เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ตายตกตามกัน’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [ 11 มิ.ย. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากส้ม มัลนิการ์ ‘ตายตกตามกัน’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [ 11 มิ.ย. 2567]

15 มิ.ย. 2024

       ที่นาหนึ่งผืนที่นำพาความตายมาให้ทั้งตระกูล แถมยังต้องมาเจอสิ่งแปลก ๆ ที่พร้อมจะมาเอาชีวิตทุกเมื่อ เรื่องราวนี้ ‘คุณส้ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตายตกตามกัน’ จะชวนหลอนจนขนหัวลุกขนาดไหนนั้นไปอ่านกันได้เลย!

       คุณส้มเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เกิดขึ้นหลังจากคุณส้มกลับมาทำ The sixth sense เป็นเคสที่คุณส้มต้องเข้าไปสื่อสารและช่วยแก้ไขปัญหาให้กับบ้าน 5 หลัง ซึ่งบ้านทั้ง 5 หลังนี้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะมีคนเสียชีวิตไป 2 หลัง หลังที่ 3 กำลังนอนรอความตาย หลังที่ 4 มีสัญญาณบ่งบอกว่าจะเป็นรายต่อไป และหลังที่ 5 คือบ้านร้าง

       เมื่อไปถึงสถานที่ ในระหว่างที่พักกอง คุณส้มกำลังนั่งกินข้าวอยู่ จู่ ๆ ก็เห็นคุณยายคนหนึ่งที่รู้ว่าไม่ใช่คนแน่ ๆ เป็นวิญญาณยืนใส่เสื้อสีชมพูบานเย็น กางเกงคลุมเข่า คุณส้มก็รู้สึกงงว่า ‘เขาเป็นใคร?’ เพราะเขามายืนยิ้มด้วยท่าทางใจดี แต่ตัวคุณส้มเองรู้สึกได้ว่าคุณยายคนนี้เหมือนกำลังโดนอะไรบางอย่างครอบงำแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป 

       เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ ทางโปรดิวเซอร์ก็ได้ถามว่าคุณส้มว่า

       “เห็นอะไรบ้าง”

       คุณส้มจึงเล่าสิ่งที่เห็นออกไปและพาไปยังจุดที่เจอ แต่เมื่อไปถึงคุณส้มกลับเห็นเพิ่มอีกหนึ่งคน เป็นผู้หญิงใส่เสื้อคอกลมสีขาว มัดผมรวบต่ำ กำลังยืนร้องไห้อยู่ และยืนไม่ห่างกันมากกับคุณยายคนแรก ซึ่งคุณยายเสื้อสีชมพูบานเย็นได้ตะโกนออกมาว่า

       “อย่าเข้ามา เอามันออกไป”

       คุณส้มก็รู้สึกว่างงว่าต้องการให้เอาใครออกไป คุณยายคนนั้นจึงชี้ไปที่ ‘ป้าอ้อน’ ป้าเจ้าของเคสนี้ คุณส้มจึงถามกลับไปว่า “เกิดอะไรขึ้น”

       คุณยายตอบกลับมาว่า “มันอยู่ในนี้ ๆ”

       ซึ่งสถานที่ที่คุณส้มอยู่คือบ้านร้างที่เป็นหนึ่งในบ้านทั้งหมด 5 หลังของเคสนี้ ทันทีที่คุณยายพูดจบ คุณส้มก็ได้ยินเสียงผู้ชายหวีดร้องเหมือนสัตว์ประหลาดดังออกมาจากบ้านร้าง! คุณส้มจะเดินไปดูที่บ้านร้างหลังนี้ แต่โดนโปรดิวเซอร์ดึงแขนไว้ และบอกว่า

       “อันตราย อย่าไป พี่รู้เรื่องราวของบ้านหลังนี้”

       แต่โปรดิวเซอร์ก็ไม่ได้เล่าให้คุณส้มฟัง คุณส้มจึงบอกว่า “ส้มไม่กลัวนะ”

       แต่คุณโปรดิวเซอร์ก็ยังห้าม คุณส้มจึงเริ่มเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น และรู้สึกว่าต้องไม่ใช่ผีธรรมดา 

       หลังจากนั้นคุณส้มได้อธิบายรูปร่างและลักษณะของวิญญาณที่เห็นให้เจ้าของบ้านฟัง และถามว่ามีใครที่ลักษณะแบบนี้เคยอยู่บ้านหลังนี้ หรือรู้จักไหม เจ้าของบ้านตอบกลับว่า

       “มีทั้งคู่เลย”

       คุณยายเสื้อสีชมพูบานเย็นคือแม่ของเจ้าของบ้านหลังกลางที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และอีกคนคือ ‘คุณหงส์’ เป็นป้าหรือน้าของเจ้าของบ้านซึ่งเสียชีวิตไปก่อนคุณแม่อีก และคนส่วนมากมักจะเห็นคุณยายมาในรูปแบบของตะขาบ เมื่อเจ้าของบ้านพูดเสร็จ อยู่ ๆ ก็มีตะขาบตัวใหญ่ไต่ขึ้นที่ขาของทีมงาน!

       และในส่วนของการเห็นวิญญาณ คุณส้มได้เล่าว่าวิญญาณที่กรีดร้องอยู่ในบ้านร้างได้วิ่งออกไปที่บ้านหลังกลาง ที่คุณยายเสื้อสีชมพูเสียชีวิต และวิญญาณตนนั้นก็หัวเราะ คุณส้มได้อธิบายถึงรูปร่างของวิญญาณตัวนั้นว่ามีลักษณะเหมือน ‘กอลลัม (Gollum)’ ตัวใหญ่ คุณส้มจึงเดินไปที่บ้านหลังกลางซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้นที่ข้างล่างเป็นปูนข้างบนเป็นไม้ คุณส้มเดินเข้าไปและรู้สึกถึงพลังงานที่เป็นผู้หญิงยืนอยู่กลางบ้านใส่สไบสีเขียว แต่เขายืนหันข้างแล้วหันคอมาทางคุณส้มทำให้ได้เห็นว่าหน้าของผู้หญิงคนนั้นเละจนจำเค้าโครงไม่ได้  แล้วเขาก็ได้มองไปที่ลูกชายของคุณยายเสื้อชมพูบานเย็น คุณส้มจึงถามพี่ผู้ชายว่า

