เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

07 มิ.ย. 2025

        เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณใหม่ รอเรน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เล่าเรื่องของ ‘น้องช่างผมวัย 22 ปี’ ที่เคยทำอาชีพมอบความสุขให้กับผู้อื่นหรือ ‘อาชีพเด็กเอ็น’ กับเบื้องหลังชีวิตที่ไม่มีวันลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’

        คุณรอเรนได้เล่าว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เป็นเรื่องของน้องช่างทำผมคนหนึ่งที่มาถ่ายทอดให้ฟังด้วยตัวเอง ให้นามสมมติว่า ‘น้องดาว’ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะผันตัวมาเป็นช่างทำผมอย่างทุกวันนี้ โดยในตอนนั้น ดาวยังอายุเพียง 22 ปี และเคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับการมอบความสุขให้กับผู้อื่น หรือที่รู้จักกันในว่า ‘เด็กเอ็น’ ด้วยความที่ยังอ่อนวัยและไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก เธอจึงสนิทสนมและไว้วางใจรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษ ให้นามสมมติว่า ‘พี่รุ้ง’ วันหนึ่งพี่รุ้งได้พูดกับเธอในลักษณะชักชวนว่า

        “เออ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย มันอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด กูจะไปทำอะไรบางอย่าง..”

        ดาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ก็ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นด้วย ซึ่งพี่รุ้งอาสาออกค่าเดินทางต่าง ๆ ให้ และได้บอกกับเธออีกด้วยว่า

        “กูจะไปทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ทำให้มีเสน่ห์ จะกี่บาทไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูจะช่วยจ่าย 50% แล้วทำให้มึงด้วยอีกชิ้น”

        หลังจากเดินทางไปถึงที่หมาย ดาวเล่าว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดูอลังการมาก จากนั้นก็ได้รู้ว่าหากจะต้องทำพิธี ต้องใช้ดินจากป่าช้า 1 ก่อนและน้ำจาก 9 ท่า เมื่อทราบเช่นนั้น จึงเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ส่งมอบให้ใช้ในพิธี ก่อนจะนั่งรออยู่ด้านนอก

        เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เธอเล่าว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา คือของเหลวในขวดเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายน้ำมันพราย และถุงอีกชิ้นหนึ่ง ใช้สำหรับนำไปฝังใต้ต้นดอกรัก ซึ่งทุกคนต่างก็ได้รับมาคนละชิ้น พอทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินทางกลับขึ้นมากรุงเทพฯ ทันที

        เวลาผ่านมาเพียง 2-3 วัน ดาวก็นำของที่ได้มาใช้ทันที เพราะคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในการทำงาน

        ในคืนแรกที่ลอง ดาวเอ่ยขอในใจว่า “วันนี้ยังไงก็ได้ ขอให้ได้เงินแสน”

        สิ้นสุดคำขอในคืนนั้น ดาวก็ได้รับเงินแสนสมคำปรารถนาจริง ๆ และด้วยความดีใจ เธอนำเงินมากองรวมกันบนเตียงอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จับเงินแสน แต่ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น พี่รุ้งที่ไปทำพิธีด้วยกันต่างก็มีงานเข้ามา ทั้งบินในประเทศและต่างประเทศ งานเริ่มไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น

        วันต่อมา เธอจึงลองขออีกครั้งหนึ่งว่า “วันนี้ขออีกสองหมื่น”

        แล้วเธอก็ได้จริง ๆ

        จากนั้นมา ดาวก็เริ่มขอซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอมากขึ้นทีละนิด และทุกครั้ง คำขอก็กลายเป็นจริงเสมอ เธอทำแบบนี้เกือบสองปี

        แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้กำลังจะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เรื่องราวเกิดในช่วงที่ดาวอายุ 24 ปี ใกล้เข้าเบญจเพส เธอเริ่มมีเงินมากขึ้น แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีคนรอบตัวทักเธอว่า

