เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

07 มิ.ย. 2025

        เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณใหม่ รอเรน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เล่าเรื่องของ ‘น้องช่างผมวัย 22 ปี’ ที่เคยทำอาชีพมอบความสุขให้กับผู้อื่นหรือ ‘อาชีพเด็กเอ็น’ กับเบื้องหลังชีวิตที่ไม่มีวันลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

        คุณรอเรนได้เล่าว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เป็นเรื่องของน้องช่างทำผมคนหนึ่งที่มาถ่ายทอดให้ฟังด้วยตัวเอง ให้นามสมมติว่า ‘น้องดาว’ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะผันตัวมาเป็นช่างทำผมอย่างทุกวันนี้ โดยในตอนนั้น ดาวยังอายุเพียง 22 ปี และเคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับการมอบความสุขให้กับผู้อื่น หรือที่รู้จักกันในว่า ‘เด็กเอ็น’ ด้วยความที่ยังอ่อนวัยและไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก เธอจึงสนิทสนมและไว้วางใจรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษ ให้นามสมมติว่า ‘พี่รุ้ง’ วันหนึ่งพี่รุ้งได้พูดกับเธอในลักษณะชักชวนว่า

        “เออ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย มันอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด กูจะไปทำอะไรบางอย่าง..”

        ดาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ก็ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นด้วย ซึ่งพี่รุ้งอาสาออกค่าเดินทางต่าง ๆ ให้ และได้บอกกับเธออีกด้วยว่า

        “กูจะไปทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ทำให้มีเสน่ห์ จะกี่บาทไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูจะช่วยจ่าย 50% แล้วทำให้มึงด้วยอีกชิ้น”

        หลังจากเดินทางไปถึงที่หมาย ดาวเล่าว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดูอลังการมาก จากนั้นก็ได้รู้ว่าหากจะต้องทำพิธี ต้องใช้ดินจากป่าช้า 1 ก่อนและน้ำจาก 9 ท่า เมื่อทราบเช่นนั้น จึงเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ส่งมอบให้ใช้ในพิธี ก่อนจะนั่งรออยู่ด้านนอก

        เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เธอเล่าว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา คือของเหลวในขวดเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายน้ำมันพราย และถุงอีกชิ้นหนึ่ง ใช้สำหรับนำไปฝังใต้ต้นดอกรัก ซึ่งทุกคนต่างก็ได้รับมาคนละชิ้น พอทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินทางกลับขึ้นมากรุงเทพฯ ทันที

        เวลาผ่านมาเพียง 2-3 วัน ดาวก็นำของที่ได้มาใช้ทันที เพราะคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในการทำงาน

        ในคืนแรกที่ลอง ดาวเอ่ยขอในใจว่า “วันนี้ยังไงก็ได้ ขอให้ได้เงินแสน”

        สิ้นสุดคำขอในคืนนั้น ดาวก็ได้รับเงินแสนสมคำปรารถนาจริง ๆ และด้วยความดีใจ เธอนำเงินมากองรวมกันบนเตียงอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จับเงินแสน แต่ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น พี่รุ้งที่ไปทำพิธีด้วยกันต่างก็มีงานเข้ามา ทั้งบินในประเทศและต่างประเทศ งานเริ่มไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น

        วันต่อมา เธอจึงลองขออีกครั้งหนึ่งว่า “วันนี้ขออีกสองหมื่น”

        แล้วเธอก็ได้จริง ๆ

        จากนั้นมา ดาวก็เริ่มขอซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอมากขึ้นทีละนิด และทุกครั้ง คำขอก็กลายเป็นจริงเสมอ เธอทำแบบนี้เกือบสองปี

        แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้กำลังจะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เรื่องราวเกิดในช่วงที่ดาวอายุ 24 ปี ใกล้เข้าเบญจเพส เธอเริ่มมีเงินมากขึ้น แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีคนรอบตัวทักเธอว่า

        “มึงมากับใคร มึงอยู่กับใคร”

        ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เธอไปนอนห้องกับเพื่อน เพื่อนเธอต่างก็ทักว่า

        “ทำไมกูรู้สึกว่าเหมือนมึงไม่ได้นอนคนเดียว”

        จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอได้ไปที่ห้องของพี่รุ้ง พอไปถึงเธอก็ได้มีการพูดคุย กินข้าวร่วมกัน

        แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่รุ้งเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง แต่อาการของพี่รุ้งกลับไม่เหมือนคนที่ตายจากโรค ส่วนตัวดาวเองก็เริ่มมีอาการป่วย ผอมลง ซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งช่วงเวลา 6 โมงเย็น และเที่ยงคืน เธอมักรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาบีบร่างเธอไว้แน่น  บางครั้งถึงขั้นอยากจะขยำหัวตัวเอง

        สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากก็คือ ทั้งพี่รุ้งและดาว ในช่วงกลางวันจะเป็นปกติ แต่พอตกช่วงกลางคืน เธอทั้งสองกลับมีหน้าตาที่สะสวยเพิ่มมากขึ้น

        จากเหตุการณ์เหล่านี้ ดาวจึงเริ่มรู้ตัวว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่?” นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจจะนำของมาให้คนช่วยแก้ และของนั้นก็คือถุงที่เธอเคยนำไปฝังไว้ใต้ต้นรักเมื่อหลายปีก่อน

        แต่เมื่อดาวกลับไปที่ที่เคยฝังไว้ ต้นรักต้นนั้นกลับหายไปและกลายเป็นคอนโดแทน ด้วยความสิ้นหวังนี้ เธอจึงคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอพยายามอ้อนวอนขอช่วยเธอที คนที่ช่วยแก้ของจึงได้นำถุงบางอย่างออกมาให้ชิ้นหนึ่ง แล้วให้เธอนำถุงนี้ไปโยนลงทะเล นอกจากนั้นยังให้เปลี่ยนชื่อ-นาสกุล พร้อมกับสักยันต์ห้าแถว และสักที่ฝ่ามือ เพื่อเป็นการบ่งบอกตำหนิว่าคนนี้ไม่ใช่คนเดิม เพื่อให้อีกคนจำไม่ได้ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

        หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ของพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปเล่น มันมีจริง ๆ และเธอก็โดนมากับตัว..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

