เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกรณ์ VG13 ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

27 เม.ย. 2025

        อยากทำให้ความสัมพันธ์กับภรรยาดีขึ้น ด้วยการไปออนเซ็น ที่ภรรยาชอบ

        แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อไปเจอศาลที่แปลกตา

        และดันปากไวทักไปว่า “สกปรก”

        หลังจากนั้นเรื่องราวสุดหลอนที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นไม่หยุด…!

        ไปติดตามเรื่องเล่าของ ‘คุณกร’ ที่ได้นำเรื่อง ‘หมู่บ้านออนเซ็น’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย!

        คุณกรได้เล่าว่า..

        เมื่อ 7 ปีก่อน เพื่อนของคุณกรที่ชื่อ ‘คุณแมน’ (นามสมมติ) รู้สึกว่าชีวิตคู่ระหองระแหง คุณแมนจึงชวนคุณหญิง(ภรรยา) ไปเที่ยวออนเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะคุณหญิงชอบ และคิดว่าการไปเที่ยวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก่อนไปก็ฝากลูกไว้กับแม่ จากนั้นคุณแมนก็จองตั๋วเครื่องบินทันที ส่วนที่พักคุณแมนตั้งใจจะไปจองเมื่อไปถึงเพื่อจะเซอร์ไพรส์คุณหญิง

        ช่วงที่ทั้งคู่ไปเป็นช่วงที่ยังมีฝนตกอยู่ คุณแมนและคุณหญิงจึงเลือกนั่งรถบัสไปลงที่จุดหมาย เมื่อไปถึงก็พบว่าหมู่บ้านนี้ เป็นหมู่บ้านออนเซ็นที่มีบ่อออนเซ็นอยู่หลายบ่อ และที่พักเป็นแบบบ้านเช่าเรียวกัง สไตล์ญี่ปุ่นเก่า ๆ ที่ประกาศอยู่บนเว็บไซต์ 

        ระหว่างทางที่เดินไปยังบ้านพัก คุณแมนก็สังเกตได้ว่า ไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาก็ไม่มีคนอยู่ และบ้านบริเวณนั้นเป็นบ้านร้าง เมื่อคุณแมนและคุณหญิงเดินไปถึงบ้านพัก ก็พบกับกุญแจบ้านที่เจ้าของวางไว้ให้หน้าประตู ในคืนแรกทั้งสองคนได้พักผ่อนกันตามปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแมนและคุณหญิงเลือกที่จะเดินตามแผนที่ ที่บอกตำแหน่งที่ตั้งของบ่อออนเซ็น และไปแช่บ่อออนเซ็นจนถึงเย็น ระหว่างที่เดินทางกลับมาบ้านพัก สายตาของคุณแมนมองไปเห็นศาลที่ตั้งอยู่ เป็นศาลหินเก่า ๆ ที่มีลักษณะแปลกตา ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ และด้วยความแปลกตาคุณแมนและคุณหญิงจึงลองเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ 

        พอได้เห็นใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นตุ๊กตาผู้หญิง สวมชุดกีโมโนสีขาวหนึ่งตัว กำลังนั่งคุกเข่า ผมยาว ทั้งตัวค่อนข้างม่อมแมม ในตอนนั้นคุณแมนได้คิดในใจว่า 

        ‘แปลกมาก ทำไมถึงมีตุ๊กตาแบบนี้อยู่ในศาสนา’

        คุณแมนจึงสะกิดคุณหญิงให้ดูตุ๊กตาตัวนี้ด้วยเหมือนกัน แล้วพูดว่า

        “ดูดิ แปลกมากเลย แล้วดูตัวสกปรกด้วยอะ ไม่น่าเอาตุ๊กตาสกปรกแบบนี้มาตั้งในศาลเลย ดูน่ากลัวมาก”

        คุณแมนพูดขึ้นแบบไม่ได้คิดอะไร และเดินเข้าไปในหมู่บ้านเหมือนเดิม 

        และคืนที่สอง ช่วงเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม ในขณะที่คุณแมนกำลังหลับอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้อง เสียงคนพูด แต่ลักษณะของเสียงคล้ายกับเสียงลมพัด และเสียงฝน คุณแมนจึงคิดว่าอาจจะเป็นเสียงของคุณหญิง และพยายามที่จะพลิกตัวไปดู แต่ตัวของคุณแมนที่นอนหงายอยู่ก็เหมือนถูกล็อกเอาไว้ และรู้สึกหายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรกดทับอยู่บริเวณหน้าอก ในเวลาเดียวกันนั้นคุณแมนก็รู้สึกเหมือนมีเส้นผมริ้ว ๆ สัมผัสเข้าที่ใบหน้า พร้อมกับเสียงร้องที่ดังขึ้นอยู่เรื่อย ๆ 

