เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘4 คืนหลอนนอนโรงเเรม’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ‘4 คืนหลอนนอนโรงเเรม’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

04 ก.ค. 2024

       เรื่องราวนี้ ‘พี่แจ็ค เดอะโกสต์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘4 คืนหลอนนอนโรงแรม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย!

       พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณไบก้อน’ เกิดขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซีย โดยคุณไบก้อนต้องไปทำงานที่อินโดนีเซีย ทางบริษัทจึงเตรียมที่พักให้ นอกจากนี้ก็ยังมีทีมงานจากหลายประเทศมาพักที่โรงแรมนี้ด้วยเช่นกัน การเดินทางไปครั้งนี้ รวมเวลากว่า 4 วัน

       วันแรก คุณไบก้อนเข้าเช็คอินที่โรงแรมประมาณ 2 ทุ่ม โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ดี ห้องใหญ่ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความเก่า ปกติแล้วหากเป็นโรงแรมที่อยู่มานาน เราจะสังเกตุได้ว่าพื้นจะถูกปูด้วยพรม และผนังจะอัดไม้ ตกแต่งด้วยไม้ ส่วนในห้องนอนเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะมีตู้ขนาดใหญ่ที่เข้าไปได้ 3-4 คน และมีหน้าต่างใหญ่มองวิวได้ทั่วถึง คุณไบก้อนบอกว่า จากประตูผ่านห้องน้ำ ผ่านตู้ และไปถึงเตียง มีระยะทางค่อนข้างไกลเล็กน้อย เพราะห้องใหญ่มาก

       ในคืนแรก เมื่อมาถึงห้อง คุณไบก้อนก็อาบน้ำและรีบเข้านอนเพราะต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า ปรากฏว่าตอนที่หลับได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงคนเดิน ‘แตะ แตะ’ และเสียง ‘ฟึ้บ ฟึ้บ’ คุณไบก้อนที่กำลังงัวเงียก็คิดว่า ‘คงเป็นหมาที่เลี้ยงไว้ที่บ้านมันเดินแหล่ะ’ แต่สักพัก ก็ได้ยินเสียงแบบเดิม แต่พอครั้งที่ 2 นี้ เขาฉุกคิดว่า

       “เห้ย กูไม่ได้อยู่บ้านนี่ กูนอนโรงแรม“

       คุณไบก้อนจึงพยายามนอนฟังเสียง แต่ไม่ได้เปิดไฟ และไม่ได้ลืมตา เปิดแค่ไฟห้องน้ำ ปรากฎว่าเสียงเคลื่อนที่เดินจากขวาไปซ้าย และเดินไปเดินมาผ่านเตียง ผ่านห้องน้ำ แล้วก็หายไป!

       จนถึงรอบที่ 4 คุณไบก้อนก็คิดในใจว่า ‘ถ้ารอบนี้มาอีกจะลืมตาดูว่ามันคือเสียงอะไร’

       ปรากฎว่าสมความปรารถนา มีเสียงเดินมาอีกรอบ คุณไบก้อนจึงลืมตาขึ้นมานิดนึง แล้วก็เห็นเป็นขาคน เป็นขาที่มีแต่ขามาถึงแค่เอว ใส่กางเกงพละ เดินมาแล้วก็หยุด คุณไบก้อนพยายามเพ่งมอง แต่พอเพ่งมอง เหมือนเจ้าขานั้นมันจะรู้ว่าคุณไบก้อนมอง ก็เลยวิ่งจากปลายเตียงทะลุเข้ากำแพงไปดังฟึ้บ! มาโผล่อีกฝั่งหนึ่ง วิ่งเข้าไปที่ห้องน้ำ แล้วก็วิ่งวนในห้องน้ำ วิ่งออกมาจากห้องน้ำแล้ววิ่งผ่านเตียงทะลุกำแพงแล้วหายไป!

       ตอนนั้นคุณไบก้อนได้แต่งง ว่าตนหลับ ฝัน หรือตื่น มันเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติคุณไบก้อนเป็นคน ไม่กลัวเรื่องพวกนี้ จึงหลับไปจนถึงเช้า จากนั้นก็มาเล่าให้คนที่ทำงานด้วยกัน แต่คนอื่นก็ไม่ได้เจอ แล้วก็แยกย้ายไปทำงาน จนถึงตอนเย็น

       ในคืนที่ 2 คุณไบก้อนไม่ได้คิดถึงสิ่งที่เจอเมื่อคืน จึงอาบน้ำนอนตามปกติ จากนั้นก็เผลอหลับไป แต่ก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะอยากเข้าห้องน้ำ หลังจากทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้ว ออกมาก็พบว่าม่านไม่ได้ปิด ทำให้มีแสงผ่านเข้ามาในห้อง จึงคิดจะไปปิดจะได้หลับสบาย จากนั้นก็เดินไปหาตัวชักม่านฝั่งซ้ายแล้วก็ปิดม่าน แล้วก็เดินไปฝั่งขวา แต่กลับไม่เจอตัวชักม่าน เจอแผงสีดำแทน คุณไบก้อนจึงเอาผ้าม่านฝั่งขวาออก แล้วก็ต้องตกใจ เพราะแผงสีดำนั้น คือผมคนที่ห้อยยาวมาจากด้านบนเพดานข้างบน!

