เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

   ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้

   เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’

   เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย...

   ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้น

เวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก

   ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย 

   ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆ

ผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ”

   ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา…

   หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ  ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่ และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง

   ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอด

อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

13 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเจ๊แอบศรี 'ผีกะเมืองลับเเล' l อังคารคลุมโปง X อาท จิตวิญญาณ [ 9 มิ.ย.2569 ]

เพียงความคิดสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นผู้ช่วยทำฟันให้คนไข้สูงวัย กลับทำให้ต้องพบกับเหตุการณ์ชวนขนลุกที่ยากจะอธิบาย เมื่อเรื่องราวที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากันจนกลายเป็นปริศนาทำให้ตั้งคำถามว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความบังเอิญจริงหรือไม่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาท – จิตวิญญาณ[9 มิ.ย.2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ผีกะเมืองลับเเล’ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ย้อนกลับไปในปี 2564 ขณะที่เธอทำงานเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ วันนั้นเป็นวันที่เธอลางานครึ่งวัน โดยเข้ามาทำงานเพียงช่วงบ่ายเท่านั้น ขณะที่ทันตแพทย์แต่ละท่านต่างก็มีเคสคนไข้แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำฟันปลอม รักษารากฟัน หรือผ่าฟันคุด ด้วยความที่เป็นวันที่เธอลางาน จึงไม่ได้มีหน้าที่ประจำอะไรมากนัก เธอจึงใช้เวลาว่างอยู่ในห้องทำความสะอาดอุปกรณ์ คอยล้าง และจัดเตรียมเครื่องมือทางทันตกรรมตามปกติ กระทั่งมีรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาสะกิด พร้อมบอกว่า “เห้ยเจ๊ พอดีว่าคุณหมอเตียง 4 เขาบอกให้เจ๊ ไปช่วยคุณหมอเตียง 2 หน่อย” เนื่องจากคุณหมอเตียง 2 กำลังมีเคสทำฟันปลอม และกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนพิมพ์ปากคนไข้ เธอจึงตอบตกลงทันที เพราะในตอนนั้นก็ไม่ได้ติดภารกิจอะไร เมื่อเข้าไปในห้องทำฟัน หน้าที่ของเธอในวันนั้นไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่ยืนสแตนด์บายอยู่ข้างคุณหมอ คอยหยิบจับและส่งอุปกรณ์ให้ตามจังหวะการทำงาน คนไข้ในวันนั้นเป็นคุณยายอายุประมาณ 70 กว่าปี ก่อนเข้ารับการรักษา ทางญาติได้แจ้งข้อมูลกับทางโรงพยาบาลเอาไว้ว่า “เขาเป็นคนไข้จิตเวชนะ เเต่วันนี้เขาไม่ได้กินยามา”ระหว่างที่กำลังเตรียมพิมพ์ปากทำฟันปลอม เธอสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างของคุณยาย ลักษณะของท่านคือแลบลิ้นออกมาเป็นระยะ พร้อมกับส่ายศีรษะไปมาอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต ประกอบกับภาพที่เห็นในขณะนั้น ทำให้มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจแบบไม่ทันตั้งตัว “เห้ยยายคนนี้เหมือนผีปอบเลยว่ะ” แต่ทันทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในหัว สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เธอถึงกับขนลุก คุณยายที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้คนไข้ หันหน้ามามองเธออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับรับรู้ถึงความคิดนั้นได้ ‘คุณเจ๊แอบศรี’ ยอมรับว่าในวินาทีนั้นเธอตกใจมาก รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน ก่อนจะได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “หรือว่ายายเขารู้วะ” แม้เหตุการณ์จะสร้างความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย แต่การรักษาก็ดำเนินต่อไปตามปกติ เพียงแต่เป็นเคสที่ทำงานค่อนข้างยาก เพราะคุณยายแลบลิ้นออกมาตลอดระหว่างขั้นตอนพิมพ์ปากทำฟันปลอม ท้ายที่สุดทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกลับบ้านตามปกติ แต่เรื่องราวกลับไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น… คืนนั้นเอง คุณเจ๊แอบศรีฝันประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ในฝันเธอพบว่าตัวเองกำลังอยู่ภายในบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงัดผิดปกติ ขณะที่กำลังก้มมองลงไปยังชั้นล่าง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับหญิงคนหนึ่ง หญิงปริศนาคนนั้นเกล้ามวยผม สวมเสื้อหม้อฮ่อม และนุ่งผ้าซิ่นตีนจกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองลับแล สิ่งที่น่ากลัว คือหญิงคนนั้นกำลังยืนจ้องมองเธออยู่เบื้องล่างอย่างไม่กะพริบตา ก่อนที่จู่ ๆ ร่างนั้นจะพุ่งทะยานขึ้นมาหาเธออย่างรวดเร็ว ลักษณะเหมือนสัตว์นักล่าที่กำลังจะกระโจนเข้าตะครุบเหยื่อ ในวินาทีนั้น เธอรู้สึกเหมือนร่างกายขยับไม่ได้ คล้ายอาการผีอำ ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนแทบตั้งสติไม่อยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีความศรัทธา เธอจึงพยายามรวบรวมสติทั้งหมดที่มี แล้วเริ่มสวดคาถาเท้าเวสสุวรรณ “นะโมพุทธายะ” เธอสวดซ้ำไปเรื่อย ๆ ด้วยใจที่สั่นระรัว กระทั่งสวดจบ “เหมือนกับร่างผู้หญิงคนนั้นเเตกกระจายกลายเป็นควันสีดำ” ก่อนที่ทุกอย่างจะค่อย ๆ เลือนหายไป หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงกำหนดวันที่ทางโรงพยาบาลต้องโทรติดตาม และยืนยันนัดรับฟันปลอมของคุณยายคนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงโทรศัพท์ติดต่อญาติตามขั้นตอนปกติ แต่ปลายสายกลับแจ้งข่าวที่ไม่มีใครคาดคิด คุณยายท่านนั้นเสียชีวิตแล้ว โดยเสียชีวิตหลังจากวันที่มาพิมพ์ปากทำฟันปลอมได้เพียง 3 วันเท่านั้นเมื่อทราบข่าว คุณเจ๊แอบศรีถึงกับตกใจอย่างมาก และตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งเหตุการณ์ในห้องทำฟันรวมถึงความฝันประหลาดในคืนนั้นให้เพื่อนร่วมงานฟัง แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวยิ่งชวนขนลุกมากขึ้น คือคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมีบ้านอยู่ละแวกเดียวกับคุณยายผู้เสียชีวิต เพื่อนคนนั้นเล่าว่า“หมู่บ้านนี้นะ เป็นหมู่บ้านที่มีผีกะเยอะมากเลย คนเเถวหมู่บ้านเนี่ย 70-80 % ส่วนมากก็เป็นผีกะกันทั้งนั้นเลย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณเจ๊แอบศรียอมรับว่ารู้สึกขนลุกไม่น้อย เพราะหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นเส้นทางที่เธอต้องขับรถผ่านอยู่เป็นประจำระหว่างเดินทางไปทำงาน สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ คุณเจ๊แอบศรีพบเจอในวันนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ หรือเป็นบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้กันแน่ แต่เมื่อทุกเหตุการณ์นำมาต่อกันเป็นภาพเดียว ทั้งคำพูดของญาติ สายตาของคุณยายในห้องทำฟัน ความฝันประหลาดในคืนนั้น และข่าวการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชวนขนลุกที่ฟังแล้วอดคิดตามไม่ได้เลยจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

