เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

20 ม.ค. 2025

      รายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (14 มกราคม 2568) พบกับ ‘มิ้ม รัตนวดี’ ที่ได้นำเรื่องเล่า ‘กุมารของยาย’ มาเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ที่แม่อยู่บ้านกับคุณยาย คืนหนึ่ง มีเสียงเคาะประตู จึงเปิดประตูออกไปดูปรากฎว่าไม่เจอใคร! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วต้องอึ้ง! ใครเคาะประตูเรียกเวลานี้? ไปอ่านพร้อมกันเลย!

      คุณมิ้มได้เล่าว่า ตนได้ฟังเรื่องเล่านี้มาจากคุณแม่ ในตอนนั้นคุณยายไม่สบาย คุณแม่จึงต้องกลับไปที่บ้านหลังเก่าเพื่อดูแลคุณยาย

      คืนหนึ่ง คุณยายนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงในห้องปกติ เวลาประมาณตี 3-4 อยู่ ๆ คุณแม่ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ตอนแรกคุณแม่ไม่ได้คิดอะไร แต่สักพักเสียงเคาะประตูก็กลับมาอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!! ดังขึ้นกว่าครั้งแรก คุณแม่จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู แต่ปรากฏว่าไม่เจอใคร คุณแม่คิดว่าจะอาจจะเป็นคุณยายมาเรียก ด้วยความเป็นเด็กคุณแม่จึงพูดไปว่า

      “โอ๊ยมาเคาะอะไรเนี่ย จะนอน”

      หลังจากนั้น คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ห้องคุณยาย แต่ก็ไม่เจอคุณยาย คุณแม่จึงตามหาว่าคุณยายอยู่ไหน ปรากฎว่าเจอคุณยายล้มอยู่ในห้องน้ำ!

      คุณแม่ลองนึกย้อนดูก็คิดว่า หรือเสียงเคาะประตูที่ได้ยินนั้น จะเป็นเสียงของกุมารทองที่คุณยายเลี้ยงไว้ เขามาเรียกให้ไปช่วยคุณยาย

      จากนั้นคุณแม่ก็รีบเรียกรถพยาบาลทันที  

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณโดนัท 'พี่สาวสไบเเดง' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 10 ธ.ค. 2567 ]

18 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณโดนัท 'พี่สาวสไบเเดง' I อังคารคลุมโปง X บอย ธิติพร [ 10 ธ.ค. 2567 ]

