ป่วยหนักทั้งครอบครัว รักษายังไงก็ไม่หาย ไปรักษาด้วยพิธีกรรมกับแม่หมอ จนหายสนิท แต่หลังจากนั้นก็เจอเรื่องน่าขนลุก!

อังคารคลุมโปง RECAP

ป่วยหนักทั้งครอบครัว รักษายังไงก็ไม่หาย ไปรักษาด้วยพิธีกรรมกับแม่หมอ จนหายสนิท แต่หลังจากนั้นก็เจอเรื่องน่าขนลุก!

16 ม.ค. 2024

       เรื่องนี้ ‘หมอบี ฑูตสื่อวิญญาณ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคุมโปง X’ (9 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘อูน ชนิสรา’ , ‘ดีเจแนน’ และ’ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องราวของหญิงชาวต่างชาติ ตัวเธอ ลูกสาวและพี่สาว ทั้ง 3 คนป่วยหนักเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และได้ไปรักษาด้วยพิธีกรรมกับแม่หมอคนหนึ่ง ในที่สุดหายเป็นปกติ แต่หลังจากนั้นก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย

       นี่เป็นเรื่องของหญิงต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านเรา สมมุติว่าชื่อ ‘คุณเอ’ คุณเอมาหาหมอบี 3 รอบ สองรอบแรกนั้นคุยเรื่องทั่วไป ไม่มีเรื่องผิดปกติ แต่รอบที่ 3 คุณเอมาพร้อมกับลูกสาวและพี่สาว เธอเล่าให้หมอบีฟังว่า เธอป่วยเป็นมะเร็ง ลูกสาวก็ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ส่วนพี่สาวก็ป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ซึ่งหมอบีเล่าว่าจำไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าป่วยเป็นอะไรสักอย่างที่แย่มาก ๆ คุณเอยังเล่าอีกว่า ที่ประเทศของเธอ จะมีแม่หมอคนหนึ่ง เก่งมาก หาตัวจับยากมาก คุณเอกับลูกสาวและพี่สาว ก็ไปรักษากับแม่หมอคนนั้น จากนั้นไม่นาน พวกเธอก็หายเป็นปกติ หมอบีฟังก็คิดว่าโอเค

       แต่ครั้งนี้ที่คุณเอมาหาหมอบีก็เพราะว่า คุณเอกังวลใจเกี่ยวกับสิ่งที่พบหลังจากไปหาแม่หมอคนนี้นั่นก็คือจะมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้นกับคนที่ไปรักษา หลังจากรักษาจนหายพอกลับมาก็จะมีอาการทางจิต ทั้งเครียด กังวล หลอน ไม่เป็นตัวของตัวเอง สุดท้ายก็ทนตัวเองไม่ไหว จากนั้นก็ตัดสินใจผูกคอตายทุกคน! คุณเอยังจับสังเกตได้อีกว่า ทุกคนที่ผูกคอตายก็ตายเป็นลำดับ ใครเข้าไปหาก่อนก็จะตายก่อน ไล่ตามลำดับมา และรอบที่กำลังจะมาถึง เป็นรอบของพี่สาว ต่อมาเป็นลูกสาว แล้วก็ถึงตาคุณเอ คุณเอรู้สึกเครียด คิดว่าก็ต้องมาถึงคิวคุณเออย่างแน่นอน จึงอยากกลับไปหาแม่หมอคนนั้นอีกครั้ง ด้วยความที่แม่หมอหาตัวยากมาก ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน คุณเอก็สืบค้นจนรู้ว่า แม่หมอคนนี้มาที่ประเทศไทย คุณเอกับลูกสาวและพี่สาว จึงเดินทางมาตามหาแต่ก็ไม่เจอ คุณเอก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อ มีคนบอกให้คุณเอไปหาพระ ท่านอายุเยอะ แต่ท่านเก่งมาก อยู่ที่จังหวัดลำปาง พวกเธอก็ไปหา แต่พระท่านก็ได้แค่บอกให้พวกเธอไปหาหมอบี ท่านบอกว่าหมอบีช่วยได้

       ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาพวกเธอจึงมาหาและเล่าให้หมอบีฟัง พอเล่าเสร็จก็เปิดรูปให้หมอบีดู รูปเยอะมาก ซึ่งรูปนั้นเป็นรูปของผู้เสียชีวิตตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่รูปที่ผูกคอตาย เป็นรูปที่ถ่ายติดคน บางรูปเป็นจาง ๆ บางรูปเป็นเหมือนนั่งกินข้าวด้วยกันเป็นกลุ่มแต่จะมีที่ว่างหนึ่งที่ราวกับมีคนนั่งอยู่ด้วย เป็นแบบนี้ทุกรูป รูปถัดมาเป็นรูปคุณเอกับคุณป้า แต่รูปนี้มีสิ่งผิดปกติ เช่น ถ่ายรูป 2 คน ก็เว้นที่ว่างไว้เหมือนถ่าย 3 คน และรูปที่ถ่ายคนเดียว แต่เว้นที่ว่างเหมือนถ่าย 2 คน เจอแบบนี้ทั้งหมด ทั้งลูกสาวและพี่สาวก็เจอแบบนี้เหมือนกัน แต่ของพี่สาวถึงขั้นไปร้านถ่ายรูป พี่สาวก็เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปนั่งถ่ายที่เป็นสตูดิโอ คนที่ถ่ายรูปก็มาจัดเก้าอี้ให้พี่สาวนั่ง ลูกสาวของพี่สาว 1 คน และก็เอาเก้าอี้อีกตัวมาวางข้าง ๆ พี่สาว พี่สาวจึงถามว่า “เอามาตั้งทำไม?” คนที่ถ่ายรูปก็ตอบว่า “ก็มาอีกคน เป็น 3 คน” พอพี่สาวได้ยินแบบนั้น ก็ตัดสินใจยกเลิกการถ่ายรูปไป

