สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

อังคารคลุมโปง RECAP

สาวแอร์โฮสเตสรักในการดูดวง แต่หมอดูบอกว่ามองไม่เห็นอนาคต พยายามตื๊อให้ดูดวงให้แต่หมอดูปฏิเสธ เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ก็มีข่าวว่าสาวแอร์โฮสเตสกระโดดตึก หมอดูเห็นก็ช็อคเพราะคือคนเดียวกัน! แต่แล้วเขาก็มาหาในฝันเพราะมีเรื่องให้ช่วย อยากให้ดูดวงให้อีก!

17 มี.ค. 2024

         อ.บาส หมอดูที่ไม่ว่าจะดูดวงให้ใครก็มองเห็นอนาคตของคนนั้น แต่กับสาวแอร์โฮสเตสคนนี้ ดูดวงเท่าไหร่ก็ไม่เคยมองเห็นอนาคตของเธอ จนทำให้มีเรื่องหลอนเกิดขึ้น! เรื่องนี้ ‘อ.บาส 7th Sense’ ได้นำเรื่องราวมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ติดค้าง’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

         อ.บาส 7th Sense เล่าว่า ตนมักจะมีคนที่มาดูดวงเป็นประจำ อ.บาสได้ไปรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ ‘คุณเจ’ (นามสมมติ) มีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส เธอเป็นคนเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง ผิวสวย หน้าสวย หุ่นดี อ.บาสคิดว่าคุณเจทำบุญไว้เยอะ เพราะดูไม่มีความทุกข์นอกจากเรื่องความรักกับเรื่องศัลยกรรม คุณเจมักจะมาถามตนบ่อย ๆ ว่า “หนูจะไปฉีดตรงนี้ เลือกหมอให้หนูหน่อย คนนี้หนูคบได้ไหมคะ?” อ.บาสบอกว่า เวลาเธอจะคบใครก็จะมาถามอาจารย์ทุกเรื่อง

         เมื่อก่อนยังไม่มีไลน์หรือแอปพลิเคชันที่สามารถคุยกันได้สะดวก มีเพียงโทรศัพท์เท่านั้น บางครั้งเวลาตี 1-2 คุณเจจะส่ง SMS มาหา อ.บาส ว่า “ตี 1 แล้ว มาหาหนูหน่อย หนูมีเรื่องด่วน” อ.บาสก็ยอม เพราะรู้สึกรักคนนี้เหมือนเป็นน้องสาวของตน แต่ทุกครั้งที่ อ.บาสดูดวงให้ ปรากฏว่ามองไม่เห็นอนาคตของคุณเจ จึงตัดสินใจดูดวงเฉพาะเรื่องที่ถาม เพราะดูได้แค่นั้น คุณเจมักจะกังวลเรื่องความสวยมาก จน อ.บาสมีความรู้สึกว่าน้องคนนี้เศร้าเกิน

         มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณเจเรียก อ.บาสให้ออกไปหาตอนตี 1 อาจารย์บอกว่า “ไม่ไหวแล้วหนู คุยกันทางโทรศัพท์ได้ไหม?” คุณเจก็บอกว่า “ไม่เอา หนูต้องการพบอาจารย์เดี๋ยวนี้ หนูจะถามเรื่องสำคัญคือเรื่องแต่งงาน” อ.บาสบอกว่า “อ้าว จะแต่งแล้วหรอ?” และบอกต่อไปว่า “ออกไปพบไม่ได้อะ” อ.บาสจึงดูดวงผ่านโทรศัพท์แล้วบอกว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตหนูนะ” เมื่ออ.บาสพูดไปตรง ๆ เช่นนั้น คุณเจก็บอกว่า “คนนี้ไม่ใช่คู่หนูหรอ? เขาจะแต่งงานกับหนูแล้วนะ เตรียมของไว้หมดแล้ว” อ.บาสตอบว่า “พี่ไม่เห็นอนาคตจริง ๆ หนูไม่มีอนาคตกับคนนี้ ไม่ต้องแต่ง อยู่เฉย ๆ ทำบุญทำกุศลไป” อ.บาสเล่าว่ามีบางอย่างที่แปลกคือ เวลาที่อาจารย์แนะนำให้ทำบุญ คุณเจก็ไม่ทำจะดูดวงแค่อย่างเดียว คุณเจที่ผิดหวังกับคำตอบของอ.บาส จึงบอกว่า “ถ้าเกิดอาจารย์ว่าง อาจารย์ต้องมาหาหนูให้ได้นะ” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ได้ ๆ เดี๋ยวว่างจะออกไป ตอนนี้ดูทางโทรศัพท์ไปก่อนเนอะ”

         เวลาผ่านไป 1 อาทิตย์ ช่วงนั้นมีเฟซบุ๊กแล้ว เมื่อประมาณปี 2557-2558 อ.บาสเลื่อนดูเฟซบุ๊ก ก็มีคนแชร์ข่าวมาว่า “มีแอร์โฮสเตสสาว กระโดดตึกที่ห้างแห่งหนึ่ง” ซึ่งเป็นข่าวดัง อ.บาสบอกว่า ท่าเสียชีวิตสวยมาก ชุดที่ใส่ต่อให้เป็นเสื้อยืด กางเกงวอร์มก็สวย และสมัยก่อนจะเบลอหน้าแค่นิดเดียว อาจารย์ก็รู้สึกว่า “เฮ้ย! นี่น้องคนนี้ เขามาหาเราบ่อย แล้วเราไม่เห็นอนาคตเขานี่หว่า” ตอนนั้น อ.บาสใจหล่นลงตาตุ่ม เพราะพึ่งคุยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน บอกให้เขาทำบุญ เพราะว่าไม่เคยเห็นอนาคตของเขา อ.บาสก็รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ออกไปหาคุณเจ

         คืนนั้นตอนที่ อ.บาสกำลังจะอาบน้ำก็ได้กลิ่นฟอร์มาลีน อ.บาสรู้ทันทีเลยว่าเป็นคุณเจ จึงสื่อสารไปว่า “หนูมาอย่างนี้ไม่ได้นะ อาจารย์รู้สึกไม่โอเค อาจารย์คุ้นกับหนูจริง แต่ว่าหนูมาอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามาก็ให้อาจารย์ฝันละกัน อาจารย์ทำใจไม่ได้จริง ๆ อาจารย์คุ้นเคยกับหนู อาจารย์เห็นว่าหนูเป็นน้องสาว” หลังจากนั้น อ.บาสก็ฝันเห็นคุณเจ เดินมาหาด้วยสีหน้าโกรธ แล้วบอกว่า “ดูดวงให้หนู!” แต่ในฝัน อ.บาสบอกว่า “หนูไม่มีอนาคต” อ.บาสก็ยังคงพูดคำเดิมเหมือน

         วันหนึ่งเพื่อนของคุณเจที่ชอบมาดูดวงเหมือนกันโทรมาบอกว่า “พี่บาส ๆ หนูฝันถึงเจว่ะ เจมันมาบอกว่า ให้หนูพาเจมาดูดวงหน่อย บอกว่าต้องการเจอพี่บาส แล้วมาแบบหน้าแดงเลย” อ.บาสบอกกลับไปว่า “ฝันคล้าย ๆ พี่เลย พี่ก็ฝันว่าดูดวงให้เขา แต่พี่ก็ไม่เห็นอนาคตเขาเหมือนเดิม” จากนั้น อ.บาสก็นัดเจอ ตอนนัดกันก็ให้เพื่อนของคุณเจเป็นตัวแทนดูดวง ปรากฏว่าทุกอย่างก็คลี่คลายและรู้ว่าคุณเจฆ่าตัวตายทำไม อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร อ.บาสบอกว่า “ไปบอกแม่ บอกญาติเขาหน่อย” หลังจากนั้น อ.บาสก็ไม่ฝันอีก และก็ได้เคสนี้เป็นกรณีศึกษาว่า ถ้าอาจารย์ไม่เห็นอนาคต ต้องเป็นเรื่องใหญ่แล้ว เพราะการดูดวงเราต้องมองเห็นอนาคต…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

