ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเช่า แต่เจออดีตเพื่อนบ้านมาหาถึงที่! พอกำลังจะหลับก็เห็นคุณยายผมหยิกมานั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อไปถามพี่ยามในหมู่บ้านก็ถึงกับช็อก เพราะคุณยายคนนี้ไหลตายไปนานแล้ว! #อังคารคลุมโปง

อังคารคลุมโปง RECAP

ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเช่า แต่เจออดีตเพื่อนบ้านมาหาถึงที่! พอกำลังจะหลับก็เห็นคุณยายผมหยิกมานั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อไปถามพี่ยามในหมู่บ้านก็ถึงกับช็อก เพราะคุณยายคนนี้ไหลตายไปนานแล้ว! #อังคารคลุมโปง

29 เม.ย. 2024

       ไปเช่าบ้านหลังใหม่แต่กลับอยู่ไม่ได้เพราะเจอแต่เรื่องแปลก จนทุกวันนี้ต้องอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพราะไม่กล้ากลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก! เรื่องนี้ ‘คุณปุยฝ้าย’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าจากคุณปุยฝ้าย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

       เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์หลอนของ ‘คุณปุยฝ้าย’ ที่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเอง โดยปกติจะมีบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัด แต่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพบ่อย จึงตัดสินใจมาเช่าบ้านที่กรุงเทพเพื่อความสะดวก หลังจากนั้นคุณปุยฝ้าย ก็เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ ซึ่งช่วงแรกที่เข้าไปอยู่ทุกอย่างก็ปกติไม่ได้มีอะไร แต่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาตรงกับเทศกาลวันลอยกระทง ด้วยความที่เป็นสายมูเตลู วันนั้นก็มีการจัดโต๊ะหมู่ ทำพิธีไหว้ขอพรพระจันทร์ อาบน้ำใต้แสงจันทร์ต่าง ๆ

       หลังจากนั้นถัดมาประมาณ 1-2 วัน จากที่อยู่บ้านนี้อย่างสงบ ความบันเทิงก็เกิดขึ้น คืนนั้นคุณปุยฝ้าย นอนไม่หลับแม้จะพยายามข่มตานอนแล้วพลิกตัวไปมา ด้วยความที่เตียงใหญ่ แต่เป็นคนขี้กลัวมาก บนเตียงก็จะมีหมอนล้อมเต็มไปหมด ตัวของคุณปุยฝ้ายนอนอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายจะมีหมอนที่จะติดกับหิ้งพระ และเป็นที่วางท้าวเวสสุวรรณ ในขณะที่นอนพลิกตัวไปทางซ้าย ก็รู้สึกว่าชาตั้งแต่ขาขึ้นมาที่ตัว คุณปุยฝ้ายคิดในใจว่า... ต้องโดนแล้วแน่ ๆ และคิดว่าทำอย่างไรดีถึงจะหลุด แต่หลังจากที่สิ้นความคิดนั้น ในหัวก็เห็นเป็นภาพคุณยายคนหนึ่งอายุประมาณ 50-60 ปี ผมหยิก ใส่กระโปรงโสร่งยาว ๆ มานั่งเอนตัวกึ่งนั่ง กึ่งนอน อยู่ข้าง ๆ คุณปุยฝ้าย แล้วแขนขวาของคุณยาย ก็ค่อย ๆ ยื่นมาทางคุณปุยฝ้าย เหมือนคุณปุยฝ้ายกำลังนอนหนุนแขนเขาอยู่ และในจังหวะนั้น ขณะที่คุณปุยฝ้าย กำลังพลิกตัวเขาก็ค่อย ๆ ยื่นหน้ามามองคุณปุยฝ้าย อย่างใกล้ชิด! นาทีนั้นคุณปุยฝ้ายกลัวมาก คุณยายคนนั้น ก็พยายามเอื้อมมือซ้ายมาลูบหัวคุณปุยฝ้าย เหมือนรู้สึกเอ็นดู และเขาก็รู้ว่าคุณปุยฝ้ายเริ่มไม่ไหว เขาก็เหมือนจะปล่อย แต่กลับมากระซิบข้างหู และหัวเราะ “ฮิ ๆๆ” แล้วก็หายไป! จากนั้นคุณปุยฝ้ายก็ไลน์ไปหาน้องสาวที่นอนอยู่ห้องข้าง ๆ ว่า “มาหาหน่อย มานอนเป็นเพื่อนหน่อย ไม่ไหวแล้ว”

       หลังจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ ก็พึ่งมารู้ความจริงจากพี่ยามในหมู่บ้านว่า เขาเป็นผู้เสียชีวิตท่านหนึ่ง อยู่ซอยตรงข้ามบ้านคุณปุยฝ้าย ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้กันขนาดนั้น แต่ก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พี่ยามตกใจมาก เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากคุณปุยฝ้าย เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราวนี้เลย พี่ยามก็ถามคุณปุยฝ้ายว่า “คุณไปเจอได้ยังไง ไปเจอที่ไหน?” เมื่อซักถามเสร็จพี่ยามก็เล่าให้ฟังว่า ตรงข้ามซอยบ้านคุณปุยฝ้าย มีคุณป้าที่มีลักษณะนี้ นอนไหลตายในบ้าน ตั้งแต่นั้นก็เริ่มมีคนย้ายออก แต่ตอนนี้บ้านหลังนั้นมีคนเช่าแล้ว

       พี่ยามก็บอกว่า “แต่มันไม่ได้เป็นโซนบ้านคุณนะ แต่ทำไมเขาถึงไปอยู่บ้านคุณ?”