28 ก.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณซานมา 'กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง ' l อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

“เมื่อคืนยายมึงมาอุ้มมึงกลับบ้านนะ” ประโยคสั้น ๆ ที่คนทั้งหมู่บ้านพูดตรงกันในเช้าวันรุ่งขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่ทั้งหลอน ทั้งซึ้ง และยังหาคำอธิบายไม่ได้จนถึงทุกวันนี้...เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน – เนย The Ghost [21 ก.ค. 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กลิ่นเเป้งในวันลอยกระทง’ ‘คุณซานมา’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของตนที่เกิดขึ้นเมื่อราว 16–17 ปีก่อน ณ จังหวัดบึงกาฬ บ้านเกิดของเธอ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงคืนวันลอยกระทงในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีการจัดงานลอยกระทงอย่างเป็นทางการ ชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มักจะนัดรวมตัวกันเพื่อนำกระทงไปลอยที่ลำคลองท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านเกือบ 3 กิโลเมตรเส้นทางไปลำคลองเต็มไปด้วยความมืดเพราะไม่มีไฟส่องสว่างริมทาง นอกจากบริเวณจุดสำคัญของหมู่บ้าน อีกทั้งยังต้องเดินผ่านวัดเก่า ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงรั้วไม้ล้อมรอบ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศเงียบสงัดและชวนวังเวงเป็นอย่างมากในช่วงขาไป ทุกคนลอยกระทง และใช้เวลาร่วมกันตามปกติ แต่เมื่อเดินทางกลับ ขณะที่กำลังผ่านบริเวณหน้าวัด จู่ ๆ พี่คนโตซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่มก็พูดขึ้นว่า “ผีหลอก” เพื่อหยอกล้อเพื่อน ๆ ทำให้ทุกคนตกใจ วิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงด้วยความหวาดกลัววัดแห่งนั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร และเส้นทางจากหน้าวัดเข้าสู่หมู่บ้านก็มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร ระหว่างที่ทุกคนต่างวิ่งหนี คุณซานมายอมรับว่าตัวเองเป็นคนเจ้าเนื้อ จึงวิ่งตามเพื่อนคนอื่นไม่ทัน อย่างไรก็ตามเธอมีเพื่อนคนนึงที่คุณแม่เคยฝากฝังไว้ว่า“ดูแลน้องด้วยนะ” เพื่อนคนนั้นจึงไม่ยอมทิ้งเธอไว้ข้างหลัง แต่จับมือเธอเอาไว้ตลอด และพาวิ่งไปด้วย ทั้งคู่จึงกลายเป็นคนที่รั้งท้ายของกลุ่ม ขณะกำลังวิ่ง เพื่อนคนนั้นก็พูดขึ้นว่า “หอ หอ” ซึ่งแท้จริงแล้วหมายถึงคำว่า “หอม หอม” แต่เจ้าตัวพูดไม่ชัด คุณซานมาจึงหันไปมองเพื่อน และสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ความเป็นจริงเพื่อนคนนั้นมีส่วนสูงมากกว่าเธอ แต่ภาพที่เธอมองเห็นกลับเป็นมุมมองราวกับตัวเองสูงกว่า มองเห็น “ส่วนหัวของเขาลงมา” ทั้งที่ตามปกติควรเงยหน้ามองเขาเสียมากกว่าในเวลานั้น ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเธอไม่ได้เอะใจ หรือสงสัยว่าทำไมจึงเห็นภาพเช่นนั้น ก่อนที่ความทรงจำจะขาดหายไป ราวกับทุกอย่างถูกตัดออกจากความทรงจำ เธอมารู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มาถึงกลางหมู่บ้านแล้ว และเห็นคุณแม่เดินออกมารับกลับบ้าน จากนั้นเธอกับเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ แต่เมื่อรุ่งเช้า เรื่องราวประหลาดกลับเริ่มถูกพูดถึงไปทั่วทั้งหมู่บ้าน หลายคนต่างพูดกับเธอเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่อคืนมึงรู้ไหมว่ายายมึงมาหามึงนะ” ทุกคนต่างยืนยันตรงกันว่า เมื่อคืนพวกเขาเห็นคุณยายของเธอมาอุ้มหลานกลับบ้าน ขณะเดียวกัน เพื่อนคนที่จับมือเธอวิ่งมาตลอดก็เล่าให้ฟังว่า ระหว่างทางเขาได้กลิ่นแป้งที่หอมมาก หอมจนต้องหันไปมองหาที่มา ก่อนจะเห็นภาพของ “ผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” กำลังอุ้มตัวคุณซานมาอยู่แต่สำหรับคุณซานมา เธอยืนยันว่าในคืนนั้นไม่รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติเลยทั้งสิ้น เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ทุกคนต่างบอกตรงกันว่า ชุดที่หญิงปริศนาสวมใส่นั้น เป็นชุดเดียวกับ “ชุดที่ใส่ให้ยายของเธอก่อนเสียชีวิต” ซึ่งก็คือ “เสื้อสีขาวกับผ้าซิ่นสีน้ำเงิน” ส่วนกลิ่นแป้งที่เพื่อนของเธอได้กลิ่น ก็มีคนในหมู่บ้านบอกว่า “เขาเป็นคนที่ทาแป้งให้ยายหนูในโลงเอง” คุณซานมาเล่าว่า คุณยายของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธออายุยังไม่ถึง 1 ขวบ ทำให้เธอแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายเลย แต่จากคำบอกเล่าของคนในหมู่บ้าน ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณยายรักเธอมาก รักราวกับเป็นแก้วตาดวงใจ มักอุ้มเธอเดินไปทั่วหมู่บ้านเพื่อแนะนำให้ทุกคนรู้ว่าเธอคือหลานที่รักที่สุดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านยังเล่าอีกว่า ในวันที่เกิดเหตุ คุณยายเป็นคนเลี้ยงเธออยู่ตามลำพัง ขณะกำลังซักผ้าอยู่ คุณยายเห็นหลานนอนร้อน จึงรีบเดินไปเปิดพัดลมให้ โดยไม่ได้สวมรองเท้า แต่ไม่คาดคิดว่าไฟเกิดรั่ว ทำให้คุณยายถูกไฟดูดเสียชีวิตในทันทีสิ่งหนึ่งที่คุณซานมาจำได้จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ คือประโยคที่ว่าคุณยายอาจล้มลงมาทับเธอได้ แต่ในวินาทีสุดท้าย คุณยายกลับเลือกเอนตัวล้มไปอีกด้าน เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองทับหลาน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตามท้ายที่สุด คุณซานมายอมรับว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เธอจำเองไม่ได้ เพราะในเวลานั้นยังเด็กมาก ทุกสิ่งที่รับรู้ล้วนมาจากคำบอกเล่าของครอบครัว เพื่อน และชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ทุกครั้งที่เธอหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า น้ำตาของเธอมักไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะแม้จะไม่มีความทรงจำร่วมกับคุณยายมากนัก เธอกลับรับรู้ได้เสมอว่า ความรักและความห่วงใยของคุณยายที่มีต่อเธอนั้น ไม่เคยจางหายไป แม้เวลาจะผ่านมานานเพียงใด หรือแม้กระทั่งวันที่คุณยายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