       “ช่วงนี้การงานไม่ดีใช่มั้ย เพราะวิญญาณตนนี้เขาจะเอาเราไปให้ได้นะ”

       พี่ผู้ชายจึงตอบว่า “เมื่อไม่กี่วันมานี้ จะเอาให้ได้เลยใช่มั้ย”

       เพราะว่าพี่ผู้ชายคนนี้เค้าเจอเหตุการณ์ที่ไม้แหลมจากชั้น 2 ของบ้าน มันผุและจะตกมาทิ่มหัว แต่โชคดีที่วันนั้นตนรู้สึกแปลก ๆ เลยทำให้บังเอิญไปเห็นก่อนที่จะตกลงมา

       ซึ่งคุณส้มก็ได้สืบไปสืบมาจนได้ความว่า เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรของพี่ผู้ชายคนนี้ ซึ่งคุณส้มก็สงสัยว่าทำไมวิญญาณตนถึงอยู่ได้อิสระทั้ง ๆ ที่บ้านหลังนี้มีเจ้าที่ คุณส้มจึงไปที่ศาลพระภูมิจุดแรกแต่ปรากฏว่าไม่มีเจ้าที่อยู่เลย ทำให้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีอะไรป้องกัน และวิญญาณทั่วไปสามารถมาทำร้ายคนในบ้านได้ 

       คุณส้มกลับมาสืบต่อเรื่องที่ทำไมคุณยายเสื้อชมพูกับคุณป้าเสื้อขาวถึงตายติดต่อกัน และยังมีเรื่องที่แฟนคุณยายเสื้อชมพูตายก่อนคุณยายอีก 2 ปี คุณส้มจึงรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าวิญญาณ เพราะคุณส้มรู้สึกว่าสิ่งที่วิ่งไปวิ่งมาตามบ้านต่าง ๆ เหมือนคุณไสย์มากกว่า

       โปรดิวเซอร์จึงพาคุณส้มไปบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในบ้าน 5 หลังนี้ เมื่อถึงหน้าบ้านทางโปรดิวเซอร์ได้ถามว่าคุณส้มเห็นอะไรหรือไม่ คุณส้มตอบว่า

       “เห็นผู้หญิงแก่ผมขาวทั้งหัว ดูใจดีเดินออกมาและเรียกให้เข้าบ้าน”

       ป้าอ้อนตอบกลับมาว่า “นี่คือแม่”

       คุณส้มจึงเข้าไปพิสูจน์ ที่แรกที่ไปคือใต้ถุนบ้าน สิ่งที่คุณส้มเจอเป็นอันดับแรกคืออัฐิคนตายจำนวนมากตั้งข้างหิ้งพระ ซึ่งหิ้งพระวางอยู่ที่พื้นบ้าน และมีอัฐิที่อยู่ตรงกลางหนึ่งอันที่ทำให้คุณส้มรู้สึกว่าผู้หญิงที่เรียกเข้าบ้านเค้าตั้งใจให้มาที่อัฐินี้ คุณส้มจึงเดินไปใกล้ ๆ และเห็นรูปภาพที่เป็นคน ๆ เดียวกับคนที่เรียกคุณส้มเข้าบ้านซึ่งเป็นแม่ป้าอ้อน และวิญญาณที่เป็นแม่ป้าอ้อนพูดว่า

       “พวกมันอยากได้ แต่พวกมันไม่ได้หรอก มันเลยทำสิ่งไม่ดีใส่บ้านนี้”

       พูดราวกับว่ามีประเด็นกับใครสักคนหนึ่ง.. 

       ในระหว่างที่จะสืบกันต่อ โปรดิวเซอร์ได้ท้าทายกับวิญญาณที่วิ่งไปวิ่งมาเหมือนกอลลัมว่า

       “ถ้ามีฤทธิ์จริงก็แสดงให้เห็น หรือได้ยินก็ได้”

       และเมื่อทีมงานทุกคนกำลังจะเดินออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงคนวิ่งจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีใครอยู่บนชั้น 2 คุณส้มจึงออกมาจากห้องที่อยู่ชั้นล่างและเดินไปที่ชั้น 2 เมื่อขึ้นไปก็ไม่เห็นมีสิ่งชีวิตอยู่เลย สิ่งแรกที่คุณส้มเห็นคือวิญญาณที่วิ่งไปวิ่งมากำลังยืนหัวเราะเหมือนสะใจที่หลอกให้คุณส้มขึ้นมาได้ และพูดออกมาคำหนึ่งว่า

       “ก็เค้าขอดี ๆ แล้วพวกมึงไม่ให้เอง”

       ซึ่งตรงกับสิ่งที่คุณแม่ป้าอ้อนพูดมา ทีมงานจึงเรียกป้าอ้อนขึ้นมาและถามไปว่าเคยมีใครขออะไรแล้วเราไม่ให้มั้ยเพราะของถูกส่งมาจากฝั่งนั้น ป้าอ้อนตอบว่า

       “มี เป็นที่นาของพ่อที่ใช้วัวแลกกับป้ามา”

       ซึ่งป้าอ้อนได้ขายที่นาตรงนั้นไปและได้เงินมาก้อนหนึ่ง แล้วลูกหลานฝั่งป้าที่เคยเป็นเจ้าของที่นามาขอแบ่งเงิน แต่ป้าอ้อนไม่ให้เพราะว่าก็แลกวัวกับที่นาไปแล้ว จึงทำให้มีข้อพิพาทกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และป้าอ้อนไปได้ยินบุคคลที่ 3 เล่าให้ป้าอ้อนฟังว่าบ้านที่มาขอเงินสาปแช่งบ้านป้าอ้อน และคนต่อไปคือป้าอ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เค้าทำมานานและคนที่จะได้รับเคราะห์จะเป็นคนในบ้านหลังนี้เสมอ

       เมื่อไขปมตรงนี้ได้แล้วก็มีการทำพิธีไล่สิ่งไม่ดีออกไป..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