       คุณปุยฝ้าย ก็สงสัยว่าหรืออาจจะเพราะเขาพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้จึงไม่มีศาล เขาเลยอาจจะเข้ามาได้

       คุณปุยฝ้าย ยังเล่าต่อว่า พึ่งได้รู้ว่าน้องสาวก็เจอเรื่องราวแปลก ๆ ในคืนไหว้พระจันทร์ เพราะน้องสาวโดนอำทั้งคืนซึ่งในคืนไหว้พระจันทร์นั้น เราไปไหว้กันตรงข้างบ้าน ซึ่งบ้านจะอยู่สุดซอยหลังสุดท้าย พอมองเข้าไปก็จะเห็นคุณป้ายืนอยู่ในซอกมืด ๆ ด้านหลังบ้าน เมื่อถามน้องสาวก็เห็นว่าลักษณะตรงกัน

        จากนั้นก็เคยโมโหแล้วพูดว่า “แบบนี้ไม่เอานะ มันบาปนะ” จนน้องสาวกลัว และพูดว่า “อย่าไปว่าเขา เดี๋ยวมึงก็เจอหนักหรอก” แต่ปรากฏว่าได้ผล เขาก็ไม่มาให้เจออีกเลย  แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกอยู่

       แล้วล่าสุดกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ตกกลางคืนกล้องวงจรปิดที่บ้านเช่าเตือนว่าได้รับการเคลื่อนไหวตลอด ‘พบบุคคล’ แต่ไม่มีอะไร จนคุณปุยฝ้าย ให้ยามไปดูเพราะคิดว่าเป็นขโมย แต่พี่ยามบอกไม่มีอะไร และหัวเราะแห้ง ๆ ตลอด จนตอนนี้คุณปุยฝ้าย ก็กลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด เพราะไม่กล้ากลับไปที่นั่นอีกเลย...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

09 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

วันหนึ่งคนเฝ้าสวนออกไปจับกบ ดันไปเจอซากกบที่เหลือแต่ตัวเพราะหัว และขาถูกกัดไป!เลยเก็บตัวกบไปกะจะเอาไปทำเหยื่อ ระหว่างทางจะกลับไม่รู้มีอะไรดลใจให้ส่องไฟกบไปบนต้นยาง ก็เห็นเป็นเงาแปลกๆวิ่งตามไฟที่ส่อง กลับเจอคนแก่หลังค่อมไม่ใส่เสื้อผ้า ก้มทำอะไรสักอย่าง พอสาดไฟไปอีกครั้งก็เจอควันลอยมาเป็นหน้าคนแก่ แล้วพูดว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ตกดึกกลับบ้านมาได้ยินเสียงเท้าเดินรอบเถียงนาพร้อมกับเสียงโหยหวน ไม่จบแค่นั้น เด็กในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุ น้องก็เล่าว่าขับรถผ่านสวนยางหันไปเห็นคนไม่ใส่เสื้อวิ่งตามรถจนแหกโค้ง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน‘อังคารคลุมโปง Xครูตรีมีเรื่องเล่า[4ส.ค. 2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘สวนยางหน้าฝน’ ‘คุณเปา’ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตนเองในจังหวัดกาฬิสินธุ์โดยครอบครัวของคุณเปา ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีสวนยางที่คุณพ่อได้ปลูกเอาไว้ราว ๆ 20 กว่าไร่ ซึ่งโดยปกติในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่สามารถกรีดยาง หรือทำการเกษตรอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะภายในสวนยางจะมีขี้ยาง หรือก้อนยางที่เมื่อโดนน้ำกรดจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถเอาเข้ามาในหมู่บ้านได้บริเวณบ้านจึงมีเถียงนาที่เป็นพื้นที่ไว้สำหรับคนเฝ้าสวนยางแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพ่อ และแม่ของคุณเปา ต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จึงทำให้ต้องจ้างวานคนเฝ้าสวนมาดูแลสวนยางในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่เลยได้เจอกับ‘พี่บี’ชายหนุ่มในครอบครัวชาวลาวที่กำลังตกงานอยู่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็ขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกติของคนภาคอีสาน เมื่อเข้าสู่หน้าฝนชาวบ้านหลายคนก็จะออกมาจับกบ จับอึ่งนำไปทำอาหารกินกันอยู่มาวันหนึ่ง ในวันฝนตกพี่บีที่กำลังเตรียมตัวออกไปจับกบบนหัวของเขาสวมไฟส่องกบ และขาทั้งสองสวมรองเท้าบูธทันใดนั้นเองในตอนที่เขากำลังจะก้าวขาลงไปที่เถียงนา เขากลับมองเห็นดวงไฟสีส้มนวลอยู่ห่างออกไปจากเถียงหน้าประมาณหลายกิโล ภายในใจเขาคิดว่าคงเป็นชาวบ้านที่กำลังออกมาจับกบเหมือนกันกับเขา จึงไม่ได้เอะใจอะไรระหว่างทางเขาก็ค่อย ๆ เดินลงไปเรื่อย ๆเพราะบริเวณไร่นาที่จะมีกบนั้นจะต้องเดินลัดผ่านสวนยางไปในตอนก่อนที่เขาจะเดินลงไปในเถียงนาเป็นปกติที่จะเขาได้ยินเสียงกบ เสียงอึ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วผืนนาแต่เมื่อเขาลงไปถึงข้างล่าง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองเขาเดินไปตามทางคันนาเรื่อย ๆ ก็ไม่เจออะไรแต่แล้วที่สิ่งปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาเจอซากกบ!ที่ส่วนหัว และแขนขาของมันถูกกัดกินไปเหลือไว้เพียงลำตัวเขาคิดว่าคงเป็นพวกแมวหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘อีเห็น’ที่มากัดไปและเพราะตรงส่วนลำตัวของกบที่ยังสดอยู่ เห็นแบบนั้นพี่บีเลยตัดสินใจเก็บซากกบนั้นกลับไปเผื่อว่าจะเอาไปทำเป็นเหยื่อปลาหลังจากเดินไปได้สักพัก จนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่เจออะไรจึงถอดใจและเตรียมตัวกลับบ้าน ในตอนที่พี่บีกำลังจะเดินกลับ แทนที่จะใช้ไฟบนหัวส่องนำทาง กลับมีอะไรดลใจให้เขาเลือกที่จะส่องไฟขึ้นไปบนสวนยางและในจังหวะที่เขามองขึ้นไปนั้น เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตามแสงไฟเขาอยู่ และเมื่อเขาขึ้นไปบนสวนยาง ด้วยเวลาการเดินข้างนานเลยทำให้ไฟบนหัวของเขาติด ๆ ดับ ๆเขาจึงพยายามเคาะจนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งในจังหวะที่เขาหันไปส่องไฟที่สวนยางเขากลับเห็นภาพของชายแก่ หลังค่อมคนหนึ่งที่เนื้อตัวไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวกำลังก้มทำอะไรสักอย่างอยู่กลางสวนและด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจสาดไฟส่องไปตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งเขาเห็นแสงไฟสีส้มนวลเหมือนกับตอนแรกที่เขาเจอไฟมันลอยมาตกแถวใกล้กับเถียงนา และค่อย ๆ จางไป ทันใดนั้นไฟบนหัวของเขาที่กำลังติด ๆ ดับ ๆเมื่อถึงจังหวะที่ไฟบนหัวเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าเกือบทำเขาแทบล้มทั้งยืน!เมื่อสิ่งที่เขาเห็น คือใบหน้าของคนแก่ที่ลอยมาเป็นกลุ่มควันและยังพูดกับเขาอีกว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ใบหน้านั้นพูดกับเขาความกลัวเข้าครอบงำจนทำให้เขาร้องไห้ และปัสสาวะราดออกมาในทันที จนแฟนของพี่บีได้ยินจึงเข้าไปเรียกสติแล้วพากลับมาที่บ้าน หลังจากได้สติเขาก็เล่าเรื่องราวที่ไปเจอเจอมาให้แฟนสาวฟัง แฟนก็บอกว่า‘ไม่มีอะไรหรอก อยู่มาตั้งหลายเดือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้เลย’ ถึงอย่างนั้นแฟนสาวของเขาก็พยายามบอกให้เขาไม่ต้องคิดมาก และข่มตาลงนอน แต่ในช่วงที่แฟนของเขาหลับไปแล้วเขากลับได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าอยู่รอบ ๆ เถียงนาตลอดเวลา และทำเสียงโหยหวนคล้ายเสียงแมวตอนติดสัดพอเช้าวันถัดมา เขาก็มาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะเป็นเรื่องจริง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุอยู่ข้าง ๆ สวนยางแถวบ้านคุณเปา น้องเล่าว่าในจังหวะที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางไฟรถก็ส่องไปเห็นร่างของคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าวิ่งตามรถของน้องไม่ว่าน้องจะขับหนีไปเร็วแค่ไหนก็ยังวิ่งตามทำให้น้องกลัวจนหันมามองอีกทีถนนก็เป็นทางโค้งแล้ว ทำให้เลยโค้งไปจนมีคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ และจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่ได้เจอคืออะไรกันแน่.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ปากดีที่ค่ายธรรมมะ มาจริง! ทั้งเสียงเท้าเดิน เห็นเป็นหน้า กลับบ้านก็ยังเจอฉ่ำ! จะรดน้ำมนต์ก็ติดขัดไม่ได้ไปสักที