09 ก.พ. 2024

3 วัน 7 วัน ตามเก็บรอยเท้า! รุ่นพี่คนสนิทจากไปแล้ว แต่จิตยังรักษาสัญญา พอถึงวันนัดยังขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมารับที่หอตามที่เคยสัญญากันไว้

รุ่นพี่คนสนิทเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังคงวนเวียนให้คนรอบข้างพบเห็น ถึงขั้นมารับที่หอตามที่เคยนัดกันไว้ เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้’ ได้โทรเข้ามาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘คุณก็อป’ (ดีเจจำเป็น) ได้ฟัง จะหลอนแค่ไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณออโต้’ (นามสมมติ) โดยคุณออโต้เริ่มเล่าว่า ต้องย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน เป็นช่วงที่คุณออโต้เรียนอยู่ปีหนึ่ง มีรุ่นพี่ที่คุณออโต้สนิทมาก ชื่อว่า ‘พี่เป้’ ซึ่งมีอายุมากกว่าคุณออโต้หนึ่งปี เพราะว่าพี่เป้ซิ่วกลับมาเรียนใหม่ พี่เป้เป็นคนร่าเริง ชอบคุยกับคน จึงเป็นที่รักของคนในคณะ อีกทั้งพี่เป้ยังเป็นคนที่รักษาสัญญามาก เช่น ถ้านัดคุณออโต้ไว้ 8 โมง พี่เป้จะมาตรงเวลา 8 โมงเป๊ะไม่เคยเลท เมื่อ 25 ปีก่อนนั้น ถ้าใครมีรถมอเตอร์ไซค์ขับในมหาวิทยาลัยถือว่าสุดยอดมาก ซึ่งพี่เป้คือหนึ่งในคนที่มีรถมอเตอร์ไซค์แถมยังเป็นรุ่นเวสป้าสุดเท่อีกด้วย และเป็นแค่คนเดียวที่ขับรุ่นนี้ ตอนนั้นเป็นช่วงสอบปลายภาค 5 วันวันจันทร์ - สอบปลายภาควันที่ 1 วันแรกคุณออโต้ก็ไปสอบตามปกติ แต่บังเอิญสังเกตเห็นสีหน้าพี่เป้เหมือนจะเคร่งเครียดกับอะไรบางอย่าง คุณออโต้จึงถามพี่เป้ไปว่า “เห้ย! พี่เป็นอะไร?” ตอนแรกคุณออโต้คิดว่าพี่เป้เครียดเรื่องสอบ แต่ปรากฏว่าพี่เป้เครียดเพราะทะเลาะกับแฟน คุณออโต้ก็บอกพี่เป้ไปว่า “สอบเสร็จเดี๋ยวค่อยไปขอคืนดี เดี๋ยวก็คืนดีกันเหมือนเดิม” แต่คราวนี้พี่เป้กับแฟนทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขั้นขอเลิก ด้วยความที่พี่เป้เครียดเรื่องแฟน จึงพูดกับคุณออโต้ว่า “ไอโต้วันศุกร์ที่จะถึงนี้ พาพี่ไปเที่ยวหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะเลี้ยงเอง” พี่เป้บอกคุณออโต้ว่าประมาณ 2 ทุ่มกว่า เขาจะโทรมาที่หอพักคุณออโต้ (สมัยก่อนยังไม่มีมือถือส่วนตัวจึงต้องใช้วิธีนี้) เพื่อให้คุณออโต้เตรียมตัวก่อน แล้วเมื่อถึงเวลา 4 ทุ่มพี่เป้ถึงจะออกมารับตามที่นัดกันไว้ เมื่อนัดหมายกันเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายไปสอบวันอังคาร - สอบปลายภาควันที่ 2 ถัดมาวันอังคาร ซึ่งเป็นวันสอบอีกวัน คุณออโต้ไม่เจอพี่เป้แต่ก็คิดว่าพี่เป้คงจะป่วย เพราะที่มหาวิทยาลัยสามารถยื่นเอกสารเพื่อเลื่อนวันสอบได้ เมื่อสอบเสร็จคุณออโต้ก็กลับหอพักไปนอน แต่ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ประมาณ 2 ทุ่มกว่า เพื่อที่จะตื่นมาอ่านหนังสือ แต่ในระหว่างนั้นก็มีสายโทรศัพท์เข้ามาในหอพัก แล้วก็มีน้องคนนึงตะโกนว่า “พี่โต้ห้อง 6 ออกมารับโทรศัพท์หน่อย” คุณออโต้จึงรีบไปรับสาย ปรากฏว่าปลายสายเป็นเพื่อนของคุณออโต้ที่โทรเข้ามา บอกคุณออโต้ว่า “ไอโต้ทำใจดีๆ นะ” ตอนนั้นคุณออโต้คิดในใจว่าจะให้ทำใจอะไร จึงถามปลายสายไปว่า “มีอะไร” เพื่อนตอบมาว่า “พี่เป้เสียแล้ว!” คุณออโต้ตกใจมาก จึงถามเพื่อนว่า “พี่เป้เสียได้ยังไง” เพื่อนจึงได้เล่าให้ฟังว่า “วันอังคารช่วงเช้า พี่เป้ขับมอเตอร์ไซค์แล้วเกิดประสานงากับคนที่เมาแล้วขับสวนเลนมา จึงทำให้พี่เป้เสียชีวิตคาที่พร้อมกับคู่กรณี” คุณออโต้คิดในใจว่าไม่น่าเลย เพราะเพิ่งคุยกับพี่เป้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง แต่ตอนนั้นคุณออโต้ยังต้องโฟกัสเรื่องสอบ จึงบอกเพื่อนไปว่า “ถ้าจะไปงานศพของพี่เขาวันไหน ให้ขี่มอเตอร์ไซค์มารับหน่อย” เพราะคุณออโต้ไม่มีมอเตอร์ไซค์วันพุธ - สอบปลายภาควันที่ 3 ต่อมาในวันพุธ เป็นวันที่สามที่มีการสอบ วันนี้ต้องสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนจะเริ่มสอบก็มีการเช็คชื่อกันตามปกติ แต่อยู่ ๆ อาจารย์ที่คุมสอบก็ถามขึ้นมาว่า “มิสเตอร์เป้อยู่ไหน?” ทุกคนในห้องต่างก็ตกใจเพราะรู้กันดีว่าพี่เป้เสียแล้ว จึงพร้อมใจกันพูดว่า “โทษนะคะอาจารย์ พี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นอาจารย์ที่ได้ฟังแบบนั้น ก็รีบสวนกลับมาทันทีว่า “เป็นไปได้ยังไง เมื่อเช้าประมาณ 7 โมงกว่า ๆ เป้ยังมาช่วยจัดสถานที่สอบอยู่เลย” เรื่องนี้จึงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง นอกจากนี้คุณออโต้ยังบอกอีกว่าเพื่อนบางคน ถึงขั้นเล่าว่าพี่เป้ไปหาถึงหอพักก็มีมาแล้ว ด้วยความที่สมัยนั้นคุณออโต้ยังเป็นวัยรุ่น ไม่เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับแบบนี้ จึงคิดแค่ว่าเขาอาจจะแค่แกล้งพูดกันให้กลัว ผ่านมาถึงช่วงบ่าย ทุกคนตั้งใจอ่านหนังสือรอสอบอยู่หน้าห้อง คุณออโต้สังเกตเห็นป้าแม่บ้านที่สนิทกันเดินมา ในมือของป้าถือครกกับแซนด์วิช และมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องสอบ พร้อมตะโกนว่า “เป้ไปไหน” ตอนนั้นคุณออโต้ตกใจมากเลยพูดไปว่า “ป้าเป็นอะไร” ป้าเขาก็เลยบอกว่า “เมื่อกี้เห็นเป้เข้าห้องน้ำ แล้วเป้วานให้ซื้อครกกับแซนวิชให้หน่อย” คุณออโต้ก็บอกป้าไปว่า “ป้ารู้หรือยังว่าพี่เป้เสียแล้ว” ตอนนั้นป้าทำหน้าเหว๋อ คุณออโต้จึงบอกว่า “เดี๋ยวผมเอาเงินของผมเองออกให้” ในเวลานั้นทุกคนต่างคิดว่าจิตของพี่เป้ยังห่วงเรื่องการสอบจึงยังวนเวียนอยู่ให้พบเห็นวันศุกร์ - สอบปลายภาควันสุดท้าย จนกระทั่งวันศุกร์ คนที่สอบเสร็จต่างก็กลับบ้าน แต่ทว่า คุณออโต้ยังคงต้องอยู่ส่งงานถึงวันจันทร์ คุณออโต้ยังเล่าถึงรายละเอียดหอพักอีกว่า เป็นหอที่อยู่ชานเมือง ถ้าใครไม่ตั้งใจมาหาคุณออโต้จริง ๆ คงไม่มีทางที่จะมาที่นี่แน่นอน โดยลักษณะหอจะเป็นห้องชั้นเดียวเรียงกัน 6 ห้อง ซึ่งคุณออโต้อยู่ห้องที่ 6 และตรงทางเดินจะเป็นดินลูกรังสีแดง ทำให้เวลาใครเดินเข้า - เดินออกจะได้ยินเสียง ในวันนั้นทุกคนที่หอกลับบ้านกันหมดแล้ว เหลือแค่คุณออโต้ เพื่อนต่างคณะห้อง 5 และน้องผู้หญิงห้อง 2 ที่ยังอยู่ในหอพักนี้ ในหอจะสนิทกันทุกคน และรู้จักพี่เป้เป็นอย่างดี เพราะเคยร่วมวงสังสรรค์ด้วยกันที่หอบ่อย ๆ ขณะนั้นบังเอิญว่าเพื่อนที่ชื่อ ‘ดำ’(นามสมมติ) ที่อยู่ห้อง 5 ข้างห้องคุณออโต้เพิ่งสอบเสร็จแล้วกลับห้องมาพอดี คุณออโต้จึงนำเรื่องของพี่เป้ไปเล่าให้คุณดำฟัง ตอนเล่าก็ฉุกคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่พี่เป้นัดคุณออโต้ไว้ เมื่อถึงเวลากลางคืน ปกติคุณออโต้จะนอนที่ห้องคนเดียว แต่วันนั้นได้ขอไปนอนกับคุณดำ และอยู่ ๆ คุณออโต้ก็นึกถึงความเชื่อเรื่อง ‘3 วัน 7 วัน มาเก็บรอยเท้า’ จึงลองนับวันเวลา ปรากฏว่าพี่เป้เสียครบ 3 วันพอดี คุณดำเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ก็ยังไม่ก็วายแกล้งคุณออโต้ว่า “ถ้าพี่เป้มาหามึง มึงจะทำยังไง” ก็พูดตลก นั่งเล่นนั่งคุยกันไป จนเวลาล่วงเลยถึง 2 ทุ่มครึ่ง อยู่ดี ๆ น้องห้อง 2 ตะโกนเรียกเสียงดังมาว่า “พี่โต้ห้อง 6 โทรศัพท์เข้ามา” คุณออโต้จึงรีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าปลายสายไม่มีเสียงคนพูด และได้ยินแต่เสียงลมแทรกเข้ามา ตอนนั้นคุณออโต้นึกว่าโดนแกล้ง จึงรีบวิ่งไปเคาะถามน้องห้อง 2 ว่า “โทษนะ เมื่อกี้ใครโทรเข้ามา” น้องห้อง 2 รีบตอบสวนคุณออโต้มาทันทีว่า “ก็พี่เป้ไงพี่ เมื่อกี้โทรมาขอสายพี่” คุณออโต้ตกใจ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกกับน้องว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จึงเดินกลับห้องไปเล่าให้คุณดำฟัง พอฟังจบ คุณดำก็บอกว่า “ถ้าวันนี้พี่เป้มา ถ้าแกมาเคาะประตูนะ กูคงกัดลิ้นตาย” คุณออโต้จึงตอบไปว่า “คงไม่จริงหรอกมั้ง” พูดไปประมาณว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนเวลาผ่านไป 4 ทุ่ม ถึงเวลาที่พี่เป้นัดไว้ว่าจะขับรถมารับที่หอ แล้วคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เวสป้าที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่เป้ขับมาแต่ไกล ในใจคุณออโต้ตอนนั้นก็คิดว่าอาจจะเป็นมอเตอร์ไซค์ของคนอื่นขับผ่าน แต่ทันใดนั้นเวสป้าคันนั้นก็เข้ามาจอดที่หอพักคุณออโต้ พร้อมกับเสียงวางขาตั้งดังปั้กก! และความรู้สึกตอนนั้นเหมือนผู้ชายคนคนนั้นเดินเข้ามาในหอพัก เพราะได้ยินเสียงดินลูกรังกระทบกับรองเท้าเสียงดัง จึงทำให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้เดินเข้ามา ประกอบกับผ้าม่านตรงหน้าต่างที่บาง ๆ ของหอพัก ทำให้เห็นเงาคนเดินผ่านจาง ๆ ผ่านแต่ละห้องไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ห้อง 6 ห้องของคุณออโต้! คุณออโต้ตกใจมาก แต่อีกใจนึงก็คิดว่าเป็นเพื่อนของเพื่อนคุณออโต้มาหาที่ห้อง คุณออโต้กำลังจะออกไปดู แต่เหมือนวันนั้นคุณดำดูเหมือนจะรักคุณออโต้เป็นพิเศษ ทั้งกอด ทั้งรั้งคุณออโต้ไม่ให้ออกไป แล้วพูดว่า “ไม่ออกไป อย่า ๆ ถ้าออกไปเป็นพี่เป้มา..” ตอนนั้นคุณออโต้พูดในใจว่า “ไม่ใช่หรอกมั้ง อาจจะเป็นเพื่อนของเพื่อนมาหาก็ได้” พอพูดจบคุณออโต้ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อกๆ ดังมาจากห้อง 6 แต่คุณออโต้ก็เริ่มคิดว่าใช่โจรหรือเปล่า จึงพูดกับคุณดำว่า “ดำ..สงสัยมันเป็นโจรรึเปล่า” คุณออโต้กลัวว่าโจรจะมาโมยของมีค่าต่าง ๆ ในห้อง จึงอยากออกไปดูแต่ก็ออกไปไม่ได้เพราะโดนคุณดำรั้งและขอร้องไม่ให้เปิดประตู สักพักก็ได้ยินเสียงเคาะประตูจากห้อง 6 เหมือนเดิม คุณออโต้และเพื่อนกำลังชั่งใจกันอยู่ แต่ในขณะที่คุณดำบอกว่า “อย่าไป ๆ” เสียงที่ตอนแรกเป็นการเคาะปกติ เปลี่ยนเป็นการทุบแทน! เสียงทุบเหมือนโกรธใครอะไรสักอย่าง จากนั้นก็มีเสียงเรียกตามมาว่า “ไอโต้!” คุณออโต้บอกว่าสาบานเลยว่าเสียงนี้คือเสียงพี่เป้เขาจำเสียงนี้ได้แม่น พอคุณดำได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้ออกมาแล้วบอกว่า “มึงทำยังไงก็ได้ บอกให้พี่มึงกลับ” ในใจคุณออโต้ตอนนั้นไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ด้วยความที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้ คุณออโต้จึงพนมมือบอกพี่เป้ไปว่า “วันนี้ผมไม่ว่าง พี่น่ะเสียไปแล้ว ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ ผมจะทำบุญตักบาตรไปให้พี่แล้วกัน งานศพของพี่ เดี๋ยวผมจะไปช่วยงานทุกวันเลย” ทันใดนั้นคนที่ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง 6 ทำท่าเหมือนกำลังจะเดินกลับ ตอนนั้นคุณออโต้ก็สังเกตว่าผู้ชายคนนั้นจะเดินไปที่ไหน แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าต่างห้อง 5 ที่คุณออโต้และคุณดำอยู่ในห้อง! คุณออโต้มองดูลักษณะความสูงและทรงผม ก็สรุปได้ว่าคือพี่เป้แน่นอน คุณออโต้ได้แต่อธิฐานจิตอย่างเดียวว่า “พี่..วันนี้ผมไม่พร้อม ให้พี่ไปตามทางของพี่เถอะ” พี่เป้ถึงได้เดินออกไปและจากไปพร้อมกับเสียงรถเวสป้าคู่ใจที่เสียงค่อย ๆ เบาไกลออกไปวันเสาร์ ตอนเช้าอีกวัน คุณออโต้และเพื่อนตื่นมาอาบน้ำเพื่อที่จะออกไปกินข้าว ขณะที่กำลังจะเปิดประตูห้องออกไป บังเอิญว่าน้องห้อง 2 ก็เปิดประตูแง้มออกมาเพื่อที่จะเก็บของกลับบ้านเหมือนกัน ด้วยความสนิทคุณออโต้จึงแซวน้องเล่น ๆ ว่า “ไปกินข้าวด้วยกันก่อนรึเปล่า” น้องห้อง 2 ตอนกลับมาว่า “ไม่เป็นไรค่ะ รีบกลับ” คุณออโต้กำลังจะเดินผ่านห้องน้องไป สักพักน้องห้อง 2 ก็ตะโกนเรียกคุณออโต้แล้วบอกว่า “เมื่อคืนนี้เพื่อนพี่ ที่ชื่อเป้มาหาพี่ มาเคาะประตู ทำไมพี่ไม่เปิด” คุณออโต้บอกว่า ด้วยความที่น้องเขาเป็นหลานเจ้าของหอเลยอาจจะช่วยสอดส่องดูแลความเรียบร้อย จึงถามต่อว่า “พี่เป้เขามายังไง” น้องห้อง 2 ตอบมาว่า “เมื่อคืนได้ยินเสียงคนเคาะประตูเลยชะโงกหน้าออกมาดู ก็เห็นลักษณะท่าทางว่าเป็นพี่เป้ แต่มันแปลกนะพี่โต้ เขามาแบบเสื้อผ้าขาดวิ่น แล้วคอก็เอียงอะ” คุณออโต้จึงตอบน้องไปว่า “ไม่มีอะไรหรอก” หลังจากวันนั้นคุณออโต้ก็ได้ไปช่วยงานศพพี่เป้จนเสร็จเรียบร้อย แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผ่านมา 25 ปี คุณออโต้ยังไม่เคยบอกน้องห้อง 2 เลยว่าสิ่งที่น้องเขาเห็นวันนั้นคืออะไร...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่ดาดฟ้าของหอพัก สนุกกันจนชนขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างที่เป็นป่าทึบ! พอกลับเข้าห้องก็นอนไม่ค่อยหลับ แถมยังเจอมือปริศนามาอยู่บนเตียง ตกใจจนไม่มีสติ! มารู้ทีหลังว่าป่านั้นนั้นคือ...!

