เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

06 พ.ย. 2025

                ‘พี่แจ็ค The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเจ้าเอย’ แม่ค้าขายที่นอน เธอได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ไปส่งที่นอนที่บ้านหลังหนึ่ง โดยแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรหา จากนั้นจะให้คนมาเปิดประตูให้ เมื่อไปถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำในบ้านดัง และยังจับสังเกตได้ว่าน่าจะมีคนอยู่ในบ้าน แต่เมื่อลองถ่ายรูปภายในบ้านดู กลับไม่พบใคร และยังมีเหตุการณ์ที่ชวนขนแขนลุกอีกมากมาย!

                แม่ค้าขายที่นอนเจออะไรในบ้านหลังนี้กันแน่
                และเกิดอะไรขึ้นภายในบ้านหลังนี้?

                ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio’ (21 ตุลาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน - ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘แม่ค้าขายที่นอน’

                เรื่องราวนี้มาจาก ‘คุณเจ้าเอย’ โดยพื้นฐานแล้วเธอเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนมีเซนส์ ทางครอบครัวหรือคนใกล้ตัวต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันเป็นอย่างดี ปัจจุบันเจ้าเอยมีอาชีพเป็น ‘แม่ค้าขายที่นอน’ ที่มีทั้งขายแบบออนไลน์และออฟไลน์

                เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าเอยได้มีโอกาสไปออกบูธขายของที่จังหวัดแห่งหนึ่ง การค้าขายก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น มีลูกค้ามากหน้าหลายตาเข้ามาอุดหนุน จนกระทั่งไปเจอกับลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่อ ‘คุณก้อย’ เธอเป็นเจ้าของโรงงานและปล่อยเช่าบ้านจำนวนมาก จึงทำให้การมาซื้อของในแต่ละครั้งจะซื้อด้วยปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ทั้งหมอน ที่นอน และเครื่องห่มต่าง ๆ โดยเฉพาะที่นอนที่มักจะซื้อไปหนึ่งครั้งต่อเดือน

                อยู่มาวันหนึ่ง มีข้อความจากคุณก้อย ติดต่อมาว่าอยากได้ที่นอนขนาด 3.5 ฟุต ให้ไปส่งตามที่อยู่ที่ให้ไปและยังได้แจ้งมาว่าที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ ถ้าไปถึงจุดหมายแล้วให้โทรบอกและจะให้คนขับรถไปเปิดบ้านให้

                เมื่อถึงวันนัดหมาย เจ้าเอยและแฟนก็นำที่นอนไปส่งยังที่หมาย ตำแหน่งของบ้านหลังนั้นอยู่บริเวณชานเมือง ลักษณะของโครงการหมู่บ้านมีขนาดใหญ่ มีหมู่บ้านเล็กย่อยอยู่ภายในโครงการมากมายจึงทำให้เธอใช้เวลาไปประมาณ 20 นาทีในการตามหาหมู่บ้านของลูกค้า จนในที่สุดก็เจอหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าเอยและแฟนขับรถไปที่ป้อมยามเพื่อแลกบัตรก็ได้เจอกับคุณลุงรปภ.ที่ประจำการอยู่หน้าหมู่บ้าน

                “ไปบ้านเลขที่เท่าไหร่ครับ?” คุณลุงเอ่ยถาม

                “12/345 ค่ะ”

                “12/453 หรือเปล่าครับ?” ชายมีอายุย้ำถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

                “ไม่ใช่ค่ะ 12/345” เธอตอบอีกครั้งด้วยเลขที่เดิม

                หลังจากแลกบัตรคุณลุงก็ได้สอบถามมาอีกครั้งว่า

                “มาทำอะไรครับ?”

                “มาส่งที่นอนให้ลูกค้าค่ะ”

                “ลูกค้าที่ไหนวะ” น้ำเสียงติดตลกของคุณลุงเอ่ยออกมาลอย ๆ

                คำพูดแปลก ๆ สร้างความสงสัยให้กับเจ้าเอยและแฟนหนุ่มแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น

                เมื่อขับเข้ามาภายในตัวหมู่บ้าน ในระหว่างที่ขับไปก็ได้บังเอิญเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้ารถ พอถึงทางแยก ผู้หญิงตรงหน้าก็ได้หักเลี้ยวไปทางฝั่งซ้าย เจ้าเอยก็ได้สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติเพราะเมื่อมองเข้าไปในซอยที่ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปก็พบว่า ทั้งซอยมีแต่บ้านร้าง! แต่ด้วยเวลา ณ ตอนนั้นคือช่วงเที่ยงตรง ภายในใจเจ้าเอยจึงคิดไปว่าหญิงสาวคนนั้นคงเป็นคนไม่ใช่ผี

