สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

อังคารคลุมโปง RECAP

สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

17 มี.ค. 2024

         อ.บาส หมอดูที่ไม่ว่าจะดูดวงให้ใครก็มองเห็นอนาคตของคนนั้น แต่กับสาวแอร์โฮสเตสคนนี้ ดูดวงเท่าไหร่ก็ไม่เคยมองเห็นอนาคตของเธอ จนทำให้มีเรื่องหลอนเกิดขึ้น! เรื่องนี้ ‘อ.บาส 7th Sense’ ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ติดค้าง’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

         อ.บาส 7th Sense เล่าว่า ตนมักจะมีคนที่มาดูดวงเป็นประจำ อ.บาสได้ไปรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ ‘คุณเจ’ (นามสมมติ) มีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส เธอเป็นคนเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ผิวสวย หน้าสวย หุ่นดี อ.บาสคิดว่าคุณเจทำบุญไว้เยอะ เพราะดูไม่มีความทุกข์นอกจากเรื่องความรักกับเรื่องศัลยกรรม คุณเจมักจะมาถามตนบ่อย ๆ ว่า “หนูจะไปฉีดตรงนี้ เลือกหมอให้หนูหน่อย คนนี้หนูคบได้ไหมคะ?” อ.บาสบอกว่า เวลาเธอจะคบใครก็จะมาถามอาจารย์ทุกเรื่อง

         เมื่อก่อนยังไม่มีไลน์หรือแอปพลิเคชันที่สามารถคุยกันได้สะดวก มีเพียงโทรศัพท์เท่านั้น บางครั้งเวลาตี 1-2 คุณเจจะส่ง SMS มาหา อ.บาส ว่า “ตี 1 แล้ว มาหาหนูหน่อย หนูมีเรื่องด่วน” อ.บาสก็ยอม เพราะรู้สึกรักคนนี้เหมือนเป็นน้องสาวของตน แต่ทุกครั้งที่ อ.บาสดูดวงให้ ปรากฏว่ามองไม่เห็นอนาคตของคุณเจ จึงตัดสินใจดูดวงเฉพาะเรื่องที่ถาม เพราะดูได้แค่นั้น คุณเจมักจะกังวลเรื่องความสวยมาก จน อ.บาสมีความรู้สึกว่าน้องคนนี้เศร้าเกิน

         มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณเจเรียก อ.บาสให้ออกไปหาตอนตี 1 อาจารย์บอกว่า “ไม่ไหวแล้วหนู คุยกันทางโทรศัพท์ได้ไหม?” คุณเจก็บอกว่า “ไม่เอา หนูต้องการพบอาจารย์เดี๋ยวนี้ หนูจะถามเรื่องสำคัญคือเรื่องแต่งงาน” อ.บาสบอกว่า “อ้าว จะแต่งแล้วหรอ?” และบอกต่อไปว่า “ออกไปพบไม่ได้อะ” อ.บาสจึงดูดวงผ่านโทรศัพท์แล้วบอกว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตหนูนะ” เมื่ออ.บาสพูดไปตรง ๆ เช่นนั้น คุณเจก็บอกว่า “คนนี้ไม่ใช่คู่หนูหรอ? เขาจะแต่งงานกับหนูแล้วนะ เตรียมของไว้หมดแล้ว” อ.บาสตอบว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตจริง ๆ หนูไม่มีอนาคตกับคนนี้ ไม่ต้องแต่ง อยู่เฉย ๆ ทำบุญทำกุศลไป” อ.บาสเล่าว่ามีบางอย่างที่แปลกคือ เวลาที่อาจารย์แนะนำให้ทำบุญ คุณเจก็ไม่ทำจะดูดวงแค่อย่างเดียว คุณเจที่ผิดหวังกับคำตอบของอ.บาส จึงบอกว่า “ถ้าเกิดอาจารย์ว่าง อาจารย์ต้องมาหาหนูให้ได้นะ” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ได้ ๆ เดี๋ยวว่างจะออกไป ตอนนี้ดูทางโทรศัพท์ไปก่อนเนอะ”

         เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ช่วงนั้นมีเฟซบุ๊กแล้ว เมื่อประมาณปี 2557-2558 อ.บาสเลื่อนดูเฟซบุ๊ก ก็มีคนแชร์ข่าวมาว่า “มีแอร์โฮสเตสสาว กระโดดตึกที่ห้างแห่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นข่าวดัง อ.บาสบอกว่า ท่าเสียชีวิตสวยมาก ชุดที่ใส่ต่อให้เป็นเสื้อยืด กางเกงวอร์มก็สวย และสมัยก่อนจะเบลอหน้าแค่นิดเดียว อาจารย์ก็รู้สึกว่า “เฮ้ย! นี่น้องคนนี้ เขามาหาเราบ่อย แล้วเราไม่เห็นอนาคตเขานี่หว่า” ตอนนั้น อ.บาสใจหล่นลงตาตุ่ม เพราะพึ่งคุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน บอกให้เขาทำบุญ เพราะว่าไม่เคยเห็นอนาคตของเขา อ.บาสก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ออกไปหาคุณเจ