03 ก.พ. 2024

ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

เพื่อนสมัยวัยรุ่นที่ห่างหายกันไปนาน อยู่ ๆ ติดต่อมาอยากให้ไปหาและมีเรื่องสำคัญอยากบอกก่อนที่จะสายไป เมื่อเจอเพื่อนก็ถึงกับตกใจเพราะโดนกินไปครึ่งตัว! ระหว่างที่อยู่ด้วยกันมีแต่ความหวาดระแวง และสุดท้ายความจริงก็ปรากฏเมื่อได้ฟังคำสารภาพของเพื่อนทำเอาพูดไม่ออก! เรื่องนี้ ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘11.11’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณฟ้าลั่น’ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้พี่แจ็คได้ฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้คุณฟ้าลั่นเคยโทรมาเล่า ‘เรื่องผีพรายตายโหง’ ใน The Ghost Radio มาก่อน และเรื่องที่กำลังจะเล่านี้มีความเกี่ยวโยงกัน โดยคุณฟ้าลั่นเล่าว่า คุณฟ้าลั่นใช้ชีวิตตามปกติ ในครอบครัว มีภรรยา, ลูก, คุณแม่ของภรรยา, และคุณแม่ของตน คุณฟ้าลั่นเป็นคนที่มีอาจารย์ดี เป็นคนที่อยู่ในศีลธรรม และมีรอยสักติดตัวบ้าง คุณฟ้าลั่นจะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งสมัยเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อโตมามีครอบครัวก็ไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้ชื่อว่า ‘คุณบี’ (นามสมมุติ) ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันมานาน ตั้งแต่งานศพของคุณเคที่อยู่ในเรื่อง ผีพรายตายโหงครั้งที่แล้ว อยู่ ๆ คุณบีก็โทรมาว่า “เฮ้ยเพื่อน จำเราได้ป่ะ เราบีเอง” คุณฟ้าลั่นก็ตอบไปว่า “อ๋อ จำได้” แต่ก็คิดในใจว่าโทรมาทำไม คุณบีก็บอกว่า “พอดีเราคิดถึงและเราอยากเจอ ถ้านายว่าง นายช่วยมาหาเราหน่อยได้ไหม?” คุณฟ้าลั่นก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องไป จึงพยายามพูดบ่ายเบี่ยง ปลายสายก็บอกว่า “ถ้าครั้งนี้มันเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายจะมามั้ย เราอยากให้นายมา และเรามีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกนาย และที่สำคัญคือเราอยากจะขอโทษนาย” เมื่อได้ยินแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดในใจว่าจะขอโทษเรื่องอะไร ในเมื่อไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน ก็คุยกันต่อจนทางปลายสายโน้มน้าวให้คุณฟ้าลั่นไปหาเขาให้ได้ แต่เขาบอกว่า “อยากให้คุณฟ้าลั่นไปวันที่ 11 พฤศจิกายน” (ในปี 2566) คุณฟ้าลั่นจึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวลองไปปรึกษาภรรยากับลูกก่อนละกัน เพราะเวลาจะไปไหนจะพาพวกเขาไปด้วย” ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า “มาคนเดียวได้มั้ย? อยากให้มาคนเดียวอะ” หลังจากนั้นเขาก็ตัดพ้อว่า “กำลังชดใช้กรรมอยู่ กำลังแย่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงพูดอะไรอย่างนั้น” ทางนั้นก็บอกว่า “ต้องมา เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน อยากจะขอโทษและก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะอยู่พ้นปีนี้” เมื่อได้ยินคำนี้คุณฟ้าลั่นก็คิดว่าเพื่อนคงแย่จริง ๆ จึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวขอปรึกษาทางครอบครัวก่อน” แล้ววางสายไปปรึกษาภรรยา ภรรยาก็ไม่ติดอะไร และคุณฟ้าลั่นก็ไปถามคุณแม่ของตน ปรากฏว่าคุณแม่พูดมาว่า “ไปสิลูก เผื่อจะได้บุญกลับมา” หลังจากนั้น คุณฟ้าลั่นก็ไม่คิดอะไร ปล่อยให้เวลาผ่านไปรอเพื่อนติดต่อกลับมา บางครั้งโทรไปเพื่อนก็ไม่รับสาย แชทก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง จนกระทั่งมีแชทจากคุณบีบอกว่า “ตกลงจะมามั้ย? ” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออ ๆ มา ๆ” หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไป จนเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ คุณบีก็ทักมาถามอีกว่า “ตกลงจะมาใช่ไหม?” คุณฟ้าลั่นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้นัดเวลาและสถานที่ จึงโทรกลับไปถามและเพื่อเช็คว่าใช่เพื่อนของตัวเองหรือเปล่า เมื่อได้คุยกันก็ใช่เพื่อนของตนจริง ๆ แต่เสียงของคุณบีนั้นเสียงเหมือนคนหอบ เหมือนคนหายใจไม่ออก คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “ทำไมเวลาคุยต้องกระซิบวะ” คุณบีก็ตอบว่า “ตอนนี้อาการไม่ค่อยดี” และพูดย้ำคำเดิมว่า “อาจจะอยู่ได้ไม่นาน” คุณฟ้าลั่นจึงตอบตกลงไป ทางคุณบีก็วางสายทันที คุณฟ้าลั่นก็งง เพราะจะให้ไปเจอแต่กลับไม่บอกอะไรเลย จึงพยายามติดต่อกลับไป แต่คุณบีไม่รับสาย คุณฟ้าลั่นก็รอและคิดว่าถ้าถึงวันที่ 8-9 ยังไม่ติดต่อกลับมาก็จะไม่ไป จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน คุณบีโทรมาบอกว่า “เอาโลเคชันไป เดี๋ยวให้มาที่นี่นะ อยู่ที่จังหวัดนี้ แต่ถ้าจะมาขอให้มาถึงซักช่วงเย็น ๆ หน่อย ออกเช้า ๆ หน่อยไม่อยากให้มาถึงมืด มาถึงก่อน 2 ทุ่มได้ไหม” หลังจากที่คุยเสร็จก็ได้โลเคชัน เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน เพื่อนก็โทรมาย้ำอีกครั้ง “พรุ่งนี้มาใช่ไหม แต่ออกมาเช้าหน่อยนะ” คุณฟ้าลั่นก็รับปาก จนกระทั่งเช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 คุณฟ้าลั่นก็ได้ออกเดินทางไปคนเดียว ขับรถจากจังหวัดที่อาศัยอยู่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดที่นัดหมาย และไปถึงที่หมายประมาณ 5-6 โมงเย็น คุณฟ้าลั่นบอกว่าเหมือนทางคุณบีจะรู้ว่าตนมาถึงแล้ว จึงโทรมาบอกว่า “เดี๋ยวพอจะเข้าบ้านอะ ทางเข้าบ้านมันเปลี่ยวหน่อยนะ มันเป็นทุ่งนา แต่ไม่เป็นไรขับเข้ามาไม่มีหลง มึงเชื่อกู ขับเข้าไปจะเจอบ้านกูอยู่กลางทุ่งนา เดี๋ยวแม่กูเปิดประตูให้” คุณฟ้าลั่นจึงขับรถไปตามโลเคชัน ปรากฏว่าเจอทางเปลี่ยว พอเข้าไปก็เจอบ้านหลังหนึ่งอยู่กลางทุ่งนาอย่างที่บอกจริง เมื่อขับเข้าไปก็เห็นคุณแม่ยืนรออยู่หน้าประตู ขณะนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดว่ามันต้องเป็นเหมือนเรื่องเล่า ต้องเจอเพื่อนตัวเองตาย เจอรูปชาตะมรณะแน่นอนเหมือนเรื่องเล่าทั่วไป แต่กลับกลายเป็นว่า ลงรถเสร็จเจอคุณแม่ทักทาย คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วบีล่ะ” คุณแม่ตอบว่า “บีอยู่ในบ้านลูก เปิดประตูเดินเข้าไปเลย แต่เดินเข้าไปถ้าเห็นบีอย่าตกใจนะลูก” คุณฟ้าลั่นลงจากรถ เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ตอนแรกที่เข้าไป คุณฟ้าลั่นตกใจ เพราะจากคนที่เคยหล่อ เท่ หุ่นดี กลับนั่งอยู่บนวีลแชร์ ตัวผอมแห้งติดกระดูก และใช้วิธีการประคองตัวเองโดยการเอาแขนสองข้างเท้าวีลแชร์ แล้วก็ดีใจที่เห็นเพื่อนมาหา ซึ่งโต๊ะมีอาหารและเครื่องดื่มรออยู่ คุณฟ้าลั่นเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปนั่งคุย และสิ่งแรกที่คุณฟ้าลั่นทำคือชงเครื่องดื่มก่อน เมื่อเห็นเพื่อนมีสภาพแบบนั้นก็นั่งคุยกันถามถึงความเป็นมา คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เฮ้ย บีเป็นอะไร” คุณพ่อของคุณบีก็บอกว่า “ไปรักษามาหลายโรงพยาบาลละ รักษาไม่ได้ รักษาไม่หาย พอไปหลายโรงพยาบาลหมอบอกว่าหาอาการไม่เจอ อยู่ ๆ ร่างกายมันก็เป็นอย่างนี้ หมดแรง ผอมแห้ง ตัวดำ ไม่มีแรง แล้วก็หนังติดกระดูก พอรักษาทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็ไปรักษาทางหมอผี ปรากฏว่าเช็คไปเช็คมา คุณบีโดนกินไปครึ่งตัว” เมื่อครอบครัวคุณบีพูดแบบนั้น คุณฟ้าลั่นก็งงว่าตกลงมันคืออะไร คุณบีก็ถามว่า “เฮ้ย กูได้ฟังเรื่องที่ไปเล่าในเดอะโกสต์นะเรื่องผีพรายตายโหงอะ ที่ไปโดนของกันมาหลังจากไปงานศพ ตั้งแต่จังหวัดนี้จนไปถึงจังหวัดนี้ ถามหน่อยดิ ทำไมไม่เล่าให้กูเป็นตัวนำวะ” คุณฟ้าลั่นก็บอก “เฮ้ย มันไปเกี่ยวอะไร เราก็แค่ไปงานศพกับเพื่อนที่เสียไป แล้วมึงจะเป็นตัวนำได้ยังไง” เขาก็นั่งคุยกันไป คุณบีก็บอกว่า “เล่าดีนะ แต่มีเรื่องอื่นป่ะ อยากฟังเรื่องอื่นก่อน พอฟังเรื่องอื่นเสร็จปุ๊บอะ เดี๋ยวกูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” ด้วยความที่งงคุณฟ้าลั่นจึงบอกว่า “มีเรื่องหนึ่งที่เตรียมจะมาเล่า แต่ยังไม่ได้เรียบเรียง” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็นั่งเล่าให้คุณบีฟัง เมื่อฟังจบคุณบีบอกว่า “เออ เรื่องมันก็น่ากลัวดีหนิ เล่าอย่างงี้เลยไม่ต้องไปเรียบเรียงอะไรใหม่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วเรื่องมึงอะ?” คุณบีก็บอกว่า “สิ่งที่กูจะพูดกับมึงต่อไปนี้ มึงอย่าโกรธกูนะ กูอยากจะขอโทษ กูอยากจะเล่าเรื่องของกูให้มึงฟัง” คุณบีก็ได้เล่าย้อนกลับไปว่า “บ้านกูทั้งบ้านเป็นบ้านคนเล่นของ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ มีพ่อกูคนเดียวที่ไม่เอา มันก็เลยตกมาถึงกู กูเอาหมดเพราะชอบ เลยไปเรียนกับตา ไปเรียนกับปู่ เลยได้วิชาทุกอย่างจากตาจากปู่ส่งมาที่ตัวกูทั้งหมด หลังจากนั้นก็หยิ่งผยองในตัวเอง กูอยากได้อะไรกูต้องได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์กูต้องเอาด้วยมนต์ จนกระทั่งกูมาเจอแก๊งพวกมึงในยุควัยเรียน รู้สึกว่าแก๊งพวกมึงสนุกดี เป็นกลุ่มเดียวที่จะพากูออกไปจากที่ตรงนั้นได้ คิดว่าไม่อยากไปยุ่งกับมันละ มึงจำได้ไหมตอนที่เราไปนั่งดื่มกันอะ ทุกคนจีบสาวได้หมดเลยยกเว้นกู ไปนั่งอยู่ร้านหนึ่งพอทุกคนได้สาวก็ทิ้งกูไปหมด จนกูรู้สึกว่ากูมานั่งทำอะไรตรงนี้วะ วันนั้นกูเลยคิดว่ากลุ่มนี้มันไม่ใช่ที่ของกูละ กูจะกลับไปอยู่ในที่ของกูดีกว่า” คุณบีก็กลับไปสู่วังวนเดิมในการเล่นของ แล้วคุณบีก็ถามว่า “มึงจำไอ้พีได้ไหม