       คุณไบก้อนรู้สึกตกใจอย่างแรง แต่ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก! ระหว่างนั้น ก็เห็นผมที่ย้อยลงมาค่อย ๆ ถูกดึงม้วนกลับขึ้นไปแล้วก็หายไปบนเพดานต่อหน้าต่อตา! คุณไบก้อนกลั้นใจปิดผ้าม่านแล้วกลับมานั่งที่เตียง คิดในใจว่า ‘ตกลงมันคืออะไร เจออะไรไม่รู้’ สักพักก็ข่มตานอนแล้วก็ตื่นขึ้นมาเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนร่วมงานฟัง แต่เพื่อนก็หัวเราะ แล้วก็พูดว่า “ยูอย่าคิดมาก เดี๋ยวถ้าคืนนี้เจออีก ก็มาเล่าให้ฟังอีก อยากรู้ว่าจะเจออะไร” แล้วก็แยกย้ายกันไปทำงาน

       คืนที่ 3 คุณไบก้อนบอกว่าวันนั้นทำงานเหนื่อยมาก จึงไปอาบน้ำ แล้วหลับไปเลย แต่คืนนั้นกลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เป็นห้องที่เงียบมาก และไม่เจออะไรเลย พอตื่นเช้ามาก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า “เห็นมั้ย ยูน่ะคิดมาก มันไม่มีอะไรหรอก“ จากนั้นก็แยกย้ายไปทำงาน

       คืนที่ 4 คืนสุดท้าย คุณไบก้อนบอกว่า ”คืนนี้ทำให้ผมจำไม่ลืม มันคือไฮไลต์ของเรื่องนี้”

       หลังจากทำงานเสร็จคุณไบก้อนก็กลับมาที่ห้อง กำหนดการขึ้นเครื่อง 7 โมงเช้า เขาจึงตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตี 3 พอถึงเวลา 3-4 ทุ่มก็เตรียมตัวเข้านอน แต่คุณไบก้อนบอกว่ารอบนี้น่าจะความฝัน..

       ในฝันนั้น คุณไบก้อนนอนอยู่บนเตียง แล้วลุกมาจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ แต่ระหว่างที่จะไปเข้าก็มองเห็นหน้าต่างกระจก รู้สึกว่าวิวกลางคืนสวยมาก จึงไปยืนดูมองวิวเก็บบรรยากาศคืนสุดท้ายเอาไว้ ด้วยความที่ในห้องเปิดไฟไว้บางจุด เช่นไฟห้องน้ำ ไฟหน้าห้องน้ำ จึงทำให้เวลาที่เรามองออกนอกหน้าต่าง จะเห็นเงาสะท้อนตัวเรา และด้านหลัง ระหว่างที่เขายืนมองอยู่ ปรากฎว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องโฟกัส เพราะขณะที่เขามองวิว แล้วมองเห็นตู้เสื้อผ้า เขาจำได้ว่าเขาปิดตู้เสื้อผ้าไว้ตลอด แต่ตอนนั้นมันแง้มออกมา และมีขาซ้ายค่อย ๆ ยื่นออกมาจากตู้ ซึ่งคุณไบก้อนจำได้ว่ามันเป็นขาเดียวกันกับที่เจอในคืนแรกเพราะใส่กางเกงพละโผล่ออกมา แล้วครั้งนี้มันมีมือโผล่มาจับที่ขอบตู้ด้วย!

       คุณไบก้อนคิดในใจว่า ‘มันมีขา มีมือมา ครั้งนี้ มันต้องมีหัวมาด้วย’

       แล้วก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะสิ่งนั้นค่อย ๆ โผล่หัวออกมา เป็นผู้หญิงที่มองไม่เห็นหน้า แต่คุณไบก้อนจำได้ว่าผมที่อยู่บนหัวเป็นอันเดียวกันกับที่เจอในคืนที่ 2 เพราะมันยาวมาจนถึงพื้น ระหว่างที่เขากำลังสงสัยอยู่ หน้าของผู้หญิงก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากตู้ แล้วหน้าผู้หญิงก็ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอสังเกตดี ๆ แล้ว หน้าของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใหญ่ขึ้น แต่หน้าของผู้หญิงคนนี้ค่อย ๆ เข้ามาใกล้เขาเรื่อย ๆ ใกล้มากจนหายใจรดต้นคอคุณไบก้อน!