         คืนนั้นตอนที่ อ.บาสกำลังจะอาบน้ำก็ได้กลิ่นฟอร์มาลีน อ.บาสรู้ทันทีเลยว่าเป็นคุณเจ จึงสื่อสารไปว่า “หนูมาอย่างนี้ไม่ได้นะ อาจารย์รู้สึกไม่โอเค อาจารย์คุ้นกับหนูจริง แต่ว่าหนูมาอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามาก็ให้อาจารย์ฝันละกัน อาจารย์ทำใจไม่ได้จริง ๆ อาจารย์คุ้นเคยกับหนู อาจารย์เห็นว่าหนูเป็นน้องสาว” หลังจากนั้น อ.บาสก็ฝันเห็นคุณเจ เดินมาหาด้วยสีหน้าโกรธ แล้วบอกว่า “ดูดวงให้หนู!” แต่ในฝัน อ.บาสบอกว่า “หนูไม่มีอนาคต” อ.บาสก็ยังคงพูดคำเดิมเหมือน

         วันหนึ่งเพื่อนของคุณเจที่ชอบมาดูดวงเหมือนกันโทรมาบอกว่า “พี่บาส ๆ หนูฝันถึงเจว่ะ เจมันมาบอกว่า ให้หนูพาเจมาดูดวงหน่อย บอกว่าต้องการเจอพี่บาส แล้วมาแบบหน้าแดงเลย” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ฝันคล้าย ๆ พี่เลย พี่ก็ฝันว่าดูดวงให้เขา แต่พี่ก็ไม่เห็นอนาคตเขาเหมือนเดิม” จากนั้น อ.บาสก็นัดเจอ ตอนนัดกันก็ให้เพื่อนของคุณเจเป็นตัวแทนดูดวง ปรากฏว่าทุกอย่างก็คลี่คลายและรู้ว่าคุณเจฆ่าตัวตายทำไม อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร อ.บาสบอกว่า “ไปบอกแม่ บอกญาติเขาหน่อย” หลังจากนั้น อ.บาสก็ไม่ฝันอีก และก็ได้เคสนี้เป็นกรณีศึกษาว่า ถ้าอาจารย์ไม่เห็นอนาคต ต้องเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะการดูดวงเราต้องมองเห็นอนาคต…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