25 ม.ค. 2024

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

เรื่องนี้เป็นสายจาก ‘คุณมิ้น’ ที่โทรมาเล่าเหตุการณ์ของรุ่นน้องให้แฟนรายการ ‘ อังคารคลุมโปง X’ (16 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ‘น้องอาย’ รุ่นน้องของคุณมิ้น เกี่ยวกับเสื้อผ้ามือสองที่ได้ของแถมกลับมาด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา คุณมิ้นเล่าว่า ‘น้องอาย’ ชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองมาก จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กางเกงลายทหารและกางเกงคาร์โก้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง น้องอายจึงไปหาซื้อกางเกงในร้านที่ไปบ่อย ๆ ก็ได้เจอกางเกงที่มีลักษณะโดนใจ แต่เป็นขนาดของผู้ชาย น้องอายจึงขอผ้าถุงจากแม่ค้าและลองสวม เมื่อลองสวมก็รู้สึกว่าเอวใส่ได้พอดี แต่ช่วงขาของกางเกงยาวเกิน ด้วยความชอบ น้องอายจึงซื้อกลับมาและเอามาเก็บไว้ในตู้ เพื่อที่จะเอาไปตัดขากางเกงให้พอดีกับตัวเอง หลังที่ซื้อกางเกงกลับมา น้องอายรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา เวลาทำงานหางตาก็จะเห็นเหมือนกับมีคนเดินอยู่ในห้อง บางทีก็ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ในตู้เสื้อผ้า น้องอายจึงมารื้อดู เพราะนึกว่ามีหนู แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร น้องอายเล่าให้คุณมิ้นฟังว่า เคยฝันว่าตัวเองปวดปัสสาวะ และสะดุ้งตื่นเห็นเงายืนอยู่ข้างตู้ที่ปลายเตียง จึงเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียง แต่พอเปิดไฟก็ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น จึงคิดว่าตัวเองตาฝาด หลังจากนั้นก็ไปเข้าห้องน้ำกลับมาปิดโคมไฟแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง ช่วงกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงประตูตู้เสื้อผ้าแง้มออก จึงมองดูในความมืด เห็นว่าประตูมันแง้มมานิดนึง แต่ก็นอนต่อเพราะคิดว่าไม่มีอะไร ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนกองเสื้อผ้าไหลออกมาจาก น้องอายจึงตัดสินในเปิดไฟห้องเพื่อที่จะเก็บเสื้อผ้าที่ไหลออกมา ในกองผ้านั้นมีกางเกงลายทหารที่เพิ่งซื้อมาอยู่ในนั้นด้วย น้องอายเก็บเสื้อผ้ายัดเข้าตู้เหมือนเดิม ปิดไฟกลับมานอนต่อ หลังจากล้มตัวลงนอนได้สักพัก ยังไม่ทันเคลิ้มหลับ น้องอายบอกว่าได้ยินเสียงบางอย่างในตู้ และตู้เสื้อผ้าก็สั่นโยก น้องอายจึงจับที่เตียงนอนเพราะคิดว่าแผ่นดินไหว ปรากฏว่ามีแค่ตู้ที่สั่น พอตู้หยุดสั่น น้องอายค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนแต่สายตายังจ้องอยู่ที่ตู้ เห็นเงาผู้ชายคล้ายตำรวจไม่ก็ทหาร สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ไม่แน่ใจว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าดำไปทั้งตัว ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ากำลังมองมาที่น้องอาย! น้องอายไม่กล้าจ้องเงานั้นจึงหลบสายตาแต่ก็สังเกตุเห็นว่าผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อสีขาว กางเกงลายทหารเหมือนกับที่น้องอายซื้อมา น้องจึงคิดว่าน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับกางเกงที่ซื้อมา น้องอายก้มหน้าและพูดออกมาว่า “พี่คะ หนูอยู่คนเดียว พี่อย่าหลอกหนูเลย ถ้าหนูทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ หนูขอโทษ” หลังจากพูดจบก็ยังก้มหน้าอยู่แต่ความรู้สึกอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง จึงตัดสินใจค่อย ๆ เงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ที่ตู้แล้ว น้องอายจึงเดินไปเปิดไฟห้องและตัดสินใจว่าจะออกไปหาเพื่อน แต่ตอนนั้นเป็นเวลาตี 2 กว่าแล้ว จึงจัดสินใจเปิดไฟแล้วนอนจนถึงเช้า ตื่นเช้ามา น้องอายคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากกางเกงที่ซื้อมา จึงเอากางเกงมาดูแต่ไม่พบอะไร น้องอายจึงตัดสินใจกลับด้านดูด้านใน ทำให้เห็นว่ามีคราบสีแดงคล้ำ ๆ คล้ายเลือด ตรงบริเวณขากางเกงฝั่งซ้าย และขอบกางเกงด้านในมีคราบเลือดเป็นวงขนาดใหญ่ น้องอายจึงโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังและถ่ายรูปกางเกงส่งไปและมีความคิดว่าจะตามหาที่มาของกางเกงตัวนี้ แต่ร้านไม่น่าจะรู้เพราะเสื้อผ้ามือสองส่วนใหญ่มาจากหลาย ๆ ที่ น้องอายตัดสินใจว่าจะเอากางเกงตัวนี้ทิ้งแต่มีความคิดว่าเขาจะโกรธไหม จึงตัดสินใจเอากางเกงตัวนี้ไปที่วัดและเล่าเหตุการณ์ที่เจอให้กับหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงแนะนำให้สวดบังสุกุลและเผากางเกงตัวนี้ให้เขาไป น้องอายทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ หลังจากที่ทำไปแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้องอีก คุณมิ้นเล่าต่อว่าปัจจุบันน้องอายก็ยังชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองอยู่ แต่จะดูให้ละเอียดก่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

03 พ.ค. 2025

พี่เเจ็ค เล่าเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [29 เม.ย 2568]

