หนุ่มไรเดอร์วิ่งงานกะดึก ได้ออเดอร์ส่งอาหารแต่ลูกค้าขอให้ซื้อธูปไปด้วย พอถึงหมุดหมายก็พบว่าเป็นบ้านร้าง แถมลูกค้ายังบอกอีกว่า “ถ้าส่งเสร็จแล้วให้ขับรถออกไป อย่าหันมามองเด็ดขาด” แต่ด้วยความห้าว! จึงหันกลับไปมอง ...เท่านั้นแหล่ะ บิดรถสุดกำลัง!

อังคารคลุมโปง RECAP

หนุ่มไรเดอร์วิ่งงานกะดึก ได้ออเดอร์ส่งอาหารแต่ลูกค้าขอให้ซื้อธูปไปด้วย พอถึงหมุดหมายก็พบว่าเป็นบ้านร้าง แถมลูกค้ายังบอกอีกว่า “ถ้าส่งเสร็จแล้วให้ขับรถออกไป อย่าหันมามองเด็ดขาด” แต่ด้วยความห้าว! จึงหันกลับไปมอง ...เท่านั้นแหล่ะ บิดรถสุดกำลัง!

07 เม.ย. 2023

     เรื่องราวในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมานั้น (21 มีนาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอาร์ท’ ไรเดอร์หนุ่มที่ได้เจอประสบการณ์ขวัญผวาขณะขับรถไปส่งอาหารกะกลางคืน ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ต้องเสียวสันหลังวาบ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญอ่านกันได้เลย!

     คุณอาร์ทเล่าว่า ตนเองนั้นทำอาชีพไรเดอร์เป็นหลักได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ส่วนใหญ่จะรับงานช่วงกลางคืน เพราะอากาศไม่ร้อนและรถไม่ติด คืนที่เกิดเรื่อง คุณอาร์ทจำได้ขึ้นใจว่าเป็นคืนสิ้นปี วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง ถึงแม้จะเป็นคืนเคาท์ดาวน์ แต่คุณอาร์ทก็ยังรับงานเป็นปกติ เมื่อได้รับออเดอร์จากร้านอาหารก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับอย่างที่เคยทำ เมื่อถึงที่ร้านก็ได้บังเอิญเจอพี่ไรเดอร์ที่รู้จักกัน ระหว่างที่รออาหารก็ทักทายพูดคุยกันทั่ว ๆ ไปว่า “ได้ออเดอร์หรอ? แล้วต้องเอาไปส่งแถวไหน?” คุณอาร์ทไม่รู้จักสถานที่เพราะไม่เคยไปส่งเลยไม่รู้จะบอกยังไง จึงยื่นโทรศัพท์ที่ปักหมุดสถานที่นั้นให้พี่ไรเดอร์ดู ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ถอดสี!

     คุณอาร์ทเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพี่ไรเดอร์ก็ถามกลับไปว่า “พี่ป่วยรึเปล่า? เป็นอะไรมั้ยพี่?” แต่พี่ไรเดอร์ก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร และถามกลับมาว่า “ไปคนเดียวหรอ?” คุณอาร์ทได้ยินก็ตอบติดเล่นไปว่า “ไปคนเดียวดิพี่ ผมไม่ได้พาแฟนด้วยด้วยหนิ” แล้วเขาก็รีบยิงคำถามกลับมาว่า “แล้วเคยไปที่นี่มั้ย?” คุณอาร์ทที่แม้จะงงกับคำถาม แต่ก็ตอบกลับไปว่า “ไม่เคยไป ไม่รู้ชื่อหมู่บ้านด้วย” พอตอบไปแบบนั้นพี่ไรเดอร์ก็บอกว่า “ไม่ต้องกลัวผีหรอก กลัวคนดีกว่า” คำพูดนั้นตงิดใจคุณอาร์ทขึ้นมา จึงนึกถึงตอนที่พี่ไรเดอร์คนนี้หน้าถอดสีเมื่อเห็นโลเคชั่นบนโทรศัพท์ คุณอาร์ทเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรต่อ เพราะหากได้ยินเรื่องเล่านั้นขึ้นมา คุณอาร์ทจะกลัวกว่าเดิม...

     พอคุณอาร์ทรับอาหารเสร็จ พี่ไรเดอร์ก็เอ่ยถามอีกครั้งว่า “มีไฟแช็คมั้ย?” คุณอาร์ทก็สงสัยถามกลับไปว่า “ถามทำไมอ่ะพี่ พี่จะดูดบุหรี่หรอ?” เขาก็ตอบว่า “ถ้าไม่มีเดี๋ยวพี่ให้ยืม” ทันใดนั้นก็มีข้อความของลูกค้าเด้งขึ้นมาว่า “น้องไรเดอร์คะ แวะร้านขายของชำซื้อธูปให้พี่มัดนึงได้มั้ย?” พี่ไรเดอร์ที่เห็นข้อความนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “นี่ไง พี่ถึงได้ถามว่ามีไฟแช็คหรือเปล่า จะได้ให้ยืมไป” คุณอาร์ทได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกงงเข้าไปใหญ่ และไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไร แต่ก็ตอบตกลงไปเพราะลูกค้าบอกว่าจะให้ทิปพิเศษ เมื่อซื้อของตามที่ลูกค้าบอกแล้ว คุณอาร์ทก็ขับรถมุ่งหน้าสู่โลเคชั่นตามที่หมุดหมายเอาไว้..

