หลอนหลังจอสู่หน้าจอ! เบื้องหลังพี่นาค 4 หลอนจริงจากใจผู้กำกับ!

อังคารคลุมโปง RECAP

หลอนหลังจอสู่หน้าจอ! เบื้องหลังพี่นาค 4 หลอนจริงจากใจผู้กำกับ!

16 ก.พ. 2024

         เรื่องนี้ ‘แปลน รัฐวิทย์’ และ ‘ไมค์ ภณธฤต’ นักแสดงและผู้กำกับจากภาพยนตร์เรื่อง ‘พี่นาค 4’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (13 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นขณะกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องบอกเลยว่ามาพร้อมกับความหลอน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย!

          โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘แปลน รัฐวิทย์’ นักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องพี่นาค 4 คุณแปลนเล่าว่า วันนั้นเป็นวันที่ต้องถ่ายภาพยนตร์คนเดียว ซึ่งถ่ายทำที่วัดบางลี่ จังหวัดลพบุรี สถานที่แห่งนี้มีโบสถ์เก่าแก่อายุร้อยกว่าปี คุณแปลนถ่ายทำตั้งแต่เช้าและทุกอย่างก็ราบรื่นปกติ จนถึงซีนหนึ่ง เวลาประมาณตี 2.22 น. เป็นซีนที่ต้องใช้สลิง หลังจากถ่ายเสร็จสิ้น พี่ไมค์ (ผู้กำกับ) ก็อยากจะถ่ายอีกเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามเพิ่ม จากนั้นคุณแปลนก็ไปรอบนนั่งร้าน หลังจากนั้นเมื่อนับ 3 2 1 แอคชัน! คุณแปลนก็วูบหมดสติไปและจำอะไรไม่ได้ นาทีนั้นคุณแปลนยังอยู่บนสลิงแต่ไม่มีใครรู้ว่าคุณแปลนวูบอยู่ ด้วยความที่ทรงตัวไม่ได้ก็ทำให้รัดแน่นจนหายใจไม่ออกและเกิดอาการชัก จากนั้นผู้กำกับจึงสั่งคัท ทีมงานก็เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อคุณแปลนรู้สึกตัวสิ่งแรกที่พูดคือ “พี่ครับ ผมขอโทษครับ ผมเผลอหลับหรอ?” เพราะคุณแปลนรู้สึกว่าตัวเองฝันเห็นอะไรเต็มไปหมดและฝันนานมาก แต่เมื่อพอมาดูฟุตเทจปรากฎว่าที่วูบไปนั้นเป็นเวลาเพียงครู่เดียว หลังจากนั้นทีมงานก็ให้ดื่มน้ำแดง และดมยาดมเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย ซึ่งหลังจากจบวันนั้นไปคุณแปลนก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น

          เมื่อกลับมาจากสถานที่ถ่ายทำ คุณแปลนก็เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ภายในห้องจะเป็นเตียงเดี่ยว 2 เตียง ซึ่งคุณแปลนพักคนเดียว จึงนำของไปวางให้เต็มแล้วจึงซื้อที่โดยการนำเงินไปวาง แล้วคุณแปลนก็พูดว่า “ผมขอซื้อนะตรงนี้” ซึ่งเตียงที่คุณแปลนซื้อนั้นปลายเตียงจะมีกระจกเงา จึงนอนอีกเตียง คืนนั้นคุณแปลนนอนไม่ค่อยหลับเพราะได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่หน้าห้องตลอด แต่คุณแปลนก็ไม่ได้ลุกขึ้นไปดูว่ามีคนหรือไม่ เพราะคิดว่าตราบใดที่เสียงยังอยู่หน้าห้อง คุณแปลนจะไม่ไปยุ่ง จากนั้นคุณแปลนก็นอนคลุมโปง พยายามสวดมนต์แล้วเผลอหลับไป

          เช้าวันต่อมา คิวถ่ายวันนี้ยังคงเป็นโบสถ์เดิม และมีอุปสรรคในการถ่ายทำคือฝนตกทั้งวันจนถ่ายทำไม่ได้ จนเวลาผ่านไปถึงวันสุดท้ายที่จะต้องถ่ายทำ คืนนั้นคุณแปลนเดินออกมาจากโบสถ์คนเดียว ด้วยความน่ากลัวจึงดู TikTok เพลิน ๆ สักพักก็ได้ยินเสียงผู้ชายมากระซิบว่า “มึงอยากตายหรอ?” หลังจากนั้นก็วูบไปอีกรอบ แล้วทีมงานก็มาบอกว่า “แปลนไปขอทีมงานถอดเสื้อ ไปนั่งเหม่อแล้วก็ร้องไห้ มองโบสถ์ฝั่งตรงข้าม” ซึ่งตอนนั้นคุณแปลนไม่รู้ตัว พี่ทีมงานก็ถามว่า “แปลนไหวไหม แปลนเป็นลมไหม” คุณแปลนก็ยังไม่กล้าเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เจอ จนหลังจากนั้นก็ตัดสินใจเล่าให้พี่ทีมงานฟัง พี่ทีมงานบอกว่า “แปลนคิดในแง่ดี เขาอาจจะมาเตือนว่าการที่เราไปถ่ายทำคราวที่แล้ว อยากตายหรอ อย่าไปทำอะไรที่มันพิเรนทร์” หลังถ่ายทำเสร็จคุณแปลนบอกกล่าวว่า “ทุกอย่างที่พูดออกไป มันเป็นเรื่องตัวบทไม่ใช่ตัวผม เป็นตัวละคร แปลน รัฐวิทย์ ไม่เกี่ยวข้อง”

          หลังจากนั้นคุณไมค์ก็ได้เล่าเรื่องลี้ลับในกองถ่าย โดยคุณไมค์เล่าว่า สถานที่ถ่ายทำที่ยากที่สุดในภาพยนตร์เรื่องพี่นาค ภาค 4 คือ ‘โบสถ์’ เพราะต้องหาโบสถ์ที่มีการตายเกิดขึ้น มีการเผาโบสถ์ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโบสถ์ แต่ไม่รู้ว่าจะหาโบสถ์จากที่ไหนที่จะให้ทำได้ขนาดนี้ จึงใช้เวลาหาประมาณ 3-4 เดือนในการหาโบสถ์ที่จะอนุญาตให้ถ่ายทำ เพราะทุกที่มีโจทย์ว่า ถ้าไปขอแล้ว อย่าให้มีผลกระทบกลับมา จนกระทั่งมาเจอโบสถ์ที่วัดนางลี่

