เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ตายตกตามกัน’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [ 11 มิ.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ตายตกตามกัน’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [ 11 มิ.ย. 2567]

15 มิ.ย. 2024

       ที่นาหนึ่งผืนที่นำพาความตายมาให้ทั้งตระกูล แถมยังต้องมาเจอสิ่งแปลก ๆ ที่พร้อมจะมาเอาชีวิตทุกเมื่อ เรื่องราวนี้ ‘คุณส้ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตกตามกัน’ จะชวนหลอนจนขนหัวลุกขนาดไหนนั้นไปอ่านกันได้เลย!

       คุณส้มเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เกิดขึ้นหลังจากคุณส้มกลับมาทำ The sixth sense เป็นเคสที่คุณส้มต้องเข้าไปสื่อสารและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับบ้าน 5 หลัง ซึ่งบ้านทั้ง 5 หลังนี้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะมีคนเสียชีวิตไป 2 หลัง หลังที่ 3 กำลังนอนรอความตาย หลังที่ 4 มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะเป็นรายต่อไป และหลังที่ 5 คือบ้านร้าง

       เมื่อไปถึงสถานที่ ในระหว่างที่พักกอง คุณส้มกำลังนั่งกินข้าวอยู่ จู่ ๆ ก็เห็นคุณยายคนหนึ่งที่รู้ว่าไม่ใช่คนแน่ ๆ เป็นวิญญาณยืนใส่เสื้อสีชมพูบานเย็น กางเกงคลุมเข่า คุณส้มก็รู้สึกงงว่า ‘เขาเป็นใคร?’ เพราะเขามายืนยิ้มด้วยท่าทางใจดี แต่ตัวคุณส้มเองรู้สึกได้ว่าคุณยายคนนี้เหมือนกำลังโดนอะไรบางอย่างครอบงำแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป 

       เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ ทางโปรดิวเซอร์ก็ได้ถามว่าคุณส้มว่า

       “เห็นอะไรบ้าง”

       คุณส้มจึงเล่าสิ่งที่เห็นออกไปและพาไปยังจุดที่เจอ แต่เมื่อไปถึงคุณส้มกลับเห็นเพิ่มอีกหนึ่งคน เป็นผู้หญิงใส่เสื้อคอกลมสีขาว มัดผมรวบต่ำ กำลังยืนร้องไห้อยู่ และยืนไม่ห่างกันมากกับคุณยายคนแรก ซึ่งคุณยายเสื้อสีชมพูบานเย็นได้ตะโกนออกมาว่า

       “อย่าเข้ามา เอามันออกไป”

       คุณส้มก็รู้สึกว่างงว่าต้องการให้เอาใครออกไป คุณยายคนนั้นจึงชี้ไปที่ ‘ป้าอ้อน’ ป้าเจ้าของเคสนี้ คุณส้มจึงถามกลับไปว่า “เกิดอะไรขึ้น”

       คุณยายตอบกลับมาว่า “มันอยู่ในนี้ ๆ”

       ซึ่งสถานที่ที่คุณส้มอยู่คือบ้านร้างที่เป็นหนึ่งในบ้านทั้งหมด 5 หลังของเคสนี้ ทันทีที่คุณยายพูดจบ คุณส้มก็ได้ยินเสียงผู้ชายหวีดร้องเหมือนสัตว์ประหลาดดังออกมาจากบ้านร้าง! คุณส้มจะเดินไปดูที่บ้านร้างหลังนี้ แต่โดนโปรดิวเซอร์ดึงแขนไว้ และบอกว่า

       “อันตราย อย่าไป พี่รู้เรื่องราวของบ้านหลังนี้”

       แต่โปรดิวเซอร์ก็ไม่ได้เล่าให้คุณส้มฟัง คุณส้มจึงบอกว่า “ส้มไม่กลัวนะ”

       แต่คุณโปรดิวเซอร์ก็ยังห้าม คุณส้มจึงเริ่มเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้สึกว่าต้องไม่ใช่ผีธรรมดา 

       หลังจากนั้นคุณส้มได้อธิบายรูปร่างและลักษณะของวิญญาณที่เห็นให้เจ้าของบ้านฟัง และถามว่ามีใครที่ลักษณะแบบนี้เคยอยู่บ้านหลังนี้ หรือรู้จักไหม เจ้าของบ้านตอบกลับว่า

       “มีทั้งคู่เลย”

       คุณยายเสื้อสีชมพูบานเย็นคือแม่ของเจ้าของบ้านหลังกลางที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และอีกคนคือ ‘คุณหงส์’ เป็นป้าหรือน้าของเจ้าของบ้านซึ่งเสียชีวิตไปก่อนคุณแม่อีก และคนส่วนมากมักจะเห็นคุณยายมาในรูปแบบของตะขาบ เมื่อเจ้าของบ้านพูดเสร็จ อยู่ ๆ ก็มีตะขาบตัวใหญ่ไต่ขึ้นที่ขาของทีมงาน!