     

     ห่างจากร้านอาหารประมาณ 5 กิโลเมตร คุณอาร์ทก็มาถึงหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ก็รู้สึกแปลกใจเพราะวันนี้เป็นคืนสิ้นปี คนส่วนใหญ่ก็จะเลี้ยงสังสรรค์ฉลองเคาท์ดาวน์กัน แต่ที่นี่กลับไร้วี่แวว มีเพียงบ้านบริเวณด้านหน้าไม่กี่หลังที่เปิดไฟอยู่ ส่วนบ้านที่คุณอาร์ทต้องไปส่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เป็นบ้านในซอย 7 หลังที่ 4 ซึ่งบ้านในซอยนี้ล้วนแล้วแต่มีป้ายประกาศยึดทรัพย์จากธนาคารแทบทุกหลัง คุณอาร์ทจึงโทรกลับไปถามลูกค้า เพราะอาจจะปักหมุดผิด แต่ลูกค้าก็บอกว่า “ที่นี่แหล่ะ ถึงแล้ว” และลูกค้ายังบอกอีกว่า “น้องไรเดอร์คะ รบกวนเปิดกล่องข้าวและจุดธูปปักให้หน่อยได้มั้ย” คุณอาร์ทจึงบอกไปว่า “โห่พี่ นี่มันจะนอกเหนือหน้าที่ของผมแล้วนะครับ” แต่ลูกค้าก็ยังยืนกรานว่าจะให้ทำแถมยังเพิ่มทิปพิเศษให้อีก คุณอาร์ทยอมจำนนจึงยอมทำตาม และในใจลึก ๆ ก็เริ่มรู้สึกกลัว จึงรีบทำแบบส่ง ๆ ไป พอใกล้จะเสร็จลูกค้าก็ยังบอกอีกว่า “น้อง ถ้าน้องทำเสร็จแล้ว ให้เดินไปที่รถและรีบขับออกไปเลย ไม่ว่ายังไงอย่าหันกลับไปมองนะ” ได้ยินดังนั้นคุณอาร์ทก็ทำตาม แต่ด้วยความที่ห้ามความห้าวของตัวเองไว้ไม่ไหว จึงแอบชำเลืองหันไปมอง ภาพที่เห็นทำให้คุณอาร์ทต้องขนลุกไปทั้งตัว! เพราะมันคือเงาดำ ๆ รุมกินข้าวกล่องที่เปิดอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ หนึ่งในเงาดำนั้นรู้ว่าคุณอาร์ทมอง จึงทำท่าจะพุ่งเข้ามาหา! คุณอาร์ทตกใจมากจึงรีบตั้งสติแล้วรีบขับรถออกมาให้พ้นหมู่บ้านนั้นทันที!

     คุณอาร์ทขับรถกลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้ง และพบว่าพี่ไรเดอร์คนเดิมยังนั่งอยู่ เมื่อเห็นคุณอาร์ก็ส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้และถามว่า “เป็นไง เรียบร้อยมั้ย” คุณอาร์ทที่ทั้งกลัวและหัวเสียจึงตอบไปว่า “โหย เรียบร้อยอะไรพี่ ผมโดนผีหลอกมาเนี่ย” พี่ไรเดอร์จึงเลยบอกว่า “ตอนไปครั้งแรกพี่ก็โดนแบบเอ็งนี่แหละ เค้าโดนกันมาหมดแล้ว และที่พี่ไม่บอก เพราะอยากให้เอ็งได้รู้ไง” คุณอาร์ทจึงถามพี่ไรเดอร์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ พี่ไรเดอร์บอกว่า “บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรทั้งนั้น เป็นบ้านคนทั่ว ๆ ไป แต่พอไม่มีคนอยู่ ผีก็มาอาศัยอยู่แทน ทำให้มีคนมาขอสิ่งต่าง ๆ กับผีเหล่านี้ และพอได้ตามใจหวัง เลยเลี้ยงอาหารผีเป็นการตอบแทน”

     เช้าวันถัดมา คุณอาร์ทยังค้างคาใจกับเรื่องนี้ไม่หาย จึงกลับไปดูบ้านหลังนั้นอีกครั้ง พอไปถึงก็เห็นว่ากล่องข้าวที่วางทิ้งไว้ประมาณ 30-40 กล่อง มีเศษธูปเกลื่อนเต็มหน้าบ้าน มีผ้าสามสีผูกไว้กับต้นไม้ใกล้ ๆ กันเต็มไปหมด! พอคุณอาร์ทนึกย้อนกลับไปก็พบว่าเมื่อคืนนี้คุณอาร์ทไม่เห็นวี่วแววของสิ่งเหล่านี้เลยทั้ง ๆ ที่ไฟก็ส่องถึง จึงกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่ไรเดอร์คนเดิมฟังอีกครั้ง ซึ่งพี่เขาก็ได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองว่าเจอมาหนักกว่าคุณอาร์มาก นั่นก็คือเจอผีตามถึงบ้าน เพราะพี่เขาเป็นคนไม่เชื่อ แถมในวันนั้นก็ยังลบหลู่โดยการจุดธูปเสร็จก็เอาเท้าเขี่ยกล่องข้าวและบอกว่า “อ่ะกิน ๆ แ*ก ๆ ไอ้พวกผีไม่มีญาติ” ถึงขั้นต้องไปหาหลวงพ่อที่วัดให้ช่วยเพราะผีตามหลอกหลอนไม่หยุด และจนถึงปัจจุบันออเดอร์เลี้ยงอาหารผีที่บ้านหลังนี้ก็มีมาเรื่อย ๆ ซึ่งคนที่กดรับคำสั่งก็มักจะเป็นไรเดอร์หน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเจอ ซึ่งหากมาถามคุณอาร์ท คุณอาร์ทก็จะไม่บอกเช่นกัน “เพราะถ้าเรารู้ นายก็ต้องรู้ด้วย” 