           วันที่เดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น ก็เห็นว่าสถานที่ตรงตามที่ต้องการ มีป่าล้อมรอบ เดินเข้าไปเป็นโบสถ์เก่า ซึ่งเป็นโบสถ์ร้างที่นำพระประธานออกไปแล้ว คุณไมค์รู้สึกว่าตรงนี้ต้องแรงแน่ ๆ แต่คิดว่าต้องถ่ายที่นี่ เมื่อเดินเข้าไปจะเจอเจดีย์ใส่กระดูกของเจ้าอาวาสรูปเก่า ถัดเข้าไปจะเป็นโกฏิกระดูก 2 โกฏิ ซึ่งเป็นของคนที่บริจาคเงิน แล้วจึงจะถึงตัวโบสถ์ คุณไมค์เชื่อว่าหนังของตนสอนคนดูและคิดว่าตนคิดดีแล้ว แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้รับบาดเจ็บจากที่นี่จริง ๆ จึงทำให้รู้สึกว่าตนเลือกโลเคชันที่แรงชนิดที่ไม่เคยเจอขนาดนี้มาก่อน นักแสดงในกองอย่าง ‘คุณเจมส์ ภูรพรรธน์’ เข้าฉากพายุลมฝน ทำให้ขาพลิกจนต้องส่งโรงพยาบาล ‘คุณเอม วิทวัส’ เดิน ๆ อยู่โดนบุ้งต่อยแพ้ทั้งตัว ส่วน ‘คุณแปลน รัฐวิทย์’ สลบไปกลางอากาศ และ ‘คุณมีน พีรวิชญ์’ แมงป่องไต่ขึ้นขาแต่โชคดีที่มีทีมงานเห็นจึงไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นอาจจะเข้าโรงพยาบาลอีกคน

          นี่คือเหตุผลที่ต้องต่อธูปตลอด ซึ่งจะมีฝ่ายสวัสดิการมาดูธูปไว้ ถ้าไม่ต่อธูปฝนจะตก จนกระทั่งคุณเจมส์ไปเจอพระรูปหนึ่ง และพระก็ทักว่า “ไปถ่ายหนังอะไรมา ไปสถานที่ที่แรงใช่ไหม รู้ไหมเขาไม่โอเคต้องไปขอขมา” ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระท่านพูดเป็นฉาก ๆ มีโบสถ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเห็น คุณเจมส์จึงบอกว่า “พี่ไมค์ เราต้องไปขอขมา” หลังจากนั้นอันดับแรกคุณไมค์ก็รดน้ำมนต์ นำนักแสดงทุกคนไปรดน้ำมนต์ด้วย และถือพานบายศรีขอขมา สุดท้ายคุณไมค์พูดว่า “ต่อให้เราจุดธูปให้เราทำอะไรก็ตามแต่ ตราบใดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางทีเขาไม่รู้หรอกว่าเรามาทำงานหรือเรามาทำอะไร แต่บางครั้งถ้าเกิดเราทำอะไรที่มันเกินขอบเขตในความรู้สึกเขา มันก็อาจจะมีการลงโทษกันบ้าง ก็เลยไปขอขมาเป็นวันที่เราขอโทษจากใจจริง บางทีเราอาจจะต้องเตรียมเครื่องขอขมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ไป เพราะถ้าเรารู้ว่าเราจะทำอะไรไม่ดีต้องไปขอเลย ไม่ใช่ไปทำแล้วค่อยไปขอ อันนี้ก็เป็นการสอนให้เรารู้จากการที่เราถ่ายที่จริงมาเยอะมาก แต่ที่นี่ภาคนี้กับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โดนหนักสุดแล้ว”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

