เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากปลายฟ้า 'ผีระหว่างทาง' l อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า-มิวสิค [ 11 พ.ย.2568 ]

19 พ.ย. 2025

     เดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด ขับไปได้สักพัก Google Map กลับพาเปลี่ยนเส้นทาง บรรยากาศโดยรอบดูวังเวง ตามข้างถนนเต็มไปด้วยศาลที่ถูกทิ้งร้างไว้ และระหว่างที่ขับผ่าน สายตากลับเหลือบไปเห็น เสมือนผู้คนทั้งชายหญิง ยืนสลับซ้ายขวาอยู่เต็มริมถนน

     เรื่องราวระหว่างการเดินทางของ.. ‘ปลายฟ้า’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ที่ต้องออกเดินทางกลางดึก แต่ระหว่างทางกลับเจอสถานการณ์ ที่ทำให้สติแตก และมีอาการหวาดผวา

    เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ปลายฟ้า - มิวสิค’ (11 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีระหว่างทาง’

     เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงของปีนี้ ‘ปลายฟ้า’ ต้องมีไปถ่ายทำซีรีส์ที่จังหวัดกาญจนบุรี วันนั้นพี่ชายมานอนด้วย พี่ชายเลยจะสามารถไปส่งได้ แล้วก็รู้สึกว่าวันนั้นนอนไม่หลับ เลยตัดสินใจเดินทางออกไปกองถ่ายเองพร้อมกับครอบครัวในช่วงหลังเที่ยงคืน

     เมื่อเริ่มออกเดินทาง ปลายฟ้า ก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกว่า ‘แถวนี้มันน่ากลัวเนอะ’ ได้แต่คิดในใจแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่นั่งนิ่ง ๆ จู่ ๆ พี่ชายก็พูดออกมาว่า ‘ที่นี่น่ากลัวเนอะ’ ทำให้ ปลายฟ้าหันตอบไปว่า ‘พูดทำไม’ หลังจากนั้นระหว่างทางได้มีการพูดเล่นกันว่าถ้าเจอแมวลายสลิด จะรับมาเลี้ยงเลย ขับไปได้สักพัก Google Map แจ้งเปลี่ยนเส้นการเดินทาง บริเวณโดยรอบดูเป็นเส้นทางที่เปลี่ยว ปลายฟ้าได้แต่นึกในใจว่าบรรยากาศโดยรอบดูวังเวงแปลก ๆ

ขับมาได้สักพัก เจอเข้ากับศาลที่ทิ้งร้างอยู่เต็มข้างทาง และในระหว่างทางสายตาที่มองไปข้างทางเหลือบไปเห็นเป็นลักษณะเหมือนคนทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ยืนสลับกันซ้ายขวา อยู่เต็มถนนทั้ง 2 ฝั่ง ทุกคนบนรถเริ่มสติแตก และมีอาการหวาดกลัว กับภาพตรงหน้าที่เห็น แต่ปลายฟ้า พยายามตั้งสติ และได้หยิบบทสวดมนต์ออกมา สวดไปได้สักพัก ทุกคนบนรถเริ่มสงบลง

     ขับผ่านโค้งมาตามถนน ทางเปลี่ยวขึ้นกว่าจากตอนแรก ซึ่งบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่เปลี่ยว ที่ไม่ได้มีหมู่บ้านคนอาศัยอยู่ แต่กลับไปพบเจอลูกแมวยืนอยู่กลางถนน แล้วได้จ้องมองมาที่รถ โดยที่ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลบแต่อย่างใด พี่ชายปลายฟ้าจึงได้หยุดรถลงในทันที แล้วได้ปลดเข็มขัดนิรภัยออก และมีท่าทีว่า จะเปิดประตูรถลงไป แต่ปลายฟ้าต้องรีบตะโกนห้าม เพื่อเรียกสติ จนพี่ชายปลายฟ้าได้สติอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีลักษณะอาการเหมือนคนไม่รู้ตัว

ซึ่งปัจจุบันก็ไม่สามารถ พิสูจน์ได้ว่าแมวที่พบเจอ เป็นแมวจริง ๆ หรือเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงมาให้เราได้เห็น…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่
 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