       และในส่วนของการเห็นวิญญาณ คุณส้มได้เล่าว่าวิญญาณที่กรีดร้องอยู่ในบ้านร้างได้วิ่งออกไปที่บ้านหลังกลาง ที่คุณยายเสื้อสีชมพูเสียชีวิต และวิญญาณตนนั้นก็หัวเราะ คุณส้มได้อธิบายถึงรูปร่างของวิญญาณตัวนั้นว่ามีลักษณะเหมือน ‘กอลลัม (Gollum)’ ตัวใหญ่ คุณส้มจึงเดินไปที่บ้านหลังกลางซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้นที่ข้างล่างเป็นปูนข้างบนเป็นไม้ คุณส้มเดินเข้าไปและรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นผู้หญิงยืนอยู่กลางบ้านใส่สไบสีเขียว แต่เขายืนหันข้างแล้วหันคอมาทางคุณส้มทำให้ได้เห็นว่าหน้าของผู้หญิงคนนั้นเละจนจำเค้าโครงไม่ได้  แล้วเขาก็ได้มองไปที่ลูกชายของคุณยายเสื้อชมพูบานเย็น คุณส้มจึงถามพี่ผู้ชายว่า

       “ช่วงนี้การงานไม่ดีใช่มั้ย เพราะวิญญาณตนนี้เขาจะเอาเราไปให้ได้นะ”

       พี่ผู้ชายจึงตอบว่า “เมื่อไม่กี่วันมานี้ จะเอาให้ได้เลยใช่มั้ย”

       เพราะว่าพี่ผู้ชายคนนี้เค้าเจอเหตุการณ์ที่ไม้แหลมจากชั้น 2 ของบ้าน มันผุและจะตกมาทิ่มหัว แต่โชคดีที่วันนั้นตนรู้สึกแปลก ๆ เลยทำให้บังเอิญไปเห็นก่อนที่จะตกลงมา

       ซึ่งคุณส้มก็ได้สืบไปสืบมาจนได้ความว่า เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพี่ผู้ชายคนนี้ ซึ่งคุณส้มก็สงสัยว่าทำไมวิญญาณตนถึงอยู่ได้อิสระทั้ง ๆ ที่บ้านหลังนี้มีเจ้าที่ คุณส้มจึงไปที่ศาลพระภูมิจุดแรกแต่ปรากฏว่าไม่มีเจ้าที่อยู่เลย ทำให้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีอะไรป้องกัน และวิญญาณทั่วไปสามารถมาทำร้ายคนในบ้านได้ 

       คุณส้มกลับมาสืบต่อเรื่องที่ทำไมคุณยายเสื้อชมพูกับคุณป้าเสื้อขาวถึงตายติดต่อกัน และยังมีเรื่องที่แฟนคุณยายเสื้อชมพูตายก่อนคุณยายอีก 2 ปี คุณส้มจึงรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าวิญญาณ เพราะคุณส้มรู้สึกว่าสิ่งที่วิ่งไปวิ่งมาตามบ้านต่าง ๆ เหมือนคุณไสย์มากกว่า

       โปรดิวเซอร์จึงพาคุณส้มไปบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในบ้าน 5 หลังนี้ เมื่อถึงหน้าบ้านทางโปรดิวเซอร์ได้ถามว่าคุณส้มเห็นอะไรหรือไม่ คุณส้มตอบว่า

       “เห็นผู้หญิงแก่ผมขาวทั้งหัว ดูใจดีเดินออกมาและเรียกให้เข้าบ้าน”

       ป้าอ้อนตอบกลับมาว่า “นี่คือแม่”

       คุณส้มจึงเข้าไปพิสูจน์ ที่แรกที่ไปคือใต้ถุนบ้าน สิ่งที่คุณส้มเจอเป็นอันดับแรกคืออัฐิคนตายจำนวนมากตั้งข้างหิ้งพระ ซึ่งหิ้งพระวางอยู่ที่พื้นบ้าน และมีอัฐิที่อยู่ตรงกลางหนึ่งอันที่ทำให้คุณส้มรู้สึกว่าผู้หญิงที่เรียกเข้าบ้านเค้าตั้งใจให้มาที่อัฐินี้ คุณส้มจึงเดินไปใกล้ ๆ และเห็นรูปภาพที่เป็นคน ๆ เดียวกับคนที่เรียกคุณส้มเข้าบ้านซึ่งเป็นแม่ป้าอ้อน และวิญญาณที่เป็นแม่ป้าอ้อนพูดว่า

       “พวกมันอยากได้ แต่พวกมันไม่ได้หรอก มันเลยทำสิ่งไม่ดีใส่บ้านนี้”

       พูดราวกับว่ามีประเด็นกับใครสักคนหนึ่ง.. 

       ในระหว่างที่จะสืบกันต่อ โปรดิวเซอร์ได้ท้าทายกับวิญญาณที่วิ่งไปวิ่งมาเหมือนกอลลัมว่า

       “ถ้ามีฤทธิ์จริงก็แสดงให้เห็น หรือได้ยินก็ได้”

       และเมื่อทีมงานทุกคนกำลังจะเดินออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงคนวิ่งจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีใครอยู่บนชั้น 2 คุณส้มจึงออกมาจากห้องที่อยู่ชั้นล่างและเดินไปที่ชั้น 2 เมื่อขึ้นไปก็ไม่เห็นมีสิ่งชีวิตอยู่เลย สิ่งแรกที่คุณส้มเห็นคือวิญญาณที่วิ่งไปวิ่งมากำลังยืนหัวเราะเหมือนสะใจที่หลอกให้คุณส้มขึ้นมาได้ และพูดออกมาคำหนึ่งว่า

       “ก็เค้าขอดี ๆ แล้วพวกมึงไม่ให้เอง”