        “มึงมากับใคร มึงอยู่กับใคร”

        ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เธอไปนอนห้องกับเพื่อน เพื่อนเธอต่างก็ทักว่า

        “ทำไมกูรู้สึกว่าเหมือนมึงไม่ได้นอนคนเดียว”

        จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอได้ไปที่ห้องของพี่รุ้ง พอไปถึงเธอก็ได้มีการพูดคุย กินข้าวร่วมกัน

        แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่รุ้งเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง แต่อาการของพี่รุ้งกลับไม่เหมือนคนที่ตายจากโรค ส่วนตัวดาวเองก็เริ่มมีอาการป่วย ผอมลง ซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งช่วงเวลา 6 โมงเย็น และเที่ยงคืน เธอมักรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาบีบร่างเธอไว้แน่น  บางครั้งถึงขั้นอยากจะขยำหัวตัวเอง

        สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากก็คือ ทั้งพี่รุ้งและดาว ในช่วงกลางวันจะเป็นปกติ แต่พอตกช่วงกลางคืน เธอทั้งสองกลับมีหน้าตาที่สะสวยเพิ่มมากขึ้น

        จากเหตุการณ์เหล่านี้ ดาวจึงเริ่มรู้ตัวว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่?” นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจจะนำของมาให้คนช่วยแก้ และของนั้นก็คือถุงที่เธอเคยนำไปฝังไว้ใต้ต้นรักเมื่อหลายปีก่อน

        แต่เมื่อดาวกลับไปที่ที่เคยฝังไว้ ต้นรักต้นนั้นกลับหายไปและกลายเป็นคอนโดแทน ด้วยความสิ้นหวังนี้ เธอจึงคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอพยายามอ้อนวอนขอช่วยเธอที คนที่ช่วยแก้ของจึงได้นำถุงบางอย่างออกมาให้ชิ้นหนึ่ง แล้วให้เธอนำถุงนี้ไปโยนลงทะเล นอกจากนั้นยังให้เปลี่ยนชื่อ-นาสกุล พร้อมกับสักยันต์ห้าแถว และสักที่ฝ่ามือ เพื่อเป็นการบ่งบอกตำหนิว่าคนนี้ไม่ใช่คนเดิม เพื่อให้อีกคนจำไม่ได้ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

        หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ของพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปเล่น มันมีจริง ๆ และเธอก็โดนมากับตัว..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนิว ‘บ้านกองพัน’ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