22 ธ.ค. 2023

ปากดีที่ค่ายธรรมมะ มาจริง! ทั้งเสียงเท้าเดิน เห็นเป็นหน้า กลับบ้านก็ยังเจอฉ่ำ! จะรดน้ำมนต์ก็ติดขัดไม่ได้ไปสักที

เมื่อต้องไปเข้าค่ายธรรมะประจำปีของโรงเรียน แต่กลับมีแขกรับเชิญสุดหลอนมาร่วมด้วย หลังจากเอ่ยปากท้า! เรื่องนี้ ‘คุณตั้น The Shock’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีเข้าค่ายธรรมะ’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! ‘คุณตั้น The Shock’ บอกว่า ‘น้องแนนสำลี’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อประาณ 10 ปีที่แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นค่ายอบรมธรรมะ และทุกวันนี้ วัดนั้นยังคงเปิดเป็นค่ายอยู่ น้องแนนบอกว่าตอนนั้นอยู่ม.3 จะต้องไปเข้าค่ายที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งที่สอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะมาเข้าค่ายที่วัดแห่งนี้ทุกปี น้องแนนยังบอกอีกว่าครั้งแรกที่ไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีเพียงคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพระและรุ่นพี่คอยเตือนว่าหากเป็นเด็กไม่ดีอาจจะเจอบางอย่างได้ น้องแนนที่ยังเด็กก็เชื่อฟัง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างตั้งใจ และไม่เจออะไร แต่การไปค่ายปีนี้แตกต่างออกไปจากครั้งก่อน เนื่องจากน้องแนนโตขึ้น มีความเล่นซนเพิ่มขึ้นตามประสาเด็กทั่วไป ภายในสถานที่จัดค่ายจะมีห้องอบรมจะอยู่ที่ชั้นล่าง เป็นชั้นเดียวกับห้องนอนของเด็ก ๆ ส่วนห้องนอนอาจารย์จะอยู่ที่ชั้นสอง ห้องนอนสำหรับนักเรียนหญิงแบ่งเป็น 6 ห้อง เพื่อน ๆ และน้องแนนจึงไปสืบมาว่าห้องที่โดนผีหลอกเยอะที่สุดคือห้องที่ 4 น้องแนนจึงเลือกไปนอนห้องที่ 6 เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอ คืนแรกที่นอนในค่ายนั้น ต้องเข้านอนเร็วประมาณ 2 - 3 ทุ่ม อีกทั้งค่ายนี้พระอาจารย์ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์เข้ามา แต่ทว่าน้องแนนและเพื่อน ๆ ได้แอบเอามา และนำออกมาเล่นก่อนนอน จนกระทั่งพระอาจารย์เดินตรวจความเรียบร้อย ก็พบว่าเด็ก ๆ แอบเล่นโทรศัพท์อยู่ จึงได้ยึดโทรศัพท์ไป เด็ก ๆ เครียดมากกลัวไม่ได้คืน จึงรวมหัวนั่งปรึกษากัน แต่ก็คุยกันว่าให้รีบนอน เพราะได้ยินเสียงเล่าลือว่าที่นี่มีผี น้องแนนที่ยังโมโหเรื่องโดนยึดโทรศัพท์ก็พูดขึ้นมาว่า “ผีมาสิดี จะได้ไปบอกพระอาจารย์ขอโทรศัพท์คืน” จากนั้นก็แยกย้ายกันนอน คืนที่สอง ปรากฏว่าได้ยินเสียงตะโกนจากห้องนอนที่ 3 ว่า “มีเงาอะไรแปลก ๆ เหมือนเจอผี!” น้องแนนที่ได้ยินจึงรีบวิ่งไปห้องที่สาม น้องแนนอยากรับผิดชอบคำพูดที่ตนเผลอพูดไปเมื่อคืน จึงบอกเพื่อนในห้องนั้นว่า “เดี๋ยวเรานอนห้องนี้เอง” หลังจากนั้นน้องแนนก็เก็บของจากห้องเก่าย้ายมาห้องใหม่ รวมทั้งพาเพื่อน และรุ่นน้องในกลุ่มไปด้วย ระหว่างที่นอนอยู่นั้น ก็หันไปเห็นพี่คนหนึ่งลุกขึ้นนั่งจากฟูก มีใบหน้าของคนรุ่นพี่คนนั้นถูกกระทบด้วยแสงที่ลอดมาจากบานเกร็ด แต่ทว่า หน้าของรุ่นพี่คนนี้ไม่ใช่คนที่น้องแนนรู้จัก กลายเป็น ‘หน้าของชายแก่สีขาวซีดที่หันมาจ้องน้องแนนอยู่..!’ จนกระทั่งน้องแนนรู้สึกว่าน้องที่นอนอยู่ข้าง ๆ มีเสียงสะอื้น ซึ่งเป็นเสียงสะอื้นที่แปลกมาก เพราะเป็นเสียงของน้องปนกับเสียงของผู้ชาย น้องแนนจึงหันไปถามว่า “เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” น้องคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “หนูเห็นพี่..หนูเห็นเหมือนพี่แหละ” แล้วก็กรี๊ดออกมา! จากนั้นภายในห้องก็ชุลมุน ทันใดนั้น ใบหน้าของรุ่นพี่คนนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนจากเพื่อนท้ายห้องว่า “ไอ้แนนไม่มีหัว!” จากนั้นเพื่อนคนที่ตะโกนก็ร้องห่มร้องไห้โวยวายอีกว่า “ผีเต็มเลย มันกำลังจะเข้ามาในห้องแล้ว ข้างนอกมีทั้งผีผู้ชาย ผีผู้หญิง ผีเด็กเต็มไปหมดเลย แล้วผีผู้หญิงอะ มันกำลังจะเปิดประตูเข้ามา ผมมันเลื้อยลอดประตูเข้ามาแล้ว!” ผ่านไปสักพัก ก็มีครูท่านหนึ่งวิ่งมา พยายามที่จะควบคุมสติทุกคน และบอกให้เด็ก ๆ ขึ้นไปชั้นสองที่เป็นห้องพระห้องใหญ่ น้องแนนบอกว่าตอนที่กำลังจะออกไป ได้ยินเหมือนเป็นเสียงฝีเท้าอยู่ที่ชั้นสองสะเทือนมาถึงชั้นที่น้องแนนอยู่ ในใจก็คิดว่าอาจารย์คงจะจัดพื้นที่เพื่อเตรียมให้เด็ก ๆ ย้ายขึ้นไป ปรากฏว่าพอขึ้นไปถึง ในห้องไม่มีใคร! เป็นห้องว่างเปล่าที่มีแค่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ในขณะนั้นเอง น้องแนนรู้สึกว่าอยากร้องไห้ รู้สึกเศร้าโดยไม่มีเหตุผล และน้ำตาไหลก็ไม่หยุด! อาจารย์นำพระมาคล้องคอให้แต่ไม่หาย สุดท้ายอาจารย์คนนี้ต้องไปตามอาจารย์ที่เหลือมาช่วย แล้วจึงได้รู้ว่าอาจารย์กลุ่มที่เหลือ 20 กว่าคนนั้น หนีไปนอนที่รีสอร์ทกันหมดแล้ว เหตุเพราะปีที่แล้วอาจารย์กลุ่มนี้มานอนที่นี่และโดนผีหลอกนั่นเอง! เมื่ออาจารย์ที่เหลือมาถึง จึงไปตามพระอาจารย์อีกวัดมาช่วย ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่ได้มีแค่น้องแนนคนเดียวที่ร้องไห้ น้องผู้หญิงที่นอนสะอื้นอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มร้องไห้ด้วยเช่นกัน แต่น้องอาการไม่หนักเท่า อาจจะร้องเพราะตื่นตกใจ พระอาจารย์จึงมอบตะกรุดให้ แล้วบอกว่า “เป็นตะกรุดที่ถูกปลุกเสกขึ้นมาโดยเฉพาะ สำหรับเด็กที่ถูกผีหลอกที่นี่” พร้อมบอกว่า “มีอันนี้แค่อันเดียว เพราะคณะก่อนหน้า ก็โดนผีหลอกเหมือนกัน จึงแจกไปหมดแล้ว” สุดท้ายจึงเป็นน้องแนนที่ได้ตะกรุด หลังจากที่ได้มาก็น่าแปลกที่อาการเศร้าค่อย ๆ คลายหายไป เช้าวันต่อมาเป็นวันวิปัสสนา ทุกคนมานั่งร่วมกันบนอาสนะที่ถูกปูไว้ในห้องโถงใหญ่ เมื่อถึงช่วงเข้าฌาน พระอาจารย์ก็บอกให้ทุกคนเงียบ น้องแนนเริ่มรู้สึกเหมือนมีเสียงเรียกชื่อ “แนน...แนน...” อยู่ตลอดเวลา และรู้สึกอยากลืมตาขึ้นมา ขณะที่กำลังจะลืมตา มีเสียงแทรกเข้ามาที่หู ซึ่งเป็นเสียงของพระอาจารย์ บอกว่า “อย่าลืมตานะ เคยมีคนลืมตาแล้วสติเสียไปเลย” จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพระอาจารย์ค่อย ๆ เดินออกไป ประกอบกับได้ยินเสียงเพื่อนข้างหลังที่น่าจะลืมตาขึ้นมาดู พูดว่า “กูไม่เห็นจะเห็นอะไรเลย พระอาจารย์พูดอะไรวะ” น้องแนนจึงตัดสินใจที่จะลืมตาอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงประกาศออกไมค์จากพระอาจารย์ว่า “อย่าลืมตานะ ต้องเชื่อ ถ้าไม่เชื่อ หลุดแล้วไม่มีใครช่วย” พอสิ้นเสียงพระอาจารย์ ก็มีลมพัดมา ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมีนิ้วมือมาจับที่แขนทั้งสองข้างของน้องแนนล๊อคให้อยู่กับที่! วันเดินทางกลับในวันสุดท้าย ด้วยความที่เด็กมากันเยอะ อาจมีการพูดเล่นล่วงเกิน จึงมีการขอขมาเหล่าสัมภเวสีภูตผีวิญญาณ โดยการจุดธูปท่องคาถา และนำธูปไปปักที่พื้นนอกชายคาตามพิธีกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้องแนนปักธูปไม่ลง พยายามยังไงก็ปักไม่ลง นำไปปักตำแหน่งเดียวกับเพื่อนก็ปักไม่ลง ตอนนั้นน้องแนนคิดว่าในใจคิดว่า ‘เหมือนเขาไม่ยอมรับการขอขมาจากเรา’ ก็พยายามปักไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งธูปหัก! จึงนำธูปไปวางพิงไว้ เมื่อถึงเวลาจะเดินทางกลับ อาจารย์ได้ลงความเห็นว่าให้น้องแนนไปนั่งรถกับอาจารย์ ไม่ต้องไปนั่งรวมกับเพื่อน ในระหว่างที่กำลังจะเดินขึ้นรถ มีพระ 3 รูป เดินมาถามว่า “โยมเจออะไร” น้องแนนจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พระจึงพูดออกมาว่า “ว่าแล้วไง เจอแบบนี้จริง ๆ ด้วย เขาเจอกันแบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะยังอยู่ โยม..เขาดุมากเลยนะ แต่ไม่ต้องกลัวนะ เขามาเตือน ขอให้โยมกลับบ้านปลอดภัยแล้วกัน” แล้วพระอาจารย์ก็เดินจากไป ในมุมของน้องแนนที่นั่งรถกลับกับอาจารย์ น้องแนนบอกว่าได้กลิ่นธูปตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถึงที่หมาย เพื่อน ๆ ก็วิ่งมาหาน้องแนนอย่างตื่นตะหนกพร้อมถามว่า “มึงเจออะไรรึเปล่า บนรถกระบะอาจารย์” และเพื่อนยังบอกอีกว่า “พวกกูเจอทั้งคันเลย” เพื่อนน้องแนนเล่าว่าระหว่างที่นั่งรถกลับมา ทุกคนก็นั่งเล่นนั่งคุยตามปกติ สักพักจากรถที่มีเสียงดังก็ก็ค่อย ๆ เงียบลงเรื่อย ๆ โดยไล่จากท้ายรถมาหน้ารถ เพื่อนน้องแนนคนนี้ก็สงสัยว่าคนในรถเป็นอะไร แต่ระหว่างที่คิดอยู่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาแตะที่ขา จึงก้มลงไปมอง ปรากฎว่าสิ่งที่เห็นคือ ‘เป็นมือคนหลายมือล้วงมาจากใต้เบาะที่นั่ง เหมือนกำลังควานหาอะไรบางอย่าง’ นั่นเป็นเหตุที่ทุกคนบนรถเงียบ และทำเป็นเมินกับสิ่งที่เห็น! ขออธิบายครอบครัวน้องแนนสั้น ๆ ว่า ที่บ้านจะมีคุณยายอยู่ด้วย ซึ่งอยู่กัน 2 คน และจะมีห้องนอนส่วนตัวแยกไป เมื่อน้องแนนมาถึงบ้านคืนแรก ในห้องน้องแนนจะมีเต็นท์กางอยู่ วันนั้นก็นอนในเต็นท์ตามปกติ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืนน้องแนนก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบ ๆ เต็นท์ นอกจากนั้น ยังมีเสียงมือขูดไปตามผ้าใบเต็นท์ ในที่สุดน้องแนนไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวก็กลัว แต่ก็พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดวิ่งพุ่งไปนอนห้องคุณยาย คืนที่สอง น้องแนนสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนอีกเช่นเคย จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แต่ระหว่างที่ถือโทรศัพท์แสงจากจอสว่างมาก ทำให้เห็นคนอยู่ที่ปลายเท้า พอค่อย ๆ ลดแสงลง สิ่งที่เห็นคือ ‘ผู้ชายแก่ที่หน้าเหมือนคนที่เจอที่วัด ใส่เสื้อขาวกางเกงสีดำ มีมุ้งพาดคออยู่ และยืนมองผ่านมุ้งอยู่ที่ปลายเตียง ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาแดงก่ำ!’ น้องแนนจึงพยายามสวดมนต์ตามบทสวดที่จำได้แต่ไม่ได้ผล จนสุดท้ายก็เผลอหลับไป ตื่นเช้ามาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาหมอธรรม เมื่อไปถึง หมอธรรมก็บอกว่า “เดี๋ยวเราต้องหาฤกษ์มารดน้ำมนต์ครั้งใหญ่ แต่ทำวันนี้ไม่ได้ ต้องมีฤกษ์” น้องแนนและคุณยายจึงกลับมาบ้านเพื่อรอฤกษ์อีกครั้ง ระหว่างนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น มายืนเฉย ๆ, เอาหน้ามาแนบมุ้ง, มาลูบมุ้ง จนถึงขั้นพยายามจะเอื้อมมือเข้ามาในมุ้งก็ทำมาแล้ว เรื่องนี้หนักขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เมื่อก่อนเจอแค่ในมุ้งตอนกลางคืน แต่ตอนนี้กลับเห็นในตอนกลางวันด้วย มีอยู่วันหนึ่งน้องแนนเพิ่งตื่น และกำลังจะเดินไปอาบน้ำเพื่อไปโรงเรียน ก็เห็นชายคนนี้ยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ แต่ก็ต้องจำใจเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าไม่อยากทนเห็นอีกต่อไป จึงไปคุยกับยายว่าจะทำอย่างไร ยายบอกว่า “พอมาลองนับเวลาดูมันเลยช่วงวันที่นัดอาบน้ำมนต์ไปแล้ว” ราวกับว่าเมื่อถึงวันที่จะต้องไป ก็มักจจะเกิดเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้ไปไม่ได้เสมอ ไม่อาจารย์ก็เป็นคุณยายกับน้องแนนที่จะต้องติดธุระอะไรสักอย่าง ยายจึงตัดสินใจที่จะให้อาจารย์มาที่บ้านในวันนั้นเลย เพื่อที่จะทำขันธ์ 5 ให้ที่บ้าน เมื่ออาจารย์มาถึง คำแรกที่ทักคือ “โห อยู่กันเยอะเนอะ เต็มเลยอะ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก เต็มบ้านไปหมดเลย” หลังจากที่อาจารย์ทำพิธีให้เสร็จเรียบร้อย ก็ได้บอกน้องแนนว่าบอกว่าภายใน 3 – 7 วันนี้ ต้องไปบวชชีที่วัด น้องแนนจึงไปบวชชีเป็นเวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 3 เดือน ในช่วงระหว่างที่บวชก็มีเจอบ้าง แต่ไม่ได้มาให้เห็นเป็นตัว มาในมุมของความรู้สึก หรืออาจจะมีฝันถึง แต่คืนสุดท้ายก่อนวันสึก ช่วงเที่ยงคืนเวลาเดิม กลับสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนเดินรอบศาลา น้องแนนจึงคิดว่า ‘ยอมบวชขนาดนี้แล้ว ยังไม่ได้ผลอะไรเลยเหรอ’ แม่ชีข้าง ๆ จึงบอกว่า “หนูนอนเหอะ เขาคงรับรู้ในสิ่งที่เราทำ” น้องแนนจึงนอนหลับไป พอถึงตอนเช้าก็ไปสึกตามปกติ หลังจากที่สึกมาก็ไม่เคยต้องสะดุ้งตื่นเที่ยงคืน หรือต้องเจอวิญญาณเหล่านั้นอีกเลย.. คุณตั้นยังเสริมอีกว่า ก่อนที่น้องแนนจะมาเล่าให้คุณตั้นฟังในรายการ น้องแนนเก็บเรื่องนี้จนผ่านไป เกือบ 8 ปี ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนจะมาเล่าในรายการ The shock น้องพยายามลำดับเรื่องและหลับไป ปรากฎว่าสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนอีกครั้ง พร้อมกับเห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ปลายเตียง พร้อมพูดว่า “หึ!” เหมือนเขาไม่อยากให้เล่า จนเวลาผ่านไป สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเล่า ซึ่งวันก่อนที่จะมาเล่า น้อนแนนยังฝันถึงเขา เป็นการฝันลำดับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เหมือนเขากลับมาเล่าให้ฟังว่าพรุ่งนี้จะต้องเล่าอย่างไร จากนั้นน้องแนนก็สะดุ้งตื่นเที่ยงคืนอีกครั้ง และได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน อีกทั้งยังมีใบหน้ามาแนบที่มุ้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้น!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