       สิ่งนี้ไม่ได้ทำอะไรคุณไบก้อน แต่แค่จ้องออกไปทางหน้าต่างเหมือนกำลังสงสัยว่าคุณไบก้อนมองอะไร แล้วอยู่ ๆ มันก็หยุด ฟึ้บ เหมือนกำลังรู้ตัวว่าคุณไบก้อนเห็นแล้ว คุณไบก้อนจึงกลั้นใจ

       “เอาวะ ตายเป็นตาย อย่างน้อยก็มีเรื่องเล่า”

       แล้วก็หันไปหามัน ในจังหวะนั้นมันก็หันหน้ามาหาคุณไบก้อน จ้องหน้ากัน แล้วมันก็รีบหดคอเข้าไปในตู้ แล้วก็ปิดตู้ดัง ปึ้ง!

       คุณไบก้อนยืนช็อคทำอะไรไม่ถูก รู้ตัวอีกทีคือตอนตื่น แล้วก็ออกมาเช็คเอาท์ ตอนนั้นก็ตั้งใจว่าจะถามพนักงาน พอกำลังจะเอ่ยปากถาม รถที่เรียกไว้ก็มาพอดี จึงต้องรีบไปสนามบิน ทำให้ไม่รู้ว่าที่โรงแรมแห่งนั้นมีอะไรกันแน่..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ซื้อที่ใหม่ไว้สร้างบ้าน หลังจากมาอยู่ก็เจอแต่เรื่องแปลก ๆ ทั้งเจองูตัวใหญ่ เจอผู้หญิงปริศนา ประตูเปิดเอง ทำไรไม่ได้ เลยจำใจต้องอยู่!

08 ธ.ค. 2023

ซื้อที่ใหม่ไว้สร้างบ้าน หลังจากมาอยู่ก็เจอแต่เรื่องแปลก ๆ ทั้งเจองูตัวใหญ่ เจอผู้หญิงปริศนา ประตูเปิดเอง ทำไรไม่ได้ เลยจำใจต้องอยู่!