     เรื่องหลอนจากการส่งอาหารกลางดึกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คุณอาร์ทเล่าอีกว่ามีครั้งหนึ่งได้รับออเดอร์ให้ไปส่งอาหารที่หอพักนักศึกษา โดยเส้นทางนี้มีถนนสองเลน ไฟข้างทางก็ส่องลงมาตามถนน คุณอาร์ทเห็นไกล ๆ ว่ามีอะไรสักอย่างสีขาวใหญ่ ๆ ยาว ๆ อยู่ตรงถนน จึงคิดว่าคงมีสุนัขมานอนขวาง และขับเบี่ยงไปทางซ้ายเพื่อที่จะหลบ แต่เมื่อยิ่งขับไปใกล้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามันคือผ้าขาวที่ห่อเป็นรูปร่างคล้ายศพ คุณอาร์ทก็ทำใจดีสู้เสือโดยการขับรถผ่านแบบไม่มอง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงหันไปดูว่ามีอะไรตามมามั้ย ซึ่งความท้าทายนั้นก็สนองแด่คุณอาร์ท เพราะสิ่งนั้นมันกลิ้งตาม! คุณอาร์ทเห็นเข้าก็บิดรถสุดกำลังจนถึงคอสะพานที่มีไฟสว่างๆ ผ้าขาวห่อศพนั้นมันก็ค่อยๆหายไปแบบไร้ร่องรอยทันที!

     และนี่คือเรื่องหลอนชวนผวาจากคุณอาร์ท ไรเดอร์ส่งอาหารกะดึก ที่นอกจากจะต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ยังต้องระวังออเดอร์แปลก ๆ ที่อาจพาความหลอนมาส่งแทนด้วย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) 

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

10 มี.ค. 2024

ลูกสาวไปเล่นที่สนามใกล้โรงเรียนกับเพื่อน แต่เจอร่างปริศนา เข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าหัวแยกออกจากร่าง! ด้วยความหวังดี แม่จึงบอกไปว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นก็เจอเรื่องแปลก ๆ ขณะจอดรถ เพราะเซนเซอร์รถร้องดัง ทั้ง ๆ ที่รอบรถไม่มีอะไรเลย!

