เรื่องหลอนบนนถนน 332 คืนเปลี่ยวที่ต้องขับรถคนเดียว พอเหลียวไปมองกระจกหลังก็เจอ...เข้าอย่างจัง!

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องหลอนบนนถนน 332 คืนเปลี่ยวที่ต้องขับรถคนเดียว พอเหลียวไปมองกระจกหลังก็เจอ...เข้าอย่างจัง!

17 พ.ย. 2023

      เรื่องสยองบนถนนหมายเลข 332 นี้มาจาก ‘คุณนิว’ ที่ได้โทรเข้ามาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าปิดไฟแล้ว ก็ตามไปอ่านพร้อมกันเลย!

      เรื่องราวสยองขวัญเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคุณนิว  คุณนิวเล่าว่าในสมัยก่อนเขามักจะใช้ถนนเส้นหมายเลข 332 ในการเดินทางไปยังพัทยาจังหวัดชลบุรีเป็นปกติ ด้วยความที่สะดวกสบาย ไม่ต้องเจอไฟจราจรหลายต่อ และเป็นเส้นทางที่เร็วสำหรับการเดินทาง

      ในคืนหนึ่ง เขามีนัดกับรุ่นพี่เพื่อไปตีแบดมินตันที่สนามในตัวเมืองพัทยา ตอนประมาณ 3 ทุ่ม จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนกว่า เขาจึงตัดสินใจว่าถ้าทำธุระส่วนตัวเสร็จจะกลับบ้านทันที ซึ่งคุณนิวเลือกใช้ถนนเส้นเดิมในการกลับบ้านคือ ถนนเส้น 332

      ในระหว่างทางที่คุณนิวขับรถมาเรื่อย ๆ ในหัวก็มีเรื่องความคิดผุดขึ้นมาว่า ‘จะมีอะไรโผล่มามั๊ย’ เช่นเรื่องเล่าของคุณยายสปีชที่หลาย ๆ คนเคยได้ยิน แต่ความคิดในหัวตอนนั้นก็คิดแค่ว่ามันคงเป็นแค่เรื่องเล่า จึงไม่ได้คิดอะไรมากและขับรถต่อไป

      เมื่อขับมาถึงโค้งหนึ่ง คุณนิวก็ได้บังเอิญเจอผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสีขาวผมยุ่งเหยิงยืนอยู่ข้างทาง ตอนนั้นไม่ได้เชื่อเรื่องเล่าผีบนถนนเส้นนี้อยู่แล้ว จึงเข้าใจว่าเธอคงเป็นแค่คนไร้บ้าน แต่จังหวะที่ขับรถผ่านนั้น คุณนิวบังเอิญไปสบตากับเธอ และเห็นว่าเธอก็กำลังกรอกตาตามรถมาอย่างติด ๆ ด้วยความสงสัยจึงหันไปมองกระจกหลังทันที จังหวะนั้นเขาถึงกับต้องเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้น เพราะสิ่งนั้นกำลังวิ่งตามรถมาอย่างติด ๆ !

      เขากลับไปมองกระจกหลังอีกครั้ง ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะทิ้งระยะห่างไปแล้ว แต่ไม่นาน จากที่เธอวิ่งตามด้วยสองขา กลายเป็นว่าเปลี่ยนมาวิ่งสี่ขาแทน!  ตอนนั้นคุณนิวตกใจกลัวจนสุดขีด รีบตัดสินใจตะโกนออกไปว่า “กูไม่กลัว! ไม่ต้องมาหลอก!” จากนั้นก็หันไปมองกระจกหลังอีกทีปรากฏว่า เธอยืนนิ่ง ๆ แล้วหายไป ขณะเดียวกันนั้นรถของคุณนิวก็ทิ้งระยะห่างออกไปเช่นเดียวกัน!

      เมื่อคุณนิวกลับมาถึงที่บ้านจึงได้โพสต์เรื่องนี้ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่นานน้องที่รู้จักก็ได้มาแสดงความคิดว่าเคยประสบพบเจอเรื่องราวนี้เช่นเดียวกัน และคุณนิวคิดว่าเรื่องนี้ ที่ทุกคนยังเจอเรื่องสยองขวัญนี้อยู่ก็เพราะผู้หญิงคนนั้นยังคงหาตัวตายตัวแทนให้มารับใช้กรรมแทนเธอนั่นเอง.

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ชาติที่แล้วเคยสัญญาว่าจะอยู่คู่กันตลอดไป ทำให้เกือบใหลตายไปกับความฝัน! ตั้งใจจะตัดกรรมแต่ก็ต้องพบเจอกับความสูญเสีย..

10 ม.ค. 2024

ชาติที่แล้วเคยสัญญาว่าจะอยู่คู่กันตลอดไป ทำให้เกือบใหลตายไปกับความฝัน! ตั้งใจจะตัดกรรมแต่ก็ต้องพบเจอกับความสูญเสีย..

คำสัญญาของชาติที่แล้วตามมาส่งผลในชาตินี้! กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ชายชุดดำกับกรรมในอดีต’ จาก ‘คุณเป้’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 ธันวาคม 2566) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ จะหลอนเหลือเชื่อแค่ไหน ตามไปอ่านกันเลย! คุณเป้เล่าว่า ตัวคุณเป้นั้นเป็นคนที่ชอบพญานาค ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่ได้ชอบ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีความรู้สึกชอบพญานาคสีดำ หลังจากนั้นก็ไปบูชาพญานาคสีดำมาไว้ที่บ้าน และชอบสวดมนต์เพื่อบูชาปู่พญานาค หลังจากนั้นตัวคุณเป้ก็ได้ฝันว่า ตัวเองไปยืนอยู่บนสะพานกลางน้ำ และมีเรือนักท่องเที่ยงล่องมา มีคนอยู่บนนั้นเยอะมาก แต่มีผู้ชายคนหนึ่ง ใส่ชุดสีดำ เดินขึ้นมาจากน้ำมาอุ้มคุณเป้ลงไปในน้ำ หลังจากที่ลงไปในน้ำแล้ว ตัวคุณเป้รู้สึกว่า ที่ ณ ตรงนั้น เป็นห้องเหมือนบ้านหลังหนึ่ง และผู้ชายคนนั้นก็พูดกับคุณเป้ว่า “เธอรู้ไหม ว่าเราตามหาเธอมานานแล้ว นานมาก ๆ” หลังจากนั้นคุณเป้ก็รู้สึกว่า ตัวเองหลับอยู่ และได้ยินเสียงที่ดังมากจากผู้ชายคนนั้นว่า “เมื่อไหร่พ่อเธอ ครอบครัวเธอจะไปสักที รำคาญจังเลย” ด้วยน้ำเสียงโมโห และไม่พอใจ เพราะว่าเขากำลังให้คุณเป้อยู่ ณ ตรงนั้น และเขายังเน้นอีกว่า “เธอรู้ไหม ว่าเราตามหาเธอมานานมาก กว่าจะเจอ” หลังจากนั้นคุณเป้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ด้วยความสงสัยในความฝันของตัวเอง คุณเป้จึงได้ไปหาพระอาจารย์ พระอาจารย์ก็บอกมาว่า “มึงสามารถใหลตายได้เลยนะ การฝันแบบนี้” นอกจากนี้คุณเป้ยังได้รับคำแนะนำจากเพื่อนมาว่า “เออ เนี่ยมีหมอดูไพ่พรหมญาณนะ น้องคนนี้แม่นมากเลย ลองไหม” คุณเป้จึงโทรไปหาน้องหมอดูคนนี้ ทันทีได้ได้คุยเขาก็พูดขึ้นมาว่า “พี่เป้คะ เคยฝันเห็นผู้ชายหรือเปล่า เคยฝันอะไรเกี่ยวกับน้ำไหม พี่เป้มีสัญญาอดีตชาตินะคะ แล้วพี่เป้มีเคยแพลนจะไปวัดที่ไหนหรือเปล่า” ทันทีที่ได้ยิน คำถามที่คุณเป้ตั้งใจคิดมาก็หายวับไปทั้งหมด คุณเป้ตอบกลับไปว่า “วัดอะ พี่เคยมีแพลนที่อยากจะไป แต่ว่าไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ไปหรือเปล่า” หมอดูก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ต้องไปที่ที่มีพระประธานนะ ต้องไปตัดกรรม ต้องใช้ดอกบัว 5 ดอก” จากนั้นคุณเป้ก็เริ่มมีความคิดว่าอยากจะตัดกรรมแล้ว และในวันนั้น ก่อนที่จะไปตัดกรรม พระที่อยู่บนหิ้ง ก็ร่วงหล่นลงมาแตก คุณเป้ก็เริ่มสงสัยว่าเป็นเพราะเขาหรือเปล่า คุณเป้จึงโทรไปถามน้องหมอดูคนนั้นว่า “ทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” น้องก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ เขารู้แล้วนะ ว่าพี่เป้รู้ เขาจะแสดงตัวให้พี่เป้รู้แล้วนะ” หลังจากนั้น คืนนั้นคุณเป้ก็ฝันว่าเขามาบอกกับคุณเป้ว่า “เธอจะตัดกรรมกับเราจริง ๆ หรอ เราให้เธอได้ทุกอย่างนะ” แต่ในใจคุณเป้ก็คิดว่า เกิดชาติภพใหม่แล้ว หลังจากนั้นคุณเป้ก็ตัดสินใจเดินทางไปจังหวัดอ่างทองเพื่อจะไปวัด แต่ระหว่างที่นั่งรถไป คุณเป้ก็มีความรู้สึกว่า เศร้ามาก ๆ จนกระทั่งถึงวัด คุณไปได้พูดว่า “เราพาเธอมาส่งแล้วนะ” จากนั้นคุณเป้ก็ไปทำพิธีเพื่อที่จะตัดกรรม หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ผ่านไปประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ คุณเป้ก็ได้ตั้งครรภ์แบบไม่รู้ตัว แต่ปกติแล้วคุณเป้ทานยาคุมมาตลอด และไปปรึกษาหมอ หมอก็ตอบกลับว่า “คุณไม่มีบุตรหรอก เพราะทานยาคุมมานานเกิน” นั่นก็ทำให้คุณเป้มั่นใจในระดับหนึ่ง ว่าตัวเองไม่สามารถมีบุตรได้ จนคุณเป้เกิดอาการเท้าบวม