       ซึ่งตรงกับสิ่งที่คุณแม่ป้าอ้อนพูดมา ทีมงานจึงเรียกป้าอ้อนขึ้นมาและถามไปว่าเคยมีใครขออะไรแล้วเราไม่ให้มั้ยเพราะของถูกส่งมาจากฝั่งนั้น ป้าอ้อนตอบว่า

       “มี เป็นที่นาของพ่อที่ใช้วัวแลกกับป้ามา”

       ซึ่งป้าอ้อนได้ขายที่นาตรงนั้นไปและได้เงินมาก้อนหนึ่ง แล้วลูกหลานฝั่งป้าที่เคยเป็นเจ้าของที่นามาขอแบ่งเงิน แต่ป้าอ้อนไม่ให้เพราะว่าก็แลกวัวกับที่นาไปแล้ว จึงทำให้มีข้อพิพาทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และป้าอ้อนไปได้ยินบุคคลที่ 3 เล่าให้ป้าอ้อนฟังว่าบ้านที่มาขอเงินสาปแช่งบ้านป้าอ้อน และคนต่อไปคือป้าอ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เค้าทำมานานและคนที่จะได้รับเคราะห์จะเป็นคนในบ้านหลังนี้เสมอ

       เมื่อไขปมตรงนี้ได้แล้วก็มีการทำพิธีไล่สิ่งไม่ดีออกไป..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เสียงกล่อมผี 'น้องชุดเเดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

19 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกี้ เสียงกล่อมผี 'น้องชุดเเดง' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

‘คุณกี้’ ได้มาเล่าประสบการณ์ขนหัวลุก เมื่อต้องขับรถไปส่งผู้โดยสารนอกเมือง แต่กลับเจอผู้หญิงใส่ชุดแดงมายืนทำท่าแปลก ๆ อยู่ใต้ต้นมะม่วงข้างทางคนเดียว มาฟังเรื่องราวนี้ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ผู้หญิงคนนี้จะเป็นใคร? เหตุใดถึงต้องยืนอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน? ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณกี้’ เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณกี้มีอาชีพขับรถรับจ้าง ตัวคุณกี้นั้นมีลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายหนึ่งคน ส่วนภรรยาของคุณกี้เปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดอุดรธานี ทางด้านคุณกี้นั้นทำงานขับรถเป็นกะ แบ่งเป็นกะกลางวันสองอาทิตย์ กะกลางคืนสองอาทิตย์เพื่อให้เท่าเทียมกันกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งคุณกี้จะมีคิวรถอยู่ที่บริษัทรถทัวร์แห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี อยู่มาวันหนึ่ง เป็นช่วงที่คุณกี้เข้ากะกลางคืนพอดี และได้รับผู้โดยสารขึ้นมาสองท่าน เป็นคู่สามีภรรยา จากนั้นก็ได้มีการพูดคุยตกลงกัน โดยให้คุณกี้ไปส่งที่อำเภอไชยวาน เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตร หลังจากที่ตกลงราคากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณกี้ก็เดินทางไปส่งผู้โดยสารทั้งสอง ในระหว่างทางก็ได้มีการพูดคุยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน ตามประสาคนที่เป็นผู้ให้บริการ ในคืนนั้นเอง คุณกี้คิดว่าตัวเองนั้นโชคดีอยู่บ้าง เพราะท้องฟ้าตอนนั้นสว่างจากแสงของพระจันทร์ ทำให้มองเห็นเส้นทางได้ง่าย แต่หลังจากขับมาได้เรื่อย ๆ จนเกือบที่จะถึงที่หมายปลายทางประมาณ 1-2 กิโลเมตร จู่ ๆ คุณกี้ก็รู้สึกได้ว่า มีอะไรบางอย่าง ลักษณะเหมือนกับคน ยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วง ที่อยู่ข้างทาง