16 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณนิว ‘บ้านกองพัน’ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณนิว’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘บ้านกองพัน’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนิวเล่าว่า ตนเป็นทหารเรือสัตหีบ และได้ติดยศรับราชการของกองพันนี้ ซึ่งทางกองพันมีบ้านพักให้ คุณนิวจึงใช้ทะเบียนสมรสยื่นขอ ซึ่งปกติต้องเข้าคิวรอบ้านพักประมาณ 2 ปี เวลาผ่านมาประมาณ 1 ปีกว่า พี่คนที่จัดคิวบ้านพักก็ติดต่อมา ”นิว เองจะมั้ย บ้านพักอะ“ คุณนิวถามก่อนเลยว่า ”พี่ ทำไมได้คิวไวจัง“ แล้วเขาก็ถามกลับมาว่า ”กลัวผีไหม“ คุณนิวตอบ ”ตัวผมไม่ได้กลัวเพราะเจอบ่อย“ จากนั้นพี่เขาก็เล่าให้ฟังว่า ที่ได้คิวเร็วเพราะคนที่อยู่บ้านพักนี้เสียชีวิต แต่ไปเสียที่โรงพยาบาล ไม่ใช่ที่บ้าน คุณนิวจึงคิดว่า ‘งั้นก็ไม่เป็นไรนี่ เราได้บ้านไวก็ดี’ เมื่อถึงวันที่เข้าดูบ้าน ลักษณะบ้านพักของทหารคือบ้าน 2 ชั้น ข้างบนเป็นไม้ ตรงกลางเป็นบันไดไม้ สภาพบ้านสกปรกมาก ขี้นกเต็มไปหมด เหมือนกับว่าลูกสาวของเจ้าของบ้านคนก่อนเอาบ้านนี้ไว้เก็บของอย่างเดียว ไม่ได้อยู่อาศัย คุณนิวจึงทำความสะอาด และย้ายเข้ามาอยู่.. อธิบายลักษณะบ้านเพิ่มเติมว่า เมื่อเข้าไปในบ้าน ตรงกลางจะเป็นห้องโถง เดินเข้าไปจะเป็นบันไดขึ้นไปชั้น 2 ถัดจากบันไดจะเป็นห้องน้ำ นอกจากนี้ตรงกลางบ้านจะมีเตียงไม้เก่า ๆ สภาพใช้งานไม่ได้ คุณนิวจึงซ่อมจนสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จากนั้นก็วางไว้ตรงนั้น เผื่อใช้นอนเวลากลับบ้านมาตอนดึก บ้านนี้มีเหตุการณ์แปลกตรงที่ทุกวันพระเวลากลางคืน จะมีเสียงไม้ลั่น คุณนิวเข้าใจว่า บ้านไม้หลังนี้มันเก่าแล้วก็คงจะมีเสียงบ้าง แต่มันจะมีเสียงเฉพาะวันพระ เหมือนคนมาเดินหน้าห้อง ซึ่งคุณนิวไม่ได้กลัว ครั้งแรกที่เจอ คุณนิวนอนอยู่ที่เตียงข้างล่าง ลักษณะกึ่งหลับกึ่งตื่น ได้เห็นเงาผู้ชายตัวผอม สูงถึงเพดานมายืนจ้อง คุณนิวไม่ได้กลัว แต่ก็ทำได้แค่จ้องมองกลับไป เงานั้นมองคุณนิวประมาณ 1 นาที จนคุณนิวพูดว่า ”ผมไม่ได้กลัวนะ จะไปไหนก็ไป“ แล้วสิ่งนั้นก็ลอยทะลุเพดานขึ้นไป จริง ๆ แล้ว คุณนิวก็แอบตกใจเพราะไม่เคยเจอเต็มตาแบบนี้มาก่อน ปกติจะเห็นแค่มาแว๊บ ๆ แล้วก็ไป แล้วก็ผ่านไปโดยที่ไม่ได้เล่าให้แฟนฟังเพราะแฟนกลัวผีมาก หลังจากวันนั้น พ่อตาก็มานอนที่บ้าน ที่เตียงนี้ แล้วพ่อตาก็โดนเหมือนกัน