หลังจากนั้นคุณเป้ก็ไปหาหมอมาตลอดทั้งเดือน แต่คุณหมอหลายคนก็บอกว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมบ้าง เป็นอย่างอื่นบ้าง จนกระทั่งสุดท้าย มีคุณหมอบอกว่า “คุณตั้งครรภ์นะ แล้วตั้งครรภ์ได้ 6 เดือนแล้ว” ตัวคุณเป้ก็ช็อกไป และก็คิดว่า เขากลัวเรารู้แล้วเอาออกหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะอะไร ทำไมไม่มีความรู้สึกว่าท้องเลย หลังจากนั้นคุณเป้ก็พยายามดูแลเด็กในครรภ์ตลอด แต่ในใจของคุณเป้เริ่มรู้สึกว่า ลูกต้องเป็นผู้ชายแน่เลย เป็นเขาคนนั้นหรือเปล่า หลังจากนั้นเมื่อครรภ์ครบ 7 เดือน คุณเป้ได้รู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้อง จึงไม่สบายใจและรีบไปหาคุณหมอ และก็ได้ทราบว่า เด็กได้เสียไปแล้ว 3 วัน คุณเป้เสียใจมากจนแทบจะเสียสติ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องคลอดเด็กออกมา คุณหมอพูดกับคุณเป้ว่า “มดลูกล็อคนะคะคุณแม่ น้องไม่สามารถคลอดออกมาได้ ต้องรอสักพักให้มดลูกคลาย” คุณเป้ที่ได้ยินดังนั้นก็คิดว่า เขาเป็นห่วงเราหรือเปล่า เขาไม่ยอมไปจากเราหรือเปล่า คุณเป้ก็ได้พูดขึ้นมาว่า “โอเค ถ้าเป็นเธอจริง ๆ ที่มาเกิดกับเรา ถ้าเธอจะทำให้เรารู้ว่าการสูญเสียมันเป็นอย่างไร เรารู้แล้วนะ เราขอให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี เราได้รับรสชาติของความเจ็บปวดแล้ว ขอให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี เราจะตั้งใจทำบุญอุทิศให้เธอไปอยู่ภพภูมิที่ดี ชาตินี้เราคงหมดกรรมกันเท่านี้” ในตอนนั้นคุณเป้พูดออกมาด้วยเสียใจมาก ๆ หลังจากที่พูดจบ คุณเป้ได้ลองเบ่งคลอดอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเด็กก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย และสิ่งที่ทำให้คุณเป้ช็อกก็คือ เด็กออกมาเป็นผู้ชาย! มันทำให้คุณเป้มั่นใจมาก ๆ ว่าเป็นเขาคนนั้น หลังจากความสูญเสียนี้คุณเป้ก็ได้นำร่างของลูกชายไปฝังไว้ที่วัดใกล้บ้าน และก็พยายามทำบุญทุกอย่างให้เขา และยังได้ไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลพบุรี วัดนั้นมีพญานาคองค์สีดำอยู่ คุณเป้ได้เข้าไปไหว้องค์พญานาคที่อยู่ในถ้ำ และอยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงวี๊ดเข้ามาในหู และตามด้วยเสียงของผู้ชายขึ้นมาว่า “ทีนี้รับรู้รสชาติความเจ็บปวด การพลัดพรากหรือยัง” หลังจากนั้นคุณเป้ก็นั่งร้องไห้เหมือนคนเสียสติเพราะว่าการสูญเสียครั้งนี้ หลังจากนั้นก็มีฝนตกลงมา มันทำให้คุณเป้ได้พูดออกมาว่า “ตกทำไม ฝนบ้าลูกกูจะเน่า” หลังจากนั้นคุณเป้ก็คิดขึ้นมาได้ว่า เรามาถึงจุดนี้แล้วหรอ นั่นทำให้คุณเป้รีบไปที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งหลวงพี่ได้สอนมาว่า “โยมอย่าไปยึดติดนะ นี่มันคือร่าง คือสังขาร เขาละแล้ว” นั่นก็ทำให้คุณเป้ตั้งสติได้ แต่ก็ใช้เวลานานมาก หลังจากนั้นคุณเป้ก็ได้โทรถามน้องหมอดูว่า “น้องคะ พี่หมดกรรมหรือยัง” น้องก็ตอบกลับมาว่า “พี่เป้ พี่เป้จะหมดกรรมก็ต่อเมื่อได้ไปไหว้พญานาคครบทุกองค์” หลังจากนั้น อยู่ ๆ ก็มีลุงของคุณเป้ เขามาชวนไปไหว้พญานาคให้ครบทุกองค์ ด้วยความบังเอิญนี้คุณเป้ก็ได้คิดว่า มันคงจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทุกอย่างมันคงจะจบลงแล้ว ซึ่งมันก็จบลงแล้วจริง ๆ และกรรมครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากเมื่อภพภูมิที่แล้วคุณเป้และผู้ชายคนนั้น เป็นพญานาค และได้เป็นสามีภรรยากัน สัญญากรรมกันไว้ว่า “เราจะไม่พลัดพรากจากกัน ไม่ว่าจะภพชาติไหนก็ตาม จอยู่เป็นคู่กันตลอดไป”…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