ไอ้พีบ้า” (พีคือเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออจำได้มันเป็นบ้า” คุณบีจึงบอกว่า “ใช่มันเป็นบ้า กูทำของใส่มัน” คุณฟ้าลั่นก็ตอบว่า “เฮ้ย ขนาดนี้เลยหรอ?” คุณบีตอบ “เออมึงไม่ต้องกลัวกูนะ ฟังกูต่อ มึงจำไอ้เคได้ป่ะ ที่อยู่ในเรื่องผีพรายตายโหงที่ไปงานศพมา ก่อนหน้านั้นตอนเรียนมึงจำได้ไหมที่อยู่ ๆ เคมันขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วจะกระโดดตึกลงมา แล้วทุกคนไปช่วยกันห้ามไว้ แล้วก็มีคนบอกว่าเคเหมือนมันจะติดยา แต่ไปตรวจก็ไม่เจอ กูทำของใส่มันเอง เรื่องเดียวคือเรื่องผู้หญิง แล้วมึงจำได้ไหม วันที่มึงไปงานศพแล้วมึงรู้สึกเหมือนมึงโดนของ ใช่กูทำของใส่มึงเอง เพราะตอนนั้นกูมีแฟน แล้วแฟนกูเวลาอยู่กับกูเขาชอบพูดถึงมึง กูก็เลยคิดไปเองว่ามึงเป็นกิ๊กกับแฟนกู กูก็เลยถือโอกาสวันที่ไปดื่มกันกูเอาน้ำมันหยดใส่แก้วมึง และให้มึงกินเข้าไป แล้วมึงก็เห็นเด็กกูก็คือผีพรายตายโหง หลังจากนั้น 1 เดือนแฟนก็เลิกกับกูไป แล้วมันไปอยู่กับคนอื่น กูก็เลยรู้ว่ามึงไม่ใช่กิ๊กของแฟนกู หลังจากรู้ว่ามึงไม่ใช่อย่างที่คิดก็หยุดทำ กูเอามึงไม่ลงเพราะมึงมีอาจารย์ดี” และคุณบีก็เล่าต่อว่าหลังจากที่แฟนทิ้งไป ตัวเขาหมดทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่เคยเลี้ยงก็ไม่เลี้ยง อะไรที่เคยให้กินสิ่งที่เขาเลี้ยงเอาไว้ก็ไม่ให้ สิ่งเหล่านั้นก็เลยย้อนกลับมาหาตัวเขา จนเขาค่อย ๆ ป่วย ค่อย ๆ ผอม และก็เป็นอย่างที่เห็น นั่นคือบทสนทนาที่อยู่ตรงโต๊ะอาหาร หลังจากที่คุณฟ้าลั่นฟังจบก็บอกว่า “งั้นเดี๋ยวกูขอไปนอนในเมืองดีกว่าว่ะ กูไม่สะดวกนอนที่นี่” คุณบีบอกว่า “ไม่ต้องกลัวกูหรอก มึงดูสภาพกูดิเพื่อน กูไม่ทำอะไรมึงหรอก คืนนี้มึงนอนกับกูนะ เพราะว่ากูยังมีอะไรบางอย่างให้มึงดูที่อยู่ในห้องนอนกู” เมื่อพูดเสร็จคุณบีก็บอกอีกว่า “แม่พาฟ้าลั่นไปเตรียมตัวอาบน้ำ ส่วนพ่อพาผมเข้าห้องครับ” เหมือนเป็นการบังคับไปในตัว ณ ตอนนั้นคุณฟ้าลั่นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ด้วยความไว้ใจจึงอยู่ต่อ คุณฟ้าลั่นก็พยายามดื่มให้เมาแต่ทำอย่างไรก็ไม่เมา ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำ ตอนนั้นคุณบีเข้าไปในห้องกับคุณพ่อ อยู่ ๆ คุณแม่ของคุณบีเดินมาข้างหลังพูดกรอกหูว่า “คืนนี้นอนเป็นเพื่อนมันนะ บีมันไม่ค่อยมีใครมาหาหรอก” หลังจากนั้นคุณฟ้าลั่นก็เข้าไปอาบน้ำและไม่กล้าสระผม ไม่กล้าล้างหน้า หรือแม้แต่จะหลับตาก็ไม่กล้าเพราะกลัว เมื่ออาบน้ำเสร็จก็ได้มาเจอกับคุณแม่และบอกกับคุณฟ้าลั่นว่าห้องของคุณบีอยู่ทางนั้น คุณฟ้าลั่นรู้สึกหวั่น ๆ เพราะดื่มไปเท่าไหร่ก็ไม่เมาจึงพยายามทำใจดีสู้เสือ เดินไปหน้าประตูและเปิดเข้าไป คุณฟ้าลั่นใจตกไปอยู่ตาตุ่ม! เพราะในห้องของคุณบีนั้นมีแต่รูปคนตายแขวนอยู่เต็มไปหมด ชาตะมรณะประมาณ 10 กว่ารูป คุณบีก็บอกว่า “เนี่ยคือรูปของคนที่กูไม่มีโอกาสได้ขอโทษเขา” และสิ่งที่คุณฟ้าลั่นเห็นจนตกใจมากกว่านั่นก็คือ ตรงที่คุณฟ้าลั่นต้องนอนมีรูปของตนตั้งอยู่ แต่ไม่ใช่รูปชาตะมรณะ คุณฟ้าลั่นจึงถามว่า “มึงจะเอากูให้ถึงตายเลยหรอเนี่ย” คุณบีบอกว่า “ใช่ กูเคยจะเอามึงถึงตาย แต่อาจารย์มึงดี กูเลยไม่ได้ทำ” เมื่อเห็นแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็ใจฟ่อจะกลับตัวก็ไม่ได้จึงตัดสินใจนอนที่นั่น คุณบีก็เล่าให้ฟังเพิ่มอีกว่า “คนที่เอามาแขวนคือคนที่เคยทำของใส่ แล้วแต่ละคนก็มีอันเป็นไป เนี่ย กูกำลังรับกรรมในสิ่งที่กูทำเอาไว้” นั่งคุยไปได้สักพักก็พากันนอน โดยที่คุณฟ้าลั่นนอนหันหลังให้กับคุณบี และไม่กล้าจะหันไปมอง ด้วยความระแวงจึงหันไปเหลือบดู ก็เห็นคุณบีนอนตะแคงข้างแล้วมองมาพร้อมกับยิ้มให้คุณฟ้าลั่น คุณฟ้าลั่นตกใจ หันตัวพลิกกลับมาแล้วก็นอนไปได้สักพักก็คิดว่าคุณบีคงไม่มองตนแล้ว จึงหันไปดูใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าคุณบีก็ยังนอนอยู่ท่าเดิม และคุณฟ้าลั่นก็เผลอหลับไป คืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเช้า คุณฟ้าลั่นก็เจอคุณแม่ออกมาจากห้อง คุณแม่ก็ถามว่า “กินข้าวเช้าก่อนนะลูก นอนที่นี่อีกสักคืนไหม?” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “ที่ทำงานโทรมาเรียกตัว ผมคงต้องกลับ” หลังจากนั้นก็กินข้าวเช้าเสร็จเตรียมตัวกลับ โดยที่มีคุณพ่อเข็นวีลแชร์คุณบี และคุณแม่ออกมาส่งลาคุณฟ้าลั่น คุณบีก็พูดขึ้นว่า “ขอบใจมากเพื่อนที่รับคำขอโทษ ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงขนาดไหน แต่ขอบคุณมากที่มึงมา” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็ขับรถกลับ จนเวลาผ่านไปวันที่ 25 ธันวาคม ทางบ้านของคุณบีก็ส่งข่าวมาบอกว่า คุณบีเสียชีวิตแล้ว และสุดท้ายคุณบีก็อยู่ไม่พ้นปีนั้นจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