แต่เป็นในฝัน เป็นผู้ชายตัวสูงมายืนจ้องเหมือนกับที่คุณนิวเจอ ในตอนนั้นคิดเพียงว่า ‘มันก็แค่ฝัน มันอาจจะเหมือนกัน แต่ก็คงบังเอิญแหล่ะ’ แต่เรื่องที่ไม่บังเอิญคือ แฟนคุณนิวเป็นครู ก็จะมีเด็กมาเรียนพิเศษช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นเด็กชั้นอนุบาล พอเด็กลงรถมา พ่อแม่ก็กลับไป แต่เด็กคนนั้นร้องไห้ ไม่ยอมเข้าบ้าน พอถามว่าเป็นอะไร น้องก็บอกว่า มีผู้ชายตัวผอม ๆ สูง ๆ ยืนจ้องไม่ยอมให้เข้าบ้าน ซึ่งไม่มีทางที่คุณนิวจะเล่าให้เด็กฟังอยู่แล้ว คุณนิวจึงไปเล่าให้พี่ที่ทำงานฟังว่าเจออะไรมา แต่พี่ที่ทำงานสวนกลับมาว่า “เอ้อ พี่ว่าจะทักตั้งแต่วันที่ได้คิวแล้ว อยู่ไปได้ยังไงวะ บ้านนั้นมีตายตั้ง 2 ศพแล้ว” คุณนิวตกใจถามกลับไปว่า “2 ศพคืออะไรพี่ พี่เขาตายที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรอ” เขาจึงเล่าให้ฟังว่า “ก็ใช่ แต่ก่อนหน้านั้น มีตายที่เตียงนั่นอีกคนนึง เขาเป็นผู้ป่วยติดเตียง เลยไม่ใช้เตียงนั้นไง ไม่เอะใจหรอ” คุณนิวคิดว่าเขาคงหวงเตียง แล้วเวลาก็ผ่านไป.. ขอเล่าเพิ่มเติมว่า ปกติแล้วตัวคุณนิวจะไปอยู่ที่ชายแดน ส่วนแฟนจะอยู่บ้านคนเดียวบ่อย วันนั้นแฟนโทรมาประมาณ 3-4 ทุ่ม บอกว่า “ช่วยด้วย โดนผีหลอก มีชายคนหนึ่งตัวสูง ๆ มากระชากแขน เขาให้ออกจากเตียง พอสบัดแขนออกมาได้ ก็เลยวิ่งออกมาข้างนอก เจอพวกพี่ที่นั่งสังสรรค์กันอยู่ แล้วเล่าลักษณะให้ฟัง พี่เขาก็พูดกันว่านั่นแหล่ะ คนที่ตายในบ้าน” วันนั้นคุณนิวเดือดมาก รีบกลับบ้านไปแล้วเข้าไปในบ้าน คุณนิวสบถออกมาว่า ”พี่! ผมไม่สนหรอกนะว่าพี่จะอยู่ก่อนหรืออะไร พี่ไปดูชื่อหน้าบ้านว่ามันเป็นชื่อใคร แล้วจะดูไหมคำสั่งกองพันอะ เดี๋ยวจะปริ้นท์มาให้ดู“ คุณนิวยืนพูดอยู่คนเดียว เหมือนคนบ้า แล้วก็พูดอีกว่า ”นี่อะ บ้านผม จะมาอยู่สร้างความเดือดร้อนทำไม เด็กเขามาเรียนก็ไปหลอกเขาร้องไห้ บ้าหรือป่าว!“ พอหลังจากนั้น 1 อาทิตย์ คุณนิวก็เห็นเลข 3 ตัว แล้วตอนเช้ามืดวันหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงเคาะหัวเตียง ป๊อก ป๊อก ป๊อก งวดนั้นถูกหวยทั้งบนและล่าง เหมือนเขามาขอโทษ เพราะคุณนิวพูดว่า “ถ้าอยู่แล้วสร้างความเดือดร้อน ก็ไม่ต้องมาอยู่” แต่ตอนนั้นคุณนิวทำเรื่องคืนบ้านหลังนั้นไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าคนที่มาอยู่ต่อจะเจออะไรไหม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