07 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

กลับมาอีกครั้งกับ ‘ณัฐผี’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (29 ต.ค. 2567) กับเรื่องเล่า ‘ทายาทสืบสยอง’ ที่มีทั้งความหลอน ความตื่นเต้น และเศร้าในเรื่องเดียวกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณณัฐผีบอกว่า เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณมาตาลดา’ เธอเล่าว่าเรื่องนี้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว คุณมาตาลดาเป็นคนจังหวัดราชบุรี สอบติดเข้าเรียนมหาวิทยลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จึงต้องย้ายจากราชบุรีไปอยู่ภาคอีสาน เมื่อเข้าไปเรียนก็ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลากหลายที่ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน คณะเดียวกัน พักอยู่หอเดียวกัน ทำให้สนิทกัน เพื่อนของคุณมาตาลดาเป็นคนภาคอีสาน ให้นามสมมุติว่า ‘คุณฝน’ คุณฝนเป็นคนสวยระดับดาวมหาลัย ขาว หุ่นดี แต่งตัวดี ทั้งคู่ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งปิดเทอม คุณมาตาลดาไม่อยากกลับบ้านที่ราชบุรี แต่อยากไปเที่ยวบ้านเพื่อนในแถบภาคอีสานมากกว่า และเนื่องจากคุณมาตาลดาสนิทกับคุณฝนมาก จึงตกลงว่าจะไปเที่ยวบ้านคุณฝน คุณมาตาลดาไปเที่ยวบ้านคุณฝนทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ครั้งที่สามเริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ครั้งนี้ในหมู่บ้านของคุณฝนได้จัดงานทำบุญ คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน คุณมาตาลดาจึงถามคุณฝนว่า “จัดงานอะไร” คุณฝนตอบว่า “เหมือนจะเป็นงานขับไล่สิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน” คุณฝนอธิบายต่อว่า มีผู้ชายตายในหมู่บ้านอย่างไม่มีสาเหตุประมาณ 5-6 คน เชื่อกันว่าเป็นผีแม่ม้าย จึงให้ผู้ชายทาสีเล็บเป็นสีแดงและทาปากแดงกัน ในวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ มีผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายว่า “พวกผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงท้องเข้าบ้านห้ามออกมาตอนกลางคืน ส่วนผู้ชายที่จะมาช่วยงานให้ออกมา” คุณมาตาลดาก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ออกไปไหน คืนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่สองคุณมาตาลดาเริ่มสบายใจจึงไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเมื่อตกเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม คุณมาตาลดาอธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนสูง ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน ช่วงกลางวันคุณมาตาลดากินเยอะจนแน่นท้อง ตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องจึงชวนคุณฝนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน พร้อมกับหยิบไฟฉายไปหนึ่งกระบอก ทั้งคู่พากันไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ปวดท้องหนักจึงใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานพอสมควร จนคุณฝนบอกว่า “ทำไมนานจัง รอนานแล้วเนี่ย” คุณมาตาลดาก็ตอบกลับไปว่า “ถ้ารีบขึ้นไปก่อนเลย ทิ้งไฟฉายไว้” คุณฝนจึงขึ้นกลับเข้าบ้านแล้วปล่อยให้คุณมาตาลดาทำธุระในห้องน้ำคนเดียว เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา ก้มเก็บกระบอกไฟฉายที่คุณฝนวางไว้ให้ โดยก่อนทางขึ้นบันไดบ้านจะมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงเผือก สีขาว ตัวเท่าคนกำลังปีนอยู่ต้นมะม่วงอยู่! คุณมาตาลดาพยายามมองให้ชัด ก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือลิงแน่นอน จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณฝนฟัง จนคุณอาได้ยิน (บ้านของคุณฝนมี คุณยาย คุณอา และคุณฝนที่อาศัยอยู่) คุณอาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณมาตาลดาก็ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอให้ฟัง แต่คุณอากลับรู้สึกเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณอาบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนให้มาบอกอาด้วย อาจะพาไปเอง คุณมาตาลดาบอกว่าคืนนั้นตนไม่กล้านอน เพราะกลัวมาก แต่สุดท้ายก็หลับไปเพราะความเพลีย วันสุดท้ายก่อนกลับเวลาโพล้เพล้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม ในคืนนั้นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม คุณมาตาลดาก็ได้ยินเสียงคนเดินแห่ขบวนเคาะมาตลอดทาง แล้วมาหยุดที่บ้านของคุณฝนที่คุณมาตาลดานอนอยู่ คุณอาก็เปิดหน้าต่างออกมาถามพูดผู้ใหญ่บ้านว่า “มีอะไรกันผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนกลับมาว่า “ที่บ้านนี้มีปอบ ปอบอยู่ที่นี่!” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ขอให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ลงมาให้หมด ทางฝั่งที่มากับผู้ใหญ่บ้านจะมีหมอธรรมหรือหมอไสยศาสตร์ประมาณ 6 คน พวกเขากระโดดขึ้นบ้านไล่จับปอบ ส่วนทางฝั่งคุณมาตาลดาทุกคนในบ้านลงมาจากบ้านหมดยกเว้นคุณยายของคุณฝนที่ไม่ลงมา จากนั้นหมอธรรมก็ตะโกนบอกว่า “มันมีทั้งหมด14 ตัว” สิ่งที่คุณมาตาลดาเห็นคือมีลิงตัวเล็ก ๆ ปีนเกาะตามผนังบ้าน แล้วก็ช่วยกันจับได้แค่ 6 ตัว หมอธรรมจึงเขาไปที่ห้องของคุณยาย คุณยายพูดกลับมาว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู!” หมอธรรมถามกลับว่า “มึงเป็นใคร” คุณยายพูดกลับมาว่า “กูไง อีสอง” สองคือชื่อของคุณยาย คุณยายได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู” จนสุดท้ายหมอธรรมได้ทำพิธีบริเวณที่ยายสองนอนอยู่ ยายสองก็กีดร้องเรียกชื่อลูกนั้นก็คือคุณอา “ดำช่วยแม่ด้วย ดำช่วยแม่ด้วย” จนเสียงเงียบไป หมอธรรมบอกให้นำตัวคุณยายไปที่ลานกลางหมู่บ้านที่กำลังทำพิธีกัน จากนั้นหมอธรรมก็ได้ผูกสายสิญจน์ตรงข้อมือและข้อเท้าของคุณยายเพื่อที่จะนำคุณยายไปที่ลานทำพิธี คุณมาตาลดากลัวมากและงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในตอนนั้น ทุกคนก็ไปที่ลานกลางพิธี แต่คุณมาตาลดาบอกว่า “หนูอยู่ไม่ได้แล้ว” และขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านพากลับหอพักที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ที่บ้านของคุณฝนก็โทรมาหาบอกว่าคุณยายเสียแล้ว คุณฝนได้กลับบ้านไปงานศพคุณยายจนกลับมาหอพัก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณฝนกลับมาคือ คุณฝนซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดคุยกับใคร ที่แปลกคือตอนเช้านอน กลางคืนตื่นและจะตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน ในตอนเช้าคุณมาตาลดาจะเอาข้าวมาให้ คุณฝนก็ไม่กิน แต่จะออกมากินตอนประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณฝนก็หยุดเรียนไปหนึ่งเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตื่นมาตอนเที่ยงคืนแล้วก็ลุกเดินรอบห้อง คุยภาษาแปลก ๆ ร้องบ่นแสบท้องปวดท้อง แล้วพูดว่าหิว คุณมาตาลดาจึงบอกว่า “ไปกินสิ อะไรอยู่ในตู้เย็นก็ไปกินสิ” คุณฝนก็เดินไปที่ตู้เย็น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อคุณมาตาลดาเปิดตู้เย็นกลับเจอแต่ของสดของดิบอยู่ในตู้เย็น! คุณมาตาลดาแปลกใจ เพราะคุณฝนไม่ได้มีพฤติกรรมการกินแบบนี้ แต่พอกลับมาจากงานศพเธอก็ได้เปลี่ยนไป จนมีอยู่วันหนึ่งคุณฝนมีอาการปวดท้องหนัก กรีดร้องโวยวายจนคุณมาตาลดาต้องโทรบอกอาจารย์ ให้ช่วยพาคุณฝนไปหาหมอ อาจารย์จึงรีบออกมาพาฝนไปหาหมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพาคุณฝนขึ้นรถคืออาจารย์ได้เปิดประตูห้องเข้าไป คุณฝนบอกว่า “มึงเป็นใคร มึงอย่ามายุ่งกับกู ออกไป!!” จากนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามายุ่งกับคุณฝน ก็จะมีอาการเกรี้ยวกราดทันที แต่ถ้าเป็นคุณมาตาลดาคุณฝนกลับยอม เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลถามคุณฝนถึงอาการแต่คุณฝนไม่แม้แต่จะตอบ กลับเป็นคุณมาตาลดาที่บอกอาการแปลก ๆ ของคุณฝนแทน พยาบาลยังคงยืนยันที่จะเอาคำตอบจากคุณฝน จึงเงียบและนิ่งไปพร้อมกับพูดออกมาว่า “คุณเป็นใคร” คุณฝนก็ตอบ “กูเป็นปอบ!!!” ทุกคนตกใจ เดินถอยออกมาห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สักพักก็ได้เข้าไปตรวจ แต่ผลตรวจที่เป็นปกติทุกอย่างหมอจึงให้กลับบ้านได้ อาจารย์จึงมาถามคุณมาตาลดาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร คุณมาตาลดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่าที่นี่เขาเชื่อเรื่องปอบนะ อาจารย์จึงถอดพระให้กับคุณฝน หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน คุณฝนถามคุณมาตาลดาว่า “ฉันเป็นอะไร หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกให้อาจารย์แวะซื้อข้าวต้มให้คุณฝนกินตรงนั้น อาการคุณฝนปกติเหมือนคนทั่วไปแต่มีความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้อง อาจารย์บอกว่าให้คล้องพระไว้ จนตกกลางคืนคุณฝนจะอาบน้ำจึงต้องถอดพระออก แล้วก็พูดว่า “วันนี้ร้อนจังเลย เธอนอนบนเตียงนะ ฉันนอนตรงพื้น” พอถึงเที่ยงคืน คุณฝนกลับมามีอาการแปลก ๆ อีกครั้งคุณฝนบอกว่า “หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกว่าจะพาไปหาอะไรกิน แต่คุณฝนยืนยันที่จะไปเอง จากนั้นคุณฝนก็หายไปสักพักใหญ่ จนคุณมาตาลดาต้องเดินไปดูด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุณฝนกำลังต้มและกำลังกินไส้อยู่! คุณมาตาลตาบอกกับคุณฝนไปว่า “ฝนอย่ากินแบบนี้ได้ไหม มันเหม็นคาว มันไม่ดี” คุณฝนก็หันกลับมาตอบว่า “ถ้ากูไม่กินมัน มันสั่งให้กูกินมึง!” คุณมาตาลดาอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อนจึงตัดสินใจโทรหาที่บ้านคุณฝนให้มารับพอญาติมารับ คุณฝนก็ได้กลับไปอยู่ที่บ้าน คุณมาตาลดาก็พักอยู่ที่หอ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ที่บ้านของคุณฝนโทรมาบอกว่า “มาดูใจฝนมันหน่อย มันจะไม่ไหวแล้ว” ด้วยความเป็นเพื่อนคุณมาตาลดาก็เลยไปที่บ้านของฝน พอไปถึงคุณมาตาลดาเห็นคุณฝนซูบผอมเนื้อติดกระดูก เสื้อผ้าไม่ใส่ นอนหมดสภาพ จึงเดินเข้าไปจับมือคุณฝนและพูดคุยกัน คุณฝนพูดว่า “มาตาลดา.. ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันสั่งให้กูกินมึงทุกวันเลย แต่กูเลือกที่จะไปกินของดิบของสด” คุณฝนพยายามจะยื้อสิ่งที่อยู่ในตัว เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเขา และมีเสียงในหูบอกว่า “มึงกินมันสิ มึงกินมันสิ ” หลังจากนั้นคุณฝนก็เสียชีวิตลงในวันนั้น...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเอฟ ‘หุ่นลอยได้’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

