ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

อังคารคลุมโปง RECAP

ตื่นมาได้ยินเสียง ‘แคร่ก แคร่ก’ มองไปปลายเตียงเห็นผู้หญิงยืนหวีผมอยู่! ตกใจพยายามสวดมนต์ก็ไม่ช่วย!!!

26 ม.ค. 2024

        เรื่องนี้ ‘คุณนัฎฐ์’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ เมื่อต้องเจอกับผู้หญิงปริศนาใส่ผ้าถุงสีแดง ยืนหวีผมหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องนอนตัวเอง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย

        เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับคุณนัฎฐ์ ซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านคนเดียว บ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านที่ซื้อมาใหม่ ซึ่งไม่เคยเกิดเรื่องลี้ลับอะไรตั้งแต่อยู่มา  เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น จึงทำให้คุณนัฎฐ์ไม่ได้ออกไปทำงาน คุณนัฎฐ์จึงพักผ่อนอยู่บ้าน พอตกกลางคืน คุณนัฎฐ์ก็เข้านอนตามปกติ ภายในห้องนอนเป็นห้องเล็ก ๆ ทาด้วยสีขาว เตียงนอนอยู่ฝั่งซ้าย ตู้เสื้อผ้าอยู่ฝั่งขวา และมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มตัวที่น้องชายทำมาให้วางติดอยู่กับตู้เสื้อผ้า ปกติคุณนัฎฐ์เป็นคนนอนปิดไฟ แต่มักจะเปิดหน้าต่างบานเกล็ดไว้ เพื่อให้แสงสว่างภายนอกส่องเข้ามาภายในห้อง ทำให้ในห้องนอนมีแสงสว่างเล็กน้อย มองเห็นภายในห้องแบบสลัว ๆ

        เวลาประมาณ ตี 1 คุณนัฎฐ์สะดุ้งตื่น ได้ยินเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่ภายในห้อง คุณนัฎฐ์ลืมตาขึ้นและกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง ปรากฏว่าหางตาก็เห็นเป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ใส่เสื้อสีขาว ผ้าถุงเลื่อมลายดอกพิกุลสีแดง ผมยาวถึงก้น ยืนหันหลังให้คุณนัฎฐ์ หันหน้าเข้ากระจก คุณนัฎฐ์รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนแน่ ๆ เพราะตัวเองอยู่บ้านคนเดียว และเสียง ‘แคร่ก…แคร่ก…’ ที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงผู้หญิงคนนั้นกำลังหวีผมช้า ๆ ตั้งแต่โคนผมยาวไปถึงปลายผม คุณนัฎฐ์กลัวมาก และคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าคุณนัฎฐ์เห็นแล้ว คุณนัฎฐ์จึงหยิบผ้าห่มบนหัวมาสะบัด แต่สะบัดเท่าไหร่ก็ยังนิ่งเฉย ผู้หญิงคนนั้นก็คงรู้ว่าคุณนัฎฐ์ตื่นแล้ว แต่ก็ไม่ไปไหน ยังหวีผม ‘แคร่ก…แคร่ก…’ อยู่เหมือนเดิม คุณนัฎฐ์กลัวมาก จึงหาวิธีใหม่นั่นคือ การสวดมนต์ คุณนัฎฐ์หลับตาสวดมนต์ ด้วยความที่คุณนัฎฐ์กลัวมาก ทำให้ลืมบทสวดมนต์ สวดไปได้แค่ครึ่งทางก็ลืม คุณนัฎฐ์จึงค่อย ๆ ลืมตาเพื่อดูว่าผู้หญิงคนนั้นหายไปหรือยัง แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่หายไป ยังยืนหวีผมหน้ากระจกอยู่เหมือนเดิม พอครั้งที่สาม คุณนัฎฐ์จึงตั้งสติใหม่ หลับตาลงแล้วตั้งใจสวดมนต์ ครั้งนี้จำบทสวดมนต์ได้ทั้งหมด พอสวดมนต์จนจบ คุณนัฎฐ์ก็ค่อย ๆ ลืมตาเพื่อจะเช็คอีกรอบว่าผู้หญิงคนนั้นยังอยู่หรือไม่ ปรากฏว่าครั้งนี้ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นหายไปแล้ว!

        หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป คุณนัฎฐ์ก็นอนไม่หลับจนถึงเช้า พอเช้าวันใหม่ คุณนัฎฐ์ก็ได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้ป้าแม่บ้านฟัง แต่คุณนัฎฐ์ก็ยังกลัวว่าคืนนี้จะเจอผู้หญิงคนนั้นอีกหรือเปล่า ป้าแม่บ้านจึงให้คำแนะนำว่า “เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวป้าจะพาไปหาร่างทรง เป็นหมอดูให้เขาดูให้” คุณนัฎฐ์ก็ตกลงและก็ไปหาหมอดูคนนั้น หมอดูก็เริ่มถามคำถามไปเรื่อย ๆ ถามเรื่องบ้านแต่ก็ไม่น่าใช่เพราะบ้านคุณนัฎฐ์เป็นบ้านใหม่ และก็อยู่มานานแล้วไม่เคยเจอ ถ้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่น้องชายทำให้ก็ไม่น่าใช่ เพราะได้เป็นของขวัญตอนขึ้นบ้านใหม่ จนถามไปถึงเรื่องงานที่คุณนัฎฐ์ทำ ว่าทำงานเกี่ยวกับอะไร คุณนัฎฐ์ก็ตอบว่า ‘ขายเสื้อผ้ามือสอง แต่เสื้อผ้าที่ขาย ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันกับผู้หญิงคนนั้นใส่’  เรื่องนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน แต่หมอดูก็บอกว่า ‘เขามาดีนะเขาจะมาช่วยค้าขายดีขึ้น’

        หลังจากนั้น คุณนัฎฐ์ก็ไม่เจออะไรอีกเลย แต่ธุรกิจขายเสื้อผ้ามือสองก็ต้องปิดลงเพราะมรสุมโควิด 19 และปัจจุบันก็ธุรกิจกระจกร่วมกับน้องชายแทน

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

30 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากอาจารย์ฟิล์ม 'พิกัดหลอนซ่อนทาง' l อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม [ 21 เม.ย.2569 ]

