บ้านที่อุบลสุดหลอนของม้าม่วง!

อังคารคลุมโปง RECAP

บ้านที่อุบลสุดหลอนของม้าม่วง!

07 เม.ย. 2024

          ‘ม้าม่วง PowerpuffGAY’ กับประสบการณ์หลอนที่บ้านหลังเก่า ตอนแรกไม่เชื่อจนได้มาเจอกับตัวเอง! เรื่องนี้ ‘ม้าม่วง PowerpuffGAY’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงในบ้าน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

          เรื่องนี้เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เจอกับตัวเองของ ‘คุณม้าม่วง’ โดยเล่าว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ เมื่อตอนเป็นเด็ก ทุกคนจะอยู่รวมกันทั้งเครือญาติเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อทุกคนแยกย้าย คุณม้าม่วงจึงได้ไปอีกอยู่จังหวัดหนึ่ง แล้วบ้านหลังนี้ก็ถูกทิ้งร้างเป็นปี แต่ก็กลับมาทำความสะอาดเดือนละ 1 ครั้ง

          จนกระทั่งมีช่วงหนึ่ง คุณม้าม่วงเริ่มย้ายกลับเข้ามา ซึ่งเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นคุณม้าม่วงไปเที่ยวแล้วกลับมาที่บ้าน จึงมองขึ้นไปบนบ้าน (ข้างบนบ้านมีระเบียง มีห้องพระ) ก็เห็นว่ามีเงาหนึ่งยืนมอง เหมือนคนรอให้กลับบ้าน ตอนแรกม้าม่วงคิดว่าเป็นป้าหรือคนในบ้านมารอด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อขึ้นไปบนบ้าน ปรากฏว่าทุกคนนอนกันหมดแล้ว ม้าม่วงก็คิดว่าคงไม่มีอะไร

          วันต่อมา คุณม้าม่วงเลิกเรียนประมาณ 4-5 โมงเย็น ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่บนบ้าน เวลาเดินบนพื้นไม้จะมีเสียงแอ๊ด ๆ ของไม้ดังขึ้น คุณม้าม่วงก็คิดว่ามีคนอยู่ข้างบน จึงตะโกนบอกไปว่า

          “หนูกลับมาแล้วนะ หนูกลับมาแล้วจ้า เย็นนี้กินอะไรกันดี?”

          เมื่อพูดจบก็ไม่มีเสียงตอบรับ แต่ก็ได้ยินเสียงแอ๊ด ๆ อีก คุณม้าม่วงสงสัยจึงถามอีกว่า “ทำอะไรกัน” จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนบ้าน ปรากฏว่าไม่มีคนอยู่

          คุณม้าม่วงก็คิดว่า “เอาแล้ว ใช่แล้วแหละ”

          คุณม้าม่วงก็คิดว่านี่คือบ้านเรา แล้วก็เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนชิน และรู้ว่าต้องมีอะไรบางอย่าง คุณป้าก็เคยเล่าให้ฟังว่าเคยเจอ แต่คุณม้าม่วงไม่เชื่อเพราะยังไม่ได้เจอกับตัวเอง

          จนวันหนึ่ง คุณม้าม่วงนอนอยู่ในห้องกับน้องสาวและรู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้ ก็สงสัยว่าตนเป็นอะไร ขณะที่คุณม้าม่วงกำลังจะหันไปหาน้องสาว ซึ่งน้องสาวนอนหันหลังให้ คุณม้าม่วงก็เห็นผู้หญิงนอนมองหน้าอยู่ข้างหน้าตน ด้วยความที่ปิดไฟจึงมองไม่เห็นหน้า แต่ผมของผู้หญิงคนนั้นจะปิดเหนือตาข้างหนึ่ง ตอนนั้นคุณม้าม่วงกลัวมากจึงสวดมนต์ ปรากฏว่าเขาก็ไม่ไป คุณม้าม่วงโมโหเลยบอกว่า

          “ไป ๆ ไม่ไปจะด่าแล้วนะ”

          จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไป คุณม้าม่วงลุกขึ้นนั่งและปลุกน้องสาวแล้วถามว่า “มึง เมื่อกี้มึงหันหน้ามาป่ะ?”

          น้องสาวบอกว่า “ฉันนอน ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” คุณม้าม่วงก็คิดว่าช่างมัน ‘ยังไงมันก็คือบ้านเรา’

          หลังจากนั้นระหว่างที่น้องสาวของคุณม้าม่วงกำลังอาบน้ำ อยู่ ๆ ก็มีหน้าผู้หญิงลอดออกมาจากช่องอาบน้ำ น้องสาวกรี๊ดลั่น คุณม้าม่วงที่กำลังกินข้าวอยู่ก็วิ่งมาดูน้องสาวแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”

          น้องสาวก็บอกว่า “เห็นผู้หญิงมาก้มมอง”

          คุณม้าม่วงเลยเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็บอกว่า “ฉันเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่หน้าประตู เห็นแค่ช่วงบน ไม่เห็นช่วงล่าง เป็นผู้หญิงสวยมาก มายืนมองว่าคนนี้คือใคร ตอนที่คุณแม่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ ๆ” คุณม้าม่วงก็คิดว่าคงเป็นผีที่บ้าน

          จนเวลาผ่านไป วันนั้นคุณม้าม่วงเลิกเรียนประมาณ 4-5 โมงเย็นเหมือนเดิม คนที่บ้านจะชอบบอกว่า ห้ามนอนตอนเย็น แต่คุณม้าม่วงก็นอนเพราะง่วง ระหว่างที่นอนอยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็คลานมาบนที่นอน แต่เห็นแค่เงากับผม คุณม้าม่วงจึงพยายามหลับตาและสวดมนต์ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า

          “สวดมนต์ก็ไม่ถูก สวดใหม่!” พูดท้าคุณม้าม่วง

          ตอนนั้นคุณม้าม่วงยอมรับว่าสวดมนต์ไม่ถูกจริง ๆ เพราะตกใจมาก ด้วยความโมโหคุณม้าม่วงก็เลยด่าว่า

          “อีผี ถ้ามึงไม่ไปกูจะสาปแช่งมึง ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลย”

          หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไป คุณม้าม่วงจึงรีบลุกแล้ววิ่งไปหน้าบ้าน คนที่บ้านก็บอกว่า

          “ไม่มีหรอก ถ้าอยู่ เขาคงมาเล่น มาหยอกหรือเปล่า?” และเสียงที่เดินบนพื้นไม้ก็ยังมีเหมือนเดิม

          หลังจากเหตุการณ์วันนั้นน้องสาวอีกคนก็นอนในห้องที่คุณม้าม่วงเจอกับผู้หญิงคนนั้น ระหว่างที่นอนอยู่ น้องสาวก็โดนดึงแขน จากนั้นก็กรี๊ดแล้วร้องไห้ แต่คุณม้าม่วงคิดว่าบ้านเราจึงไม่กลัว

          มีวันหนึ่ง คุณย่าของคุณม้าม่วงออกไปใส่บาตรหน้าบ้าน พระก็ยืนมองและถามว่า “โยม ผู้หญิงในบ้านคือใคร? ที่ยืนอยู่ตรงนั้น” คุณย่าก็บอกว่า “อ๋อ หลานใส่วิก”

          จนล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณม้าม่วงจะมีการดูดวงปีละ 1 ครั้ง ซึ่งได้ไปดูดวงกับหมอดูท่านหนึ่ง โดยวิดีโอคอลไปหาหมอดูและบอกว่า “มึงดูให้กูหน่อยดิ บ้านกูมีอะไรบ้างวะ?” หมอดูก็เลยบอกว่า “โอเค”

          คุณม้าม่วงก็แพลนกล้องให้ดูรอบ ๆ บ้าน

          หมอดูก็พูดว่า “พี่หนุ่มขึ้นไปห้องพระหน่อยสิ”

          คุณม้าม่วงจึงเดินขึ้นไปบนห้องพระ หมอดูก็บอกว่า “พี่หนุ่ม หนูเห็นผู้ชายตัวใหญ่ เขารู้ว่าหนูเห็นเขา”

          คุณม้าม่วงก็พูดว่า “หรอ?”