อ่านความแปลกจากเรื่อง ‘บ้านหลังใหม่’ โดย ‘คุณป๊อบ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการอังคารคลุมโปง X (5 ธันวาคม 2566) เรื่องราวนี้จะหลอนแค่ไหน แล้วคุณป๊อบต้องเจอกับอะไรระหว่างที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ไปอ่านพร้อมกันเลย! เรื่องราวความสยองนี้ เป็นประสบการณ์ตรงจากคุณป๊อบ ย้อนกลับไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2557 ครอบครัวคุณป๊อบอยากได้ที่ไว้เพื่อปลูกบ้าน จึงไปดูที่คลอง 5 จังหวัดปทุมธานี แต่ในปีนั้นเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ จึงตัดสินใจว่าจะหาซื้อแถวบ้านที่ต่างจังหวัดแทนช่วงแรก ครอบครัวคุณป๊อบได้แวะไปดูที่ดินแถวบ้านญาติ ในสมัยนั้นที่ดินตรงนี้ยังเป็นป่าต้นยูคาลิปตัส ปรากฏว่าชอบมาก จึงคิดว่าจะซื้อที่ตรงนี้แทน ตอนนั้นก็มีคนต้องการซื้อที่ดินแปลงนี้เหมือนกัน และเสนอราคาที่สูงกว่าครอบครัวคุณป๊อบ ตอนนั้นคิดว่าคงไม่น่าได้ แม่ของคุณป๊อบจึงไหว้ขอเจ้าที่เจ้าทางขอให้ได้ที่ตรงนี้ ไม่นานก็ได้รับการติดต่อมาจากเจ้าของ ทุกคนดีใจมาก จึงรีบตอบตกลงไปทันที หลังจากที่ได้ที่ดินนี้มาแล้ว พวกเขาคิดว่าจะถางป่ายูคาลิปตัสออก แต่ในระหว่างวันที่กำลังถางป่า ปรากฏว่าไปเจองูเห่าตัวใหญ่ประมาณ 2 เมตร จึงขอให้คนงานจับไปปล่อยที่อื่น เรื่องราวแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นหลังจากนี้ตลอด ทุกครั้งที่ที่ดินตรงนี้นี้มีการเปลี่ยนแปลง ก็มักจะเจอกับงูเง่าทุกรอบ ซึ่งแต่ละรอบขนาดของงูก็แตกต่างกันออกไป คุณป๊อบต้องเจอเรื่องราวแปลก ๆ แบบนี้จนบ้านสร้างเสร็จเรียบร้อย วันหนึ่ง ‘คุณแม่อร’ (นามสมมุติ แม่ของคุณป๊อบ) มีธุระจะพูดคุยกับ ‘ป้าอ้าย’ (นามสมมุติ ป้าของคุณป๊อบ) จึงนัดหมายว่าจะมาที่บ้านหลังนี้ ในระหว่างที่แม่อรกำลังเดินอยู่ในบ้าน ก็สังเกตเห็นผู้หญิงใส่ผ้าไหมมัดหมี่ (ผ้าซิ่นในภาคอีสาน) กำลังเดินเข้าไปในห้องนอนของเธอ ตอนนั้นคิดว่าเป็นป้าอ้ายที่นัดกันไว้ จึงรีบเดินตามไป หลังจากที่แง้มประตูเข้าไปก็ไม่เจอใคร จากนั้นแม่อรจึงไปรอที่หน้าบ้าน ไม่นานป้าอ้ายก็มาถึง ตอนนั้นเธอไม่เห็นใครจึงเข้ามาในบ้าน ปรากฏว่าระหว่างที่เดินอยู่ก็สังเกตเห็นผู้หญิงใส่ผ้าไหมมัดหมี่เดินเข้าไปในห้องเหมือนกัน จึงรีบตามไป ในระหว่างที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตู ป้าอ้ายได้ยินเสียงเรียกของแม่อรจากนอกบ้าน ป้าอ้ายจึงชะโงกหน้าเข้าไปดูในห้อง ก็ไม่เจอใครเลย และรีบออกไปหาแม่อรทันที เรื่องราวแปลก ๆ ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งน้าสะใภ้ คุณตา รวมถึงตัวคุณป๊อบเอง ต่างพากันเจอเรื่องราวสุดขนหัวลุกแบบนี้เหมือนกัน วันหนึ่ง น้าสะใภ้อยู่ในครัว ก็สังเกตเห็นมือปริศนาเปิดประตูเอง หรือแม้กระทั่งคุณตากำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ได้ยินเสียงเด็ก “หนูขออยู่ด้วย หนูกลัวผี” คุณตาตอบไปทันที “หนูก็เป็นผีอยู่แล้วหนิ หนูจะกลัวทำไม” ไม่นานเด็กคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “หนูกลัวผีตัวอื่นในบ้านหลังนี้ !” คุณตาจึงตัดสินใจเปิดประตูให้ผีตนนี้เข้ามาอยู่ด้วย รวมถึงตัวคุณป๊อบก็เคยเจอผู้หญิงใส่ชุดสีขาว ตอนแรกก็คิดว่าเป็นแม่ แต่พอสังเกตดูดี ๆ มันคือใครก็ไม่รู้! หรืออีกเหตุการณ์ก็คือประตูเปิดเอง ทั้ง ๆ ที่ล็อกไว้แล้ว ด้วยความที่คุณป๊อบเป็นคนปากไวจึงด่าไปว่า “ไม่มีมารยาทเลยอะ เปิดประตูแล้วไม่รู้จักปิด” จากนั้นประตูก็ค่อย ๆ ปิดเอง ! มีอยู่วันหนึ่ง หมู่บ้านมีการทำบุญใหญ่ และจะมีหมอธรรมมาทำพิธีรดน้ำมนต์ให้บ้านทุกหลังในหมู่บ้าน พอจังหวะที่หมอธรรมมาถึงบ้านของคุณป๊อบก็ว่าทักขึ้นว่า “เคยเจอเรื่องราวแปลก ๆ กันบ้างมั๊ย อย่างคนเดินอยู่ในบ้าน รู้ไหมว่าที่นี่เป็นทางผ่าน บ้านหลังนี้เป็นเมืองบังบด” ทุกคนเงียบกันหมด และต้องจำใจอยู่เพราะตอนนั้นก็ลงทุนกันไปเยอะมาก จึงไม่คิดจะย้ายไปไหน เพราะตั้งแต่อยู่มาก็ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายอะไรกับครอบครัว ซ้ำยังได้โชคถูกหวยกันบ่อยครั้ง จึงไม่ได้กลัวอะไรมาก..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