06 เม.ย. 2024

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณขวัญ’ ที่ ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดวงที่มีวิณญาณมาของขอความช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า คุณขวัญเองมีอาชีพเป็นหมอดู กลางคืนก็จะรับคิวดูดวง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งก็จะไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับลูกดวงในทุก ๆ คืน ในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว คุณขวัญก็ขึ้นไลฟ์สดปกติ และคุณขวัญก็เล่าว่าบ้านเก่าที่เคยอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ห้องดูดวงกับห้องทำงานอยู่ชั้น 2 หากเปิดหน้าต่างในห้องทำงานก็จะเห็นประตูหน้าบ้านติดกับถนน คืนหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คุณขวัญกำลังเตรียมของเพื่อไลฟ์สดก็ได้ยินเสียงคล้ายกับก้อนหินกระทบกับประตูรั้วหน้าบ้าน แต่คุณขวัญก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งกำลังจะเปิดไลฟ์ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นเสียงเหมือนมีคนขว้างบางอย่างใส่ประตูรั้วหน้าบ้าน คุณขวัญจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง แต่มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่สุนัขหรือรถวิ่งผ่านก็ไม่มี คุณขวัญจึงปล่อยผ่านไปแล้วมาขึ้นไลฟ์คุยกับลูกดวงปกติ แต่ในระหว่างคุยอยู่นั้น หางตาก็เห็นเหมือนมีกลุ่มควันดำ ๆ อยู่ที่มุมห้องของตนเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไป ในใจคิดแค่ว่าตัวเองคงตาฝาดจึงไม่ได้สนใจ วันถัดมาเวลาเดิม (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) คุณขวัญก็เตรียมของเพื่อที่จะไลฟ์คุยกับลูกดวงเหมือนทุกวัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทบกับประตูหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณขวัญแอบไปดูตรงหน้าต่าง ก็เห็นคล้ายกับคนยืนอยู่ จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้น 2 เพื่อที่จะมาดูหน้าประตู แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร คุณขวัญได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครวะ’ แล้วก็เดินขึ้นไปไลฟ์สด ช่วงที่ไลฟ์อยู่นั้นทุก ๆ 10 นาทีก็ได้ยินเสียง “ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก” เป็นเสียงคล้ายก้อนหินถูกขว้างใส่ประตูหน้าบ้าน จนเขารู้สึกหงุดหงิดในใจ คิดว่าใครมาแกล้งหรือเปล่า พอสิ้นความคิดก็มีภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องมุมเดียวกับที่เห็นกลุ่มควันเมื่อวาน แต่ที่เห็นคือเด็กผู้ชายยืนก้มหน้าอยู่ประมาณ 5 วิแล้วก็หายไป คุณขวัญรู้สึกกังวลใจจึงไลฟ์ต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ปิดไลฟ์ แล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องได้ว่า ‘น่าจะมีใครสักคนต้องการจะสื่อหรือคุยอะไรหรือเปล่า’ จากนั้นคุณขวัญก็นั่งสมาธิ แล้วคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น... วันถัดมา คุณขวัญรันคิวดูดวงตามปกติจนกระทั่งคิวนี้.. ในขณะที่กำลังเคลียร์พลังงานของตัวเองเพื่อที่จะดูคิวต่อไป ก็เห็นภาพเด็กคนนั้นขึ้นมาในความคิด