05 ก.ค. 2023

ชวนเพื่อนมาปาร์ตี้ที่ดาดฟ้าของหอพัก สนุกกันจนชนขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างที่เป็นป่าทึบ! พอกลับเข้าห้องก็นอนไม่ค่อยหลับ แถมยังเจอมือปริศนามาอยู่บนเตียง ตกใจจนไม่มีสติ! มารู้ทีหลังว่าป่านั้นนั้นคือ...!

‘อังคารคลุมโปง X’ (13 มิถุนายน 2566) ให้การต้อนรับ ‘คุณจอย’ สายแรกของรายการในวันนี้ เธอมาพร้อมกับเรื่องราวที่จะทำให้ ‘ดีเจเจม’ และ ‘ดีเจแนน’ ขนลุกวาบไปทั้งตัว เมื่อการเปิดตี้บนดาดฟ้า ทำให้ได้ผีตามกลับมาถึงห้อง ปิดไฟแล้วไปอ่านกันเลย! ในปี 2549 คุณจอยที่พึ่งจะเรียนจบผู้ช่วยพยาบาลในกรุงเทพฯ ได้เข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางเมือง จึงต้องหาหอพักใกล้ที่ทำงาน จนได้มาเจอกับห้องเช่าแห่งหนึ่งที่อยู่สุดซอย คุณจอยคิดว่าอยู่ที่นี่น่าจะดี เพราะเป็นหอพักสร้างใหม่ ไม่น่าจะมีประวัติอะไร หอพักนี้มีลักษณะเป็นตึกสูงประมาณ 6 ชั้น ด้านหลังของตึกเป็นกำแพงสูง อีกฝั่งมีต้นไม้หนาทึบ คุณจอยมองว่ามีความร่มรื่น และคิดว่านี่คือ “ทำเลทอง” ทีเดียว สุดท้ายจึงเลือกมาอาศัยที่ชั้น 4 ของตึกนี้ เมื่อฝึกงานไปได้สักพัก คุณจอยก็เริ่มสนิทกับกลุ่มเพื่อนในที่ทำงาน และมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่หอเดียวกัน วันหนึ่ง คุณจอยชวนเพื่อน ๆ ไปสังสรรค์กันบนดาดฟ้าของหอพัก ขณะที่กำลังดื่มสังสรรค์ร้องเพลงกันตามปกติ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งเผลอเอาศอกยันขวดเบียร์ตกลงไปด้านล่างตรงที่เป็นป่าทึบ! ในใจคุณจอยกังวลว่าขวดเบียร์นี้จะหล่นไปใส่หัวใครหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าบริเวณป่านี้ เป็นพื้นที่ที่จะมีมาออกกำลังกายกัน แต่เพื่อน ๆ คิดว่าคงไม่มีอะไรเพราะตอนนั้นดึกมากแล้ว ไม่น่าจะมีคนเดินผ่าน เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนถึงตีหนึ่ง คุณจอยก็ขอแยกตัวจากเพื่อนกลับมานอนเอาแรงเพื่อเตรียมเข้าเวรในตอนเช้า คืนนั้น คุณจอยนอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่นัก คุณจอยตื่นขึ้นมาตอนตีสอง เมื่อพลิกตัวตะแคงมันกลับไปแค่ตัว หัวของคุณจอยเหมือนถูกเหนี่ยวรั้งไว้ด้วยอะไรบางอย่างจากข้างหลัง! ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นผมที่ถูกทับไว้ใต้หมอน แต่พอลองยื่นมือไปจับและดึงมาข้างหน้าดู คุณจอยก็ต้องตกใจ! เพราะที่เห็นคือมือของมนุษย์! แต่มือนี้มาเพียงแค่ข้อมือสุดปลายนิ้ว สีขาวซีด ไร้เจ้าของร่าง คุณจอยร้องเสียงหลงออกมาอย่างแรง ก่อนที่จะขว้างมือนั้นเข้าไปในห้องน้ำ ตอนนั้นคุณจอยตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก แม้แต่จะร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ได้แต่คว้าไปหยิบโทรศัพท์ข้างเตียง รีบกดเบอร์โทรออกหาพ่อแม่ทันที! เมื่อเห็นว่าคุณจอยไม่มีสติ พูดไม่รู้เรื่อง พ่อกับแม่จึงบอกให้คุณจอยค่อย ๆ ตั้งสติ และสูดหายใจลึก ๆ สุดท้ายคุณพ่อต้องนำสวดมนต์ แม้คุณจอยจะท่องบทสวดมนต์แต่ในใจก็ยังกังวลว่า มือที่อยู่ในห้องน้ำนั้นจะไต่ออกมาหรือเปล่า เพราะประตูห้องน้ำก็เปิดอ้ากว้างทิ้งไว้ด้วย กระทั่งคุณจอยได้ยินเสียงไก่ขันในตอนเช้ามืด คุณจอยใจชื้นมากขึ้น เมื่อเปิดระเบียงของห้องออกไปก็เริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยตัดกับรถเล่นผ่านอยู่บ้าง ตอนนี้ได้เวลาไปทำงานแล้ว แต่คุณจอยจะต้องไปอาบน้ำในห้องน้ำ.. ก่อนไปอาบน้ำแม้เธออยากจะเห็นหน้าพ่อกับแม่ก็ทำไม่ได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวิดีโอคอล จึงจำใจวางสาย หากไปบอกกับโรงพยาบาลว่าไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะกลัวผีคงจะฟังไม่ขึ้น สุดท้ายคุณจอยจึงต้องใจกล้าเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ! เมื่อเข้าไปในห้องน้ำ คุณจอยกวาดสายตาไปที่พื้นก็ไม่เห็นมีอะไร พอหันกะละมังที่ล้มระเนราดอยู่ ก็เดินไปเปิดดู แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ เมื่อสำรวจดูทั่วห้องแล้วก็ไม่เจออะไร จึงเริ่มอาบน้ำ อย่างไรก็ตามคุณจอยก็ต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาว่ามือเจ้าปัญหานี้จะโผล่มาเมื่อไหร่ ใจหนึ่งก็อยากให้เจออะไรบางอย่างสักที จะได้ไม่ต้องมาคอยระแวงอยู่แบบนี้ เมื่อคุณจอยออกไปทำงาน สติก็ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก เพราะทั้งไม่ได้นอนและเจอสิ่งเร้นลับกลางดึก