19 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเอฟ ‘หุ่นลอยได้’ I อังคารคลุมโปง X เอฟ พงศ์พิทักษ์ [ 14 พ.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณเอฟ พงศ์พิทักษ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พฤษภาคม 2567) ขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หุ่นลอยได้’ จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกัน! คุณเอฟเล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดช่วงปิดเทอมหน้าร้อน คุณเอฟนัดกับเพื่อนไปเที่ยวที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเพื่อนของคุณเอฟก็บอกว่าสามารถมาได้ แต่ก็ได้ขอให้คุณเอฟช่วยงานที่มหาวิทยาลัยด้วย คุณเอฟจึงตอบตกลงไป เรื่องนี้จะมีสถานที่สำคัญอยู่ 2 แห่ง คือ ‘ตึกที่เกิดเหตุ’ และ ‘ตึกที่คุณเอฟจะไปช่วยงาน’ คุณเอฟได้อธิบายเพิ่มว่าทั้ง 2 ตึกนี้อยู่ตรงข้ามกันขั้นกลางด้วยถนนสี่แยก โดยตึกที่เกิดเหตุจะมีหุ่นลองเสื้อผ้าจำนวนมากและศิลปะทำมือเก่า ๆ ส่วนตึกที่คุณเอฟไปช่วยงานเป็นตึกที่ด้านล่างจะเป็นลานกว้าง และมีโต๊ะสำหรับนักศึกษา เมื่อคุณเอฟไปถึงที่มหาวิทยาลัย เพื่อนคุณเอฟได้สอบถามว่า “มีใครขับมอเตอร์ไซค์เป็นบ้าง” คุณเอฟจึงตอบกลับไปว่า “ผมขับเป็น” เพื่อนคุณเอฟจึงวานให้คุณเอฟเอากระติกน้ำไปให้กับกลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ทุก ๆ 2 ทุ่มและไปนำกระติกกลับในช่วงเที่ยงคืน - ตี1 เพราะในช่วงนั้นมหาลัยของเพื่อนคุณเอฟจะมีการซ้อมเชียร์หลีดเดอร์เพื่อแข่งงานกีฬาของมหาวิทยาลัย ในวันแรก คุณเอฟได้นำกระติกน้ำไปให้กลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ตามที่ตกลงกับเพื่อนไว้ เมื่อถึง ก็ได้บอกกับกลุ่มเชียร์หลีดเดอร์ว่า “เดี๋ยวช่วงเที่ยงคืน – ตี1 จะมาเอากระติกคืนนะ” หลังจากนั้นคุณเอฟก็ขับรถไปที่ร้านเกมและนั่งเล่นเกมตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เมื่อถึงเวลาคุณเอฟก็ขับรถไปเอากระติกคืน คุณเอฟเล่าว่าบริเวณสี่แยกจะมีช่องถนนที่ทำให้เห็นบริเวณหลังตึกของตึกเกิดเหตุ ซึ่งในบริเวณนั้นจะมีนักศึกษากำลังทำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการขึ้นแสตนด์ของงานแข่งกีฬา เช่น อุปกรณ์เชียร์ เมื่อเก็บกระติกเสร็จคุณเอฟก็กลับห้องตามปกติ ในวันที่สอง คุณเอฟก็นำกระติกไปให้ตามปกติ วันนี้คุณเอฟสังเกตว่าจำนวนนักศึกษานั้นมากกว่าปกติถึงเท่าตัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เพราะคิดว่าน่าจะใกล้วันงานแล้วนักศึกษาจึงรีบมาช่วยกันทำ หลังจากนั้นคุณเอฟก็ขับรถกลับไปนั่งเล่นเกมเหมือนเดิม ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้น ในตอนที่คุณเอฟกำลังจะไปนำกระติกคืน เมื่อถึงก็คุยกับเพื่อนเชียร์หลีดเดอร์ตามปกติ หลังจากนั้นในตอนที่กำลังกลับ คุณเอฟจะต้องกลับรถไปทางฝั่งตึกที่เกิดเหตุเนื่องจากเป็นทางเข้าทางเดียว ในขณะที่คุณเอฟกำลังกลับรถก็มีสายโทรศัพท์โทรเข้ามา คุณเอฟจึงขับรถชิดขวาซึ่งอยู่บริเวณตึกที่เกิดเหตุ และบอกกับเพื่อนที่ซ้อนท้ายว่าขอคุยโทรศัพท์ก่อน ซึ่งในตอนที่คุณเอฟกำลังคุยโทรศัพท์ก็โดนเพื่อนที่ซ้อนท้ายสะกิดเหมือนกับส่งสัญญาณว่าให้ไปได้แล้ว หลังจากที่คุณเอฟวางสายก็ได้ถามเพื่อนว่า “มีอะไรหรือเปล่า” แต่เพื่อนก็ตอบแค่ว่า “ไป ไปก่อน ไปเดี๋ยวนี้” เมื่อคุณเอฟขับถึงประตูทางเข้า คุณเอฟก็จอดแล้วถามเพื่อนว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงมาสะกิดเร่งให้ไป” เพื่อนคุณเอฟจึงบอกว่าตัวเขาไม่รู้ว่าตัวเขาตาฝาด หรือมองพลาดไป เพราะในตอนที่คุณเอฟจอดรถคุยโทรศัพท์ เพื่อนของคุณเอฟก็เห็นกลุ่มนึกศึกษาบริเวณตึกเกิดเหตุกำลังขนของกันตามปกติ แต่คนสุดท้ายของแถวที่กำลังแบกไม้อยู่นั้น ดันมีแค่หัวของหุ่นลองเสื้อผ้าสีชมพูอมม่วงที่ลอยตามหลังไป ซึ่งเพื่อนของคุณเอฟก็ตกใจจนกระอักกระอ่วน คุณเอฟรู้สึกว่าอยากให้เพื่อนสบายใจจึงขับรถกลับไปดูบริเวณที่เพื่อนของคุณเอฟเห็น เมื่อคุณเอฟเลี้ยวไปจอดที่บริเวณนั้น สิ่งที่คุณเอฟเห็นคือซากหุ่นจำนวนมากที่กองอยู่ แต่มีหุ่นอยู่ตัวหนึ่งที่ลำตัวยืนอยู่ แต่หัวของหุ่นวางอยู่ที่พื้นซึ่งสีของหุ่นตัวนี้คือสีชมพูอมม่วง ในขณะที่หุ่นที่เหลือนั้นเป็นสีขาวครีมทั้งหมดเลย! คุณเอฟอยากรู้จึงถามเพื่อนที่เรียนที่นี่ว่ามีประวัติอะไรหรือไม่ เพื่อนคุณเอฟได้บอกว่า “โดนรับน้องซะแล้ว เพราะจริง ๆ สถานที่นี้เคยเป็นป่าช้าเก่าที่เคยมีสงครามมาก่อนและมีคนเคยเจอเยอะมาก ส่วนใหญ่ที่เจอคือจะเป็นหัวของหุ่นลอย และตัวหุ่นจะเปลี่ยนท่าทางยืนเอง หรือไม่ก็เจ้าที่ใส่ชุดไทยเดินผ่านไปผ่านมา” หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณเอฟก็ไม่ขอวนรถกลับไปดูอีก คุณเอฟกล่าวว่าถ้ากลางวันไปถ่ายรูป Portrait ก็ดูอาร์ตและเท่ดี แต่ถ้ากลางคืนคงไม่กล้าไปอีกเพราะหลอนมาก(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