แต่สิ่งที่คุณขวัญเห็นคือเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะของบ้านเป็นประตูกระจกที่เป็นบ้านเลื่อน เป็นประตูที่ติดกับข้างบ้าน ตรงข้างบ้านจะเป็นบริเวณหญ้าเหมือนเป็นมุมจิบกาแฟ คุณขวัญเห็นน้องผู้ชายคนนี้ยืนร้องไห้ ไม่พูดไม่คุยอะไร เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว คุณขวัญจะต้องเข้าคิวถัดไปจึงรีบเคลียร์ภาพเหล่านั้นออก คิวนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ปรึกษาเรื่องปกติเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความรัก ในระหว่างที่คุยกัน ก็มีภาพน้องผู้ชายคนนั้นก็แว๊บขึ้นมาร้องไห้เหมือนเดิม คุณขวัญจึงขอเบรคลูกดวงก่อนแล้วบอกว่า “ขอโทษนะคะ รู้จักเด็กผู้ชายลักษณะผอมสูง ใส่เสื้อเชิ้ตมีกระดุมกางเกงขายาว ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ไหม ขวัญเห็นยืนอยู่ในบ้าน” แล้วคุณขวัญก็อธิบายลักษณะบ้านให้ลูกดวงคนนี้ฟัง น้องผู้หญิงคนนี้ก็เงียบไปสักครู่นึงแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณขวัญจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อนให้ฟัง แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่า “สิ่งที่คุณขวัญเห็น เป็นลักษณะของน้องชาย ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว” และบ้านที่คุณขวัญเห็นเป็นบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวนี้เคยอยู่ต้อนที่น้องผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณขวัญก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น.. หลังจากนั้นก็คุยเรื่องดวงต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายคนนั้นพูดว่า “พาหนูไปด้วย หนูเหงา” พร้อมกับร้องไห้ออกมา คุณขวัญจึงบอกกับน้องผู้หญิงคนนั้นไปว่าได้ยินเสียงน้องผู้ชายพูดมาแบบนี้ และถามว่า “ตอนที่ตัดสินใจย้ายบ้านได้เรียกน้องไหม แล้วตอนเข้าบ้านใหม่บอกเจ้้าที่เจ้าทางที่ใหม่หรือเปล่าเพื่ออนุญาตให้น้องเข้า” น้องผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า “เท่าที่จำได้ ไม่ได้มีการจุดธูป ไม่ได้เรียกน้องแบบจริงจังเลย” คุณขวัญคิดว่าน้องน่าจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมคนเดียวเหงา ๆ แล้วก็น่าจะคิดถึงครอบครัว จึงพยายามมาสื่อสารเพื่อที่จะให้ทางครอบครัวรับรู้ คุณขวัญจึงแนะนำไปว่า “ถ้าสมมติมีโอกาสกลับมาบ้านหลังนี้ ให้เรียกน้องกลับไปที่บ้านหลังใหม่ แล้วก็บอกเจ้าที่เจ้าทางให้เขารับรู้และให้เขาอนุญาตให้น้องได้เข้าบ้าน” คุณขวัญยังนึกสงสัยว่า ‘ทำไมดวงวิณญาณมาหาถึงหน้าบ้าน’ ก่อนจะวางสายจึงคุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ว่า “บ้านเก่าที่เราเจอดวงวิณญาณอยู่ที่ไหน” น้องผู้หญิงก็บอกว่าอยู่จังหวัดเดียวกับคุณขวัญ ซึ่งห่างจากบ้านของคุณขวัญแค่ไม่กี่กิโลเมตร แล้วเมื่อ 3 วันก่อนคุณขวัญก็เพิ่งไปหาเพื่อนแถวนั้นมาพอดี คุณขวัญเล่าว่าน้องน่าจะหาคนที่สื่อสารได้เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเขายังอยู่ตรงนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ปริศนาที่ต้องใช้เวลาในการหาคำตอบ! หลังจากจบทริปเที่ยว ‘อาร์ต พศุตม์’ ก็เจอวิญญาณตามติด! สืบสาวราวเรื่องจึงได้พบว่า “รอยยิ้มที่มอบให้กันในวันนั้น ทำให้จิตสุดท้ายของเขาผูกไว้กับเรา”