คุณจอยไม่เห็นเพื่อนที่พักอยู่หอเดียวกันมาทำงานในวันนี้ เข้าใจว่าเขาคงอาจจะยังเมาค้างไม่ตื่นจากปาร์ตี้เมื่อคืน จึงคิดว่าจะลองไปเยี่ยมเขาหลังเสร็จงาน เวลา 2 ทุ่ม เพื่อนคุณจอยเปิดประตูห้องออกมา สภาพดูอิดโรย ตาคล้ำและผมยุ่ง เมื่อถามเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็ได้แต่บอกว่า “เดี๋ยวค่อยเล่า เดี๋ยวค่อยเล่าได้ไหม เดี๋ยวค่อยเล่า...” ในเวลาดึกแบบนี้ ยังไม่เหมาะสมที่จะเล่าอะไร คุณจอยก็ยังไม่กล้าจะบอกเรื่องที่เจอมาเหมือนกัน คุณจอยกลับมาหาเพื่อนอีกครั้งในวันถัดไป สภาพเพื่อนก็ยังดูอ่อนแรงเหนื่อยล้าอยู่ดี พอพยายามลองถามอีกครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนจึงชวนให้คุณจอยกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าที่เคยสังสรรค์กันอีกครั้ง.. พอถึงดาดฟ้าเพื่อนคุณจอยก็ยืนนิ่งไปชั่วครู่ คุณจอยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนถึงบริเวณป่าทึบที่อยู่หลังกำแพงข้างหอ คุณจอยเข้าใจมาตลอดว่าป่าตรงนี้ปลูกไว้ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับคนมาออกกำลังกาย แต่ความคิดของเธอต้องเปลี่ยนไปเมื่อเธอเห็นอะไรบางอย่างเข้า มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามา คุณจอยรู้สึกว่าพวกเขากำลังทำอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนร้องไห้ จึงลองมองเข้าไปผ่านต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาที่ทั้งทึบและแน่นหนา และยังไม่ทันจะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่าทำอะไร สายตาก็เหลือบไปเห็นผ้าขาวกำลังห่อหุ้มอะไรบางอย่างเอาไว้วางลงบนผ้าสีทอง! “ไม่นะ อย่านะ ไม่ใช่ใช่ไหม” คุณจอยพยายามบอกกับตัวเอง สิ่งที่เห็นก็เป็นสิ่งที่คาดคิดไว้ มีคนกำลังขุดหลุมฝังศพอยู่ สถานที่แห่งนั้นคือ ‘กุโบร์’ สุสานฝังศพของชาวมุสลิมนั่นเอง! คุณจอยเริ่มคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้เจอมา ก่อนที่เพื่อนจะดึงตัวคุณจอยไปนั่งคุดคู้อยู่ตรงที่ตากผ้า คุณจอยถามเพื่อนว่า “มึงมีอะไรจะบอกกูไหม” แล้วเพื่อนก็ย้อนถามกลับมาว่า “แล้วมึงมีอะไรจะบอกกูไหม” ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน จนคุณจอยเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เล่าประสบการณ์ชวนขนหัวลุกที่เจอ ‘มือ’ นั้นให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนกลับตอบมาว่า “ของมึงยังน้อยนะ...” แล้วเพื่อนก็เริ่มเล่าเรื่องราวในฝั่งของตนให้คุณจอยฟัง ที่หอแห่งนี้ไม่มีแอร์และเพื่อนคุณจอยเป็นคนขี้ร้อน จึงนอนเปิดประตูรับลมจากฝั่งที่อยู่ติดกับป่าทึบ (ซึ่งก็คือตรงกุโบร์) ในคืนนั้น เมื่อกลับมานอนที่ห้องก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งระหว่างที่เล่นโทรศัพท์อยู่ สายตาเธอก็เริ่มเห็นเงาตะคุ่ม ๆ บางอย่างตรงระเบียง! มีมืออะไรบางอย่างโผล่ออกมาจากระเบียง แล้วสักพักร่างทั้งร่างก็โผล่ขึ้นมา! มันเป็นเหมือนกลุ่มควันดำที่มองทะลุเห็นด้านหลังได้ แล้วทันใดนั้นเงาทั้งหมดก็พุ่งใส่! เพื่อนคุณจอยร้องกรี๊ดเสียงดังลั่น แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน แม้ตัวคุณจอยที่อยู่ห้องตรงข้ามกันก็ไม่ได้ยินเสียง แล้วสักพักเพื่อนก็หมดสติไป รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่คุณจอยมาเคาะประตูที่หน้าห้องของตอนสองทุ่มนี่แหละ คุณจอยเริ่มปรึกษากับเพื่อนว่าควรทำอย่างไรต่อดี ผลสุดท้ายก็คือเพื่อนตัดสินใจย้ายไปอยู่กับแฟน ส่วนคุณจอยยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไปเพราะจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย สิ่งที่คุณจอยทำได้ตอนนั้นมีแต่สวดมนต์ อธิษฐานขอขมาที่ได้ล่วงเกินไป และโชคดีที่หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอกับอะไรทำนองนี้อีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

ขาไปเบาะยังว่าง พอลืมตาขึ้นมาดันเจอลุงแปลกหน้านั่งอยู่ข้าง ๆ ซะได้! แถมลุงยังบอกอีกว่า “เห็นใช่มั้ย ถ้าเห็นจะเล่าให้ฟัง” จากนั้นก็วาร์ปไปเหตุการณ์ที่รถตู้เกิดอุบัติเหตุ รู้ตัวอีกทีก็มีแหวนปริศนาอยู่ในมือแล้ว

16 มิ.ย. 2023

ขาไปเบาะยังว่าง พอลืมตาขึ้นมาดันเจอลุงแปลกหน้านั่งอยู่ข้าง ๆ ซะได้! แถมลุงยังบอกอีกว่า “เห็นใช่มั้ย ถ้าเห็นจะเล่าให้ฟัง” จากนั้นก็วาร์ปไปเหตุการณ์ที่รถตู้เกิดอุบัติเหตุ รู้ตัวอีกทีก็มีแหวนปริศนาอยู่ในมือแล้ว