18 มี.ค. 2024

ไปพักโฮมสเตย์ เจ้าของใจดีมาดูแลแขกด้วยตัวเอง!

เรื่องนี้ ‘ลุงเก่งใจดี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 มีนาคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโฮมสเตย์ของชาวบ้าน ที่ลุงเก่งได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา แต่ดันเจอเรื่องราวของเจ้าของบ้าน 3 คนสุดแปลก! เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ลุงเก่งได้ไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ มีการวางแผนในการเที่ยวและจองที่พักไว้หมดแล้ว แต่ลืมจ่ายค่ามัดจำที่พัก ทำให้ที่พักหลุดจองไป เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาล ทำให้หาที่พักยาก ลุงเก่งจึงขอให้เจ้าของที่พักช่วยหาที่พักให้ เจ้าของที่พักก็แนะนำที่หนึ่งให้ เป็นที่พักแบบบ้านโฮมสเตย์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่เปิดให้บริการ ในรูปเป็นบ้าน 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ พอลุงเก่งเห็นรูปก็ตกลงจะพักที่นี่ ครอบครัวลุงเก่งเป็นครอบครัวใหญ่ ขับรถไปเที่ยว 2 คัน จึงแยกกันไปเที่ยวแล้วค่อยไปเจอกันที่ที่พัก ส่วนลุงเก่งจะไปที่พักก่อน พอถึงประมาณเที่ยง เจ้าของโฮมสเตย์จึงให้ ‘น้องบี’ (นามสมมติ) มาช่วย ลุงเก่งขึ้นไปสำรวจบ้านกับน้องบีที่ชั้น 2 ข้างบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องใหญ่ 1 ห้อง ห้องเล็ก 2 ห้อง ห้องน้ำอยู่ข้างนอกระเบียง มีบันไดไม้เชื่อมกับระเบียงลงไปข้างล่าง ลุงเก่งมองออกไปเห็นคน 3 คนเดินเก็บของอยู่ที่ระเบียง คนแก่ 1 คนและวัยรุ่นผู้ชายกับผู้หญิง น่าจะเป็นเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามน้องบีว่า “ข้างล่างที่เป็นส่วนของเจ้าของโฮมสเตย์ใช่ไหม” น้องบีตอบว่า “ใช่ค่ะ เจ้าของโฮมสเตย์อยู่ด้วย” พอสำรวจบ้านเสร็จน้องบีก็บอกกับลุงเก่งว่าถ้ามีอะไรหรือต้องการอะไรสามารถไลน์หาน้องบีได้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นลุงเก่งก็ได้มาบอกกับครอบครัวให้เข้าไปพักที่บ้านได้ แต่ลุงเก่งสำรวจบ้านอีกรอบหนึ่งเพราะรอบแรกสำรวจยังไม่ละเอียด รอบนี้เห็นหิ้งพระขนาดใหญ่ที่ห้องโถงกลางบ้าน พอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ของที่ใช้ถวายพระเป็นข้าวเหนียว หมากพลู 3 ชุดวางไว้ที่หิ้งพระ ลุงเก่งรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติไม่น่ามีใครถวายของไหว้พระแบบนี้ หรืออาจจะเป็นประเพณีของที่นี่ ลุงเก่งแค่แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่ามีหิ้งพระในบ้านก็ทำให้สบายใจ ต่อมาลุงเก่งเดินไปห้องใหญ่ที่สุดของบ้าน พอเดินเข้าไปเห็นด้ายสายสิญจน์ขนาดใหญ่พันอยู่ตรงขื่อของบ้าน ทุกคนที่เดินไปด้วยพอเห็นก็ตกใจว่ามันแปลก จึงเดินไปดูห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะเจอผ้ายันต์เก่า ๆ ติดอยู่ตรงขื่อบ้านอีก ทุกคนเริ่มมองหน้ากัน เพราะรู้สึกว่าที่นี่แปลกมากจริง ๆ ลุงเก่งเห็นทุกคนเริ่มใจเสีย จึงพูดปลอบใจว่า “คงไม่มีอะไร เพราะบ้านเหมือนพึ่งสร้างขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นของที่ใช้ขึ้นบ้านใหม่ก็ได้และที่สำคัญก็ไม่มีที่พักอื่นแล้วด้วย พักแค่คืนเดียวคงไม่มีอะไรหรอก” ทุกคนฟังแล้วก็ดูสบายขึ้นมา จึงแยกย้ายกันไปเก็บของ ส่วนห้องที่มีสายสิญจน์นั้นไม่มีใครกล้านอน ลุงเก่งเลือกนอนห้องโถงกับคุณแม่ พอเก็บของเสร็จทุกคนก็ลงไปถ่ายรูป แต่คุณแม่เหนื่อย เดินไม่ไหวจึงขอรออยู่ที่บ้าน พอตกตอนเย็นทุกคนก็กลับมาบ้านเพื่อปาร์ตี้กัน คุณแม่เล่าให้ฟังว่า “มีน้อง 2 คนขึ้นมาคุยด้วย ถามว่าแม่มาจากไหน” แม่ก็ได้ถามกลับไปว่า “น้อง 2 คนมาจากไหน” น้องตอบว่า “อยู่ที่นี่มานานแล้ว” พอคุยกันเสร็จ น้อง 2 คนก็เดินลงไปทางบันไดตรงระเบียง ทุกคนจึงปาร์ตี้กันปกติ ลุงเก่งนั่งหันหน้าเข้าตัวบ้าน ส่วนคนอื่นนั่งหันหน้าออกจากตัวบ้าน จู่ ๆ ลุงเก่งก็เหลือบไปเห็นคุณลุงที่เจอตอนเที่ยง ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว กำลังเดินขึ้นบันไดมาแล้วยิ้มให้ ลุงเก่งจึงถามคุณลุงว่า “มีอะไรหรอครับ เสียงดังไปหรือเปล่า” คุณลุงไม่ตอบอะไร แค่ยิ้มให้แล้วก็เดินลงไป ลูกสาวได้ยินเสียงลุงเก่งพูดก็หันมาถามว่า “ป๋าเห็นด้วยหรอ” ลุงเก่งก็บอกว่า “เห็นหลายรอบแล้ว” ลูกสาวก็ส่งไลน์มาว่า “หนูไม่เห็นนะ” ลุงเก่งคิดในใจว่ามันเริ่มแปลก ๆ อีกแล้ว สักพักก็ได้ยินคนเดินภายในบ้าน เริ่มได้ยินเสียงของตก ทุกคนก็มองหน้ากัน ลุงเก่งจึงเดินเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่าหน้าต่างเปิดอยู่อาจจะเป็นลมพัดก็เป็นได้ หลังจากนั้นสักพัก ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน ลุงเก่งอาสาเป็นคนเก็บของ ในขณะที่กำลังยกของลงไปข้างล่าง ไฟข้างล่างก็ยังสว่างอยู่ หางตาลุงเก่งเห็นเป็นเหมือนรูปหน้าศพ 3 รูปวางเรียงกัน รูปแรกเป็นรูปคุณลุงที่เจอตอนที่ยงและอีก 2 รูปเป็นรูปวัยรุ่นผู้ชายกับวัยรุ่นผู้หญิง ซึ่งลุงเก่งไม่แน่ใจว่าเป็น 2 คนที่ขึ้นมาคุยกับคุณแม่หรือเปล่า ลุงเก่งอึ้งไปสักพัก แล้วก็ไหว้ ขอขมา “ถ้าทำอะไรผิดไปก็ขอโทษด้วยและขอร้องอย่ามาปรากฏตัวให้เห็นอีก” เพราะลุงเก่งเชื่อแล้วว่ามีจริง ๆ แต่เรื่องนี้ลุงเก่งยังไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวคนในครอบครัวกลัว พอเช้าก็รีบเช็คเอาท์ และก่อนที่จะขับรถออกจากโฮมสเตย์ ก็เจอกับคุณลุงคุณป้าเจ้าของโฮมสเตย์ ลุงเก่งจึงถามคุณป้าว่า “เมื่อคืนคุณป้านอนอยู่ข้างล่างใช่ไหม” คุณป้าก็ตอบว่า “ไม่ได้นอนที่นี่หรอกเพราะมีแขกมาพัก นอนอีกหลังหนึ่ง” ลุงเก่งได้ยินแบบนั้น ก็ยิ่งมั่นใจอีกว่าสิ่งที่เจอและได้ยินเสียงคนเดินไปมาไม่ใช่คนแน่นอน ลุงเก่งขอตัวกลับ ซึ่งข้างในพื้นที่โฮมสเตย์สามารถกลับรถได้ ลุงเก่งจึงไปกลับรถตรงนั้น ปรากฏว่าเป็นเมรุเผาศพ ซึ่งเมรุอยู่ตรงข้ามกับโฮมสเตย์ ทุกคนจึงรีบขับรถออกมาแล้วนัดไปเจอกันที่ร้านกาแฟ พอถึงร้านกาแฟทุกคนก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เจอกับตัวเอง น้องสาวกับน้องเขยเล่าว่า เห็นคุณลุงเดินทั้งคืน คุณเก่งก็ถามว่าหน้าตาคุณลุงเป็นยังไง น้องสาวก็ตอบว่า “ผมขาว หนวดขาว ใส่กางเกงขาก๊วย เสื้อคอจีนสีขาว” ส่วนลูกสาวก็ได้ยินเสียงเดินอยู่ข้างล่างทั้งคืน สุดท้ายลุงเก่งก็เฉลยให้ทุกคนฟัง สิ่งที่พวกเขาเห็นทั้งหมดคือผี และที่พวกเราเห็นชัด ๆ เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตปกติแต่ครอบครัวเราดันไปอยู่ที่นั่นเอง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