16 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

‘คุณแนน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งคุณแม่และพี่สาว มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณแนน’ (นามสมมติ) โดยคุณแนนเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณแนนมีอายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ของคุณแนนมักจะไปทำพิธีแก้กรรมเสมอ จนคุณแนนโตขึ้น จึงได้ทราบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 36-37 ปี ซึ่งถือว่าอายุมาก โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์คุณแนน คุณแม่ได้เสียทารกในครรภ์ไปถึง 2 คน ในปัจจุบันคุณแนนมีอายุ 31 ปี เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่ได้ไปร่วมงานตั้งศาล ก็มีคนเดินเข้ามาทักคุณแม่ว่า “เคยทำแท้งมาเหรอ ?” คุณแม่จึงตอบว่า “ไม่ได้ทำ เคยหลุดไป ส่วนอีกคนหมอให้เอาออก” เขาจึงบอกกับคุณแม่ว่า “ก็ยังอยู่นะ ยังเห็นอยู่เลยเนี่ย แล้วที่ลูกสองคนมีชีวิตแบบนี้ เพราะว่ามันจากผลกรรม” โดยชีวิตของคุณแนน ก็คล้ายกับที่เขาเตือน เพราะคุณแนนกับพี่สาวเคยผิดหวังเรื่องความรักคล้ายกัน ทำอะไรก็ไม่เจริญ เหมือนชีวิตจะดีแต่ก็ดีไม่สุด มีงานทำแต่ไม่มีเก็บ อาจจะเกิดจากกรรมที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจทำในอดีต แต่อีกใจของคุณแนนก็คิดว่า ‘ไม่เชื่อหรอก เกี่ยวอะไรกัน เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเรา ทำไมถึงต้องมีผลกรรมตามมา มีผลกับชีวิตของเรา’ เมื่อถึงบ้าน หลังจากที่คุณแนนนอน คุณแนนก็ฝันถึงคุณพ่อที่เสียไปเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งปกติแล้ว คุณแนนจะเป็นคนที่หลับสนิทไม่ค่อยฝัน แต่คืนนี้ดันฝันว่า คุณแนนนั่งอยู่ข้างคุณพ่อในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงพูดอยู่ตลอดว่า ก็ที่ลูกแกสองคนเป็นแบบนี้ เพราะนี่ไง ! ก่อนที่คุณพ่อจะแบมือ เห็นเป็นก้อนเด็กสองคนนอนกอดกันอยู่ ซึ่งเมื่อคุณแนนลองมองตามเสียงพูดไป ก็เห็นเป็นร่างลักษณะอาจารย์ที่ทักคุณแม่ เมื่อคุณแนนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงบอกว่า “เขาอาจจะเตือน เพื่อที่จะให้เราไปทำพิธีกรรมกับเขา” พี่สาวของคุณแนนเป็นหมอดู และมีอาจารย์ที่นับถืออยู่ จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปปรึกษากับท่าน อาจารย์จึงบอกว่า “มันอาจจะถึงเวลาที่คุณแม่ต้องขอโทษจากใจจริง เริ่มจากการจุดธูปกำใหญ่ โดยที่ไม่ต้องนับ และไปกล่าวกลางแจ้ง พูดขอโทษจากเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจจริง” ซึ่งเมื่อนำคำแนะนำของอาจารย์ไปบอกกับคุณแม่ คุณแม่ก็ปฏิเสธที่จะทำตาม เพราะคุณแม่เชื่อว่า ตัวของคุณแม่ได้ทำพิธีแก้กรรมไปหมดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเดือนก่อนคุณแม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนอายุ 68 ปี ทำให้ในเดือนนี้สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างที่คุณแม่กำลังจ่ายตลาด คุณแม่ก็หกล้ม ทำให้เข่าทั้ง 2 ข้างเกิดแผลฟกช้ำ และในระยะเวลาใกล้กัน พี่สาวของคุณแนนก็ขาพลิก พร้อมทั้งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็นข้อเท้าต้องฉีก ส่วนคุณแนนเองก็ขาถลอกจากการที่พื้นเกิดผุพัง หลังจากนั้นเครื่องทำกาแฟที่เป็นร้านธุรกิจส่วนตัวของคุณแนน ก็พังทุกตัว ทำให้ขาดรายได้แทบทุกทาง คุณแนนจึงตัดสินใจคุยกับคุณแม่ว่า “การที่เราไปจุดธูปบอกกล่าว มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเราทำเพื่อความสบายใจกันดีไหม ?” คุณแม่ก็ตกลง หลังจากนั้นเราก็ทำพิธีตามคำแนะนำ เมื่อจุดธูปกำใหญ่ ปรากฏว่า ธูปทุกดอกในมือก็ติดไฟลุกโชน จนพี่สาวของคุณแนนต้องรีบดับเพราะกลัวที่จะโดนว่า แต่เมื่อคุณแม่มาจับธูปไฟก็ดับลงทันที จนทั้งคู่ต่างตกใจ จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปกลางแจ้ง และกล่าวว่า “แม่ขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นคุณแม่ก็อยากที่จะมีลูก แต่มันก็หลุด ส่วนอีกคนคุณหมอก็ไม่ให้เก็บไว้” ซึ่งคุณแนนรับหน้าที่เป็นคนถ่ายภาพบรรยากาศ จู่ ๆ ก็เกิดอาการจุกอกจนอยากที่จะร้องไห้ออกมา ตอนแรกคุณแนนเข้าใจว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นคน sensitive สักพักไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว จึงเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน หลังจากที่แม่ปักธูปลงบนกระถาง คุณแนนก็อยากที่จะร้องไห้มาก ๆ จึงพยายามที่จะตั้งสติ และกำพระที่คอให้แน่นขึ้น พี่สาวก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติของคุณแนนจึงเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร ?” คุณแนนจึงตอบว่า “หนูไม่รู้อะ แต่หนูอยากที่จะร้องไห้มาก ๆ” พี่สาวจึงเดินไปบอกกับคุณแม่ว่า “น้องน่าจะสื่อได้แล้ว” แล้วพี่สาวก็เดินกลับมาบอกกับคุณแนนว่า “อยากร้อง ร้องเลย” หลังจากนั้น คุณแนนก็ร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งคุณแนนก็รู้สึกว่ามันเป็นโทนเสียงที่คล้ายกับเด็กเล็ก และเป็นโทนเสียงที่คุณแนนไม่เคยร้องมาก่อน รวมถึงความรู้สึกเสียใจที่เอ่อล้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณแม่เดินออกมาจากบ้าน พี่สาวจึงถามคุณแนนว่า “อยากกอดคุณแม่ไหม ?” คุณแนนได้แต่พยักหน้า และกอดคุณแม่ในความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงและโหยหาคุณแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน เราได้กอดและเจอคุณแม่สักที” เกิดเป็นคำถามในใจคุณแนนว่า เราเจอคุณแม่ทุกวัน ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้ ? คุณแนนจึงเข้าใจแล้วว่า “น่าจะเป็นพี่ที่มาหาจริง ๆ” คุณแม่กอดกับคุณแนนอยู่อย่างนั้น และพูดว่า “ให้แม่กับน้องรวยนะลูก แม่ขอโทษ” แล้วคุณแนนก็พูดในใจว่า “เกิดเป็นคนมันเหนื่อยนะ และต่อจากนี้ก็ให้พวกแนนดูแลแม่เองนะ” ซึ่งตอนนั้น คุณแนนก็นั่งร้องไห้ เกือบ 40 นาที และพูดว่า “เข้าใจทุกอย่างแล้ว ถอยออกเถอะนะ เดี๋ยวทำบุญให้” หลังจากจบเหตุการณ์ในวันนั้น คุณแนนก็ได้นำรูปที่ถ่ายเอาไว้ออกมาดู แล้วพบว่า ควันของธูปที่จุด คล้ายกับลักษณะใบหน้าของเด็กตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง ทำให้คุณแนนกลัวและฝังใจกับเรื่องราวนี้มาก ก่อนที่จะตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วทำไมคุณแนนถึงสัมผัสได้มากที่สุดในบ้าน ?” ก่อนที่จะพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว พี่สาวของคุณแนนเป็นลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาคนแรก ซึ่งสองคนที่เสียไปคือท้องที่ 2 และ 3 ของคุณแม่ โดยคุณแนนเป็นลูกคนสุดท้ายคนที่ 4 ซึ่งเมื่อทบทวนเหตุการณ์ทุกอย่างอีกครั้ง ตอนที่คุณแนนยังเด็กมักจะโดนทักว่า “มีบุญมากนะที่ได้เกิดมา” อาจารย์ที่แนะนำก็บอกว่า “คุณแนนน่าจะแย่งเขามาเกิด อาจจะเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน” หลังจากนั้นจากพิธี คุณแม่ของคุณแนนก็ได้ทางรักษา จนสามารถหายจากโรคร้ายได้ ซึ่งคุณแนนก็มักที่จะสวดมนต์ และระลึกถึงพี่อยู่เสมอ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