                ในขณะที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ตลอดทางก็จะมีซอยทั้งซ้ายและขวาแต่มองไปก็พบว่าส่วนใหญ่แทบจะเป็นบ้านร้างทั้งหมด ลักษณะของบ้านหลายหลังนั้นเป็นการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มีรอยตะไคร่ดำเกาะอยู่รอบบ้าน ด้วยความสงสัยเจ้าเอยก็ได้ขับเข้าไปในซอยหนึ่ง

                ทันทีที่เข้าไปภายในซอยก็ได้เจอกับความผิดแปลกของหมู่บ้านแห่งนี้ เลขที่บ้านที่ควรจะไล่เรียงกันกลับกลายเป็นว่าตัวเลขนั้นสลับปรับเปลี่ยนและข้ามกันไปมาอย่างน่าฉงน จากหลังที่ 1 บ้านเลขที่ 12/343 หลังถัดไปกระโดดข้ามเป็นบ้านเลขที่ 12/516 นี่คือเรื่องราวน่าประหลาดใจที่ตลอดทั้งชีวิตของการทำงานส่งของของเจ้าเอยไม่เคยพบเจอ ทำให้ตัวของเธอเกิดความกังวล เพราะกลัวว่าจะหาบ้านของลูกค้าไม่เจอ

                ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากซอยนั้นและเปลี่ยนเส้นทางขับเข้าไปยังอีกซอยหนึ่ง ขับไปเรื่อย ๆ สลับไปทุก ๆ ซอยจนไปหยุดอยู่ที่ซอยสุดท้าย เป็นซอยที่มีต้นไทรปกคลุมอยู่ทั่วทั้งซอย จนไม่มีแสงแดดสาดส่องมาถึงแม้แต่นิดเดียว

                ระหว่างทางที่ขับเข้าไปเจ้าเอยสังเกตเห็นบ้าน 3 หลัง มีคนงานกำลังก่อสร้างอยู่ จึงหันไปพูดกับแฟนหนุ่มว่า

                “หมู่บ้านนี้คงไม่ได้ร้างทั้งหมดหรอก ไม่ได้มีแค่เรา นี่ไงคนเต็มเลย”

                ไร้เสียงตอบกลับจากแฟนหนุ่ม เขาทำเพียงเคลื่อนตัวรถไปตามทางแต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองก็หลงทาง

                ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าของเจ้าเอยก็ปรากฏเป็นหญิงสาวคนเดิมที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งทางที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังไปเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่แฟนจะต้องเลี้ยวเข้าไป ขับไปได้เพียงไม่นานหญิงสาวตรงหน้าก็หยุดชะงักกลางถนน ลำตัวยังคงคร่อมจักรยานคันนั้นอยู่ แต่ความเร็วของรถที่แฟนขับมาไม่ได้ลดความเร็วลง จึงพุ่งตัววิ่งผ่านผู้หญิงคนนั้นไป และในตอนที่หันกลับไปมองก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นยังคงคร่อมจักรยานอยู่ที่เดิม!

                ขณะนั้น เจ้าเอยก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นได้เจอดีเข้าแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้แฟนตื่นตกใจจึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พอขับวนกลับมายังซอยแรก แฟนของเจ้าเอยก็เอ่ยทักขึ้นมาทันที

                “นี่ไง เจอแล้ว ใช่บ้านลูกค้ารึเปล่า?”

                “ใช่!”

                บ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านกึ่งร้าง แต่ก็ดูพอจะมีคนมาอาศัยอยู่บ้าง ในระหว่างที่จอดรถและกำลังเอื้อมมือไปดึงเบรกรถลงก็มีสายโทรศัพท์จากคุณก้อยโทรเข้ามาบอกว่าถ้าถึงบ้านของตนแล้วให้เปิดประตูรั้วและถอยรถเข้าไปได้เลย

                ในตอนที่ถอยรถเข้าไปในตัวบ้าน ตัวของเจ้าเอยก็ลงไปช่วยดูท้ายรถแต่ในขณะเดียวกันเอง เธอก็เห็นว่ากระจกรถสะท้อนเข้าไปในบ้านลูกค้า ซึ่งบ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้น ข้างหน้ามีประตูบานใหญ่ ถัดไปทางฝั่งซ้ายมีหน้าต่างบานเลื่อน ข้างล่างหนึ่งบานและข้างบนหนึ่งบาน และในจังหวะนั้นเอง เธอก็เห็นภาพสะท้อนของกระจกรถเป็นคนที่กำลังยืนอยู่บนชั้นสองของบ้าน เธอโล่งใจและคิดว่าคงเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่