07 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

อาการป่วยปริศนาจนคนรอบข้างทักว่า ตัวซีดเหลือง ซูบผอม… ทั้งที่เธอเห็นว่าตัวเองเป็นปกติ และสาเหตุของอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เราเผลอไปทำอะไรให้ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ไม่พอใจโดยไม่ทันระวัง !เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (31 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ป่วยไม่ทราบสาเหตุ’ ‘คุณชันย่า’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง เกี่ยวกับอาการป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น คุณชันย่ามีญาติอยู่ที่กำแพงเพชร ซึ่งเธอจะไปเยี่ยมญาติ ในทุก ๆ ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งได้ทำงานที่แรกเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งมีวันหยุดตรงกับวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกำแพงเพชร ระหว่างทางรถติดมาก และชันย่าเองก็ปวดปัสสาวะมาก เมื่อเดินทางใกล้ถึงนครสวรรค์ เลยขอแวะเข้าห้องน้ำที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เคยทานประจำ พอไปถึงเธอก็เปิดประตูรถ และวิ่งไปอย่างไวระหว่างนั้นสังเกตเห็นบางสิ่งที่หน้าห้องน้ำมีตี่จู่เอี้ยตั้งอยู่ แต่คุณชันย่าก็ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็เดินออกมาทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ และได้เดินทางไปถึงกำแพงเพชรอย่างปลอดภัย จนถึงวันที่ต้องกลับบ้าน เธอออกมาจากบ้านญาติคืนวันเสาร์ และถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ ก็กลับไปทำงานตามปกติ ขณะทำงานเธอรู้สึกปวดท้องหน่วง ๆ จึงจะไปขอยาจากพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะพนักงานแบงก์ส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเยอะ ๆ จะไม่ค่อยมีเวลา ไปทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำกัน พี่ที่ทำงานจึงให้ยาตามที่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะปวดเพราะเหตุนี้ ซึ่งคุณชันย่าก็กินยาที่ได้มาทันที พี่เขาถามอีกว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เธอจึงเล่าให้ฟังว่า เธอปวดหน่วง ๆ และมีปัสสาวะปนเลือดนิดหน่อยโดยที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังมีรอบเดือน ผ่านไปวันอังคาร คุณชันย่าก็ยังมีอาการปวดหน่วง ๆ และปัสสาวะปนเลือดก็เริ่มมีมากขึ้น พี่เริ่มเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วเพราะหน้าตาชันย่า ก็ดูซีดเซียวมาก เลยหยิบกระจกมาให้ดู แต่คุณชันย่า ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรเวลาผ่านมาถึงวันพุธ อาการก็ยิ่งแย่เธอปวดท้องหนักขึ้น และปัสสาวะที่เป็นเลือด ตอนนี้เป็นหนักจนแทบจะมีแต่เลือดที่ไหลออกมาขณะฉี่ และก็ดูเหมือนว่า หน้าตาผิวพรรณจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะลูกค้าของคุณชันย่า ก็ทักเธอเช่นกันว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตัวซีดแบบนี้ ลองส่องกระจกดูมั้ย” เธอจึงเดินไปส่องกระจก ปรากฏว่า เธอก็เห็นว่าตัวเธอเองปกติ และเมคอัพบนหน้าก็ยังอยู่ครบ แต่คนรอบข้างก็ยังแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ชันย่าไม่อยากไป เพราะวันศุกร์จะมีการจัดปาร์ตี้ปีใหม่ และหลังจากนั้นจะหยุดยาว 4-5 วัน ชันย่าอยากไปล่ารางวัลในปาร์ตี้ก่อนค่อยไปหาหมอทีหลัง แต่พอมาถึงวันพฤหัสบดี ฉี่ที่เคยปนเลือด ตอนนี้มันกลายเป็นเลือดสด และคนรอบข้างก็ยังทักอีกว่าหน้าซีด อาจเพราะปกติเธอเป็นคนขาว ทั้งที่เธอเองก็เห็นว่าปกติทุกอย่าง ถึงวันปาร์ตี้ วันนี้คุณชันย่าแต่งหน้าเข้มกว่าเดิม แต่งตัวตามธีม และไปล่ารางวัลตามใจหวัง แต่พี่ที่ทำงานก็ยังย้ำว่า “ชันย่าควรไปหาหมอนะ” เธอเลยรับปากว่าจะไปวันเสาร์ เมื่อถึงบ้านก็บอกกับแม่ว่า ให้พาไปหาหมอหน่อยซึ่งแม่รู้อาการเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ก็รู้สึกแปลก เพราะอาการมันหนักเกินไปมากกว่าคนที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ และวันเสาร์ทั้งคู่จึงไปหาหมอกัน เมื่อไปถึงก็ทำการตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด หมอแนะนำให้แอดมิดเพื่อรอดูผลตรวจ เธอจึงอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน และเมื่อผลตรวจออกมา ก็พบว่าเธอมีเชื้อวัณโรคขั้นรุนแรงกระจายไปทั่วปอด ซึ่งก็น่าสงสัย เพราะการทำงานของเธอ ทำงานอยู่ในแบงก์จริง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว สูดดมเอกสาร หรือธนบัตรเลย เธอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และประกันทางการเงินให้กับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ด้วยความที่หมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคุณชันย่าอยู่แล้ว เขารู้ประวัติทางการแพทย์ของคุณชันย่าทุกอย่าง ก็รู้สึกเช่นกันว่า ไม่น่าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้คุณชันย่ามีเชื้อนี้ได้ หมอจึงทำการตรวจอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาตามเดิม หมอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะยังหาสาเหตุการเกิดโรคไม่ได้ จึงจะขอตรวจหามะเร็งในวันจันทร์ แต่อาการของคุณชันย่าก็ไม่ได้มีอะไรแย่ลง มีเพียงฉี่ที่ยังเป็นเลือดเท่านั้น อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว คุณชันย่ามีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ และเพื่อนพี่ก็เข้ามาเยี่ยม แต่ปรากฏว่าทุกคนร้องไห้ และให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ เธอก็สงสัยมาก เพราะตัวเธอเองคิดว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย แต่ยังไงก็ตามวันจันทร์จะต้องมีการกลืนแป้งเพื่อตรวจอีกครั้ง และจะได้ผลตรวจในวันอังคาร หลังจากกลืนแป้งอยู่ ๆ แม่ก็บอกกับคุณชันย่าว่า ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไปตั้งแต่บ่ายสอง กลับมาอีกทีสามทุ่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่คุณชันย่าชอบ และตุ๊กตาหมีเหมือนกับว่าแม่ทำใจมาแล้วว่าถ้าเป็นวัณโรคจริง ชันย่าจะออกไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ จะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอด หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอาการของเธอมันแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แถมแม่ยังพูดกับเธอว่า “พรุ่งนี้วันอังคารกลับบ้านกันนะ” เธอก็ตอบกลับว่า “รู้ได้ไง? รู้ผลตรวจแล้วหรอ?” แม่ตอบว่า “ยังไม่เห็นหรอก แต่พรุ่งนี้กลับบ้านแน่ ๆ”จนกระทั่งถึงวันอังคาร หมอเข้ามาตั้งแต่เช้าพร้อมผลตรวจว่า ไม่มีเชื้อวัณโรคเลย การตรวจครั้งก่อน ๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคจริง ๆ เชื้อที่เคยพบว่ารุนแรง วันนี้ผลตรวจออกมาว่าไม่พบเลย สามารถกลับบ้านได้ คุณชันย่าก็อึ้งนิด ๆ เป็นไปได้อย่างไร ที่การตรวจจะผิดพลาดขนาดนั้น แต่ตกใจที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่า เราจะได้กลับบ้านวันนี้มากกว่า หลังจากนั้นเราก็ทำเรื่องเพื่อออกจากโรงพยาบาลปกติ จนกลับมาถึงบ้านตอนช่วงบ่าย ก่อนเข้าบ้าน แม่บอกให้คุณชันย่าจุดธูปกลางแจ้ง แล้วพูดตามว่า “ลูกกลับมาแล้วนะ ลูกหายดีแล้ว” แล้วให้ไปจุดธูปที่ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “อะไรที่ลูกทำผิด ขอให้อภัยลูก ลูกกลับมาแล้ว ขอให้ลูกแข็งแรง” ชันย่าก็สงสัย แต่ก็แค่คิดไปว่า อาจจะเพราะเราไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน กลับมาก็ควรจะจุดธูปบอกผีบ้าผีเรือนบ้างเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้น ก็ถามแม่ในเรื่องที่ยังสงสัยว่า “แม่รู้ได้ยังไง ว่าเราจะได้กลับบ้านวันนี้” แม่ตอบว่า เมื่อวานที่แม่กลับมาบ้าน แม่ก็นึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะวันที่เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่นครสวรรค์แน่ ๆ วันนั้นชันย่าใส่กระโปรงยาว แล้วรีบวิ่งผ่านไปจนชายกระโปรงอาจจะไปโดนตี่จู่เอี้ยที่ตั้งอยู่ แม่จึงไปไหว้ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “ถ้าการที่ชันย่าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ขอให้พรุ่งนี้ชันย่าหาย แล้วได้กลับบ้าน” และชันย่าก็ได้กลับบ้านจริง ๆสองวันหลังจากนั้น... อาการฉี่ปนเลือดก็เริ่มหาย หมอก็บอกว่าเป็นแค่อาการปัสสาวะติดขัดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย แม้แต่ลูกค้าที่ที่ทำงานก็ยังทักว่า “ไปทำอะไรมา วันนั้นป่วยใช่มั้ย ที่เห็นตัวซีด ๆ ผอม ๆ” ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเธอชั่งน้ำหนักทุกวันก็พบว่า น้ำหนักเท่าเดิมทุกครั้ง แต่สิ่งที่สงสัยมาตลอด ทั้งพี่ที่ทำงาน และลูกค้าทักว่าหน้าโทรม ตัวซีด และเพื่อนพี่ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเราตอนมาเยี่ยม ตอนนี้ชันย่ารู้แล้วว่า ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น เพราะสภาพที่พวกเขาเห็นเธอคือ ตัวซีด ผอม ผิวออกไปทางเหลือง และหน้าโทรมมาก ๆ แม้ว่าเธอจะเห็นตัวเองในสภาพปกติก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณชันย่าเลยว่า เวลาไปที่ของคนอื่น ไปเข้าห้องน้ำ หรือบ้านใคร คุณชันย่าจะไหว้ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะเผลอไปทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