16 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

‘คุณแนน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งคุณแม่และพี่สาว มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณแนน’ (นามสมมติ) โดยคุณแนนเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณแนนมีอายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ของคุณแนนมักจะไปทำพิธีแก้กรรมเสมอ จนคุณแนนโตขึ้น จึงได้ทราบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 36-37 ปี ซึ่งถือว่าอายุมาก โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์คุณแนน คุณแม่ได้เสียทารกในครรภ์ไปถึง 2 คน ในปัจจุบันคุณแนนมีอายุ 31 ปี เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่ได้ไปร่วมงานตั้งศาล ก็มีคนเดินเข้ามาทักคุณแม่ว่า “เคยทำแท้งมาเหรอ ?” คุณแม่จึงตอบว่า “ไม่ได้ทำ เคยหลุดไป ส่วนอีกคนหมอให้เอาออก” เขาจึงบอกกับคุณแม่ว่า “ก็ยังอยู่นะ ยังเห็นอยู่เลยเนี่ย แล้วที่ลูกสองคนมีชีวิตแบบนี้ เพราะว่ามันจากผลกรรม” โดยชีวิตของคุณแนน ก็คล้ายกับที่เขาเตือน เพราะคุณแนนกับพี่สาวเคยผิดหวังเรื่องความรักคล้ายกัน ทำอะไรก็ไม่เจริญ เหมือนชีวิตจะดีแต่ก็ดีไม่สุด มีงานทำแต่ไม่มีเก็บ อาจจะเกิดจากกรรมที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจทำในอดีต แต่อีกใจของคุณแนนก็คิดว่า ‘ไม่เชื่อหรอก เกี่ยวอะไรกัน เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเรา ทำไมถึงต้องมีผลกรรมตามมา มีผลกับชีวิตของเรา’ เมื่อถึงบ้าน หลังจากที่คุณแนนนอน คุณแนนก็ฝันถึงคุณพ่อที่เสียไปเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งปกติแล้ว คุณแนนจะเป็นคนที่หลับสนิทไม่ค่อยฝัน แต่คืนนี้ดันฝันว่า คุณแนนนั่งอยู่ข้างคุณพ่อในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงพูดอยู่ตลอดว่า ก็ที่ลูกแกสองคนเป็นแบบนี้ เพราะนี่ไง ! ก่อนที่คุณพ่อจะแบมือ เห็นเป็นก้อนเด็กสองคนนอนกอดกันอยู่ ซึ่งเมื่อคุณแนนลองมองตามเสียงพูดไป ก็เห็นเป็นร่างลักษณะอาจารย์ที่ทักคุณแม่ เมื่อคุณแนนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงบอกว่า “เขาอาจจะเตือน เพื่อที่จะให้เราไปทำพิธีกรรมกับเขา” พี่สาวของคุณแนนเป็นหมอดู และมีอาจารย์ที่นับถืออยู่ จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปปรึกษากับท่าน อาจารย์จึงบอกว่า “มันอาจจะถึงเวลาที่คุณแม่ต้องขอโทษจากใจจริง เริ่มจากการจุดธูปกำใหญ่ โดยที่ไม่ต้องนับ และไปกล่าวกลางแจ้ง พูดขอโทษจากเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจจริง” ซึ่งเมื่อนำคำแนะนำของอาจารย์ไปบอกกับคุณแม่ คุณแม่ก็ปฏิเสธที่จะทำตาม เพราะคุณแม่เชื่อว่า ตัวของคุณแม่ได้ทำพิธีแก้กรรมไปหมดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเดือนก่อนคุณแม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนอายุ 68 ปี ทำให้ในเดือนนี้สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างที่คุณแม่กำลังจ่ายตลาด คุณแม่ก็หกล้ม ทำให้เข่าทั้ง 2 ข้างเกิดแผลฟกช้ำ และในระยะเวลาใกล้กัน พี่สาวของคุณแนนก็ขาพลิก พร้อมทั้งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็นข้อเท้าต้องฉีก ส่วนคุณแนนเองก็ขาถลอกจากการที่พื้นเกิดผุพัง หลังจากนั้นเครื่องทำกาแฟที่เป็นร้านธุรกิจส่วนตัวของคุณแนน ก็พังทุกตัว ทำให้ขาดรายได้แทบทุกทาง คุณแนนจึงตัดสินใจคุยกับคุณแม่ว่า “การที่เราไปจุดธูปบอกกล่าว มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเราทำเพื่อความสบายใจกันดีไหม ?” คุณแม่ก็ตกลง หลังจากนั้นเราก็ทำพิธีตามคำแนะนำ เมื่อจุดธูปกำใหญ่ ปรากฏว่า ธูปทุกดอกในมือก็ติดไฟลุกโชน จนพี่สาวของคุณแนนต้องรีบดับเพราะกลัวที่จะโดนว่า แต่เมื่อคุณแม่มาจับธูปไฟก็ดับลงทันที จนทั้งคู่ต่างตกใจ จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปกลางแจ้ง และกล่าวว่า “แม่ขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นคุณแม่ก็อยากที่จะมีลูก แต่มันก็หลุด ส่วนอีกคนคุณหมอก็ไม่ให้เก็บไว้” ซึ่งคุณแนนรับหน้าที่เป็นคนถ่ายภาพบรรยากาศ จู่ ๆ ก็เกิดอาการจุกอกจนอยากที่จะร้องไห้ออกมา ตอนแรกคุณแนนเข้าใจว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นคน sensitive สักพักไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว จึงเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน หลังจากที่แม่ปักธูปลงบนกระถาง คุณแนนก็อยากที่จะร้องไห้มาก ๆ จึงพยายามที่จะตั้งสติ และกำพระที่คอให้แน่นขึ้น พี่สาวก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติของคุณแนนจึงเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร ?” คุณแนนจึงตอบว่า “หนูไม่รู้อะ แต่หนูอยากที่จะร้องไห้มาก ๆ” พี่สาวจึงเดินไปบอกกับคุณแม่ว่า “น้องน่าจะสื่อได้แล้ว” แล้วพี่สาวก็เดินกลับมาบอกกับคุณแนนว่า “อยากร้อง ร้องเลย” หลังจากนั้น คุณแนนก็ร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งคุณแนนก็รู้สึกว่ามันเป็นโทนเสียงที่คล้ายกับเด็กเล็ก และเป็นโทนเสียงที่คุณแนนไม่เคยร้องมาก่อน รวมถึงความรู้สึกเสียใจที่เอ่อล้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณแม่เดินออกมาจากบ้าน พี่สาวจึงถามคุณแนนว่า “อยากกอดคุณแม่ไหม ?” คุณแนนได้แต่พยักหน้า และกอดคุณแม่ในความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงและโหยหาคุณแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน เราได้กอดและเจอคุณแม่สักที” เกิดเป็นคำถามในใจคุณแนนว่า เราเจอคุณแม่ทุกวัน ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้ ? คุณแนนจึงเข้าใจแล้วว่า “น่าจะเป็นพี่ที่มาหาจริง ๆ” คุณแม่กอดกับคุณแนนอยู่อย่างนั้น และพูดว่า “ให้แม่กับน้องรวยนะลูก แม่ขอโทษ” แล้วคุณแนนก็พูดในใจว่า “เกิดเป็นคนมันเหนื่อยนะ และต่อจากนี้ก็ให้พวกแนนดูแลแม่เองนะ” ซึ่งตอนนั้น คุณแนนก็นั่งร้องไห้ เกือบ 40 นาที และพูดว่า “เข้าใจทุกอย่างแล้ว ถอยออกเถอะนะ เดี๋ยวทำบุญให้” หลังจากจบเหตุการณ์ในวันนั้น คุณแนนก็ได้นำรูปที่ถ่ายเอาไว้ออกมาดู แล้วพบว่า ควันของธูปที่จุด คล้ายกับลักษณะใบหน้าของเด็กตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง ทำให้คุณแนนกลัวและฝังใจกับเรื่องราวนี้มาก ก่อนที่จะตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วทำไมคุณแนนถึงสัมผัสได้มากที่สุดในบ้าน ?” ก่อนที่จะพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว พี่สาวของคุณแนนเป็นลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาคนแรก ซึ่งสองคนที่เสียไปคือท้องที่ 2 และ 3 ของคุณแม่ โดยคุณแนนเป็นลูกคนสุดท้ายคนที่ 4 ซึ่งเมื่อทบทวนเหตุการณ์ทุกอย่างอีกครั้ง ตอนที่คุณแนนยังเด็กมักจะโดนทักว่า “มีบุญมากนะที่ได้เกิดมา” อาจารย์ที่แนะนำก็บอกว่า “คุณแนนน่าจะแย่งเขามาเกิด อาจจะเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน” หลังจากนั้นจากพิธี คุณแม่ของคุณแนนก็ได้ทางรักษา จนสามารถหายจากโรคร้ายได้ ซึ่งคุณแนนก็มักที่จะสวดมนต์ และระลึกถึงพี่อยู่เสมอ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