ก่อนไปถึงจุดหมาย แต่ระหว่างทางอาจทำให้ไปไม่ถึง ขณะขับรถไปงานศพต่างจังหวัดกับเพื่อนในรถ 4-5 คน กลับมีสิ่งแปลก ๆ ทั้ง Google map ค้างไม่บอกพิกัด และเสาไฟทั้งสามที่คนขับเห็นเพียงคนเดียว เมื่อไปถึงคนในหมู่บ้านดันมีคำพูดเตือนอย่างหน้าประหลาดใจ จนสุดท้ายมารู้ความจริงว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่เสาไฟ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X อาจารย์ฟิล์ม’ (15 เม.ย. 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘พิกัดหลอนซ่อนทาง’ ‘อาจารย์ฟิล์ม’ ได้มาเล่าเรื่องราวที่ตนนั้นเจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงโควิดระบาดใหม่ ๆ และเพิ่งเริ่มมีประกาศว่าจะมีการล็อกดาวน์ เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อนล็อกดาวน์ ตอนนั้นพ่อของเพื่อนสนิทเสีย จึงต้องรวมตัวกับเพื่อนพากันไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ได้รวมตัวกับเพื่อนกัน 4 คน โดยมีอาจารย์ฟิล์ม อาสาเป็นคนขับรถให้ และช่วงนั้นเหมือนจะเริ่มงดเว้นการเดินทาง พวกรถขนส่งก็เริ่มไม่ค่อยมี ในวันที่ทราบเรื่องว่าต้องไปไหว้นั้นก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเผาพอดี ทั้งหมดจึงได้รีบนัดไปกันในวันสวดวันสุดท้ายทั้งหมดจึงได้รีบพากันออกเดินทางทันทีก่อนที่ฟ้าจะมืด แต่กว่าจะไปถึงชลบุรีฟ้าก็ได้เริ่มมืดลง ทั้งหมดจึงได้พากันเข้าไปเช็กอินโรงแรมที่จองไว้ก่อนที่จะเร่งเดินทางต่อไปยังวัดให้ทันสวด ระหว่างทางในขณะที่ขับรถอยู่บนถนนใหญ่ รอบข้างก็ไม่ค่อยมีรถคันอื่นขับผ่านสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ จะมีเพียงรถขนส่งไม่กี่คันเท่านั้น ระหว่างที่ขับรถ ก็จะให้เพื่อนหนึ่งคนในกลุ่มชื่อ เอก ที่เป็น LGBTQ รับหน้าที่คอยดูแมพให้ และเมื่อขับรถไปเรื่อย ๆ จู่ ๆ เอกก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ฟิล์มช่วยกูหน่อย เอฟมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่งพึมพัมอะไรอยู่คนเดียว” อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันไปชวนคุยแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรกลับมาจากเอฟ เลยคิดว่าช่างมัน และหันกลับมาโฟกัสกับการขับรถต่อ ในจังหวะนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มมืดขึ้น อาจารย์ฟิล์มจึงได้หันมองซ้ายขวา หาจุดที่จะเป็นจุดสนใจ เพื่อจำเส้นทางที่ขับมาสำหรับขากลับ ว่าหากเจอจุดนี้ก็จะรู้ได้ว่าเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง ทันใดนั้นก็ได้หันออกไปเห็นเสาไฟสูงด้านขวามือ 3 ต้น เลยได้จำไว้ และหันกลับมาขับรถต่อไปยังจุดหมายขณะเดียวกันทางด้านของเอก ก็ยังคงนั่งก้มหน้าพึมพัมอยู่ จนขับไปเรื่อย ๆ เอกก็ได้บอกว่า จะมีทางเลี้ยวซ้ายที่จะผ่านหมู่บ้านนิดนึง และจะถึงวัดเลย ซึ่งก็เลยขับกันไปตามทาง แต่ขับไปยังไงก็ยังไม่ถึงวัดสักที จนเอกก็ได้บอกว่า GPS มันค้าง