28 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

การเดินทางสู่ชีวิตในบ่อนที่ฝันใฝ่ โดยไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้อันตรายมากกว่าที่คาดคิด… หญิงสาวที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นในความฝันครั้งสุดท้าย ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ นำไปสู่วินาทีแห่งความตายที่เขานั้นต้องหลุดพ้นออกมาจากมันให้ได้…เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์’ (24 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘โดนของที่บ่อน’ เรื่องราวนี้ ‘แบงค์เกนสไตล์’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเจ’ เจ้าหน้าที่เวรเปลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณเจมีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในบ่อนดูสักครั้ง ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น คุณเจได้รับเงินโบนัสจำนวนหนึ่งจากการทำงาน เขาจึงเริ่มเตรียมเงิน และหาข้อมูลในการไปเที่ยวบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านตามความฝันของเขา คุณเจได้ติดต่อกับทัวร์บริษัทหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูลในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนั้น ด้วยความที่ คุณเจมีอายุไม่มากนัก และยังดูเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของทัวร์จึงได้ตักเตือนให้เขามีสติอยู่เสมอเมื่อเดินทางไปถึงบ่อนรวมทั้งยังเตือน คุณเจให้ระมัดระวังผู้หญิงในสถานที่แห่งนั้นไว้ให้ดีคุณเจเดินทางไปถึงบ่อนขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่าจันทร์ เข้ามาต้อนรับ และคอยดูแล คุณเจตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น หลังจากที่คุณเจได้สนุกสนานกับการเล่นเกมในบ่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้มีการตกลง ชักชวนคุณจันทร์ไปร่วมสนุกต่อกันที่ห้องของคุณเจเมื่อกลับมาถึงห้องพัก คุณเจกลับพบว่า คุณจันทร์นั้นไม่ได้มีหน้าตาที่สวยงาม เหมือนกันตอนที่อยู่ในบ่อน แต่เขาก็ไม่ติดใจเรื่องนี้ และคิดว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมสนุกกันในห้อง จันทร์ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ และล้างหน้าของเธอ ขณะที่คุณเจนั่งรอคุณจันทร์อยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงพึมพำคล้ายบทสวดบทหนึ่ง ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้อง ก่อนที่คุณจันทร์จะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอางค์ ด้วยความกลัว คุณเจจึงขอปฏิเสธที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป และชวนคุณจันทร์แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกัน และแยกย้ายกันในตอนหลังคุณเจ เดินทางกลับมาถึงห้องของตนเองด้วยเซนส์บางอย่างที่กำลังเตือนเขา คุณเจจึงขอย้ายห้องกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังบอกให้เขาหนีบางสิ่งบางอย่างออกมา ด้วยความสงสัย คุณเจได้แอบกลับไปดูห้องเดิมของตนเองอยู่ห่าง ๆ และพบว่าคุณจันทร์ได้กลับมาที่ห้องเดิมของเขา ก่อนที่จะเข้าไปทำบางสิ่งบางอย่างในห้องก่อนที่จะกลับไปหลังจากที่... คุณเจได้เดินทางกลับมาจากสถานที่อโคจรแห่งนั้น ขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนจู่ ๆ เขาก้ได้ฝันถึงจันทร์ หญิงสาวจากบ่อนที่เขาเคยเที่ยวสนุกด้วยกัน ในฝันนั้นทั้งสองกำลังร่วมรักกัน โดยคุณจันทร์ได้ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวของคุณเจ พร้อมกับพนมมือ และพูดว่า ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ความฝันในคืนนั้นทำให้หัวใจของคุณเจ เต้นแรงจนเกินกว่าคนปกติ และด้วยใจลึก ๆ ของเจก็มีความรู้สึกว่า เขาอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ ๆ ที่รู้จัก ทุกคนต่างเตือนคุณเจว่า เรื่องนี้มันคล้ายกับการโดนของ คุณเจจึงได้นึกถึงช่วงเวลา ที่เขากับคุณจันทร์ได้เที่ยวด้วยกัน ในตอนนั้นคุณจันทร์ดูมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายกับคนที่มีพิรุธ เหมือนกำลังจะพยายามทำอะไรบางอย่างในคืนต่อมา คุณเจได้ฝันแบบเดิมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หัวใจของเขาได้เต้นแรงจนดับสิ้นไป คุณเจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกัน แม่ของคุณเจได้รีบเดินทางมาหาเขา ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้แม่เขาทราบเลย แม่ของคุรเจจึงได้บอกทุกคนว่า ขณะที่แม่นั่งสมาธิจู่ ๆ รูปสมัยเด็กของคุณเจได้ร่วงหล่นตกลงมาแตก พร้อมกับมีเสียงของย่าทวดพูดขึ้นมาว่า ‘ลูกมึงกำลังลำบาก ไปช่วยหลานกูด้วย’เมื่อคุณเจ ฟื้นขึ้นมาเขาได้บอกว่า ในตอนที่เขาสลบไปเขากลับได้ยินเสียงแม่ของเขา และมือของแม่ได้เข้ามาดึงเขาไว้ จนหลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คุณเจได้หาวิธีการแก้ของโดยการดื่มน้ำมนต์ และอาบน้ำมนต์ ทันทีที่คุณเจดื่มน้ำศักสิทธิ์นั้นเข้าไป เขาก็ได้อ้วกนำสิ่งชั่วร้ายออกมาจนหมด และเขาต้องทำแบบนี้ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนได้สืบเรื่องราวเหล่านี้จนได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันยิ่งกว่าการเล่นของใส่เพื่อหวังทรัพย์สิน หากย้อนกลับไปในตอนที่คุณเจนั้น ถูกสอบถามจากทัวร์แห่งหนึ่ง ถึงอายุ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ ด้วยความที่คุณเจอายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ค้าขายอวัยวะรวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่คอยบริการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น บางกลุ่มได้มีการตั้งสำนักเป็นของตัวเอง เพื่อเล่นของมาดึงดูดลูกค้า บางคนก็ถูกหลอกล่อให้หมดตัว ส่วนบางคนก็ต้องหายสาบสูญไปโดยที่ไม่มีใครทราบ การไปในสถานที่อโคจรแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่อันตราย มากกว่าที่ทุกคนคาดคิด…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

06 มิ.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเค้กส้ม ‘พี่สาวนักสะสม’ l อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิ.ย.2569 ]