        ในตอนนั้นคุณแมนคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรดี ตัวของคุณแมนเองก็อยากลืมตาขึ้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอาจจะเป็นคุณหญิงที่พลิกตัวมา และเอาเส้นผมมาสัมผัสที่ใบหน้าของเขา คุณแมนเริ่มคันที่หน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ และรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก จึงพยายามฝืนแรงลืมตาขึ้นมา 

        เมื่อลืมตาขึ้นมา ทุกสิ่งก็มืดสนิท แต่ด้วยความที่ยังรู้สึกคันหน้า คุณแมนจึงพยายามสะบัดหน้าไปมา ทันใดนั้นคุณแมนรู้ได้ทันทีว่า ที่เห็นว่ามืดสนิทนั้นต้องเป็นอะไรสักอย่างแน่นอน คุณแมนจึงเงยหน้าขึ้นไปบนเพดาน เส้นผมที่ติดอยู่ที่หน้าของคุณแมนก็เริ่มถอยออกและยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงเพดาน และเห็นเป็นหน้าของผู้หญิงกำลังจ้องมองมาที่คุณแมน โดยจ้องมาด้วยสายตาที่โกรธจัด ดวงตาแดงก่ำ หน้าซีดขาว คอยาว ส่วนลำตัวที่กดตัวของคุณแมนไว้ เป็นผู้หญิงใส่ชุดกิโมโนสีขาวสกปรก 

        เมื่อเห็นอย่างนั้น คุณแมนจึงตกใจเป็นอย่างมากและกรี๊ดออกมาสุดเสียง เพื่อที่จะให้ตัวเองหลุดจากการถูกกด และเมื่อหลุดออกมาได้แล้ว คุณแมนก็หันไปหาคุณหญิงเพื่อปลุกทันที แต่พอหันไปแทนที่จะเป็นใบหน้าของคุณหญิง ก็กลับกลายเป็นใบหน้าของผู้หญิงที่กดตัวคุณแมนไว้ ที่กำลังจ้องมาด้วยสายตาโกรธจัด คุณแมนจึงตกใจจนสะดุ้งลุกขึ้น และรีบไปตามหาคุณหญิง

        คุณแมนเลื่อนประตูทุกบานที่เปิดได้ภายในบ้าน โดยหวังว่าจะพบคุณหญิง และตะโกนเรียกคุณหญิง แต่เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ซึ่งข้างนอกฝนก็ยังคงตกอยู่ คุณแมนพยายามมองไปทั่วบ้าน เพื่อจะหารองเท้าแต่ก็พบว่ารองเท้าได้หายไป ดังนั้นคุณแมนคิดว่าคุณหญิงอาจจะออกไปข้างนอก จึงหาไฟฉายกับร่ม และเปิดประตูออกไปข้างนอกทันที

        เมื่อส่องไฟฉายออกไปข้างนอกก็มืดสนิท มีแต่ไฟฉายของคุณแมนเท่านั้นที่สว่างอยู่ และส่องไปอีกไกล ๆ ที่บริเวณต้นไม้ก็เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ คุณแมนก็คิดในใจว่า

        ‘จะใช่ภรรยาของเขาหรือเปล่า’

        คุณแมนค่อย ๆ เดินเข้าไป และตะโกนเรียกชื่อคุณหญิงไปด้วย เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นชัดขึ้น และตรงนั้นก็เป็นคุณหญิงที่ยืนอยู่หน้าศาล ทั้งตัวเปียก ยืนก้มหน้า และตัวก็แกว่งซ้ายขวาไปมาอยู่แบบนั้น คุณแมนจึงเดินเข้าไปเขย่าตัวคุณหญิง พร้อมกับตะโกนเรียก

        “หญิง! หญิงเป็นอะไร! หญิง!”