ทันใดนั้นเอฟก็ได้เงยหน้าขึ้นมา และบอกว่าให้ขับไปข้างหน้าอีกนิดนึง ปรากฏว่าเจอเข้ากับคุณลุงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานสวนมา เอฟจึงได้เปิดกระจกแล้วถามทางกับคุณลุง จึงทำให้รู้ว่าได้ขับเลยวัดมาแล้ว ทั้งหมดจึงได้ถอยกลับไปตามทางที่ลุงบอก เลี้ยวไปไม่กี่ร้อยเมตรก็ได้ถึงวัดที่เป็นจุดหมายปลายทาง แต่กว่าจะมาถึงงานก็สวดเสร็จ ทั้งหมดจึงได้จะพากันเข้าไปไหว้เคารพศพ และขอโทษเพื่อนที่มาช้าจนไม่ทันสวด จังหวะนั้นพวกคุณลุงคุณป้าก็ได้ลุกขึ้นมาต้อนรับ และถามไถ่ทำให้ทั้งหมดใจชื้นขึ้น จากที่รู้สึกผิด และกลัวว่าจะโดนดุ หลังจากที่ไหว้เคารพศพเสร็จ จึงจะไปกินข้าว แต่เอฟก็ได้พูดขึ้นมาว่าตนนั้นถือว่าจะไม่กินข้าวงานศพ ทุกคนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้ตัดสินใจไม่กิน และจะไปหากินข้างนอกพร้อมกันทีเดียว จึงได้ขอตัวลากลับก่อน ทันใดนั้นได้มีคุณป้าคนนึงบอกว่า “พวกหนูอย่าเพิ่งกลับเลย นอนที่นี่กันมั้ย” ทั้งหมดจึงได้ปฏิเสธไปเพราะจองโรมแรมไว้แล้ว สักพักก็ได้มีคุณลุงสัปเหร่อเดินเข้ามาถามหาว่า “ใครเป็นคนขับรถ” อาจารย์ฟิล์มจึงได้ตอบไป แล้วคุณลุงสัปเหร่อคนนั้นก็ได้จูงมือไป และเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ มาใส่ไว้ในมือของอาจารย์ฟิล์ม พร้อมบอกให้เอาสิ่งนี้ไว้ในรถ หลังจากนั้นทั้งหมดจึงได้พากันขับรถกลับในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวรถออกจากวัด ก็ได้เห็นว่าคุณลุงคุณป้ายืนเรียงกันมาส่งอยู่ที่หน้าวัด ทั้งหมดจึงได้สบายใจ และขับรถกลับทางถนนใหญ่เส้นเดิม แต่เหตุการณ์กลับมีเรื่องน่าตกใจตรงที่ว่าไม่ว่าจะขับมาไกลแค่ไหนมองซ้ายขวาก็ไม่เห็นเสาไฟสูง 3 ต้นนั้นเลย เจอเพียงแค่ 2 ต้นเท่านั้นจึงได้หันไปถามเอกว่า เอกเห็น 3 ต้นรึป่าวซึ่งเอกก็บอกว่า เห็นแค่ 2 ต้น ถามแฟน แฟนก็ตอบว่าเห็นแค่ 2 ต้นเอฟจึงได้บอกขึ้นมาว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรต่อ ให้ขับไปก่อนจนกว่าจะถึงที่พัก เมื่อถึงที่พักจึงได้หันไปถามเอฟว่า เกิดอะไรขึ้น เอฟเป็นคนที่มีเซนส์ในเรื่องนี้จึงได้บอกว่า จริง ๆ แล้วนั้นเอฟรู้สึกไม่ดีตั้งแต่ที่ขับรถขาไปบนถนนเส้นนั้นแล้ว เอฟบอกว่ามีความรู้สึกเหมือนกับมีคนมากระซิบอยู่ข้างหูตลอดเวลา พร้อมบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ฟิล์มเห็นนั้นคือ เปรต ไม่ใช่เสาไฟอย่างที่คิด และบอกว่าตนนั้นก็เห็น 3 ต้นเหมือนกัน แต่ต้นที่ 3 นั้นเป็นขาคนตัวสูง ซึ่งลุง และป้าที่วัดคงรู้ว่าพวกเราไปเจออะไรมาจึงได้ให้พระพุทธรูป และมายืนส่งกลับที่หน้าวัดนั่นเองวันถัดไป ทั้งหมดก็ได้พากันขับรถเดินทางไปที่วัดตามเดิม และไปเล่าให้กับคุณลุงคุณป้าฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ป้าแกจึงได้ตอบกลับมาว่า “ที่ไม่อยากให้กลับไป อยากให้นอนที่วัดก็เพราะรู้นี่แหละว่าเขาตามมาด้วย..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

17 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

‘คุณฝน’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ชวนขนลุกหลังย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่ ที่หมู่บ้านแห่งนั้นเธอได้พบกับร้านทำผมคู่ใจ มีอยู่คืนหนึ่ง เธอนัดหมายกับเจ้าของร้าน แต่เช้าวันถัดมาเจ้าของร้านไม่มาตามนัด และถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีบุคคคลปริศนาทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ มายืนที่หน้าบ้านของตนเองอีกด้วย สรุปแล้วในคืนนั้น เธอนัดหมายกับใครกันแน่? บุคคลปริศนาที่มายืนหน้าบ้านคือใคร? หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุงโปง x’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนบ้านที่ระลึก’ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 ขณะนั้นเกิดเหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ ‘คุณฝน’ ต้องรีบหาบ้านเช่าแบบกะทันหัน อยู่มาวันหนึ่ง ‘คุณบี’ ซึ่งเป็นเพื่อน เธอต้องการปล่อยเช่าจึงได้เสนอให้เช่าในราคาเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของตัวบ้าน คุณฝนที่กำลังหาบ้านเช่าอยู่จึงตอบตกลงทันที หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ 5-6 เดือน ฝนมีร้านทำผมเจ้าประจำที่ชื่อว่า ‘ป้าศรี’ เป็นร้านเสริมสวยในหมู่บ้าน วันหนึ่งเธอตั้งใจไปสระผมที่ร้านป้าศรี แต่ร้านปิด กระทั่งผ่านไป 2-3 วัน ร้านก็ยังไม่เปิด จนมาวันหนึ่งเธอขับรถเข้ามาบังเอิญเห็นป้าศรีนั่งอยู่หน้าบ้าน จึงเปิดกระจกแล้วเอ่ยทักทาย “อ้าว!? ป้าศรีกลับมาแล้วหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำผมนะป้า ว่าจะซอยหน่อย” ป้าศรีตอบว่า “หนูจะย้อมผมด้วยเลยไหม ย้อมด้วยเลยสิ” ฝนจึงตอบตกลงทันที พอรุ่งเช้าเธอก็ขับรถออกมา แต่กลับเห็นตำรวจและเพื่อนบ้านมุงอยู่เต็มหน้าบ้านป้าศรี ต่อมาก็เห็นกู้ภัยยกศพออกมา เธอจึงหันไปถามเพื่อนบ้านแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ได้คำตอบในแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อนบ้านบอกว่า “ยายศรีแกตายแล้ว น่าจะล้มแล้วหัวฟาดพื้น ตำรวจสันนิษฐานว่าแกตายมา 2 อาทิตย์แล้ว” ฝนรู้สึกแปลกใจ และคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนว่า ‘แล้วคนที่คุยด้วยคือใคร’ นอกจากนี้ในกลุ่มหมู่บ้านก็มีการคุยกันว่ามีหลายคนได้คุยกับป้าศรีเมื่อไม่กี่วันก่อน บางคนเห็นป้าศรีนั่งอยู่ก็มานั่งคุยด้วย เรื่องราวผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ วันหนึ่งขณะที่น้องชายของฝนนั่งอยู่ไม้หินที่หน้าบ้าน ก็พูดขึ้นมาว่า “พี่! ไม่รู้ใครมายืนอยู่หน้าบ้าน พี่ลองไปดูสิ” เมื่อฝนมองตามที่น้องชายบอกก็เห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของบี ฝนพยายามคุยกับเขาแต่เขาทำเพียงแค่ยืนหน้านิ่ง และไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ไม่นานเขาก็เดินหายไป หลังจากนั้นทางบ้านที่ต่างจังหวัดก็แจ้งข่าวร้ายว่าคุณตาเสีย ทำให้คนที่บ้านต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ฝนจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่งหลังจากที่เลิกงาน เธอจะออกไปซื้ออาหาร ระหว่างทางเธอไปเจอกับผู้ชายที่นั่งคอตกอยู่หน้าบ้าน พอแสงของรถสาดเข้าไปใกล้ ๆ ทำให้รู้ว่าเป็น ‘โอ๋’ นั่งอยู่หน้าบ้าน เธอได้แต่มองแล้วก็ขับรถผ่านไป ขณะขับรถกลับเธอเห็นมีคนยืนอยู่หน้าบ้านตนเอง คนนั้นคือโอ๋นั่นเอง “โอ๋ มีอะไรหรือเปล่า?” ฝนถาม โอ๋ตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ว่า “เรามาหาบี” ฝนคิดในใจว่าโอ๋น่าจะรู้ว่าบีไม่อยู่และปล่อยบ้านให้เธอเช่าไปแล้ว จึงถามกลับไปว่า “โทรหาบีสิ บีไม่ได้อยู่ที่นี่ เรามาเช่าบ้านหลังนี้ไง” โอ๋ได้ตอบกลับว่า “โทรตามบีให้หน่อยได้ไหม” ฝนได้แต่นึกในใจอีกครั้งว่า ‘คนเป็นเพื่อนกันน่าจะมีเบอร์ติดต่อกัน ทำไมถึงไม่โทรหาเอง’ แต่เธอก็ตบปากรับคำกับโอ๋ และแล้ววันนั้นเธอก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้และไม่ได้โทรไปหาบี วันถัดมาช่วงกลางคืน ฝนก็เห็นว่ามีผู้ชายมายืนหน้าบ้านเธอเหมือนเดิม และก็นั่นก็คือโอ๋ ฝนจึงนึกเรื่องที่โอ๋ให้ติดต่อบี เธอเอ่ยถามโอ๋ว่า “มีอะไรโอ๋?” และก็ได้คำตอบเดิมว่าให้ฝนช่วยติดต่อบีให้ ฝนก็รับปากเหมือนเดิมและโอ๋ก็ได้หันหลังกลับไป แต่ขณะที่เขาได้หันหลังไปกลับพบว่า ตัวหันตามไปปกติ.. แต่คอกลับไม่หันตามไป! ฝนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้านทันที เธอพยายามรวบรวมสติทั้งหมดโทรหาบีทั้งคืนแต่บีก็ไม่ได้รับสาย เช้าวันต่อมา บีได้โทรกลับมา ฝนจึงรีบบอกบีว่าคนชื่อโอ๋มาถามหาและให้ติดต่อโอ๋กลับไป เวลาผ่านไปจนถึงช่วงหนึ่งทุ่ม บีติดต่อกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “ฝน.. มึงรู้ได้ไงว่าโอ๋มันตายแล้ว” ย้อนเหตุการณ์กลับมาตอนช่วงเย็น หลังจากที่บีเคลียร์งานเสร็จ เธอได้ติดต่อหาโอ๋แต่ก็ไม่มีคนรับสาย บีจึงตัดสินใจขับรถไปที่บ้านโอ๋ พอมาถึงก็พบว่าประตูรั้วเปิดได้แต่ด้านในบ้านล็อกไว้ จึงตะโกนเรียกโอ๋ แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมา เธอจึงเดินไปรอบ ๆ บ้าน และพบว่ามีหน้าต่างเปิดแง้มไว้หนึ่งบาน บีเอาหน้ายื่นเข้าไปในช่องหน้าต่างและพบว่า มีศพผู้ชายผูกคอนั่งด้วยท่ายอง ลักษณะคอเปื่อยจนเหมือนจะหลุดออกมา บีเรียกรถกู้ภัยและได้งัดบ้านเข้าไป และภาพที่เห็นก็เป็นโอ๋นั่งผูกคอเสียชีวิตอยู่บนเหล็กดัดในลักษณะท่านั่ง เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าศพน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณฝน’ ได้ไปพบตอนย้ายไปเช่าบ้านของเพื่อน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากลูกหว้า พิจิกา 'พี่ผมแดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