ลูกสาวพบศพปริศนาอยู่ใกล้โรงเรียน แม่หวังดีจึงบอกกับศพว่า “กลับบ้านได้แล้ว” หลังจากนั้นสองสามวัน เซนเซอร์รถก็ดังทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ใกล้รถ! เรื่องนี้ ‘คุณหนิง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เซนเซอร์เจอผี’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณหนิงเล่าว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทยและเกิดเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตอนนั้นเป็นช่วงพายุเข้า อากาศหนาวอุณหภูมิติดลบประมาณ -17 ถึง -22 องศาเซลเซียส ปกติแล้วหากเป็นฤดูหนาวที่เมืองนี้จะมีหิมะตก แต่วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โรงเรียนของ ‘หนูนิด’ (นามสมมติ) ลูกสาวของคุณหนิงจึงพาเด็ก ๆ ไปเล่นที่สนามกีฬาใกล้โรงเรียน หนูนิดเล่นอยู่บริเวณนั้นกับเด็กผู้หญิงอีก 2 คน ดูเหมือนว่าเด็กสาวทั้งสามจะชอบเล่นซ่อนแอบตามพุ่มไม้เป็นพิเศษ เวลาบ่ายสองเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เลิก หนูนิดโทรมาหาคุณหนิงแล้วพูดว่า “แม่ หนูคิดว่าหนูเจอ Dead Body!” คุณหนิงจึงรีบใส่เสื้อกันหนาวแล้วกระโดดขึ้นรถ ระหว่างนั้นก็คุยกันว่า “ลูกอยู่ไหน?” คุณหนิงดู GPS ตำแหน่งของลูกไปด้วย เพราะหนูนิดอธิบายไม่ถูกและตื่นเต้น คุณหนิงถามว่า “มีผู้ใหญ่ไหม?” หนูนิดก็ตอบว่า “มี แต่โทรหาครูไม่ติด” ระหว่างนั้นเด็กอีก 2 คนก็วิ่งไปตามครู คุณหนิงจึงถามลูกว่า “ตายจริงหรือเปล่า” หนูนิดที่อยู่กับร่างปริศนาเพียงลำพังก็ตอบมาว่า “ไม่รู้ หนูไม่รู้” จากที่เห็นตำแหน่งของลูกใน GPS ตรงนั้นเป็นหน้าผาที่สามารถเล่นสกีได้ คุณหนิงจึงสันนิษฐานกับตัวเองไปว่าร่างนั้นอาจจะตกลงมาหรือเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ หนูนิดยังบอกว่า “มันอยู่ใกล้ทางเดิน แต่มันอยู่ในพุ่มไม้” คุณหนิงจึงบอกว่า “ไปดูซิ ว่าเขาตายไหม?” หนูนิดจึงเข้าไปดูคนเดียว บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง ข้างหน้าฝั่งตรงข้ามเป็นสนามบอลซึ่งมีรั้ว 2 อัน คุณหนิงจึงคิดว่า ‘ใครจะมาตายตรงนั้นมันใกล้ทางคนเดินมากเกินไป’ หนูนิดไปยืนตรงร่างนั้นแล้วถามว่า “ตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตาย ยกมือขึ้น!” ร่างนั้นไม่ตอบสนอง หนูนิดรีบบอกคุณหนิงว่า “แม่ หนูว่าเขาตายนะ เขาไม่ตอบหนู” คุณหนิงจึงบอกให้ลูกออกมาให้ห่างจากศพ ทันทีที่คุณหนิงไปถึงที่เกิดเหตุก็รีบวิ่งเข้าไปกอดลูกสาว ในตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนรอเป็นเพื่อนหนูนิดอยู่ก่อนแล้ว---- เมื่อครูมาถึงที่เกิดเหตุก็โทรแจ้งตำรวจ เพื่อนของหนูนิดอีก 2 คนก็อยู่ตรงนั้นเช่นกัน แต่เด็กทั้ง 3 คนไม่มีท่าทีตกใจ โดยเฉพาะเพื่อนของหนูนิด ระหว่างที่รอตำรวจ คุณหนิงก็บอกว่า “กลับบ้านได้แล้ว กลับดี ๆ ล่ะ” คุณหนิงคิดว่าคนตายอาจจะยังไม่รู้ตัว ด้วยความหวังดีจึงบอกออกไปแบบนั้น เมื่อตำรวจมาถึง ตำรวจหญิงคนหนึ่งก็พาคุณหนิงไปนั่งที่ไกล ๆ และเริ่มสอบสวน เด็ก ๆ บอกว่า ตรงนั้นมีศพ เห็นเชือก และคิดว่าอาจจะปีนขึ้นไปแล้วตกลงมาหรือผูกคอตาย ตอนที่คุณหนิงที่ไปยืนเฝ้าศพกับเด็ก ๆ คุณหนิงก็ถามผู้ใหญ่ที่มายืนเป็นเพื่อนน้องหนูนิดว่า “เธอว่าเขาตัดสินใจเองหรืออุบัติเหตุ?” เขาก็ตอบว่า “ตัดสินใจเอง” คุณหนิงก็เอะใจว่าคนนี้รู้ได้อย่างไร หลังจากนั้นเด็ก ๆ ก็ให้ปากคำ คุณหนิงเองก็นั่งอยู่ด้วย ได้ใจความว่า “ตัวอยู่ตรงนั้น จมหิมะ มีบุหรี่ ผ้าพันคอ หมวก ร่างและหัวตั้งอยู่อีกทาง” คุณหนิงจึงมีข้อสงสัยและข้อสังเกตผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ถ้าผูกคอตายแล้วหล่นลงมา ทำไมหัวถึงหลุด? เรื่องอากาศที่ติดลบ -17 องศาเซลเซียส อาจจะมีคนที่เดินผ่านแต่ไม่ได้กลิ่น? และร่างนั้นนอนคว่ำมีหิมะบังอยู่ เมื่อมีรถหิมะผ่านมาทำไมถึงไม่เจอ? แล้วหัวนั้นไปตั้งอยู่ตรงนั้นอย่างเป็นระเบียบได้อย่างไร? เด็ก ๆ อธิบายเพิ่มเติมว่าร่างนั้นมีหนวดเครา หลับตาสนิท เมื่อให้ปากคำเสร็จ จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน---- สองสามวันถัดมา คุณหนิงได้เจอกับน้องที่เปิดร้านอาหารที่มีการทำบุญอยู่เป็นประจำ คุณหนิงจึงพูดว่า “พี่ฝากทำบุญให้คนนี้หน่อย” เพราะคุณหนิงฝันเห็นจึงฝากทำบุญไปให้ สองวันถัดมาเป็นวันอังคาร เวลาประมาณบ่าย 2 โมงกว่า คุณหนิงกำลังขับรถเข้าที่จอด ก็เห็นอะไรแว๊บ ๆ จึงถอยรถ จากนั้นก็ขับเข้าไปทำให้เสียงแจ้งเตือนของรถก็ดังขึ้น ซึ่งรถของคุณหนิงจะใช้กล้องเทสลาที่มีเรดาร์รอบรถ เมื่อขับเข้าไปแต่ไม่มีอะไร แปลกที่เรดาร์กลับทำงาน เมื่อดูภาพจากกล้องคุณหนิงเห็นเป็นเงาคนที่ไม่มีหัว! คุณหนิงจึงถอยเข้า-ถอยออก เซนเซอร์รถก็จับได้อีก 2 รอบ วันถัดมาคุณหนิงก็ลองอีกครั้งแต่ก็ไม่เจออะไรที่เป็นต้นเหตุให้เซนเซอร์ทำงาน วันที่ 3 ก็ลองอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีเหมือนเดิม เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างที่คุณหนิงนอนหลับอยู่ ก็มีผู้ชายมาเข้าฝันซึ่งเป็นคนน่ารักมาก มาบอกว่า 054 และทะเบียนรถของคุณหนิง 644 คนรู้จักของคุณหนิงถูกหวยกัน แต่คุณหนิงไม่ถูกเพราะไม่ได้เล่น ก่อนที่คุณหนิงจะมาที่ประเทศไทย คุณหนิงบินมาเมื่อวันที่ 19 คืนวันที่ 18 ก็เคลียร์รถ ในท้ายรถว่างจึงนำกระเป๋ามาเก็บ หนูนิดรู้สึกหนาวจึงอยู่ในบ้าน คุณหนิงบอกกับหนูนิดว่า “เอากระเป๋ามาไว้หน้าบ้านนะ เดี๋ยวแม่จะยกขึ้นรถเอง” คุณหนิงก็ยกของไปวาง คุณหนิงเห็นหนูนิดมาช่วย ณ ตอนนั้นคุณหนิงอยู่ท้ายรถ ก็เห็นเป็นเงาอ้อมไปข้างหลัง จึงคิดว่าไม่พ่อก็ลูกมาเปิดท้ายรถ คุณหนิงหันไปปรากฏว่า ไม่มีใครและหนูนิดอยู่หน้าประตูบ้าน คุณหนิงก็คิดว่ามาอีกแล้ว… คุณหนิงบอกหนูนิดว่า “ขึ้นรถกับแม่ เดี๋ยวเข้าที่จอด” แต่วันนั้นจอดที่ประจำซึ่งสามารถชาร์จรถได้ หนูนิดบอกว่า “หนูหนาว” คุณหนิงก็บอกว่า “หนูหนาวไม่เป็นไร หนูนั่งในรถ พอแม่ชาร์จรถเสร็จ แล้วแม่เดินมาท้ายรถลูกค่อยออก” จากนั้นคุณหนิงก็เดินมาท้ายรถ และสงสัยว่าทำไมหนูนิดไม่ออกมาตามที่ตกลงกันไว้ หนูนิดนั่งอยู่พักหนึ่งก็เปิดประตูออกมาแล้วพูดว่า “แม่ ใครอยู่ข้างหลัง” คุณหนิงก็ถามว่า “เงาแม่หรือเปล่า?” สิ่งที่หนูนิดเห็นคือมันออกมาจากอีกเสา แล้วมาจบที่อีกเสา แล้วก็หายไป เป็นผู้ชายสูง ๆ ที่มีผ้าพันคอ แต่ไม่เห็นช่วงหัว! ซึ่งตอนนี้คุณหนิงบินมาไทยก็บอกว่า เขาก็คงเคว้งคว้าง ไม่รู้จะไปหาใคร…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

16 มี.ค. 2024

บ้างานจนมีป่วยหนัก รู้สึกเหมือนจะตายแล้วก็วูบไป!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘อ.บาส 7th Sense’ ที่ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตหลังความตายที่้เกิดขึ้นกับตัวเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย อ.บาส ได้เล่าย้อนไปเมื่อช่วงที่ตนอายุประมาณหนึ่งขวบกว่า ตอนนั้นคุณย่าเสีย ส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ก็ไม่มีเวลาดูแล จึงพาไปฝากไว้สถานรับเลี้ยงเด็ก เนื่องจากนมที่นั่นอาจจะไม่สะอาด หลังจากที่พ่อแม่กลับมาจากงานศพย่า เห็นว่าลูกเงียบไปรวมทั้งมีอาการช็อกจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ระหว่างทางแม่ก็สันนิษฐานว่าน่าจะไม่อยู่แล้ว พอถึงโรงพยาบาลหมอก็ได้ทำการเอาน้ำเกลือเจาะเข้าที่หัวและเท้า ผ่านไปสักพัก หัวใจก็กลับมาเต้นปกติ อ.บาส ได้เล่าอีกว่า ตั้งแต่เด็ก ๆ ตนชอบทำบุญ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นคนโกรธง่าย พอมีปัญหาก็จะชอบทำสมาธิ พอช่วงอายุประมาณ 25 ปี เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เริ่มทำงานเกี่ยวกับ IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังสร้างตัว ตนจึงทำงานหักโหมมากตั้งแต่เที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ทำให้ อ.บาส ห่างหายไปจากการทำบุญ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ใช้ชีวิตหนักมาก วันหนึ่ง ตนรู้สึกว่าไม่มีเอเนอร์จีและเจ็บที่หน้าอก แต่ก็ยังไปทำงานใช้ชีวิตปกติ ผ่านไปหลายวันก็รู้สึกว่ามันเจ็บมากขึ้น มีไข้และเริ่มไปทำงานไม่ไหว จึงไปหาหมอแต่ก็ตรวจไม่เจออะไร หมอบอกแค่ว่าพักผ่อนน้อย หลายวันผ่านไป อ.บาส รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวและมีไข้สูงประมาณ 39-40 องศา จะเรียกรถพยาบาลแต่ก็ไม่มีแรงแม้กระทั่งลืมตา และเริ่มคิดว่า “คนจะตายความรู้สึกเป็นแบบนี้หรอ” หลังจากนั้นก็รู้สึกเหมือนลูกตามันกลับเข้าไปแล้วมันก็มืดไปหมดและรู้สึกว่า ตนยืนอยู่ข้างเตียงและเห็นตัวเองกำลังนอนอยู่ก็ตกใจ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จึงเริ่มเข้าใกล้ตัวเองที่นอนอยู่ แต่ก็ไปไม่ได้และคิดว่าจะทำอย่างไรให้พ่อกับแม่รู้ ผ่านไปสักพัก ก็มีอาการเจ็บปอดขึ้นมาและรู้สึกว่าตนเองถูกดูดไป เห็นบ้านพ่อกับแม่ และเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนทำ หลังจากนั้น ก็รู้สึกว่าเจ็บปอดและก็โดนดูดมาที่บ้านเกิดในจ.อยุธยา ตรงสวนมะม่วงและได้เจอกับผู้ชายคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้ หลังจากนั้น หน้าของผู้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนจากหน้าผู้ชายกลายเป็นหมาแต่ร่างกายยังเป็นคนปกติ อ.บาสจำแววตาได้ว่านี่คือ ดำ หมาที่ตนเคยเลี้ยงสมัยประถม ดำเป็นหมาที่ตนรักมาก แต่ดำโดนยิงตายเพราะไปกัดคนอื่น หลังจากที่อ.บาสรู้ว่านี่คือดำ ในใจก็คิดว่า “ตกลงเราตายหรือยัง” หลังจากสิ้นสุดความคิดก็ได้ยินเสียงออกมาจากผู้ชายคนนั้นว่า “ให้แรงบุญ แรงกรรมพาไป และมีอะไรให้ พุท โธ ไว้นะ” หลังจากนั้นก็เกิดอาการเจ็บปอดและถูกดูดมาอีกที่หนึ่ง ที่นี่มืดมีแสงเพียงเล็กน้อยและร้อนเหมือนอยู่ในเตา สิ่งที่เห็นคือเหมือนเป็นกรงไม้ไผ่สูงยาวเป็นแถว ส่วนชั้นล่างเป็นเหมือนริมน้ำ มีคนและสัตว์อยู่ข้างในเหมือนกำลังเอาตัวรอด หลังจากนั้น อ.