        คุณแมนทำแบบนั้นอยู่นานกว่าที่คุณหญิงจะรู้สึกตัว เมื่อคุณหญิงรู้สึกตัวก็ตกใจว่า ตัวเธอเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ในขณะที่หลับอยู่ คุณหญิงได้ฝันว่า มีผู้หญิงหน้าตาดี ชวนให้เดินออกมาตรงนี้ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเดินออกมาจริง ๆ พอได้สติคุณแมนและคุณหญิงจึงรีบกลับมาที่บ้านพัก เมื่อมาถึงทั้งคู่ก็ไม่มีใครกล้านอนจนถึงเช้า

        เช้าวันต่อมาคุณแมนและคุณหญิง ยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคิดว่าทั้งคู่ฝันไป แต่ด้วยแพลนที่จะต้องไปเที่ยวบ่อออนเซ็นในวันนี้ คุณแมนและคุณหญิงจึงตัดสินใจที่จะไปเที่ยวกันต่อ และพยายามลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

        พอตกเย็น คุณแมนและคุณหญิงก็กลับมาบ้านพัก ระหว่างทางเดินกลับเมื่อถึงจุดตั้งศาลตุ๊กตากิโมโน เพียงแค่คุณแมนมองไป ก็เกิดอาการปวดหัวอย่างหนัก เจ็บคอ และไข้ขึ้นสูง ทั้งคู่ตัดสินใจเรียกรถโรงพยาบาล เมื่อไปถึงจึงได้ให้ประกันประสานงานกับทางโรงพยาบาล และสรุปได้ข้อว่าต้องนอนที่โรงพยาบาล 2 คืน แต่ด้วยอาการของคุณแมนที่แย่ลง ทำให้ต้องจองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทยทันที 

        เมื่อถึงประเทศไทย อาการของคุณแมนก็ยังไม่ดีขึ้น คอที่รู้สึกเจ็บก็เริ่มเป็นหนองกลืนน้ำลายลำบาก จนต้องส่งเข้าห้อง ICU ส่วนคุณหญิงที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเหตุการณ์นี้ จึงได้โทรหาพี่สาวที่เป็นคนมีเซ้นส์เรื่องวิญญาณ เพราะคุณแมนมีอาการนอนเพ้อพูดว่า ‘กลัวแล้ว กลัวแล้ว’

        และเมื่อพี่สาวคุณหญิงมาถึงหน้าห้อง ICU ก็พูดขึ้นมาว่า

        “มีผู้หญิงผมยาว ใส่ชุดสีขาวสกปรก ยืดจ้องหน้าแฟนเธออยู่นะ ไปทำอะไรมาหรือเปล่า ทำไมเขาตามมา เขาเป็นใคร ดูเหมือนเขาจะไม่พูดภาษาไทย แล้วยังโกรธมากด้วย”

        ได้ยินดังนั้น คุณหญิงจึงเล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทั้งหมดให้พี่สาวฟัง พี่สาวคุณหญิงจึงพยายามที่จะสื่อสารกับวิญญาณและบอกกับคุณหญิงว่า

        “ผู้หญิงคนนี้โกรธมาก แล้วต้องการเอาชีวิตคุณแมนให้ได้ เขาโกรธมากที่ไปดูถูกเขา”

        คุณหญิงจึงถามว่า “ไปดูถูกอะไร”

        พี่สาวจึงบอกว่า “ก็ไปยืนดูถูกเขา เหมือนไปเหยียดหยามเขาที่หน้าศาล เขารับไม่ได้ เขาจะเอาชีวิตไปให้ได้ และยังไปนอนในบ้านของเขาอีก”

        และเมื่อสื่อสารกันไปมาก็ได้รู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เคยผิดหวังในความรัก เธอตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการผูกคอในห้องนอนของตัวเอง ในบ้านหลังนั้น ทำให้วิญญาณของผู้หญิงคนนี้เฮี้ยนมาก คนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็เริ่มทยอยออกกันทีละหลังจนไม่เหลือใคร คนในหมู่บ้านพยายามหาหมอผีมาปราบแต่ก็ไม่ได้ผล จึงได้สร้างศาลขึ้นมาและเอาตุ๊กตากิโมโนญี่ปุ่นที่เปรียบเหมือนตัวแทนของผู้หญิงคนนั้นเอาไปไว้ในศาล เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงไม่ค่อยมีคนมาดูแล จึงทำให้สกปรกจนมาถึงปัจจุบัน และด้วยความเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หลาย ๆ คนในหมู่บ้านจึงปล่อยให้บ้านแต่ละหลังเป็นบ้านเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว 

        พอได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด คุณแมนและคุณหญิงเลยได้ทำการขอขมากรรมอยู่บ่อยครั้ง ที่ไปดูถูก เหยียดหยามผู้หญิงคนนั้น และอาการของคุณแมนก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จากเหตุการณ์นี้ทำให้คุณแมนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องผี ก็เชื่อขึ้นมาทันที