07 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ณัฐผี 'ทายาทสืบสยอง' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

กลับมาอีกครั้งกับ ‘ณัฐผี’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X (29 ต.ค. 2567) กับเรื่องเล่า ‘ทายาทสืบสยอง’ ที่มีทั้งความหลอน ความตื่นเต้น และเศร้าในเรื่องเดียวกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะเป็นอย่างไร ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณณัฐผีบอกว่า เจ้าของเรื่องนี้คือ ‘คุณมาตาลดา’ เธอเล่าว่าเรื่องนี้ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว คุณมาตาลดาเป็นคนจังหวัดราชบุรี สอบติดเข้าเรียนมหาวิทยลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน จึงต้องย้ายจากราชบุรีไปอยู่ภาคอีสาน เมื่อเข้าไปเรียนก็ได้เจอเพื่อนที่มาจากหลากหลายที่ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ได้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน คณะเดียวกัน พักอยู่หอเดียวกัน ทำให้สนิทกัน เพื่อนของคุณมาตาลดาเป็นคนภาคอีสาน ให้นามสมมุติว่า ‘คุณฝน’ คุณฝนเป็นคนสวยระดับดาวมหาลัย ขาว หุ่นดี แต่งตัวดี ทั้งคู่ใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยกันเรื่อยมา จนกระทั่งปิดเทอม คุณมาตาลดาไม่อยากกลับบ้านที่ราชบุรี แต่อยากไปเที่ยวบ้านเพื่อนในแถบภาคอีสานมากกว่า และเนื่องจากคุณมาตาลดาสนิทกับคุณฝนมาก จึงตกลงว่าจะไปเที่ยวบ้านคุณฝน คุณมาตาลดาไปเที่ยวบ้านคุณฝนทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกและครั้งที่สองก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ครั้งที่สามเริ่มมีเหตุการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้น ครั้งนี้ในหมู่บ้านของคุณฝนได้จัดงานทำบุญ คนในหมู่บ้านมารวมตัวกัน คุณมาตาลดาจึงถามคุณฝนว่า “จัดงานอะไร” คุณฝนตอบว่า “เหมือนจะเป็นงานขับไล่สิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน” คุณฝนอธิบายต่อว่า มีผู้ชายตายในหมู่บ้านอย่างไม่มีสาเหตุประมาณ 5-6 คน เชื่อกันว่าเป็นผีแม่ม้าย จึงให้ผู้ชายทาสีเล็บเป็นสีแดงและทาปากแดงกัน ในวันแรกที่ไปถึงเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ มีผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายว่า “พวกผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิงท้องเข้าบ้านห้ามออกมาตอนกลางคืน ส่วนผู้ชายที่จะมาช่วยงานให้ออกมา” คุณมาตาลดาก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่บ้านจึงไม่ออกไปไหน คืนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันที่สองคุณมาตาลดาเริ่มสบายใจจึงไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเมื่อตกเย็น ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม คุณมาตาลดาอธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านเพื่อนที่ต่างจังหวัดนั้น เป็นบ้านไม้สองชั้น ข้างล่างมีใต้ถุนสูง ห้องน้ำแยกออกจากตัวบ้าน ช่วงกลางวันคุณมาตาลดากินเยอะจนแน่นท้อง ตกกลางคืนก็รู้สึกปวดท้องจึงชวนคุณฝนไปเข้าห้องน้ำด้วยกัน พร้อมกับหยิบไฟฉายไปหนึ่งกระบอก ทั้งคู่พากันไปเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ปวดท้องหนักจึงใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำนานพอสมควร จนคุณฝนบอกว่า “ทำไมนานจัง รอนานแล้วเนี่ย” คุณมาตาลดาก็ตอบกลับไปว่า “ถ้ารีบขึ้นไปก่อนเลย ทิ้งไฟฉายไว้” คุณฝนจึงขึ้นกลับเข้าบ้านแล้วปล่อยให้คุณมาตาลดาทำธุระในห้องน้ำคนเดียว เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จก็เปิดประตูห้องน้ำออกมา ก้มเก็บกระบอกไฟฉายที่คุณฝนวางไว้ให้ โดยก่อนทางขึ้นบันไดบ้านจะมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลิงตัวหนึ่ง เป็นลิงเผือก สีขาว ตัวเท่าคนกำลังปีนอยู่ต้นมะม่วงอยู่! คุณมาตาลดาพยายามมองให้ชัด ก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือลิงแน่นอน จากนั้นก็รีบวิ่งขึ้นบ้านไปเล่าเหตุการณ์ให้คุณฝนฟัง จนคุณอาได้ยิน (บ้านของคุณฝนมี คุณยาย คุณอา และคุณฝนที่อาศัยอยู่) คุณอาถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณมาตาลดาก็ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เจอให้ฟัง แต่คุณอากลับรู้สึกเรียบเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คุณอาบอกว่าถ้าจะไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนให้มาบอกอาด้วย อาจะพาไปเอง คุณมาตาลดาบอกว่าคืนนั้นตนไม่กล้านอน เพราะกลัวมาก แต่สุดท้ายก็หลับไปเพราะความเพลีย วันสุดท้ายก่อนกลับเวลาโพล้เพล้เหมือนเดิม ผู้ใหญ่ประกาศเสียงตามสายเหมือนเดิม ในคืนนั้นเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม คุณมาตาลดาก็ได้ยินเสียงคนเดินแห่ขบวนเคาะมาตลอดทาง แล้วมาหยุดที่บ้านของคุณฝนที่คุณมาตาลดานอนอยู่ คุณอาก็เปิดหน้าต่างออกมาถามพูดผู้ใหญ่บ้านว่า “มีอะไรกันผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่บ้านก็ตะโกนกลับมาว่า “ที่บ้านนี้มีปอบ ปอบอยู่ที่นี่!” จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ขอให้คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ลงมาให้หมด ทางฝั่งที่มากับผู้ใหญ่บ้านจะมีหมอธรรมหรือหมอไสยศาสตร์ประมาณ 6 คน พวกเขากระโดดขึ้นบ้านไล่จับปอบ ส่วนทางฝั่งคุณมาตาลดาทุกคนในบ้านลงมาจากบ้านหมดยกเว้นคุณยายของคุณฝนที่ไม่ลงมา จากนั้นหมอธรรมก็ตะโกนบอกว่า “มันมีทั้งหมด14 ตัว” สิ่งที่คุณมาตาลดาเห็นคือมีลิงตัวเล็ก ๆ ปีนเกาะตามผนังบ้าน แล้วก็ช่วยกันจับได้แค่ 6 ตัว หมอธรรมจึงเขาไปที่ห้องของคุณยาย คุณยายพูดกลับมาว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู!” หมอธรรมถามกลับว่า “มึงเป็นใคร” คุณยายพูดกลับมาว่า “กูไง อีสอง” สองคือชื่อของคุณยาย คุณยายได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า “มึงออกไป มึงอย่ามายุ่งกับกู” จนสุดท้ายหมอธรรมได้ทำพิธีบริเวณที่ยายสองนอนอยู่ ยายสองก็กีดร้องเรียกชื่อลูกนั้นก็คือคุณอา “ดำช่วยแม่ด้วย ดำช่วยแม่ด้วย” จนเสียงเงียบไป หมอธรรมบอกให้นำตัวคุณยายไปที่ลานกลางหมู่บ้านที่กำลังทำพิธีกัน จากนั้นหมอธรรมก็ได้ผูกสายสิญจน์ตรงข้อมือและข้อเท้าของคุณยายเพื่อที่จะนำคุณยายไปที่ลานทำพิธี คุณมาตาลดากลัวมากและงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในตอนนั้น ทุกคนก็ไปที่ลานกลางพิธี แต่คุณมาตาลดาบอกว่า “หนูอยู่ไม่ได้แล้ว” และขอร้องให้ผู้ใหญ่บ้านพากลับหอพักที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นผ่านไปไม่กี่วัน ที่บ้านของคุณฝนก็โทรมาหาบอกว่าคุณยายเสียแล้ว คุณฝนได้กลับบ้านไปงานศพคุณยายจนกลับมาหอพัก สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณฝนกลับมาคือ คุณฝนซึมเก็บตัวเงียบไม่พูดคุยกับใคร ที่แปลกคือตอนเช้านอน กลางคืนตื่นและจะตื่นเวลาประมาณเที่ยงคืน ในตอนเช้าคุณมาตาลดาจะเอาข้าวมาให้ คุณฝนก็ไม่กิน แต่จะออกมากินตอนประมาณเที่ยงคืน หลังจากนั้นคุณฝนก็หยุดเรียนไปหนึ่งเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อาการเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ตื่นมาตอนเที่ยงคืนแล้วก็ลุกเดินรอบห้อง คุยภาษาแปลก ๆ ร้องบ่นแสบท้องปวดท้อง แล้วพูดว่าหิว คุณมาตาลดาจึงบอกว่า “ไปกินสิ อะไรอยู่ในตู้เย็นก็ไปกินสิ” คุณฝนก็เดินไปที่ตู้เย็น แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อคุณมาตาลดาเปิดตู้เย็นกลับเจอแต่ของสดของดิบอยู่ในตู้เย็น! คุณมาตาลดาแปลกใจ เพราะคุณฝนไม่ได้มีพฤติกรรมการกินแบบนี้ แต่พอกลับมาจากงานศพเธอก็ได้เปลี่ยนไป จนมีอยู่วันหนึ่งคุณฝนมีอาการปวดท้องหนัก กรีดร้องโวยวายจนคุณมาตาลดาต้องโทรบอกอาจารย์ ให้ช่วยพาคุณฝนไปหาหมอ อาจารย์จึงรีบออกมาพาฝนไปหาหมอ สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่จะพาคุณฝนขึ้นรถคืออาจารย์ได้เปิดประตูห้องเข้าไป คุณฝนบอกว่า “มึงเป็นใคร มึงอย่ามายุ่งกับกู ออกไป!!” จากนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่เข้ามายุ่งกับคุณฝน ก็จะมีอาการเกรี้ยวกราดทันที แต่ถ้าเป็นคุณมาตาลดาคุณฝนกลับยอม เมื่อถึงโรงพยาบาล พยาบาลถามคุณฝนถึงอาการแต่คุณฝนไม่แม้แต่จะตอบ กลับเป็นคุณมาตาลดาที่บอกอาการแปลก ๆ ของคุณฝนแทน พยาบาลยังคงยืนยันที่จะเอาคำตอบจากคุณฝน จึงเงียบและนิ่งไปพร้อมกับพูดออกมาว่า “คุณเป็นใคร” คุณฝนก็ตอบ “กูเป็นปอบ!!!” ทุกคนตกใจ เดินถอยออกมาห่าง ๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สักพักก็ได้เข้าไปตรวจ แต่ผลตรวจที่เป็นปกติทุกอย่างหมอจึงให้กลับบ้านได้ อาจารย์จึงมาถามคุณมาตาลดาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร คุณมาตาลดาก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้อาจารย์ฟัง อาจารย์บอกว่าที่นี่เขาเชื่อเรื่องปอบนะ อาจารย์จึงถอดพระให้กับคุณฝน หลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้าน คุณฝนถามคุณมาตาลดาว่า “ฉันเป็นอะไร หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกให้อาจารย์แวะซื้อข้าวต้มให้คุณฝนกินตรงนั้น อาการคุณฝนปกติเหมือนคนทั่วไปแต่มีความเหนื่อยล้า พอมาถึงห้อง อาจารย์บอกว่าให้คล้องพระไว้ จนตกกลางคืนคุณฝนจะอาบน้ำจึงต้องถอดพระออก แล้วก็พูดว่า “วันนี้ร้อนจังเลย เธอนอนบนเตียงนะ ฉันนอนตรงพื้น” พอถึงเที่ยงคืน คุณฝนกลับมามีอาการแปลก ๆ อีกครั้งคุณฝนบอกว่า “หิวจังเลย” คุณมาตาลดาจึงบอกว่าจะพาไปหาอะไรกิน แต่คุณฝนยืนยันที่จะไปเอง จากนั้นคุณฝนก็หายไปสักพักใหญ่ จนคุณมาตาลดาต้องเดินไปดูด้วยตัวเอง สิ่งที่เห็นคือ คุณฝนกำลังต้มและกำลังกินไส้อยู่! คุณมาตาลตาบอกกับคุณฝนไปว่า “ฝนอย่ากินแบบนี้ได้ไหม มันเหม็นคาว มันไม่ดี” คุณฝนก็หันกลับมาตอบว่า “ถ้ากูไม่กินมัน มันสั่งให้กูกินมึง!” คุณมาตาลดาอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงเพื่อนจึงตัดสินใจโทรหาที่บ้านคุณฝนให้มารับพอญาติมารับ คุณฝนก็ได้กลับไปอยู่ที่บ้าน คุณมาตาลดาก็พักอยู่ที่หอ หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ที่บ้านของคุณฝนโทรมาบอกว่า “มาดูใจฝนมันหน่อย มันจะไม่ไหวแล้ว” ด้วยความเป็นเพื่อนคุณมาตาลดาก็เลยไปที่บ้านของฝน พอไปถึงคุณมาตาลดาเห็นคุณฝนซูบผอมเนื้อติดกระดูก เสื้อผ้าไม่ใส่ นอนหมดสภาพ จึงเดินเข้าไปจับมือคุณฝนและพูดคุยกัน คุณฝนพูดว่า “มาตาลดา.. ในระหว่างที่อยู่ด้วยกัน มันสั่งให้กูกินมึงทุกวันเลย แต่กูเลือกที่จะไปกินของดิบของสด” คุณฝนพยายามจะยื้อสิ่งที่อยู่ในตัว เหมือนมีอะไรอยู่ในตัวเขา และมีเสียงในหูบอกว่า “มึงกินมันสิ มึงกินมันสิ ” หลังจากนั้นคุณฝนก็เสียชีวิตลงในวันนั้น...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