อย่าเชื่อ GPS เพราะถ้าคุณเลี้ยวผิด ก็อาจจะติด.. ผี!

08 มี.ค. 2023

อย่าเชื่อ GPS เพราะถ้าคุณเลี้ยวผิด ก็อาจจะติด.. ผี!

“พี่แจ็ค The Ghost Radio” กลับมาเล่าเรื่องหลอนให้ชาว “อังคารคลุมโปง X” (28 กุมภาพันธ์ 2565) ได้ขนลุกกันอีกครั้ง กับเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้รถบนท้องถนน และการใช้ GPS นำทาง มีชื่อเรื่องว่า “เลี้ยวผิด ติดผี” เหตุการณ์จะเป็นยังไงนั้น เราสรุปไว้ให้คุณอ่านแล้ว! พี่แจ็คเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ “คุณเปิ้ล” และ “คุณเอก” ทั้งสองคนเป็นแฟนกัน เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ก็พากันเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด แน่นอนว่าช่วงปีใหม่แบบนี้ ถนนเส้นที่มุ่งหน้าสู่แผ่นดินอีสานย่อมรถติดเป็นธรรมดา อาจต้องใช้เวลาหลายสิบชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมายได้ และทั้งคู่ไม่ได้กลับบ้านต่างจังหวัดบ่อย ๆ จึงต้องเปิด GPS นำทางไปด้วย... ระหว่างที่ขับรถไปนั้น ด้วยความที่รถติด GPS จึงคำนวณเส้นทางใหม่ให้ และพูดขึ้นมาว่า “ขณะนี้มีเส้นทางที่เร็วกว่า ประหยัดเวลาได้ 30 นาที” ทั้งสองคนที่ทนรถติดไม่ไหวก็ตัดสินใจไปเส้นทางใหม่ตามคำแนะนำของ GPS เมื่อเปลี่ยนไปใช้เส้นทางใหม่ก็ต้องประหลาดใจ เพราะถนนเส้นนั้นแทบจะไม่มีรถยนต์วิ่งอยู่เลย ใช้เวลาสักพัก GPS ก็บอกว่าอีก 10 กิโลเมตรให้เลี้ยวซ้าย ระหว่างที่ขับไป บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคุณเปิ้ลก็พูดติดตลกขึ้นมาว่า “ถนนแบบนี้ บรรยากาศแบบนี้ ถ้าเจอผีขึ้นมา ก็คงจะไม่แปลกเลยนะ” แต่มันก็เป็นเพียงการพูดขำ ๆ จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร ผ่านไปสักพักใหญ่ คุณเอกก็รู้สึกว่ามันน่าจะเกิน 10 กิโลเมตรตามที่ GPS บอกแล้ว ทำไมยังไม่เจอทางที่ให้เลี้ยวซ้ายสักที แล้ว GPS ก็ยังคงบอกให้ตรงไปเรื่อย ๆ พอย่อแผนที่ดู ก็ยังบอกให้ตรงไปอีก ทั้งสองใจคอไม่ค่อยดี เพราะบรรยากาศก็เปลี่ยวมาก ข้างทางเป็นป่าดูรกร้างและมืดไปหมด คุณเปิ้ลจึงบอกว่า “ขับไปเรื่อย ๆ ก่อน ถ้าเจอชาวบ้านหรือใครแถวนี้ ก็ค่อยจอดถามทาง” จากนั้นก็ขับรถต่อไปสักพัก แล้วก็เห็นแสงจากรถมอเตอร์ไซต์ขี่สวนมาไกล ๆ พอรถกำลังจะสวน คุณเอกก็เตรียมเปิดกระจกเพื่อที่จะโบกทัก แต่คุณเปิ้ลกลับพูดเสียงดังบอกว่า “ไม่ต้องเปิด! ไปเลย ๆ ขับไปเลย!” คุณเอกก็ตกใจแต่ก็ทำตามที่คุณเปิ้ลบอก คุณเอกก็ถามว่าทำไมไม่ให้เปิด คุณเปิ้ลตอบกลับมาว่า “ไม่เห็นหรอ! ไอ้ที่ขี่มาอ่ะ!” คุณเปิ้ลบอกว่า ที่ขี่รถมอเตอร์ไซต์มานั้น เป็นผู้ชายหน้าซีด ๆ เสื้อขาดรุ่งริ่งมีเลือดอยู่ แล้วก็ขี่สวนไปไม่ได้สนใจรถที่สวนมา ตรงนั้นอาจจะไม่ได้แปลกอะไรมาก ที่แปลกคือปกติถ้าเจอแบบนี้จะต้องได้ยินเสียงเครื่องยนต์ แต่นี่ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย อย่างกับรถคันนั้นมันลอยผ่านไป! พอคุณเอกได้ยินแบบนั้น ก็คุยกันว่าจะขับไปเรื่อย ๆ ตาม GPS ไปก่อน เพราะถ้าจะวนรถกลับมันก็ผ่านมาไกลมากแล้ว เมื่อขับต่อไปอีกก็เห็นแสงไฟรถมอเตอร์ไซต์ขับสวนมาอีก ทั้งคู่ก็นั่งนิ่ง เพื่อรอดูว่าจะเจอเหมือนเดิมหรือเปล่า พอรถเข้ามาใกล้ ก็ไม่มีเสียงเครื่องยนต์เหมือนเดิม และก็เห็นว่ามันเป็นผู้ชายคนเดียวกับคันเมื่อกี้! นอกจากนี้ยังเห็นอีกด้วยว่ารอบนี้เขาขี่รถด้วยมือซ้ายมือเดียว