆ คุณกรบอกว่า เมื่อเขาเดินเข้ามา รู้สึกว่าภาพบรรยากาศในห้องมันเปลี่ยนไป ห้องนั้นกลายเป็นห้องมืด ๆ มีม่านเก่า ๆ โซฟาเก่า ๆ จากนั้นเขาหันไปที่ระเบียง เตรียมตัวจะเปิดประตูออกไป แต่ตรงนั้นกลับเปลี่ยนเป็นลูกกรงเล็ก ๆ คุณกรก็ตกใจ หันมาอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่า “กูบอกมึงแล้วไง มึงอยากลองดี!” ด้วยความที่คุณกรกลัวมากจึงสวดมนต์ เมื่อสวดมนต์เสร็จ เขาก็บอกว่า “สวดมนต์หรอ กูไม่กลัวหรอก” คุณกรคิดว่าทำอย่างไรดีที่จะให้ตัวเองตื่น จึงสวดมนต์บทที่แรงขึ้น หลังจากนั้นก็หลุดออกมาได้! เมื่อหลุดออกมา จึงมาปลุกคุณกิ๊ฟกับคุณโก้ และในระหว่างที่คุณกรลงบันไดมานั้น คุณกรบอกว่า เมื่อมองเข้าไป ตรงบันได ถ้าหันหน้าเข้าห้อง ขวามือจะเป็นเหมือนทางเดินเข้าไปที่เป็นห้อง ๆ เป็นทางเดินระเบียง มีผู้หญิงมากวักมือเรียกกันเยอะมาก คุณกิ๊ฟจึงบอกว่า “ไม่เป็นไร เราไปไหว้เจ้า ทำใจสบาย ๆ ทำบุญให้เขาละกัน” คุณกรตัดสินใจจึงโทรหาเพื่อนที่เป็นคนภูเก็ตเพื่อจะถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และได้นัดเจอกัน เมื่อเพื่อนรู้ชื่อโรงแรมที่คุณกรเข้าพักก็ถามขึ้นมาว่า “ทำไมถึงตัดสินใจนอนโรงแรมนี้หรอ?” คุณกรก็บอกว่า “ป๊ากับม๊ามาทีไรก็พักที่นี่ เพราะใกล้กับศาลเจ้าที่นับถือ” เพื่อนของคุณกรจึงบอกว่า “แกไม่รู้หรอว่าคนภูเก็ต ไม่มีใครเขามานอนที่นี่สักคน” คุณกรถามกลับว่า “ทำไมอะ มันเกิดอะไรขึ้น? ” เพื่อนของคุณกรก็ไม่อยากเล่า แต่ในที่สุดเขาก็ยอมและให้คุณแม่ของเขาเป็นคนเล่าแทน คุณแม่เล่าย้อนไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน บริเวณที่โรงแรมนั้นตั้งอยู่เคยเป็น ‘ซ่องโสเภณีเก่า’ ได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ตึก ผู้หญิงที่อยู่ในนั้นถูกไฟคลอกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เมื่อทราบที่มาที่ไป คุณกิ๊ฟยังต้องนอนต่ออีก 1 คืน แต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะย้ายห้องแล้วคงตามมาไม่ได้ และรุ่งเช้าก็ได้กลับบ้านแล้ว คืนสุดท้ายจะเป็นคืนทำบุญใหญ่ รุ่งเช้าจะมีการส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ คุณกิ๊ฟก็เดินไปร่วมงานเทศกาลที่โรงเจ ในระหว่างนั้นก็ทำบุญ คุณกิ๊ฟก็บอกกับคุณกรว่า “ไม่เป็นไร เมื่อคืนเราเจอแล้ว วันนี้เราตั้งใจอุทิศบุญให้เขาเลย เธอเห็นหน้าเขาแล้วหนิ” คุณกิ๊ฟเล่าว่า ภาพที่คุณกรเห็นครั้งนั้นในห้อง 705 คือเห็นเป็นโซฟาเก่า ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อมองไปข้างนอกหน้าต่าง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าคุณกรเห็น ลักษณะการแต่งตัวคือใส่เสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงลายดอกเก่า ๆ คุณกิ๊ฟจึงบอกให้คุณกรนึกถึงหน้าผู้หญิงคนนั้น คุณกรก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้และขอให้มารับบุญนี้ หลังจากนั้นคุณกรก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดขึ้นมาว่า “กูไม่เอา!” คุณกรไม่รู้จะทำอย่างไร คุณกิ๊ฟจึงบอกว่า “ช่างเถอะ เราจิตเป็นกุศลแต่ถ้าเขาไม่รับก็เรื่องของเขา” แล้วคุณกิ๊ฟก็ได้ของขลังกลับมา จึงนำมาวางรอบ ๆ เตียงเพื่อไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาได้ แต่ปรากฏว่าคืนนั้นกลับไม่ได้นอนอีกคืน เพราะผู้หญิงคนนั้นมาระราน เคาะตู้ เคาะเตียง และเหมือนมีเสียงคนเดินรอบ ๆ เตียงตลอดเวลา จนกระทั่งเช้าจึงรีบออกจากห้องไปที่ล็อบบี้ แล้วเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมแห่งนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเเพรว นฤภรกมล 'เสียงใคร' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

25 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเเพรว นฤภรกมล 'เสียงใคร' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’แพรว-นฤภรกมล’ นักแสดงจากซีรีส์ ‘อังคารคลุมโปง: เอ็กซ์ตรีม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เสียงใคร’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย โดยคุณแพรวเล่าว่า ย้อนกลับไปสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต วันนั้นตนอยู่ที่หอพัก โดยปกติแล้วระแวกนั้นจะมีการละหมาดทำให้มีเสียงสวด แต่จะทำเป็นเวลา ซึ่งคุณแพรวรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ใช้ชีวิตไปแบบทุกวัน แต่ก็มีเรื่องผิดปกติก็คือ คุณแพรวไปซอยข้าง ๆ มหาวิทยาลัย แล้วเห็นคุณลุงคนหนึ่งนั่งขายของอยู่ที่พื้น นั่นก็คือ ‘ตุ๊กตาปิ๊กกาจู’ แล้วก็จะมีเสียงหลอน ๆ วางอยู่ที่พื้น คุณแพรวพูดกับเพื่อนว่า ”อยากช่วยลุงเขาซื้อ” จากนั้น เพื่อนตอบมาเล่น ๆ ว่า “มันเป็นตุ๊กตาผีสิงหรือเปล่า“ ในใจคุณแพรวก็คิดว่าเพื่อนจะพูดแบบนั้นขึ้นมาทำไม สุดท้ายคุณแพรวก็ซื้ออยู่ดี แล้วก็เอาตุ๊กตากลับมาที่ห้อง โดยปกติแล้ว ห้องไม่เคยมีเรื่องอะไรเลย แต่วันนั้นคุณแพรวกับเพื่อนกำลังจะนอน ระหว่างที่นอนเล่นโทรศัพท์กันอยู่ สักพักได้ยินเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่อง ดูไม่มีความหมาย เหมือนเสียงสวดมนต์ และมันดังอยู่ในห้อง เพราะเสียงละหมาดที่เคยได้ยินบ่อย ๆ จะฟังกี่ครั้งก็รู้สึกว่ามันดังมาจากนอกห้อง แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเสียงมันอยู่ในห้อง! ตอนแรกคุณแพรวก็คิดว่าเพื่อนแกล้ง เพราะปกติก็มีการเล่นกันอยู่บ้าง แต่จังหวะที่กำลังจะหันไป เพื่อนก็เขยิบตัวมาเบียดตน แล้วหันมาบอกว่า “มึง