สมัครงานพาร์ทไทม์ที่โรงหนัง แต่พนักงานด้วยกันชอบแกล้งเรื่องผีอยู่เป็นประจำ จนได้มามาทำงานตำแหน่งฉายหนัง ที่ต้องเอาพวงมาลัย น้ำ นม มาไว้ที่ห้องฉายทุกครั้งในวันพระ แต่วันที่เกิดเรื่องดันลืม…! จึงได้เจอดีเข้าให้! ไปติดตามเรื่องเล่าจาก ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ที่ได้นำเรื่อง ‘โรง(หนัง)ที่ 3’ เรื่องของ ‘คุณดิ๊ก’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(29 เมษายน 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณดิ๊กอยากหางานพิเศษทำ ในตอนนั้นมีห้างหนึ่งกำลังถูกสร้าง ซึ่งเป็นห้างที่มีโรงหนังทั้งหมด 3 โรง หลังจากห้างสร้างเสร็จเรียบร้อย คุณดิ๊กจึงได้ไปยื่นใบสมัครไว้ เผื่อว่ามีงานที่พอจะทำได้ หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็มีสายจากโรงหนังโทรเข้ามา โดยสอบถามกับคุณดิ๊กว่าพร้อมจะมาทำงานที่โรงหนังหรือไม่ คุณดิ๊กก็ตกลงที่จะทำงานเป็นพาร์ทไทม์ของโรงหนังนี้ เมื่อไปถึงคุณดิ๊กก็ได้เจอกับผู้จัดการ ผู้จัดการจึงพาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงหนัง และกำหนดตำแหน่งที่คุณดิ๊กจะได้ทำคือ ตำแหน่งฉีกตั๋ว คุณดิ๊กทำงานมาได้ 1 อาทิตย์ ผู้จัดการก็โทรมา ให้คุณดิ๊กลองมาอยู่กะกลางคืน โดยผู้จัดการจะเพิ่มชั่วโมงในการทำงานให้คุณดิ๊ก กะดึกคืนนั้น มีพนักงานทั้งหมด 7 คน (รวมคุณดิ๊กแล้ว) ในกลุ่มพนักงงานนั้นจะมี 3 คนรวมกลุ่มกันเป็นแก๊งชอบแกล้ง-ชอบอำคนอื่น ในกลุ่มนั้นมี ‘คุณแมน’ และ ‘คุณหนุ่ม’ ทำหน้าที่ฉายหนัง และ ‘คุณเอก’ เป็นพนักงานฉีกตั๋วเหมือนคุณดิ๊ก เมื่อแมน หนุ่ม และเอกเห็นว่ามีเด็กใหม่มา ก็เริ่มแผนการแกล้งทันที.. โดยเริ่มจากคุณเอกได้พาทัวร์ในโรงหนังรอบกลางคืน และบอกว่า “โรง 3 มึงต้องระวังนะ โรง 3 เจอกันเยอะ ผีดุ” นอกจากนี้ คุณเอกก็เล่าเรื่องผีให้ฟัง แต่คุณดิ๊กไม่ได้เป็นคนกลัวผีมากจึงไม่รู้สึกอะไร แต่คุณเอกก็ยังบอกต่ออีกว่า “เดี๋ยวกูขอเช็คโรง 1 โรง 2 ละกันนะ โรงสามกูกลัวผี กูไม่กลัาไป” คุณดิ๊กจึงตอบตกลงและไปดูเอง พอมาถึงโรง 3 ก็เปิดประตูเข้าไป และเดินมาจนถึงที่นั่ง ก็ได้มีเสียงว.มาจากห้องฉายด้านบน โดยคุณหนุ่มกับคุณแมนก็ว.มาบอกว่า “ดิ๊ก ลองเช็คแขกดูหน่อย มีทั้งหมดกี่คน” คุณดิ๊กเดินไปเช็คตามที่บอก และตอบทั้งสองคนไปว่า “แถว I มีทั้งหมด 7 คน” “เฮ้ย นับดูดี ๆ 7 คนแน่หรอ” คุณดิ๊กก็เริ่มนับใหม่ และตอบย้ำไปว่า “7 คนพี่ แถว I” เสียงจากว.แย้งขึ้นมาทันทีว่า “เฮ้ย ไม่ใช่แล้ว มันมีแถวหลังอีก 2-3 คนไม่เห็นหรอ” คุณดิ๊กมองตามที่ทั้งสองคนบอก และเงยหน้ามองไปบนห้องฉาย ก็เห็นทั้งสองคนนั่งหัวเราะกันอยู่ คุยดิ๊กก็คิดในใจว่า ‘พวกที่ชอบอำผม วันไหนขอให้โดนเอง’ หลังจากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็ปกติ คุณดิ๊กก็ยังทำงานเหมือนเดิม จนกระทั่งคุณแมนมาบอกกับทุกคนว่าลาออกแล้ว โดยไม่บอกเหตุผลว่าออกเพราะอะไร แต่ก่อนที่จะออกก็ยังไปบอกกับคุณดิ๊กอีกว่า “ถ้าต้องขึ้นไปทำงานห้องฉายอะ ระวังโรง 3 ไว้นะ” คุณแมนบอกไว้เท่านี้และออกไป หลังจากนั้นคุณดิ๊กก็ยังโดนคุณเอกและคุณหนุ่มแกล้งอำเรื่องผีมาโดยตลอด วันหนึ่งผู้จัดการโทรมาหาคุณดิ๊กให้มาช่วยงานที่ห้องฉาย เพราะตอนนี้เหลือแค่คุณหนุ่มคนเดียว จึงให้คุณดิ๊กไปเรียนรู้งานกับคุณหนุ่ม เมื่อไปถึงห้องฉาย คุณหนุ่มก็พาดูภายในห้องฉายว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งมีห้องฉาย 3 ห้อง หนึ่งห้องต่อหนึ่งโรงอยู่เรียงกัน และคุณหนุ่มก็ได้บอกกฎกติกากับคุณดิ๊กว่า “สิ่งหนึ่งที่เราต้องรู้เลย หนึ่งคือทุกวันพระจะต้องเอาพวงมาลัย เอาน้ำ เอานม มาไว้ที่เครื่องฉายทุกครั้ง ห้ามลืมเด็ดขาด สองคือห้ามพาบุคคลภายนอกเข้ามาภายในห้องฉายเด็ดขาด และสามคือห้ามเตรียมไฟล์หนังผิดเด็ดขาด” คุณดิ๊กก็รับทราบ และถามคุณหนุ่มว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องรู้อีกไหม คุณหนุ่มจึงบอกไปว่า “ถ้าวันไหนที่มึงมาทำงาน แล้วเปิดเข้ามาที่ห้องฉายหนัง ถ้าเห็นเส้นผมอยู่ตรงพื้น อยู่ตรงเครื่องฉาย ไม่ต้องตกใจ มองให้เป็นเรื่องปกติ” คุณดิ๊กก็คิดในใจว่าคุณหนุ่มแกล้งกันอีกแล้ว คุณดิ๊กก็ถามกลับไปว่า “พี่ปั่นผมปะเนี่ย” คุณหนุ่มจึงตอบกลับมาทันทีว่า“มึงเชื่อกู ไม่เชื่อมึงลองไปดูตามห้องก่อนก็ได้” คุณดิ๊กจึงเดินถือว.