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

25 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากขึก สิทธิชัย 'เจ้าที่หลอนในกุฏิ' l อังคารคลุมโปง X เอิร์ธ - ขึก [ 16 ธ.ค.2568 ]

เดินทางไปค้างคืนที่วัดแห่งหนึ่ง ตกดึกกำลังจะเคลิ้มหลับตาลง ก็มีเสียงดังลั่นขึ้นมา! ตึก..ตึก..ตึก… ดังรายล้อมไปรอบตัว พร้อมเสียงกระซิบแผ่ว ๆ “นอนหลับสบายดีมั้ย..” จึงได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเปิดผ้าคลุมออก พบเข้ากับผู้หญิงที่จ้องหน้ามาอย่างจัง หลังจากวันคืนนั้น ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบนี้อยู่ซ้ำไปในทุก ๆ คืน… เรื่องราวของกุฏิหลอน.. ‘คุณขึก’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ได้ไปนอนค้างที่กุฏิวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ในจังหวะที่จะเคลิ้มหลับ มักจะได้ยินเสียง ตึก..ตึก..ตึก… ดังขึ้นในทุก ๆ คืน เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X’ (16 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่หลอนในกุฏิ’ เรื่องเล่าจาก ‘คุณขึก’ ได้เดินทางจากต่างจังหวัด เข้ามาหาหลวงตาที่เป็นรองเจ้าอาวาส ณ วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพ แม่คุณขึกได้บอกว่า ก่อนที่จะเข้านอนอย่าลืมไหว้พระสวดมนต์ ช่วงเวลากลางคืน เริ่มมีอาการเคลิ้ม ๆ ปรากฏว่าเสียงดังลั่นขึ้นมา ตึก!..ตึก!…ตึก! ค่อย ๆ หันซ้าย หันขวาไปมอง ก็พบแต่ความว่างเปล่า หลังจากเสียงดังลั่นเมื่อครู่ ก็เริ่มที่จะมีอาการเคลิ้มอีกครั้ง ทันใดนั้นบริเวณหน้าต่างก็มีเสียงดังลั่น ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ตึก! ลุกขึ้นไปดูในทันที แต่กลับไม่พบอะไรที่ผิดปกติ หลังจากนั้นได้กลับมาปิดไฟ เริ่มจะเอนตัวลงนอน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังลั่นขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก..ตึก… เป็นเสียงดังล้อมรอบตัว และได้ลุกขึ้นสำรวจรอบ ๆ ตัวก็พบแต่ความว่างเปล่าอีกครั้ง ผ่านเวลามาจนถึง ตี 3 เริ่มได้ยินเสียงเดินอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกว่ามีบางอย่าง มาเขี่ยไปมาอยู่บนใบหน้า และได้แต่นึกในใจว่าอาจจะเป็นขนแมว แต่ทันใดนั้นมีเสียงพูดแผ่ว ๆ ว่า “นอนหลับสบายดีมั้ย” เป็นเสียงของหญิงสาวที่กระซิบอยู่เบา ๆ คุณขึกรวบรวมความกล้าทั้งหมด เปิดผ้าออกมองตรงไปด้านหน้า สายตามองเห็นเป็นใบหน้า ของผู้หญิงนั่งจ้องตาเขม็ง คุณขึกตกใจสะดุ้งเฮือก หลวงตาได้ปรากฏตัวขึ้นในทันที พร้อมพูดมาว่า “อย่าไปกวนเขา ต่างคนต่างอยู่” หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็เฝดหายไป ผ่านไปไม่นานด้วยความเพลีย มีอาการง่วงขึ้นอีกครั้ง และเสียงก็ค่อย ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ตึก..ตึก… คุณขึกเริ่มสวดคาถาไล่ผีขึ้นมา แต่ทันใดผู้หญิงคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า“ไม่ต้องสวดหรอก..ฉันไม่กลัว” ผู้หญิงคนนี้เดินไป เดินมา อยู่รอบ ๆ ตัว คุณขึกนึกในใจว่า เราได้ไปลบหลู่เขาหรือเปล่า รุ่งเช้าวันต่อมา จึงได้ไปใส่บาตรให้กับเขา แล้วก็เดินทางกลับบ้าน แต่เดือนถัดมาได้กลับมาที่วัดอีกครั้ง ก็ยังพบเจอเหตุการณ์แบบเดิมอยู่ซ้ำ ๆ วนไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณจอย 'ทางที่ต้องเลือก' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