       เรื่องนี้หมอบีสัมผัสไม่ได้ สุดท้ายหมอบีก็พูดให้คุณเอเข้าใจว่า ‘ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ’ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน ที่รักษาหายนั้น แท้จริงแล้วคือ ‘คนที่ถึงเวลาตาย แต่โกงความตายมา’ สุดท้ายก็ต้องกลับไปที่เดิมอยู่ดี ได้แค่ยื้อเวลา พอฟังที่หมอบีพูด คุณเอก็เข้าใจว่า “หนึ่งคือทุกคนป่วยหนักมาก สองพิธีกรรมของแม่หมอคือการเอาชีวิตของอีกคนที่มีชีวิตอยู่ มาแทนชีวิตให้อีกคนที่กำลังจะตาย มันถูกต้องแล้วหรอ คนเราไม่สามารถเปลี่ยนระบบกรรมได้ จุดเริ่มต้นของความตายคือการเกิดไม่ใช่หรอ แล้วเราควรเสียใจกับความตายหรือเสียใจเรื่องการเกิดมากกว่ากัน”

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ออโต้ เดอะโกส 'ไอติมกระทิ' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

03 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก ออโต้ เดอะโกส 'ไอติมกระทิ' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 พ.ย. 2567) ที่ผ่านมา มีเรื่องเล่าจาก ‘ออโต้ เดอะโกส’ ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ หลอนจนไม่อยากกินไอติมกะทิอีกเลย จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลย! ‘ออโต้ เดอะโกส’ ได้บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ส้ม’ (นามสมมุติ) ย้อนไปประมาณ 15 ปีก่อน ในตอนนั้นส้มยังเป็นนักเรียนม.3 อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงราย ในหมู่บ้านนั้นก็มีเหล่าญาติมิตรสหายอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน ตัวส้มนั้นเป็นลูกสาวคนเล็ก มีพี่ชาย 1 คน (นามสมมติ ‘กล้วย’) ซึ่งมักจะไม่มีเพื่อนเล่น เขาจึงไปเล่นกับพี่สาวที่เป็นลูกของคุณลุง (เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน) พี่สาวคนนี้ นามสมมติว่า ‘ลำใย’ เป็นคนที่สวยมาก กำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 ซึ่งส้มก็ไปเล่นกับพี่ลำใยตลอด ความสวยของพี่ลำไยทำให้มีหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาจีบ ทุกครั้งที่มีคนมาจีบก็จะได้ของติดไม้ติดมือมาด้วยเสมอ ส้มเองก็มักจะได้กินขนมเหล่านั้นด้วย แต่พ่อของพี่ลำไยเป็นคนหวงลูกสาว หากพี่ลำไยจะออกไปที่ไหน ถ้าบอกว่าจะพาส้มไปด้วย คุณพ่อก็จะอนุญาตให้ออกไปอย่างว่าง่าย จนวันหนึ่ง มีเพื่อนของพี่กล้วยที่ชื่อว่า ‘ตั้ม’ (นามสมมติ) มาจีบพี่ลำไย พี่ตั้มคนนี้ชื่นชอบการแต่งรถมาก เวลามาหาก็จะมาพร้อมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจเสียงท่อดังเสียดหู ชนิดที่ว่าแค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าพี่ตั้มกำลังมาหา เป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนเต็ม ทุกครั้งที่มาจีบก็จะมีของติดไม้ติดมือขึ้นชื่อในหมู่บ้าน อย่าง ‘ไอติมกะทิ’ มาฝากส้ม เพื่อให้ส้มพาพี่ตั้มไปคุยกับพี่ลำไย และมักจะมาเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็นเป็นประจำทุกวัน ทางด้านพี่ลำไยเอง เมื่อใกล้ถึงเวลา เธอก็จะมานั่งคอยอยู่เสมอ ผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง พี่ตั้มจับได้ว่าพี่ลำไยไม่ได้คุยกับตนแค่คนเดียว เหตุเพราะพี่ลำไยก็ไม่ได้อยากจะคบกับใครเป็นจริงเป็นจังด้วย พี่ตั้มและพี่ลำไยทะเลาะกันรุนแรงใหญ่โต แต่ตอนนั้นส้มยังเด็กจึงไม่ได้ใส่ใจจะเข้าไปห้ามปราม จึงนั่งกินไอติมกะทิแล้วมองดูทั้งคู่ทะเลาะกัน หลังจากทั้งคู่มีปากเสียงกัน พี่ลำไยก็ยังออกมานั่งคอยอยู่ที่เดิมในเวลาเดิม แต่พี่ตั้มก็หายหน้าหายตาไป จนผ่านไปประมาณ 5 วัน ก็ยังได้ยินเสียงรถของพี่ตั้ม กระทั่งวันที่ 6 ตอนนั้นส้มนั่งอยู่คนเดียว ก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์เสียงดังเสียดหูที่คุ้นเคย ส้มจึงวิ่งออกมาเพราะคิดว่าจะได้กินไอติมกะทิอีก แต่ในตอนนั้น เป็นเวลาทุ่มกว่า ส้มมองออกไปก็ไม่เห็นพี่ตั้ม จึงคิดว่าอาจจะเป็นรถของคนอื่น เมื่อกำลังจะหันกลับเข้าบ้าน ส้มก็ได้ยินเสียงพี่ตั้มพูดว่า “ส้ม ส้ม