30 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกระเเต ‘เซนส์หลังความตาย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]

เพียงคำภาวนาหนึ่งประโยคที่เอ่ยออกมาระหว่างความเป็น และความตาย! ทำให้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรง แต่หลังจากวันนั้นเธอกลับเริ่มมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน และพบว่ามีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพร้อมติดตามเธอไปทุกที่ จากเหตุการณ์ที่คิดว่าเป็นเพียงผลกระทบทางจิตใจกลับค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวชวนขนลุก เมื่อสิ่งที่เจอเริ่มพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - พิมพ์เล็ก The Ghost [ 26 พ.ค.2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เซนส์หลังความตาย’ ‘คุณกระแต’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง เรื่องราวที่เธอยอมรับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีก ในวันหนึ่งเมื่อเธอนัดหมายกับกลุ่มเพื่อนประมาณ 10 คน เดินทางไปทอดผ้าป่า ณ วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล และค่อนข้างทุรกันดาร หลังจากเดินทางมาถึงทุกคนก็ร่วมทำบุญกันตามปกติ กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 5–6 โมงเย็น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหมด ขณะที่กำลังเตรียมตัวกลับ จู่ ๆ ชาวบ้านคนหนึ่งที่มาช่วยงานในวัดกลับเดินมาชี้ที่รถ พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดว่า “น้องรถไปชนใครมา ทำไมรถบุบ” คำพูดนั้นทำให้เธอกับเพื่อนหันมามองหน้ากันทันที เพราะรถคันดังกล่าวไม่เคยเกิดอุบัติเหตุใดมาก่อน ในวินาทีนั้นเอง เธอบอกว่าความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเธอเอ่ยปากกับเพื่อนว่า คืนนี้ขอพักค้างที่วัดได้ไหมเดี๋ยวจะลองไปคุยกับเจ้าอาวาสดูซึ่งท่านก็อนุญาต แต่กลับมีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจออกเดินทางกลับในช่วงเวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง จนเกือบ 1 ทุ่มระหว่างทางขณะที่รถกำลังวิ่งผ่านบริเวณเขื่อน เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถของคู่กรณีที่ผู้ขับอยู่ในอาการมึนเมาพุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงจนรถเสียหลักพลิกหลายตลบท่ามกลางเสียงกระแทก และความโกลาหลเพื่อนคนหนึ่งกลับบอกว่าในช่วงที่รถกำลังหมุนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงคล้ายบทสวดสำหรับการบูชาเทพองค์หนึ่งดังขึ้น ทั้งที่ไม่มีใครเปิดเพลงใดเลย “เหมือนมีคนบนรถร้องเพลงนี้ขึ้นมา” แต่ในช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไม่มีใครมีเวลาสนใจเรื่องนั้น ‘คุณกระแต’ เล่าว่าในตอนนั้นเธอคิดเพียงอย่างเดียวว่า... คงไม่มีใครรอดแล้ว เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นเขื่อน ขณะที่อีกด้านเป็นคลองลึก เธอจึงได้แต่ภาวนา“หนูขอให้หนูรอดแบบครบ 32 ได้ไหม ถ้าหนูรอดกลับไปได้ ชีวิตที่เหลือของหนูจะช่วยคนที่เขาอยากได้ความช่วยเหลือ” เมื่อรถหยุดนิ่ง และเธอเริ่มได้สติกลับมาสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอตกตะลึง เพราะเธอแทบไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และกลายเป็นคนเดียวที่กระเด็นออกมานอกรถ ขณะที่เพื่อนคนอื่นได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอุบัติเหตุในวันนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเธอรอดชีวิตมาได้ “เริ่มมีสิ่งที่มองไม่เห็น ทักเราคุยบ้าง ขอความช่วยเหลือบ้าง” ในช่วงแรก เธอพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าอุบัติเหตุครั้งรุนแรงอาจส่งผลต่อสมอง หรือสภาพจิตใจของตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ผลลัพธ์กลับออกมาปกติทุกอย่าง “ไปรดน้ำมนต์บ้างล่ะ ไปเดินสายบุญบ้างล่ะก็ไม่มีทางอะไรที่ทำให้เปลี่ยนไปได้เลย ยังคงติดต่อมาเรื่อย ๆ สิ่งที่มองไม่เห็น ที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” หลังจากพักฟื้น ร่างกายของทุกคนเริ่มกลับมาเป็นปกติ ส่วนบาดแผลทางจิตใจก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา แต่สำหรับเธอ เรื่องราวกลับเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครั้งหนึ่งแม่ของเธอพาไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่แม่เข้าไปพูดคุยกับเจ้าอาวาส เธอนั่งรออยู่ภายในรถเพียงลำพัง ระหว่างนั้นเองเธอบอกว่าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง ผมบ๊อบ สวมชุดขาว เดินเข้ามาอย่างชัดเจน ก่อนจะพูดกับเธอว่า “หนูไปบอกเจ้าอาวาสให้ทีว่า โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จ เดี๋ยวน้าจะหาคนมาสร้างให้เสร็จเอง” แม้จะเห็นภาพตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะเป็นคนเชื่ออะไรยาก และต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัด เมื่อเจ้าอาวาสเดินออกมาพร้อมแม่ เธอจึงให้แม่ช่วยถามโดยไม่บอกสิ่งที่ตัวเองเห็นไปก่อน “น้าคนเนี่ยลักษณะแบบไหน” คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอนิ่งไปทันที เพราะท่านตอบว่าเป็นผู้หญิงผมบ๊อบเพิ่งเสียชีวิตไปประมาณ 7 วัน และเคยเป็นโยมอุปถัมภ์ที่ช่วยดูแลการบูรณะโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นั่นจึงกลายเป็นข้อพิสูจน์แรกที่ทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า สิ่งที่เธอเห็นอาจไม่ใช่เพียงจินตนาการหลังจากเหตุการณ์นั้น‘คุณกระแต’ ยอมรับว่า แม้จะเริ่มเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพบเจอมากขึ้น แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด เพราะเธอเป็นคนที่เชื่ออะไรยาก และอยากให้ทุกอย่างมีเหตุผลรองรับมากที่สุด เวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่งช่วงที่เธอกำลังย้ายบ้านใหม่ เธอเล่าว่าได้พบกับหญิงชราคนหนึ่งสวมเสื้อคอกระเช้า และนุ่งผ้าถุงยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หนูไปบอกกับผัวยายให้หน่อยสิ” พร้อมฝากข้อความบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคนที่อยู่ข้างหลัง ในตอนนั้นเธอรีบตอบกลับทันทีว่า เธอไม่รู้จักใคร เพราะเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่หญิงชราคนนั้นยังคงพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “เอาน่าช่วยยายหน่อย”หลังจากนั้น เธอสังเกตเห็นว่าหญิงชราคนดังกล่าวมีหลานอยู่บริเวณนั้น เธอจึงตัดสินใจซื้อขนมไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคย และหวังว่าจะมีโอกาสได้พบกับคุณตาเมื่อทั้งสองได้พูดคุยกัน เธอจึงถามขึ้นอย่างเรียบ ๆ ว่าคุณตาอยู่คนเดียวหรือเปล่า คุณตาตอบกลับมาว่าตอนแรกไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก แต่คุณยายเพิ่งเสียไปได้ไม่นาน ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเธอจึงถามกลับว่าคุณยายเสียตรงบริเวณบันไดใช่ไหม คำถามนั้นทำให้คุณตานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมองหน้าเธอด้วยความตกใจ และถามกลับว่า “รู้ได้อย่างไร…” ในตอนนั้นเอง เธอเริ่มรู้สึกว่าข้อพิสูจน์ครั้งที่สอง อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเลือกตอบเพียงว่าเธอฝันเห็นเท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น เธอเล่าว่ามีหญิงสาวที่อยู่ในสภาพน่าสยดสยองเข้ามาพูดกับเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พร้อมเล่าเรื่องราวว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ และโดนทำร้ายอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตหลังจากนั้น ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ตามติดเธอแทบทุกที่ ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ กินข้าว หรือแม้แต่ตอนทำงาน เธอก็ยังรู้สึกถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายอยู่เสมอ เธอเล่าว่า สาเหตุที่พบกับวิญญาณตนนี้ เป็นเพราะช่วงหนึ่งเธอต้องไปประสานงานกับลูกค้า และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งเป็นเวลาหลายเดือน และเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนั้น การพบเจออย่างต่อเนื่องทำให้เธอเริ่มรู้สึกกดดันจนตัดสินใจสวมสร้อยพระติดตัวไว้ เพราะอยากให้ตัวเองรู้สึกอุ่นใจขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่หยุดลงวิญญาณตนนั้นยังคงเข้ามาพูดคุยขอความช่วยเหลือ และบางครั้งก็เพียงแค่ยืนมองเธออยู่เงียบ ๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอพูดออกไปว่าอยากให้คนในออฟฟิศรับรู้บ้างว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ไม่ใช่เธอเพียงคนเดียวที่เห็นเพราะหลายครั้งเมื่อเธอมีสีหน้าแปลกไปคนรอบตัวก็มักสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่นานสิ่งผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในออฟฟิศ จากหลอดไฟที่แตกขึ้นมาโดยไม่มีใครคาดคิด กลิ่นบางอย่างที่ลอยมาโดยไม่ทราบที่มา ไปจนถึงเสียงเพลงไทยเดิมที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทั้งที่ไม่มีใครเปิดมัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ ในขณะที่นั่งกันอยู่หลายคนกลับมีเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้ยิน ราวกับมีใครบางคนกำลังเลือกให้ได้ยิน นอกจากนี้ เธอยังเล่าอีกว่าบางครั้งวิญญาณตนนั้นยังบอกแนวทางแก้ปัญหางานให้กับเธอ และเมื่อเธอลองทำตามผลลัพธ์กลับออกมาดีอย่างน่าประหลาด แต่สุดท้ายความหวาดกลัวก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเธอถึงขั้นสติแตก วิ่งเท้าเปล่าออกจากออฟฟิศทันที สุดท้ายแล้วเธอจึงตัดสินใจลาออก เพราะคิดว่าหากออกจากสถานที่แห่งนั้นทุกอย่างก็น่าจะจบลงก่อนจากมาเธอพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “ฉันจะไม่วนกลับมาตรงนี้หรอก เธอจะไม่ได้เจอฉันอีก” แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะหลังจากเธอสมัครงานใหม่ และได้รับการเรียกสัมภาษณ์ในย่านอโศก พร้อมฐานเงินเดือนที่น่าสนใจ เมื่อเธอเดินทางไปถึงกลับพบความจริงที่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว สถานที่ทำงานแห่งใหม่…คือตึกเดิม และนั่นทำให้เธอได้พบกับสิ่งที่คิดว่าหนีมาไกลอีกครั้งโดย ‘คุณกระแต’ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่เธอไม่ได้เล่า และบางเรื่องก็หนักหนากว่าที่ผ่านมาซึ่งเธอสัญญาว่าจะกลับมาถ่ายทอดต่อในภาคสองของรายการสัปดาห์หน้า(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