26 ต.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณจอย 'ทางที่ต้องเลือก' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 22 ต.ค. 2567]

ขนหัวลุกไปกับเรื่องหลอนจาก ‘คุณจอย‘ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ทางที่ต้องเลือก’ จากรายการอังคารคลุมโปง X (22 ตุลาคม 2567) โดยมี ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ หลอนไปพร้อมกัน เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่วิญญาณคุณจอยออกจากร่าง และเกือบจะเลือกทางผิด! จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณจอยได้เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ตอนนั้นคุณพ่อเเละคุณแม่ทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทก็มีบ้านพักไว้ให้พนักงาน บ้าน 1 หลังให้พัก 2 ครอบครัว ครอบครัวของคุณจอยพักอยู่ชั้นล่าง ครอบครัวพี่ปรีชาอยู่ชั้นบน ในตอนนั้นคุณจอยทำงานที่โรงพยาบาลหนักจนมีความเครียดสะสม ทำให้มีอาการปวดท้องบ่อย โดยปกติเเล้วเวลาเลิกงานของคุณจอยคือ 2 ทุ่ม เเต่วันนั้นพี่หัวหน้าพยาบาลเห็นอาการของตนไม่ค่อยดี จึงบอกให้คุณจอยกลับก่อน ตนจึงกลับถึงบ้านเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เมื่อถึงบ้านเเล้วตนรู้สึกหิวข้าวมากจึงเดินไปหาคุณเเม่เเล้วถามว่ามีอะไรให้กินหรือไม่ คุณเเม่ : อ่าว เวลานี้มันจะมีอะไรกินล่ะ ก็เห็นปกติเเล้วเห็นซื้อมากิน คุณจอย : พอดีวันนี้ไม่สบาย ก็เลยกลับมาบ้านเลย ก็ไม่คิดว่าที่บ้านจะไม่มีอะไรกิน คุณเเม่ : งั้นไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากินสิ คุณจอยที่ไม่สบายและเหนื่อยจากการทำงาน ทั้งยังรู้สึกหิวแต่ที่บ้านกลับไม่มีอะไรกิน ก็เริ่มน้อยใจแม่ จึงเดินเข้าห้องตัวเองเเล้วนั่งร้องไห้กับพื้น ไม่มีใครรู้ว่าคุณจอยร้องไห้ยกเว้นน้องเพราะนอนห้องเดียวกัน หลังจากร้องไห้ได้สักพัก คุณจอยก็รู้สึกแน่นหน้าอก มือเท้าชา เเล้วก็ฟุ้บลงไปกับพื้น! ในตอนนั้นรู้ว่าตัวเองชักเกร็ง จากนั้นน้องก็เดินเข้ามาเห็นเเล้วก็ตะโกนเรียกแม่ ในตอนนั้นคุณพ่อคิดว่าตนเรียกร้องความสนใจ เพราะคุณพ่อทราบเรื่องที่คุณจอยทะเลาะกับคุณแม่เรื่องของกิน เมื่อคุณแม่มาเห็นสภาพคุณจอยที่ชักตาตั้ง น้ำลายไหลอยู่กับพื้น เห็นท่าทีไม่ค่อยดีจึงอุ้มคุณจอยไปโรงพยาบาล คุณพ่อกับพี่ปรีชาก็ออกไปเรียกรถเเท็กซี่ มีเเท็กซี่คันหนึ่งจอดแต่กลับบอกว่า “ไม่รับ ผมไม่เอา ผมกลัวไปตายในรถผม หาคันใหม่นะครับ“ ในตอนนั้นเป็นช่วงกลางดึก จึงทำให้หารถยากมาก ระหว่างนั้น คุณจอยนอนอยู่บนตักแม่โดยมีเเม่กอดอยู่ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาตีหัวเเล้วเหมือนมีแรงผลักทำให้ลุกขึ้น! เเล้วความรู้สึกที่แน่นหน้าอกก็หายไป ตนได้ยินเสียงร้องไห้มาจากข้างหลังจึงหันไปดู ภาพที่ตนเห็นคือเห็นแม่กอดตนอยู่! มีน้องนั่งอยู่ข้าง ๆ ส่วนคุณพ่อกับพี่ปรีชากำลังเรียกรถ ตนจึงได้เเต่คิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น? จิตหลุดหรือเราตายไปแล้วหรือยัง ตนได้เเต่ยืนร้องไห้ดูตัวเอง ตนจึงรู้สึกผิดที่โกรธเเม่ จากนั้นก็พยายามที่จะจับเเม่เเต่ก็จับไม่ได้ เรียกก็ไม่มีใครได้ยิน จากนั้น ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหลังบ้านว่า “มานี่ มาทางนี้” เป็นเสียงผู้ชายดุ ๆ เมื่อตนมองไปก็เห็นเป็นผู้ชายร่างใหญ่ สูง ไม่เหมือนคนเเล้วมีควันลอยฟุ้งเต็มไปหมด จากนั้นก็เริ่มเสียงดังขึ้น “มานี่! เดี๋ยวนี้!” คุณจอยรู้สึกเหมือนโดนสะกดจิต คิดว่าคงมารับจึงก้าวขาไปหา เเต่ในขณะที่กำลังจะก้าวก็มีเสียงตายายเรียกจากอีกฝั่งหนึ่งว่า “อีหนู! จะไปไหนลูก” ตนจึงหยุดเเล้วก้าวกลับมาที่เดิม เมื่อหันไปทางเสียงนั้นตนก็รู้สึกต่างกับฝั่งซ้าย ฝั่งขวามันสว่างเหมือนตอนเช้า เห็นตายายใส่โจงกระเบนยืนอยู่เเล้วเรียกว่า “อีหนูมานี่ลูก มันไม่ยังไม่ถึงคราวเอ็ง จะไปทำไม” ด้วยความรู้สึกว่าฝั่งขวามันน่าไปกว่า จึงตัดสินใจก้าวขาเดินไปตายาย เมื่อตนก้าวไปขาเหยียบลงพื้น ทันใดนั้นตนก็กลับมารู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนเดิม เเล้วลืมตาขึ้นเห็นเเม่ร้องไห้ ผ่านไปไม่นานตนก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เจ็บไม่ปวดแล้วเเต่รู้สึกเพลีย ในตอนเช้าจึงไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อกลับมาจากโรงพยาบาลก็ได้เดินไปที่ศาลตายาย เมื่อส่องเข้าไปดูก็เห็นชุดที่ตายายใส่นั้นเป็นชุดเดียวกันกับที่ตนเจอเมื่อคืน หลังจากนั้นคุณจอยก็เห็นตายายตลอด เพราะเวลานอนตนจะเปิดหน้าต่างรับลมเอาไว้ เเต่คุณจอยไม่ได้รู้สึกกลัวเพราะตายายมาหาเหมือนมาช่วยตนให้พ้นจากอันตราย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