ส่วนใบหน้าก็ยุบไปครึ่งนึง เสื้อขาดรุ่งริ่ง ส่วนมือขวาก็เหมือนกับจับอะไรบางอย่างไว้ คล้ายกับขาคน แล้วมอเตอร์ไซต์คันนั้นก็สวนผ่านไป! ทั้งสองตกใจและคิดว่าน่าจะโดนผีหลอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขับรถไปตามทาง ขณะที่กำลังจะสติแตก GPS ก็บอกว่าอีก 800 เมตรให้เลี้ยวซ้าย แต่ก่อนจะถึงแยกนั้น คุณเปิ้ลและคุณเอกก็เห็นว่าซ้ายมือมีผู้ชายยืนอยู่ข้างทาง แล้วมองไปอีกฝั่ง พอรถขับเข้าไปใกล้ เขาก็ยื่นมือออกมาทำเหมือนจะโบกรถ แต่คุณเปิ้ลก็บอกว่า “อย่าจอด ขับรถต่อไป” จึงขับรถผ่านผู้ชายคนนั้นไป แล้วเลี้ยวซ้ายตามที่ GPS บอก จากนั้น GPS ก็บอกว่า “คุณมาถึงจุดหมายแล้ว” ทั้งสองยิ่งตกใจสติแทบกระเจิง! คุณเปิ้ลเล่าเสริมว่า พอเลี้ยวซ้ายไปตามที่บอกแล้ว ก็เห็นซุ้ม คล้ายกับประตูอะไรบางอย่าง พอผ่านเข้าไปก็จะเห็นวัดร้าง เป็นซากปรักหักพัง จึงตัดสินใจเลี้ยวรถเพื่อกลับออกไปทันที พอขับรถออกไป ก็เห็นผู้ชายคนนั้นยืนโบกมืออยู่ที่เดิม คราวนี้ทั้งคู่หันไปมอง ก็เห็นเป็นผู้ชายไม่มีขา พอเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบขับรถออกไปทันที! พอขับออกไปทางเดิมเรื่อย ๆ ก็เห็นไฟจากรถมอเตอร์ไซต์ตามมาข้างหลัง เหมือนจะขับแซง พอมอเตอร์ไซต์เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ก็เห็นเป็นผู้ชาย 2 คน คนนึงเป็นผู้ชายที่เห็นตั้งแต่ตอนแรก ส่วนอีกคนซ้อนหลัง พอมอเตอร์ไซต์ซ้อนไป กลายเป็นว่าคนที่ข้างหลังตัวนั่งซ้อนปกติ แต่หัวดันหันมาอยู่ข้างหลัง! คุณเอกเห็นดังนั้นก็พยายามเร่งความเร็วเพื่อที่จะแซงมอเตอร์ไซต์คันนั้น พอแซงไปปุ๊บ หันไปมองอีกครั้ง มอเตอร์ไซต์คันนั้นก็หายไป! เมื่อรถเร่งความเร็วมาจนถึงทางแยกที่เป็นถนนใหญ่อีกครั้ง ก็พบว่ารถไม่ติดแล้ว จึงขับเข้าสู่เส้นทางหลัก กระทั่งเจอปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ทั้งสองเลี้ยวรถเข้าไปตั้งสติ แล้วก็เข้าห้องน้ำ ระหว่างที่ทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ก็เห็นป้าแม่บ้านคนหนึ่ง ด้วยความอยากรู้จึงเข้าไปถามว่า “ป้าครับ ป้าพอจะรู้จักโลเคชันที่เป็นวัดร้างบ้างมั้ย?” ป้าก็บอกว่า “มี ย้อนจากนี่ไปนิดนึง แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าไป” ก็ตรงกับซอยที่ทั้งสองได้เลี้ยวเข้าไปเมื่อกี้นี้ ป้ายังบอกอีกว่า “กลางคืนไม่ค่อยมีคนเข้าไปนะ ที่นั่นผีดุ ล่าสุดไม่นานมานี้ มีมอเตอร์ไซต์ 2 คน ไม่รู้ขี่เข้าไปทำอะไร แล้วไปรถคว่ำมั้ง มาเจอศพอีกทีก็ช่วงเช้า อีกคนหน้าฟาดกับเสาหลักกิโล ส่วนอีกคนขาขาด ทุกวันนี้ยังหาขาไม่เจอเลย” แม้จะตรงกับสิ่งที่เจออย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทั้งสองก็ไม่กล้าเล่าให้ป้าฟังว่าเจออะไรมาบ้าง จึงมานั่งคุยกับตัวเองว่าถ้าตอนที่เจอไม่มีสติ ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุและตายอยู่ที่นั่นก็ได้ โอกาสที่คนจะเข้าไปเจอก็คงจะยาก พี่แจ็คเล่าเสริมว่า ถ้าจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือไปที่ที่ไม่คุ้นชินเวลากลางคืน ถ้า GPS บอกให้ไปทางลัด อย่าไปเด็ดขาด ไปเส้นทางหลักจะดีกว่า และบอกว่า “เจอผีอาจจะยังพอตั้งสติได้ แต่ถ้าเจอมิจฉาชีพ อันนี้ลำบาก”(เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

album
efm
-

-