18 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเอชดี้ 'เจ้าที่เจ้าทาง' l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 3 ก.พ.2569 ]

หลังย้ายมาอยู่บ้านในกรุงเทพฯ เขาเริ่มฝันเห็น “คุณลุงปริศนา” ผมขาว ใส่ชุดขาว คล้ายเจ้าที่ และไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่เห็นในฝันก็ปรากฏตัวให้เห็นจริง ๆ ในบ้านหลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันที่พ่อป่วยหนักถึงขั้นเฉียดตาย ทุกคนพาพ่อมานั่งรอรถพยาบาลใต้ต้นมะม่วงสามง่าม จุดเดียวกับที่เขาเคยเห็นเจ้าที่หายเข้าไป คืนถัดมา... ต้นมะม่วงค่อย ๆ ตายลงอย่างไร้สาเหตุ ขณะเดียวกัน พ่อที่นอนอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา… “คุณลุงเจ้าที่” ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (3 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจ้าที่เจ้าทาง’ เรื่องราวนี้ ‘คุณเอชดี้’ ได้เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมีเซ้นส์ และมักจะรับรู้สิ่งแปลก ๆ ได้เสมอหลังจากย้ายมาอยู่บ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เอชเริ่มฝันเห็นชายชราคนหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง ในฝันเป็นคุณลุงผมขาวโพลนทั้งศีรษะ ทรงผมสั้นเกรียนคล้ายทหาร สวมชุดขาวลักษณะคล้ายนักบวช ตอนนั้นเอชเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นคือผี หรือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้หลังจากฝันในคืนนั้น... วันหนึ่งเอชกลับมาบ้านช่วงเย็น และเข้าไปนั่งดูการ์ตูนในห้องของพี่ชาย ขณะกำลังดูอยู่จู่ ๆ ก็เห็นร่างของชายชราคนเดิม เดินผ่านไปที่บริเวณหน้าต่างห้อง ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้อยู่ในชุดขาว แต่เป็นชุดพยาแรกนา และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เอชก็ยังเห็นคุณลุงคนนี้เป็นระยะ ๆ อยู่เสมอ เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อของเอช เกิดอาการป่วยหนักมาก ถึงขั้นต้องเข้าห้อง ICU ก่อนรถพยาบาลจะมาถึง คนในบ้านช่วยกันพาคุณพ่อออกมานั่งรออยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่เอชมักจะเห็นคุณลุงเจ้าที่เดินหายตัวไปในต้นมะม่วงอยู่เป็นประจำ ต้นมะม่วงต้นนี้เป็นต้นเตี้ย แตกออกเป็นสามง่าม โผล่ขึ้นมาจากปลายดิน ดูแปลกตา อาการของคุณพ่อ ในตอนนั้นหนักมาก ตัวเขียว ปากเริ่มม่วง เอชได้แต่ยืนภาวนาในใจ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ ช่วยปกป้องคุณพ่อ อย่าเพิ่งพาเขาจากไปในตอนนี้หลังจากรถพยาบาลพาคุณพ่อ ไปโรงพยาบาลผ่านไปเพียงคืนเดียว เช้าวันถัดมา เอชสังเกตว่าต้นมะม่วงสามง่ามหน้าบ้านกลับเหี่ยวเฉา ใบร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น และตายลงในขณะเดียวกันคุณพ่อของเอช ที่อาการหนักอยู่ในห้อง ICU กลับฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ จากที่แพทย์เคยประเมินว่าอาการวิกฤต แต่กลับค่อย ๆ ดีขึ้น ราวกับมีใครบางอย่างยอมแลกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้คุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ หลังจากวันนั้น คุณพ่อของเอชมีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกเกือบ 20 ปี ก่อนจะจากไปตามวัย และสิ่งที่ทำให้เอชรู้สึกขนลุกที่สุดก็คือ ตั้งแต่วันที่ต้นมะม่วงต้นนั้นตาย… เอชไม่เคยเห็นคุณลุงเจ้าที่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฝันเห็นผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น เชิญเข้ามาในบ้าน จากนั้นประจำเดือนผิดปกติ 40 วัน แต่หมอบอกปกติ เลยนั่งสมาธิ พอลืมตาเห็นผู้หญิงร่างเปลือยนั่งท่าคล้ายแม่เป๋อหันมาทางไลฟ์สด!

09 มี.ค. 2024

ฝันเห็นผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น เชิญเข้ามาในบ้าน จากนั้นประจำเดือนผิดปกติ 40 วัน แต่หมอบอกปกติ เลยนั่งสมาธิ พอลืมตาเห็นผู้หญิงร่างเปลือยนั่งท่าคล้ายแม่เป๋อหันมาทางไลฟ์สด!