14 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากครูตรีมีเรื่องเล่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดหลุดปากของเพื่อนดันไปทักว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผี” อยู่ตรงหน้าศาลเก่ากลางซอย สักพักมีลมเบา ๆ มาพร้อมกลิ่นเน่าโชยผ่านตัว กลางดึกฝันว่า มีคู่ชายหญิงมาบอก “ขออยู่ด้วยได้ไหม อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นเรื่องราวก็ค่อย ๆ ทวีคูณความหลอนติดตามมาถึงปัจจุบันเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า (5 พ.ค. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนที่ไม่ได้เชิญ’ โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณนัท’ ที่ถูกนำมาเล่าต่อโดย ‘ครูตรี’ คุณนัทมีเพื่อนสนิทชื่อเบส ทั้งสองทำงานอยู่ร้านไก่ทอดที่หนึ่งในเมือง และบ้านของทั้งสองที่เช่าไว้จะอยู่ห่างจากร้านไก่ทอดประมาณ 300 เมตร และในช่วง 300 เมตรนั้นจะมีซอยแคบ ๆ ที่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น ด้านล่างต้นโพธิ์มีศาลเก่า ๆ ที่เหมือนถูกทิ้งร้างไว้ ซึ่งทั้งสองต้องเดินผ่านซอยนี้ทุกครั้งที่กลับบ้านลักษณะบ้านของคุณนัท กับคุณเบสจะเป็นบ้าน 2 ชั้น ด้านล่างโซนแรกถ้าเปิดประตูเข้าไปแล้วจะเจอเข้ากับตู้แช่ไก่ จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะมีกำแพงที่ตั้งขึ้นมาไว้เฉพาะกิจ และถัดไปด้านในจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ทางซ้ายเป็นโซนที่เอาไว้หมักไก่ และฝั่งขวาจะมีไว้สำหรับให้รถปิกอัพถอยท้ายรถเข้ามาเพื่อโหลดของวันหนึ่งในขณะที่กำลังเดินกลับบ้าน ทั้งสองได้ดูภาพยนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่งระหว่างทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเป็นเพื่อนกับผี ทั้งสองอินมากจึงได้เดินคุยกันระหว่างเดินกลับบ้านมาเรื่อย ๆ จนผ่านหน้าศาล จู่ ๆ จากที่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงของคุณเบสก็เงียบลง คุณนัทจึงได้หันกลับไปมอง ก็พบเข้ากับคุณเบสที่กำลังยืนมองศาลเก่า ๆ นั้นอยู่ และพูดขึ้นว่า “เห้ย ถ้าเราอยากมีเพื่อนเป็นผี เรายืนบอกตรงนี้เราจะได้มีเพื่อนเป็นผีเหมือนในหนังไหมวะ” จากบรรยากาศตอนแรกที่ดูปกติกลับกลายเป็นผิดปกติทันที จากที่รอบข้างมีลมพัดอ่อน ๆ กลายเป็นมีลมพัดแรงมาจากหลายทิศทางพร้อมส่งกลิ่นเหม็นเน่า และกลิ่นคาวเลือดตามมา คุณนัทจึงได้หันไปถามคุณเบสว่า ได้กลิ่นเหมือนกันหรือป่าว? แต่คุณเบสกลับปฏิเสธ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นั่นจึงทำให้คุณนัทคิดว่าตนนั้นคิดมากไปเอง เมื่อกลับถึงบ้านทั้งคู่เลยคุยกันว่าจะนอนอย่างเต็มที่เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจึงไม่ต้องรีบตื่นไปทำงาน ห้องนอนของทั้งสองที่อยู่ชั้นบน ด้านนอกประตูด้านบนจะมีหิ้งพระติดอยู่ทั้งสองก็ได้เข้าไปนอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือในคืนนั้นจู่ ๆ ก็ได้มีเสียงเหมือนคนเปิดปิดประตูเสียงดัง นั่นจึงทำให้คุณนัทรู้สึกตัว และตื่นขึ้นมาหันไปมองคุณเบส ซึ่งก็พบว่า คุณเบสก็ยังคงนอนที่เดิมตามปกติ ทันใดนั้นเสียงที่ได้ยินก็ได้หายไป คุณนัทจึงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่ความฝันจึงได้ล้มตัวลงนอนต่อ แต่ระหว่างที่นอนอยู่นั้นก็ได้มีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกลิ่นที่ศาลเก่า