ไปตามห้องฉายต่าง ๆ คุณดิ๊กเดินไปห้องแรก ก็เจอกับเส้นผม แต่ก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจเป็นเส้นผมของแม่บ้าน ซึ่งห้องฉายที่ 2 ก็มีเหมือนกัน และเมื่อเปิดไปห้องที่ 3 ก็มีเส้นผมเช่นเดียวกัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เส้นผมเส้นเล็ก ๆ แต่เป็นกระจุกเส้นผมที่กองอยู่ตามพื้น และในวันหนึ่ง คุณดิ๊กก็ฉายหนังตามปกติที่โรง 2 แต่ผ่านไป 30 นาทีก็ไม่มีคนดู คุณดิ๊กจึงปิดเครื่องฉาย ปิดไฟและกำลังจะเดินออกมาจากห้องฉาย แต่อยู่ ๆ ก็มีว.มาว่า “เฮ้ย ดิ๊ก ปิดเครื่องฉายหรอโรงสอง มีคนดูอยู่” คุณดิ๊กก็บอกไปว่า “ผมเช็คแล้วนะ โรงสองไม่มีลูกค้า” “ไม่มีบ้าอะไร ลูกค้าเดินออกมาบอกว่าเขานั่งดูอยู่” คุณดิ๊กก็คิดว่าโดนผีหลอกแล้วหรือเปล่า จึงเดินไปดูที่นั่ง ก็เห็นว่ามีลูกค้านั่งอยู่แถว A ซึ่งเป็นจุดบอดที่มองเห็นได้ยาก และวันต่อมา ขณะที่คุณดิ๊กกำลังฉายหนังโรง 3 อยู่ ซึ่งวันนั้นมีคนมาดูหนังน้อยมาก คุณดิ๊กจึงคอยสังเกตว่าจะมีคนเข้ามาหรือไม่ พอใกล้ 30 นาที คุณดิ๊กก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาแถวกลาง แต่ก็ไม่ได้นั่ง จนเดินลงไปนั่งแถวหน้าสุด คุณดิ๊กจึงสงสัยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไปนั่งตรงนั้น จากนั้นก็ว.ไปหาคุณเอกให้เช็คว่ามีลูกค้ามาในรอบนี้หรือไม่ แล้วทำไมถึงนั่งแถวหน้าสุด ทั้งที่โรงก็ว่างอยู่ จากนนั้นคุณเอกก็เช็ครอบหนัง ณ เวลานั้นให้คุณดิ๊ก และพบว่า หนังในรอบนั้นไม่มีคนซื้อตั๋วไว้เลย คุณดิ๊กจึงตอบกลับไปว่า “จะไม่มีคนจองได้ยังไง ก็เห็นคนนั่งอยู่ ลองเข้าไปดูให้หน่อย” คุณเอกจึงตอบตกลงจะเข้าไปเช็คให้ และถ้าถึงแล้วจะบอกว่าอยู่ตรงไหน คุณดิ๊กจึงรออยู่บนห้องฉาย จากนั้นไม่นานมีแสงเลเซอร์สว่างเข้ามาในห้อง คุณดิ๊กจึงโผล่ไปที่ช่องกระจก ที่สามารถมองเห็นข้างล่างได้ คุณดิ๊กจึงว.ไปบอกคุณเอกว่า “เขานั่งอยู่นี่ไง แถวหน้าสุด ตรงกลาง” คุณเอกจึงชะเง้อมองและเดินไปตามทางที่คุณดิ๊กบอก “ตรงไหน” คุณเอกถาม “ตรงนี้ ๆ เก้าอี้ตัวนั้นแหละ เขานั่งอยู่ข้างหน้ามึงเลย” “นั่งอยู่ข้างหน้าบ้าอะไร ไม่เห็นใครสักคน” คุณดิ๊กคิดในใจว่า ‘อีกแล้ว โดนแกล้งอีกแล้ว’ คุณดิ๊กจึงพยายามส่องเลเซอร์ลงไปว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ เมื่อคุณเอกไม่เชื่อ คุณดิ๊กจึงเปิดไฟให้ดู ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นและวิ่งออกไปทางประตูหนีไฟ จากนั้นคุณเอกก็ตกใจแล้ววิ่งออกมา คุณดิ๊กจึงวิ่งลงมาจากห้องฉายและตามคุณเอกไป ในตอนนั้นคุณเอกก็ได้บอกกับคุณดิ๊กว่า“เห็นเหมือนกูใช่ไหม ผู้หญิงเมื่อกี้ ที่อยู่ๆ ลุกขึ้นมา แล้ววิ่งออกไป” คุณดิ๊กจึงตอบทันทีว่าใช่ เพราะมีลูกค้านั่งอยู่ คุณเอกจึงบอกกับคุณดิ๊กว่า “ตอนที่ลูกค้านั่งอยู่มันไม่เท่าไหร่ แต่พอไฟเปิด อยู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้” คุณดิ๊กก็ตอบกลับไปว่า “ก็เรื่องปกติ วิ่งออกไปดูสิ เผื่อเป็นคนสติไม่ดีหรือใครแอบเข้ามา” คุณเอกจึงบอกว่า “มึงดูดี ๆ ประตูหนีไฟ มันไม่ได้เปิดนะ มันเป็นประตูที่ล็อกไว้อยู่ ถ้าผู้หญิงคนนั้นจะวิ่งหนีไปจริง ๆ ก็คงวิ่งไปอีกฝั่งที่ประตูมันเปิดอยู่” คุณดิ๊กจึงเดินไปดูตรงประตูหนีไฟที่ผู้หญิงคนนั้นวิ่งออกไป และพบว่ามันล็อกอยู่จริง ๆ วันรุ่งขึ้นคุณดิ๊กจึงได้เล่าเรื่องที่เจอให้คุณหนุ่มฟัง คุณหนุ่มก็สงสัย เมื่อค่อย ๆ เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด จนคุณหนุ่มถามขึ้นมาว่า “เมื่อวานลืมอะไรปะ” คุณดิ๊กจึงตอบกลับทันทีว่า“ผมไม่ได้ลืมอะไรนะ ผมก็ทำงานปกติ” “เมื่อวานวันพระ มึงลืมอะไรเปล่า” คุณหนุ่มถามต่อ คุณดิ๊กก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าตัวเองลืมซื้อดอกไม้ ซื้อพวงมาลัย ซื้อน้ำ ซื้อนมมาไว้ และคิดว่าครั้งนี้ที่ได้เห็นเพราะเขามาเตือนที่ไม่ได้ทำตามที่บอก และคุณหนุ่มยังเล่าให้ฟังต่อว่า มีอยู่พนักงานคนหนึ่งที่เคยฉายหนังปกติแบบนี้ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่มีคนมาดูหนังจนเต็มโรง ระหว่างที่พนักงานคนนั้นฉายหนังอยู่ก็ได้มองลงมาข้างล่าง พนักงานคนนี้เห็นลูกค้าคนหนึ่งที่ไม่ได้มองไปที่จอหนังที่กำลังฉาย แต่หันหน้าขึ้นมามองพนักงานคนนั้นแล้วก็ยิ้มให้ เมื่อจอหนังลูบดับไปและสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ที่ตรงนั้นกลับไม่มีคนนั่งอยู่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