26 ม.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณป๊อป The Ghost 'วิญญาณหลอน B8' l อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost [ 20 ม.ค.2569 ]

การดูหนังผีในโรง ที่ไม่ได้หลอนเพียงแค่ในจออีกต่อไป เมื่อความตั้งใจ คือการมาดูหนังผีเรื่องดังตามกระแส แต่กลับเจอน้ำ และขนมไทยสุดแปลกวางอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งตัวเขานั้นเข้ามาคนแรกในโรง ระหว่างที่นั่งดูหนังกำลังฉาย ก็มีความรู้สึกขนลุกเหมือนไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว แต่เก้าอี้ตัวข้าง ๆ นั้นไม่มีใครนั่งอยู่ นอกจากขนมที่วางไว้ แต่กลับรู้สึกว่า เหมือนโดนแขนของใครบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อออกไปจากโรงหนังทำให้รู้เรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก และน่าจดจำยิ่งกว่าหนังตรงหน้า.. เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ป๊อป The Ghost’ (20 มกราคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘วิญญาณหลอน B8’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ “คุณป๊อป” ที่มาเล่าเรื่องราวของน้อง ให้นามสมมุติว่า (บี) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยน้องบี เกิดอยากดูหนังผีชื่อดังเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์ จึงได้จองตั๋วหนังรอบประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ และเลือกที่นั่งแถว B9 ซึ่งเป็นแถวที่อยู่แถบบน ๆ ของโรงหนัง และมีเพียงน้องบี ที่จองที่นั่งในแถวนั้นเพียงคนเดียว น้องบี ก็ได้ซื้อน้ำ และขนมเพื่อจะนำมากินในขณะที่ดูหนัง เมื่อถึงเวลา 4 โมงตรง ทางพนักงานตรวจตั๋วหนังก็ได้ให้ตัวน้องบี เข้าไปนั่งรอในโรงหนังก่อน และเมื่อน้องบี เดินไล่ที่นั่งมาจากเลขที่นั่ง B1 B2 B3 มาเรื่อย ๆ ก็ต้องสะดุดตาเข้ากับที่นั่งเลขที่ B8 เนื่องจากว่าได้มีแก้วน้ำ และขนมไทยที่วางอยู่บนกระทง และห่อซีนพลาสติกไว้.. น้องบี ก็ได้เกิดความสงสัยขึ้นมาทันที เนื่องจากน้องบี คือลูกค้าคนแรก ที่พนักงานตรวจตั๋วเปิดโรงหนังให้เข้ามา อีกทั้งตอนที่เขาจองที่นั่งนั้นไม่มีใครจองที่นั่งข้าง ๆ แต่ทำไมถึงมีแก้วน้ำ และขนมไทยวางอยู่ ซึ่งในโรงหนังไม่ได้มีการเปิดจำหน่ายขนมไทยให้กับลูกค้า แต่น้องบี ก็ได้สลัดความสงสัยนั้นออกไป และคิดเพียงแค่ว่า คงอาจจะอยากอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยเพียงเท่านั้น และคิดว่าเจ้าตัวอาจจะคงกำลังไปเข้าห้องน้ำอยู่ เดี๋ยวอีกสักพักก็คงจะกลับมา ในขณะที่น้องบี กำลังนั่งดูตัวอย่างหนังอยู่นั้น ก็ได้มีไฟฉายส่องมาที่หน้าของตน และได้พบเข้ากับพนักงานที่เดินมาถามว่า “พี่ครับ คนข้าง ๆ พี่ อยู่ไหนอะพี่” ตัวน้องบี ก็ได้ตอบกลับไปว่า “พี่ก็ไม่รู้ อยู่ไหนอะ พี่มาพี่ก็ไม่เจอนะ” พนักงานคนนั้นจึงได้พูดต่อว่า “อ่าวหรอ ก็นึกว่าพี่เจอ ถ้าพี่ไม่เจองั้นผมไปแล้วนะ” และได้ทิ้งความสงสัยไว้ให้น้องบีต่อไป เมื่อหนังเริ่มฉายน้องบี ก็ได้เกิดความรู้สึกระแวง และขนลุกซู่ขึ้น เมื่อได้เผลอนำแขนไปเท้ากับเบาะที่นั่งข้าง ๆ เบาะ B8 ทำให้ตลอดการดูหนัง ที่ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่นำแขนไปเท้าเบาะ จะรู้สึกขนลุกซู่อยู่เสมอ เรียกได้ว่าหนังที่ว่าน่ากลัว ของจริงดันน่ากลัวซะยิ่งกว่า น้องบี จึงได้ยกมือขึ้นมาไหว้ และพูดขอว่า “ขอดูหนังให้จบก่อนได้ไหม เสียเงินไปเยอะเลย เสียดายเงิน เสร็จแล้วไม่ต้องตามกลับ จบกันแค่นี้นะ” พร้อมกับความรู้สึกที่ระแวงอยู่ตลอดการนั่งดูหนัง เมื่อหนังจบลง น้องบี ก็ได้ออกไปเจอพนักงานตรวจตั๋วคนเดิม น้องบี จึงได้ถามไปว่า “น้อง สรุปแล้วไอ้คนที่นั่งข้าง ๆ พี่คือใคร” พนักงานหนุ่มคนนั้นจึงได้ตอบกลับมาว่า...“ผมเห็นจริง ๆ เป็นผู้หญิง” น้องบี จึงได้ตอบกลับไปว่า “แล้วเขาไปไหนอะ” แต่พนักงานหนุ่มก็ได้ตอบว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่”ทั้งคู่จึงได้พากันเดินขึ้นไปดูห้องคอนโทรลข้างบนโรงหนัง ซึ่งเป็นห้องที่มีการเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงหนังไว้ และได้เห็นเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในโรงหนัง ผมยาวปิดครึ่งหน้า ใส่เสื้อคลุมที่เหมือนเสื้อคลุมสีน้ำตาล กระโปรงสีชมพู พร้อมในมือถือขนมไทย และแก้วน้ำ แต่ทั้งสองก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นเมื่อคลิปจากกล้องวงจรปิดได้เล่นต่อไปจนหนังฉายจบ แต่ก็ไม่มีภาพที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากโรงหนัง หรือเดินไปเข้าห้องน้ำเลย ซึ่งในท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ไม่ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครหรือมีตัวตนอยู่บนโลกนี้จริงหรือไม่กันแน่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-