หลังจากที่คุณกี้ขับรถเข้าไปใกล้ ๆ ด้วยแสงไฟหน้ารถ พร้อมกับแสงของพระจันทร์ ทำให้สามารถมองได้ชัดเจนด้วยตาเนื้อของตัวเองว่า เป็นผู้หญิง ยืนเอามือทั้งสองข้างจับท้องของตัวเอง ใส่ชุดสีแดง ในจังหวะที่คุณกี้กำลังจะเอ่ยปากถามผู้โดยสารว่าเห็นเหมือนกันไหม แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรสักคำ เพราะเมื่อคุณกี้มองไปที่กระจกมองหลัง ก็ได้เห็นคู่สามีภรรยาอยู่ ๆ ก็นั่งกอดกัน พร้อมกับขยับเข้ามาใกล้คุณกี้ที่กำลังขับรถอยู่ หลังจากที่เห็นแบบนั้น คุณกี้จึงตัดสินใจไม่ถามออกไป และได้ไปส่งผู้โดยสารถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย ก่อนที่คุณกี้จะเดินทางกลับ คุณกี้ได้นึกสงสัยและถามสามีภรรยาคู่นั้นขึ้นมาว่า “พี่ทั้งสองคน เห็นผู้หญิงที่ใส่ชุดแดงคนนั้นไหม ที่อยู่ใต้ต้นมะม่วง” ซึ่งสามีภรรยาคู่นั้นมีท่าทีที่จะไม่ตอบคำถามของคุณกี้ ตอบกลับมาเพียงแค่ว่า “อยากรู้จริง ๆ เหรอ แต่มันจะมีเส้นทางเดียวนะ ที่จะเข้าไปในตัวจังหวัด ถ้ากลัวก็นอนกลับพี่ก่อน ตอนเช้าค่อยกลับก็ได้” คุณกี้ได้ตอบกลับไปทันทีเลยว่า “ไม่เป็นอะไรครับพี่ ผมคงนอนไม่ได้หรอก” จากนั้นพี่เขาก็พูดต่อว่า “งั้นเดี๋ยวพี่จะเล่าให้ฟัง ก่อนหน้านี้ 5-6 เดือน มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดนรุมโทรมจนน้องถึงกับตั้งท้อง พอชาวบ้านรู้ข่าว ก็พูดปากต่อปากไปเรื่อย ๆ ตามประสาป้า ๆ คุยกัน ทำให้น้องเครียดมาก จนน้องคิดทำในสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิด น้องจบชีวิตด้วยการแขวนคอตัวเอง ที่ใต้ต้นมะม่วง” หลังจากที่พูดจบ คู่สามีภรรยาก็ทิ้งท้ายให้คุณกี้ว่า “ขับรถดี ๆ นะเดินทางปลอดภัยแล้วกัน” ตัวคุณกี้นั้น จึงทำได้แค่เพียงยกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ หลังจากนั้นคุณกี้ก็เดินทางกลับด้วยเส้นทางเดิม เพราะไม่มีเส้นทางอื่นแล้วที่จะสามารถเข้าตัวเมืองได้ หลังจากขับรถมาเรื่อย ๆ จนมาเกือบที่จะถึงจุดที่เจอน้องคนนั้น ในความรู้สึกของคุณกี้ตอนนั้นมีแต่ความกลัว แต่ด้วยความที่เป็นเสาหลักของครอบครัว จึงต้องผ่านไปให้ได้ เมื่อถึงจุดที่น้องคนนั้นอยู่ คุณกี้พยายามที่จะไม่มองไปทางใต้ต้นมะม่วงต้นนั้น แต่สายตาก็ยังเหลือบไปมองทางนั้นอยู่ดี และสิ่งที่คุณกี้ได้เห็นคือ ยังคงเป็นน้องคนนั้น ยืนอยู่จุดนั้นเหมือนเดิม มีลักษณะอย่างเดิม เหมือนกับตอนที่ขับรถมาครั้งแรก คุณกี้จึงทำได้แค่ภาวนาอยู่ในใจว่า ‘อย่ามาปรากฏให้คนอื่นเขาเห็นนะ เขาจะพากันกลัวกันเปล่า ๆ มันจะบาปเอานะ และขอให้น้องไปสู่ภพภูมิที่ดี ขออโหสิกรรมให้ด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้’ หลังจากนั้น คุณกี้ก็ได้พูดกลับตัวเองว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ เจอแบบนี้คงไม่ไหวแล้ว ขอกลับบ้านดีกว่า” ในเวลาตี 4 คุณกี้ต้องไปรับภรรยา เพื่อจะไปจ่ายตลาดตอนเช้า หลังจากเจอภรรยาแล้ว คุณกี้ก็เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ภรรยาฟัง ทางภรรยาของคุณกี้จึงชวนกันไปทำบุญ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้น้องชุดแดงคนนั้นไป...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