‘คุณโดนัท’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘พี่สาวสไบแดง’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (10 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะน่ากลัวขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณโดนัท’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ร่วมกันของคุณโดนัทและเพื่อน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ช่วงที่ทุกคนในบริษัททำงานหนักและจะต้องกลับบ้านดึกเป็นประจำ วันที่เกิดเรื่องขึ้นเป็นช่วงกลางดึก ในห้องออฟฟิศจะมีพนักงานอยู่ทั้งหมด 7 คน ห้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเห็นหัวหน้านั่งอยู่ทางซ้ายมือ และตรงกลางมีพนักงาน 4 คนที่นั่งหันหน้าชนกัน 2 คนด้านหลังนั่งหันหน้าออกมาทางประตู วันนั้นเป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องทำงานอยู่ที่บริษัทจนดึก ในหน่วยงานจะมีการแบ่งทีมทำงาน โดยมีคน 3 คนทำงานเอกสาร ซึ่งเยอะมาก ๆ ขณะที่พวกเขาทำงานเอกสารกันอยู่ และเอกสารเหล่านี้จะต้องไปยื่นกับทางราชการ ถ้าไปยื่นเลยกำหนดเดดไลน์ จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่น ซึ่งพวกเขาเคยส่งมาแล้วหลายรอบ แต่ไม่ผ่านสักครั้ง จนหัวหน้าได้มีการพูดล้อเล่นลอย ๆ ว่า “ถ้ายื่นเอกสารผ่านสักทีนะ จะซื้อรีเจนซี่ถวายเลย” หลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นวันที่คุณโดนัทและเพื่อนกลับก่อน ในห้องทำงานจะเหลืออยู่ 2 คน คนหนึ่งสมมติว่าชื่อ ‘พี่ปอ’ อีกคนชื่อ ‘คุณออ’ คุณอออายุรุ่นเดียวกันกับคุณโดนัท วันนั้นทั้งสองคนอยู่ในห้องด้วยกัน ช่วงเวลาประมาณ 1 – 2 ทุ่ม พี่ปอนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงานคนเดียว ซึ่งหน้าห้องจะเป็นกระจกใสทั้งบาน มีไว้เพื่อเวลาคนมาติดต่อจะเห็นกันได้ง่าย ส่วนคุณออได้ออกจากห้องเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ในขณะที่คุณออเดินกลับมา หางตาเหลือบไปเห็นว่ามีใครบางคนอยู่ในห้อง ซึ่งไม่ใช่พี่ปอแต่เป็นคนอื่น คุณออจึงหันหน้าไปดู และสิ่งที่เห็นคือ ผู้หญิงนั่งอยู่ด้านหลังสุด เป็นเก้าอี้ที่หันมาทางประตู ใส่ชุดไทยสไบสีแดง หน้าสีขาว ปากแดง ใส่ชฎา นั่งระหว่างโต๊ะสองตัวที่อยู่ด้านในสุด นั่งตรงกลาง และมองออกมาทางคุณออ คุณออตกใจมาก จึงรีบเปิดประตูเข้าไปในห้อง และบอกพี่ปอว่า “กลับบ้าน กลับบ้านเดี๋ยวนี้ กลับเลย หยิบกระเป๋ากลับ” พี่ปอก็ทำหน้างง แต่ก็ทำตามสิ่งที่คุณออบอก หยิบของและเดินออกมา ในระหว่างนั้น คุณโดนัทที่อยู่บ้าน ก็เห็นแชทไลน์เด้งขึ้นมา ซึ่งเป็นไลน์จากคุณออ ไลน์มาว่า “พี่โดนัท ผีอีเม้ยกับผีหนูแดงหน้าตาเป็นยังไง” ‘ผีอีเม้ย’ เกิดจากการที่คุณโดนัทเคยทำคลิปวิดีโอในองค์กร ซึ่งคุณโดนัทเล่นเป็นผีอีเม้ย ที่อยู่ในห้องทำงาน จึงเป็นที่จดจำว่าในห้องนี้มีผีอีเม้ย ส่วนผีหนูแดงเป็นสิ่งที่คุณโดนัทพูดเล่น ไม่ได้มีกุมารหรือว่าอะไรอยู่บางครั้งในห้องก็จะมีเสียงกดปากกา เสียงพิมพ์ดีด เสียงกระดาษพลิกหน้าบ่อย ๆ จึงทำให้มีคำเรียกผีหนูแดงขึ้นมา หลังจากนั้นคุณออก็ได้โทรมาหาคุณโดนัท และเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้น คุณโดนัทก็คิดว่าตัวเองยังไม่เคยเจอ เพราะปกติคุณโดนัทเป็นคนที่เจอผีบ่อยมาก แต่ไม่เคยเจอผีชุดไทยสีแดงนี้ ในห้องยิ่งไม่เคยเจอ คุณโดนัทจึงนึกไม่ออกว่าเป็นอย่างไร และพูดตอบไปว่า “ไม่เคยเจอนะ ไม่น่าใช่หนูแดงแล้วก็ไม่น่าใช่อีเม้ยหรือเปล่า” หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็ย้ายไปคุยกันในไลน์กลุ่มแทน คุณออได้ส่งรูปมาให้ดูเป็นรูปของ ‘นุ่น-วรนุช’ ที่แสดงละคร ใส่ชุดแดง หน้าขาว ปากแดง คุณโดนัทจึงนึกขึ้นได้อย่างหนึ่งคือ คล้ายกับนางรำในศาลหน้าที่ทำงานหรือเปล่า แต่คุณโดนัทก็นึกไม่ออกว่านางรำในศาลหน้าที่งานใส่ชุดสีอะไร จะใช่หรือเปล่า หลังจากนึกขึ้นได้ คุณโดนัทก็พิมพ์ไปในกลุ่มว่า ‘เอ้ะ หรือว่าเป็นนางรำหน้าที่ทำงานของเรา’ ข้างหน้าที่ทำงานของคุณโดนัท จะมีศาลพระพรหมและศาลตายายติดกัน ในศาลพระพรหมจะมีนางรำ ใส่สไบแดงทั้งหมด ด้วยความสงสัยคุณโดนัทจึงเข้าไปเสิร์ช Google ว่า ศาลพร้อมกับชื่อที่ทำงานของคุณโดนัท พอมีรูปศาลขึ้นมา พอคุณโดนัทซูมเข้าไปดู ปรากฏว่านางรำที่อยู่ศาลใส่ชุดสีแดง สไบแดง มีชฎา คุณโดนัทจึงได้บันทึกรูปนี้ แล้วส่งเข้าไปในกลุ่ม คุณออก็พิมพ์ตอบกลับมาว่า ‘ใช่เลย แบบนี้เลย’ วันรุ่งขึ้น คุณออก็ได้นำเรื่องนี้ไปบอกกับหัวหน้า หัวหน้าก็ค่อนข้างตกใจกับสิ่งที่น้องในห้องเจอ สุดท้ายก็ต้องไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปถวายอย่างที่บอกไว้จริง ๆ เพราะ คาดว่าเขาน่าจะมาทวงสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดไปแบบลอย ๆ เพราะหลังจากที่หัวหน้าพูดไปแบบนั้น ในวันเดดไลน์ตอนที่นำเอาเอกสารไปส่ง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจเอกสารนั้น แค่เปิดก็ให้ผ่านไปแบบง่าย ๆ โดยที่ไม่ตรวจ ดังนั้นคุณโดนัทจึงคิดว่าสิ่งนี้เหมือนกับการบนบาน จึงได้ซื้อแอลกอฮอล์มากล่าวไหว้กันในห้อง หลังจากนั้นก็ไม่เจอผู้หญิงใส่ชุดไทยสีแดงอีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณชิ ‘ห้องเตียงคู่’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

10 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณชิ ‘ห้องเตียงคู่’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณชิ’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มิถุนายน 2567) เตรียมขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องเตียงคู่’ จะชวนหลอนจนขนหัวลุกขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณชิ’ (นามสมมติ) และภรรยา โดยคุณชิเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณปลายปีที่แล้ว คืนหนึ่งภรรยาของคุณชิเกิดอาการปวดท้องหนักมาก คุณชิจึงบอกกับภรรยาว่า “ไปโรงพยาบาลดีกว่าไหม ? มานอนทนปวดแบบนี้มันไม่ดีนะ” ซึ่งตอนแรกภรรยาก็รั้นไม่ยอมที่จะไป จนกระทั่งทนไม่ไหว คุณชิจึงพาไปโรงพยาบาล ขณะนั้นเป็นเวลา 4 ทุ่ม ซึ่งกว่าจะคุยกับหมอเสร็จ เวลาก็ผ่านไปจนเวลาเที่ยงคืนกว่า คุณหมอก็ได้ข้อสรุปว่า ‘ไส้ติ่งอักเสบ’ ต้องเข้าแอดมิดที่โรงพยาบาลทันที หลังจากนั้นฝ่ายทะเบียนก็เข้ามาบอกให้ภรรยาแอดมิดที่ห้อง 601 ระหว่างนั้นก็มีพยาบาลคนหนึ่ง เดินเข้ามาถามว่า “ให้คนไข้เข้าพักที่ห้องไหน” ฝ่ายทะเบนียนก็ตอบว่า “601 ไงค่ะ” พยาบาลก็เกิดอาการเลิ่กลั่กแปลก ๆ แล้วถามว่า “ทำไมให้คนไข้แอดมิดที่ห้องนั้นละ ?” ตอนนั้นคุณชิก็เกิดคำถามในใจแล้วว่า ‘ทำไมถึงนอนห้องนี้ไม่ได้ล่ะ ?’ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ฝ่ายทะเบียนก็ตอบว่า “มันเหลือห้องเดียวแล้ว ไม่มีอะไรหรอก” ก่อนที่จะหันหน้ามามองภรรยาของคุณชิ แล้วบอกว่า “พอดีว่า ห้องนี้มีคุณยายนอนอยู่คนเดียว แต่ไม่มีอะไรหรอกน้อง นอนได้สบาย คุณยายเขาแค่ ชอบนอนเปิดบทสวดฟัง ไม่มีอะไรหรอก” จากนั้น ช่วงเวลาประมาณตี 1 คุณชิและภรรยาก็ได้เข้าไปที่ห้อง 601 คุณชิเห็นว่าเตียงจะถูกจัดให้อยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งเตียงแรกเป็นเตียงของคุณยาย และเตียงที่สอง เป็นเตียงของภรรยา และคุณชิยังสังเกตอาการป่วยของคุณยายอีกว่า คุณยายน่าจะอยู่ในอาการโคม่า อาการไม่สู้ดี และพร้อมที่จะไปแล้ว โดยมีเครื่องช่วยหายใจใส่ไว้ทางปาก และมีเสียงหายใจดัง ฮะ.. เฮือกก อยู่เสมอ.. จากนั้นคุณซิก็กลับบ้าน เพราะว่าไม่สามารถอยู่เฝ้าได้ หลังจากที่คุณชิเอาลูกเข้านอน ช่วงเวลาประมาณตี 2 ทางภรรยาก็โทรมา โดยใช้น้ำเสียงกระซิบบอกว่า “เธอ จู่ ๆ เพลงบทสวดก็ดังขึ้นมา เป็นบทสวดภาษาจีน” คุณชิจึงบอกว่า “ทางพยาบาลเข้ามาเปิดให้คุณยายฟังหรือเปล่า ?” ภรรยาของคุณซิตอบว่า “ไม่นะ ถ้าพยาบาลเข้ามา ก็ต้องได้ยินเสียงเปิดประตู” คุณชิได้แต่พูดปลอบใจว่า “มันไม่มีอะไรหรอก เธอคิดไปเอง เธออาจจะไม่ได้ฟังตอนพยาบาลเปิดประตูเข้ามา” หลังจากนั้น ภรรยาก็เหมือนจะสบายใจขึ้น ก่อนที่จะวางสายไป จนเช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 9 โมง คุณชิก็ไปเยี่ยมภรรยา ถามว่าเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง ภรรยาก็เล่าว่าบทสวดดังทั้งคืน ไม่สามารถที่จะนอนหลับได้เลย และบทสวดก็เปิดยันเช้า เย็นวันนั้น พยาบาลก็เข้ามาบอกว่า “เดี๋ยวจะได้ย้ายห้องนะ” ภรรยาได้ยินก็รู้สึกสบายใจขึ้น จนเวลาก็ผ่านไปเกือบ 3 ทุ่ม ทางภรรยาของคุณซิ ก็ไม่ได้ย้ายห้องสักที คุณชิจึงไปถามกับพยาบาล พยาบาลก็บอกว่า “ไม่ได้ย้ายแล้วค่ะ พอดีว่าคนไข้แอดมิดเข้ามาใหม่ ทำให้ห้องเต็มเหมือนเดิม” หลังจากนั้นคุณชิก็กลับบ้าน เวลาประมาณ 5 ทุ่ม ทางภรรยาก็โทรมาบอกว่า “บทสวดดังอีกแล้ว แต่ครั้งนี้แปลกมาก เพราะหลังจากบทสวดจบ มีเสียงเรียกมาด้วย เรียกว่า หนู” ซึ่งทางภรรยาก็พยายามชะเง้อมองหาต้นทางของเสียงและเห็นว่า มีเงาคล้ายกับร่างคน สะท้อนม่าน ชะโงกมองมาทางตน ทางภรรยาของคุณชิก็พยายามหลบสายตาไม่มองไปทางนั้น และบอกว่า “เขาใส่หมวกไหมพรหมสีสีชมพู และพยายามเรียกอิหนู อิหนู… อิหนู ซ้ำอยู่นั่นแหละ” คุณชิพยายามปลอบใจว่า “ไม่มีอะไรหรอก คงมีใครมาเยี่ยมคุณยาย ในเวลานี้หรือเปล่า ?” แต่คุณชิก็รู้สึกว่า มันไม่ชอบมาพากล มีบางอย่างแปลก ๆ แต่ก็ไม่อยากให้ภรรยาคิดมาก จึงได้พูดแบบนั้นไป หลังจากนั้น ช่วงเวลาประมาณตี 2 ทางภรรยาก็โทรเข้ามาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ บอกว่า “เธอ ไม่ไหวแล้วอ่ะ เปิดเสียงบทสวดอะ ไม่เท่าไหร่ แต่นี่เรียกทั้งคืนเลย มารับกลับได้ไหม อยากกลับบ้านมาก เค้าไม่โอเค ไม่ไหวแล้วจริง ๆ” คุณชิจึงได้แต่ปลอบไปว่า “เค้าไปรับเธอกลับไม่ได้ ถึงเค้าไปรับได้ เธอก็ไม่สามารถกลับกับเค้าได้ เพราะเธออยู่ในกระบวนการการรักษาของแพทย์ เธอต้องอดทนนะ พยายามหลับตานอน” คุณชิรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทำเพียงแค่ปลอบใจภรรยา ซึ่งคืนนั้นคุณชิก็ไม่ได้นอน เพราะทุกครึ่งชั่วโมงทางภรรยาก็จะโทรมา เพราะทุกครั้งเมื่อเพลงจบ ก็จะมีเสียงเรียกทุกครั้ง และช่วงเวลาประมาณตี 5 ทางภรรยาก็โทรเข้ามาเล่าว่า “เมื่อสักพักก่อนหน้านี้ เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ เพราะมีพยาบาล 3-4 คน ก็เข้ามามุงอยู่ที่เตียงของคุณยาย ก่อนที่จะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วก็ออกกันไป ซึ่งตอนที่พยาบาลยังอยู่ เราก็ปวดเข้าห้องน้ำพอดี จึงได้เห็นว่า พยาบาลจัดคุณยายในท่านั่งพิงกับขอบเตียง ถอดเครื่องช่วยหายใจและสายน้ำเกลือ และใส่ชุดเสื้อผ้าใหม่ที่ไม่ใช่ของโรงพยาบาล พร้อมกับหมวกไหมพรมสีชมพู เราไม่น่ามองไปทางนั้นเลย” หลังจากนั้นภรรยาก็หลับไป.. เช้าวันถัดมาก็ถามพยาบาลว่า “คุณยายไปไหนหรอคะ ? เพราะตื่นมาก็ไม่เห็นแล้ว” พยาบาลก็ตอบว่า “อ๋อ คุณยายเสียตั้งแต่เที่ยงคืนแล้วค่ะ” ซึ่งคุณชิก็รู้สึกว่า ‘ตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืน ภรรยาได้นอนกับศพตลอดทั้งคืนเลย เพราะเขาพึ่งเอาคุณยายออกไปตอนเช้า’ จึงถามว่า “ทำไมถึงพึ่งมาเอาคุณยายออกไปตอนเช้า” ทางพยาบาลก็ตอบว่า “พอดีว่าห้องดับจิตเต็ม จึงต้องให้คุณยายอยู่ที่นี่ไปก่อน” พอทางภรรยาของคุณชิรู้เช่นนั้นก็ช็อก เพราะต้องนอนต่อที่ห้องนี้อีกหนึ่งคืน แต่คืนต่อมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะมีคนไข้คนใหม่ เข้ามานอนแทนที่ของคุณยายคุณยายแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