14 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 เมษายน 2568) ‘คุณมิ้น หัตถา’ นักเล่าเรื่องขวัญใจโซเชียล มาพร้อมกับเรื่อง ‘คนผูกดวง’ ประสบการณ์สัมผัสกับสิ่งลี้ลับของ ‘เมย์’ รุ่นน้องที่สนิทกัน ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตหลังจากเข้าร่วมพิธีกรรบางอย่าง ตามไปฟังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ พร้อมกันกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ความห่วงใยของแม่ คือความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อความรักนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความยึดมั่นในความเชื่อบางอย่าง การกระทำที่มองว่าเป็นการเสริมดวงเสริมบารมี อาจกลับกลายเป็นประตูที่เปิดพาชีวิตลูกสาวให้ก้าวเข้าสู่โลกของสิ่งลี้ลับโดยไม่รู้ตัว ‘เมย์’ หญิงสาววัยทำงานผู้ที่กำลังมีชีวิตเรียบง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ได้เชื่อหรือสนใจเรื่องดวง โชคชะตา หรือพิธีกรรมใด ๆ แต่เธอกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหนือคำอธิบาย หลังจากแม่ของเธอพาไปพบ ‘พ่อหมอ’ ชื่อดังจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มีชื่อเสียงด้านการดูดวงและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แม่ของเมย์เชื่อมั่นในเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก ตำหนักไหนว่าดี สำนักไหนว่าแม่น ก็ไม่เคยพลาด จนวันหนึ่งได้พบพ่อหมอผู้ทำนายว่า เมย์เป็น ‘ดวงเชิดชูแม่’ มีชะตาแต่งงานกับเศรษฐี มีเกณฑ์ช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวให้รุ่งเรืองได้ หากมีการทำพิธีเพื่อผูกดวงและรับขันครูเพื่อคุ้มครองชะตา แม้เมย์จะลังเลและไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็ยอมเข้าพิธีเพื่อความสบายใจของแม่ ภาพที่เธอจำได้ติดตาในวันนั้น คือพ่อหมอให้ชูขันเงินเหนือหัว สวดคาถาแปลกประหลาด และเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอขนลุก “ต่อไปนี้ ข้าขอรับไว้กับตัว” จากวันนั้น ชีวิตของเมย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.. แม้จะได้งานใหม่ เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม่ของเธอเชื่อว่านั่นคือผลจากการผูกดวง แต่สิ่งที่ตามมาคือข้อบังคับในการไหว้ครูทุกวันโกน ต้องมีเครื่องเซ่นทั้งเหล้า เนื้อสัตว์ ดอกไม้ และบทสวดที่ต้องท่องทุกครั้ง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ เมย์ต้องร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ผ่านเวลาไป 3-4 เดือนหลังเข้าพิธีรับขันครู เหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายก็เริ่มเกิดขึ้น มีคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ตัว เห็นเมย์ปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกับที่เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ตรงนั้น เช่น ขณะที่เธออยู่บ้าน กลับมีคนเห็นเธอในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คำเล่าลือ หากแต่เป็นภาพที่หลายคนยืนยันว่า แน่ใจว่าใช่เมย์แน่นอน สิ่งเหล่านี้ทำให้เมย์เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เครียด กังวล และเริ่มสงสัยว่า พิธีกรรมในวันนั้นอาจไม่ได้มีแค่ครูบาอาจารย์มาคุ้มครอง แต่มีบางสิ่งตามมาโดยไม่ตั้งใจด้วย เมย์ตัดสินใจปรึกษา ‘คุณมิ้น หัตถา’ และน้องสาว ซึ่งเป็นผู้มีเซ้นส์ไวต่อสิ่งลี้ลับ หลังเล่าทุกอย่างให้ฟัง คุณมิ้นได้ให้คำแนะนำว่า ของแบบนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ สิ่งที่น่าขนลุกกว่านั้น คือระหว่างทางที่คุณมิ้นกับน้องสาวขับรถไปส่งเมย์กลับบ้าน ในกระจกมองหลังของรถ พวกเธอกลับเห็น ‘เงาผู้หญิงผมดำยาว’ ลักษณะคล้ายเมย์ทุกอย่าง ยองตัวนั่งอยู่บนไหล่ของเธอ พร้อมเสียงกรีดร้องปริศนา ที่ตะโกนดังชัดเข้ามาในรถว่า “มึงอย่ามายุ่งเรื่องของกู!!” นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อเมย์ได้อีกเลย เวลาล่วงเลยไปเกือบ 4 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากโซเชียล ไม่มีแม้แต่ข้อความจาก LINE ที่เคยใช้พูดคุยกัน เบอร์โทรศัพท์ก็กลายเป็นเบอร์ที่ไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเมย์บอกว่า ครั้งสุดท้ายที่เจอเมย์คือเมื่อปีที่แล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ใครสักคนได้เห็นเธอ ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า ชะตากรรมของเมย์ในตอนนี้เป็นอย่างไร เธอยังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ หรือพิธีกรรมที่เคยทำไว้ ได้พาชีวิตของเธอหลุดเข้าไปในโลกอีกใบที่ยากจะหาทางกลับออกมา เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดจากความรักของแม่ ที่อยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าหนทางนั้น กลับนำพาให้ลูกต้องหายไปจากชีวิตทุกคนโดยไม่มีคำลา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