          หมอดูก็บอกอีกว่า “จริงพี่หนุ่ม หนูไม่รู้ว่าใคร ไม่รู้สึกว่าเป็นญาติพี่หนุ่มด้วยซ้ำ แต่อยู่ในห้องพระ เป็นผู้ชายตัวใหญ่มาก”

          คุณม้าม่วงก็เลยบอกว่า “เออ ๆ ช่างมัน”

          แล้วถามต่อว่า “หิ้งพระทำอะไรผิดไหม?”

          หมอดูก็บอกว่า “พี่หนุ่มมันแปลก ๆ ตรงพานนั้นมันมีอะไรหนูบอกไม่ถูก มันไม่ดีเลย พี่หนุ่มช่วยดูให้หน่อย”

          คุณม้าม่วงดูในพานและเจอกับถุงใบหนึ่งเลยเปิดดู เห็นเป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ แต่หักตรงคอ

          หมอดูบอกว่า “เนี่ย เอาไปทิ้งเลย”

          จากนั้นคุณม้าม่วงก็ถามคุณย่าของตนว่า “อะไรเนี่ย?”

          คุณย่าบอกว่า “เก็บไว้ เสียดาย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์นำพระพุทธรูปที่คอหักโยนเข้าวัดแล้วพูดว่า “ไปเลยไป ของไม่ดีออกไปจากบ้านกู”

          ตกดึกคืนถัดมา ถึงรอบที่จะต้องดูดวงกับหมอดูอีกครั้ง หมอดูก็พูดทักขึ้นมาว่า “พี่หนุ่ม คนนั้นเขารู้ว่าหนูเห็นเขา เขายืนมองใหญ่เลยอยู่บนบ้าน”

          คุณม้าม่วงก็แหงนกล้องแล้วพูดว่า “ไหนอะ เขามองหรอ มองกันซิ จ้องตากัน”

          หมอดูคนนั้นก็พูดว่า “พี่หนุ่มอย่าทำเป็นเล่นนะเว้ย เดี๋ยวเขาลงมาหาจริง ๆ นะ”

          คุณม้าม่วงก็บอกว่า “มาหาเธอหรือมาหาฉัน”

          หมอดูคนนั้นก็บอกว่า “พี่หนุ่มอย่าเล่น เขารู้นะว่าหนูเห็นเขา เขาจะลงมาจริง ๆ ตอนนี้เขามองหนูแบบโมโหเลย” คุณม้าม่วงก็ไม่เชื่อ จนเวลาผ่านไปไม่ถึง 1 นาที คุณม้าม่วงก็ได้ยินเสียงหมาหอนที่บ้านของหมอดู เพราะผู้ชายคนนั้นไปหาหมอดูที่บ้าน!

          หมอดูบอกว่า “พี่หนุ่มบอกเขากลับบ้านเลย”

          คุณม้าม่วงก็เรียกเขาให้กลับบ้าน สักพักทุกอย่างก็เงียบ

          หมอดูบอกอีกว่า “เขากลับแล้ว พี่หนุ่มอย่าเล่นแบบนี้อีกนะ”

          หลังจากนั้นก็เช็คดวงกันจนเสร็จ ซึ่งหมอดูก็บอกว่า “คนนี้อยู่ตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างบ้าน เป็นเจ้าที่อยู่ตรงที่ดินนี้มานานแล้ว เมื่อมีห้องพระ เขาจึงขึ้นมาอยู่บนห้องพระที่บ้าน”

          ตอนนั้นหมอดูเห็นแค่ผู้ชายแต่ไม่เห็นผู้หญิงที่คุณม้าม่วงเคยเห็น ด้วยความสงสัยคุณม้าม่วงจึงไปถามคุณย่าของตนเพราะอยากรู้ว่า ผู้หญิงที่เคยเห็นคือใคร

          คุณย่าก็บอกว่า “ไม่ใช่แม่ตะเคียนหรอ?”

          แล้วคุณม้าม่วงก็พูดว่า “แล้วมาจากไหนอะ?”

          คุณย่าก็บอกว่า “นี่ไง ไม้แผ่นนี้ไงเป็นไม้ตะเคียน”

          คุณม้าม่วงก็ตกใจที่คุณปู่นำไม้ตะเคียนมาปูเป็นพื้นบ้านชั้น 2 คุณม้าม่วงก็เล่าว่า คุณปู่เป็นทหารมาก่อน แล้วจึงมาเป็นตำรวจ คุณปู่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ และไม่กลัวอะไร จึงนำไม้นี้มาสร้างพื้นที่บ้าน และคนในบ้านก็จะเจอเหมือนคุณม้าม่วง แต่เพื่อนของคุณม้าม่วงหรือคนข้างนอก เมื่อไปนอนบ้านคุณม้าม่วงก็จะนอนไม่ได้เลย ถ้าไม่ขออนุญาตก่อน