18 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

หลังย้ายมาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เขาเริ่มฝันเห็น “คุณลุงปริศนา” ผมขาว ใส่ชุดขาว คล้ายเจ้าที่ และไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เห็นในฝันก็ปรากฏตัวให้เห็นจริง ๆ ในบ้านหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่พ่อป่วยหนักถึงขั้นเฉียดตาย ทุกคนพาพ่อมานั่งรอรถพยาบาลใต้ต้นมะม่วงสามง่าม จุดเดียวกับที่เขาเคยเห็นเจ้าที่หายเข้าไป คืนถัดมา... ต้นมะม่วงค่อย ๆ ตายลงอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกัน พ่อที่นอนอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา… “คุณลุงเจ้าที่” ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่เจ้าทาง’ เรื่องราวนี้ ‘คุณเอชดี้’ ได้เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมีเซ้นส์ และมักจะรับรู้สิ่งแปลก ๆ ได้เสมอหลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เอชเริ่มฝันเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ในฝันเป็นคุณลุงผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ทรงผมสั้นเกรียนคล้ายทหาร สวมชุดขาวลักษณะคล้ายนักบวช ตอนนั้นเอชเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผี หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้หลังจากฝันในคืนนั้น... วันหนึ่งเอชกลับมาบ้านช่วงเย็น และเข้าไปนั่งดูการ์ตูนในห้องของพี่ชาย ขณะกำลังดูอยู่จู่ ๆ ก็เห็นร่างของชายชราคนเดิม เดินผ่านไปที่บริเวณหน้าต่างห้อง ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขาว แต่เป็นชุดพยาแรกนา และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เอชก็ยังเห็นคุณลุงคนนี้เป็นระยะ ๆ อยู่เสมอ เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อของเอช เกิดอาการป่วยหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง คนในบ้านช่วยกันพาคุณพ่อออกมานั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เอชมักจะเห็นคุณลุงเจ้าที่เดินหายตัวไปในต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ ต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นเตี้ย แตกออกเป็นสามง่าม โผล่ขึ้นมาจากปลายดิน ดูแปลกตา อาการของคุณพ่อ ในตอนนั้นหนักมาก ตัวเขียว ปากเริ่มม่วง เอชได้แต่ยืนภาวนาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ ช่วยปกป้องคุณพ่อ อย่าเพิ่งพาเขาจากไปในตอนนี้หลังจากรถพยาบาลพาคุณพ่อ ไปโรงพยาบาลผ่านไปเพียงคืนเดียว เช้าวันถัดมา เอชสังเกตว่าต้นมะม่วงสามง่ามหน้าบ้านกลับเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น และตายลงในขณะเดียวกันคุณพ่อของเอช ที่อาการหนักอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่แพทย์เคยประเมินว่าอาการวิกฤต แต่กลับค่อย ๆ ดีขึ้น ราวกับมีใครบางอย่างยอมแลกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ หลังจากวันนั้น คุณพ่อของเอชมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกเกือบ 20 ปี ก่อนจะจากไปตามวัย และสิ่งที่ทำให้เอชรู้สึกขนลุกที่สุดก็คือ ตั้งแต่วันที่ต้นมะม่วงต้นนั้นตาย… เอชไม่เคยเห็นคุณลุงเจ้าที่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชีวิตกำลังไปได้ดี แต่หลังรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง ก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายแปลกไป เหมือนมี 'ใคร' มาแทนที่! ญาติให้พระอาจารย์มาช่วยดู แต่ไม่ยอมเจอ สุดท้ายแล้วพูดทิ้งท้ายว่า "กูไปละ" จากนั้นก็เสียชีวิตไป!

22 ก.ย. 2023

ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชีวิตกำลังไปได้ดี แต่หลังรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง ก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายแปลกไป เหมือนมี 'ใคร' มาแทนที่! ญาติให้พระอาจารย์มาช่วยดู แต่ไม่ยอมเจอ สุดท้ายแล้วพูดทิ้งท้ายว่า "กูไปละ" จากนั้นก็เสียชีวิตไป!

ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชีวิตกำลังไปได้ดี แต่หลังรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง ก็เริ่มรู้สึกว่าร่างกายแปลกไป เหมือนมี 'ใคร' มาแทนที่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถมาติดตามความหลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จากเรื่อง ‘แฝงร่างจนตาย’ โดย ‘คุณเป้’ สายจากรายการอังคารคลุมโปงX (19 กันยายน 2566) ถ้าพร้อมแล้วปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! คุณเป้เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับน้าสาว นามสมมุติ ‘คุณเอ๋’ เมื่อ 10-12 ปี ที่ผ่านมา ในตอนนั้นสามีของคุณเอ๋เป็นคนเจ้าชู้และมีผู้หญิงเข้าหาเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายคุณเอ๋ก็ได้สามีคนนั้นมาครอบครอง จากการที่คุณเอ๋แย่งมาจากผู้หญิงอื่น ต่อมาไม่นานลูกของคุณเอ๋เริ่มเข้าสู่ช่วงประถมวัย คุณเอ๋อยากมีรายได้เพิ่ม จึงเข้าไปสมัครงานในตัวอำเภอ เมื่อได้งานทำแล้ว ชีวิตที่เป็นอยู่ก็เริ่มดีขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุณเอ๋ทำงานครบ 1 ปี ก็ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีตามสวัสดิการของบริษัท ปรากฏว่าหลังจากที่เธอตรวจสุขภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น หมอได้แจ้งกับเธอว่าเธอป่วยเป็นวัณโรค นั่นทำให้คุณเอ๋เกิดความกังวลและไม่สบายใจเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจไปตรวจเช็คอีกรอบในโรงพยาบาลประจำจังหวัด เรื่องสุดช็อคก็ได้เกิดกับเธอหลังจากทางโรงพยาบาลแจ้งกับเธอว่าเธอพบมะเร็งปอด หลังจากที่คุณเอ๋ทราบผลตรวจแล้ว เธอรู้สึกกังวลและเกิดอาการเครียด จากชีวิตการงานและครอบครัวที่กำลังดำเนินไปได้ดีก็หยุดลง จากนั้นเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงาน และกลับมารักษาตัวที่บ้านกับครอบครัว คุณเป้บอกว่า น้าเอ๋มีการรักษาโรคมะเร็งปอดนี้ด้วยยาหม้อ ซึ่งสมัยนั้นมีความเชื่อว่าถ้าดื่มแล้วจะมีอาการดีขึ้น และทางครอบครัวของคุณเอ๋ก็มีการรักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแผนโบราณ แต่ในชนบทเมื่อ 10-12 ปีก่อน มักมีความเชื่อกันว่ามะเร็งจะรักษาไม่ได้ หลังจากคุณเอ๋ตรวจพบโรคมะเร็งปอด สามีของเธอก็เริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยการไปคบหากับผู้หญิงใหม่ แล้วทิ้งคุณเอ๋ให้อยู่กับลูกตามลำพังในช่วงเวลากลางคืน ต่อมาคุณเป้จึงตัดสินใจพาคุณเอ๋มาอยู่ที่บ้านของยายเพื่อจะได้ดูแลใกล้ชิดขึ้น จากอาการของคุณเอ๋ที่ทรุดตัวลง คุณเป้เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติว่าจากที่กินอะไรได้น้อย เดินไม่ไหว ก็กลับมากินอะไรได้เยอะมากกว่าปกติและมีพฤติกรรมแปลกจากเดิม ตามปกติแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านแถบนั้นก็จะมารวมตัวกันที่บ้านของคุณยาย มาถามไถ่อาการและดูอาการของคุณเอ๋ ในคืนหนึ่งเมื่อทุกคนมารวมตัวกันครบ คุณเอ๋ก็พูดว่า “มึงมากันทำไม มาทำอะไรกันมากมาย” คุณเอ๋ด่าทอทุกคนที่อยู่ที่บ้าน มีคนนึงที่มีรอยสักเต็มตัวเข้าใกล้เธอ เธอก็พูดว่า “ไอ้มารหัวขน