บาสได้เห็นห้องหนึ่ง ตนจึงคิดกับตัวเองในใจว่า “เราต้องไปอยู่ในห้องนั้นแน่เลย” แต่ก็ไม่อยากอยู่ที่นี่ และอยู่ ๆ ก็มีภาพย้อนเข้ามาในหัวว่า ตอนที่อ.บาสอยู่บ้านหลังเก่าได้เจอกับลูกเจี๊ยบตัวหนึ่ง ตนนั้นจับมันขึ้นมาแล้วบีบ แต่ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันตายหรือเปล่าจึงโยนลงไปในบ่อน้ำ นั่นทำให้คิดได้ว่าคงต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับกรรม และก็นึกขึ้นมาได้ว่า ดำ เคยบอกไว้ว่า “มีอะไรให้ พุธ โธ” จึงท่อง พุธ โธ หลังจากพูดได้ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่เป็นที่ที่สว่างมาก เป็นสนามหญ้ายาว ด้านข้างของสนามหญ้ามีโต๊ะอาหารยาว แต่ละโต๊ะมีทั้งคนแก่และเด็กยิ้มแย้มแจ่มใส อ.บาสมีความรู้สึกว่า “อยากอยู่ที่นี่จังเลย อาหารน่ากิน” จึงเดินเข้าไปหาคุณยาย คุณยายได้บอกว่า “กินสิ กินแล้วก็อยู่ที่นี่เลย ที่นี่สบาย” หลังจากนั้นก็รู้สึกอบอุ่นและได้หยิบอาหารขึ้นมา แต่พอคิดไปคิดมาก็ไม่อยากกิน รู้สึกหิวน้ำมากกว่า หลังจากนั้นจิตของ อ.บาส ก็ถูกดูดไปอีกที่ ที่นี่มีพราหมณ์ มีกระดานชนวนและมีคนนั่งเรียนเหมือนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ หลังจากนั้นพราหมณ์คนหนึ่งก็หันมาหา อ.บาส และเอาเงินให้ 600 บาท แล้วก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ใส่ในกระดานชนวน เขาบอกว่า “จำไว้ เอาเงินไปใช้แล้วก็กลับไปก่อนยังไม่ถึงเวลา” หลังจากนั้นไม่นาน อ.บาส บอกว่าถูกดูดกลับมา เจ็บหน้าอกเหมือนเดิมแล้วลืมตาขึ้นมาและรู้สึกว่ามีแรงขึ้น จึงลองโทรไปเบอร์ที่พราหมณ์เขียนไว้ให้ พอปลายสายรับ อ.บาส ก็ได้ถามว่า “ที่นั่นที่ไหน” ปลายสายตอบว่า “โรงพยาบาล…ค่ะ” “ช่วยส่งรถมารับหน่อยครับ ผมไม่ไหวแล้ว ผมหายใจไม่ออก” อ.บาสรีบบอก “ทำใจดี ๆ ไว้นะคะ… ขอแจ้งนิดนึงนะคะ ที่นี่ถ้าจะส่งรถพยาบาลไปรับคนต้องมีค่าบริการนะคะ” ปลายสายรีบบอกเงื่อนไข “เท่าไหร่ครับว่ามาเลย” “600 บาท ค่ะ” ทันทีปลายสายบอกราคา อ.บาสก็นึกขึ้นมาได้ว่าพราหมณ์คนนั้นให้เงินมาด้วย 600 บาท จึงลองเปิดดูในกระเป๋าสตางค์ปรากฏว่ามีเงินอยู่ในนั้น 600 บาท เป็นแบงก์ร้อยทั้งหมด อ.บาสบอกว่าอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้เพราะตนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในกระเป๋านั้นมีเงินอยู่แล้วหรือไม่ หลังจากนั้นรถโรงพยาบาลก็มารับที่หอพัก หลังจากนั้น อ.บาส นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 9 วัน เพราะหมอบอกว่าปอดติดเชื้อ ช่วงที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็มีความรู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ร่างกายค่อย ๆ ดีขึ้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็กลับมาดูดวงเพราะอยากรวย หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยป่วยโรคร้ายอะไรอีกเลย อ.บาสเองบอกว่าตอนที่วูบไปรู้สึกว่านานมากเหมือนเป็นวัน แต่จริง ๆ แล้วมันแค่ครู่เดียว มันอาจจะแค่ฝันไปก็ได้ แต่มันก็มีเหตุผลของมัน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