28 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

การเดินทางสู่ชีวิตในบ่อนที่ฝันใฝ่ โดยไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้อันตรายมากกว่าที่คาดคิด… หญิงสาวที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นในความฝันครั้งสุดท้าย ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ นำไปสู่วินาทีแห่งความตายที่เขานั้นต้องหลุดพ้นออกมาจากมันให้ได้…เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์’ (24 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘โดนของที่บ่อน’ เรื่องราวนี้ ‘แบงค์เกนสไตล์’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเจ’ เจ้าหน้าที่เวรเปลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณเจมีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในบ่อนดูสักครั้ง ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น คุณเจได้รับเงินโบนัสจำนวนหนึ่งจากการทำงาน เขาจึงเริ่มเตรียมเงิน และหาข้อมูลในการไปเที่ยวบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านตามความฝันของเขา คุณเจได้ติดต่อกับทัวร์บริษัทหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูลในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนั้น ด้วยความที่ คุณเจมีอายุไม่มากนัก และยังดูเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของทัวร์จึงได้ตักเตือนให้เขามีสติอยู่เสมอเมื่อเดินทางไปถึงบ่อนรวมทั้งยังเตือน คุณเจให้ระมัดระวังผู้หญิงในสถานที่แห่งนั้นไว้ให้ดีคุณเจเดินทางไปถึงบ่อนขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่าจันทร์ เข้ามาต้อนรับ และคอยดูแล คุณเจตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น หลังจากที่คุณเจได้สนุกสนานกับการเล่นเกมในบ่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้มีการตกลง ชักชวนคุณจันทร์ไปร่วมสนุกต่อกันที่ห้องของคุณเจเมื่อกลับมาถึงห้องพัก คุณเจกลับพบว่า คุณจันทร์นั้นไม่ได้มีหน้าตาที่สวยงาม เหมือนกันตอนที่อยู่ในบ่อน แต่เขาก็ไม่ติดใจเรื่องนี้ และคิดว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมสนุกกันในห้อง จันทร์ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ และล้างหน้าของเธอ ขณะที่คุณเจนั่งรอคุณจันทร์อยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงพึมพำคล้ายบทสวดบทหนึ่ง ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้อง ก่อนที่คุณจันทร์จะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอางค์ ด้วยความกลัว คุณเจจึงขอปฏิเสธที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป และชวนคุณจันทร์แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกัน และแยกย้ายกันในตอนหลังคุณเจ เดินทางกลับมาถึงห้องของตนเองด้วยเซนส์บางอย่างที่กำลังเตือนเขา คุณเจจึงขอย้ายห้องกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังบอกให้เขาหนีบางสิ่งบางอย่างออกมา ด้วยความสงสัย คุณเจได้แอบกลับไปดูห้องเดิมของตนเองอยู่ห่าง ๆ และพบว่าคุณจันทร์ได้กลับมาที่ห้องเดิมของเขา ก่อนที่จะเข้าไปทำบางสิ่งบางอย่างในห้องก่อนที่จะกลับไปหลังจากที่... คุณเจได้เดินทางกลับมาจากสถานที่อโคจรแห่งนั้น ขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนจู่ ๆ เขาก้ได้ฝันถึงจันทร์ หญิงสาวจากบ่อนที่เขาเคยเที่ยวสนุกด้วยกัน ในฝันนั้นทั้งสองกำลังร่วมรักกัน โดยคุณจันทร์ได้ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวของคุณเจ พร้อมกับพนมมือ และพูดว่า ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ความฝันในคืนนั้นทำให้หัวใจของคุณเจ เต้นแรงจนเกินกว่าคนปกติ และด้วยใจลึก ๆ ของเจก็มีความรู้สึกว่า เขาอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ ๆ ที่รู้จัก ทุกคนต่างเตือนคุณเจว่า เรื่องนี้มันคล้ายกับการโดนของ คุณเจจึงได้นึกถึงช่วงเวลา ที่เขากับคุณจันทร์ได้เที่ยวด้วยกัน ในตอนนั้นคุณจันทร์ดูมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายกับคนที่มีพิรุธ เหมือนกำลังจะพยายามทำอะไรบางอย่างในคืนต่อมา คุณเจได้ฝันแบบเดิมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หัวใจของเขาได้เต้นแรงจนดับสิ้นไป คุณเจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกัน แม่ของคุณเจได้รีบเดินทางมาหาเขา ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้แม่เขาทราบเลย แม่ของคุรเจจึงได้บอกทุกคนว่า ขณะที่แม่นั่งสมาธิจู่ ๆ รูปสมัยเด็กของคุณเจได้ร่วงหล่นตกลงมาแตก พร้อมกับมีเสียงของย่าทวดพูดขึ้นมาว่า ‘ลูกมึงกำลังลำบาก ไปช่วยหลานกูด้วย’เมื่อคุณเจ ฟื้นขึ้นมาเขาได้บอกว่า ในตอนที่เขาสลบไปเขากลับได้ยินเสียงแม่ของเขา และมือของแม่ได้เข้ามาดึงเขาไว้ จนหลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คุณเจได้หาวิธีการแก้ของโดยการดื่มน้ำมนต์ และอาบน้ำมนต์ ทันทีที่คุณเจดื่มน้ำศักสิทธิ์นั้นเข้าไป เขาก็ได้อ้วกนำสิ่งชั่วร้ายออกมาจนหมด และเขาต้องทำแบบนี้ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนได้สืบเรื่องราวเหล่านี้จนได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันยิ่งกว่าการเล่นของใส่เพื่อหวังทรัพย์สิน หากย้อนกลับไปในตอนที่คุณเจนั้น ถูกสอบถามจากทัวร์แห่งหนึ่ง ถึงอายุ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ ด้วยความที่คุณเจอายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ค้าขายอวัยวะรวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่คอยบริการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น บางกลุ่มได้มีการตั้งสำนักเป็นของตัวเอง เพื่อเล่นของมาดึงดูดลูกค้า บางคนก็ถูกหลอกล่อให้หมดตัว ส่วนบางคนก็ต้องหายสาบสูญไปโดยที่ไม่มีใครทราบ การไปในสถานที่อโคจรแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่อันตราย มากกว่าที่ทุกคนคาดคิด…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