08 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณบอย เดอะโกส ‘พนักงานส่งของ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 28 เม.ย.2569 ]

ตอนนั้นเริ่มเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ต้องทำโอทีเพื่อทำยอด ช่วงดึกทำงานอยู่ในคลังสินค้าเพียงคนเดียว ระหว่างที่จัดสินค้าเตรียมส่งให้ลูกค้า สายตาเห็นคนเดินผ่านบริเวณกล่องพัสดุ เมื่อเดินไปดูไม่เจอใคร แต่ได้เห็นกล่องพัสดุชิ้นหนึ่งที่สั่น! และมาพร้อมเสียงปริศนาบอกว่า ‘พี่ชายปล่อยผมออกไปที’ เช้าต่อมาต้องนำของชิ้นนี้ไปส่งให้รู้ค้า จึงได้รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘น้ำมันพราย’เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost (28 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พนักงานส่งของ’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่ถูกเล่าโดย ‘คุณบอย’ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของพนักงานส่งของคนหนึ่ง ที่ได้เล่าให้คุณบอยฟังไว้ว่า ช่วงที่ผมได้มาเป็นพนักงานส่งของใหม่ ๆ ก็ต้องขยันหน่อย ทำ OT มาก ๆ เพื่อที่หัวหน้าจะได้เห็นยอด และให้ผมผ่านโปรไว ๆ มีอยู่คืนหนึ่งผมทำงานจนดึกอยู่ในคลังสินค้า กว่าจะทำงานเสร็จก็ประมาณ 5 ทุ่มเกือบเที่ยงคืน ซึ่งพี่ ๆ พนักงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว ผมก็จัดสินค้าขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของผมปกติเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ออกไปส่งตั้งแต่เช้า แต่ระหว่างนั้นมีกองสินค้าอยู่กองนึงอยู่ในบริเวณที่ไม่ค่อยมีไฟหางตาผมสังเกตเห็นใครสักคนกำลังเดินอยู่ในคลังสินค้า ผมแอบเอะใจนิด ๆ เพราะที่นี่มีผมอยู่แค่คนเดียวใครจะมาเดินในคลังเวลานี้ เลยตัดสินใจเดินไป แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอใคร เจอแต่กล่องสินค้าชิ้นเล็กกล่องหนึ่งซึ่งมันขยับ และสั่นเองได้ผมกลัวว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ด้านในหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น มันอาจจะขาดอากาศหายใจได้ ผมจึงเอื้อมมือหยิบกล่องนั้นขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบ และมืดผมเอากล่องพัสดุชิ้นนั้นขึ้นมาแนบหูเพื่อฟังเสียงมัน และเสียงที่ออกมาจากกล่องใบนั้นคือเสียงพูดของใครคนหนึ่งที่พูดว่า...“พี่ชาย ปล่อยผมออกไปที” ด้วยความตกใจ ทำไมถึงมีเสียงพูดออกมาจากกล่องแบบนั้น ผมโยนทิ้ง และรีบวิ่งออกมาจากคลังสินค้า ไปที่รถเพื่อหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เช้าวันต่อมาผมก็ขับรถไล่ส่งสินค้าตามบ้านปกติ แต่ส่งจนมืดค่ำก็ยังไม่หมดเหลือประมาณ 10 กล่องสุดท้าย ผมจึงคิดว่าจะเก็บไว้ไปนำส่งต่อวันพรุ่งนี้ เมื่อผมกลับมาถึงที่พักผมก็จอดรถไว้ และเดินขึ้นห้องไปซึ่งห้องผมอยู่ชั้น 2 ที่สามารถมองลงมาเห็นรถมอมอเตอร์ไซค์ตัวเองจากหลังห้องได้พอดี ผมถึงห้องผมก็ตรงไปอาบน้ำ พออาบเสร็จก็จะเอาผ้าเช็ดตัวไปตากที่ระเบียง ผมเผอิญสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างรถตอนแรกผมคิดว่า เป็นใครพยายามจะขโมยอะไรในรถหรือเปล่า? เลยรีบวิ่งไปดู แต่ปรากฏว่า ผู้ชายคนนั้นก็หายไป สินค้าก็ไม่ได้หายไปไหน ผมเลยออกไปส่งสินค้าปกติ จนกระทั่งส่งสินค้าให้ลูกค้าครบทุกชิ้น จึงเช็คดูความเรียบร้อยอีกที แต่พอเช็คดูดันเหลือพัสดุปริศนากล่องหนึ่ง ที่เกินมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่เช็คดูแล้ว ที่อยู่ของลูกค้าก็ไม่ได้ไกล ผมเลยไปส่งให้จนครบ เมื่อไปถึงบ้านก็เจอกับผู้รับ แต่เขาดูตกใจแล้วพูดว่า “เห้ย ส่งมาด้วยหรอ ไม่คิดว่าจะส่งมานะเนี้ย” ด้วยความสงสัยเลยถามลูกค้าว่า “พี่สั่งอะไรมาหรอครับ” พี่เขาก็ไม่ตอบแต่ยิ้มกลับ แล้วแกะพัสดุตรงนั้นต่อหน้า สินค้าด้านในเป็นขวดแก้วเล็ก ๆ ข้างในมีน้ำข้น ๆ มีด้ายแดง และสายสิญพันรอบขวด แล้วลูกค้าก็พูดว่า “น้ำมันพราย” ผมก็ตกใจว่า ลูกค้าสั่งน้ำมันพรายเนี้ยนะ และหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งกับลูกค้าคนนั้น และก็ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า แต่ที่แปลกคือ ปกติน้ำมันพรายเขาทำมาจากผู้หญิงไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมีวิญญาณผู้ชายมาวนเวียนได้…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-