                แต่เมื่อจอดรถรอมาเป็นเวลาสักพักใหญ่ จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครลงมารับของเสียที แฟนของเจ้าเอยจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป แล้วก็ต้องช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อด้านในของกลอนประตูนั้นมีโซ่และกุญแจคล้องอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถ่ายรูปภาพตรงหน้าออกมากลับพบว่าภายในภาพไม่มีโซ่หรือกลอนประตูคล้องอยู่เลย!

                ในระหว่างที่ตื่นกลัวกับเรื่องราวที่เจอ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำดังขึ้นมา ครืด ครืด จึงคิดไปเองว่าคนขับรถที่ลูกค้าบอกมาน่าจะกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ในตัวบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าต้องมีคนอยู่ในบ้านหลังนั้น เธอจึงเดินขึ้นรถไปเพื่อรอและในจังหวะนั้นเองก็มีสายเรียกเขาจากคุณก้อยโทรมาว่า

                “ขอโทษด้วยนะ พอดีคนขับรถพี่มันเมา ตอนนี้มันแฮงค์อยู่ มันเลยไม่ได้มา ประตูหน้ามันเข้าไม่ได้ น้องเอยเปิดประตูข้างโรงจอดรถแล้วไปได้เลยนะ”

                สิ้นเสียงปลายสาย เจ้าเอยก็ตัวชา ขนแขนตั้งชันและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าแต่ก็ยังใจดีสู้เสือ เธอกับแฟนตัดสินใจยกที่นอนออกจากรถและเดินไปที่ประตูข้างโรงจอดรถ และเพื่อความสบายใจของตัวเอง เจ้าเอยจึงตะโกนขออนุญาตเพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องมีคนอยู่ภายในบ้านแน่ ๆ

                “ขออนุญาตเข้าบ้านนะคะ เอาที่นอนมาส่งค่ะ”

                “ครับบบบบ” เสียงทุ้มลากยาวดังขึ้นมาจากชั้นสองของบ้าน

                และตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่คล้ายกับเสียงของรองเท้าผ้าใบกำลังเดินลงบันไดมาและสักพักก็หยุดอยู่ตรงชั้นพักบันได

                ด้วยความไม่แน่ใจว่ามีคนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เจ้าเอยจึงตัดสินใจยื่นโทรศัพท์เข้าไปและถ่ายภาพนั้นออกมา ปรากฏเป็นภาพบ้านบริเวณชั้นหนึ่ง พื้นเป็นไม้สัก ภายในบ้านสะอาดคล้ายกับมีคนทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลาแต่ตรงชั้นพักบันไดนั้นกลับไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว!

                ซึ่งห้องที่เธอต้องนำที่นอนไปส่งคือห้องข้างบันได แต่เมื่อเข้าไปนั้นก็พบว่าภายในห้องกลับเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ราวกับว่าไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ต่างจากจุดอื่น ๆ ของบ้านที่สะอาด ภายในห้องนี้ประกอบไปด้วยทีวีเก่าและเตียงเปล่าวางอยู่ข้างใน และในตอนที่เธอและแฟนกำลังจะแกะที่นอนเพื่อตรวจสอบและถ่ายส่งให้ลูกค้า สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็โทรเข้ามาอีกครั้ง

                “ที่นอนไม่ต้องแกะนะคะ วางไว้ได้เลย” คุณก้อยเอ่ยบอกถูกจังหวะเหมือนตาเห็น

                จบประโยคนั้น ตัวเธอจึงเดินออกมาจากบ้านและก็พบว่าหน้าบ้านที่ในคราแรกมีรองเท้าของเธอและแฟนวางอยู่ ตอนนี้กลับมีรองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ของใครก็ไม่รู้เพิ่มมาอีกหนึ่งคู่!