พาไปหาพี่ของแกหน่อย” ส้มได้ยินดังนั้นก็รีบกุลีกุจอออกไปโดยที่ไม่ได้มองหน้าพี่ตั้มหรือรายละเอียดอย่างอื่นเลยนอกจากไอติมกะทิ และถามไถ่ตามประสาเด็กไปว่า “เฮ้ย พี่ตั้ม ไปอยู่ไหนมา” จากนั้นพี่ตั้มก็ยื่นไอติมกะทิให้ แล้วส้มก็ทำหน้าที่อย่างที่เคยทำมาตลอด นั่นก็คือหันไปตะโกนเรียกพี่ลำไย แต่เรียกเท่าไหร่ พี่ลำไยก็ไม่ตอบกลับ ซ้ำยังไม่ปรากฏตัวอีกด้วย และสิ่งที่น่าประหลาดใจคือพี่ตั้มเงียบผิดวิสัย ปกตินั้นพี่ตั้มเป็นคนร่าเริง คุยสนุกมาก แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป ในใจส้มก็คิดเพียงว่าอาจจะยังโมโหค้างคาหลังจากที่ทะเลาะกันครั้งล่าสุดอยู่ สีหน้าจึงไม่ร่าเริงเหมือนอย่างเคยก็เป็นได้ เมื่อได้ไอติมกะทิมาแล้วส้มก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป รีบเปิดกล่องกินไอติมด้วยความอร่อยรอพี่ลำไยเดินออกมา แต่แล้วในขณะนั้น ก็มีคนในหมู่บ้านขับรถผ่านมาละตะโกนถามว่า “ไอส้ม มาทำอะไรอยู่นี่ มาอยู่คนเดียวตอนกลางคืนเดี๋ยวก็โดนผีหลอกหรอก” ส้มได้ยินเข้าก็สงสัยและคิดในใจว่า ‘จะให้กลัวอะไร ในเมื่อมีพี่ตั้มอยู่ด้วย ผีจะหลอกได้ไงนั่งกันอยู่ตั้ง 2 คน’ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ส้มนั่งกินไอติมกะทิไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเวลา 2 ทุ่ม พี่ลำไยก็ยังไม่ออกมา จึงบอกพี่ตั้มไปว่า “พี่ตั้ม กลับเหอะ ช่วงนี้กลับไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่แล้วกัน” เมื่อพูดจบ ส้มก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้านตัวเองและจะเอาไอติมไปแช่ด้วยเพราะตนยังกินไม่หมด แต่พอกำลังจะหันมาถามพี่ตั้มว่าหายไปไหนมา พี่ตั้มก็หายไปเสียแล้ว.. วันถัดมา เมื่อถึงเวลา 4-5 โมงเย็น ส้มก็มานั่งรอที่เดิม แต่ครั้งนี้พี่กล้วยเดินเข้ามาถามว่า พี่กล้วย : ช่วงนี้เห็นตั้มบ้างมั้ย มันไม่ค่อยคุยกับเพื่อนเลย มันติดสาว ส้ม : เมื่อวานยังเจอนะ พี่เขามา ไอติมกะทิยังอยู่ในตู้เย็นอยู่เลย พี่กล้วย : เดี๋ยวไปตามไอตั้มก่อน เดี๋ยวนี้หายหน้าหายตาไม่เจอเพื่อนฝูงเลย พูดจบพี่กล้วยก็ขับรถออกไป ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงบ้านพี่ตั้มแล้ว เพราะห่างกันแค่ 3 ซอย หลังจากนั้นสักพัก พี่กล้วยก็ขับรถกลับมา พร้อมกับตะโกนบอกส้มว่า “ไอส้ม มึงไปบอกพี่ลำไยด้วยว่าไอตั้มมันผูกคอตาย!” ส้มที่กำลังกินไอติมกะทิอยู่ก็สำลักตบอกตัวเองแล้วพูดว่า “เฮ้ย จริงเหรอพี่ เมื่อวานนี้ตอนทุ่มกว่า ๆ พี่เขายังมาอยู่เลย” พี่กล้วยก็รีบบอกให้ไปตามพี่ลำไยมา ส้มจึงวิ่งไปตามแล้วก็พากันขับรถมอเตอร์ไซค์ไปบ้านพี่ตั้ม เมื่อไปถึงก็เห็นคนมุงเต็มไปหมด รวมทั้งเจ้าหน้าที่มูลนิธิและตำรวจ ส้มเห็นดังนั้นก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น รีบดึงแขนพี่กล้วยและพี่ลำไยเข้าไปดูใกล้ ๆ ทันที หารู้ไม่ว่าภาพที่กำลังจะเห็นนั้น จะสยดสยองและจะติดตาส้มไปอีกนานเท่านั้น ภาพนั้นคือพี่ต้มผูกคอตาย ลิ้นจุกปาก ตาถลน ร่างกายอืดบวม มีทั้งเลือดและน้ำหนองไหลออกจากปาก สิ่งที่ส้มช็อกมากที่สุดจนกลายเป็นเมื่อนึกถึงทีไรก็จะเกิดอาการแพนิค นั่นก็คือ ปลายเท้าของพี่ตั้มมีไอติมกะทิวางไว้ 2 กล่อง เนื้อไอติมละลายผสมกับเลือดและน้ำหนองจนน่าสะอิดสะเอียน ซ้ำยังส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว เมื่อสอบถามมูลนิธิก็เล่าว่า ศพนี้เสียชีวิตมาได้ประมาณ 7 วันแล้ว ส้มได้ยินดังนั้นก็ไม่เชื่อ เพราะเมื่อคืนตนยังได้เจอพี่ตั้มอยู่เลย แต่ผลชันสูตรก็ออกมาว่าพี่ตั้มเสียชีวิตได้ 7 วันแล้วจริง ๆ จากนั้นก็จัดพิธีศพจนเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้น ทุกเวลา 4-5 โมงเย็น ส้มก็แทบจะไม่ออกมานอกบ้านอีกเลย แต่ในช่วงวันพระ-วันโกน ส้มก็มักจะได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซต์คุ้นหูที่มาพร้อมกับเสียงตามลมตะโกนว่า “ส้ม! พาไปหาพี่ลำไยหน่อย!!” เป็นเวลากว่า 3 เดือนเต็ม(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

26 ม.ค. 2024

ห้องรวมความหลอน!! เรื่องราวของคนไข้ห้องรวม ที่ห้ามเรียกพยาบาลกลางดึก เพราะไม่รู้ว่า ที่เดินมาจะเป็นคนหรือผี!!