ประจำเดือนของผู้หญิงส่วนใหญ่มักมีไม่เกิน 7-10 วัน แต่ ‘คุณขวัญ’ เคยมีประจำเดือนมากสุดถึง 40 วัน จนร่างกายอ่อนเพลีย เกือบเสียทั้งงานประจำและงานดูดวง! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ลุ้นไปกับความหลอน ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผู้ถูกกระทำ’ เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ในตอนนั้น ‘คุณขวัญ’ ทำงานประจำที่โรงพยาบาลควบคู่ไปกับอาชีพหมอดู หลังเลิกงานคุณขวัญก็จะรับคิวดูดวง และยังไลฟ์สดยามดึกพูดคุยกับลูกดวงอีกด้วย เรียกได้ว่ามีคนเข้ามาดูไลฟ์ดูดวงนี้เป็นจำนวนมาก แต่ช่วงหลัง ๆ จำนวนผู้เข้าชมไลฟ์กลับลดลงไปเรื่อย ๆ จากหลักร้อยเป็นหลักสิบ บางวันก็ไม่มีผู้เข้าชมเลย คุณขวัญคิดว่าอาจจะเป็นที่ระบบ เพราะตนไม่เคยทำตลาดแบบโปรโมตเลยสักครั้ง ทำให้อัลกอริทึมไม่ดันไลฟ์ของตนก็เป็นได้ เวลาผ่านไปไม่กี่วัน คุณขวัญฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวใส่ผ้าซิ่นมายืนอยู่ที่หน้าบ้าน ผู้หญิงคนนั้นถามหาคนในบ้าน คุณขวัญจึงบอกไปว่า “ถ้าอย่างนั้น เข้ามารอในบ้านก่อนเลยค่ะ” สิ้นเสียงคุณขวัญ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้าบ้านมา จากนั้น คุณขวัญก็สะดุ้งตื่นในช่วงรุ่งสาง ผ่านไปไม่กี่วัน คุณขวัญก็เป็นประจำเดือน.. คุณขวัญเล่าเพิ่มเติมว่าตนนั้นมีช่วงของประจำเดือนค่อนข้างสม่ำเสมอ นับแล้วไม่เกิน 5-7 วัน จากนั้นก็จะหายไป และไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนแต่อย่างใด แต่การเป็นประจำเดือนของคุณขวัญในครั้งนี้กลับแปลกไปจากเดิม คุณขวัญมีอาการปวดท้องทรมานอย่างรุนแรง ประจำเดือนมีสีคล้ำเข้มต่างจากปกติ ตอนแรกคุณขวัญไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าตนอาจจะมีเรื่องเครียดจึงทำให้ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไป 7 วัน ประจำเดือนของคุณขวัญก็ยังไม่หมด ทั้งยังมีปริมาณมากและไม่มีท่าทีว่าจะลดน้อยลง คุณขวัญต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยแบบกลางคืนเช้า 3 รอบและช่วงเย็นอีก 3 รอบ คุณขวัญรู้สึกว่าร่างกายของตนเริ่มผิดปกติ เพราะผลกระทบจากการเสียเลือดมากคืออ่อนเพลีย กระทั่งวันที่ 10 คุณขวัญได้ไปทำงาน พี่พยาบาลที่เป็นเพื่อนร่วมงานก็เอ่ยทักขึ้นว่า “ทำไมดูหน้าซีดจัง เป็นอะไรป่าว?” คุณขวัญจึงเล่าให้พี่พยาบาลฟังว่าอาการประจำเดือนของตนผิดปกติไป พี่พยาบาลจึงแนะนำให้ไปหาหมอเฉพาะทาง คุณขวัญจึงทำตามนั้น คุณขวัญได้ไปตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาความผิดปกติของโรคทางนรีเวช คุณหมอสงสัยว่าอาจจะมีภาวะมดลูกโต ทำให้มีประจำเดือนผิดปกติ แต่พออัลตร้าซาวด์ก็พบว่ามดลูกปกติ คุณหมอจึงให้ยาระงับเลือด และยังแนะนำว่าหากกินยาแล้วเลือดหยุดก็ให้หยุดยาได้ คุณขวัญกินยาได้ 2 วัน เลือดก็หยุดไหล ตนจึงหยุดกินยาอย่างที่หมอแนะนำ หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วัน ประจำเดือนก็กลับมาอีกครั้ง และยังคงออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติ หลังจากนั้นก็ใช้เวลาเพิ่มไปอีก 10 กว่าวัน ระหว่างที่คุณขวัญเป็นประจำเดือนอยู่นั้น ไลฟ์สดของตนก็แทบจะไม่มีผู้ชมเข้ามาดูและยังไม่มีคิวดูดวงเข้ามาด้วย และเนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียจนไปทำงานไม่ไหว ทำให้คุณขวัญต้องลาหยุดงานประจำบ่อยครั้ง ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างกระทบกันเป็นทอดแหจนคุณขวัญกลัวว่าตนจะเสียทุกอย่างไปจนหมด คุณขวัญตัดสินใจไปพบคุณหมอและทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด คุณหมอเองก็มึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น และจ่ายยาเหมือนครั้งก่อนให้คุณขวัญ หลังจากกินยารอบนี้ ประจำเดือนกลับไม่หายไป คุณขวัญนับตั้งแต่เริ่มเป็นประจำเดือนจนถึงตอนนี้ก็ใช้เวลาร่วม 40 วัน คุณขวัญจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า ‘หรือนี่อาจจะไม่ใช่ความผิดปกติทางการแพทย์?’ ในขณะนั้นเอง ร่างกายของคุณขวัญก็แทบจะไร้เรี่ยวแรง เรียกได้ว่าตลอดทั้งวันเธอทำได้แค่นอนพัก สุดท้ายคุณขวัญจึงรวบรวมสติเพื่อลุกขึ้นมานั่งสมาธิแล้วบอกกล่าวครูบาอาจารย์ว่า “ถ้าหากครั้งนี้ ลูกยังมีบุญ มีวาสนาที่จะหลุดพ้น ขอให้ลูกพบกับความจริง” เมื่อคุณขวัญลืมตาขึ้นมาแล้วหันไปมองที่โต๊ะทำงานที่ใช้ดูดวงและไลฟ์สดก็ปรากฏภาพผู้หญิงที่เคยเห็นในฝัน (ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นที่คุณขวัญอนุญาตให้เข้ามานั่งในบ้าน) แต่ครั้งนี้.. ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ร่างเปลือยเปล่า ผมเผ้ากระเซิงไม่เรียบร้อย เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่คุณขวัญใช้ทำงานด้วยท่านั่งยอง คล้ายกับท่าของแม่เป๋อแล้วหันไปทางไฟไลฟ์สด! ..จากนั้นก็แว๊บหายไป! คุณขวัญคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติเป็นแน่ จึงรุดโทรหาอาจารย์ที่ตนเคารพท่านหนึ่ง หลังจากพูดคุยปรึกษากันเสร็จเรียบร้อย คืนนั้นเอง คุณขวัญก็นอนหลับแล้วฝันว่า มีพระท่านหนึ่งเดินมาหาตน แล้วบอกว่า “ช่วงนี้ไม่ค่อยดีใช่มั้ย? ช่วงนี้พูดอะไรไม่ค่อยได้ยินใช่มั้ย? พูดอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องใช่มั้ย?” คุณขวัญพยักหน้าแล้วตอบกลับไปว่า “ใช่ค่ะ” จากนั้นพระท่านก็แนะนำให้คุณขวัญไปหยิบพระพุทธรูปที่อยู่ด้านหลังของโบสถ์ (ในฝันคุณขวัญอยู่ในโบสถ์) จากนั้นให้นำมาวางไว้เหนือหัว เมื่อคุณขวัญทำตาม พระท่านก็หยิบไม้แคะหูมาควานเข้าไปในรูหูทั้งสองข้างของคุณขวัญ เมื่อดึงออกมาก็พบว่ามันคือก้อนกระจุกผมยาวที่ติดอยู่ในนั้น! เมื่อโยนทิ้งเสร็จ พระท่านก็หันมายิ้มให้ จากนั้นก็หันหลังหายไปกับแสงสว่าง คุณขวัญสะดุ้งตื่นในเช้าวันถัดมาก็โทรหาอาจารย์แล้วเล่าเรื่องฝันให้ท่านฟัง ท่านบอกว่า “หลุดพ้นแล้วนะลูก” คุณขวัญจึงถามกลับไปว่า “อาจารย์คะ? ใครเป็นคนทำ?” อาจารย์ตอบกลับมาอย่างใจเย็นว่า “หากรู้ว่าใครทำ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมั้ย? อโหสิกรรมปล่อยวางได้หรือเปล่า? สายอาชีพนี้.. ถ้าเราไม่ทำเขา เขาก็จ้องจะทำเราอยู่ดี” คำตอบของอาจารย์ทำให้คุณขวัญประทับใจเป็นอย่างมาก หลังจากฝันในครั้งนั้น อาการประจำเดือนที่ผิดปกติก็เริ่มจางลงจนกลับมาเป็นปกติ คุณขวัญยังบอกอีกว่าลึก ๆ ในใจของตนนั้นอยากรู้มากว่าใครทำ คาดเดาไปเพียงว่าอาจจะเป็นคนสายอาชีพเดียวกันที่ไลฟ์สดเจอกันบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้อยากจะปรักปรำใคร เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของตนเท่านั้น และยังบอกชาวอังคารคลุมโปงอีกว่า ปัจจุบันนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงสามารถทำของได้ง่ายขนาดนี้ นั่นเพราะบัญชีโซเชียลของเรามีชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา ทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะทำของ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