ๆ แต่คุณนัทก็พยายามไม่คิดมากละนอนหลับต่อไป เมื่อตื่นเช้ามาคุณนัทจึงได้ไปคุยกับคุณเบสในเรื่องที่ตนฝัน สรุปว่าก็ต้องตกตะลึงใจกันทั้งคู่เนื่องจากฝันนั้นก็เป็นฝันเดียวกันกับที่คุณเบสฝันในคืนนั้นเช่นกัน โดยคุณนัทเล่าว่า เมื่อคืนในตอนี่เขานั้นฝันเขาได้เดินลงไปชั้นล่างเจอคู่ชายหญิงคู่หนึ่งอายุประมาณวัยกลางคนใส่เสื้อผ้าขาด ๆ สีขาวที่ค่อนข้างเลอะเทอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคู่ชายหญิงคู่นั้นได้หันมาถามคุณนัทว่า “ขออยู่ด้วยได้ไหม” ซึ่งคุณนัท ด้วยความกลัวแต่ยังมีสติอยู่จึงได้ปฏิเสธไปฝันแบบนี้วนไปวนมาตอบเป็นสิบ ๆ รอบ จนรู้ตัวอีกทีตอนที่ตื่นขึ้นมาใตอนเช้า เลยได้ถามคุณเบสกลับไปว่า สิ่งที่คุณเบสฝันเห็นนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องตกใจกับคำตอบเพราะคุณเบสนั้นได้ตอบตกลงกับคู่ชายหญิงนั้นไป พร้อมบอกว่า ในฝันของคุณเบสนั้นสองคนชายหญิงคู่นั้นไม่ได้เพียงแต่ยืนอยู่ไกล ๆ แต่ทั้งคู่เดินเอาหน้าเข้าใกล้หน้าคุณเบสจนแทบจะประชิดเลยด้วยความกลัวมาก จึงจำเป็นต้องตอบตกลงไปทั้งสองจึงได้ช่วยกันปลอบใจว่ามันคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นช่วงสายมีพี่คนนึงชื่อก้อง โดยพี่ก้องมาเที่ยวที่บ้านของทั้งคู่จนตกเย็นจึงได้ขอตัวกลับไปก่อน เมื่อคุณนัทกับคุณเบสเห็นเช่นนั้นจึงได้ออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านกัน เวลาผ่านไปพี่ก้องพบว่า ตนนั้นลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านของทั้งคู่ เลยโทรหาคุณนัท ทั้งสองกินข้าวจะเสร็จแล้วจึงได้ตอบตกลงว่า จะรีบกลับบ้านให้ไวที่สุด แต่พี่ก้องก็ได้บอกไปว่าตอนนี้ตนนั้นอยู่ที่หน้าบ้านของทั้งคู่แล้ว คุณนัทเลยคิดว่ากว่าจะเดินทางกลับถึงบ้านอย่างน้อยก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง จึงได้บอกตำแหน่งกุญแจสำรองให้พี่ก้องแทน แต่เมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็เจอเข้ากับพี่ก้อง ที่ในตอนนี้ยืนห่างจากตัวบ้านพอสมควรในลักษณะเหมือนกำลังกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปหาพี่ก้องและพูดคุยกันจนสงบสติอารมณ์ได้สำเร็จ พี่ก้องเลยเล่าว่า ตอนที่ไขประตูเข้าไปในบ้าน เขาเจอผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งทั้งคู่ยืนหันหลังให้ ผู้หญิงกำลังเอามือจับไก่ยกขึ้นมา แล้วผู้ชายกำลังเอามือแหวกไก่ แล้วทั้งสองก็เอาปากฉีกกินไก่ทั้งแบบนั้นเลย พี่ก้องยืนอึ้งกับภาพตรงหน้า ทันใดนั้นชายหญิงคู่นั้นที่เหมือนรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองอยู่ก็ได้หันมาฉีกยิ้มให้กับพี่ก้อง จนพี่ก้องทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งพาตัวเองออกมาจากบ้านทันที เมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบ คุณนัทกับเบสเลยคิดว่า หรือว่ามันจะมีจริง แต่ก็ได้สลัดความคิดทิ้งไปพยายามคิดว่ามันไม่จริงหรอก เพราะทั้งสองก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปตกดึกคุณนัทรู้สึกปวดปัสสาวะจึงได้เดินลงมาด้านล่าง แต่เดินลงมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าอ่อน ๆ และทันทีที่ได้เดินลงมาถึงชั้นล่างก็เจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งหัวฟู ๆ ยืนหันหลังอยู่ จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็ได้หัวเราะเสียงแหลมดังจนแสบแก้วหู และหันมายิ้มให้พร้อมพูดว่า “อยากมีเพื่อนเป็นผีไม่ใช่หรอ” หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ตัด และรู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คุณเบสได้มาเขย่าตัว คุณนัทจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเบสฟัง วันถัดไปทั้งคู่ก็ได้ไปทำงานตามปกติที่ร้านไก่ทอดก็จะมีพี่อยู่หนึ่งคนชื่อว่า พี่แหม่ม พี่แหม่มที่เห็นสภาพของทั้งคู่ดูไม่ดีจึงได้เข้ามาถาม และเมื่อทั้งสองเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พี่แหม่มกลับไม่เชื่อ และพูดว่า “คราวหน้าถ้ากูไปแล้วเจอเดี๋ยวกูตบผีให้ทีนึง” เรื่องนี้จึงได้เกิดขึ้นทันที เมื่อวันนั้นเป็นวันที่ร้านขายดีมากจนไก่หมด ทั้งคู่จึงต้องกลับไปเอาไก่ที่แช่ไว้อยู่ที่บ้าน พี่แหม่มเมื่อรู้เช่นนั้นจึงได้อาสาไปด้วยตัวเอง และให้ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ร้าน แต่เวลาผ่านไปสักพักทั้งสองเริ่มรู้สึกว่าพี่แหม่มไปนานจึงได้ตามไปดู แต่ก็พบเข้ากับพี่แหม่มที่ตอนนี้กำลังวิ่งแบบไม่คิดชีวิต และถูกมอเตอร์ไซค์ชนจนหมดสติไปทันที ทั้งสองจึงได้รีบนำตัวพี่แหม่มไปส่งที่โรงพยาบาล และได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่พี่แหม่มไปเจอมาที่บ้านพี่แหม่มเล่าให้ทั้งสองฟังว่า เมื่อตอนที่ตนนั้นเปิดประตูบ้านเข้าไป และเดินไปยังโซนด้านหลังกำแพง ทันใดนั้นหางตาก็เห็นเหมือนมีคนเดินแว๊บ ๆ ไปมา คุณแหม่มก็พยายามไม่คิดอะไร และเดินต่อไปอีกสักพักก็พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังยืนหมักไก่อยู่ แล้วจู่ ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ฉีกไก่ดิบกินแบบสด ๆ ต่อหน้าพี่แหม่ม และได้วิ่งพุ่งเข้ามาหาพี่แหม่มในระยะที่ห่างกันเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้น หลังจากนั้นพี่แหม่มก็ได้เกิดอาการตกใจสุดขีด และวิ่งแบบไม่คิดชีวิตออกมาจากบ้านทันที ตกดึกทั้งสองที่กำลังนั่งพักเหนื่อยกันอยู่ที่ห้องนอน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียง “ปึ้ง!” หิ้งพระที่อยู่ด้านบนตกลงมาอย่างแรง พร้อมพระพุทธรูปที่ตกลงมาคอหักอยู่ที่พื้น ทั้งสองจึงได้ช่วยกันซ่อมหิ้งพระ และนำทุกอย่างกลับมาเป็นสภาพดังเดิม แต่ไม่ว่าจะซ่อมอีกกี่ที หิ้งพระก็จะเอียง และตกมาใหม่อยู่เสมอ จนทั้งคู่คุยกันว่า ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อได้แล้ว จึงตัดสินใจคุยกันว่าจะลาออกจากงาน และกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัดทันที หลังจากนั้นคุณนัทจึงได้เรียกพ่อให้มารับที่กรุงเทพกลับไปยังบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางนั่งรถกลับ ทั้งคู่ก็ได้แวะกินข้าวกันก่อน แต่ทันใดนั้นพนักงานกลับนำจาน และอุปกรณ์การกินอาหารมาให้ 5 ชุด แต่บนโต๊ะมีแค่ 3 คน ทำให้ทั้งหมดเกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร และรีบกินให้เสร็จจะได้รีบเดินทางกลับบ้านต่อ ระหว่างทางกลับดึก ๆ ดื่น ๆ ก็เจอเข้ากับจักรยานคันหนึ่งที่มีผู้หญิงซ้อนท้าย และผู้ชายเป็นคนขี่อยู่ข้างทาง ทั้ง 3 ก็พยายามไม่คิดอะไร และขับรถต่อไป แต่สักพักนึงก็เจอคู่ชายหญิงขี่รถจักรยานอีกตามเคย