เสียงกรีดร้องของแอร์สาว สลับกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ฮิ ที่เยือกเย็นเธอเปลี่ยนไป หรือใครเข้ามาเปลี่ยนเธอ? ท่ามกลางสายตาคนรอบข้าง มือของเธอกำแน่นราวกับจูงมือใครอยู่ จากเหตุการณ์ประหลาดในโรงแรมสู่ความจริงที่ว่านี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพาบางสิ่งกลับบ้าน และไม่แน่ว่าอาจเป็นสิ่งที่เธอกำลังสะสมอยู่ก็เป็นได้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เค้กส้ม - ฟองน้ำ [ 2 มิถุนายน 2569 ] ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พี่สาวนักสะสม’ ‘คุณเค้กส้ม’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากเพื่อนในสายการบินเดียวกัน เรื่องเกิดขึ้นที่ไฟล์ท 4 เซกเตอร์ (สิงคโปร์ - ญี่ปุ่น - LA) เรื่องเกิดขึ้นใน เซกเตอร์ที่ 3 ตอนกลับจาก LA มาญี่ปุ่น โดยไฟล์ทนี้เป็นไฟล์ทที่มีลูกเรือมาเลเซียหลายคน โดยประมาณ 5 คน เป็นผู้ชาย 4 คน และ ผู้หญิง 1 คน โดยปกติพอเครื่องแลนด์ส่วนมากจะไปทานข้าวกัน แต่ด้วยไฟล์ทนี้ค่อนข้างไกลจึงมีบางคนที่ไม่ได้ไปเพราะความเหนื่อยล้าในขณะที่ลูกเรือชายชาวมาเลเซียไปทานข้าวกัน สักพักลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ก็ส่งรูปเข้าไลน์กลุ่มพร้อมข้อความว่า “เห็นเด็กผู้ชายในรูปนี้ไหม” ทุกคนต่างไม่เข้าใจว่าเด็กผู้ชายที่ไหน? เพราะในรูปเป็นเพียงภาพห้องพักในโรงแรมเท่านั้น และได้ตอบไปว่า “ไม่มีนะ” ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียจึงบอกว่า ตนรู้สึกแปลก ๆ ให้เพื่อนช่วยมาที่ห้องหน่อยได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เหมือนกับมีใครบางคนมากดกริ่งเรียก แต่เมื่อเปิดออกไปกลับพบความว่างเปล่า และเมื่อหันกลับมา.. เธอพบเข้ากับเด็กชายคนหนึ่ง ที่ไม่ทราบที่มา เธอจึงตกใจส่งรูป และข้อความไปหาเพื่อน แต่กลับกลายเป็นว่าเธอเห็นเด็กชายเพียงคนเดียวทั้งสี่คนรับปากว่า.. จะเข้าไปดู แต่ให้เธอเปิดประตูค้างไว้ให้หน่อย เพราะกังวลเรื่องประเด็น Sexual harassment เมื่อทั้งสี่ไปถึงมองเข้าไปก็พบกับประตูระเบียงที่เปิดไว้ และลูกเรือหญิงที่หันมายิ้มใส่ พร้อมกับท่าทางที่กำลังจะโดดระเบียง ทั้งสี่จึงรีบเข้าไปดึงตัวเธอไว้ เมื่อลงมาได้เธอกลับกรีดร้องเหมือนคนเสียสติ จากนั้นเธอก็เริ่มพูดว่า “มันอยู่ตรงนั้น ๆ” สลับกับหัวเราะ “ฮิ ฮิ ฮิ” เบา ๆ เหมือนคนเพี้ยนไปเลย ทั้งสี่คนช่วยกันล็อกแขนขาเธอไว้คนละข้างเพราะเธอสบัดแรงมาก ๆ และลูกเรือชาย 1 ใน 4 คนนี้เป็นกังวลเรื่องประเด็น Sexual Harassment จึงไปตามหัวหน้าหญิงชาวสิงคโปร์มาช่วย และเป็นพยานเมื่อเห็นสภาพตรงหน้าเธอจึงเรียกลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นอีกคนให้มาช่วยกัน ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เมื่อสถานการณ์เริ่มจะเหนือการควบคุมจึงเรียกรถฉุกเฉิน ในขณะที่หมอใช้ไฟฉายส่องเช็คดวงตาของลูกเรือหญิงชาวมาเลเซีย ลูกเรือชายที่อยู่ใกล้ ๆ ก็พบเข้ากับความประหลาด เพราะเมื่อไฟฉายส่องเข้ากับดวงตาของเธอ แทนที่รูม่านตาจะเล็กลง กลับขยายสู้ไฟ และเมื่อกู้ภัยถามชื่อของเธอ เธอตอบกลับเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ‘ฮานะจัง’ แล้วก็ยิ้ม ทั้งที่ลูกเรือคนนี้เป็นชาวมาเลเซียที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ ในระหว่างที่กู้ภัยกำลังดำเนินการต่าง ๆ หัวหน้าลูกเรือทำการหาเบอร์ฉุกเฉินของลูกเรือหญิง และได้เบอร์ติดต่อของพ่อเธอมา จากนั้นจึงได้ติดต่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คุณพ่อฟัง แต่ท่านไม่ได้มีท่าทีตกใจ พร้อมพูดกลับมาว่า “อีกแล้วเหรอ” นั่นแปลว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรกกับเหตุการณ์เหล่านี้ จากนั้นพ่อบอกให้ยื่นโทรศัพท์ไปใกล้ ๆ หูของลูกสาวและเขาก็เริ่มสวดบทบางอย่างที่เป็นภาษาของบ้านเขา ลูกสาวจึงสงบลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเองหัวหน้าก็ยังมองว่าควรไปโรงพยาบาลอยู่ดี เธอก็ยอมอย่างว่าง่าย เพียงแต่ขอเก็บกระเป๋า และเข้าห้องน้ำก่อน ลูกเรือชายในเหตุการณ์รู้สึกไม่ไว้วางใจ มองว่าเป็นความนิ่งที่น่ากลัวแปลก ๆ จึงให้ลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นเข้าไปด้วยเพื่อความสบายใจของหัวหน้า ผ่านไปสักพักในห้องน้ำมีเสียง ‘ปึ้ง’ ดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้อง และลูกเรือหญิงชาวญี่ปุ่นได้ถูกถีบลอยออกมาจากห้องน้ำ พอเข้าไปดูเธอก็ยังทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และยิ้มให้ในระหว่างที่พากันโรงพยาบาล ลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียเดินกำมือราวกับว่ากำลังจูงใครไปด้วย หัวหน้าลูกเรือเห็นจึงเดินมาตีมือ และบอกว่ามันน่ากลัว อย่าทำอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่สนใจ และทำอย่างเดิมจนถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงคุณหมอก็ให้เธอกลับได้เพราะยังดูปกติ และวันถัดมาเป็นวันที่ต้องบินกลับสิงคโปร์ ด้วยความที่เธอดูผิดปกติมาก หัวหน้าจึงให้เธอนั่งกลับเป็นผู้โดยสาร ความประหลาดยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น บนไฟล์ทเขากรีดร้องไม่ให้ใครนั่งที่นั่งด้านข้างทั้งสิ้น ห้ามราวกับว่ามีคนนั่งอยู่ที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารท่านอื่นจึงเว้นที่นั่งนั้นไว้ให้เธอเลย เมื่อลงจากเครื่องที่สิงคโปร์เธอก็ยังคงทำท่าเหมือนจูงใครสักคนไปด้วยหัวหน้าลูกเรือมองว่านี่ คือเรื่องใหญ่จึงทำการรีพอร์ตไปที่สเตชั่นเมเนเจอร์ และทางนั้นได้มีการติดต่อทางโรงแรมไปว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีเหตุการณ์อะไรขึ้นหรือเปล่า และความจริงที่น่าหดหู่ก็ได้ปรากฏขึ้น ในห้องพักนี้เคยมีแม่ลูกที่ฆ่าตัวตายพร้อมกัน และลูกเรือหญิงชาวมาเลเซียที่เข้าพักห้องนี้กำลังอยู่ในช่วงเหนื่อยล้า ไม่ได้พักจึงอาจโดนเข้าสิง จากการที่พ่อของเธอได้พูดว่า “อีกแล้วเหรอ” พร้อมกับมีวิธีรับมือ อาจยืนยันได้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกเรือชาวมาเลเซียพาบางสิ่งกลับไปด้วย ไม่รู้ว่าเธอพากลับไปที่ไหน หรืออาจมีการสะสมสิ่งลี้ลับอื่นอยู่ด้วยหรือไม่.. ทั้งนี้ในท้ายที่สุดได้ทราบว่า “ฮานะจัง” ชื่อที่เธอได้บอกกับกู้ภัย คือชื่อของคุณแม่ที่จบชีวิตลงในห้องพักนี้นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-