05 พ.ค. 2023

ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

การไปเยือนยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็เสี่ยงเจอกับเรื่องขนหัวลุกกันได้ทั้งนั้น เหมือนกับเอเจนซี่หนุ่มอย่าง ‘คุณแดน’ ที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (25 เมษายน 2566) และได้เล่าประสบการณ์หลอนในการไปทำงานต่างจังหวัดที่จำได้ไม่เคยลืม ให้กับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจ็ม’ ฟัง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามอ่านกันได้เลย!คุณแดนเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดเมื่อประมาณสองปีก่อน ตนและพี่สาวต้องไปทำงานเก็บข้อมูลและเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการวางระบบต่าง ๆ ให้กับทางลูกค้าที่เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังต้องลงพื้นที่ไปยังสถานที่จริง เพื่อศึกษาและสอดส่องคู่แข่งกว่า 14 สถานที่ ใช้เวลาโดยประมาณ 4 วันซึ่งลูกค้าเจ้านี้ เป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับสนามกอล์ฟ คุณแดนเล่าเพิ่มเติมว่า ลูกค้าได้รับมรดกมาจากคุณพ่อ เขาจึงอยากเปลี่ยนแปลงพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นใหม่ เพราะในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด ไม่มีใครมาใช้บริการสนามกอล์ฟแห่งนี้เลย จึงปล่อยเช่าให้คนเกาหลีอยู่พักหนึ่ง แต่หลังหมดสัญญาเช่าก็ปิดสถานที่ไว้ชั่วคราวเมื่อเดินทางมาถึงสนามกอล์ฟของลูกค้า คุณแดนก็สังเกตบรรยากาศรอบ ๆ สนาม ทางซ้ายมือเป็นพื้นที่อาคารเก่าสำหรับเก็บอุปกรณ์ช่าง ส่วนขวามือมีรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ ถัดไปมีอาคารร้างตั้งอยู่ โดยมีลักษณะเป็นประตูกระจกใสและมีผ้าม่านเก่า ๆ ที่หลุดมากองรวมกันอยู่ตรงกลางประตู คุณแดนที่เป็นคนขับรถและมักจะสังเกตมองซ้าย, ขวา, หน้า, หลังอยู่ตลอดเวลา จึงเหลือบไปเห็นในอาคารนั้นว่ามี ‘ผู้หญิงผมยาวแต่ไม่เห็นหน้า ใส่ชุดสีขาว ยืนเอามือที่ซีดเผือดข้างหนึ่งจับผ้าม่านเพื่อแหวกดูว่าใครมา’ คุณแดนเห็นดังนั้นก็เงียบและหันไปมองหน้าพี่สาว ปรากฏว่าพี่สาวเองก็หน้าเริ่มเสีย จึงรีบขับรถผ่านอาคารร้างนี้ไป และบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าออกจากสถานที่ตรงนี้แล้ว จะเล่าให้ฟัง” เพราะคิดว่าพี่สาวน่าจะเห็นแบบที่ตนเห็นเช่นกันเมื่อเข้าไปดูสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขากลับก็ต้องขับรถออกมาเจอกับอาคารร้างแห่งนี้อีกครั้ง คุณแดนรีบขับรถออกมาแทบจะไม่ชะลอเลย หลังจากนั้นก็ตรงไปยังสนามกอล์ฟของคู่แข่ง และก่อนจะกลับมายังที่พักได้มีโอกาสถามพี่สาวว่าตอนที่เข้าไปยังสนามกอล์ฟของลูกค้า รู้สึกอะไรไหม? พี่สาวก็ตอบมาว่า “รู้สึกขนลุกตั้งแต่เห็นอาคารหลังนั้นแล้ว” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เห็นให้พี่สาวฟังหลังจากนั้น ด้วยความเพลียที่ต้องขับรถทั้งวันคุณแดนจึงอาบน้ำแล้วรีบเข้านอนทันที และได้ฝันเห็นถึงอาคารหลังนั้นอีกครั้ง ในนั้นมีคนอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือผู้หญิงที่คุณแดนเห็นอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า “ช่วยเค้าหน่อยเค้าร้อนมาก” จากนั้นก็ยื่นรีโมทสีฟ้าเก่า ๆ มาให้ แถมยังพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่าช่วยเขาหน่อยเขาร้อนมาก คุณแดนเองก็ได้สังเกตเห็นว่าตรงขอบกระจกภายในตึกถูกทุบจนบิ่น แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้ จึงได้บอกเขาไปว่ามันเปิดไม่ได้ มันเสีย เขาก็ทำหน้าโกรธเหมือนไม่พอใจว่าทำไมถึงไม่ช่วยเขา หลังจากนั้นนาฬิกาก็ปลุกทำให้คุณแดนสะดุ้งตื่น และได้เล่าเรื่องความฝันนี้ให้พี่สาวฟัง พี่สาวเลยบอกว่า “ลองพูดอะไรสักอย่างดูสิ” คุณแดนจึงพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “เอางี้ ถ้าได้โครงการนี้ กลับกรุงเทพฯไปจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้” หลังจากนั้นจึงขับรถออกไปดูสนามกอล์ฟของคู่แข่งที่เหลือ ซึ่งมีอยู่ที่หนึ่งจะต้องไปแถวอำเภอสันทราย แต่อำเภอนี้ถูกแบ่งเป็นสองที่ได้แก่ สันทรายหลวง และ สันทรายน้อย