‘อังคารคลุมโปง X’ (13 มิถุนายน 2566) ได้แขกรับเชิญสุดพิเศษที่เล่าเรื่องหลอนได้ถึงพริกถึงขิงอย่าง ‘คุณตั้น The Shock’ พร้อมกับเรื่องที่ชวนขนหัวลุกของรถตู้ ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คิ้วขมวดตลอดทั้งเรื่อง! แต่จะหลอนชวนปริศนาแค่ไหน แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันเลย!เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณเอ’ (นามสมมุติ) ปัจจุบันเป็นสต๊าฟงานอีเวนต์จึงได้รู้จักกับคุณตั้น แล้ววันนั้นก็ต้องนั่งรถตู้ไปพร้อมกับคุณตั้นพอดี คุณตั้นจึงบอกคุณเอไปว่า “เอนั่งข้างหน้าต่างแล้วกัน พี่รู้ว่าเอชอบนั่งริมหน้าต่าง แล้วพี่จะนั่งเบาะกลางเอง” แต่คุณเอกลับปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่เอาพี่ เราเว้นที่นั่งเบาะกลางไว้ดีกว่า ผมจะนั่งริมหน้าต่าง ส่วนพี่นั่งริมประตูละกัน” ด้วยความสงสัยคุณตั้นก็ถามไปว่า “ทำไมล่ะ?” คุณเอก็บอกว่า “เดี๋ยวขึ้นรถแล้ว ผมจะเล่าให้ฟัง” หลังจากนั้น คุณเอก็เริ่มเล่า..ย้อนกลับไปตอนที่คุณเอยังเป็นนักดนตรีแบคอัพ มีงานเดินสายเล่นดนตรีแทบทุกคืน คืนหนึ่ง คุณเอต้องเดินทางไปเล่นดนตรีที่ภาคอีสาน โดยการนั่งรถตู้ไปพร้อมกับนักดนตรีแบคอัพวงเดียวกัน แต่รถตู้ของน้าคนขับคู่ใจดันเสีย จึงต้องใช้รถตู้คันอื่นโดยสารไปแทน เมื่อรถมาถึง นักดนตรีก็แยกย้ายกันขึ้นไปนั่ง แบ่งเป็นแถวละ 1 คน ส่วนเบาะที่ยังว่างก็ใช้วางอุปกรณ์ดนตรีแทน คุณเอเลือกที่นั่งริมหน้าต่างแถวหลังคนขับ เมื่อจัดแจงที่นั่งกันเรียบร้อย รถตู้ก็ออกเดินทางตามกำหนดเดินทางออกไปได้สักพัก คุณเอก็เริ่มเคลิ้มหลับ แต่เพราะนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ทำให้หัวมักจะชนกับหน้าต่างบ่อย ๆ และจะรู้สึกตัวเป็นพัก ๆ กระทั่งเวลา 2 ทุ่ม หัวคุณเอชนเข้ากับหน้าต่างจนสะดุ้งตื่นอีกครั้ง ข้างทางเป็นต้นไม้ มีแสงไฟสลัวจากเสาไฟถนนเป็นระยะ คุณเอเหลือบหางตาไปทางด้านขวามือ เห็นเป็นหน้าผู้ชายในกระจก! คุณเอตกใจสะดุ้งแล้วขยี้ตา มองไปอีกที สิ่งนั้นก็หายไป! คุณเอคิดว่าคงเป็นเงาของตัวเอง ไม่ก็คิดมากไปเองเพราะยังกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ จึงไม่ได้คิดอะไรมากและกำลังจะหลับต่อ สักพักก็มีเสียงดังก้องในหูว่า “ตื่น.. มีของจะฝาก” คุณเอลืมตาขึ้นมาและมองไปที่กระจกอีกครั้ง ก็เห็นเป็นหน้าผู้ชายคนหนึ่งสะท้อนอยู่ คุณเอพยายามตั้งสติและมองว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เป็นเพื่อนจากข้างหลังที่ย้ายมานั่งข้าง ๆ กันหรือเปล่า ระหว่างที่คิดนั้น คุณเอก็พยายามหลบสายตาผู้ชายในกระจก แล้วเบี่ยงหน้าทางซ้าย ปรากฏว่าสิ่งที่คุณเอเห็นคือ เบาะกลางด้านซ้ายมือของคุณเอ มีผู้ชายแปลกหน้านั่งอยู่!คุณเอคิดในใจว่า “มึงใครวะ” หลังจากสติเริ่มเข้าที่ ก็เริ่มประมวลภาพข้างหน้า ลุงคนนี้ใส่เสื้อลายสก็อต มีย่ามสะพายคาด นั่งมองไปข้างหน้า แล้วพูดว่า “เห็นใช่มั้ย?” คุณเอและคิดในใจว่า “ก็คนน่ะ ก็เห็นสิ” แต่ไม่ได้ตอบอะไรไป ลุงคนนั้นถามอีกครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่นขึ้นว่า “เห็นใช่มั้ย?” จากนั้นก็หันหน้ามา ทำให้เห็นว่าหน้าอีกฝั่งเละไปทั้งแถบ! ตอนนั้นคุณเอคิดว่าต้องตะโกนแล้ว แต่พอกำลังจะอ้าปาก มือของลุงคนนั้นก็มาตบที่ต้นขาของคุณเอดังป๊าบ! แล้วพูดว่า “ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องกลัว” คุณเอสับสนในหัว ไม่รู้จะทำยังไงต่อ และคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือหลับดีกว่า! หลังจากนั้นก็หันหน้ากลับมานั่งตรงเพื่อที่จะหลับต่อ แต่ความรู้สึกที่ต้นขายังสัมผัสได้ว่ามือของลุงคนนั้นยังจับอยู่ที่ขา จากนั้นก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “ถ้าเห็น จะเล่าให้ฟัง..”เวลาผ่านไปสักพัก คุณเอไม่รู้สึกถึงสัมผัสที่ต้นขาแล้ว และคิดว่าคงไม่มีอะไร จึงลืมตาขึ้น แต่ก็พบว่าสภาพแวดล้อมในรถมันไม่เหมือนเดิม! รอบข้างกลายเป็นเวลากลางวัน คนขับรถตู้ก็ไม่ใช่คนเดิม คนในรถก็ไม่ใช่เพื่อน ทางด้านซ้ายกลายเป็นลุงคนนั้นนั่งอยู่ตรงเบาะกลาง ถัดไปเป็นผู้หญิง และที่นั่งในรถตู้คันนี้ก็เต็มไปด้วยผู้โดยสารเต็มคัน คล้ายกับรถตู้คันนี้เป็นรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด! คุณเอมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามมองว่าลุงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังจะสื่อสารอะไรกับคุณเอกันแน่ ภาพที่เห็นคือ คุณลุงหยิบรูปถ่ายออกมาจากย่าม เป็นรูปถ่ายผู้หญิงใส่ชุดรับปริญญา คุณลุงอมยิ้มให้กับรูปถ่าย แล้วก็หยิบแหวนขึ้นมา คุณเอยังไม่เข้าใจความหมายของภาพตรงหน้า สักพักก็มีเสียง “เอี๊ยดดดดดด!” จากนั้นก็รู้สึกได้ว่ากำลังอยู่ในรถที่เสียการทรงตัว “โคร้มมม!” รถตู้หยุดแน่นิ่ง ภาพตัดมาที่คุณเอกำลังยืนมองดูรถตู้คันนั้นอยู่ข้างทาง เสียงร้องโอดครวญจากคนในรถ และมีหลายคนพยายามตะเกียกตะกายออกมา คุณเอคิดในใจว่าอยากจะเข้าไปช่วย แต่กลายเป็นว่าคุณเอจับแขนใครไม่ได้เลย เหมือนกับตัวเองเป็นอากาศธาตุ จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า มีลุงคนนึงที่นั่งมาด้วยกัน ตอนนี้ลุงคนนั้นอยู่ไหน คุณเอขึ้นไปยืนบนรถตู้ที่นอนตะแคงอยู่แล้วมองผ่านกระจกรถที่แตก ก็เห็นว่าคุณลุงยังอยู่ตรงนั้น เศษกระจกบาดใบหน้าจนเละ และมีเสียงหายใจบวกกับกระอักเลือดอยู่ แทนที่คุณลุงจะตะเกียกตะกายเพื่อออกจากรถ กลายเป็นคุณลุงยื่นมือส่งแหวนให้คุณเอกำไว้ในมือ! หลังจากนั้นก็เหมือนอาการวาร์ป คุณเอรู้สึกตัวอีกทีบนรถตู้คันเดิมที่นั่งมา คุณเอหันไปมองข้าง ๆ ก็ไม่เจอคุณลุงคนนั้นแล้ว เมื่อพยายามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกว่ามือของตัวเองกำลังกำอะไรบางอย่างไว้ พอคลายมือก็พบว่ามันคือแหวน! คุณเอทั้งตกใจทั้งมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ อีกครึ่งชั่วโมงจะถึงร้านที่จะต้องไปเล่นดนตรีแล้ว จึงเก็บแหวนใส่กระเป๋า จากนั้นก็ไปทำงาน จนลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปจนกระทั่งถึงเวลาเล่นดนตรี ทุกคนก็กำลังสนุกสนานไปกับบรรยากาศในร้าน มีแว๊บนึงที่คุณเอนึกขึ้นได้ว่า “แหวนยังอยู่มั้ยวะ?” แล้วก็ล้วงมือเข้าไปในกางเกงเพื่อเช็คแหวน จังหวะนั้นก็เห็นผู้หญิงคนนึงยืนอยู่หน้าเวทีกำลังสนุกสนาน คุณเอรู้สึกคุ้นหน้าเธออย่างบอกไม่ถูก หรือเธอจะสวยจนเตะตา แต่ก็ไม่ใช่สเปกขนาดนั้น คุณเอรู้สึกว่าเหมือนเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ที่ไหนสักที่ หลังจากนั้นก็เล่นดนตรีต่อจนจบ เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ๆ ได้ วงของคุณเอไม่ได้มีงานต่อ ที่ร้านจึงจองโต๊ะไว้ให้นั่งสังสรรค์ต่อ ระหว่างนั้นเรื่องแหวนและผู้หญิงคนนั้นก็ยังติดอยู่ในใจคุณเออยู่ กระทั่งคนในวงเอ่ยทัก เพราะคุณเอดูไม่ร่าเริง แต่คุณเอก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง จากนั้นก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงคนนั้น จึงคิดในใจว่า “หรือผู้หญิงคนนี้ จะเป็นคนที่อยู่ในรูป” และคิดว่าจะเอาแหวนไปให้เธอดู อาจจะคลายปมปริศนาที่สงสัยอยู่ก็เป็นได้จากนั้น คุณเอก็เดินเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้น ท่ามกลางเพื่อน ๆ ในวงที่ส่งเสียงแซวตามหลัง เมื่อมาถึงที่โต๊ะ คุณเอก็ถามผู้หญิงคนนั้นว่า “น้องครับ พี่ขอเวลาสักครู่ได้มั้ย?” ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกจริงจัง จากนั้นก็หยิบแหวนขึ้นมา แล้วพูดว่า “น้องเคยเห็นแหวนวงนี้มั้ย?” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เริ่มร้องไห้อย่างไร้สาเหตุ แล้วก็วิ่งออกจากร้านไป! เพื่อนผู้หญิงในโต๊ะก็เริ่มโวยวาย คิดว่าคุณเอเป็นคนไม่ดี แต่คุณเอก็รีบปฏิเสธว่าตนยังไม่ได้ทำอะไร จากนั้นก็วิ่งตามออกไป พอออกไปข้างนอกก็เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อยู่ตรงทางเท้า เพื่อนก็เข้าไปปลอบ เธอร้องไห้อยู่สักพักใหญ่ หลังจากเธอเริ่มได้สติ คุณเอก็เริ่มเข้าไปคุยด้วยว่า “น้อง.. มันเกิดเรื่องอะไรกับพี่ไม่รู้ แต่มันมีแหวนวงนี้มาอยู่ที่พี่ น้องรู้มั้ยว่ามันคืออะไร?” จากนั้นเธอก็เริ่มตั้งสติ และบอกว่า “แหวนวงนี้ เป็นของพ่อหนู คือตอนนั้นหนูเรียนจบปริญญาตรี แล้วก็ถ่ายรูปใส่ชุดรับปริญญาส่งไปให้พ่อดู พ่อหนูไปทำงานที่กรุงเทพ ส่งเงินให้หนูเรียนมหาลัยที่ต่างจังหวัด แล้วพ่อก็บอกว่าพ่อจะกลับไปงานรับปริญญา แล้วก็จะมีของขวัญไปให้ด้วย” แล้วเธอก็เปิดรูปที่พ่อส่งมาให้ในไลน์ เห็นเป็นคุณพ่อถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับแหวนส่งมาให้ แต่ระหว่างที่คุณพ่อเดินทางกลับ รถตู้ที่นั่งมาประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่เจ้าหน้าที่ค้นหาแหวนยังไงก็ไม่เจอ นั่นทำให้คุณเอพอจะเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น จากนั้นก็มอบแหวนคืนน้องผู้หญิงไปแต่สิ่งที่ยังติดค้างในใจคือ “แล้วเราเกี่ยวอะไรด้วยวะ?” คุณเอจึงไปหาน้าคนขับรถตู้เพื่อถามถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่น้าคนขับรถก็ไม่รู้เรื่องอะไร เพราะรถตู้คันนี้ก็เช่ามาอีกทีเหมือนกัน จึงโทรกลับไปหาเจ้าของรถตู้ ได้เรื่องว่ารถตู้คันนี้พึ่งซ่อมเสร็จ กำลังใหม่เอี่ยม แถมยังให้เช่าราคาถูกอีกด้วย นั่นจึงทำให้รู้ว่ารถตู้คันนี้คือต้นเรื่องราวทั้งหมด เป็นรถคันที่เกิดอุบัติเหตุนั่นเอง!สุดท้ายแล้วคุณตั้นได้มานั่งวิเคราะห์กับคุณเอว่า หรือจริง ๆ แล้ว แหวนวงนี้ มันอยู่ในรถตั้งแต่แรก แต่ไม่มีใครหาเจอ แล้วคุณเออาจจะไปสัมผัสโดนแหวน ทำให้คุณพ่อสามารถสื่อสารกับคุณเอได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คุณเอมีความคิดว่า ถ้ารักใคร จะไม่ให้คนนั้นนั่งเบาะกลาง.. แล้วคุณล่ะ ชอบนั่งตรงไหน แต่เพื่อความปลอดภัยอย่าลืมรัดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งด้วยนะ ด้วยความหวังดีจาก อังคารคลุมโปง X(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณโบ ‘206 ห้องอาถรรพ์’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