13 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

นี่คือเรื่องราวปริศนาของนักเดินเทรล เมื่อเขาได้เข้าไปเดินป่าในเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวของเขาอีกเลย เจ้าหน้าที่อุทยานได้ปูพรมค้นหา แต่กลับพบเพียงเต็นท์และข้าวของเครื่องใช้ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือแม่กระทั่งรอยเท้าของสิ่งใด เขาหายตัวไปได้อย่างไร? มีเบาแสอะไรที่จะช่วยตามหาตัวชายผู้นี้ และ ‘อะไร’ ทำให้เขาหายไป.. หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘เดวิด บาโร’ เขาเป็นนักเดินเทรล ชอบเดินป่า ตั้งแคมป์คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เขาตัดสินใจที่จะไปเดินในเส้นทาง Appalachian Trail ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก คืนก่อนที่จะเดินทาง เขาได้มีการโพสต์ผ่านโซเชียลไว้ว่า “คืนนี้ตั้งใจจะไปตั้งแคมป์ใกล้ไมล์ 58 ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ถ้ามีสัญญาณจะไลฟ์ให้ดู” แต่หลังจากโพสต์นี้ก็ไม่มีโพสต์อื่นอัปเดตอีกเลย หลังจากเขาหายตัวไปสักพัก ทางบ้านก็เริ่มเป็นกังวลและเป็นห่วง จึงทำการประสานงานกับ NPS (National Park Service) หรือ หน่วยงานอุทยานแห่งชาติ ให้ส่งกำลังคนเข้าตามหา วันถัดไปในเวลาเช้าตรู่ หน่วยพิทักษ์พันธุ์ป่าได้ออกสำรวจเส้นทางบริเวณไมล์ 58 เพื่อตามหาพิกัดที่เดวิดได้ไปตั้งแคมป์ ผ่านไป 3-4 ชั่วโมงก็พบกับแคมป์ของเขา แต่สิ่งที่แปลกคือสภาพของแคมป์ยังสมบูรณ์ เต็นท์ถูกกางไว้อย่างดี เสื้อผ้าพับเรียบร้อยราวกับไม่เคยมีใครหยิบมาใช้งาน อาหารไฟเบอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะยังไม่มีการถูกเปิดออก รวมถึงวิทยุสื่อสารของเขามีการกดค้างเหมือนต้องการส่งสัญญาณสื่อสารกับใครบางคน เมื่อเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรอบเต็นท์ก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ จึงทำการนำวิทยุสื่อสารของเขาไปย้อนฟังว่าเหตุการณ์ก่อนที่จะหายตัวไป เขาได้ติดต่อหรือสื่อสารกับใครบ้าง แต่ก็พบกับความแปลกอีกครั้งนั่นก็คือเสียงในวิทยุสื่อสารเป็นเสียงฝนตกกระหน่ำซ่าสลับกับเสียงหอบหายใจ เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าเป็นเสียงของเดวิดที่กำลังกลัวบางอย่างอยู่ ต่อมา มีเจ้าหน้าที่พบสมุดจดบันทึกของเขาอยู่ในกระเป๋าด้านข้างเต็นท์จึงหยิบขึ้นมาอ่าน แล้วพบว่าสมุดบันทึกนี้มีทั้งหมด 4 หน้า หน้าที่ 1 คือ รายละเอียดเส้นทางที่จะเดินทางต่อหลังจากตั้งแคมป์ตรงนี้ หน้าที่ 2 คือ รายการอาหารที่จะต้องจัดสรรให้เพียงพอกับการเดินป่าครั้งนี้ แต่สิ่งที่แปลกและแตกต่างออกไปคือหน้าที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนที่เขาจะหายตัวไป หน้าที่ 3 ย่อหน้าแรก เขียนไว้ว่า “คืนนี้ฝนตกหนักมาก รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเดินรอบเต็นท์ แต่จากประสบการณ์ที่เดินเทรลมาเยอะ สามารถบอกได้ว่านี่ไม่ใช่เสียงของกวาง ไม่ใช่หมาและไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นเสียงเหมือนคนเดินลากขาอยู่รอบเต็นท์” ย่อหน้าที่สอง เขียนไว้ว่า “ผมไม่เปิดไฟ เพราะผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมอยู่ในนี้” ส่วนหน้าที่ 4 เป็นหน้าที่ตกใจที่สุด ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่า “มันปลอมเสียงฝนได้” เขาเขียนประโยคนี้ซ้ำถึง 7 ครั้ง ราวกับกำลังหวาดกลัว จริง ๆ แล้วแม้ในวิทยุสื่อสารจะมีเสียงฝนตกหนัก แต่ตั้งแต่วันที่เขาหายตัวไปจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีรายงานว่าบริเวณนั้นมีฝนตกแต่อย่างใด อากาศปลอดโปร่ง ใบไม้แห้ง พื้นดินไม่เปียกชุ่ม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังคนเพื่อค้นหาเพิ่มอีก 35 คนไปตามแนวพื้นที่ ใช้ทั้งสุนัขดมกลิ่น โดรน และอุปกรณ์จับความร้อน แต่ก็ไม่พบตัวเดวิด ทั้งนี้ บริเวณโดยรอบก็ไม่มีรอยเท้าที่แสดงให้เห็นถึงการวิ่งหลบหนี การที่เดวิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ ทำให้การตามหาตัวยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้พื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่เงียบสงัด ถึงขั้นที่ว่าเหยียบอะไรก็มีเสียงดังขึ้นจนได้ยินไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหาผ่านไปอีก 1 วัน ก็พบกับกล้องโกโปรที่ถูกใบไม้ทับเอาไว้และฝังอยู่ใต้ต้นไม้อีกที ซึ่งห่างออกไปจากพื้นที่ตั้งแคมป์ประมาณ 300 เมตร เนื้อหาภายในกล้องมีคลิปความยาว 2.48 นาที เมื่อเปิดดูก็ได้ยินเสียงฝนซ่าดังวนลูปไป เจ้าหน้าที่ได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสียงฟัง ก็ได้รู้ว่ามีความผิดปกติเหมือนมีคนจงใจส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อหลอกและก่อกวนให้คุณเดวิดนั้นสับสน เสียงซ่าดังยาวนานถึง 2 นาทีแล้วหยุด หลังจากนั้นเป็นเสียงซู่ซ่าที่ฟังไม่ออก หากต้องการถอดความต้องใช้วิธีสโคปเส้นความคมชัดของเสียงเพื่อให้ออกมาเป็นรูปประโยค จึงจะจับใจความได้ และประโยคนั้นก็คือคำว่า.. “เราเห็นนายแล้ว นายคิดว่าจะมุดในถุงนอนได้ตลอดหรอ” หลังจากนั้นคลิปก็ตัดและเสียงก็หายไป เจ้าหน้าที่กระจายตัวค้นหานับเดือนก็หาไม่เจอ จึงประกาศเป็นบุคคลหายสาปสูญเพราะไม่เจอเบาะแสอะไรที่จะตามต่อได้ เรื่องราวผ่านไปเป็นเวลา 3 ปี มีนักเดินป่า 2 คนพบกระดูกมนุษย์ส่วนท่อนแขนในเส้นทางไมล์ 58 จึงนำลงมาให้เจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ DNA เพื่อระบุตัวตน เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าตรงกับ DNA ของเดวิด แต่เมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนดูแล้วกลับพบว่า กระดูกชิ้นนี้ไม่เหมือนกระดูกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 3 ปี เนื่องจากไม่มีร่องรอยการย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่มีตะไคร่และหินปูน แต่เหมือนกระดูกชิ้นใหม่ที่ถูกนำมาวางไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ และมีการค้นพบกระดูกเพียงแค่ชิ้นส่วนแขนเท่านั้น จึงไม่สามารถระบุว่าเป็นผู้เสียชีวิตได้ ทำให้ปัจจุบันเดวิดยังคงเป็นผู้สูญหายต่อไป นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าจากหลักฐานคลิปเสียงและสมุดโน้ตของเขานั้น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น สัตว์นักล่าที่พยายามเลียนแบบปล่อยเสียงคลื่นความถี่เพื่อให้เหยื่อสับสนและหลอกล่อเหยื่อ แต่จนถึงตอนนี้ คดีนี้ก็ยังคงเป็นคดีที่ยังปิดไม่ได้ต่อไป..เขียน: กัญญาพร จันทร์ลอยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

01 มี.ค. 2024

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโก้’ ที่ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณโก้ตอนที่ขับรถไปรับผู้โดยสาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย!เรื่องที่หนึ่ง คุณโก้เคยทำอาชีพไรด์เดอร์ส่งอาหาร หลังจากเกิดอุบัติเหตุก็เปลี่ยนจากขับมอเตอร์ไซค์มาขับรถยนต์รับ-ส่งคนแทน วันหนึ่ง คุณโก้ได้ขับรถจากจังหวัดปราณบุรีกำลังจะเข้าหัวหิน ระหว่างทางได้เจอพระรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างทาง คุณโก้จึงจอดรถแล้วถามพระว่า “หลวงพี่จะไปหัวหินหรือเปล่า ผมกำลังจะเข้าหัวหิน เดี๋ยวผมไปส่งถึงวัดเลย จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หลวงพี่ก็เปิดประตูด้านหลังแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างซ้าย ตลอดการเดินทาง พระท่านสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้คุณโก้รู้สึกสงสัย เพราะปกติคุณโก้ก็ไม่เคยรับผู้โดยสารที่เป็นพระมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งถึงวัด หลวงพี่ก็ได้เปิดประตูลงจากรถจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดว่า “โยม โยมที่มากับเขาเนี่ย ลงมาเถอะไม่ต้องตามเขาไป ไม่ต้องจองเวรจองกรรมอะไรกับเขา เขาเป็นคนดี ลงมาอาตมาขอบิณฑบาตนะโยม” จากนั้นหลวงพี่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไป ทิ้งคุณโก้ให้อยู่กับความสงสัยคนเดียวในรถ แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ลงไปถามว่าหลวงพี่พูดอะไร พูดกับใคร นอกจากนี้ พี่แจ็คยังได้สอบถามคุณโก้ว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่บนรถคุณโก้มีความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบ้างไหม” แต่คุณโก้ก็ไม่ได้มีอาการอะไร ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร คุณโก้จึงวิเคราะห์กับพี่แจ็คเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะคุณโก้อัธยาศัยดี เวลาที่ผู้โดยสารขึ้น คุณโก้ก็จะพูดว่า “เชิญคร้าบ!” อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณขึ้นมาด้วยเรื่องที่สอง หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน คุณโก้ได้ไปรับผู้โดยสาร เมื่อไปยังจุดหมายที่จะรับผู้โดยสาร คุณโก้ก็เห็นมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนแรกเป็นผู้สูงอายุ คนที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคน คนที่สามเป็นผู้หญิงวัยกลางคน และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงอายุไม่มากเท่าไร ทั้งหมดขึ้นมาบนรถ โดยที่น้องผู้หญิงขึ้นมาก่อน และตามด้วย ชาย-หญิง วัยกลางคน แต่คุณป้าคนแก่ไม่ได้ขึ้นมาด้วย คุณโก้เข้าใจว่าอาจจะมายืนส่งขึ้นรถ จุดที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 คนที่ขึ้นมาใส่ชุดดำหมดเลย แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ขับรถไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงไปก่อน ผู้หญิงลงตาม คุณโก้เช็คในแอปฯว่าจ่ายเงินแล้ว จึงกดเสร็จสิ้นการรับส่งในครั้งนี้ จากนั้นผู้โดยสารก็ปิดประตูแล้วคุณโก้ก็ขับรถออกไป คุณโก้ขับไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้มาจากเบาะข้างหลัง เขามองกระจกหลังและสิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งกอดเข่าพิงเบาะรถมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณโก้พยายามถามว่า “น้องทำไมถึงไม่ลง แล้วพี่ต้องทำยังไง