22 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากลูกหว้า พิจิกา 'พี่ผมแดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

คุณลูกหว้า พิจิกา ได้นำเรื่อง ‘พี่ผมแดง’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ต้องบอกเลยว่า ประสบการณ์การเจอสิ่งลี้ลับของคุณลูกหว้าครั้งนี้ ทำให้ทั้ง ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกทั้งคู่! ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณลูกหว้าได้ถูกเชิญไปงานแต่งของ ‘พี่บี มือคีย์บอร์ด ของวง ETC’ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้คุณลูกหว้าต้องค้างคืนที่บ้านของ ‘พี่โซ่ หัวหน้าของวง ETC’ ในใจของคุณลูกหว้าคิดว่า คงจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หลังจากตื่นขึ้น คุณลูกหว้าก็ได้ลุกขึ้นมาอาบน้ำ-แต่งหน้าตามปกติ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเวลา 8 โมงกว่า คุณลูกหว้าจึงตัดสินใจปลุกน้องที่มาด้วยกัน แต่ทั้ง ๆ ที่คุณลูกหว้าอาบน้ำแล้ว จู่ ๆ กลับรู้สึกง่วงอย่างประหลาด ทำให้คุณลูกหว้าตัดใจสินใจเอนตัวลงเพื่อพักสายตา หลังจากที่เอนตัวไป คุณลูกหว้าก็ได้หลับในทันทีและฝันเห็นภาพทุ่งหญ้ากว้าง และได้เห็นกลุ่มคนยืนอยู่ใกล้ ๆ แต่งตัวสีสันมากมาย ในใจของคุณลูกหว้าเหมือนได้ทำการสื่อสารกับกลุ่มคนตรงนั้นว่า ‘ไม่มีอะไรนะ เราแค่มางานแต่ง’ คุณลูกหว้าก็ไม่ได้เอะใจอะไรเพราะคิดว่าเป็นความฝัน ผ่านไปสักพักหนึ่ง คุณลูกหว้าก็ได้ลืมตา และได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ปลายเท้าของตน จากนั้นก็ค่อย ๆ หันศีรษะมาทางคุณลูกหว้าอย่างช้า ๆ สีผมของผู้หญิงคนนั้นเป็นสีแดงปนสีส้ม ดวงตาสีน้ำตาลปนแดง และใช้ตาคู่นั้นจ้องมองมาที่คุณลูกหว้าแบบไม่ละสายตาคุณลูกหว้าจึงสะดุ้งตื่น! อาการที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับคนที่ฝันร้ายมาก ๆ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง คุณลูกหว้าก็ปลอบตัวเองว่าสิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่นี้เป็นเพียงความฝัน หลังจากนั้น คุณลูกหว้าสบายใจมากยิ่งขึ้น นี่ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตของคุณลูกหว้าที่ได้เจอกับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ หลังจากที่น้องของคุณลูกหว้าตื่นขึ้นมาอาบน้ำ ในตอนนั้นตัวของคุณลูกหว้ายังไม่เล่าให้น้องฟังและคิดว่าคงไม่มีอะไรหลังจากนี้แล้ว จนกระทั่งไปที่โบสถ์และทำพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้น ทุกคนก็ตัดสินใจไปกินกาแฟกัน และมีรุ่นพี่คนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า “ด้านข้างของตัวบ้านคือโบสถ์ เป็นศาสนจักรของชาวคริสต์ แล้วทางด้านหลังของตัวบ้านก็อยู่ติดกับสุสาน” สิ้นคำพูดของรุ่นพี่ คุณลูกหว้าก็รู้สึกว่าจะได้รับข้อมูลที่ทำให้ทุกอย่างกระจ่าง จึงได้ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอเมื่อเช้าให้ทุกคนตรงนั้นฟัง เมื่อทุกคนได้ฟัง ก็ไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ของคุณลูกหว้าแปลก เพราะที่สุสานตรงนั้นก็มีศพของมิชชันนารี ที่เป็นคนต่างชาติฝังไว้อยู่ด้วยเหมือนกัน คุณลูกหว้าจึงได้รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ตนน่าจะได้เจอกับผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ แต่ก็ยังไม่ทราบถึงเหตุผลว่า ‘ทำไมผู้หญิงผมแดงคนนั้นถึงจ้องมองคุณลูกหว้าอย่างไม่ละสายตาไปไหนเลย’(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-