กูไม่ได้พูด” ตอนนั้นคุณแพรวรู้สึกเหมือนซีนในหนังมาก หลังจากนั้นก็ยืนขึ้น แล้วเปิดไฟ คุณแพรวก็พูดว่า “มันยังไงกันวะ” แล้วเพื่อนก็ตอบกลับว่า “หรือว่าเป็นเพราะตุ๊กตาที่ซื้อมา” ในใจก็คิดว่าเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมี แต่พอมีก็เกิดสิ่งนี้ คุณแพรวจึงเอาไปแอบไว้ในห้องเพื่อนในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องที่ห้องเพื่อน ปกติแล้วคุณแพรวจะนอนอยู่ 2 ห้องคือเพื่อนคนแรก กับเพื่อนคนที่ 2 มีวันหนึ่งที่ต้องออกไปทำงานแล้วนัดกับเพื่อนคนที่ 2 ว่าจะกลับมานอนที่ห้องด้วย (ห้องที่เอาตุ๊กตามาแอบ) แต่ปรากฏว่าไม่ได้กลับไป เพื่อนคนนั้นบอกว่าเห็นคุณแพรวเดินมาที่หัวเตียง แล้วก้มมามอง ตอนแรกคิดว่าเป็นคุณแพรว แต่พอมองดี ๆ กลับไม่ใช่ เขาเป็นคนผมยาว แล้วมองไม่เห็นหน้า และได้ยินเสียงคนเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ทั้งที่อยู่คนเดียว แล้วหลังจากนั้นห้องนั้นก็เจอเรื่องอยู่บ่อย ๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าตุ๊กตานั้นไปอยู่ไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าเสียงมากจากตุ๊กตาหรือไม่ แต่สำหรับตนแล้ว ตุ๊กตามันน่ารักมาก เพราะตอนไปซื้อก็มีหลายตัว แล้วเลือกหยิบมาแค่หนึ่งตัว จากนั้นก็ไม่เห็นลุงอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

06 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากลูกนัท The Ghost Radio 'งานแต่งเพื่อนเราเจอผี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ห้องพักสุดสยองที่ไม่ได้จองเอง เพื่อนที่กำลังจะแต่งงานได้จองโรงแรมไว้ให้พัก แต่เมื่อไปถึงเจอกลับห้องพักที่เหม็นอับ รอยคราบสีน้ำตาลคล้ายเลือดแห้ง และกองผมปริศนาที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร ตกกลางคืนระหว่างนอนพักมีเสียงน้ำไหล เหมือนคนมาอยู่ด้วยตลอดทั้งคืน... เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost’ (28 เม.ย. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘งานแต่งเพื่อนเราเจอผี’ ลูกนัท The Ghost ได้มาแชร์เรื่องราวของ ‘คุณเมย์’ ที่เคยมาเล่าไว้ในรายการ The Ghost Radio คุณเมย์มีแพลนที่จะต้องไปงานแต่งเพื่อนที่อยู่ทางภาคอีสาน โดยจะไปกับแฟน 2 คน ทางเพื่อนที่จัดงานแต่งก็ได้เหมาจองโรงแรมไว้ให้เรียบร้อย ระหว่างทางก็ได้พากันแวะเที่ยวกันก่อนเข้าโรงแรม และเมื่อไปถึงโรงแรมได้ทำการเช็คอินเข้าพัก ก็ได้รับกุญแจสภาพเก่า ๆ ที่มีลายสลักเป็นเลขห้องไว้ ทั้งคู่จึงได้เดินไปตามเลขห้องนั้น แต่เมื่อเดินขึ้นไปถึงหน้าประตูห้อง ก็ได้เห็นกว่าห้องนั้นอยู่ติดกับบันไดพอดี คุณเมย์ที่ปกติแล้วเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องผีเลยชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นห้องที่ติดกับบันได