16 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเนน ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ I อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มิ.ย. 2567]

‘คุณแนน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พร้อมทั้งคุณแม่และพี่สาว มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 มิถุนายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘กรรมที่ไม่ได้ตั้งใจก่อ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณแนน’ (นามสมมติ) โดยคุณแนนเริ่มเล่าว่า ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่คุณแนนมีอายุ 7-8 ขวบ คุณแม่ของคุณแนนมักจะไปทำพิธีแก้กรรมเสมอ จนคุณแนนโตขึ้น จึงได้ทราบว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ตอนอายุ 36-37 ปี ซึ่งถือว่าอายุมาก โดยก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์คุณแนน คุณแม่ได้เสียทารกในครรภ์ไปถึง 2 คน ในปัจจุบันคุณแนนมีอายุ 31 ปี เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่ได้ไปร่วมงานตั้งศาล ก็มีคนเดินเข้ามาทักคุณแม่ว่า “เคยทำแท้งมาเหรอ ?” คุณแม่จึงตอบว่า “ไม่ได้ทำ เคยหลุดไป ส่วนอีกคนหมอให้เอาออก” เขาจึงบอกกับคุณแม่ว่า “ก็ยังอยู่นะ ยังเห็นอยู่เลยเนี่ย แล้วที่ลูกสองคนมีชีวิตแบบนี้ เพราะว่ามันจากผลกรรม” โดยชีวิตของคุณแนน ก็คล้ายกับที่เขาเตือน เพราะคุณแนนกับพี่สาวเคยผิดหวังเรื่องความรักคล้ายกัน ทำอะไรก็ไม่เจริญ เหมือนชีวิตจะดีแต่ก็ดีไม่สุด มีงานทำแต่ไม่มีเก็บ อาจจะเกิดจากกรรมที่คุณแม่ไม่ได้ตั้งใจทำในอดีต แต่อีกใจของคุณแนนก็คิดว่า ‘ไม่เชื่อหรอก เกี่ยวอะไรกัน เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเรา ทำไมถึงต้องมีผลกรรมตามมา มีผลกับชีวิตของเรา’ เมื่อถึงบ้าน หลังจากที่คุณแนนนอน คุณแนนก็ฝันถึงคุณพ่อที่เสียไปเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งปกติแล้ว คุณแนนจะเป็นคนที่หลับสนิทไม่ค่อยฝัน แต่คืนนี้ดันฝันว่า คุณแนนนั่งอยู่ข้างคุณพ่อในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วก็มีเสียงพูดอยู่ตลอดว่า ก็ที่ลูกแกสองคนเป็นแบบนี้ เพราะนี่ไง ! ก่อนที่คุณพ่อจะแบมือ เห็นเป็นก้อนเด็กสองคนนอนกอดกันอยู่ ซึ่งเมื่อคุณแนนลองมองตามเสียงพูดไป ก็เห็นเป็นร่างลักษณะอาจารย์ที่ทักคุณแม่ เมื่อคุณแนนนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงบอกว่า “เขาอาจจะเตือน เพื่อที่จะให้เราไปทำพิธีกรรมกับเขา” พี่สาวของคุณแนนเป็นหมอดู และมีอาจารย์ที่นับถืออยู่ จึงนำเรื่องทั้งหมดนี้ไปปรึกษากับท่าน อาจารย์จึงบอกว่า “มันอาจจะถึงเวลาที่คุณแม่ต้องขอโทษจากใจจริง เริ่มจากการจุดธูปกำใหญ่ โดยที่ไม่ต้องนับ และไปกล่าวกลางแจ้ง พูดขอโทษจากเรื่องราวทั้งหมดด้วยใจจริง” ซึ่งเมื่อนำคำแนะนำของอาจารย์ไปบอกกับคุณแม่ คุณแม่ก็ปฏิเสธที่จะทำตาม เพราะคุณแม่เชื่อว่า ตัวของคุณแม่ได้ทำพิธีแก้กรรมไปหมดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเดือนก่อนคุณแม่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ตอนอายุ 68 ปี ทำให้ในเดือนนี้สุขภาพของคุณแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ระหว่างที่คุณแม่กำลังจ่ายตลาด คุณแม่ก็หกล้ม ทำให้เข่าทั้ง 2 ข้างเกิดแผลฟกช้ำ และในระยะเวลาใกล้กัน พี่สาวของคุณแนนก็ขาพลิก พร้อมทั้งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เอ็นข้อเท้าต้องฉีก