                ด้วยความตกใจ เจ้าเอยจึงรีบวิ่งขึ้นรถของตนเองและปิดประตูโดยเร็ว แต่ฝั่งของแฟนหนุ่มที่กำลังจะล้างมือแต่พอเปิดก๊อกน้ำกลายเป็นว่าน้ำกลับไม่ไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว มอเตอร์น้ำไม่ทำงาน นั่นหมายความว่าเสียงที่ได้ยินในตอนแรกนั้นไม่มีทางเป็นเสียงของเครื่องปั๊มน้ำอย่างแน่นอน ความหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาภายในใจเจ้าเอยเรียกแฟนด้วยชื่อและนามสกุลอย่างเต็มยศ และบอกให้รีบกลับขึ้นมาบนรถ

                พอแฟนหนุ่มได้ยินก็รีบวิ่งกลับขึ้นมาบนรถ แม้จะไม่เข้าใจการกระทำของแฟนสาวแต่เขาก็ขับรถออกมาทันที ในตอนที่รถเคลื่อนตัวออกมานั้น เจ้าเอยก็ได้ชำเลืองมองไปที่กระจกรถ ในวินาทีนั้นเองที่เธอคิดว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงแล้ว แต่เธอดันไปเห็นผู้ชายคนเดิมที่เคยยืนอยู่บนชั้นสองของบ้านกำลังชะเง้อคอมองมาทางรถ!

                เมื่อออกมาจากหมู่บ้านและกลับมายังที่พักของตนเองได้แล้ว ความร้อนใจทำให้เธอเลือกที่จะพิมพ์ข้อความไปถามเรื่องราวทั้งหมดจากคุณก้อย

                “คุณก้อยคะ พอดีมีเรื่องไม่สบายใจอยากจะปรึกษาค่ะ” ข้อความแสดงถึงความกังวลใจถูกส่งไปยังคุณก้อย

                “ได้ค่ะ”

                หลังจากประโยคนั้นถูกส่งมาได้เพียงไม่นาน สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของปลายสายที่พูดกับเธอโดยที่ตัวของเจ้าเอยยังไม่ได้เอ่ยถามอะไรไปแม้แต่คำเดียว

                “น้องเอยเก่งมากเลย ขอบคุณนะที่มาส่งให้”

                “เก่งอะไรคะพี่ หนูก็ไปส่งที่นอนปกติ” เธอตอบกลับไปด้วยความมึนงง

                คุณก้อยจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นให้เจ้าเอยฟัง..

                โดยปกติแล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แฟนชาวต่างชาติของคุณก้อยซื้อไว้ เพราะเป็นโครงการที่ทำเลดี แต่มาอาศัยอยู่ได้เพียงไม่นาน แฟนต่างชาติก็ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ร่างกายบาดเจ็บและป่วยติดเตียง แฟนของคุณก้อยรักษาตัวอยู่ที่บ้านหลังนั้นเป็นเวลานานถึง 7 เดือน แล้วก็เสียชีวิตลงในที่สุด

                รูปร่างของแฟนคุณก้อยที่เป็นชาวต่างชาติจะค่อนข้างตัวใหญ่ ทำให้เวลานอนเกิดความลำบาก บางครั้งที่นอนไม่ได้สบายก็อาจจะทำให้เกิดอาการแผลกดทับได้ คุณก้อยเลยต้องเปลี่ยนที่นอนให้แฟนอยู่บ่อย ๆ

                หลังจากที่แฟนหนุ่มเสียชีวิตไป คุณก้อยก็ฝันเห็นว่าเขายังอยากได้ที่นอนอยู่ และฝากฝังให้เธอซื้อมาให้เขา ในช่วงแรกคุณก้อยไม่ได้ฝันบ่อยมากนัก แต่ทุก ๆ ครั้งที่เธอนอนหลับอยู่บนที่นอนที่ซื้อมาจากเจ้าเอย เธอก็มักจะฝันถึงแฟนหนุ่มอยู่บ่อย ๆ จนท้ายที่สุดแล้ว ก็ตัดสินใจสั่งที่นอนจากร้านเจ้าเอยให้ไปส่งยังบ้านหลังนั้นที่เขาเคยอยู่

                และเพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธจากร้าน คุณก้อยจึงไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าเอยฟังตั้งแต่แรก หลังจากผ่านเรื่องราวขนหัวลุกนั้นมาได้ ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเจ้าเอยอีกเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

               