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

14 ก.ย. 2023

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

เมื่อความรักเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แต่กลับถูกความตายมาพลัดพราก ทำให้ความสัมพันธ์ยังคลุมเครือไม่ได้ไปต่อ เรื่องราวความรักสีดำครั้งนี้จะเป็นยังไง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ที่จะมาร่วมปิดไฟ แล้วเปิดประสบการณ์ความรักสุดหลอนกันในค่ำคืนนี้! ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องราวเกิดขึ้นกับ LGBTQ ท่านหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่แอน’ อดีตเคยเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยร้านหนึ่ง สะสมประสบการณ์เก็บเงินจนเติบโตกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยแถวมหาวิทยาลัยย่านรังสิต หลังจากเปิดมาได้ปีกว่าก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก พี่แอนจึงตัดสินใจจ้างลูกน้องให้มาช่วยงานที่ร้าน ตัวพี่แอนเองมักจะสนิทสนมกับนักศึกษาหลายคน แต่มีนักศึกษาผู้ชายคนหนึ่ง มักจะมากับกลุ่มเพื่อนบ่อย ๆ แต่ตัวน้องผู้ชายไม่เคยตัดผมที่ร้านเลย และด้วยความหน้าตาดี เรียบร้อย พี่แอนก็เกิดความรู้สึกดี มีใจให้กับนักศึกษาหนุ่มคนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มรู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ น้องคนนี้มีชื่อว่า ‘นัท’ เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หางานพิเศษทำเพื่อส่งตัวเองเรียน พี่แอนเองก็ไม่กล้าบอกคนอื่นว่ามีตนเองมีใจให้กับนัท เพราะกลัวนัทจะอาย พี่แอนจึงทำได้เพียงบอกให้นัทมาตัดผมฟรีที่ร้าน แต่ห้ามบอกใครว่าได้ตัดผมฟรี นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสเจอกันอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งนัทมานั่งในร้านทำผมด้วยหน้าตาที่เศร้าหมอง พี่แอนจึงเดินเข้าไปถามว่า “นัทเป็นอะไร?ปกติจะร่าเริงกว่านี้” นัทเล่าเรื่องราวให้ฟังถึงปัญหาที่ตนกำลังพบเจอ ทั้งหางานพิเศษไม่ได้ ไม่มีเงิน แต่ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการให้พี่แอนมาช่วย เพราะอยากจะหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าความจริงแล้ว ทั้งนัทและพี่แอนก็ต่างมีความรู้สึกดี ๆให้กัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้สานความสัมพันธ์เกินกว่าพี่น้อง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พี่แอนกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาเพื่อปิดร้าน ระหว่างนั้นสายตาก็มองออกไปข้างนอก เห็นโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับหน้าร้าน มีคนนั่งอยู่ พี่แอนก้มลงไปมองด้วยความสงสัย ทำให้เห็นว่าคนที่นั่งอยู่คือนัท จึงตะโกนออกไปว่า “นัท นัททำอะไรลูก” นัทหันหน้ามามองที่พี่แอนแล้วตอบกลับว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” พี่แอนจึงตัดสินใจพานัทเข้ามานั่งในร้านเพื่อที่จะพูดคุย และยังหายามาให้ พี่แอนบอกกับนัทด้วยความห่วงใยว่า “นัท ถ้าไม่ไหว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ทำอะไรหรอก” นัทก็นั่งซึมน้ำตาไหล พูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ว่า “พี่แอน ผมปวดหัว ผมไม่ไหวแล้วพี่ ปวดหัวมากเลยพี่แอน” สักพักพี่แอนตัดสินใจอีกครั้งที่จะจับมือนัทขึ้นไปบนห้อง แล้วบอกว่า “นอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่บอกใครว่านัทอยู่ที่นี่” ข้างบนห้องจะมีทีวีตั้งอยู่ปลายเตียง มีที่นอนประมาณ 5-6 ฟุตตั้งอยู่ นัทนอนลงบนที่นอนด้วยท่าตะแคงและหันหน้าไปทางกำแพง ส่วนพี่แอนเข้าไปอาบน้ำ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นนัทกำลังนอนอยู่จึงเรียก “นัท นัท นัท นัทโอเคนะ” แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ พี่แอนคิดในใจว่าสงสัยนัทจะหลับไปแล้ว พี่แอนจึงล้มตัวนอนลงข้าง ๆ โดยเว้นระยะไว้ให้ห่างจากนัท เพราะกลัวนัทตื่นมาจะตกใจ สถานการณ์ในตอนนั้นก็ต่างคนต่างนอน แต่แล้วจู่ ๆ พี่แอนก็ลืมตาขึ้นมา หันไปเห็นประตูฝั่งระเบียงเปิดอยู่ และเห็นเป็นคนกำลังยืนที่ระเบียง พอสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ก็พยายามมองว่าคนนั้นเป็นใคร แล้วตัดสินใจหันไปมองข้าง ๆ ที่นัทกำลังนอนอยู่ แต่สิ่งที่เห็นคือ นัทหายไป! พี่แอนเบนสายตากลับไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง แต่คนที่ยืนอยู่คือนัท! พี่แอนรีบลุกขึ้นไปที่ระเบียงพร้อมกับส่งเสียง “นัท ไปทำอะไรตรงนั้นลูก” นัทก็หันหน้ามาตอบว่า “พี่แอนผมไม่ไหวแล้ว ผมปวดหัว” จากนั้นค่อย ๆ ปีนระเบียง และนั่งลงที่ขอบปูนเพื่อให้ขาห้อยไปด้านล่าง ด้วยความตกใจพี่แอนก็พูดขึ้นว่า “อย่า อย่า อย่า ลงมาเดี๋ยวตก!” นัทหันมาพูดซ้ำอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จังหวะที่พี่แอนกำลังจะเอื้อมมือจับไหล่ สิ่งที่เห็นคือหน้าอีกข้างของนัทเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วนัทก็พูดขึ้นอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปด้านล่างทันที! ด้วยความตกใจ พี่แอนก็ส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น “นัท!!!” และสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นว่าตัวเองนอนอยู่กับที่ แล้วหันไปมองที่นัทอีกครั้งก็ตกใจขึ้นอีก เพราะนัทนอนตะแคงจ้องตาโตมาที่พี่แอน แล้วพูดขึ้นว่า “พี่แอน ผมรักพี่นะ” พี่แอนตกใจส่งเสียงออกมา “เห้ยย!!” แล้วสะดุ้งตื่นอีกครั้ง กลายเป็นความฝันซ้ำสองรอบ! ลืมตามาอีกทีหันไปมองที่นัท ยังคงนอนนิ่ง ตะแคงไปทางกำแพงท่าเดิม แต่ตัวนัทเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวเปียกเต็มไปหมด พี่แอนเองไม่กล้าจับนัท กลัวจะทำให้นัทตกใจตื่น จึงต่างคนต่างนอนไปแบบเดิม รุ่งเช้าพี่แอนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงไปเปิดร้าน สายตาก็หันไปมองที่นัทอีกครั้ง นัทก็ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม พี่แอนคิดว่าจะลงไปใส่บาตรพระ แล้วเปิดร้านตามปกติ และปล่อยให้นัทได้นอนพักไปก่อน ขณะที่กำลังใส่บาตรหน้าร้านตัวเอง หลวงพ่อกำลังจะเดินบิณฑบาตต่อ แต่ก็หยุดชะงักแล้วมองขึ้นไปด้านบนชั้นสอง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “โยม ยังไงก็อย่าลืมหมั่นทำบุญให้เค้าบ่อย ๆนะ” พี่แอนก็สงสัยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ จากนั้นก็เปิดร้านทำความสะอาดกับน้องพนักงานที่ช่วยกันตามปกติ และเปิดทีวีขึ้น จังหวะนั้นก็มีเสียงอ่านข่าวดังขึ้น “ย่านรังสิต เกิดเหตุนักศึกษายิงกันเสียชีวิต จับคนร้ายได้แล้วแต่ดันยิงผิดคน” น้องพนักงานก็บ่นขึ้นว่า “ดูในข่าวดิพี่แอน ทำไมเดี๋ยวนี้คนมันใจร้ายเนอะ ฆ่ากันตายง่ายจังเลย เห้ย! พี่แอน ทำไมรถในข่าวมันเหมือนรถพี่นัทจัง” พี่แอนตอบกลับด้วยความไม่สนใจ “จะบ้าหรอไม่ใช่หรอก” จากนั้นก็ทำความสะอาดร้านต่อ จนกระทั่งมีโทรศัพท์โทรเข้ามาเป็นสายของลูกค้าโทรเข้ามาเพื่อที่จะจองคิวทำผม ไม่นานลูกค้าคนนั้นก็เข้ามาที่ร้าน และบังเอิญว่าเขาเป็นเพื่อนของนัท แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พี่แอนรู้ข่าวยัง นัทถูกยิงตาย” พี่แอนตกใจแต่ก็ไม่เชื่อแล้วพูดว่า “ถูกยิงยังไง จะบ้าหรอ ไม่จริงไม่เชื่อหรอก อย่ามาเล่น ไม่เอา!” เพื่อนของนัทยังคงยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง จนพี่แอนเกิดความโมโห เพราะรู้ว่านัทนอนอยู่ด้านบน พี่แอนพูดขึ้นมาอีกว่า “คือแบบนี้ ที่ไม่เชื่อเพราะนัทมันนอนอยู่ข้างบน ไม่กล้าตั้งแต่แรก บอกเพราะกลัวจะหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้กัน เมื่อคืนมันไม่สบาย ก็เลยมาหา” เพื่อนก็ยังยืนยันอีกว่า “พี่แอน ไม่จริงหรอกนัทมันตายแล้วพี่” พี่แอนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจพาทุกคนไปพิสูจน์ความจริง “ถ้านัทไม่อยู่เดี๋ยวให้คนละ 500 เลย แต่ถ้ามันนอนอยู่จ่ายมาด้วยคนละ 500 ด้วย” ทั้งสามคนพากันขึ้นไปดูที่ชั้นสอง แง้มประตูให้เปิดออกช้า ๆ ด้วยความมืดพี่แอนก็มองเห็นว่านัทลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง “นั่นไง เห็นไหมมันนั่งอยู่ในห้อง” พอเปิดประตูจนสุดปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย มีเพียงความเงียบเท่านั้น พี่แอนเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ยังไม่เชื่อ “ต้องมีดิ เมื่อกี้ยังเห็นนัทมันนั่งอยู่เลย เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกัน” ด้วยความที่ใจไม่ดีแล้ว ลูกค้าหลายคนก็พูดถึงเรื่องนัทกันอย่างต่อเนื่อง พี่แอนจึงรีบปิดร้าน เพื่อจะเดินทางไปดูศพที่ถูกยิง แล้วสุดท้ายภาพที่เห็นก็คือศพนัทจริง ๆ เมื่อรู้ความจริงทำให้พี่แอนหดหู่ใจคอไม่ดี จึงตัดสินใจปิดร้าน 3 วัน เพื่อกลับต่างจังหวัด จากนั้นก็กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงร้านลูกน้องก็รีบเดินเข้ามาบอกกับพี่แอนว่า “พี่แอน มีคนเขาพูดกันว่า เห็นนัทมาที่หน้าร้านพี่แอนทุกคืนเลย” แต่พี่แอนเองก็ไม่เชื่อ จนอยู่มาวันหนึ่ง พี่แอนกำลังกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาล็อคเพื่อปิดร้านตามปกติ แต่จังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็มีเสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้น ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง! “พี่แอน พี่แอน นัทเอง!” ตัวพี่แอนก็ลืมว่านัทตายแล้ว จึงตอบกลับแบบไม่ทันคิด “อ้าว! นัทเข้ามาก่อน เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้” เมื่อกำลังเอื้อมมือไปเปิดกุญแจ ก็นึกขึ้นได้ว่านัทตายแล้ว ด้วยความสงสัยก็ส่งเสียงออกไปอีกครั้งว่า “นัทแน่นะ” แม้ในใจยังคิดสับสนกับตัวเองว่าใครมาแกล้ง หรือว่าเป็นนัทจริง ๆ คิดในใจวนไปวนมา จนมีเสียงดังขึ้น “ไม่มีใครแกล้งหรอก ผมมาลาพี่นะ” ด้วยความสงสารนัท พี่แอนรวบรวมความกล้าตัดสินใจ ไขกุญแจแล้วเปิดประตูบานเหล็กขึ้น สิ่งที่เห็นคือ ความว่างเปล่า มีแต่เสียงหมาหอนค่อย ๆ ดังขึ้นเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นพี่แอนก้ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงนัทอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณฉัตร 'งานพิเศษ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