15 ธ.ค. 2023

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

พี่ในบริษัทรักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน จนเสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอบริษัทมีน้องใหม่เข้ามา ยังมาช่วยสอนงานให้น้องอีก เรื่องนี้ ‘คุณต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘พี่สา’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! ต้นกล้าบอกว่าเรื่องนี้ ‘Base on true story’ เป็นเรื่องจากเพื่อนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่บางนา ในบริษัทจะมีพี่คนหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่สา’ เป็นพี่ที่ดีและเป็นที่รักของคนในทีมมาก เพราะพี่สาจะคอยอาสาช่วยงานคนในทีมอยู่เสมอ แม้ว่าตัวพี่สาเองจะป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ตาม ตอนนั้นเอง อาการพี่สาไม่สู้ดีนักและกำลังรักษาตัวด้วยการทำคีโมอยู่ ผลข้างเคียงของการทำคีโมนั้นเอง ทำให้พี่สาต้องใส่วิกผมมาทำงานทุกวัน จนกระทั่งมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง พี่สาไม่มาทำงานที่บริษัทเลย แต่ทุกคนในทีมไม่ได้รู้สึกสงสัยหรือตั้งคำถามอะไร เพราะคิดว่าพี่สาคง work from home พร้อมกับรักษาตัวอยู่ที่บ้านไปด้วย ปรากฏว่าหลังจากนั้น ทุกคนก็ต้องตกใจ เพราะทราบข่าวว่าพี่สาเสียชีวิตแล้ว ทุกคนเสียใจมากเพราะรู้สึกรักและผูกพันกับพี่สา อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งที่แม้แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต พี่สายังมอบให้กับการทำงาน ด้วยความที่ทุกคนเสียใจ และเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับพี่สา คนในทีมจึงนำดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของพี่สา พร้อมพูดออกไปว่า “พี่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวน้องใหม่ที่มา พวกผมจะดูแลกันเอง พี่พักผ่อนให้เต็มที่เลย พี่ทำงานมาหนักมากแล้ว” ในวันนั้นเป็นวันที่ทางทีมต้องไปโรงงาน ซึ่งโรงงานจะอยู่คนละที่กับสำนักงานใหญ่ พอตอนเย็นถึงเวลาเลิกงาน คนในทีมก็ได้ชวนกันไปดื่มสังสรรค์ตามปกติ แต่มีพี่คนหนึ่งชื่อ ‘พี่เสือ’ เขาอาสานำอุปกรณ์ไปเก็บที่สำนักงานใหญ่ให้ พอเวลาผ่านไป ร้านก็ใกล้จะปิดเพราะดึกมากแล้ว ปรากฏว่ามีโทรศัพท์โทรหาคนในทีม ซึ่งคนที่โทรมานั่นก็คือพี่เสือนั่นเอง เขาโทรมาแล้วบอกว่า “มารับกูที กูออกจากห้องน้ำไม่ได้ พี่สาเขามา ไม่กล้าออกจากห้องน้ำ” ทุกคนจึงไปรับพี่เสือที่สำนักงานใหญ่ เพราะปกติแล้วพี่เสือเป็นคนแมน ๆ ทะมัดทะแมง ตั้งใจทำงาน แต่น้ำเสียงที่โทรมาเหมือนกับว่าเขากำลังกลัวมากจริง ๆ เมื่อทั้งทีมไปถึงสำนักงานใหญ่ ทั้งชั้นปิดไฟมืดสนิท จึงเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ แล้วเข้าไปรับพี่เสือที่ห้องน้ำ ปรากฏว่าพี่เสือไม่มีแม้แต่แรงที่จะเดิน แขนขาอ่อนแรง ต้องเดินเกาะแขนคนในทีมออกมา ระหว่างนั้น คนในทีมก็คะยั้นคะยอให้พี่เสือเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่พี่เสือบอกว่าขอออกไปจากตรงนี้ก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง พอเดินออกมาจากโซนออฟฟิศแล้ว พี่เสือก็เริ่มเล่าว่า ตอนมาเก็บอุปกรณ์เขาแสกนนิ้วเข้าตามปกติ แต่รู้สึกปวดท้องจึงไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่อยู่ในห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงคนแสกนนิ้ว แล้วก็เสียงเดิน ต๊อก ต๊อก ต๊อก .. เดินตรงมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่พี่เสือเข้าอยู่ จากนั้นเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก .. พี่เสือนึกว่าเป็นพี่ยามจึงตะโกนบอกว่า “พี่ยามรึเปล่าครับ พอดีเอาของมาเก็บแปปนึง เดี๋ยวก็ไปละพี่ อย่าพึ่งปิดไฟนะ” แต่ก็ยังมีเสียงเคาะประตูอยู่ แล้วก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “เสือ..พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง” ณ ตอนนั้นพี่เสือคิดว่าคงเป็นพี่สาแน่ ๆ เพราะในออฟฟิศไม่มีใครใส่วิกนอกจากพี่สา จากนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง ช่วยหยิบวิกให้พี่หน่อยได้มั้ย พี่สูงไม่พอ มันขึ้นไปอยู่ตรงนั้น ช่วยหยิบให้หน่อย” พี่เสือรู้สึกกลัวแต่ด้วยความอยากรู้จึงเงยหน้าขึ้นไปมอง ปรากฎว่าเห็นเป็นวิกผมวางไว้อยู่ตรงนั้นในห้องน้ำจริง ๆ! แต่พี่เสือก็ไม่กล้าหยิบ รวมไปถึงไม่กล้าเปิดประตูออกไปด้วย พี่สาจึงพูดต่ออีกว่า “เร็วเสือ..หยิบให้พี่หน่อย พี่หยิบไม่ถึง ไม่รู้ว่ามันขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง” พี่เสือนั่งกลัวจนตัวสั่นอยู่ในห้องน้ำไม่กล้าออกไปไหน จึงได้โทรไปหาทีมให้รีบมาหานั่นเอง เมื่อพี่เสือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจบ คนในทีมก็อยากรู้ว่ามีวิกผมในห้องน้ำจริงหรือไม่ จึงเข้าไปหาในห้องน้ำ ปรากฏว่ามีวิกผมวางไว้ตรงตำแหน่งที่พี่เสือเล่าจริง ๆ จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายปิดไฟกลับ ทุกคนในทีมก็สังเกตว่าในเมื่อไฟปิดหมดแล้ว แต่ทำไมในออฟฟิศยังคงมีแสงสว่างอยู่ ปรากฏว่าจอคอมของพี่สายังเปิดอยู่ พอเห็นแบบนั้นทำให้ทุกคนในทีมต่างรีบแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว! ถัดมาเช้าของอีกวัน พี่เสือยังคงรู้สึกค้างคาใจกับเรื่องเมื่อคืน จึงได้ขอเช็คประวัติการแสกนลายนิ้วมือเข้าออฟฟิศ ปรากฏว่าคนที่แสกนลายนิ้วมือต่อจากพี่เสือเมื่อคืนนั่นก็คือพี่สานั่นเอง! พอเวลาผ่านไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ถูกนำไปเล่าต่อกันในออฟฟิศ ทำให้ทุกคนกลัวกันมาก ขนาดที่หัวหน้าสั่งให้ย้ายไปนั่งที่พี่สา เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้หัวหน้ามากขึ้น แต่ก็ไม่มีใครยอมย้าย กระทั่งมีพนักงานน้องใหม่เข้ามา ซึ่งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงให้น้องใหม่ไปนั่งโต๊ะของพี่สา เวลาผ่านไปไม่กี่วัน พนักงานน้องใหม่ก็มาเล่าให้ฟังว่า “ทำงานยากมาก แต่อาจจะเป็นเพราะเครียดงาน หรืออาจจะยังปรับตัวไม่ได้ แต่คือหนูได้ยินเสียงกระซิบข้าง ๆ หูตลอดว่า ‘ทำตรงนี้สิ...กดตรงนี้สิ’ เหมือนมีคนมาสอนข้าง ๆ หูอยู่ตลอด” จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีใครกล้าไปนั่งโต๊ะของพี่สา รวมถึงข้าวของต่าง ๆ ของพี่สาก็ยังคงอยู่ในตู้เก็บของ และวิกผมก็ยังคงอยู่ในตู้เหมือนเดิม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’ เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย... ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้นเวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ” ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา… หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอดอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-