จะให้ไปกลับไปส่งไหม” น้องผู้หญิงร้องไห้สะอื้นแล้วก็บอกว่า “กลับ ไป” คุณโก้ตอบกลับไปว่า “พี่ต้องกลับไปส่งน้องใช่ไหมเนี่ย มันเสียเวลาพี่นะ พี่ต้องทำมาหากินด้วยนะเนี่ย” แต่คุณโก้ก็กลับไปส่ง พอถึงที่หมาย ผู้ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูรถแล้วพูดว่า “รู้ได้ยังไงเนี่ย ว่าผมลืมของไว้ ผมกำลังแจ้งที่ศูนย์เลยว่าช่วยตามรถให้หน่อย ผมลืมของไว้” แล้วคุณโก้ก็บอกว่า “ยังไม่มีใครแจ้งผมเลย ผมมาเองก็พี่ลืมน้องไว้” ผู้โดยสารอึ้งแล้วก็เข้ามาหยิบของออกไป แล้วก็บอกว่า “มาคุยกับผมก่อน” คุณโก้จึงลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็ถามว่า “น้องคืออะไร” คุณโก้ตอบไปว่า “ก็พี่ขึ้นมา แล้วก็น้องขึ้นมา แล้วตอนลงไปผมก็นึกว่าลงไปหมดแล้ว เนี่ยผมก็วนมาส่ง” ผู้ชายคนนั้นจึงเปิดถุงกระดาษที่ลืมไว้แล้วบอกว่า “เนี่ย น้องผมอยู่ในนี้” ในถุงกระดาษนั้นมีตลับใส่อัฐิไว้ แล้วก็พูดอีกว่า “น้องเสียไปนานแล้ว คนที่ดูแลอัฐินี้ตลอดคือแม่ผม แล้วก็เมื่อ 2 วันก่อนแม่ผมเพิ่งเสีย” คุณโก้ตกใจจึงพูดว่า “เดี๋ยวนะ แม่เพิ่งเสีย ใช่ป้าที่มาส่งแล้วแต่งตัวแบบนี้ ใช่ไหม” ชายคนนั้นบอกว่า “ใช่ นั่นคือชุดสุดท้ายที่ผมใส่ไปในโลงให้กับคุณแม่ผม” พี่แจ็คก็ได้สอบถามว่า “แล้วหลังจากนั้นทำยังไง เพราะตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่ม แล้วต้องขับรถกลับจากหัวหินไปปราณบุรี” คุณโก้บอกว่า “ก็เปิดรายการผีฟัง” พี่แจ็คจึงถามว่า “แล้วกลับได้ใช่ไหม” คุณโก้ตอบกลับว่า “มันก็ต้องได้แหละ เพราะยังไงผมก็ต้องกลับ”เรื่องสุดท้าย วันหนึ่ง คุณโก้ขับรถจนถึงช่วงกลางคืน มีคนเรียกให้ไปรับตามปกติ พอไปถึงก็มีผู้หญิงวัยกลางคน เปิดประตูขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย วันนั้นคุณโก้ขับรถมาทั้งวันจึงรู้สึกอ่อนเพลีย สักพักก็รู้สึกว่าด้านหลังเบาะเหมือนมีอะไรดันอยู่ตลอด คุณโก้คิดว่ารถคงสะเทือน จากนั้นก็มีความรู้สึกว่าที่พิงเบาะข้างหลังเหมือนมีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ ลูปที่คอ คุณโก้จึงเอาปกคอเสื้อขึ้นมาบังไว้แล้วก็ขับรถต่อ ผ่านมาสักพัก เหมือนมีลมมาเป่าที่หูซ้ายที ขวาที แล้วคุณโก้ก็ได้พูดออกมาว่า “อะไรวะเนี่ย!” ผู้โดยสารจึงกระแอมขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็หยุดแล้วหายไป แม้คุณโก้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่เขาก็ขับรถต่อไป รถคุณโก้เป็นรถ 7 ที่นั่ง จึงพับเบาะหลังไว้เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ใส่กระเป๋าผู้โดยสาร คุณโก้มองกระจกหลังแล้วเห็นเด็กนั่งหันหลังแล้วขย่มรถอยู่! แต่รถคุณโก้ไม่ได้ขยับตาม คุณโก้ตกใจจึงจอดรถแล้วกำลังจะหันไปถามผู้โดยสาร แต่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก่อนว่า “พี่ขับไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” คุณโก้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แน่นอน เมื่อถึงที่หมาย ผู้หญิงคนนี้ก็เปิดประตูแล้วพูดว่า “ ถ้าขับรถแล้วง่วงอะ อันตรายนะ นอนหลับให้เพียงพอ ที่พี่เห็นอะลูกหนูเอง” จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ลงจากรถปิดประตูแล้วก็ไปเลย คุณโก้ก็คิดในใจว่า สิ่งที่มาด้วยน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่เธอเลี้ยงไว้ แล้วก็พามาด้วย สิ่งที่เขาทำ (ขย่มรถให้สะเทือน) น่าจะเป็นเพราะคุณโก้ง่วง จึงมาทำให้มีสติเพื่อที่จะให้แม่ของเขาปลอดภัย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-