10 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณฉัตร 'งานพิเศษ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณฉัตร‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจมส์’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’งานพิเศษ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณฉัตรเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกค้า ตนทำงานนวดเเละรู้จักลูกค้าคนหนึ่งชื่อ ‘คุณเเอ๋ม’ เขาเป็นแฟนตัวยงรายการผี ตนจึงได้เเซวคุณแอ๋มว่า “พี่ มีเรื่องผีปะ?” เขาก็ตอบกลับมาว่า “มี อยากฟังปะละ” จากนั้นคุณแอ๋มก็เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว คุณเเอ๋มตกงานจึงไปหาเพื่อนในกรุงเทพฯ ระหว่างที่ขับรถมาก็เห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ ติดป้ายประกาศรับจ้างเฝ้าบ้าน คุณเเอ๋มก็ไปถามเพื่อนว่า “บ้านหลังนั้นเป็นอะไรถึงประกาศเเบบนั้น” เพื่อนของคุณเเอ๋มก็ตอบว่า “อ๋อ บ้านหลังเนี่ยเป็นผู้ดีหน่อย เหมือนเขาจะไปต่างประเทศ เขาเลยให้จ้างคนเฝ้าบ้าน เเล้วแกสนใจมั้ยล่ะ” คุณเเอ๋มสนใจจึงไปเจรจากับบ้านหลังนั้น เมื่อถึงบ้านหลังนั้นก็พูดว่า “ขอโทษนะคะ มีใครอยู่มั้ยคะ?” จากนั้นก็มีผู้หญิงชื่อว่า ‘คุณเอ๋ย’ อายุราว 50-60 ปีเดินออกมา เเล้วก็ได้คุยกันเรื่องป้ายเปิดรับสมัครคนเฝ้าบ้าน คุณเอ๋ยบอกกับคุณเเอ๋มว่า “ให้ 1 อาทิตย์ น้องเลือกได้เลยว่าจะเอาเงินกี่บาท” คุณเเอ๋มจึงตอบกลับไปว่า ”งั้นหนูขอ 1 หมื่นบ้านได้มั้ย?“ คุณเอ๋ยตกลงและบอกว่า ”ได้ ถ้างั้นพรุ่งนี้น้องเริ่มงานได้เลย“ วันต่อ คุณเเอ๋มก็เก็บของเพื่อจะเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ เมื่อมาถึงคุณเอ๋ยก็พาสำรวจบ้าน ทุกอย่างภายในบ้านดูปกติทั่วไป เเล้วก็บอกว่า “น้อง ทำอะไรเต็มที่นะ เหมือนบ้านตัวเองเลยไม่ต้องเกรงใจ” เเล้วก็พาไปดูชั้นบน ซึ่งชั้นบนมี 2 ห้องเเละมีห้องน้ำอยู่ตรงกลาง คุณเอ๋ยยังบอกอีกว่า “ถ้าจะทำอะไร ให้ไปห้องฝั่งขวานะ ห้องฝั่งซ้ายห้ามเข้าไปมันเป็นห้องใหญ่ พี่ฝากบ้านด้วยนะ” พูดจบก็แยกย้าย ปล่อยให้คุณแอ๋มอยู่ในบ้านตามงานที่ได้รับมอบหมาย คุณเเอ๋มใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ เมื่อถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มตนก็ได้เปิดทีวี สักพักหนึ่งก็มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 20 มาเรียกคุณเเอ๋ม ตนจึงเดินออกไปหาเด็กคนนั้น เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่า ”พี่อยู่บ้านหลังนี้หรอคะ“ ตนจึงตอบกลับไปว่า ”อ๋อ มาเฝ้าบ้านค่ะ“ เด็กคนนั้นก็ตอบกลับว่า ”หนูเอาขนมมาให้ค่ะ ขนมชั้น” เเล้วก็พูดว่า “หนูไปก่อนนะคะ” คุณเเอ๋มจึงเกิดความสงสัย บางทีเธออาจจะแค่มาทักทายจึงไม่ได้เอะใจ ไม่นาน คุณเเอ๋มรู้สึกหิวจึงคิดว่าจะกินขนมที่น้องคนนั้นให้มา ปรากฎว่าขนมนั้นเหมือนเป็นขนมที่หมดอายุ มีราขึ้น ตนก็ไม่คิดอะไร คิดว่าอาจจะทิ้งไว้นานทำให้เสีย จึงนำขนมไปทิ้ง แล้ววันถัดมาน้องคนนี้ก็มาหาเเละนั่งคุยกับคุณเเอ๋ม เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน วันต่อมาน้องก็มานั่งคุยกับคุณเเอ๋มเเล้วถามว่า “พี่ทำงานอะไรคะ” คุณเเอ๋มตอบกลับว่า “พี่เนี่ยทำงานบริษัทหนึ่ง พี่ตกงาน” เเละได้ถามน้องกลับว่า “หิวน้ำมั้ย เดี๋ยวพี่เอาน้ำให้” น้องก็ตอบกลับมาว่า “ในตู้เย็นอ่ะ มีน้ำส้มขวดหนึ่ง เอามาให้หนูด้วย” คุณเเอ๋มได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกงงเล็กน้อยเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะเอาน้ำ ปรากฏว่าในตู้เย็นนั้นมีน้ำส้มอย่างที่น้องบอกจริง ๆ ตนจึงหยิบน้ำส้มขวดนั้นมาให้น้อง เเล้วน้องก็ได้พูดว่า “พี่รู้ปะ หนูชอบกินน้ำส้มมากเลย” หลังจากนั้นก็คุยกันไปสักพัก น้องก็เดินกลับไป เเต่คุณเเอ๋มก็สงสัยว่าบ้านของน้องคนนี้อยู่ตรงไหน จึงสะกดรอยตามน้องไปดู เเต่น้องก็หายไปแล้ว! จนกระทั่งใกล้จะหมดกะ คุณเเอ๋มก็ได้ทำความสะอาดบ้านหลังนั้นให้ เมื่อทำเสร็จก็คิดว่าจะทำความสะอาดห้องเล็กให้ แต่เขาห้ามไม่ให้เข้าห้องนั้น คุณแอ๋มจึงตัดสินใจเสียมารยาทเข้าไปในห้องนั้น เเละก็ได้พบกับโลงศพสีขาวตั้งอยู่บนพื้น เเละรูปหน้าศพคือน้องคนนั้นที่มาหาคุณเเอ๋มเป็นประจำ! จากนั้นน้องคนนั้นก็เดินขึ้นบันไดมาช้า ๆ เเละพูดว่า “พี่เห็นเเล้วใช่มั้ย? พ่อเเม่หนูไม่เคยสนใจหนูเลย ให้หนูอยู่บ้านคนเดียว เเม่ก็ไปต่างประเทศ พ่อก็มีเมียน้อย” คุณเเอ๋มสังเกตเห็นในมือของน้องมีน้ำยาล้างห้องน้ำอยู่ จากนั้นน้องก็เอาน้ำยาล้างห้องน้ำกรอกปากตัวเอง เเล้วชักดิ้นชักงอต่อหน้าคุณเเอ๋ม! คุณเเอ๋มตกใจรีบเก็บของไปอยู่บ้านเพื่อนทันที สองวันผ่านไป พี่เอ๋ยกลับมา คุณเเอ๋มก็รีบเล่าเรื่องนี้ให้พี่เอ๋ยฟัง เเล้วเขาก็ร้องไห้พร้อมกับพูดว่า “นั่นลูกสาวพี่เอง พี่อ่ะไม่มีเวลาให้เขา” ตนจึงถามไปว่า “ทำไมไม่ทำพิธีตามศาสนา“ เขาก็ตอบกลับว่า ”พี่ทำใจไม่ได้ ก็เลยเก็บไว้ก่อน“ จนกระทั่ง 2 สัปดาห์ผ่านไป พี่เอ๋ยก็ได้ทำพิธีตามศาสนาเเละได้ส่งข้อความหาคุณเเอ๋มว่า ”มาหาพี่ที่งานศพหน่อย พี่มีเรื่องจะคุยด้วย“ ตนทราบเช่นนั้นก็ไปหาคุณเอ๋ยเเละก็ได้อยู่ช่วยงานศพ เมื่อเสร็จทุกอย่างทั้งคู่ก็มานั่งคุยกัน พี่เอ๋ยพูดว่า ”ในนี้ มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง น้องเก็บไว้ได้มั้ย รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย เเล้วก็มาทำงานกับพี่“ คุณแอ๋มตอบตกลงไปเเละก็ได้ทราบว่า ลูกของเขามาเข้าฝันพี่เอ๋ย บอกว่าให้พี่คนนี้มาอยู่บ้านหลังนี้เพราะเขารู้สึกชอบและถูกชะตา(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