ต้องแอดมิทนอนห้องรวมที่โรงพยาบาล แต่บรรยากาศของคนไข้ที่นี่แปลกชอบกล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับ ‘คุณไก่’ โดย ‘ครูตรี’ ได้นำเรื่องนี้มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย คุณไก่เล่าว่า ย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณไก่ไม่สบาย อาหารเป็นพิษ มีอาการอาเจียน ท้องเสีย มีไข้สูง แฟนคุณไก่จึงตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้านหมอสั่งให้คุณไก่แอดมิทเพราะมีไข้ขึ้นสูง คุณไก่จึงขอห้องพิเศษเพื่อที่จะให้แฟนอยู่ด้วยได้ แต่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าห้องพิเศษเต็มหมดทุกห้อง เหลือแค่ห้องรวมที่มีเตียงว่าอยู่เพียงแค่ 2 เตียง คุณไก่จึงตัดสินใจพักอยู่ที่ห้องรวม บุรุษพยาบาลเข็นรถที่คุณไก่นั่ง เข้าไปยังห้องพักรวม คุณไก่บอกว่า “ตอนไปถึงหนูแทบอยากจะกลับ ต่อให้ต้องคลานกลับก็อยากกลับ” ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ แสงไฟก็ไม่ได้มากมายนัก ภายในห้องพักรวม จะมีทั้งหมด 8 เตียง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 4 เตียง และกั้นระหว่างเตียงด้วยผ้าม่าน จากที่คุณไก่สังเกตุ มีเตียงว่างอยู่ 2 เตียง คือเตียงที่ 2 จากฝั่งขวา และเตียงในสุดฝั่งซ้าย คุณไก่ได้ไปนอนที่เตียงฝั่งขวา หลังจากคุณไก่ได้เตียงนอน แฟนของคุณไก่ก็บอกว่า “เฝ้าไม่ได้นะ เพราะมันเป็นห้องรวม และที่สำคัญตอนนี้มันดึกแล้ว เราต้องกลับแล้ว” หลังจากแฟนคุณไก่กลับไป คุณไก่ก็นอนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็มีพยาบาลเดินเข้ามาเช็คคนไข้แต่ละเตียงจนเสร็จแล้วก็เดินออกไป คุณไก่ก็นอนเล่นต่อจนได้ยินเสียงเตียงข้าง ๆ ไอหนักมาก คุณไก่จึงลุกขึ้นมาแล้วพูดว่า “ขอโทษนะคะ ให้หนูเรียกพยาบาลให้ไหม” หลังจากพูดจบ เสียงไอขอเตียงฝั่งขวาก็ค่อย ๆ เบาลงเหลือเพียงเสียงไอในลำคอ คุณไก่ก็เอนตัวลงนอนต่อ แต่ด้วยอาการอาหารเป็นพิษกำเริบ จึงทำให้ปวดหนักต้องไปห้องน้ำและต้องเข็นน้ำเกลือไปด้วย ทำให้ไปห้องน้ำไม่ทัน คุณไก่ก็ใช้เวลาพอสมควรในการจัดการความเรียบร้อยของตัวเองจนเสร็จจึงกลับมาที่เตียง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเตียงสุดท้ายที่ว่างอยู่มีผ้าม่านปิดแสดงว่ามีคนมาอยู่แล้ว หลังจากคุณไก่มาถึงเตียงก็นอนเช่นโทรศัพท์จนเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไอจากเตียงเดิมข้าง ๆคุณไก่จึงลุกขึ้นเปิดผ้าม่านเตรียมจะเรียกพยาบาล แต่สายตาไปเห็นคุณยายนั่งอยู่บนเตียง นั่งจ้องเตียงข้างคุณไก่ หันมาหาคุณไก่แล้วบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่สังเกตุเห็นว่ามีการเลื่อนผ้าม่านออก คุณยายคนนั้นก็บอกอีกเหมือนเดิมว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” คุณไก่จึงปิดผ้าม่านของเตียงตัวเองและนอนลง สักพักหนึ่งมีเสียงเคาะผ้าม่านจากทางฝั่งซ้ายและมีมือเลื่อนผ้าม่านออก เจอคุณป้าคนหนึ่งบอกว่า “หนู นอนไปเหอะ อย่าอะไรเลย