แต่เมื่อเปิดประตูห้องไปก็ต้องชะงักกว่าเดิมเพราะได้มีกลิ่นอับชื้นพุ่งเข้าหน้ามาทันที คุณเมย์จึงได้หันไปคุยกับแฟน และตกลงกันว่าไม่เอาห้องนี้ และจะขอเปลี่ยนห้องอื่นแทน เลยลงไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเปลี่ยนห้องใหม่ พร้อมให้เหตุผลว่าปกติแล้วเป็นคนที่นอนหลับยาก และห้องติดบันไดมีเสียงรบกวนเยอะจึงอาจเป็นปัญหาในการพักผ่อนได้เมื่อได้กุญแจห้องใหม่ ทั้งคู่ก็ได้เดินขึ้นมายันชั้นเดิม และก็ได้เห็นว่าเป็นห้องที่อยู่ถัดกับห้องก่อนหน้าแค่ห้องเดียว แต่เมื่อเปิดเข้าไปบรรยากาศทุกอย่างต่างจากห้องแรกแบบเห็นได้ชัดทุกอย่างปกติดี และไม่มีกลิ่นเหม็นอับใด ๆ คุณเมย์จึงได้เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเปิดผ้าห่มออกทั้งคู่ได้เจอเขากับเตียงที่มีเส้นผมความยาวประมาณ 1 นิ้วกระจายเต็มอยู่ทั่วเตียงนอน และนอกจากเศษผมแล้วนั้น ก็ยังมีรอยสีน้ำตาลเป็นดวง ๆ กระจายอยู่เต็มเตียงไปหมด ทั้งคู่จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้และลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งเพื่อขอเปลี่ยนห้องนอน แต่คราวนี้ทางพนักงานกลับได้ยื่นกุญแจห้องให้ 3 พวง พร้อมบอกให้คุณเมย์ไปเลือกห้องเอาได้เลยตามความสะดวกใจทั้งคู่เดินไปถึงห้องแรกก็ได้เปิดประตูเข้าไปพบกับห้องที่มีเตียงเดี่ยวอยู่ 2 เตียงแยกกัน คุณเมย์เมื่อเจอเหตุการณ์ก่อนหน้ามาจึงคิดว่าหากนอนกับแฟนบนเตียงเดียวกันจะอุ่นใจกว่า ทั้งคู่จึงได้พากันเดินไปดูห้องที่สอง ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เห็นสภาพห้องนี้กลับต้องตกตะลึงเพราะสภาพห้องเละมากจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ อีกทั้งในตู้เสื้อผ้ายังมีคราบน้ำตาล ๆ เป็นดวง ๆ บ้างบางจุด และบางจุดก็เป็นเหมือนคราบน้ำตาล ๆ ที่ไหลย้อยตามประตูบ้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจพากันเดินไปดูที่ห้องสุดท้าย ซึ่งห้องนี้เป็นห้องที่เหมือนห้องปกติที่สุด แต่ต่างตรงที่ไม่มีพวกอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใด ๆ แต่คุณเมย์ก็ได้คุยกับแฟนว่า เลือกที่จะนอนห้องนี้พร้อมตอนนอนจะเปิดไฟในห้องน้ำทิ้งไว้ให้พอมีแสงบ้าง แฟนคุณเมย์จึงได้เสนอให้เปิดไฟที่หัวเตียงไว้ด้วย คุณเมย์ก็ได้ถามถึงเหตุผลไป แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมา จึงได้ยอมตอบตกลงไป ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะนอน คุณเมย์ก็ได้เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ มาปิดตาไว้เพราะแสงจากหัวเตียงสาดเข้าตาจนทำให้ไม่สามารถนอนได้ เวลาผ่านไป เมื่อทั้งคู่หลับตานอนไปได้ไม่ถึง 5 นาที ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ คุณเมย์ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงได้บีบมือแฟนเบา ๆ ซึ่งแฟนก็ได้บีบมือกลับมา เป็นสัญญาณว่าทั้งคู่ได้ยินเหมือนกัน สักพักก็มีเสียงเหมือนคนควักน้ำขึ้นมาล้างหน้าที่อ่างล้างหน้า คุณเมย์จึงได้บีบเข้าที่มือแฟนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แฟนกลับไม่ได้บีบมือตอบกลับมา พร้อมมีเสียงหายใจแรง ๆ เสมือนคนกรนออกมา คุณเมย์โกรธแฟนมากที่ทิ้งให้ตนนั้นเจอกับเหตุการณ์ขนหัวลุกนี้เพียงลำพัง จึงได้ดึงมือตัวเองออกมานอนกอดอก หลังจากนั้นคุณเมย์ก็คิดในใจว่า “อาบน้ำก็แล้ว ล้างหน้าก็แล้ว ไม่ใช่ว่าจะออกมานอนล่ะ” ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูดัง “แกร๊ก” และเมื่อประตูเปิดออก คุณเมย์ก็ได้เห็นเหมือนมีเงาลาง ๆ เดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเดินมาที่ปลายเตียง หลังจากนั้นก็เดินอ้อมขึ้นมาที่ข้างเตียงฝั่งที่คุณเมย์นอน คุณเมย์จึงได้พยายามข่มตานอน แต่ไม่ว่าจะยังไงก็นอนไม่หลับสักพักก็รู้สึกเหมือนว่าเตียงยุบลง ในลักษณะที่คล้ายกับมีคนเอามือมาเท้าที่เตียงแล้วกำลังก้มดูอะไรสักอย่าง ตอนนั้นในหัวของคุณเมย์ก็ได้คิดถึงเหตุการณ์คล้ายนี้ในหนังผีที่ตนเคยดูพร้อมคิดว่า ถ้าเป็นตามหนังเหตุการณ์นี้ถ้ากลั้นใจเปิดผ้าออกมาเดี๋ยวสิ่งนั้นก็คงจะหายไปอย่างแน่นอน คุณเมย์จึงได้แข็งใจลืมตาขึ้นมาพร้อมเปิดผ้าออกทันที แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับเห็นเป็นคนนุ่งผ้าซิ่นสีน้ำตาลเก่า ๆ และมีสีแดงพาดอยู่แค่ครึ่งน่อง ขาด้านล่างมีสีดำซีด แต่เห็นได้ประมาณ 3 วิ ก็ภาพตัดหลับไปแบบไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็เช้าแล้ว สิ่งแรกที่เห็น คือแฟนที่ยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเมื่อเห็นเช่นนั้นคุณเมย์จึงคิดจะรีบไปอาบน้ำ และออกไปงานแต่ง แต่เมื่อเปิดประตูห้องน้ำไปก็พบเข้ากับอ่างล้างหน้าที่มีน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด ซึ่งคุณเมย์ไม่ชอบให้ทำเปียกแบบนี้ จึงได้หันไปจะตวาดใส่แฟน แต่เมื่อหันไปก็ต้องตกใจเพราะแฟนยังไม่ได้แม้แต่ล้างหน้า หรือมีส่วนไหนในร่างกายที่เปียกน้ำเลย อีกทั้งตาของแฟนยังดำโบ๋เหมือนคนไม่ได้นอนทั้งคืน คุณเมย์จึงได้รีบอาบน้ำ และระหว่างแต่งตัวก็เผลอเดินไปเหยียบเข้ากับน้ำเหนียว ๆ จึงได้กระโดดขาเดียวเข้าไปล้างเท้าในห้องน้ำ และก็ได้สังเกตเห็นเหมือนรอยเท้าคนที่เปื้อนน้ำสีแดง ๆ เดินออกจากห้องน้ำไปจนถึงปลายเตียง และอ้อมไปยังฝั่งที่คุณเมย์นอน เมื่อเดินตามไปดูก็พบว่าบริเวณเตียงมีคราบน้ำตาล ๆ เหมือนรอยมือคนเปื้อนอยู่ คุณเมย์จึงบอกแฟนให้รีบเก็บของและลงไปข้างล่างเพื่อเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็ได้คุยกัน จึงทำให้รู้ว่า ที่เห็นว่าแฟนยืนนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงคือแฟนตื่นมาเห็นทุกอย่าง แต่ช็อกทำไรไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่ง จนคุณเมย์ตื่นขึ้นมาเห็นซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นแฟนคุณเมย์ไม่ได้หลับทั้งคืน และรับรู้ได้ถึงทุกอย่างแต่ไม่สามารถขยับตัวได้ แม้แรงที่จะบีบมือกลับก็ไม่มี คืนนั้นมีเพียงแค่คุณเมย์ที่ภาพตัด และชิงหลับไปก่อน ระหว่างที่ทั้งคู่ไปเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ได้บอกว่า “จริง ๆ แล้วเจ้าภาพจองให้ 2 คืนนะคะ จะอยู่ต่ออีกคืนไหม? ” คุณเมย์จึงได้ตัดสินใจตอบในทันทีเลยว่า “ไม่อยู่ต่อแล้ว” และเดินออกจากโรงแรมไปทันที(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'มะม่วงกวน' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

25 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'มะม่วงกวน' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

เรื่องราวความเฮี้ยนนี้ มาจาก ‘คุณคิงส์’ สายแรกจากรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ (21 มกราคม 2568) กับเรื่องราวของ ‘ป้านวล’ คนสวยประจำหมู่บ้าน ที่สำคัญคือทำมะม่วงกวนได้อร่อยที่หนึ่ง แต่แล้วกลับต้องพบจุดจบที่น่าเศร้า ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงกับอ้าปากค้าง กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘มะม่วงกวน’ คุณคิงส์เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 45 – 50 ปีก่อน เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาจาก ‘คุณยายน้อย’ (คุณยายของคุณคิง) ตอนนั้น คุณยายอายุประมาณ 10 ขวบกว่า คุณยายได้เล่าว่าท่านรู้จักกับ ‘ป้านวล’ ซึ่งป้านวลเป็นคนที่มีหน้าตาสวย กิริยามารยาทดี และที่สำคัญคือทำอาหารเก่งและทำขนมอร่อยมาก สิ่งที่ป้านวลทำอร่อยมากที่สุดคือ ‘มะม่วงกวน’ เพราะว่ารอบ ๆ ตัวบ้านของป้านวลจะมีต้นมะม่วงที่ปลูกไว้เยอะมาก พอมะม่วงสุก ป้านวลก็จะนำมากวน เพื่อถนอมอาหารไว้ ป้านวลทำมะม่วงกวนอร่อยมาก รสชาติเลื่องลือ เรียกได้ว่าถ้าอยากกินมะม่วงกวนก็ต้องมาซื้อที่บ้านของป้านวลเท่านั้น นอกจากเสน่ห์ปลายจวักแล้ว ป้านวลก็ยังเป็นคนสวย ทำให้มีผู้ชายเข้าหาเยอะ จนในที่สุด ป้านวลก็ตัดสินใจเลือกแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เวลาผ่านไปจนกระทั่งป้านวลตั้งท้องลูกคนแรก หลังจากมีลูกคนแรก ป้านวลก็เริ่มทะเลาะกับสามีบ่อยครั้ง ชาวบ้านเริ่มได้ยินเสียงทะเลาะกัน และเห็นป้านวลเดินออกมาร้องไห้ที่ใต้ต้นมะม่วงเป็นประจำ บางครั้งยายน้อยก็เดินเข้าไปคุยกับป้านวลอยู่เรื่อย ๆ เพื่อปลอบใจ ป้านวลเล่าว่าแกทะเลาะกับสามีแกบ่อยเลยไม่สบายใจและเครียด ยายน้อยจึงได้พูดปลอบใจว่า เพราะป้านวลท้องหรือเปล่าจึงได้มีอารมณ์ฉุนเฉียว หลังจากปลอบใจเสร็จ ยายน้อยก็คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงกลับไปที่บ้านของตนเอง จนกระทั่งรุ่งเช้าเวลาประมาณตี 5 แม่ของยายน้อยได้มาปลุกให้ยายน้อยตื่นและให้เดินตามมา แต่สมัยก่อนนั้นไฟฟ้ายังไม่ได้มีความสว่างมาก ทำให้ต้องใช้ไฟฉายและตะเกียงในการเดินทาง แม่ของยายน้อยได้พายายน้อยทั้งเดินและกึ่งวิ่งไปที่บ้านของป้านวลและตะโกนเรียกหา แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา จึงได้เดินหารอบ ๆ ตัวบ้านและให้สามีของป้านวลช่วยหาด้วย สาเหตุที่ทำให้ต้องมาตามหาป้านวลเป็นเพราะสามีของป้านวลได้วิ่งมาบอกว่าป้านวลหายออกไปจากบ้าน แต่หารอบบ้านเท่าไหร่ก็ไม่เจอเสียที จึงลองเดินไปหาแถวสวนมะม่วงของป้านวล เพราะยายน้อยบอกว่าป้านวลชอบไปแถวนั้น พอเดินไปถึงที่ต้นมะม่วงที่ป้านวลชอบไป ก็ได้ใช้ไฟฉายเพื่อส่องดูรอบ ๆ ยายน้อยเกิดรู้สึกสะกิดใจจึงได้ฉายไปที่ด้านบนของต้นมะม่วง ก็เห็นร่างของป้านวลห้อยอยู่ด้านบน! ป้านวลได้ผูกคอที่ด้านบนของต้นมะม่วงซึ่งเป็นต้นมะม่วงที่ป้านวลรักมากที่สุด เมื่อเห็นดังนั้น สามีป้านวลก็รีบปีนขึ้นไปเพื่อนำร่างของป้านวลลงมา แต่ก็ไม่ทัน ป้านวลกับลูกในท้องได้เสียชีวิตแล้ว.. หลังจากเหตุการณ์นั้นชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องเฮี้ยนแน่ หลังจากประกอบพิธีศพของป้านวลเสร็จเรียบร้อย ความเฮี้ยนก็ได้เริ่มต้นขึ้น.. สาเหตุเป็นเพราะต้นมะม่วงของป้านวลออกลูกดกและมีรสชาติอร่อยจึงได้เป็นที่หมายตาของใครหลายคน ทำให้มีคนไปแอบเก็บมะม่วงของป้านวล บางคนก็ได้เจอป้านวลนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนกิ่งไม้ บางคนก็ได้ยินเสียงคนโยนมะม่วงลงมาแต่กลับไม่เห็นคน บางคนก็จะเห็นป้านวลยืนรออยู่ และก็โดนป้านวลไล่ไม่ให้ไปเก็บมะม่วง และเนื่องจากต้นมะม่วงต้นนี้อยู่ใกล้กับถนนที่มีผู้คนใช้เดินทาง บางคนก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนขย่มกิ่งของต้นมะม่วงอีกด้วย เรื่องราวนี้ผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีกลุ่มวัยรุ่นที่มีความคึกคะนองได้ท้าทายว่า ‘คืนนี้จะไปเก็บมะม่วงของป้านวล’ วัยรุ่นผู้ชายจึงได้นัดรวมตัวกัน 3-4 คน ในเวลา 4 – 5 ทุ่ม เพื่อไปเก็บมะม่วง ก็ไปเก็บกันปกติไม่ได้มีอะไร บางลูกก็อยู่บนต้น บางลูกก็ร่วงตามพื้น เหล่าวัยรุ่นเก็บจนได้เกือบเต็มตะกร้าและจะเดินทางกลับ ในตอนที่กำลังหันหลัง กลุ่มวัยรุ่นก็ได้ยินเสียงพูดว่า “เดี๋ยวสิ มะม่วงที่เอาไปน่ะ มันยังสุกไม่เต็มที่ ถ้าจะเอาไปกวนนะมันต้องสุกเละ ๆ นะ ถึงจะอร่อยรสดี” เมื่อวัยรุ่นหันกลับมา ก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนและยื่นมะม่วงมาให้ พร้อมทั้งพูดว่า “ต้องลูกแบบนี้ สุกแบบนี้ ถึงจะกวนอร่อย” เหล่าวัยรุ่นจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อจะหยิบมะม่วงลูกนั้นมา และด้วยความที่ไม่ได้รู้จักกับป้านวลมากเท่าไหร่จึงไม่ได้รู้ถึงน้ำเสียงและรูปลักษณ์ของป้านวล ระหว่างที่เดินเข้าไปหยิบมะม่วง แสงไฟก็ได้สะท้อนและเห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้น ที่มีหน้าเละและตาถลนออกมา ป้านวลได้พูดขึ้นว่า “ต้องเละ ๆ แบบนี้สิ ถึงจะกวนอร่อย” เมื่อเหล่าวัยรุ่นเห็นเช่นนั้น ก็ได้โยนทุกอย่างและวิ่งหนีตะโกนดังไปทั่วหมู่บ้าน จนเป็นไข้หัวโกร๋นกันห หลังจากเหตุการณ์นั้น แม่ของยายน้อยก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ จึงได้หาคนเพื่อมาอัญเชิญดวงวิญญาณของป้านวลให้ไปสู่สุขคติ จึงได้ขอหมอผีมาทำพิธีให้ดวงวิญญาณสงบ แต่หมอผีคนนั้นก็ได้พูดว่า “เป็นแบบนี้เอาไม่อยู่หรอก” เพราะในตอนที่ทำพิธีต้นมะม่วงสั่นไหวเหมือนโดนลมพายุ แต่กลับสั่นอยู่ต้นเดียวคือต้นที่ป้านวลผูกคอ นอกจากนี้ หมอผีคนนี้ยังได้ยินเหมือนมีคนตะโกนว่า “อย่ามายุ่งเรื่องของกู!” จนหมอผีห้ามไม่ให้มายุ่งกับพื้นที่ตรงนี้ หลายเดือนผ่านไป เรื่องราวของป้านวลก็ค่อย ๆ จางหายไปเพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ยายน้อยและเพื่อนได้ไปเดินเล่นบริเวณนั้น ยายน้อยได้ยินเสียงคนเรียกและพูดว่า “น้อย.. ป้าฝากไปบอกแม่ ให้ทำบุญให้หน่อย” ยายน้อยรู้สึกขนลุกตั้งและมองที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เจอใครอยู่บริเวณนั้น จึงรีบวิ่งกลับบ้านและบอกคุณแม่ เช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้นิมนต์พระมา และพระท่านได้บอกว่า “โยม ได้ทำบุญหรืออุทิศอะไรให้เขาไปเต็มที่หรือยัง” ซึ่งแม่ของยายน้อยยังไม่ได้ทำเพราะปกติจะเก็บร่างไว้ประมาณ 1 ปี แล้วค่อยนำมาเผา หลวงพ่อท่านจึงบอกให้ทำบุญบ่อย ๆ หลังจากพระท่านพูดเสร็จ ต้นมะม่วงก็ได้สั่นไหว เหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง จากนั้น แม่ก็ได้ทำบุญให้ป้านวล หลังจากนั้น คืนหนึ่ง ยายน้อยก็ได้ยินเสียงบางคนเดินขึ้นมาบนตัวบ้านและหยุดที่หน้าห้องของยายน้อยและพูดว่า “น้อย ฉันไปก่อนนะ ฝากบอกแม่ฉันด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง” หลังจากสิ้นประโยค เสียงทุกอย่างก็เงียบไป ยายน้อยจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของป้านวล หลังจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีใครเจอเหตุการณ์แปลก ๆ อะไรอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-