29 ก.ย. 2023

หนุ่มวิศวกรจบใหม่ไฟแรงอยากทำงานต่อในยามวิกาล โชคร้ายดันเจอผีสาวหลอกจนต้องวิ่งขอความช่วยเหลือจากพี่รปภ. พอจะออกจากตึกดันเห็นว่ามีมือปริศนากำลังบีบคอพี่รปภ.คนนั้นอยู่! สุดท้ายได้รู้ความจริงถึงกับช็อกเพราะหลอนสองเด้ง!

มาลุ้นความระทึกจนขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จากเรื่อง ‘คนขยัน ชั้นสาม’ โดย 'อ๊อฟ คนเห็นผี' ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 กันยายน 2566) จะลุ้นระทึกแค่ไหน ปิดไฟแล้วแท็กเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย! คุณอ๊อฟเรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อน ใช้นามสมมุติว่า ‘คุณกร’ ย้อนไปในสมัยที่คุณกรเรียนจบวิศวกรใหม่ ๆ ก็ได้บรรจุตำแหน่งวิศวกรในสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง ด้วยตำแหน่งงานและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็มักจะมีงานเข้ามาอยู่เรื่อย ๆ ในช่วงเริ่มงานแรก ๆ คุณกรก็กลับบ้านหลังเวลาเลิกงานตามปกติ พอนานเข้างานที่ทำก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นานวันเข้า คุณกรเกิดความสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงได้กลับตรงเวลางานกันได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องปกติของพนักงานที่นี่ อยู่มาวันนึงคุณกรรู้สึกว่าอยากเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ เลยบอกคนอื่น ๆ ว่า “พวกพี่กลับกันไปก่อนเลย เดี๋ยวผมกลับทีหลัง” หลังจากคุณกรพูดจบประโยค ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยอาการตกใจ จากนั้นก็หันมามองที่คุณกรพร้อมถามว่า “แน่นะ” แล้วพูดต่อว่า “ถ้ามึงตัดสินใจอย่างงั้น ก็เคารพการตัดสินใจมึงนะ” จากนั้นคนอื่นก็เก็บของกลับบ้านตามปกติ ในขณะที่คุณกรซ่อมบำรุงงานอยู่นั้น ก็รู้สึกมีอาการเมื่อยล้าจากการใช้สายตาอย่างหนักจึงตัดสินใจงีบหลับไปสักพัก ในขณะที่เขาหลับอยู่ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอยู่ก็มีใครบางคนมาเขย่าเก้าอี้จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณกรคิดเพียงว่าคงมีคนปลุกให้ตื่นหรือมาแกล้งเพียงเท่านั้น หลังจากที่เขาตื่น ก็เดินไปห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว พอมาถึงห้องน้ำปรากฏว่าห้องน้ำชายถูกล็อกด้วยกุญแจอยู่ จึงตัดสินใจมาเข้าฝั่งห้องน้ำหญิงแทน หลังจากคุณกรทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย พอจะออกจากห้องน้ำปรากฏว่าประตูห้องน้ำเกิดมีปัญหาจนทำให้คุณกรต้องติดอยู่ในห้องน้ำสักพัก ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นเงาของผู้หญิงเดินเข้ามา จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเธอ “ช่วยด้วยครับ ๆ พอดีประตูมันเปิดไม่ออก กลอนมันน่าจะล็อกจากข้างนอก” สักพักก็มีเสียงประตูดังปั้ง! พร้อมกับประตูที่กำลังค่อย ๆ เปิดออก คุณกรเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังเดินเข้าห้องน้ำไป ด้วยความรู้สึกที่เขินอายที่ตนมาเข้าห้องน้ำหญิง จึงอยากอธิบายและขอบคุณเธอที่ช่วยเอาไว้ ในขณะกำลังล้างมืออยู่และรอเธอออกมาจากห้องน้ำ คุณกรรู้สึกว่าเป็นเวลาที่นานมาก จึงเคาะประตูถาม “ขอโทษนะครับ ๆ เป็นอะไรรึเปล่าครับ” แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากเธอเลย จู่ ๆ ประตูก็เริ่มแง้มออกอย่างช้า ๆ และผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกมาตามปกติ แต่ในขณะที่เธอกำลังล้างมืออยู่นั้น คุณกรก็รู้สึกแปลก ๆ และขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก คุณกรสังเกตเห็นคนที่ยืนล้างมือข้าง ๆ นั้นไม่มีเงาในกระจก! และยังหันมาแสยะยิ้มให้อย่างสยดสยอง! คุณกรเห็นดังนั้นก็เกิดอาการสติหลุด และวิ่งออกจากห้องน้ำทันที! คุณกรวิ่งหนีออกมาและบังเอิญวิ่งมาชนกับพี่รปภ. คนหนึ่งชื่อว่า ‘พี่ต้น’ และเล่าเรื่องราวที่ตนเจอมาให้พี่ต้นฟัง แต่พี่ต้นกลับบอกมาว่าเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องทำงานเวลากลางคืนแค่นั้นเอง คุณกรจึงขอร้องพี่ต้นให้อยู่เป็นเพื่อนและพาไปเก็บของที่ห้องทำงานก่อนจะขอลงจากตึกไปพร้อมกัน ตัวอาคารที่คุณกรทำงานอยู่นั้นไม่มีลิฟต์ คุณกรจึงจำเป็นที่จะต้องเดินลงบันได ในระหว่างทางที่จะลงจากตึก คุณกรก็ยังคงเกิดอาการผวาอยู่ตลอด และเกาะติดพี่ต้นไปด้วยความกลัว เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ พี่ต้นจึงบอกกับคุณกรว่า “คุณครับ ถ้าเกาะกันไปแบบนี้ และมืดด้วยเนี่ย ตกบันไดคอหักตายแน่เลย ค่อย ๆ เดินกันดีกว่า” จากนั้นพี่ต้นก็ให้คุณกรเดินนำไปก่อน ส่วนพี่ต้นจะฉายไฟฉายนำทางให้ จนทั้งคู่เดินมาถึงบันไดชั้นสุดท้าย คุณกรก็สังเกตเห็นแสงไฟหยุดชะงักไปจึงหันกลับไปมอง ก็พบว่าพี่ต้นยืนแช่อยู่กับที่และมีมือสีขาวปริศนาโผล่ออกมาลักษณะคล้ายว่ากำลังบีบคอของพี่ต้นอยู่! คุณกรเห็นแบบนั้นแล้วยิ่งทำให้ผวาตกใจจนสติหลุดและวิ่งหนีไปทันที คุณกรมีอาการหวาดผวาจนต้องลางานถึง 3 วัน หลังจากกลับมาทำงานปกติก็รู้สึกอยากขอบคุณพี่ต้นและขอโทษที่วันนั้นวิ่งหนีไปก่อนในเหตุการณ์คืนนั้น คุณกรได้ซื้อกาแฟกับขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้พี่ต้นที่ป้อมยาม แต่ปรากฏว่าที่ป้อมยามไม่ใช่พี่ต้น จึงถามคนที่อยู่ที่ป้อมยามว่า “ผมมาหาพี่รปภ.ต้นครับ พี่เขาเป็นยังไงบ้างครับ” ยามที่อยู่ตรงนั้นก็สงสัยจึงถามกลับไปว่า “ต้นไหน?….ต้นนี้รึเปล่า” พร้อมกับหยิบสมุดรายชื่อรวมของยามขึ้นมา “ใช่ครับ พี่คนนี้แหละ เขาเข้ากะวันนี้รึเปล่า?” คุณกรตอบทันทีหลังเห็นรูปบนสมุดเล่มนั้น แต่พี่ยามกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป พร้อมตอบกลับคุณกรทันทีว่า “ยามต้นตายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณกรถึงกับช็อกและถามถึงเหตุการณ์ต่อ ยามก็เล่าให้ฟังว่า “ในขณะที่พี่ต้นทำงานปกติ ก็ไล่ปิดไฟนามโถงทางเดินมาเรื่อย ๆ ด้วยความมืดจนทำให้เขาไม่ทันสังเกตเห็นบันได จนทำให้เขาพลัดตกบันไดลงมาคอหักตายคาที่” หลังจากที่คุณกรได้รู้ความจริงทุกอย่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณกรไม่กล้าที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ในยามวิกาลคนเดียวอีกเลย และหลังจากทุกคนในบริษัทได้ทราบเรื่องที่คุณกรประสบพบเจอในคืนนั้นต่างก็ลือกันสนั่นหูว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องของเรื่องก็คือหญิงสาวในห้องน้ำที่คุณกรเจอนั้นเสียชีวิตจากอาการป่วยกำเริบในขณะที่เธอเข้าห้องน้ำอยู่ แต่กลับไม่มีใครทราบว่าเธอหายไปไหน จนกระทั่งเธอเสียชีวิตไปในที่สุด ส่วนสาเหตุที่ทุกคนไม่เล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นให้คุณกรฟัง ก็เพราะว่ากลัวคุณกรจะไม่กล้าทำงาน และไม่อยากขัดความตั้งใจของเขา ที่อยากจะนั่งทำงานต่อในยามวิกาลเท่านั้นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปดูหนังรอบดึก นับคนดูได้ 5 คน แต่พอดูไปเรื่อย ๆ โผล่มาเพิ่มอีก 1 ! ระหว่างนั่งดู ก็มีคนหันหน้ามาจ้องด้วยตาแดงก่ำ! หลังจากหนังจบก็ออกมารอข้างนอก แต่คนก็ออกมาแค่ 5 คน ไปถามแม่บ้าน แม่บ้านก็บอกปัดแล้วเดินหนี! พอรู้ความจริงเท่านั้นแหล่ะ

28 ก.ค. 2023

ไปดูหนังรอบดึก นับคนดูได้ 5 คน แต่พอดูไปเรื่อย ๆ โผล่มาเพิ่มอีก 1 ! ระหว่างนั่งดู ก็มีคนหันหน้ามาจ้องด้วยตาแดงก่ำ! หลังจากหนังจบก็ออกมารอข้างนอก แต่คนก็ออกมาแค่ 5 คน ไปถามแม่บ้าน แม่บ้านก็บอกปัดแล้วเดินหนี! พอรู้ความจริงเท่านั้นแหล่ะ

สายที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (25 กรกฎาคม 2566) ได้เล่าเรื่องหลอนที่เคยเจอกับตัว ระหว่างที่กำลังชมภาพยนตร์รอบดึก ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกเกรียวกราวไปตาม ๆ กัน เรื่องนี้มีชื่อว่า ‘โรงหมายเลข 6’ ใครที่มีแพลนจะไปดูหนังรอบดึก นับจำนวนคนให้ดี ๆ นะ! เรื่องหลอนนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณชิ’ ที่ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เข้าทำงานเป็นกะ ทั้งกลางวันและกลางคืนหมุนเวียนสลับกันไป คุณชิเองเป็นคนที่ชื่นชอบการดูหนังรอบ Midnight อยู่แล้ว เมื่อถึงวันที่ต้องเข้ากะดึก จึงไปเช็คก่อนว่ามีลูกค้าเข้าไปใช้บริการในโรงหนังรอบนั้นกี่คน ปรากฏว่ามีลูกค้าเพียง 5 คนเท่านั้น เมื่อถึงเวลา คุณชิก็เดินเข้าไปดูหนังในโรงหมายเลข 6 พร้อมกับลูกค้าทั้ง 5 คนนั้น.. โรงหมายเลข 6 นี้เป็นโรงที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แถวที่คุณชิเข้าไปนั่ง คือแถว AA (ด้านบนสุด) ทำให้สามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งโรง คุณชิจึงคอยสอดส่องว่าลูกค้าเข้ามาครบหรือยัง เพราะที่นั่งที่คุณชินั่ง อาจจะไปตรงกับลูกค้าก็เป็นได้ เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาครบ คุณชิก็สบายใจเพราะไม่ได้นั่งทับที่ใคร จากนั้นหนังก็เริ่มฉายไปตามปกติ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง คุณชิก็กวาดสายตาไปมองบรรดาลูกค้าอีกครั้ง แต่เมื่อลองนับจำนวนดูกลับพบว่ามีทั้งหมด 6 คน! คุณชิรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะตัวเองนั่งอยู่ในจุดที่มองเห็นการเคลื่อนไหวของทุกอย่างในโรงได้ ไม่ยักกะเห็นคนเดินเข้ามาเพิ่มเลยแม้แต่คนเดียว คุณชิคิดว่าอาจจะเบลอนับพลาดไป จึงนับใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังเป็น 6 คนอยู่ดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจมาก คุณชิจึงไม่คิดอะไรต่อ แล้วกลับไปสนใจหนังที่กำลังฉายอยู่เช่นเดิม เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง คุณชิก็เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง หันหน้ามองซ้ายขวาไปรอบ ๆ โรงโดยที่ตัวไม่ได้หันตามไปด้วย จากนั้นก็หันกลับไปดูหนังตามปกติ พอมีจังหวะที่หนังตบมุกตลก ผู้ชายคนนั้นก็หัวเราะ “หึ ๆ” เสียงต่ำในลำคอ ทั้ง ๆ ที่คนในโรงต่างเงียบกัน คุณชิคิดในใจว่าผู้ชายคนนี้หัวเราะแปลก ๆ สักพัก ผู้ชายคนนั้นก็หันคอกลับมามองที่คุณชิ! แล้วก็จ้องหน้าคุณชิอยู่อย่างนั้นประมาณ 10 วินาทีได้ จากนั้นก็หันกลับไปช้า ๆ ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ก็หันกลับมามองที่คุณชิอีกรอบ! แต่รอบนี้ตาของผู้ชายคนนั้นกลายเป็นสีแดงไปแล้ว! คุณชิตกใจและสงสัยว่าเขาจะมองหน้าตัวเองไปทำไม ในตอนนั้นคุณชิยังคงคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเพียงลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนดวงตาที่เป็นสีแดง อาจเป็นเพราะแสงจากการฉายหนังก็เป็นได้ หลังจากนั้น ผู้ชายคนนั้นก็หันกลับไปเหมือนเดิม กระทั่งหนังฉายจบ คุณชิก็รีบเดินออกไปรอหน้าโรงหนัง เพื่อที่จะดูว่าผู้ชายคนนั้นเดินออกมาหรือไม่ แต่กลายเป็นว่ามีคนเดินออกไปแค่ 5 คนเท่านั้น! เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าเดินออกมาแค่ 5 คน คุณชิจึงคิดว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะเดินออกประตูอื่น เพราะในช่วงนั้นจะมีป้าแม่บ้านมาทำความสะอาด เขาอาจจะออกประตูนั้นเพื่อไปเข้าห้องน้ำ คุณชิจึงเดินไปหาป้าแม่บ้าน A แต่เมื่อถามว่ามีลูกค้าเดินสวนออกมาทางนี้หรือไม่ ป้า A ก็ตอบกว่า “ไม่มีนะ” คุณชิเริ่มคิดในใจว่าผู้ชายคนนั้นอาจจะไม่ใช่คน แต่ก็ยังไม่ได้บอกป้าเอว่าตนเจออะไรมา จากนั้นคุณชิก็กลับไปทำงานตามปกติ ผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ คุณชิยังคงไปทำงานตามปกติ ก็ได้ยินพี่ ๆ ในออฟฟิศคุยกันว่า “เมื่อคืนนี้ ลูกค้าเจอผี” คุณชิหูผึ่งทันที จึงขอให้พี่ในออฟฟิศเล่าเรื่องให้ฟัง เขาก็เล่าว่า “เมื่อคืน ก่อนที่ลูกค้าผู้ชาย A จะเข้าห้องน้ำ ก็เห็นว่ามีลูกค้าผู้ชาย B ยืนส่องกระจกอยู่ แต่ไม่เชิงว่าส่องกระจก เพราะเขายืนตรง ๆ แต่ลูกค้า A ก็ไม่คิดอะไร เดินเข้าไปยืนทำธุระส่วนตัวตรงโถ ซึ่งเป็นมุมที่ต้องยืนหันหลังให้ลูกค้า B เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยไม่ถึงหนึ่งนาที หันกลับมาก็ไม่มีใครยืนส่องกระจกอยู่แล้ว! แถมประตูก็ไม่ได้เปิดอยู่ด้วย ทุกอย่างในห้องน้ำดูเงียบสงัด ลูกค้า A จึงไปบอกกับป้าแม่บ้าน C และเล่าว่าเขาเจอผีบ่อยมากเลยเวลามาดูหนังที่นี่ แต่ป้าแม่บ้านก็ทำได้แค่ตอบรับแล้วก็เดินจากไป” หลังจากทราบคร่าว ๆ แล้ว คุณชิจึงไปหาป้าแม่บ้าน C เพื่อถามเรื่องราวต่อ แต่ป้าก็ปฏิเสธบอกเพียงว่า “ป้าไม่รู้หรอก ไม่รู้ ๆ เราทำงานที่นี่ เรารู้อยู่แล้ว ป้าไม่อยากพูด” พูดจบก็รีบเดินจากไป แต่อาการลุกลี้ลุกลนของป้า ทำให้คุณชิยืนงง แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เมื่อป้าไม่บอก ก็ไม่ต้องรู้ก็ได้ คุณชิคิดแบบนั้นแล้วก็กลับไปทำงานต่อ เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ถึงวันที่คุณชิต้องเข้างานกะดึกอีกครั้ง วันนั้นมีหนังเรื่องใหม่ที่คุณชิอยากดูอยู่พอดี จึงเข้าอีหรอบเดิม แต่ครั้งนี้คุณชิเข้าไปเช็คทั้งหน้าแอปฯ หน้าเคาน์เตอร์ ว่ามีลูกค้ากี่คน แล้วก็จะเข้าโรงหนังช้ากว่าปกติเพื่อให้ลูกค้าเข้าโรงให้หมดก่อน แต่เมื่อเช็คแล้ว ในรอบนั้นไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลย ตามปกติแล้วรอบนี้ก็จะงดฉาย แต่คุณชิขอให้เพื่อนร่วมงานฉายหนังตามปกติ จากนั้นคุณชิก็เดินเข้าไปดูหนังคนเดียว เวลาผ่านไปประมาณ 40 นาที ก็สังเกตเห็นว่ามีคนมานั่งอยู่แถว F ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้! (ห่างจากแถว AA ประมาณ 5-6 แถว) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นั่งเดิมที่คุณชิเจอเมื่อคราวก่อนด้วย คุณชิเกิดคำถามในหัวมากมายว่าเขาคนนั้นเข้ามาในโรงหนังได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รอบนี้มันไม่ควรจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที เขาก็หันกลับมามองที่คุณชิด้วยตาแดงก่ำคู่นั้น! สักพักเขาก็อ้าปาก แล้วเลือดก็ไหลออกมา! คุณชิตกใจด้วยความกลัวก็รีบวิ่งออกจากโรงหนังทันที คุณชินั่งอยู่หน้าโรงหนังนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงได้ จากนั้นก็ทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไปในโรงหนังอีกครั้ง แต่ก็พบว่ามันไม่มีใครอยู่ในโรงหนังนั้นเลยสักคน! คุณชิในตอนนั้นเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่น่ามีใครมาแกล้งอะไรแบบนี้ และนั่นคงจะเป็นผีแน่ ๆ จากนั้นก็เดินไปหาน้องที่ทำงานเกี่ยวกับตั๋วแถวนั้น คุณชิเล่าเรื่องที่เจอให้น้องฟัง และยังเล่าให้เพื่อนร่วมงานหลาย ๆ คนฟัง แต่ทุกคนก็มักจะบอกว่าคุณชิตาฝาดไปเองมากกว่า และทุกคนก็ยืนยันว่าที่นี่ไม่มีผี คุณชิก็พยายามไม่คิดอะไร แล้วกลับไปทำงานตามปกติ คุณชิเล่าว่าในห้องที่ฉายหนัง จะมีหน้าต่าง 3 บาน ตรงกลางเป็นช่องสำหรับฉายโปรเจคเตอร์ ซึ่งเป็นหน้าต่างที่สามารถเปิดปิดได้ เป็นช่องขนาดเล็กที่เอาไว้ชะโงกดูความเรียบร้อยภายในโรงหนัง คืนหนึ่ง หลังจากที่หนังรอบสุดท้ายฉายจบแล้ว คุณชิก็จะมีหน้าที่เดินปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดเสียง และระบบต่าง ๆ และจะต้องเปิดหน้าต่างเหล่านั้น เพื่อให้อากาศถ่ายเท และไม่เกิดความชื้นในห้องฉายหนัง ขณะที่เปิดหน้าต่าง คุณชิก็ต้องชะโงกหัวออกไปเพื่อเช็คความเรียบร้อยในโรงหนัง คุณชิต้องก้มหน้าเพื่อเอาหัวสอดเข้าไปในช่องนั้น แล้วพอเงยหน้าขึ้นมา ก็ประจันหน้าเข้ากับผู้ชายที่ตาแดงก่ำหน้าโชกไปด้วยเลือดอย่างสยดสยอง! คุณชิตกใจรีบเอาตัวถอยหลังจนชนกำแพง และบอกว่า “อย่า อย่าพี่! ผมยังไม่ได้ทำอะไรให้เลยนะ!” จากนั้นพี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่โปรเจคเตอร์ก็วิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ คุณชิก็เล่าเรื่องที่เจอให้ฟัง แต่พี่เขาก็บอกว่าคงไม่มีอะไร จากนั้นก็เช็คในโรงอีกรอบ และก็บอกว่า “ไม่มีใครเลยนะ ตั้งสติแล้วมาดูดี ๆ” แต่คุณชิก็ยืนกรานว่าเขาเห็นจริง ๆ จากนั้นก็ชะโงกหัวไปดูอีกครั้ง ปรากฏว่ามันก็ไม่มีใครจริง ๆ หลังจากนั้นก็รีบปิดระบบทุกอย่างแล้วกลับบ้านทันที คุณชิเล่าว่าภาพนั้นมันยังติดตาอยู่เลย เพราะเป็นการประจันหน้าในระยะห่างกันแค่ 20 เซนติเมตร และหน้าต่างตรงนั้นอยู่ในจุดที่สูงจากพื้นเมตรกว่าได้ ไม่น่ามีใครยื่นหน้าเข้ามาหาแบบนั้นได้เลย คุณชิยังบอกอีกว่าเขาเองก็ห้อยพระ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรมาก หลังจากนั้นก็ต้องมาทำงานกะดึกปกติ ในจังหวะที่ต้องเปิดหน้าต่างแล้วชะโงกหน้านั้น ก็เห็นว่าเขานั่งอยู่ที่เดิมในโรงหนัง แล้วเขาก็ลุกขึ้นมากำลังจะเดินออก ก็มีใครไม่รู้วิ่งเข้ามา เอามีดมาจ้วงแทงเขาหลายรอบ เขาสำลักเลือดแล้วก็กระอักเลือดออกมา จากนั้นก็ล้มลงนอนตรงนั้น ส่วนคนที่แทงก็วิ่งหนีหายไปเลย! คุณชิตกใจรีบตะโกนเสียงดังและวอร์วิทยุว่ามีคนแทงกันในโรงให้ทุกคนเข้ามาช่วยกัน เมื่อทุกคนเข้ามา ในโรงกลับว่างเปล่า! ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คุณชินั่งหน้าซีดตัวสั่น ไม่คุยกับใครเลย เมื่อสงบสติได้แล้ว พี่ในออฟฟิศก็เล่าว่า “มีคนเคยแทงกันตายจริง แต่ว่ามันผ่านมานานมากแล้ว” จากนั้นก็แนะนำให้คุณชิไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณนั้น และก็ให้คุณชิหยุดทำงานไปสักพัก หลังจากเจอเหตุการณ์นั้นคุณชิก็จับไข้หัวโกร๋น และไปทำบุญให้ แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้วิญญาณนั้นหายไป คุณชิยังคงเห็นเขานั่งอยู่ที่นั่งเดิม เพียงแต่ไม่ได้ทำให้กลัวเหมือนที่เคยเจอ ล่าสุด คุณชิเข้าไปดูหนังรอบดึกอีกครั้ง แต่ด้วยความล้าจากการทำงาน จึงเผลอหลับ แต่ก็มีคนมาสะกิด คุณชิก็สะดุ้งตื่น แล้วก็เห็นว่าหน้าเขาก้มลงมามองที่คุณชิอยู่! คุณชิก็รีบบอกไปว่าจะทำบุญไปให้ พอลืมตามาอีกที เขาก็หายไปแล้ว! ปัจจุบันนี้คุณชิยังทำงานอยู่ที่เดิม เพราะงานก็ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ และเล่าเพิ่มเติมว่าถ้าไปที่โรงนั้น แล้วสังเกตก็จะเห็นว่ามีศาลตั้งอยู่หลังม่าน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-