พักผ่อน ๆ เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” คุณไก่ตัดสินใจนอน เอาผ้ามาคลุมและหลับไป มารู้ตัวอีกทีนึงคือแฟนมาปลุก ระหว่างที่คุณไก่เล่าเรื่องทุกอย่างให้แฟนฟัง คุณหมอก็เดินมาตรวจคนไข้แต่ละเตียง จนมาถึงเตียงคุณไก่ คุณหมอบอกว่า “หลังจากให้น้ำเกลือไปคืนนึงแล้ว อาการดีขึ้น วันนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว” คุณไก่จึงรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แฟนก็เก็บของที่เตียงให้ หลังจากกลับมาจากห้องน้ำ เห็นคุณหมอกำลังตรวจคนไข้เตียงข้าง ๆ ก็เบาใจว่าเป็นคนที่อยู่เตียงนั้นไม่ใช่ผี ก่อนกลับ คุณไก่ก็หันไปเห็นคุณยายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและเดินไปไหว้ เพื่อที่เวลาหันกลับมาจะได้เห็นคนไข้เตียงข้าง ๆ เรียกได้ว่าเป็นการเนียนแอบดู คุณไก่ก็เดินไปลาคุณยายและหันหลังกลับมา เห็นคุณตาที่มีอายุมากนอนอยู่เตียงข้าง ๆ (เตียงที่ต้องการจะแอบเนียนดู) ก็เดินมาหาแฟนกำลังจะกลับ ก็เห็นคุณป้าเตียงข้าง ๆ ที่เตือนเมื่อคืนนี้ แล้วจึงเดินไปบอกว่า ”สวัสดีค่ะคุณป้า หนูกลับแล้วนะคะ“ ป้าก็บอกว่า “ก็บอกแล้วนอนไปเดี๋ยว เช้าแล้วก็ได้กลับ” คุณไก่ก็เกิดคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมถึงย้ำให้นอน คุณไก่เลยถามป้าไปว่า “ป้า หนูถามหน่อยสิ ทำไมถึงเชียร์ให้หนูนอนจังเลยอะ มีอะไรหรอป้า ป้าบอกหนูหน่อยสิ” คุณไก่ตื้อจนป้ายอมบอก ป้าเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่เป็นโรงพยาบาลเล็ก ๆ และมีพยาบาลคนหนึ่ง ที่ต้องมาเข้ากระดึก กำลังจะมาที่โรงพยาบาล แต่โดนรถเบียด จนมอเตอร์ไซค์ล้มแล้วหน้าฝั่งซ้ายไถลไปกับพื้น แต่ปรากฏว่า มีหลาย ๆ คน เห็นพยาบาลคนนี้ มาเดินตรวจคนไข้ตามปกติทั้งที่หน้ายังเละ โดยเฉพาะก่อนที่จะปิดห้องจะมีพยาบาลเดินเข้ามาเช็ด บางวันก็ไม่ใช่พยาบาลจริง แต่เป็นพยาบาลคนที่หน้าเละเดินเข้ามาตรวจห้อง คนที่รู้เรื่องราวนี้ก็จะปิดผ้าม่านตรงปลายเท้าตลอด” ครูตรียังเล่าเสริมอีกว่า “เคยมีคนไข้เรียกพยาบาลเพราะหายใจไม่ออกและนอนรอพยาบาลเดินมา ปรากฏว่าเป็นพยาบาลที่หน้าฝั่งซ้ายเละเดินมา บ้างคนก็เจอเข็นรถอยู่ในโรงพยาบาล” นั่นหมายความว่าคนไข้ทั้งหมดในห้องเตียงรวมที่คุณไก่เจอนั้น เป็นคนไข้ปกติ แต่พยาบาลที่เดินเข้ามา อาจจะเป็นพยาบาลที่เป็นคนจริง ๆ หรือไม่ก็อาจจะเป็นผีก็ได้ เพราะในคืนนั้น หลังจากที่คุณไก่ได้ยินเสียงไอ ก็อาสาเรียกพยาบาลให้ แต่คุณยายกลับบอกว่า “จุ๊ จุ๊ จุ๊ ผี ๆ” ก็เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นวิญญาณของพยาบาลหน้าเละที่เสียชีวิตไปแล้วมาเดินตรวจอาการก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มไรเดอร์วิ่งงานกะดึก ได้ออเดอร์ส่งอาหารแต่ลูกค้าขอให้ซื้อธูปไปด้วย พอถึงหมุดหมายก็พบว่าเป็นบ้านร้าง แถมลูกค้ายังบอกอีกว่า “ถ้าส่งเสร็จแล้วให้ขับรถออกไป อย่าหันมามองเด็ดขาด” แต่ด้วยความห้าว! จึงหันกลับไปมอง ...เท่านั้นแหล่ะ บิดรถสุดกำลัง!