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

10 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

แฮงค์เอ้าท์แบบใด ที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงตลอด 3 คืน!! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่อง ‘เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 กุมภาพันธ์ 2568) และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนโดนผีเข้า ทั้งด่า ทั้งสาปแช่งก็ยังไม่ไป! ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ เป็นนักแสดงที่หลายคนรู้จักกัน หลังจากถ่ายละครเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็ชวนเพื่อนในกองถ่ายไปสังสรรค์แฮงค์เอ้ากันที่ต่างจังหวัด ในภาคใต้ติดกับทะเล และได้เข้าพักที่ภูวิลล่าแห่งหนึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่ดูดีมาก คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เที่ยวกันสนุกสนาน ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในช่วงเย็น คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เริ่มจัดปาร์ตี้กัน โดยห้องที่ปาร์ตี้นั้นไม่ใช่ห้องของคุณฟิล์ม หลังจากปาร์ตี้กันไปได้สักพัก รูมเมทของคุณฟิล์มก็ขอตัวกลับไปนอนที่ห้องก่อน ส่วนคุณฟิล์มอยู่ที่ปาร์ตี้จนถึงเวลาประมาณตี 3 ในช่วงเวลานั้นเอง โรงแรมก็มีการแสดงไฟ ทำให้ตรงทางเดินนั้นมืดตลอดทาง คุณฟิล์มจำเป็นต้องเดินผ่านทางนั้นเพื่อกลับห้อง ในตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว จึงเกิดกังวลเล็กน้อยว่าจะเจออะไรหรือไม่ และคุณฟิล์มก็เดินผ่านมาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนขึ้นมาถึงบนห้อง แต่ไฟในห้องก็ยังเปิดอยู่เพราะรูมเมทชอบเปิดไฟนอน เมื่อคุณฟิล์มเดินไปที่เตียงกำลังจะนอนลง รูมเมทก็ตื่นขึ้นมา มีอาการตัวสั่น ปากสั่นตลอดเวลา และมีอาการเหงื่อออกทั่วทั้งตัว แต่ในห้องเปิดแอร์อยู่และเย็นมาก จากนั้นเพื่อนคนนี้ถามคุณฟิล์มว่า “เห็นพระเปล่า เห็นพระที่กูใส่เปล่า” ถามซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว คุณฟิล์มจึงตอบไปว่า “ไม่เห็น” จากนั้นเพื่อนก็ลุกขึ้นและเดินหาพระ หาอยู่สักพักก็เจอ จึงเอามาคล้องคอและเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อยู่ ๆ เพื่อนก็ตัวเริ่มสั่นและหยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาสวด เสียงของเพื่อนก็เริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็หยุดกะทันหัน คุณฟิล์มจึงรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ จากนั้นคุณฟิล์มก็พยายามเรียกชื่อเพื่อนซ้ำ ๆ ให้ดึงสติกลับมา แต่เพื่อนก็ไม่ยังตอบ แต่เริ่มเดินไปมาอยู่ในห้อง เมื่อเพื่อนเริ่มรู้สึกตัว คุณฟิล์มจึงเรียกชื่อเพื่อนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่ชื่อกู” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของเพื่อน แต่เล็กลงเหมือนเสียงเด็ก หลังจากได้ยินเสียงนั้น คุณฟิล์มก็กลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก และเมื่อตั้งสติได้ คุณฟิล์มก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “มึง เพื่อนโดนผีเข้า มาที่ห้องหน่อย กูไม่ไหวแล้ว” ด้วยความกลัว คุณฟิล์มจึงพยายามเรียกเพื่อนคนนี้ตลอดเวลาเพื่อให้ได้สติ ระหว่างรอเพื่อนคนอื่น ๆ มา จนมีเพื่อน 1 คนมาถึงที่ห้อง เพื่อนคนนั้นก็ได้นั่งพูดคุยกับผี เพื่อนถามว่าผีไปว่า เพื่อน : เป็นใคร มาจากไหน ผี : อยู่ที่นี่ เพื่อน : มาเข้าร่างเพื่อนทำไม ผี : กูจะเอามันไปอยู่ด้วย เพื่อน : ไม่ให้ไป เอาเพื่อนกูคืนมา เมื่อเห็นดังนั้นคุณฟิล์มจึงเริ่มสวดมนต์ แต่ผีตนนี้ก็หัวเราะออกมา เมื่อการสวดมนต์ไม่ได้ผล คุณฟิล์มและเพื่อนก็เปลี่ยนเป็นด่าและสาปแช่งผีตนนี้แทนว่า “ถ้าไม่เอาร่างเพื่อนกูคืนมา ขอสาปแช่งให้มึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” ผีตอบกลับมาว่า “ไม่เอา กูจะเอาเพื่อนมึงไปอยู่ด้วยให้ได้” ด้วยเหตุนั้น คุณฟิล์มและเพื่อนก็เริ่มด่า สาปแช่ง ด้วยคำพูดที่แรง หยาบคายที่สุดที่คิดออก แล้วผีตนนี้ก็กรี๊ดออกมาอยู่นานจนหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นก็เป็นเพื่อนที่กลับมาเป็นปกติ แล้วเมื่อได้มีการสอบถามก็พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในคืนนั้นเพื่อนคนอื่น ๆ ได้มานอนด้วยกัน กว่าคุณฟิล์มและเพื่อน ๆ จะนอนกันก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี พอเช้าวันต่อมา ก็ได้ไปไหว้ศาลเจ้าที่ของโรงแรม และขอย้ายห้อง ตอนนั้นเองจึงได้รู้ว่า แขกที่เคยเข้าพักก็เจอเหมือนกัน คืนที่ 2 และคืนที่ 3 ทุกคนก็อยู่ด้วยความหวาดระแวง เพื่อนที่เคยโดนผีเข้าด้วยความจิตอ่อนก็เหมือนพร้อมจะโดนผีเข้าสิงตลอดเวลา และเกือบมีอาการเหมือนคืนก่อน จึงไปขอให้พี่รปภ. มาอยู่ด้วยทั้งคืน สองคืนที่เหลือนั้นคุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็ไม่ได้นอนเลย คุณฟิล์มยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า เป็นการมาเที่ยวที่กลัวที่สุดในชีวิต..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด” พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย” พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว” คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน” ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น” คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง” จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ! สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา! คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง! คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?” คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา” หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