คุณนัทเลยหันไปถามพ่อว่าเห็นมั้ย แต่พ่อกลับไม่เห็นชายหญิงคู่นั้นเหมือนที่คุณนัทเห็น เมื่อรถวิ่งไปอีกสักพักนึงสิ่งที่คุณนัทเห็นแล้วต้องหลอนเลย คือเห็นผู้หญิงขี่คอผู้ชายอยู่แล้วชี้นิ้วเข้ามาในรถ คุณนัทจึงปิดตาพยายามไม่มอง และหลังกลับมาถึงบ้านก็ได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ที่บ้านฟังที่บ้านคุณนัทมีความเชื่อทางท้องถิ่น และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางบ้านจึงพาคุณนัทไปเข้าพิธีทั้งทางพุทธ และเข้าพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง ซึ่งทุกคนก็คิดว่าเรื่องหลอน ๆ ทุกอย่างนี้มันคงจะดีขึ้น หลังจากนั้นถัดมาคุณนัทที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์อยู่เพียงลำพังก็ได้พบเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็เดินเข้ามาตัดหน้ารถ คุณนัทจึงได้ตัดสินใจหักให้รถล้มทันที นั่นจึงทำให้คุณนัทล้มไปที่พื้น และท้องโดนทิ่มไปด้วยแง่งหินที่พื้น และแขนก็ถไลไปกับพื้นเข้าโรงพยาบาลทันที และก็ต้องตกใจไปมากกว่าเดิม เพราะได้มารู้ทีหลังว่าในเวลาที่ใกล้เคียงกับที่คุณนัทรถล้ม คุณเบสก็ได้เจอประสบการณ์ผู้หญิงเดินตัดหน้ารถเช่นกัน แต่อาการของคุณเบสนั้นสาหัสกว่ามาก จนทำให้ทุกวันนี้ร่างกายยังไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทางที่บ้านของคุณนัทจึงให้คนที่มีความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณได้พูดคุยกับสิ่งที่คอยตามหลอกหลอนทั้งคู่ และสรุปได้ว่าฝั่งนั้นต้องการให้ทั้งคู่ไปอยู่ด้วย เพราะทั้งสองเป็นคนอยากให้เหล่าวิญญาณนั้นไปอยู่ด้วยกันเองปัจจุบันคุณนัทย้ายไปอยู่ที่อิสราเอล แต่ถึงจะย้ายไปแล้วก็ยังเจอเหล่าวิญญาณนั้นมาตามหลอกหลอนอยู่ดี คุณนัทเล่าว่า ตอนที่ตนอยู่อิสราเอล บ่อยครั้งที่ได้กลิ่นเหมือนประจำเดือน แต่ก็พยายามไม่คิดอะไร จนวันหนึ่งตนนั้นได้ซื้อไก่กับเครื่องในมาวางไว้ด้านนอก และเข้าไปอาบน้ำระหว่างอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินเข้ามาในห้องกำลังยุ่งกับถุงพลาสติกที่ใส่ไก่ไว้ และเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เห็นว่าถุงที่ใส่ไก่ดิบนั้นเหมือนมีร่องรอยการแกะชิ้นส่วนไก่ก็ได้หายไปบางส่วนโดยไร้สาเหตุ และอีกเหตุการณ์ที่ทำให้คุณนัทมั่นใจเลยว่าถูกตามมาแน่ ๆ คือในตอนที่กำลังนั่งกินข้าวกับเพื่อนอยู่ ได้ยินเสียงข้างบนดาดฟ้าเหมือนมีเสียงคนวิ่ง และลากเก้าอี้เสียงดัง จึงได้พากันขึ้นไปดูกับเพื่อนข้างบนแต่ก็ไม่พบกับอะไร และบนดาดฟ้าก็มีแค่ชิงช้าเล็ก ๆ ห้อยอยู่ไม่มีแม้แต่เก้าอี้หรือโต๊ะสักตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนมาลากเก้าอี้วิ่งเล่นไปมาบนนี้ได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

21 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากณัฐผี The Scary 'วันไหว้ปอบ' l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 13 ม.ค.2569 ]

การเดินทางไปไหว้ศาลพ่อปู่ของครอบครัว ควรจบลงแค่พิธี และของเซ่นไหว้ แต่ในค่ำคืนนั้น รถที่ควรจะกลับถึงบ้าน กลับวนอยู่ที่เดิม พร้อมมีเสียงหัวเราะปริศนาดังขึ้นมาจากปลายสาย เเละของเซ่นไหว้ที่นำกลับมา ถูกเปิดออกความจริงบางอย่างก็ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยให้เห็นว่า สิ่งที่กลับมาด้วย…ไม่ใช่แค่ของเซ่นไหว้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary’ (13 มกราคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘วันไหว้ปอบ’ คุณเจนอยู่ในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธ เคารพบูชา กราบไหว้สิ่งศักสิทธิ์เป็นประจำ แต่ตัวของเจนเองไม่ได้นับถือสิ่งเหล่านั้น เพราะตัวของเธอนับถือศาสนาคริสต์ รวมถึงตัวของคุณเจนนั้นเป็นคนมีเซนส์วันหนึ่งที่บ้านของคุณเจนชักชวนให้เธอไปร่วมงานไหว้แก้บนศาลพ่อปู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งปกติแล้วครอบครัวของเธอจะไปร่วมงานนี้เป็นประจำในทุก ๆ ปี แต่รอบนี้อยู่ในช่วงที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ และกำลังจะเข้าทำงาน เธอจึงปฏิเสธไม่ไปร่วมงานกับที่บ้าน จากนั้นพ่อ แม่ และพี่สาว ของเจนจึงขับรถเดินทางไปร่วมงานกันเพียงแค่ 3 คน โดยทุกครั้งที่ไปไหว้ศาลเจ้าแห่งนี้ จะนำหัวหมูพะโล้ไปปักธูปเซ่นไหว้ และจะต้องรอลาศาลเจ้า เพื่อนำหัวหมูกลับบ้านด้วยทุกครั้ง ในระหว่างที่รอทุกคนก็เดินไปสำรวจรอบหมู่บ้านแห่งนั้น เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงกลางคืน เจนที่กำลังรอครอบครัวกลับมาอยู่ที่บ้าน มีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา เธอจึงโทรถามพ่อว่าทำไมทุกคนยังไม่กลับมา พ่อก็ตอบเจนว่ากำลังกลับแล้ว แต่มันก็หาทางออกไม่เจอ ขับมาเท่าไหร่มันก็วนอยู่ที่เดิม เมื่อสิ้นเสียงพ่อพูด จู่ ๆ เจนก็ได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงปริศนา ดังขึ้นมาจากปลายสายโทรศัพท์ ทำให้เจนต้องบอกพ่อให้ตั้งสติ และจอดรถเพื่อสวดมนต์ขอพร จนหาทางกลับบ้านได้สำเร็จ ในขณะที่ครอบครัวของเจนกำลังจะกลับมาถึงบ้าน เจ้าที่ที่บ้านก็ได้มาเตือนว่าอย่าให้พ่อถึงถุงเข้าบ้าน เมื่อครอบครัวของเจนเดินทางกลับมาถึง พ่อก็ได้ลงรถมาพร้อมกับถุงที่อยู่ในมือ เจนจึงถามไปว่า ‘พ่อเอาอะไรมา’ พ่อเลยบอกว่าหัวหมูที่นำไปเซ่นไหว้เมื่อตอนเช้า แต่เมื่อเปิดดูกลับพบว่าหัวหมูเต็มไปด้วยหนอน และแมลงวัน เจนจึงบอกให้พ่อนำไปทิ้งที่ศาลเจ้าท้ายซอย เมื่อไปถึงจี้กง ที่เป็นร่างประทับของศาลแห่งนี้ ก็ได้บอกให้พ่อนำถุงไปทิ้งที่หลัง คลอง ก่อนที่พ่อจะกลับ จี้กงได้บอกว่า‘มีบางสิ่งบางอย่างตามมาด้วย พรุ่งนี้พาคนที่บ้านมาทำพิธี วันนี้คงจะทำให้ไม่ได้ เพราะของมันแรง..’ หลังจากพ่อกลับเข้ามาในบ้าน เจนที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ได้เห็นผู้หญิง 2 คน นั่งอยู่บนหลังคารถของพ่อ ทำให้เจนตกใจมาก แต่เมื่อหันไปอีกครั้งมันก็หายไป เจนจึงกลับเข้าบ้าน ก่อนที่จะเห็นว่าผู้หญิง 2 คนนั้นกำลังนั่งมองเจนจากระเบียงบ้านของพี่สาวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม… ขณะที่ทุกคนกำลังนอนหลับ จู่ ๆ พ่อของเจนก็ได้ร้องโวยวายดังลั่น ทำให้เจนรีบวิ่งไปปลุกพ่อ ก่อนที่พ่อจะตื่นมาด้วยความเหนื่อย และบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะทำร้ายพ่อ ต่อมา พี่สาวของเจนร้องโวยวายขึ้นมาอีกคน เจนจึงรีบวิ่งไปหา พี่สาวได้บอกว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คน พยายามที่จะเข้าบ้าน เจนคิดว่าเหตุการทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันแปลกเกินไป ทุกอย่างดูคล้ายกันหมด จนถึงคนสุดท้ายที่มีอาการ คือ แม่ของเจน ที่จู่ ๆ ก็กรีดร้องโวยวาย ‘จะทำอะไรฉัน!!’ เมื่อทุกคนเข้าไปในห้อง ก็ได้เห็นแม่นอนตาเหลือกเหมือนคนที่หายใจไม่ออกอยู่บนเตียง ก่อนที่จะตื่นมา และเล่าว่าฝันเห็นผู้หญิง 2 คนพยายามทำร้ายแม่ เมื่อทุกคนฝันถึงเรื่องเดียวกัน ในคืนนั้นจึงมีการสวดคาถาป้องกันเรื่องราวร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น และตกลงที่จะนอนรวมกัน ขณะที่เจนกำลังนอนหลับจู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือคนหนึ่งมาโอบกอดรัดอยู่ที่หน้าอก และมือของอีกคนหนึ่งโอบรัดอยู่ที่ขาของเธอ แม้เจนพยายามจะสู้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ หลังจากนั้นเจนได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิง ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคย เหมือนกับเสียงหัวเราะปริศนาจากปลายสายโทรศัพท์ที่เธอเคยได้ยิน เจนท่องคาถา ก่อนจะลืมตาขึ้นมาเจอกับหญิงชราคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าของเธอ เหมือนกับพยายามจะแฝงร่างของเธอ ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนที่หญิงชราคนนั้นจะพูดว่า‘เดี๋ยวกูจะกินแม่มึง แล้วกูจะกินคนในครอบครัวมึง แม่มึงมายุ่งเรื่องของกู’‘หรือ..กูจะกินมึงก่อนดี’ คำพูดสุดท้ายของหญิงชรา ก่อนที่จะหายไปหลังจากเจนท่องบทสวดจนสิ้นเสียง ‘อาเมน’ ทุกอย่างก็หลุดพ้นออกจากตัวของเธอ วันต่อมาทุกคนได้เดินทางไปแก้ของกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง เนื่องจากของแรงเกินกว่าที่จี้กงของศาลเจ้าท้ายหมู่บ้านจะแก้ให้ไหว สืบสาวเรื่องราวทั้งหมด ในตอนที่ทุกคนไปทำพิธีแก้บนที่ศาลพ่อปู่ทางภาคอีสาน ขณะที่รอของเซ่นไหว้ ทุกคนได้เดินไปสำรวจดูรอบ ๆ หมู่บ้านที่มีการทำพิธี แม่ของเจนได้เดินไปเจอบ้านหลังหนึ่ง วางของเซ่นไหว้ต่างออกไปจากบ้านหลังอื่น ๆ บนโต๊ะนั้นมีแต่เลือด ไก่สดที่เหมือนกับโดนหักคอ และของดิบอีกมากมาย ด้วยความสงสัยและประหลาดใจ แม่ของเจนได้พูดออกมาว่า ‘ทำไมที่นี่เขาไหว้กันแปลกจัง’ ทันใดนั้นเจ้าของบ้านได้ยินจึงเข้ามาถามแม่ของเจน ‘มาไหว้ด้วยกันไหม’ แม่ของเจนได้ปฏิเสธ และเดินออกมา พร้อมกับได้ยินเสียงบทสวดแปลก ๆ ดังตามหลังมา เมื่อถึงเวลากลับบ้านพ่อได้บอกกับทุกคนว่า ‘ไปพวกเรา กลับบ้านกัน’ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด หลังจากได้เดินทางมาหาพระเพื่อทำพิธี พระท่านได้บอกว่า ‘มีวิญญาณปอบตามมา 2 ตน’ ถือว่าโชคดีที่มาเจอก่อน ไม่งั้นมันคงกลายเป็น ‘ห่าก้อม’ (ห่าก้อม คือ ตำนานพญาผีปอบ ผีร้ายที่เกิดจากผู้มีวิชาอาคมแต่กระทำความผิด) ไปแล้ว…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

04 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากพาเวล 'เจอดีกลางกองถ่าย' l อังคารคลุมโปง X พูห์-พาเวล [ 25 พ.ย.2568 ]

ในซีนพิธีบูชายัญ ระหว่างที่เข้าบทจังหวะที่นอนลงบนพื้น กลับรู้สึกถึงแรงลม และพลังงานบางสิ่งบางอย่างที่พัดผ่านลำตัวไป แต่ในฉากกลับไม่มีใครเลย หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้ไปดูดวง แต่กลับโดนทักเตือนให้ระวังเรื่องบางอย่าง… ที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น! เรื่องราวขนหัวลุกกลางกองถ่าย.. ‘พาเวล’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของตนเอง ขณะที่กำลังเข้าฉากถ่ายทำ แต่กลับสัมผัสได้ถึงพลังงานบางสิ่งบางอย่าง ที่เหมือนจะตามติดกลับไปโดยบังเอิญ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X พูห์ - พาเวล’ (25 พฤศจิกายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอดีกลางกองถ่าย’ เรื่องราวจาก ‘พาเวล’ เกิดขึ้นในกองถ่ายฉากต้นไม้ 7 ศพ ตั้งอยู่ในห้างร้างแห่งหนึ่ง และมีอยู่หนึ่งซีนสำคัญ ที่ทีมงานยังไม่ได้ถ่าย ซึ่งเป็นซีนฉากทำพิธีบูชายัญที่ตามคิว… “ผี” ต้องปรากฏตัวในเซ็ตจริง ๆ ก่อนเริ่มการถ่ายทำ พาเวลถามผู้กำกับว่า“เดี๋ยวผีเข้ามาเลยไหม หรือเล่นยาวเทคเดียวไปเลยรึเปล่า?” แต่ผู้กำกับตอบว่า ยังต้องมีการรีเซ็ตก่อน เพราะซีนใหญ่มากกลัวใช้เวลาเกินไป จะยังไม่มีอะไรเข้ามาในเซ็ตตอนนี้ พาเวลจึงเล่นไปตามบทแบบไม่คิดอะไร จนถึงจังหวะฉากที่เขาต้องนอนบนพื้นหลับตาไม่เห็นใครรอบตัวแล้วตอนนั้นเอง…พาเวลรู้สึกว่า มีลมแผ่ว ๆ พัดข้ามตัวไปถึง 2 ครั้ง ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเดินผ่านไป เป็นลมที่ทำให้รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง พาเวลได้แต่นึกว่า ผู้กำกับเปลี่ยนบทหน้างานเอาผีเข้ามาจริงเลยเล่นต่อแบบเต็มที่ แต่พอหลังจากถ่ายเสร็จ ไปกินข้าวตอนเย็นซึ่งมีการคุยกันถึงฉากที่เกิดขึ้น แต่คำตอบที่ได้คือ…“ไม่มีใครเอาผีเข้าซีนเลยนะ แพลนเดิมทุกอย่าง” ทั้งที่ในฉากนั้นมีคนอยู่เต็มไปหมด แต่มีแค่พาเวลคนเดียวที่รู้สึกถึง ‘ลมสองครั้ง’ พาเวลเริ่มเอะใจ เพราะในเรื่องตัวละครเขาเป็นคน ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ล้อเล่นกับความตาย ไม่กลัว ไม่ให้เกียรติพิธี เขาเลยย้อนคิดกลับไปว่า…“หรือสิ่งนั้น… ไม่รู้ว่านี่คือการแสดง?” อาจทำให้ ‘ใครบางคน’ เข้าใจว่าเขากำลังลบหลู่จริง ๆ ความหลอนยังไม่จบง่าย ๆ เพราะตั้งแต่เข้าวงการมา พาเวลมีไปดูดวงเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว และหลังถ่ายซีนนี้ไม่นานเขาได้ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง หมอดูเปิดไพ่ใบแรกเป็นภาพของเขาที่มี “ผู้หญิงเกาะอยู่ด้านหลัง” แล้วถามทันทีว่า“ช่วงนี้ไปสถานที่ที่มีของแรง ๆ มารึเปล่า?” พาเวลได้แต่นิ่ง เพราะเขาเพิ่งไปถ่ายฉากที่ห้างร้างจริง ๆ มา หมอดูเปิดไพ่ใบต่อมาเป็นภาพ รถคว่ำ ไฟลุกท่วม มียมทูตยืนอยู่ข้างหลัง และยังมีเงาตึกร้างกับต้นไม้อยู่ในภาพ หมอดูเปิดไพ่แล้วบอกว่า“ระวังเรื่องรถนะ มีเหตุแน่ ทั้งเจ็บ ทั้งเสียเงิน ไม่รอดแน่นอน” แม่หมอจึงให้เขาไปทำบุญโลงศพ อาบน้ำมนต์ และสวดมนต์บทเฉพาะเพื่อให้สิ่งหนัก ๆ เบาลง ซึ่งพาเวลก็ทำตามทุกอย่างแบบไม่คิดมาก แต่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์หลังจากนั้นขณะที่เขาขับรถตามปกติจู่ ๆ ยางรถก็รั่ว พาเวลคิดว่าแค่ล้อเดียว แต่พอช่างตรวจกลับพบว่า“ทั้งสี่ล้อโดนตะปูเหมือนกันหมด และยางรุ่นนี้ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด” มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ได้เลย แต่ก็กลับเกิดขึ้นเหตุการณ์ขึ้นจริง พาเวลยังคงบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า… ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความบังเอิญ หรือเป็นสัญญาณบางอย่างจากสิ่งที่เขาไปลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-