14 ก.ย. 2023

เปิดร้านทำผมใกล้สถานศึกษาจนได้รู้จักกับน้องคนหนึ่ง ทั้งคู่เกิดความรู้สึกดี ๆ ให้กัน คืนหนึ่งรุ่นน้องมานอนพักที่ร้าน จากนั้นก็ฝันว่าน้องคนนั้นตาย! พอตื่นมาก็เห็นข่าวว่าน้องโดนยิงตาย แต่ไม่เชื่อ จึงขึ้นไปเช็คที่ห้องนอน ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย!

เมื่อความรักเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แต่กลับถูกความตายมาพลัดพราก ทำให้ความสัมพันธ์ยังคลุมเครือไม่ได้ไปต่อ เรื่องราวความรักสีดำครั้งนี้จะเป็นยังไง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 กันยายน 2566) ขอต้อนรับ ‘พี่ขวัญ น้ำมันพราย’ พบกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ที่จะมาร่วมปิดไฟ แล้วเปิดประสบการณ์ความรักสุดหลอนกันในค่ำคืนนี้! ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องราวเกิดขึ้นกับ LGBTQ ท่านหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่แอน’ อดีตเคยเป็นลูกจ้างร้านเสริมสวยร้านหนึ่ง สะสมประสบการณ์เก็บเงินจนเติบโตกลายเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยแถวมหาวิทยาลัยย่านรังสิต หลังจากเปิดมาได้ปีกว่าก็มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก พี่แอนจึงตัดสินใจจ้างลูกน้องให้มาช่วยงานที่ร้าน ตัวพี่แอนเองมักจะสนิทสนมกับนักศึกษาหลายคน แต่มีนักศึกษาผู้ชายคนหนึ่ง มักจะมากับกลุ่มเพื่อนบ่อย ๆ แต่ตัวน้องผู้ชายไม่เคยตัดผมที่ร้านเลย และด้วยความหน้าตาดี เรียบร้อย พี่แอนก็เกิดความรู้สึกดี มีใจให้กับนักศึกษาหนุ่มคนนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองเริ่มรู้จักกันมากขึ้นเรื่อย ๆ น้องคนนี้มีชื่อว่า ‘นัท’ เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หางานพิเศษทำเพื่อส่งตัวเองเรียน พี่แอนเองก็ไม่กล้าบอกคนอื่นว่ามีตนเองมีใจให้กับนัท เพราะกลัวนัทจะอาย พี่แอนจึงทำได้เพียงบอกให้นัทมาตัดผมฟรีที่ร้าน แต่ห้ามบอกใครว่าได้ตัดผมฟรี นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสเจอกันอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งนัทมานั่งในร้านทำผมด้วยหน้าตาที่เศร้าหมอง พี่แอนจึงเดินเข้าไปถามว่า “นัทเป็นอะไร?ปกติจะร่าเริงกว่านี้” นัทเล่าเรื่องราวให้ฟังถึงปัญหาที่ตนกำลังพบเจอ ทั้งหางานพิเศษไม่ได้ ไม่มีเงิน แต่ที่ตัดสินใจเล่าให้ฟัง ไม่ได้ต้องการให้พี่แอนมาช่วย เพราะอยากจะหาเงินให้ได้ด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าความจริงแล้ว ทั้งนัทและพี่แอนก็ต่างมีความรู้สึกดี ๆให้กัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้สานความสัมพันธ์เกินกว่าพี่น้อง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พี่แอนกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาเพื่อปิดร้าน ระหว่างนั้นสายตาก็มองออกไปข้างนอก เห็นโต๊ะหินอ่อนที่ตั้งอยู่เยื้อง ๆ กับหน้าร้าน มีคนนั่งอยู่ พี่แอนก้มลงไปมองด้วยความสงสัย ทำให้เห็นว่าคนที่นั่งอยู่คือนัท จึงตะโกนออกไปว่า “นัท นัททำอะไรลูก” นัทหันหน้ามามองที่พี่แอนแล้วตอบกลับว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” พี่แอนจึงตัดสินใจพานัทเข้ามานั่งในร้านเพื่อที่จะพูดคุย และยังหายามาให้ พี่แอนบอกกับนัทด้วยความห่วงใยว่า “นัท ถ้าไม่ไหว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ทำอะไรหรอก” นัทก็นั่งซึมน้ำตาไหล พูดซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ ว่า “พี่แอน ผมปวดหัว ผมไม่ไหวแล้วพี่ ปวดหัวมากเลยพี่แอน” สักพักพี่แอนตัดสินใจอีกครั้งที่จะจับมือนัทขึ้นไปบนห้อง แล้วบอกว่า “นอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกลัว พี่ไม่บอกใครว่านัทอยู่ที่นี่” ข้างบนห้องจะมีทีวีตั้งอยู่ปลายเตียง มีที่นอนประมาณ 5-6 ฟุตตั้งอยู่ นัทนอนลงบนที่นอนด้วยท่าตะแคงและหันหน้าไปทางกำแพง ส่วนพี่แอนเข้าไปอาบน้ำ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นนัทกำลังนอนอยู่จึงเรียก “นัท นัท นัท นัทโอเคนะ” แต่ก็เงียบไม่มีเสียงตอบกลับ พี่แอนคิดในใจว่าสงสัยนัทจะหลับไปแล้ว พี่แอนจึงล้มตัวนอนลงข้าง ๆ โดยเว้นระยะไว้ให้ห่างจากนัท เพราะกลัวนัทตื่นมาจะตกใจ สถานการณ์ในตอนนั้นก็ต่างคนต่างนอน แต่แล้วจู่ ๆ พี่แอนก็ลืมตาขึ้นมา หันไปเห็นประตูฝั่งระเบียงเปิดอยู่ และเห็นเป็นคนกำลังยืนที่ระเบียง พอสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ก็พยายามมองว่าคนนั้นเป็นใคร แล้วตัดสินใจหันไปมองข้าง ๆ ที่นัทกำลังนอนอยู่ แต่สิ่งที่เห็นคือ นัทหายไป! พี่แอนเบนสายตากลับไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง แต่คนที่ยืนอยู่คือนัท! พี่แอนรีบลุกขึ้นไปที่ระเบียงพร้อมกับส่งเสียง “นัท ไปทำอะไรตรงนั้นลูก” นัทก็หันหน้ามาตอบว่า “พี่แอนผมไม่ไหวแล้ว ผมปวดหัว” จากนั้นค่อย ๆ ปีนระเบียง และนั่งลงที่ขอบปูนเพื่อให้ขาห้อยไปด้านล่าง ด้วยความตกใจพี่แอนก็พูดขึ้นว่า “อย่า อย่า อย่า ลงมาเดี๋ยวตก!” นัทหันมาพูดซ้ำอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จังหวะที่พี่แอนกำลังจะเอื้อมมือจับไหล่ สิ่งที่เห็นคือหน้าอีกข้างของนัทเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด แล้วนัทก็พูดขึ้นอีกว่า “พี่แอน ผมปวดหัว” จากนั้นก็ทิ้งตัวลงไปด้านล่างทันที! ด้วยความตกใจ พี่แอนก็ส่งเสียงกรี๊ดดังลั่น “นัท!!!” และสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นว่าตัวเองนอนอยู่กับที่ แล้วหันไปมองที่นัทอีกครั้งก็ตกใจขึ้นอีก เพราะนัทนอนตะแคงจ้องตาโตมาที่พี่แอน แล้วพูดขึ้นว่า “พี่แอน ผมรักพี่นะ” พี่แอนตกใจส่งเสียงออกมา “เห้ยย!!” แล้วสะดุ้งตื่นอีกครั้ง กลายเป็นความฝันซ้ำสองรอบ! ลืมตามาอีกทีหันไปมองที่นัท ยังคงนอนนิ่ง ตะแคงไปทางกำแพงท่าเดิม แต่ตัวนัทเต็มไปด้วยเหงื่อ หัวเปียกเต็มไปหมด พี่แอนเองไม่กล้าจับนัท กลัวจะทำให้นัทตกใจตื่น จึงต่างคนต่างนอนไปแบบเดิม รุ่งเช้าพี่แอนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมลงไปเปิดร้าน สายตาก็หันไปมองที่นัทอีกครั้ง นัทก็ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม พี่แอนคิดว่าจะลงไปใส่บาตรพระ แล้วเปิดร้านตามปกติ และปล่อยให้นัทได้นอนพักไปก่อน ขณะที่กำลังใส่บาตรหน้าร้านตัวเอง หลวงพ่อกำลังจะเดินบิณฑบาตต่อ แต่ก็หยุดชะงักแล้วมองขึ้นไปด้านบนชั้นสอง พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “โยม ยังไงก็อย่าลืมหมั่นทำบุญให้เค้าบ่อย ๆนะ” พี่แอนก็สงสัยแต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ จากนั้นก็เปิดร้านทำความสะอาดกับน้องพนักงานที่ช่วยกันตามปกติ และเปิดทีวีขึ้น จังหวะนั้นก็มีเสียงอ่านข่าวดังขึ้น “ย่านรังสิต เกิดเหตุนักศึกษายิงกันเสียชีวิต จับคนร้ายได้แล้วแต่ดันยิงผิดคน” น้องพนักงานก็บ่นขึ้นว่า “ดูในข่าวดิพี่แอน ทำไมเดี๋ยวนี้คนมันใจร้ายเนอะ ฆ่ากันตายง่ายจังเลย เห้ย! พี่แอน ทำไมรถในข่าวมันเหมือนรถพี่นัทจัง” พี่แอนตอบกลับด้วยความไม่สนใจ “จะบ้าหรอไม่ใช่หรอก” จากนั้นก็ทำความสะอาดร้านต่อ จนกระทั่งมีโทรศัพท์โทรเข้ามาเป็นสายของลูกค้าโทรเข้ามาเพื่อที่จะจองคิวทำผม ไม่นานลูกค้าคนนั้นก็เข้ามาที่ร้าน และบังเอิญว่าเขาเป็นเพื่อนของนัท แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “พี่แอนรู้ข่าวยัง นัทถูกยิงตาย” พี่แอนตกใจแต่ก็ไม่เชื่อแล้วพูดว่า “ถูกยิงยังไง จะบ้าหรอ ไม่จริงไม่เชื่อหรอก อย่ามาเล่น ไม่เอา!” เพื่อนของนัทยังคงยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง จนพี่แอนเกิดความโมโห เพราะรู้ว่านัทนอนอยู่ด้านบน พี่แอนพูดขึ้นมาอีกว่า “คือแบบนี้ ที่ไม่เชื่อเพราะนัทมันนอนอยู่ข้างบน ไม่กล้าตั้งแต่แรก บอกเพราะกลัวจะหาว่าอย่างนู้นอย่างนี้กัน เมื่อคืนมันไม่สบาย ก็เลยมาหา” เพื่อนก็ยังยืนยันอีกว่า “พี่แอน ไม่จริงหรอกนัทมันตายแล้วพี่” พี่แอนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจพาทุกคนไปพิสูจน์ความจริง “ถ้านัทไม่อยู่เดี๋ยวให้คนละ 500 เลย แต่ถ้ามันนอนอยู่จ่ายมาด้วยคนละ 500 ด้วย” ทั้งสามคนพากันขึ้นไปดูที่ชั้นสอง แง้มประตูให้เปิดออกช้า ๆ ด้วยความมืดพี่แอนก็มองเห็นว่านัทลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง “นั่นไง เห็นไหมมันนั่งอยู่ในห้อง” พอเปิดประตูจนสุดปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย มีเพียงความเงียบเท่านั้น พี่แอนเริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ยังไม่เชื่อ “ต้องมีดิ เมื่อกี้ยังเห็นนัทมันนั่งอยู่เลย เมื่อคืนก็อยู่ด้วยกัน” ด้วยความที่ใจไม่ดีแล้ว ลูกค้าหลายคนก็พูดถึงเรื่องนัทกันอย่างต่อเนื่อง พี่แอนจึงรีบปิดร้าน เพื่อจะเดินทางไปดูศพที่ถูกยิง แล้วสุดท้ายภาพที่เห็นก็คือศพนัทจริง ๆ เมื่อรู้ความจริงทำให้พี่แอนหดหู่ใจคอไม่ดี จึงตัดสินใจปิดร้าน 3 วัน เพื่อกลับต่างจังหวัด จากนั้นก็กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงร้านลูกน้องก็รีบเดินเข้ามาบอกกับพี่แอนว่า “พี่แอน มีคนเขาพูดกันว่า เห็นนัทมาที่หน้าร้านพี่แอนทุกคืนเลย” แต่พี่แอนเองก็ไม่เชื่อ จนอยู่มาวันหนึ่ง พี่แอนกำลังกำลังดึงบานประตูเหล็กลงมาล็อคเพื่อปิดร้านตามปกติ แต่จังหวะที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็มีเสียงเคาะประตูเหล็กดังขึ้น ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง! “พี่แอน พี่แอน นัทเอง!” ตัวพี่แอนก็ลืมว่านัทตายแล้ว จึงตอบกลับแบบไม่ทันคิด “อ้าว! นัทเข้ามาก่อน เดี๋ยวพี่เปิดประตูให้” เมื่อกำลังเอื้อมมือไปเปิดกุญแจ ก็นึกขึ้นได้ว่านัทตายแล้ว ด้วยความสงสัยก็ส่งเสียงออกไปอีกครั้งว่า “นัทแน่นะ” แม้ในใจยังคิดสับสนกับตัวเองว่าใครมาแกล้ง หรือว่าเป็นนัทจริง ๆ คิดในใจวนไปวนมา จนมีเสียงดังขึ้น “ไม่มีใครแกล้งหรอก ผมมาลาพี่นะ” ด้วยความสงสารนัท พี่แอนรวบรวมความกล้าตัดสินใจ ไขกุญแจแล้วเปิดประตูบานเหล็กขึ้น สิ่งที่เห็นคือ ความว่างเปล่า มีแต่เสียงหมาหอนค่อย ๆ ดังขึ้นเท่านั้น หลังจากเหตุการณ์คืนนั้นพี่แอนก้ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงนัทอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-