20 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากมิวสิค 'เปรตเเถวบ้าน' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

'คืนหมาหอน' ในช่วงวันเลือกตั้งที่ชาวบ้านในพื้นที่จะรู้กันเลยว่า ต้องรีบเข้านอนก่อนฟ้ามืดเพราะอาจจะมีการเก็บหัวคะแนนกันเกิดขึ้น ในคืนนั้นก็มีเสียงดัง ‘ปั้ง’ เกิดขึ้นในกลางดึกแบบที่คิดไว้ หลังจากนั้นผ่านไปสามวันคุณแม่ ได้ยินเสียงหมาหอนดังไล่มาตามถนน พร้อมกับเห็นเงาสูงใหญ่เดินผ่านจุดเกิดเหตุ!? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เปรตแถวบ้าน’ ‘มิวสิค’ ได้เล่าเรื่องราวของ ‘คุณแม่’ ที่เคยเจอเหตุการณ์นี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรปราการเมื่อก่อนคุณแม่ จะอาศัยอยู่ใกล้ตลาดปลาแห่งหนึ่ง ซึ่งพื้นที่แถบนั้นเมื่อก่อนชาวบ้าน จะเรียกคืนคืนหนึ่งว่า คืนหมาหอน จะเป็นช่วงวันเลือกตั้ง ที่ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่า ต้องรีบเข้าบ้านก่อนฟ้ามืด เพราะจะมีการ เก็บหัวคะแนน ในคืนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งตึกที่คุณแม่ อาศัยอยู่จะใกล้กับบ้านของหัวคะแนนคนหนึ่งนั้น และตึกนั้นค่อนข้างแปลกตา เพราะเป็นตึกกระจกแบบ 360 องศา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทำให้มองเห็นวิวได้ทั้งหมดเลย คืนนั้น…คุณแม่ รู้ว่าจะมีการเก็บหัวคะแนน จึงเข้านอนเร็ว แต่เมื่อมองออกไปทางหน้าต่าง ก็เห็นว่าชายคนนั้นยังไม่เข้าบ้าน นั่งดื่ม นั่งคุยกับเพื่อนอย่างไม่รู้ชะตากรรม… ไม่นานหลังจากนั้น เสียงดัง ‘ปั้ง!’ ก็ดังขึ้นกลางดึก คุณแม่ กับคุณยายได้ยินเต็มสองหู ต่างรู้ทันทีว่า เขาโดนเก็บแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่เดินไปดูที่เกิดเหตุ ก็พบเพียง คราบเลือด ทิ้งไว้ให้เห็นอยู่ตรงจุดนั้นหลังจากนั้นเวลาผ่านไปได้ สามวัน คืนนั้นขณะที่คุณแม่ นอนอยู่ในห้องฝั่งหัวเตียงหันไปทางถนนที่มีแสงไฟลอดหน้าต่างเข้ามากระทบกับกำแพงตรงปลายเท้า คุณแม่ได้ยินเสียงหมาหอน…เสียงนั้น ค่อย ๆ ดังขึ้น จนเหมือนเสียงมันไล่เข้ามา ตามทางถนนหน้าบ้าน จากนั้นเสียง ‘วี๊ดดดด…’ ก็ดังขึ้น พร้อมกับเห็นเงาของสิ่งที่มีชีวิต สูงใหญ่มากผิดปกติ ค่อย ๆ เดินผ่านไปช้า ๆ เงานั้นทอดยาวผ่านปลายเตียงของคุณแม่ พร้อมกับเสียง ‘วี๊ดดดด’ ที่ดังยาวต่อเนื่องไม่ขาดสายคุณแม่เชื่อว่า…สิ่งที่เห็นในคืนนั้น คือ ‘เปรต’ ที่กลับมาวนเวียนอยู่ตรงจุดที่เขาเสียชีวิต เพราะครบ สามวัน พอดีกับความเชื่อของคนโบราณ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