มึงเข้ามาทำไม กูร้อน กูอึดอัด กูรู้สึกกลัวมึงจังเลย!” นี่คือลักษณะนิสัยที่คุณเป้ไม่เคยเห็นคุณเอ๋เป็นมาก่อน หลังจากคุณเอ๋มีอาการแปลกไป ก็มีการเรียนเชิญหลวงตามาพรมน้ำมนต์ และมีการฟาดไม้หวายลงกับพื้นตามความเชื่อสมัยนั้น แต่หลังจากเสร็จพิธีแล้ว คุณเอ๋ ก็พูดท้าทายไปว่า “ไอ้พระแก่ ตีกู ดีนะกูโดดหลบทัน ถ้ากูโดดหลบไม่ทันกูเจ็บแน่เลย” หลังจากนั้นช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน คุณเอ๋มีอาการทรุดลงทำให้ปวดท้องรุนแรง จนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่หลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว เธอก็กลับฟื้นขึ้นมา แล้วพุ่งตัวไปกอดแม่ของเธอพร้อมกับพูดว่า “แม่ ต่อไปนี้ลูกจะอยู่กับแม่นะ ลูกจะไม่ไปไหนแล้วนะ” ทุกคนสังเกตเห็นความผิดปกติจากตัวคุณเอ๋ เพราะเธอมีอาการแลบลิ้นปลิ้นตา และขอกินทุกอย่างที่เธออยากจะกิน หลังจากวันนั้นคุณเป้ได้ไปปรึกษากับหลวงพี่ที่เป็นญาติกัน หลวงพี่ได้แนะนำให้โทรไปปรึกษาวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีพระอาจารย์ที่เก่งเรื่องดูว่าคนนี้เป็นคนจริง ๆ หรือมีอะไรแฝงในตัวหรือไม่ พระอาจารย์บอกกับเธอว่าคุณเอ๋มีผีสิงในตัวและกินคนมาเยอะแล้ว และพระอาจารย์ก็ยังบอกกับคุณเป้อีกว่าสิ่งที่เธอขอและกินเข้าไปนั้น ห้ามกินต่อเด็ดขาดให้นำไปทิ้งที่ป่าช้าเท่านั้น ถ้ากินแล้วจะได้รับเคราะห์แทน หลังจากคุณเป้ได้โทรไปปรึกษาพระอาจารย์แล้วนั้น ตากับยายก็ได้เดินทางไปยังวัดดังกล่าว แต่พระอาจารย์ไม่ว่างจึงให้สายสิญจน์และน้ำมนต์มาให้คุณเอ๋ดื่ม ในขณะที่เธอดื่ม เธอบอกว่ามันร้อน จนเธอต้องนั่งเป่าให้เย็น ทุกคนที่เห็นก็งง เพราะน้ำมันก็ไม่ได้ผ่านการต้มมาแต่อย่างใด ผ่านไปไม่กี่วัน ทุกคนเริ่มรู้แล้วว่าในตัวของคุณเอ๋ไม่ใช่คุณเอ๋อีกต่อไป จึงพากันรุมเค้นถามว่าคือใคร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรจากเธอเลย จนกระทั่งคุณเอ๋รู้ว่าพระอาจารย์จะมา จึงได้พูดออกมาว่า “กูไปละ” จากนั้นเธอก็เสียชีวิตไป เพื่อให้ทางครอบครัวไม่รู้ว่าเธอเป็นใครกันแน่ หลังจากจบงานศพของคุณเอ๋ไม่กี่วัน สามีของคุณเอ๋ก็พาผู้หญิงเข้าบ้าน จนคุณเป้และครอบครัวรู้สึกไม่สบายใจ และไม่พอใจที่สามีของคุณเอ๋ทำเช่นนี้ จนกระทั่งคืนหนึ่ง สามีของคุณเอ๋ได้ไปรับสัปเหร่อมาทำพิธีสะกดวิญญาณในห้องน้ำ ทำให้ร่างของคุณเอ๋ไม่สามารถไปไหนได้ และต่อมาสามีของคุณเอ๋ก็หนีหายไปกับผู้หญิงใหม่ และคุณเป้ก็ยังได้ฝันหลายครั้งว่าคุณเอ๋ไม่สามารถไปไหนได้ เธออยู่ในห้องน้ำ จนคุณเป้มารู้ทีหลังว่าสามีของน้าสาวและสัปเหร่อได้สะกดวิญญาณของเธอไว้ในชักโครกห้องน้ำ ซึ่งมีรูปและมีดอยู่ในชักโครก นั่นทำให้คุณเป้รู้สึกสงสารคุณเอ๋เป็นอย่างมาก ไม่นานหลังจากนั้นคุณเอ๋ก็ได้กลับมาเข้าฝันอีกครั้ง และได้บอกเธอว่าใครที่แฝงในร่างของเธอ ในฝันเธอบอกว่ามีบ้านเยื้องไปไม่กี่หลัง จะเป็นบ้านของหมอธรรมที่ภรรยาของเขาเป็นผีปอบและได้เสียชีวิตไป ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งก็ตรงกับช่วงที่เธอดวงตกจนทำให้วิญญาณผีตนนั้นมาแฝงในตัวของคุณเอ๋นั่นเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-