04 เม.ย. 2023

ปริศนาที่ต้องใช้เวลาในการหาคำตอบ! หลังจากจบทริปเที่ยว ‘อาร์ต พศุตม์’ ก็เจอวิญญาณตามติด! สืบสาวราวเรื่องจึงได้พบว่า “รอยยิ้มที่มอบให้กันในวันนั้น ทำให้จิตสุดท้ายของเขาผูกไว้กับเรา”

เรื่องหลอนสุดพีคเกี่ยวกับการเจอวิญญาณปริศนามาตามติดจาก ‘อาร์ต พศุตม์’ ที่ได้เล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (21 มีนาคม 2566) ชวนให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ นั่งเกร็งขนลุกและลุ้นไปกับการไขปริศนาในครั้งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญอ่านไปพร้อมกันได้เลย! คุณอาร์ตเล่าว่าเรื่องราวที่เป็นปริศนานี้ ต้องใช้เวลาและการสืบสวน จนเรื่องค่อย ๆ ถูกเฉลยไปทีละอย่าง และปะติดปะต่อกันจนเข้าล็อค เรื่องมันเริ่มจากคุณอาร์ตไปถ่ายรายการ ‘One ArtArt’ ซึ่งเป็นคอนเทนต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวบนช่อง YouTube ของตัวเอง ในครั้งนี้คุณอาร์ตไปถ่ายทำถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี และสถานที่ที่จะไปนั้น คือ ‘สะพานศรีสุราษฎร์’ และ ‘แพ 500 ไร่’ เมื่อมาถึงสะพานศรีสุราษฎร์ในเวลาโพล้เพล้ แสงและบรรยากาศกำลังลงตัว คุณอาร์ตจึงเก็บภาพบรรยากาศด้วยโดรนและกล้องโกโปร เมื่อได้ภาพสวย ๆ ที่ต้องการแล้ว คุณอาร์ตและทีมงานก็พากันกลับไปที่โรงแรม มาเที่ยวทั้งทีก็ต้องมีสังสรรค์ กระทั่งเวลาเที่ยงคืน ทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอน คุณอาร์ตที่แยกห้องนอนอยู่คนเดียวก็พลันเหลือบไปเห็นเงาดำ ๆ พอมองชัด ๆ ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงผมยาวประบ่ายืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง คุณอาร์ตคิดในใจว่าไม่ใช่คนอย่างแน่นอน และด้วยความที่ไม่ได้กลัวและเหนื่อยมาก จึงพูดกับวิญญาณตนนั้นไปว่า “ขอนอนนะ เพราะพรุ่งนี้ทำงาน” พูดจบก็ผล็อยหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้น คุณอาร์ตก็ออกถ่ายรายการต่อที่แพ 500 ไร่ สถานที่ท่องเที่ยวที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและผืนน้ำสีฟ้ามรกต ทีมงานเห็นว่าคุณอาร์ตชอบเล่นน้ำมาก จึงชวนให้มาเล่นน้ำด้วยกัน แต่วันนั้น คุณอาร์ตกลับรู้สึกแปลกไปและไม่อยากลงเล่นน้ำ แม้แต่ตอนที่ต้องไปพายเรือคายัก คุณอาร์ตก็รีบพายเพื่อเก็บภาพแล้วรีบกลับขึ้นฝั่ง นั่นสร้างความแปลกใจให้ทีมงานแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร หลังจากนั้นไม่นาน หนึ่งในทีมงานก็ขอกลับเข้าฝั่งเพื่อไปทำธุระก่อน และเนื่องจากที่นี่ไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์ ทีมงานคนนั้นจึงกลับมาแจ้งข่าวร้ายว่าคุณพ่อของเขารถคว่ำ ทุกคนจึงต้องกลับอย่างกะทันหัน 2 – 3 วันหลังจากนั้น ก็มีข่าว ‘ผู้หญิงโดดสะพานศรีสุราษฎร์’ ขึ้นมาที่หน้าฟีดในโซเชียลมีเดียของคุณอาร์ต แต่ก็ไม่ได้กดเข้าไปอ่านรายละเอียดของข่าวแต่อย่างใด ผ่านไปอีก 2 – 3 วัน ข่าวนี้ก็ขึ้นหน้าฟีดอีกครั้ง คราวนี้คุณอาร์ตรู้สึกตงิดใจแปลก ๆ ขึ้นมา จึงตัดสินใจกดเข้าไปอ่าน ปรากฏว่าผู้หญิงที่โดดสะพานวันนั้น เป็นวันเดียวกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับตอนที่คุณอาร์ตอยู่บนสะพานนั้นพอดิบพอดี