26 ม.ค. 2024

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

ต้องแอดมิทนอนห้องรวมที่โรงพยาบาล แต่บรรยากาศของคนไข้ที่นี่แปลกชอบกล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับ ‘คุณไก่’ โดย ‘ครูตรี’ ได้นำเรื่องนี้มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณไก่เล่าว่า ย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณไก่ไม่สบาย อาหารเป็นพิษ มีอาการอาเจียน ท้องเสีย มีไข้สูง แฟนคุณไก่จึงตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านหมอสั่งให้คุณไก่แอดมิทเพราะมีไข้ขึ้นสูง คุณไก่จึงขอห้องพิเศษเพื่อที่จะให้แฟนอยู่ด้วยได้ แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าห้องพิเศษเต็มหมดทุกห้อง เหลือแค่ห้องรวมที่มีเตียงว่าอยู่เพียงแค่ 2 เตียง คุณไก่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่ห้องรวม บุรุษพยาบาลเข็นรถที่คุณไก่นั่ง เข้าไปยังห้องพักรวม คุณไก่บอกว่า “ตอนไปถึงหนูแทบอยากจะกลับ ต่อให้ต้องคลานกลับก็อยากกลับ” ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ แสงไฟก็ไม่ได้มากมายนัก ภายในห้องพักรวม จะมีทั้งหมด 8 เตียง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 เตียง และกั้นระหว่างเตียงด้วยผ้าม่าน จากที่คุณไก่สังเกตุ มีเตียงว่างอยู่ 2 เตียง คือเตียงที่ 2 จากฝั่งขวา และเตียงในสุดฝั่งซ้าย คุณไก่ได้ไปนอนที่เตียงฝั่งขวา หลังจากคุณไก่ได้เตียงนอน แฟนของคุณไก่ก็บอกว่า “เฝ้าไม่ได้นะ เพราะมันเป็นห้องรวม และที่สำคัญตอนนี้มันดึกแล้ว เราต้องกลับแล้ว” หลังจากแฟนคุณไก่กลับไป คุณไก่ก็นอนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มีพยาบาลเดินเข้ามาเช็คคนไข้แต่ละเตียงจนเสร็จแล้วก็เดินออกไป คุณไก่ก็นอนเล่นต่อจนได้ยินเสียงเตียงข้าง ๆ ไอหนักมาก คุณไก่จึงลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “ขอโทษนะคะ ให้หนูเรียกพยาบาลให้ไหม” หลังจากพูดจบ เสียงไอขอเตียงฝั่งขวาก็ค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงไอในลำคอ คุณไก่ก็เอนตัวลงนอนต่อ แต่ด้วยอาการอาหารเป็นพิษกำเริบ จึงทำให้ปวดหนักต้องไปห้องน้ำและต้องเข็นน้ำเกลือไปด้วย ทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน คุณไก่ก็ใช้เวลาพอสมควรในการจัดการความเรียบร้อยของตัวเองจนเสร็จจึงกลับมาที่เตียง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเตียงสุดท้ายที่ว่างอยู่มีผ้าม่านปิดแสดงว่ามีคนมาอยู่แล้ว หลังจากคุณไก่มาถึงเตียงก็นอนเช่นโทรศัพท์จนเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไอจากเตียงเดิมข้าง ๆคุณไก่จึงลุกขึ้นเปิดผ้าม่านเตรียมจะเรียกพยาบาล แต่สายตาไปเห็นคุณยายนั่งอยู่บนเตียง นั่งจ้องเตียงข้างคุณไก่ หันมาหาคุณไก่แล้วบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่สังเกตุเห็นว่ามีการเลื่อนผ้าม่านออก คุณยายคนนั้นก็บอกอีกเหมือนเดิมว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่จึงปิดผ้าม่านของเตียงตัวเองและนอนลง