06 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณโบ ‘206 ห้องอาถรรพ์’ I อังคารคลุมโปง X POPPY C. [ 2 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณโบว์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘206 ห้องอาถรรพ์’ จะหลอนขนาดไหนนั้นไปอ่านกันเลย! คุณโบว์เล่าว่า ก่อนที่จะมาอยู่ที่ห้องเช่าตนอยู่ที่บ้านเป็นปกติ แต่เมื่อต้องมาทำงานในเมืองจึงอยากจะเช่าหอหรือคอนโดอยู่ ไม่นานก็มีน้องแนะนำหอพักแห่งหนึ่งให้ได้รู้จัก จะได้อยู่ใกล้กันด้วย คุณโบว์จึงไปดูสถานที่นั้น ซึ่งหอพักนี้เป็นหอพักที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่หอพักแห่งนี้ค่อนข้างเก่า ด้านขวามือจะเป็นตึก 1 ถ้าตรงไปจะเป็นตึก 2 เมื่อไปถึงเจ้าของห้องก็พาคุณโบว์เดินชมสถานที่ แล้วก็เลือกห้องพัก เมื่อไปถึงตึก 1 ก็ขึ้นไปในห้องที่อยู่ชั้น 2 คุณโบว์รู้สึกว่า ห้อง 206 ดูดี แต่เสียอย่างหนึ่งก็คือมันติดกับถนน จึงขึ้นไปดูชั้น 4 ปรากฏว่าสภาพดีกว่าชั้น 2 แต่คุณโบว์ไม่ค่อยถูกใจ รู้สึกว่าตอนเดินเข้าไปมันอึดอัด คุณโบว์จึงไปเดินอีกตึกแต่ก็ยังไม่ถูกใจ จึงเลือกห้องที่อยู่ชั้น 2 นั่นก็คือห้อง 206 แม้ห้องมีเสียงดังเพราะติดกับถนนแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนจึงเลือกห้องนี้ เวลาผ่านไป 1 เดือน คุณโบว์ก็ได้เข้ามาอยู่ห้องนี้ ตอนแรกไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ด้านซ้ายมือจะเป็นประตู ถัดมาจะเป็นชั้นวางของ ปลายเตียงเป็นทีวี ด้านขวามือเป็นห้องน้ำ มีอยู่คืนหนึ่ง คุณโบว์ได้พูดคุยกับเพื่อน เพื่อนก็ได้เล่าเรื่องตลกให้ฟัง คุณโบว์นั่งหัวเราะคุยกันยาวจนถึงตี 2 จากนั้นปลายตาก็สังเกตุเห็นด้านซ้ายเป็นชายผ้าถุง ตอนแรกก็รู้สึกว่าตนอาจจะง่วงนอน หรือตาฝาด จึงพยายามที่จะเพ่งไป แต่ไม่ได้หันหน้าไปมอง เพราะรู้สึกแปลก ๆ ขออธิบายเพิ่มเติมว่าผนังห้องเป็นสีเหลืองทั้งหมด คุณโบว์ได้แต่สงสัยว่าทำไมตนถึงได้เห็นชายผ้าถุง หลังจากนั้นก็ขอวางสายเพื่อน เพราะเริ่มรู้สึกกลัวและมันก็ดึกมากแล้ว พอวางสายเสร็จ คุณโบว์ก็หันไปเล็กน้อย ก็เห็นเป็นผู้หญิงผมยาวใส่ผ้าถุงก้มหน้าแต่ไม่มีขา แต่คุณโบว์เองก็ไม่กล้าที่จะหันไปตรง ๆ เพราะเห็นที่ปลายตาแล้ว จากนั้นก็รวบรวมสติและหันไปอีกที ทีนี้ไม่เจออะไร! คุณโบว์คิดว่าตนตาฝาด และอาจจะมโนคิดภาพไปเอง แต่ก็กลัวจึงเอาพระมาใส่แล้วก็นอนหลับไป วันรุ่งขึ้น คุณโบว์ทำงานเสร็จแต่เลิกเร็วกว่าปกติ จึงกลับมานอนช่วงบ่าย พอนอนไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนถูกอำ กระดิกตัวไม่ได้ จากนั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดว่า “กูจะกินพ่อกับแม่มึง” คุณโบว์พยายามที่จะพูดแต่พูดไม่ออก จึงรวบรวมสติและสวดมนต์ แต่ก็นึกบทสวดไม่ออกเพราะกลัวมาก จากนั้นก็พยายามพูดว่า “ไม่ได้” ออกไปอีกรอบ ครั้งนี้หลุดออกมาได้ จากนั้นแม่ก็โทรมาพอดี คุณโบว์ตัดสินใจถามแม่ว่า “แม่ ที่บ้านมีอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า” แม่ก็บอก “ไม่มีนะ” คุณโบว์ถามต่อว่า “แม่ทำอะไรอยู่” แม่บอกว่า “ แม่กำลังเอาน้ำแดงไปไหว้ทางสามแพร่ง” คุณโบว์จึงสงสัยว่าไปไหว้ทำไมเพราะปกติก็ไม่ได้ทำ ไม่นานคุณแม่ก็บอกว่า “เห็นคนอื่นทำเลยทำบ้าง” คุณโบว์จึงห้ามคุณแม่เพราะตนรู้สึกเหมือนเป็นการเรียกสัมภเวสีเข้าบ้าน หลังจากนั้นคุณโบว์ที่ยังรู้สึกกลัว จึงคิดว่าจะกลับบ้านและไปอัญเชิญพระที่บ้านมาไว้ที่หอ วันต่อมา คุณโบว์กลับบ้านและนำมาพระมาไว้ที่หอ ก็รู้สึกสบายใจขึ้น และคิดว่าตนอาจจะคิดภาพมโนหรือตาฝาดไปเอง ในวันนั้นก็นอนดึก คืนถัดไปก็นอนดึก แล้วก็สวดมนต์ แต่ในขณะที่สวดมนต์คุณโบว์รู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ข้างหลัง แล้วบทสวดที่สวดคือบทชิณบัญชร จากนั้นก็มีเสียงกรี๊ดใส่หู คุณโบว์ตกใจเพราะบริเวณหอพักในตอนนั้นควรจะเงียบสงบ คุณโบว์รู้สึกกลัวมากจึงเอาพระมาวางรอบตัวและใส่พระนอน แต่ก็ทนไม่ไหวเพราะอยากทราบว่าในห้องมีผีจริงหรือไม่ จึงติดต่อหมอดูท่านหนึ่งที่ดังระดับประเทศมาช่วยเหลือ สิ่งแรกที่หมอดูบอกคือให้ออกจากห้องให้เร็วที่สุด เพราะว่าถ้าไม่ออกจากห้องนี้เขาจะทำให้เราซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย! แล้วหมอดูก็เล่าให้คุณโบว์ฟังว่า เดิมหอพักนี้ไม่ใช่หอพัก เมื่อ 30 ปีที่แล้วสถานที่นี้เป็นบ้านคน และมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่นี่และมีลูกสาว ลูกสาวคนนี้มีความดาร์ก และถูกพ่อแม่ขัดขวาง จึงผูกคอตายที่ประตูซ้ายที่คุณโบว์เห็น ซึ่งวิญญาณเหมือนดลจิตดลใจให้ตัวคุณโบว์มาพักที่ห้องนี้ และเหมือนเขาจะอยากให้คุณโบว์ไปอยู่เป็นเพื่อน เพราะว่าชีวิตคุณโบว์คล้ายกับเขา เวลาที่คุณโบว์อยู่ห้องนี้จะทำให้ทุกข์ใจมาก เช่น บางทีทะเลาะกับแม่ ทะเลาะกับเพื่อน หรือทะเลาะกับแฟน ตัวคุณโบว์ก็จะร้องไห้ทุกวัน และเวลาที่คุณโบว์ร้องไห้เขาก็จะมายืนดู หรือบางทีก็มานอนข้าง ๆ และหมอดูก็บอกต่ออีกว่า หลังจากที่ฟังจบแล้วให้รีบไปถวายพระ 9 นิ้วและปล่อยปลาตามอายุเพื่อส่งวิญญาณไป และให้รีบย้ายออกโดยด่วน คุณโบว์จึงพยายามจะไปทำตามที่หมอดูบอก แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ไม่ได้ไป เช่น ฝนตก ติดงาน ทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่า 2 เดือน เหมือนเขาไม่อยากให้คุณโบว์ไป จนเวลายืดยาวทำให้คุณโบว์อยู่ห้องนี้ 1 ปีเต็ม พอถึงวันสุดท้ายที่คุณโบว์จะออกจากห้องนี้ คุณโบว์ก็บอกกับเขาว่า “เราทำบุญให้แล้วอย่าตามเรามานะ เราไม่รู้ว่าจะช่วงส่งวิญญาณไปได้ไหม แต่เราเต็มใจที่จะทำบุญให้นะ”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-