08 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ต้องไปนอนค้างคืนที่วัดป่า เพราะได้ไปทำงานจิตกรรมฝาพนังที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนไปจึงได้ถามเพื่อนว่า มีที่พักให้ไหม? เพื่อนก็ตอบว่า ‘ให้ไปนอนกับแม่ชีในวัดเลย’ พอไปถึงวัดก็แวะเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก็ได้เหลือบไปเห็นขันใบหนึ่งที่มีว่านแช่อยู่ เลยคิดเล่น ๆ ว่า “แม่ชีเล่นของเหรอวะ” และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ความลับแม่ชี’ ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว “คุณโอ” ได้มีโอกาสไปทำงานที่วัดเเห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด ตำแหน่งที่ตั้งของวัดจะอยู่ที่ติดบริเวณเชิงเขา ลักษณะงานของเธอเป็น “งานจิตรกรรมฝาผนัง” ก่อนจะเดินทาง โอจึงได้สอบถามเพื่อนร่วมงานไปว่า“มีที่พักให้ไหม?”เพื่อนเลยบอกว่า “มีที่พักให้ในวัดเลย นอนกับแม่ชี” โอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการทำงานในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การได้พักอยู่ในวัดกับแม่ชี อาจทำให้เธอทำงานได้สะดวกมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานในแต่ละวันหลังจากพูดคุยถามไถ่รายละเอียดงาน เพื่อนของโอก็ได้ถามขึ้นมาว่า“แกกลัวหมาไหม?”“ไม่กลัวนะ ที่บ้านก็เลี้ยงอยู่” โอตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร“ดีแล้ว เพราะหมาที่นั่นดุมาก” เพื่อนสาวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เมื่อโอเดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น เธอก็นำสัมภาระทั้งหมดของตนเอง ขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิวัด หลังจากที่โอขึ้นไปเก็บข้าวของต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย เธอก็ไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำข้าง ๆ กุฏิ โอเลือกเข้าห้องน้ำในห้องที่บานประตูถูกเปิดอยู่ พอเข้าไปเธอก็เจอกะละมังใบหนึ่ง ภายในนั้นมีสมุนไพรลักษณะคล้ายกับว่าน หรือรากไม้อยู่ ทันใดนั้นความสงสัยพลันแล่นขึ้นมาในหัวอย่างไม่จริงจังว่า “แม่ชีเล่นของเหรอ? ทำไมแช่ว่านด้วย” แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง... ในระหว่างทางที่โอ ต้องเดินออกเพื่อไปทำงานภายในวัด หมาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะเห่า และพยายามเข้ามากัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามคำที่เพื่อนของตนพูดเตือนไว้ในตอนแรกว่า... หมาที่วัดนี้มีนิสัยดุร้าย แต่ในวันนั้นมันดุมากกว่าปกติ พลันสายตาก็ดันเหลือบไปสังเกตเห็นแม่ชีนั่งอยู่ที่บริเวณนั้นพอดี จึงได้เอ่ยถามขอความช่วยเหลือไป“แม่ชีคะ หมาดุมากเลย แม่ชีช่วยเรียกมันไปให้หน่อยได้ไหมคะ?” ไร้เสียงตอบกลับจากแม่ชี เธอจึงพยายามตะโกนเรียกหลาย ๆ ครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล โอจึงตัดสินใจหยิบไม้แถวนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัว แต่ในจังหวะนั้นเองที่แม่ชีได้ยินเสียงคนกำลังหยิบจับสิ่งของ ก็ได้หันมาพูดกับโอว่า“แม่ชีเดินไม่ได้หรอก มันหวง ถ้าเดินไปมันจะยิ่งกัด”“แล้วต้องทำยังไงคะ?”“ใช้ไม้ไล่มันไปสิ” ได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นคำอนุญาต โอจึงใช้ไม้ยาวในมือขับไล่สัตว์สี่ขาตรงหน้าไป ในจังหวะที่เธอกำลังง้างมือ แม่ชีก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความไม่พอใจ คล้ายกับหวั่นเกรงว่าเธอจะทำร้ายหมาตัวนั้นจริง ๆ และมาไล่หมาตัวนั้นด้วยตัวของแม่ชีเอง.. ทำให้โอสามารถขึ้นไปทำงานต่อได้ ตกกลางคืน... โอเดินกลับที่พักของตน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น โดยพื้นฐานเธอเป็นคนที่สวดมนต์ก่อนนอนเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคืนอยู่เเล้ว ซึ่งภายในกุฏิไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่มีรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนนอนกับเธอด้วย ตัวของรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่กลัวผีมาก ทำให้ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วทั้งที่นอน และรอบระเบียง ในระหว่างที่สวดมนต์ โอสังเกตเห็นแสงไฟที่ดับลงหน้าห้องน้ำ และค่อย ๆ ไล่ดับมาทีละดวงจนถึงหน้าห้องของตน ทันใดนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบปริศนาดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากเสียงแผ่วเบาที่จับใจความได้ยาก ก็เริ่มดังชัดขึ้นในโสตประสาทว่า“เงยหน้ามามองกูสิ เงยหน้ามามองกูสิ...” เสียงกระซิบชวนขนหัวลุกดังซ้ำไปซ้ำมาข้างหู ทำให้โอตัดสินใจลุกพรวดขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แต่กลับมีเพียงความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งวัด ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และหวาดกลัวค่อย ๆ เกาะกินภายในใจ สถานการณ์ตอนนั้นมันบอกกับเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ และที่แห่งนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปเมื่อรุ่นน้องเดินเข้ามา โอจึงบอกให้หญิงสาวเก็บของ และย้ายไปนอนที่อื่น ในวัดยังคงมีกุฏิหลายแห่งที่สามารถไปพักพิงได้ เพียงแต่ผู้คนจะค่อนข้างแออัด โอเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่พักอยู่อีกกุฏิ และขอไปนอนด้วยก่อนจะออกไป ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะไปบอกกล่าวให้แม่ชีได้รับรู้ ตัวของแม่ชีนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง จากมุมของโอจะเห็นแค่เพียงขาของแม่ชีที่โผล่พ้นออกมา แต่ไม่เห็นลำตัว และบนตักของแม่ชีมีแมว 1 ตัวนอนอยู่“แม่ชีคะ แม่ชีขา” แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกแม่ชีไปกี่ครั้ง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา แม่ชียังคงนั่งนิ่ง แต่กลายเป็นว่าแมวที่นอนอยู่บนตักนั้นกลับขยับกาย และหันหน้ามามองเธอ โอได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าแม่ชีคงใส่หูฟัง หรือกำลังสวดมนต์อยู่ เลยเลือกที่จะเดินลงมาจากกุฏิ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาบอกใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกจากเขตกุฏิ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างมันก็แล่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังบอกให้เธอนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบน ความรู้สึกก็ตีตื้นขึ้นมาว่า แม่ชีจะกำลังมองเราอยู่ตรงหน้าต่างรึเปล่า? และในวินาทีที่เธอหันหลังกลับไป มันก็เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะแม่ชีกำลังมองดูเธอจากตรงหน้าต่าง! และค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน..หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงที่พักหลังใหม่ โอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับเธอว่าแม่ชีคนนั้นดูแปลก ๆ แต่ในตอนนั้นก็คิดว่าตนเองอาจจะคิดไปเองคนเดียว บางครั้งที่คุยกับแม่ชี เขาก็เหมือนมีหลากหลายอารมณ์ คุยดีบ้าง ไม่คุยบ้าง หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนไปเลย พอตื่นเช้ามา จู่ ๆ โอก็เกิดอาการบ้านหมุนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ จะลุกจะนั่งก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด เลยจำเป็นต้องกลับไปหาหมอที่กรุงเทพฯเมื่อกลับมาถึงบ้าน ด้วยความไม่สบายใจ โอจึงไปเอาผ้าถุงของแม่มาครอบหัวตนเอง ตามความเชื่อของคนโบราณว่าการลอดผ้าถุงของแม่สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และใช้เป็นวิธีแก้คุณไสยได้ วันถัดมาโอก็ไปหาหมอ หลังจากตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าสาเหตุของอาการป่วยอาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก และได้จ่ายยากลับมาให้ทานที่บ้าน หลังจากอาการของเธอเริ่มดีขึ้น โอก็กลับไปทำงานที่วัดเหมือนเดิม ในช่วงที่กลับไปที่วัด และทำงานอยู่ หากวันใดเป็นวันพระ ตัวของโอจะพยายามเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จเพื่อที่จะไปทำวัดกับแม่ชีท่านอื่น ๆ จนรู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนม เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ด้วยความสงสัย โอจึงได้ถามเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวแม่ชีคนนั้นไป“แม่ชีคนที่หนูนอนด้วย เขามาจากไหนเหรอคะ?”“แม่ชีคนนั้น ไม่ค่อยมีใครยุ่งกับเขานะ กุฏินั้นเขาก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเขาได้”คำตอบที่ไม่ได้คลายความสงสัยแต่กลับทำให้เธออยากรู้มากขึ้นไปอีก“แต่อย่าไปสุงสิงกับเขามากเพราะ เขาเป็นคนมีของ!” ประโยคตักเตือนด้วยความหวังดีส่งตรงมาถึงโอ หลังจากเธอครุ่นคิดต่อเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวัด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก และสุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ ความลับของแม่ชี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-