ส่วนคุณแนนเองก็ขาถลอกจากการที่พื้นเกิดผุพัง หลังจากนั้นเครื่องทำกาแฟที่เป็นร้านธุรกิจส่วนตัวของคุณแนน ก็พังทุกตัว ทำให้ขาดรายได้แทบทุกทาง คุณแนนจึงตัดสินใจคุยกับคุณแม่ว่า “การที่เราไปจุดธูปบอกกล่าว มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเราทำเพื่อความสบายใจกันดีไหม ?” คุณแม่ก็ตกลง หลังจากนั้นเราก็ทำพิธีตามคำแนะนำ เมื่อจุดธูปกำใหญ่ ปรากฏว่า ธูปทุกดอกในมือก็ติดไฟลุกโชน จนพี่สาวของคุณแนนต้องรีบดับเพราะกลัวที่จะโดนว่า แต่เมื่อคุณแม่มาจับธูปไฟก็ดับลงทันที จนทั้งคู่ต่างตกใจ จากนั้นคุณแม่ก็เดินไปกลางแจ้ง และกล่าวว่า “แม่ขออโหสิกรรมในทุกสิ่งที่คุณแม่ทำลงไป เพราะคุณแม่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นคุณแม่ก็อยากที่จะมีลูก แต่มันก็หลุด ส่วนอีกคนคุณหมอก็ไม่ให้เก็บไว้” ซึ่งคุณแนนรับหน้าที่เป็นคนถ่ายภาพบรรยากาศ จู่ ๆ ก็เกิดอาการจุกอกจนอยากที่จะร้องไห้ออกมา ตอนแรกคุณแนนเข้าใจว่าที่เป็นแบบนี้เพราะตัวเองเป็นคน sensitive สักพักไม่นานก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว จึงเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน หลังจากที่แม่ปักธูปลงบนกระถาง คุณแนนก็อยากที่จะร้องไห้มาก ๆ จึงพยายามที่จะตั้งสติ และกำพระที่คอให้แน่นขึ้น พี่สาวก็เริ่มเห็นถึงความผิดปกติของคุณแนนจึงเข้ามาถามว่า “เป็นอะไร ?” คุณแนนจึงตอบว่า “หนูไม่รู้อะ แต่หนูอยากที่จะร้องไห้มาก ๆ” พี่สาวจึงเดินไปบอกกับคุณแม่ว่า “น้องน่าจะสื่อได้แล้ว” แล้วพี่สาวก็เดินกลับมาบอกกับคุณแนนว่า “อยากร้อง ร้องเลย” หลังจากนั้น คุณแนนก็ร้องไห้แทบขาดใจ ซึ่งคุณแนนก็รู้สึกว่ามันเป็นโทนเสียงที่คล้ายกับเด็กเล็ก และเป็นโทนเสียงที่คุณแนนไม่เคยร้องมาก่อน รวมถึงความรู้สึกเสียใจที่เอ่อล้นมากมายขนาดนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คุณแม่เดินออกมาจากบ้าน พี่สาวจึงถามคุณแนนว่า “อยากกอดคุณแม่ไหม ?” คุณแนนได้แต่พยักหน้า และกอดคุณแม่ในความรู้สึกที่ว่า “คิดถึงและโหยหาคุณแม่มาก คิดถึงเหลือเกิน เราได้กอดและเจอคุณแม่สักที” เกิดเป็นคำถามในใจคุณแนนว่า เราเจอคุณแม่ทุกวัน ทำไมถึงคิดถึงขนาดนี้ ? คุณแนนจึงเข้าใจแล้วว่า “น่าจะเป็นพี่ที่มาหาจริง ๆ” คุณแม่กอดกับคุณแนนอยู่อย่างนั้น และพูดว่า “ให้แม่กับน้องรวยนะลูก แม่ขอโทษ” แล้วคุณแนนก็พูดในใจว่า “เกิดเป็นคนมันเหนื่อยนะ และต่อจากนี้ก็ให้พวกแนนดูแลแม่เองนะ” ซึ่งตอนนั้น คุณแนนก็นั่งร้องไห้ เกือบ 40 นาที และพูดว่า “เข้าใจทุกอย่างแล้ว ถอยออกเถอะนะ เดี๋ยวทำบุญให้” หลังจากจบเหตุการณ์ในวันนั้น คุณแนนก็ได้นำรูปที่ถ่ายเอาไว้ออกมาดู แล้วพบว่า ควันของธูปที่จุด คล้ายกับลักษณะใบหน้าของเด็กตัวอ่อนที่อยู่ในท้อง ทำให้คุณแนนกลัวและฝังใจกับเรื่องราวนี้มาก ก่อนที่จะตั้งข้อสงสัยว่า “แล้วทำไมคุณแนนถึงสัมผัสได้มากที่สุดในบ้าน ?” ก่อนที่จะพบความจริงว่า แท้จริงแล้ว พี่สาวของคุณแนนเป็นลูกสาวคนโตที่คลอดออกมาคนแรก ซึ่งสองคนที่เสียไปคือท้องที่ 2 และ 3 ของคุณแม่ โดยคุณแนนเป็นลูกคนสุดท้ายคนที่ 4 ซึ่งเมื่อทบทวนเหตุการณ์ทุกอย่างอีกครั้ง ตอนที่คุณแนนยังเด็กมักจะโดนทักว่า “มีบุญมากนะที่ได้เกิดมา” อาจารย์ที่แนะนำก็บอกว่า “คุณแนนน่าจะแย่งเขามาเกิด อาจจะเป็นเวรกรรม หรือเจ้ากรรมนายเวรต่อกัน” หลังจากนั้นจากพิธี คุณแม่ของคุณแนนก็ได้ทางรักษา จนสามารถหายจากโรคร้ายได้ ซึ่งคุณแนนก็มักที่จะสวดมนต์ และระลึกถึงพี่อยู่เสมอ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