28 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเป็ดน้อยลูกหมอผี ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ l อังคารคลุมโปง X เอก ตายแน่ [ 23 มิ.ย.2569 ]

เรื่องราวที่สะเทือนใจทำให้เป็นคนกลัวผีมากจนถึงทุกวันนี้ กลับเรื่องราวที่เพียงไปเข้าห้องน้ำตอนบ่าย กลายเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกของรุ่นพี่ในวันนั้น แทนที่ทุกอย่างจะจบลงพร้อมพิธีไว้อาลัย แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คนแรกกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวชวนขนลุกที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เอก ตายเเน่ [23 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ทำไมไม่ช่วยผม’ ‘คุณเป็ดน้อยลูกหมอผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นปมฝังใจ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเองหวาดกลัวเรื่องผีมาจนถึงทุกวันนี้ โดยก่อนเริ่มเล่าคุณเป็ดน้อย กล่าวขออภัยที่อาจเล่าด้วยน้ำเสียงสั่น เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ยังคงจำได้ขึ้นใจ และไม่เคยกล้าเล่าให้ใครฟังมาก่อนเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่ คุณเป็ดน้อยกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังแทบไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ โรงเรียนที่เรียนอยู่มีลักษณะอาคารเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยห้องเรียนของตนเองอยู่ฝั่งซ้ายของอาคาร ในสมัยนั้นหากนักเรียนขออนุญาตออกจากห้องเรียนไปเข้าห้องน้ำระหว่างคาบมักจะถูกเพื่อนล้อเป็นเรื่องปกติ แต่ในวันเกิดเหตุ คุณเป็ดน้อยปวดท้องอย่างหนักจนไม่สามารถทนได้ จึงจำเป็นต้องขออนุญาตครูออกไปเข้าห้องน้ำ แม้บริเวณฝั่งซ้ายจะมีห้องน้ำอยู่ แต่ค่อนข้างสกปรก จึงตัดสินใจเดินข้ามไปยังห้องน้ำฝั่งขวา ซึ่งเป็นโซนของนักเรียนชั้นโต และสะอาดกว่าเส้นทางดังกล่าวต้องเดินผ่านแนวกำแพงที่ติดกับบ้านเรือน ผ่านโรงยิม ก่อนจะถึงห้องน้ำ ระหว่างที่กำลังเดินผ่านบริเวณโรงยิม จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นว่า “ตัก…ตุบ” เสียงนั้นทำให้คุณเป็ดน้อยสะดุ้งตกใจ และรีบหันกลับไปมองก่อนจะพบรุ่นพี่นักเรียนชั้น ป.6 คนหนึ่งนอนอยู่บนพื้นในสภาพได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง มีเลือดเปรอะเปื้อนตามร่างกาย จากลักษณะเหตุการณ์จึงคาดว่ารุ่นพี่น่าจะตกลงมากระแทกพื้นด้วยศีรษะ ภาพที่เห็นทำให้ คุณเป็ดน้อยตกใจอย่างมาก เพราะบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตนเองไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องไห้ดังลั่นมาจากชั้น 3 ของอาคาร เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงร้อง ก่อนจะหันกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง คุณเป็ดน้อยกลับเห็นภาพที่ชวนขนลุกยิ่งกว่าเดิม ร่างของรุ่นพี่ยังคงนอนอยู่บนพื้น แต่กลับมีชายอีกคนยืนอยู่ข้างร่างนั้น เมื่อเพ่งมองให้ชัด จึงพบว่าคนที่ยืนอยู่ คือรุ่นพี่คนเดียวกันกับที่นอนอยู่บนพื้นเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ช่วยกู…ช่วยกู” คุณเป็ดน้อยยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ จากนั้นรุ่นพี่จึงพูดประโยคสุดท้ายว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” เพียงสิ้นเสียงนั้น สติของคุณเป็ดน้อยก็หลุดหายไปทันที เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าอาจารย์กำลังเข้ามาจับตัว และเรียกสติ ขณะเดียวกันสิ่งที่ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ทันได้ทำ เพราะด้วยความตกใจอย่างรุนแรง ทำให้ “ราดเลอะหมดเลย” หลังจากวันนั้น คุณเป็ดน้อยกลับจำเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้ ราวกับความทรงจำในวันนั้นถูกลบหายไปจากสมอง รุ่งเช้าวันถัดมา ระหว่างพิธีเคารพธงชาติ โรงเรียนได้จัดพิธีไว้อาลัยให้กับรุ่นพี่ที่เสียชีวิต เพื่อนคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเป็ดน้อยกลับตอบได้เพียงว่า “จำอะไรไม่ได้เลย” ทั้งที่ตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในจุดเกิดเหตุเวลาผ่านไปจน คุณเป็ดน้อยศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และกำลังจะย้ายไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนแห่งใหม่ ในวันงานปัจฉิมนิเทศเพื่อน ๆ ได้หยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดอีกครั้ง พร้อมถามว่า “จำได้ไหม สมัยเราอยู่ ป.2 ป.3 มีรุ่นพี่คนหนึ่งตกลงมา” จากนั้นเพื่อนจึงเล่าว่า สาเหตุที่รุ่นพี่เสียชีวิตเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นบริเวณหน้าต่างของอาคารยังไม่มีที่กั้น ขณะที่รุ่นพี่ขึ้นไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง คาดว่าอาจกำลังแคะฟัน หรือทำอะไรบางอย่างก่อนจะสะดุ้ง และพลัดตกลงมา เพื่อน ๆ หลายคนต่างวิ่งเข้าไปดู และร้องไห้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันมาบอก คุณเป็ดน้อย ว่า “เอ้า แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น” แต่ คุณเป็ดน้อยยืนยันว่าตนเองจำเรื่องราวในวันนั้นไม่ได้เลย กระทั่งเพื่อน ๆ เล่าต่อว่า หลังจากเกิดเหตุ เวลาช่วงพลบค่ำ หรือช่วงที่โรงเรียนเริ่มเงียบ คนที่กลับบ้านดึกมักจะได้ยินเสียงผู้ชายร้องไห้ หรือบางคนก็เห็นเด็กผู้ชายมายืนอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เมื่อได้ยินเรื่องเล่าเช่นนั้น เพื่อนบางคนกลับรู้สึกท้าทาย และชวนกันว่า“อยากรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง เราลองเล่นผีถ้วยแก้วกันไหม”เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายก่อนทุกคนจะแยกย้ายไปเรียนต่อคนละที่ แม้เพื่อน ๆ จะพยายามชักชวน แต่คุณเป็ดน้อยยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เล่นอย่างเด็ดขาด เพราะรู้สึกหวาดกลัวบริเวณดังกล่าวมาตลอด แม้เพียงเดินผ่านก็ยังรู้สึกขนลุก จึงคาดว่าลึก ๆ แล้วอาจมีบางอย่างฝังอยู่ในความทรงจำ แม้จะนึกไม่ออกก็ตาม สุดท้ายเพื่อน ๆ จึงพากันไปเล่นผีถ้วยแก้ว ส่วนคุณเป็ดน้อยไม่ได้ร่วมเล่น แต่เดินออกมายืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บริเวณหน้าโรงยิม ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุ โดยไม่ทันรู้ตัวว่าได้กลับมายืนอยู่ในสถานที่เดิมอีกครั้งระหว่างที่ คุณเป็ดน้อยกำลังยืนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูดังขึ้นอีกครั้ง “ตัก…ตุบ” เสียงเดียวกับที่เคยได้ยินในวันเกิดเหตุ เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักเรียนคนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กับจุดที่เพื่อน ๆ กำลังนั่งเล่นผีถ้วยแก้ว ในขณะที่เพื่อนทุกคนกลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ และต่างพูดขึ้นว่า “เฮ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย พี่เขาจะมีจริงไหม” แต่ในสายตาของคุณเป็ดน้อย กลับเห็นร่างของรุ่นพี่ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลย ขณะเดียวกันความทรงจำที่เคยเลือนหายก็เริ่มค่อย ๆ ย้อนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ไม่นานหลังจากนั้น รุ่นพี่ก็เอื้อมมือไปแตะที่แก้วบนกระดานผีถ้วยแก้ว ก่อนที่แก้วจะเริ่มเคลื่อนที่ ทำให้เพื่อนที่กำลังเล่นอยู่ต่างตกใจและพูดขึ้นว่า “ใครขยับวะ” จากนั้นตัวอักษรบนกระดานก็ค่อย ๆ เรียงต่อกันเป็นประโยคว่า “ทำ ไม มึง ไม่ ช่วย กู” ทันทีที่เห็นข้อความดังกล่าว คุณเป็ดน้อยถึงกับตกตะลึง เพราะไม่เคยเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอในวันนั้นให้ใครฟังมาก่อน เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่าตนเองจำเรื่องทั้งหมดไม่ได้ แต่เมื่อเห็นข้อความนั้น ความทรงจำในอดีตก็ถาโถมกลับเข้ามาอย่างชัดเจนขณะที่เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดด้วยความสงสัยว่า “เฮ้ย มันเกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมมันต้องเป็นคำนี้วะ” ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่น คุณเป็ดน้อย กลับเห็นรุ่นพี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน และเมื่อสบตา ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นในหัวว่า “ทำไมมึงไม่ช่วยกู” จากนั้นรุ่นพี่ก็ค่อย ๆ เดินมายืนอยู่ข้าง ๆ ทำให้คุณเป็ดน้อย ตกใจอย่างรุนแรงจนทรุดตัวล้มลงต่อหน้าเพื่อน ๆ หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น คุณเป็ดน้อย ยิ่งหวาดกลัวสถานที่ดังกล่าวมากกว่าเดิม หากมีโอกาสกลับไปที่โรงเรียน ก็จะเดินเฉพาะฝั่งซ้ายของอาคารเท่านั้น และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าเดินไปยังฝั่งขวา หรือเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุอีกเลย คุณเป็ดน้อย สันนิษฐานว่า สาเหตุที่รุ่นพี่พูดว่า “ทำไมไม่ช่วยกู” อาจเป็นเพราะในวันเกิดเหตุตนเองเป็นคนแรกที่อยู่ในบริเวณนั้น แต่กลับยืนนิ่งด้วยความตกใจ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เนื่องจากในเวลานั้นยังเป็นเพียงเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเกิดอาการช็อกกับภาพที่เห็น โดยจุดที่รุ่นพี่ตกลงมานั้นอยู่ห่างจาก คุณเป็ดน้อยเพียงประมาณ 3 เมตรครึ่ง อีกทั้งในช่วงจังหวะแรกที่รุ่นพี่ตกลงมา และหันมาสบตาคุณเป็ดน้อย เชื่อว่ารุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตลงต่อหน้าต่อตา อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ความทรงจำในวันนั้นกลับเลือนหายไปทั้งหมด และเพิ่งย้อนกลับมาอีกครั้งในวันที่เพื่อนชวนเล่นผีถ้วยแก้ว จากเหตุการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ คุณเป็ดน้อยกลายเป็นคนที่กลัวผีอย่างมากมาจนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ปัจจุบัน คุณเป็ดน้อยยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับมูลนิธิคนตาบอด ก่อนจะตัดสินใจนำเรื่องราวนี้มาเล่า พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยกล้าพูดถึง เพราะทุกครั้งที่ย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นก็ยังคงทำให้รู้สึกหวาดกลัวไม่ต่างจากเดิม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-