07 เม.ย. 2023

หนุ่มไรเดอร์วิ่งงานกะดึก ได้ออเดอร์ส่งอาหารแต่ลูกค้าขอให้ซื้อธูปไปด้วย พอถึงหมุดหมายก็พบว่าเป็นบ้านร้าง แถมลูกค้ายังบอกอีกว่า “ถ้าส่งเสร็จแล้วให้ขับรถออกไป อย่าหันมามองเด็ดขาด” แต่ด้วยความห้าว! จึงหันกลับไปมอง ...เท่านั้นแหล่ะ บิดรถสุดกำลัง!

เรื่องราวในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมานั้น (21 มีนาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอาร์ท’ ไรเดอร์หนุ่มที่ได้เจอประสบการณ์ขวัญผวาขณะขับรถไปส่งอาหารกะกลางคืน ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ต้องเสียวสันหลังวาบ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญอ่านกันได้เลย! คุณอาร์ทเล่าว่า ตนเองนั้นทำอาชีพไรเดอร์เป็นหลักได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ส่วนใหญ่จะรับงานช่วงกลางคืน เพราะอากาศไม่ร้อนและรถไม่ติด คืนที่เกิดเรื่อง คุณอาร์ทจำได้ขึ้นใจว่าเป็นคืนสิ้นปี วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง ถึงแม้จะเป็นคืนเคาท์ดาวน์ แต่คุณอาร์ทก็ยังรับงานเป็นปกติ เมื่อได้รับออเดอร์จากร้านอาหารก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับอย่างที่เคยทำ เมื่อถึงที่ร้านก็ได้บังเอิญเจอพี่ไรเดอร์ที่รู้จักกัน ระหว่างที่รออาหารก็ทักทายพูดคุยกันทั่ว ๆ ไปว่า “ได้ออเดอร์หรอ? แล้วต้องเอาไปส่งแถวไหน?” คุณอาร์ทไม่รู้จักสถานที่เพราะไม่เคยไปส่งเลยไม่รู้จะบอกยังไง จึงยื่นโทรศัพท์ที่ปักหมุดสถานที่นั้นให้พี่ไรเดอร์ดู ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ถอดสี! คุณอาร์ทเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพี่ไรเดอร์ก็ถามกลับไปว่า “พี่ป่วยรึเปล่า? เป็นอะไรมั้ยพี่?” แต่พี่ไรเดอร์ก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร และถามกลับมาว่า “ไปคนเดียวหรอ?” คุณอาร์ทได้ยินก็ตอบติดเล่นไปว่า “ไปคนเดียวดิพี่ ผมไม่ได้พาแฟนด้วยด้วยหนิ” แล้วเขาก็รีบยิงคำถามกลับมาว่า “แล้วเคยไปที่นี่มั้ย?” คุณอาร์ทที่แม้จะงงกับคำถาม แต่ก็ตอบกลับไปว่า “ไม่เคยไป ไม่รู้ชื่อหมู่บ้านด้วย” พอตอบไปแบบนั้นพี่ไรเดอร์ก็บอกว่า “ไม่ต้องกลัวผีหรอก กลัวคนดีกว่า” คำพูดนั้นตงิดใจคุณอาร์ทขึ้นมา จึงนึกถึงตอนที่พี่ไรเดอร์คนนี้หน้าถอดสีเมื่อเห็นโลเคชั่นบนโทรศัพท์ คุณอาร์ทเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรต่อ เพราะหากได้ยินเรื่องเล่านั้นขึ้นมา คุณอาร์ทจะกลัวกว่าเดิม... พอคุณอาร์ทรับอาหารเสร็จ พี่ไรเดอร์ก็เอ่ยถามอีกครั้งว่า “มีไฟแช็คมั้ย?” คุณอาร์ทก็สงสัยถามกลับไปว่า “ถามทำไมอ่ะพี่ พี่จะดูดบุหรี่หรอ?” เขาก็ตอบว่า “ถ้าไม่มีเดี๋ยวพี่ให้ยืม” ทันใดนั้นก็มีข้อความของลูกค้าเด้งขึ้นมาว่า “น้องไรเดอร์คะ แวะร้านขายของชำซื้อธูปให้พี่มัดนึงได้มั้ย?” พี่ไรเดอร์ที่เห็นข้อความนั้นก็พูดขึ้นมาว่า “นี่ไง พี่ถึงได้ถามว่ามีไฟแช็คหรือเปล่า จะได้ให้ยืมไป” คุณอาร์ทได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกงงเข้าไปใหญ่ และไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไร แต่ก็ตอบตกลงไปเพราะลูกค้าบอกว่าจะให้ทิปพิเศษ เมื่อซื้อของตามที่ลูกค้าบอกแล้ว คุณอาร์ทก็ขับรถมุ่งหน้าสู่โลเคชั่นตามที่หมุดหมายเอาไว้.. ห่างจากร้านอาหารประมาณ 5 กิโลเมตร คุณอาร์ทก็มาถึงหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ก็รู้สึกแปลกใจเพราะวันนี้เป็นคืนสิ้นปี คนส่วนใหญ่ก็จะเลี้ยงสังสรรค์ฉลองเคาท์ดาวน์กัน แต่ที่นี่กลับไร้วี่แวว มีเพียงบ้านบริเวณด้านหน้าไม่กี่หลังที่เปิดไฟอยู่ ส่วนบ้านที่คุณอาร์ทต้องไปส่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เป็นบ้านในซอย 7 หลังที่ 4 ซึ่งบ้านในซอยนี้ล้วนแล้วแต่มีป้ายประกาศยึดทรัพย์จากธนาคารแทบทุกหลัง คุณอาร์ทจึงโทรกลับไปถามลูกค้า เพราะอาจจะปักหมุดผิด แต่ลูกค้าก็บอกว่า “ที่นี่แหล่ะ ถึงแล้ว” และลูกค้ายังบอกอีกว่า “น้องไรเดอร์คะ รบกวนเปิดกล่องข้าวและจุดธูปปักให้หน่อยได้มั้ย” คุณอาร์ทจึงบอกไปว่า “โห่พี่ นี่มันจะนอกเหนือหน้าที่ของผมแล้วนะครับ” แต่ลูกค้าก็ยังยืนกรานว่าจะให้ทำแถมยังเพิ่มทิปพิเศษให้อีก คุณอาร์ทยอมจำนนจึงยอมทำตาม และในใจลึก ๆ ก็เริ่มรู้สึกกลัว จึงรีบทำแบบส่ง ๆ ไป พอใกล้จะเสร็จลูกค้าก็ยังบอกอีกว่า “น้อง ถ้าน้องทำเสร็จแล้ว ให้เดินไปที่รถและรีบขับออกไปเลย ไม่ว่ายังไงอย่าหันกลับไปมองนะ” ได้ยินดังนั้นคุณอาร์ทก็ทำตาม แต่ด้วยความที่ห้ามความห้าวของตัวเองไว้ไม่ไหว จึงแอบชำเลืองหันไปมอง ภาพที่เห็นทำให้คุณอาร์ทต้องขนลุกไปทั้งตัว! เพราะมันคือเงาดำ ๆ รุมกินข้าวกล่องที่เปิดอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ หนึ่งในเงาดำนั้นรู้ว่าคุณอาร์ทมอง จึงทำท่าจะพุ่งเข้ามาหา! คุณอาร์ทตกใจมากจึงรีบตั้งสติแล้วรีบขับรถออกมาให้พ้นหมู่บ้านนั้นทันที! คุณอาร์ทขับรถกลับมาที่ร้านอาหารอีกครั้ง และพบว่าพี่ไรเดอร์คนเดิมยังนั่งอยู่ เมื่อเห็นคุณอาร์ก็ส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยมาให้และถามว่า “เป็นไง เรียบร้อยมั้ย” คุณอาร์ทที่ทั้งกลัวและหัวเสียจึงตอบไปว่า “โหย เรียบร้อยอะไรพี่ ผมโดนผีหลอกมาเนี่ย” พี่ไรเดอร์จึงเลยบอกว่า “ตอนไปครั้งแรกพี่ก็โดนแบบเอ็งนี่แหละ เค้าโดนกันมาหมดแล้ว และที่พี่ไม่บอก เพราะอยากให้เอ็งได้รู้ไง” คุณอาร์ทจึงถามพี่ไรเดอร์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ พี่ไรเดอร์บอกว่า “บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรทั้งนั้น เป็นบ้านคนทั่ว ๆ ไป แต่พอไม่มีคนอยู่ ผีก็มาอาศัยอยู่แทน ทำให้มีคนมาขอสิ่งต่าง ๆ กับผีเหล่านี้ และพอได้ตามใจหวัง เลยเลี้ยงอาหารผีเป็นการตอบแทน” เช้าวันถัดมา คุณอาร์ทยังค้างคาใจกับเรื่องนี้ไม่หาย จึงกลับไปดูบ้านหลังนั้นอีกครั้ง พอไปถึงก็เห็นว่ากล่องข้าวที่วางทิ้งไว้ประมาณ 30-40 กล่อง มีเศษธูปเกลื่อนเต็มหน้าบ้าน มีผ้าสามสีผูกไว้กับต้นไม้ใกล้ ๆ กันเต็มไปหมด! พอคุณอาร์ทนึกย้อนกลับไปก็พบว่าเมื่อคืนนี้คุณอาร์ทไม่เห็นวี่วแววของสิ่งเหล่านี้เลยทั้ง ๆ ที่ไฟก็ส่องถึง จึงกลับไปเล่าเรื่องนี้ให้พี่ไรเดอร์คนเดิมฟังอีกครั้ง ซึ่งพี่เขาก็ได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองว่าเจอมาหนักกว่าคุณอาร์มาก นั่นก็คือเจอผีตามถึงบ้าน เพราะพี่เขาเป็นคนไม่เชื่อ แถมในวันนั้นก็ยังลบหลู่โดยการจุดธูปเสร็จก็เอาเท้าเขี่ยกล่องข้าวและบอกว่า “อ่ะกิน ๆ แ*ก ๆ ไอ้พวกผีไม่มีญาติ” ถึงขั้นต้องไปหาหลวงพ่อที่วัดให้ช่วยเพราะผีตามหลอกหลอนไม่หยุด และจนถึงปัจจุบันออเดอร์เลี้ยงอาหารผีที่บ้านหลังนี้ก็มีมาเรื่อย ๆ ซึ่งคนที่กดรับคำสั่งก็มักจะเป็นไรเดอร์หน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเจอ ซึ่งหากมาถามคุณอาร์ท คุณอาร์ทก็จะไม่บอกเช่นกัน “เพราะถ้าเรารู้ นายก็ต้องรู้ด้วย” เรื่องหลอนจากการส่งอาหารกลางดึกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คุณอาร์ทเล่าอีกว่ามีครั้งหนึ่งได้รับออเดอร์ให้ไปส่งอาหารที่หอพักนักศึกษา โดยเส้นทางนี้มีถนนสองเลน ไฟข้างทางก็ส่องลงมาตามถนน คุณอาร์ทเห็นไกล ๆ ว่ามีอะไรสักอย่างสีขาวใหญ่ ๆ ยาว ๆ อยู่ตรงถนน จึงคิดว่าคงมีสุนัขมานอนขวาง และขับเบี่ยงไปทางซ้ายเพื่อที่จะหลบ แต่เมื่อยิ่งขับไปใกล้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามันคือผ้าขาวที่ห่อเป็นรูปร่างคล้ายศพ คุณอาร์ทก็ทำใจดีสู้เสือโดยการขับรถผ่านแบบไม่มอง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงหันไปดูว่ามีอะไรตามมามั้ย ซึ่งความท้าทายนั้นก็สนองแด่คุณอาร์ท เพราะสิ่งนั้นมันกลิ้งตาม! คุณอาร์ทเห็นเข้าก็บิดรถสุดกำลังจนถึงคอสะพานที่มีไฟสว่างๆ ผ้าขาวห่อศพนั้นมันก็ค่อยๆหายไปแบบไร้ร่องรอยทันที! และนี่คือเรื่องหลอนชวนผวาจากคุณอาร์ท ไรเดอร์ส่งอาหารกะดึก ที่นอกจากจะต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ยังต้องระวังออเดอร์แปลก ๆ ที่อาจพาความหลอนมาส่งแทนด้วย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณฉัตร 'งานพิเศษ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

10 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณฉัตร 'งานพิเศษ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณฉัตร‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจมส์’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’งานพิเศษ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณฉัตรเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกค้า ตนทำงานนวดเเละรู้จักลูกค้าคนหนึ่งชื่อ ‘คุณเเอ๋ม’ เขาเป็นแฟนตัวยงรายการผี ตนจึงได้เเซวคุณแอ๋มว่า “พี่ มีเรื่องผีปะ?” เขาก็ตอบกลับมาว่า “มี อยากฟังปะละ” จากนั้นคุณแอ๋มก็เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว คุณเเอ๋มตกงานจึงไปหาเพื่อนในกรุงเทพฯ ระหว่างที่ขับรถมาก็เห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ ติดป้ายประกาศรับจ้างเฝ้าบ้าน คุณเเอ๋มก็ไปถามเพื่อนว่า “บ้านหลังนั้นเป็นอะไรถึงประกาศเเบบนั้น” เพื่อนของคุณเเอ๋มก็ตอบว่า “อ๋อ บ้านหลังเนี่ยเป็นผู้ดีหน่อย เหมือนเขาจะไปต่างประเทศ เขาเลยให้จ้างคนเฝ้าบ้าน เเล้วแกสนใจมั้ยล่ะ” คุณเเอ๋มสนใจจึงไปเจรจากับบ้านหลังนั้น เมื่อถึงบ้านหลังนั้นก็พูดว่า “ขอโทษนะคะ มีใครอยู่มั้ยคะ?” จากนั้นก็มีผู้หญิงชื่อว่า ‘คุณเอ๋ย’ อายุราว 50-60 ปีเดินออกมา เเล้วก็ได้คุยกันเรื่องป้ายเปิดรับสมัครคนเฝ้าบ้าน คุณเอ๋ยบอกกับคุณเเอ๋มว่า “ให้ 1 อาทิตย์ น้องเลือกได้เลยว่าจะเอาเงินกี่บาท” คุณเเอ๋มจึงตอบกลับไปว่า ”งั้นหนูขอ 1 หมื่นบ้านได้มั้ย?“ คุณเอ๋ยตกลงและบอกว่า ”ได้ ถ้างั้นพรุ่งนี้น้องเริ่มงานได้เลย“ วันต่อ คุณเเอ๋มก็เก็บของเพื่อจะเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ เมื่อมาถึงคุณเอ๋ยก็พาสำรวจบ้าน ทุกอย่างภายในบ้านดูปกติทั่วไป เเล้วก็บอกว่า “น้อง ทำอะไรเต็มที่นะ เหมือนบ้านตัวเองเลยไม่ต้องเกรงใจ” เเล้วก็พาไปดูชั้นบน ซึ่งชั้นบนมี 2 ห้องเเละมีห้องน้ำอยู่ตรงกลาง คุณเอ๋ยยังบอกอีกว่า “ถ้าจะทำอะไร ให้ไปห้องฝั่งขวานะ ห้องฝั่งซ้ายห้ามเข้าไปมันเป็นห้องใหญ่ พี่ฝากบ้านด้วยนะ” พูดจบก็แยกย้าย ปล่อยให้คุณแอ๋มอยู่ในบ้านตามงานที่ได้รับมอบหมาย คุณเเอ๋มใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติ เมื่อถึงเวลาประมาณ 2 ทุ่มตนก็ได้เปิดทีวี สักพักหนึ่งก็มีเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 20 มาเรียกคุณเเอ๋ม ตนจึงเดินออกไปหาเด็กคนนั้น เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่า ”พี่อยู่บ้านหลังนี้หรอคะ“ ตนจึงตอบกลับไปว่า ”อ๋อ มาเฝ้าบ้านค่ะ“ เด็กคนนั้นก็ตอบกลับว่า ”หนูเอาขนมมาให้ค่ะ ขนมชั้น” เเล้วก็พูดว่า “หนูไปก่อนนะคะ” คุณเเอ๋มจึงเกิดความสงสัย บางทีเธออาจจะแค่มาทักทายจึงไม่ได้เอะใจ ไม่นาน คุณเเอ๋มรู้สึกหิวจึงคิดว่าจะกินขนมที่น้องคนนั้นให้มา ปรากฎว่าขนมนั้นเหมือนเป็นขนมที่หมดอายุ มีราขึ้น ตนก็ไม่คิดอะไร คิดว่าอาจจะทิ้งไว้นานทำให้เสีย จึงนำขนมไปทิ้ง แล้ววันถัดมาน้องคนนี้ก็มาหาเเละนั่งคุยกับคุณเเอ๋ม เป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน วันต่อมาน้องก็มานั่งคุยกับคุณเเอ๋มเเล้วถามว่า “พี่ทำงานอะไรคะ” คุณเเอ๋มตอบกลับว่า “พี่เนี่ยทำงานบริษัทหนึ่ง พี่ตกงาน” เเละได้ถามน้องกลับว่า “หิวน้ำมั้ย เดี๋ยวพี่เอาน้ำให้” น้องก็ตอบกลับมาว่า “ในตู้เย็นอ่ะ มีน้ำส้มขวดหนึ่ง เอามาให้หนูด้วย” คุณเเอ๋มได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกงงเล็กน้อยเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เมื่อเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะเอาน้ำ ปรากฏว่าในตู้เย็นนั้นมีน้ำส้มอย่างที่น้องบอกจริง ๆ ตนจึงหยิบน้ำส้มขวดนั้นมาให้น้อง เเล้วน้องก็ได้พูดว่า “พี่รู้ปะ หนูชอบกินน้ำส้มมากเลย” หลังจากนั้นก็คุยกันไปสักพัก น้องก็เดินกลับไป เเต่คุณเเอ๋มก็สงสัยว่าบ้านของน้องคนนี้อยู่ตรงไหน จึงสะกดรอยตามน้องไปดู เเต่น้องก็หายไปแล้ว! จนกระทั่งใกล้จะหมดกะ คุณเเอ๋มก็ได้ทำความสะอาดบ้านหลังนั้นให้ เมื่อทำเสร็จก็คิดว่าจะทำความสะอาดห้องเล็กให้ แต่เขาห้ามไม่ให้เข้าห้องนั้น คุณแอ๋มจึงตัดสินใจเสียมารยาทเข้าไปในห้องนั้น เเละก็ได้พบกับโลงศพสีขาวตั้งอยู่บนพื้น เเละรูปหน้าศพคือน้องคนนั้นที่มาหาคุณเเอ๋มเป็นประจำ! จากนั้นน้องคนนั้นก็เดินขึ้นบันไดมาช้า ๆ เเละพูดว่า “พี่เห็นเเล้วใช่มั้ย? พ่อเเม่หนูไม่เคยสนใจหนูเลย ให้หนูอยู่บ้านคนเดียว เเม่ก็ไปต่างประเทศ พ่อก็มีเมียน้อย” คุณเเอ๋มสังเกตเห็นในมือของน้องมีน้ำยาล้างห้องน้ำอยู่ จากนั้นน้องก็เอาน้ำยาล้างห้องน้ำกรอกปากตัวเอง เเล้วชักดิ้นชักงอต่อหน้าคุณเเอ๋ม! คุณเเอ๋มตกใจรีบเก็บของไปอยู่บ้านเพื่อนทันที สองวันผ่านไป พี่เอ๋ยกลับมา คุณเเอ๋มก็รีบเล่าเรื่องนี้ให้พี่เอ๋ยฟัง เเล้วเขาก็ร้องไห้พร้อมกับพูดว่า “นั่นลูกสาวพี่เอง พี่อ่ะไม่มีเวลาให้เขา” ตนจึงถามไปว่า “ทำไมไม่ทำพิธีตามศาสนา“ เขาก็ตอบกลับว่า ”พี่ทำใจไม่ได้ ก็เลยเก็บไว้ก่อน“ จนกระทั่ง 2 สัปดาห์ผ่านไป พี่เอ๋ยก็ได้ทำพิธีตามศาสนาเเละได้ส่งข้อความหาคุณเเอ๋มว่า ”มาหาพี่ที่งานศพหน่อย พี่มีเรื่องจะคุยด้วย“ ตนทราบเช่นนั้นก็ไปหาคุณเอ๋ยเเละก็ได้อยู่ช่วยงานศพ เมื่อเสร็จทุกอย่างทั้งคู่ก็มานั่งคุยกัน พี่เอ๋ยพูดว่า ”ในนี้ มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง น้องเก็บไว้ได้มั้ย รวมถึงบ้านหลังนี้ด้วย เเล้วก็มาทำงานกับพี่“ คุณแอ๋มตอบตกลงไปเเละก็ได้ทราบว่า ลูกของเขามาเข้าฝันพี่เอ๋ย บอกว่าให้พี่คนนี้มาอยู่บ้านหลังนี้เพราะเขารู้สึกชอบและถูกชะตา(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-