26 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’หอห้องพัก 102‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณออโต้เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟนคลับเขาของ ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เธอคนนี้ชื่อว่า ‘แอน’ ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงวิกฤตที่ตกต่ำมาก ทั้งโดนสามีเลิกเเละตกงาน แอนนั้นเป็นเด็กใต้ไม่เคยมากรุงเทพ จึงได้นั่งรถไฟมากรุงเทพโดยไม่มีจุดหมายเพื่อที่จะมาหางานทำ เมื่อถึงสถานีหัวลำโพงก็ได้เเต่นั่งเหม่อลอย ไม่รู้จะไปที่ไหนเพราะตนไม่มีเพื่อนและญาติมิตรที่อยู่ในกรุงเทพเลย นั่งได้ซักพักก็มีลุงเเท็กซี่คนหนึ่งใจดีมาก ได้เข้ามาถามเเอนว่า “มาทำอะไร?” แอนจึงตอบกลับลุงไปว่า ”จะมาหางาน หาที่พัก“ ลุงเเท็กซี่จึงพาตนไปหาหอเเล้วจะพาไปสมัครงานด้วย ระหว่างที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอบ้านพัก 2 ชั้น แอนก็เข้าไปดูเเล้วก็ได้ห้อง 102 มาเพราะมันว่างพอดี ห้องน้ำบ้านพักนี้เป็นห้องน้ำรวม สิ่งที่แปลกของบ้านนี้คือชั้น 2 เต็มหมด เเต่ชั้น 1 ไม่มีคนอยู่เลยสักคน เรียกได้ว่าว่างทั้งชั้น เมื่อเเอนได้ห้องพักเเล้ว ลุงเเท็กซี่ก็ได้นัดว่า “พรุ่งนี้เช้า จะพาไปสมัครงาน วันนี้นอนที่นี่ก่อน” เมื่อแอนเข้าไปในห้อง ก็พบว่าในห้องไม่มีอะไรเลย ที่นอนก็ไม่มี แอนจึงใช้นอนกับกระเป๋าเเล้วเอาผ้าห่มที่ติดตัวมาด้วยคลุม ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า เเอนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงมาดัง ‘เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!’ เเต่ด้วยความเพลียแอนจึงไม่ได้สนใจ ตื่นเช้ามาก็ไปสมัครงานกับลุงเเท็กซี่ เเล้วก็ได้งานเเถวนั้นมา ในคืนที่ 2 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเหมือนเดิม เเอนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ปรากฎว่าตนนอนอยู่ข้างนอก! แอนรู้สึกงงว่าตัวเองออกมาได้อย่างไร และก็มีพี่ที่อยู่ข้างบนมาสะกิดว่า “น้องมานอนอะไรหน้าห้องน้ำ” ตอนนั้นแอนก็รู้สึกแปลกใจและกำลังงง เมื่อกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ จึงไปขอความช่วยเหลือกับลุงยาม ลุงยามได้ถามว่า ”พักอยู่ห้องไหน?“ แอนจึงตอบกลับไปว่า ”อยู่ห้อง 102“ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลุงยามก็ยื่นกุญแจเเล้วบอกว่า “ไปเปิดเองเลย เเล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเอากุญเเจมาคืน” ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเกิดกรณีแบบนี้ ต้องให้ลุงยามเอากุญแจสำรองมาเปิดให้ แต่เขาให้แอนมาเปิดเอง เมื่อเปิดประตูห้องได้แล้ว แอนก็เข้าไปพักในห้องตามปกติ แล้วก็หลับไปพร้อมกับคำถามในหัวมากมาย ในคืนที่ 3 ก็ออกมานอนข้างนอกเหมือนเดิม เเต่ในคืนนี้แอนใช้วิธีเดิม คือเดินไปหาลุงยามเเล้วก็เอากุญเเจ เเล้วก็ได้ถามลุงยามว่า “ลุงยามในหอนี้มันมีอะไรรึเปล่า?” ลุงยามก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในคืนที่ 4 ในคืนนั้นเเอนอยากทราบว่าตัวเองออกไปข้างนอกได้อย่างไร จึงดื่มกาแฟเพื่อที่จะได้ไม่หลับ เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเวลาเดิม แอนสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีคนมาลากขา! เมื่อได้สติจึงจับประตูเอาไว้ เเล้วลุกขึ้นมา สิ่งที่ตนเจอคือเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ซิ่นกำลังยืนมองตนอยู่ เเล้วลากเก้าอี้ไปตรงจุดที่แอนนอน เเล้วก็ผูกคอตรงพัดลม! ตอนนั้นเเอนรู้สึกตก สักพักหนึ่งก็มีเสียง “อื้ออ เอื๊อออะ…” เหมือนเสียงคนขาดอากาศหายใจ เเล้วก็เห็นภาพร่างของผู้หญิงคนนั้นร่วงตกลงมาดัง “เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!” เละต่อหน้าต่อตา เหตุการณ์นั้นทำให้แอนหมดสติไป ด้วยความจน ทำให้เเอนจะออกก็ออกไม่ได้ ถามใครก็ไม่มีใครบอกว่าห้องนี้มีอะไร เเละมาทราบว่าสาเหตุที่ตนออกมานอนข้างนอกได้นั้นก็เป็นเพราะว่า เหมือนไปนอนทับที่เขา แอนจึงใช้วิธีขออยู่กะกลางคืนเเล้วนอนกลางวันแทน เพื่อที่จะเลี่ยงจะเจอผู้หญิงคนนั้น ผ่านไป 1 เดือนก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น เเล้วได้เล่าให้เพื่อนฟังว่าพักอยู่ห้องนี้ เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “มึงอยู่ได้ยังไง อยู่ได้เป็นเดือนอ่ะ” เเละได้ทราบความจริงว่า ห้องนี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอการทะเลาะกับแฟน โดนแฟนทิ้งเเล้วเสียใจมากจึงตัดสินใจผูกคอตายโดยที่ท้องอยู่ เมื่อแอนรู้เช่นนั้นก็ตัดสินใจว่าสิ้นเดือนนี้จะออก เมื่อทำความสะอาดเตรียมออก แอนก็พบกับสิ่งที่ตนไม่เคยสังเกตนั่นก็คือซิ่นที่วางไว้ตรงหลังตู้ ซึ่งแอนก็จำได้ว่าซิ่นผืนนั้นคือซิ่นที่ผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ผูกคอ จนสุดท้ายแอนก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง แอนได้ทราบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้อง 102 เเละต่อมาก็ได้ทราบว่าในห้องนี้มีผู้ชายผูกคอตาย ซึ่งมันก็คือคนที่ย้ายเข้ามาใหม่ แอนจึงไปสอบถามคนในระเเวกนั้นว่าทำไมเขาถึงผูกคอตาย เเล้วได้คำตอบว่าผู้ชายที่ผูกคอตายนั้น เป็นสามีของผู้หญิงคนนั้นที่ผูกคอตาย จึงทำให้ในทุกคืนหอพักนี้มีเสียงทะเลาะกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงประมาณว่า “มึงทำให้กูตาย!“ เหตุการณ์นี้ ทำให้หอพักแห่งนี้ไม่มีคนกล้าเข้ามาพัก ทางหอพักจึงทำการรีโนเวทใหม่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-