สักพักหนึ่งมีเสียงเคาะผ้าม่านจากทางฝั่งซ้ายและมีมือเลื่อนผ้าม่านออก เจอคุณป้าคนหนึ่งบอกว่า “หนู นอนไปเหอะ อย่าอะไรเลย พักผ่อน ๆ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” คุณไก่ตัดสินใจนอน เอาผ้ามาคลุมและหลับไป มารู้ตัวอีกทีนึงคือแฟนมาปลุก ระหว่างที่คุณไก่เล่าเรื่องทุกอย่างให้แฟนฟัง คุณหมอก็เดินมาตรวจคนไข้แต่ละเตียง จนมาถึงเตียงคุณไก่ คุณหมอบอกว่า “หลังจากให้น้ำเกลือไปคืนนึงแล้ว อาการดีขึ้น วันนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” คุณไก่จึงรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แฟนก็เก็บของที่เตียงให้ หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ เห็นคุณหมอกำลังตรวจคนไข้เตียงข้าง ๆ ก็เบาใจว่าเป็นคนที่อยู่เตียงนั้นไม่ใช่ผี ก่อนกลับ คุณไก่ก็หันไปเห็นคุณยายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและเดินไปไหว้ เพื่อที่เวลาหันกลับมาจะได้เห็นคนไข้เตียงข้าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการเนียนแอบดู คุณไก่ก็เดินไปลาคุณยายและหันหลังกลับมา เห็นคุณตาที่มีอายุมากนอนอยู่เตียงข้าง ๆ (เตียงที่ต้องการจะแอบเนียนดู) ก็เดินมาหาแฟนกำลังจะกลับ ก็เห็นคุณป้าเตียงข้าง ๆ ที่เตือนเมื่อคืนนี้ แล้วจึงเดินไปบอกว่า ”สวัสดีค่ะคุณป้า หนูกลับแล้วนะคะ“ ป้าก็บอกว่า “ก็บอกแล้วนอนไปเดี๋ยว เช้าแล้วก็ได้กลับ” คุณไก่ก็เกิดคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงย้ำให้นอน คุณไก่เลยถามป้าไปว่า “ป้า หนูถามหน่อยสิ ทำไมถึงเชียร์ให้หนูนอนจังเลยอะ มีอะไรหรอป้า ป้าบอกหนูหน่อยสิ” คุณไก่ตื้อจนป้ายอมบอก ป้าเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ และมีพยาบาลคนหนึ่ง ที่ต้องมาเข้ากระดึก กำลังจะมาที่โรงพยาบาล แต่โดนรถเบียด จนมอเตอร์ไซค์ล้มแล้วหน้าฝั่งซ้ายไถลไปกับพื้น แต่ปรากฏว่า มีหลาย ๆ คน เห็นพยาบาลคนนี้ มาเดินตรวจคนไข้ตามปกติทั้งที่หน้ายังเละ โดยเฉพาะก่อนที่จะปิดห้องจะมีพยาบาลเดินเข้ามาเช็ด บางวันก็ไม่ใช่พยาบาลจริง แต่เป็นพยาบาลคนที่หน้าเละเดินเข้ามาตรวจห้อง คนที่รู้เรื่องราวนี้ก็จะปิดผ้าม่านตรงปลายเท้าตลอด” ครูตรียังเล่าเสริมอีกว่า “เคยมีคนไข้เรียกพยาบาลเพราะหายใจไม่ออกและนอนรอพยาบาลเดินมา ปรากฏว่าเป็นพยาบาลที่หน้าฝั่งซ้ายเละเดินมา บ้างคนก็เจอเข็นรถอยู่ในโรงพยาบาล” นั่นหมายความว่าคนไข้ทั้งหมดในห้องเตียงรวมที่คุณไก่เจอนั้น เป็นคนไข้ปกติ แต่พยาบาลที่เดินเข้ามา อาจจะเป็นพยาบาลที่เป็นคนจริง ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นผีก็ได้ เพราะในคืนนั้น หลังจากที่คุณไก่ได้ยินเสียงไอ ก็อาสาเรียกพยาบาลให้ แต่คุณยายกลับบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” ก็เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นวิญญาณของพยาบาลหน้าเละที่เสียชีวิตไปแล้วมาเดินตรวจอาการก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-