ด้วยความที่ไม่ใช่คนในพื้นที่จึงเปิด GPS เพื่อนำทางแทนระหว่างทางคุณแดนมองเห็นภูเขา ซึ่งบนภูเขามีวัดสีขาวสวยงามตั้งอยู่ จึงพูดกับพี่สาวว่า “หูย วัดสีขาวสวยมากเลยอ่ะ ตั้งอยู่บนนั้นเด่นมากเลย” สักพัก GPS ก็บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนจึงขับไปตามเส้นทางนั้นแต่ถนนก็เริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เลนเดียว และเห็นว่าที่กำลังตรงไปมันเหมือนถนนขึ้นไปบนภูเขา แต่คุณแดนก็ได้เช็คดูใน GPS อีกครั้ง พบว่าพื้นที่ข้าง ๆ เป็นสนามกอล์ฟ จึงคิดว่าทางเข้าน่าจะอยู่แถวนี้ แต่ยิ่งขับเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าถนนเส้นนี้พาเข้าไปในป่ามากขึ้นทุกที เพราะบรรยากาศรอบ ๆ ก็เริ่มครึ้มไปด้วยเงาจากต้นไม้ แถมระหว่างทางก็เต็มไปด้วยการบวชต้นไม้ (การนำจีวรพระมาพันรอบต้นไม้เพื่อทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปทำลายได้ ทำให้ต้นไม้มีโอกาสเติบโตได้เต็มที่)หลังจากขับไปเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร คุณแดนกลับรู้สึกเหงื่อแตกและขนลุก เมื่อหันไปมองพี่สาวที่นั่งตัวแข็งทื่อ มองตรงไปทางข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวซ้ายแลขวาเลย ทั้งคู่ต่างรับรู้กันว่าเริ่มใจเสียแล้ว จึงเปิดดู GPS อีกครั้ง และเห็นว่าใกล้จะถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแล้วจึงรีบขับขึ้นไป แต่ด้วยสัญชาตญาณการขับรถทำให้คุณแดนรู้สึกว่าถ้ามันใกล้จะถึงแล้วทำไมถึงไม่เห็นทางเข้าเลย จึงเบรกรถทันที และ GPS ก็แจ้งขึ้นมาว่าให้เลี้ยวขวา คุณแดนก็ยิ่งเอะใจหนักกว่าเดิม และเปิดกระจกมองดูรอบ ๆ แล้วก็พบว่า “ถ้าตัดสินใจเลี้ยวขวารถก็คงตกจากภูเขาทันที” เมื่อเห็นดังนั้นคุณแดนเลยขับตรงไปอีกหน่อยเพื่อหาที่กลับรถ แต่ปรากฏว่าเป็นทางตัน ยิ่งไปกว่านั้นมันดันเป็นทางที่ขึ้นไปยังวัด วัดเดียวกับที่พูดตอนอยู่บนถนนว่าวัดนี้สวยจังอีกด้วย!! คุณแดนจึงนึกถึงที่เขาเคยพูดไว้กับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาว่า “ถ้าได้งานนี้ จะกลับกรุงเทพไปทำบุญให้” แต่เหมือนเขาใจร้อนจึงพามายังวัดนี้เพื่อให้เรารีบทำบุญให้ คุณแดนรีบกลับรถและลงมายังข้างล่างทันที ซึ่งตอนนั้นไม่มีสัญญาณ แต่ระหว่างทาง GPS ก็ดังขึ้นมาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “กลับรถ ๆๆๆๆๆๆ” จนพี่สาวบอกให้คุณแดนปิดโทรศัพท์ทันที!เมื่อกลับมาถึงตรงที่ตอนแรก GPS บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนก็เลี้ยวขวา ใช้เวลาขับรถไปอีกแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทั้งคู่ก็ถึงสนามกอล์ฟ หลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะไปต่ออีกที่ ซึ่งได้หาข้อมูลมาแล้วว่าสนามกอล์ฟนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ จึงเปิด GPS นำทางอีกครั้ง เมื่อขับรถไปได้สักพักก็ได้เจอกับโค้งหักศอก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเลยทางเข้าสนามกอล์ฟไปแล้ว! คุณแดนจึงหยุดรถ แต่ดันหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันบ้านร้าง! พอกลับรถมาถึงตรงทางเข้าสนามกอล์ฟตามที่ GPS บอก คุณแดนหันไปเห็นว่ามีหญ้าสูงท่วมหัวที่มีสายสิญจน์กั้นอยู่ ทั้งสองคนเริ่มใจคอไม่ดีและคิดว่าไม่น่าจะใช่ทางเข้าสนามกอล์ฟแน่ ๆ จึงขับรถกลับไปยังถนนเส้นหลักเพื่อเริ่มต้นใหม่และเปิด GPS ให้นำทางอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เส้นทางเดิมเพราะต้องเลี้ยวซ้ายจากทางเลียบชลประทาน แต่กลับกลายเป็นว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางที่นำพาทั้งสองคนกลับขึ้นมายังบ้านร้างหลังนั้นเหมือนเดิม! พี่สาวเลยพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีว่า ถ้าครั้งนี้ไม่เจอกลับเลยนะ! เพราะว่ามันใกล้จะมืดแล้ว คุณแดนจึงตัดสินใจว่าจะเลี้ยวขวาจากทางเลียบชลประทานแทน และขับไปอีกประมาณ 10 นาที ในที่สุดก็ได้เจอกับทางเข้าสนามกอล์ฟแต่ความชื้นใจก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะสนามกอล์ฟตรงนี้ดันไม่ตรงปก ดูร้างกว่าที่คิด และมีโปสเตอร์ที่เขียนข้อความประมาณว่าจะพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างเป็นหมู่บ้านแปะอยู่ คุณแดนจึงเช็คเส้นทางอีกครั้ง ว่าถ้าขับตรงเข้าไปข้างใน จะมีสนามกอล์ฟจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็มี จึงคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ขับเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน สักพักก็เจอศาลเพียงตาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนทางสามแพร่ง และรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ทั้งสองข้างถนน ความรู้สึกตอนนั้นของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นสุภาษิตที่ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก”เมื่อขับรถตรงเข้าไปอีกสักพักก็เจอกับสโมสรและหมู่บ้านตัวอย่างร้าง จู่ ๆ ก็มีคุณลุงขับรถโฟวิลออกมาจากอีกทาง คุณแดนจึงจะเลี้ยวไปตามทางที่ลุงคนนั้นขับรถออกมา เผื่อจะเจอสนามกอล์ฟ พี่สาวจึงทักขึ้นมาว่า “เธอคิดว่าเขาเป็นคนจริง ๆ ใช่ไหม” คุณแดนจึงตอบไปว่า “เป็นคนสิ เนี่ยรถมันเคลื่อนตัวอยู่” ซึ่งคุณแดนคิดถูก เพราะมันเป็นทางเข้าสนามกอล์ฟจริง ๆ แต่ทว่าที่ตรงนั้นกลับร้างไปหมด มีเพียงแม่บ้านคนเดียวที่ยังทำงานอยู่ ในขณะนั้นคุณแดนเกิดปวดปัสสาวะจึงขอเข้าห้องน้ำ แต่พี่สาวก็รีบห้ามและบอกว่าไม่ให้ลงจากรถ “เพราะถ้าลงไปแล้วเธอมองไม่เห็นพี่ พี่มองไม่เห็นเธอจะทำยังไง” คุณแดนคิดได้ดังนั้นประกอบกับความกลัวเพราะบรรยากาศเริ่มมืดค่ำแล้ว จึงรีบขับรถออกมาทันที ระหว่างที่ขับรถออกมาจากเส้นทางนั้นแล้วต้องผ่านศาลเพียงตาก็รู้สึกหวิว ๆ เหมือนมีคนมองตามอยู่ตลอดเช่นเดิมหลังจากเจอเหตุการณ์ชวนหลอนมาทั้งวัน ทั้งคู่จึงซื้อชุดสังฆทานเพื่อเตรียมไปทำบุญในวันถัดไป และย้ายไปพักอีกโรงแรมหนึ่ง หลังจากดื่มด่ำค่ำคืนในเชียงใหม่ด้วยน้ำเมาแล้ว ทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องพักเพื่อจะนอนหลับให้สนิท ไม่ต้องตื่นมาเจออะไรกลางดึกอีก ซึ่งห้องที่คุณแดนพักนั้นอยู่ชั้น 1 และอยู่ใกล้ถนน ทำให้ฤทธิ์น้ำเมาก็ช่วยได้ไม่มากนัก เพราะได้ยินเสียงคนหลายคนมายืนเรียกชื่ออยู่หน้าห้อง ก่อนที่จะเผลอขานรับไป แต่ก็เกิดเอะใจขึ้นมาว่าที่เชียงใหม่แทบจะไม่มีคนรู้จักเลย แล้วจะมีคนมาเรียกได้อย่างไร? เสียงเรียกนั้นดังแว่วอยู่ประมาณ 15 นาที พอเช้าวันใหม่มาถึงปรากฏว่าพี่สาวก็มาเล่าให้ฟังว่าเจอเหตุการณ์เดียวกับคุณแดนเป๊ะ! ทั้งคู่จึงรีบเก็บของและเช็คเอาท์ออกทันทีโดยที่ไม่ลืมว่าจะต้องไปทำบุญ ซึ่งใกล้ ๆ นั้นเองมีวัดที่ชื่อว่า “วัดลอยเคราะห์” จึงตัดสินใจว่าจะไปทำบุญที่นี่ และพี่สาวก็ชอบชื่อวัดนี้มากๆ เพราะความหมายดีทั้งสองคนเดินถือถังสังฆทานเข้าไปในวัดเพียงไม่กี่ก้าว พระที่นั่งอยู่ก็กวักมือเรียกทันทีว่า “โยมมานี่ ๆ” ซึ่งคุณแดนคิดว่าปกติเราจะต้องสวดนะโมสามจบแล้วพูดบทสวดถวายสังฆทาน แต่พระท่านกลับบอกว่า “ไม่ต้อง เดี๋ยวอาตมาสวดให้เลย” ซึ่งพระท่านเองก็สวดเป็นบทภาษาเหนือและให้กรวดน้ำ ระหว่างกรวดน้ำก็มีบทสวดแปลก ๆ อีกเพราะไม่เคยได้ยิน ซึ่งในใจคุณแดนขณะนั้นก็พูดว่า “ถ้าได้รับบุญกุศลในครั้งนี้แล้วช่วยทำให้รับรู้ด้วย ว่าได้รับแล้วจริง ๆ” ปรากฏว่าพอคุณแดนนำน้ำที่กรวดไปเทที่ต้นไม้และกลับเข้ามาที่อุโบสถ ตอนนั้นเองก็มีลมแรงพัดมากระทบกับกระดิ่งที่แขวนอยู่ที่ชายหลังคา ไล่จากด้านหน้าไปด้านหลัง “ดังติ้งติ้งดิงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พี่สาวหันมามองหน้าคุณแดนด้วยอาการตกใจ จึงเล่าสิ่งที่คุณแดนอธิษฐานในใจให้ฟัง และมานั่งคุยกันอีกครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนั้นต้องรู้แน่เลยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่นี่เราไปทำบุญกับครูบาน้อยกันมา และพอได้มาเจอกันจึงคิดว่าถ้ามาสื่อสารกับเราทั้งสองคน เราจะทำบุญให้เขาได้เร็วหลังจากอ่านเรื่องนี้จบ หลาย ๆ คนคงจะเห็นใจคุณแดนและพี่สาวกันแน่นอน เพราะเหนื่อยจากการทำงานไม่พอยังต้องมาเหนื่อยกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เจอจากผีขี้ใจร้อนอีก สุดท้ายการพูดหรือรับปากกับสิ่งใด ๆ ก็ตาม จะต้องใช้ความคิดให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น เพราะความหวังดีมันจะดีก็ต่อเมื่อเราไม่เดือดร้อน

album
efm
-

-