คุณอาร์ตจึงเช็คภาพจากกล้องที่ได้บันทึกมา ก็พบว่ามีภาพผู้หญิงคนนั้นติดอยู่ในกล้องด้วย! และภาพความทรงจำในหัวของคุณอาร์ตก็ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น ว่าผู้หญิงคนนี้ได้มองมาที่ตนพร้อมกับส่งยิ้มให้ หลังไล่ดูภาพจบคุณอาร์ตก็คิดว่านี่คงเป็นแค่การบังเอิญเจอกันก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะตัดสินใจจบชีวิตลง.. เวลาผ่านไปจนกระทั่งมีเรื่องแปลก ๆ เกิดขึ้น คุณอาร์ตรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังตามติดตัวคุณอาร์ต จึงได้ถามผู้หญิงที่นับถือ (คุณอาร์ตไม่ได้ให้ข้อมูลว่าเป็นใคร) ว่าวิญญาณที่ตามอยู่เป็นใคร มาจากไหน แต่คำตอบที่ได้ก็ยิ่งทำให้คุณอาร์ตทวีความสงสัย เพราะรู้แค่เพียงว่าเป็นผู้หญิง แต่ไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร.. ความสงสัยรังแต่จะทำให้คุณอาร์ตไม่สบายใจและตงิดใจขึ้นมาอีกครั้ง จึงเปิดดูภาพฟุตเทจที่ถ่ายติดผู้หญิงที่โดดสะพานดูอีกครั้ง เมื่อสังเกตดูดี ๆ อีกครั้ง คุณอาร์ตก็แทบช็อค! เพราะรูปร่างหน้าตาลักษณะของผู้หญิงคนนี้ตรงกับสิ่งที่เห็นในมุมมืดตรงประตูที่โรงแรม! คุณอาร์ตจึงคิดว่าใช่แน่ ๆ เพราะหากเทียบทามไลน์วันเวลาที่เขาเสียชีวิตก็จะตรงกันพอดีกับเหตุการณ์ที่คุณอาร์ตเจอ คำถามผุดขึ้นมาในหัวทันทีว่า “เขาตามเรามาทำไม? และตามมาเพื่ออะไร?” ปริศนาและวิญญาณที่ตามติดอยู่กับคุณอาร์ตร่วมเดือน คุณอาร์ตจึงพยายามหาจุดเชื่อมโยงของเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง จนพบว่า ตอนที่ไปเที่ยวแพ 500 ไร่ แล้วรู้สึกว่าไม่อยากลงเล่นน้ำ เพราะผู้หญิงคนนั้นเสียชีวิตในน้ำ ราวกับเขามองดูอยู่ในน้ำอย่างไรอย่างนั้น และยังพบอีกว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่คุณพ่อของหนึ่งในทีมงานเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ พอได้รับการรักษาแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามีผู้หญิงใส่เสื้อสีน้ำตาลตัดหน้ารถเขา จนเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง เมื่อคุณอาร์ตวิเคราะห์ดูแล้วก็ตรงกับลักษณะของผู้หญิงที่กระโดดสะพานเสียชีวิต! คุณอาร์ตนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้หญิงที่นับถือฟังอีกครั้ง และถามว่าคุณพ่อของทีมงานคนนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร เธอจึงตอบว่า ในคืนที่นั่งดื่มสังสรรค์กันที่โรงแรม ถ้ามีใครจิตอ่อนหรือมีญาติที่จิตอ่อนที่สุด ผู้หญิงคนนั้นก็จะไปหาทันที! นั่นทำให้คุณอาร์ตมั่นใจว่าเขาเองคิดถูก เมื่อปริศนาเริ่มคลี่คลาย แต่วิญญาณตนนั้นยังคงตามติดคุณอาร์ตอยู่เรื่อย ๆ และเมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร จึงไปขอคำปรึกษาจากพระรูปหนึ่ง พระท่านก็ตอบว่า “ช่วยอะไรไม่ได้ เขาอยากอยู่กับคุณอาร์ต” เมื่อไม่พบหนทางแก้ไขและผูกใจสงสัย “จะอยากอยู่เพื่ออะไร? ทั้ง ๆ ที่เจอกันแค่เสี้ยวนาที” คุณอาร์ตตัดสินใจนำภาพฟุตเทจที่ถ่ายติดผู้หญิงคนนี้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เพื่อเช็คว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันจริงหรือไม่จริงกันแน่.. และแล้วปริศนาทุกอย่างก็กระจ่าง เมื่อมีข้อความหนึ่งส่งรูปตัวเองที่ถ่ายคู่กับผู้หญิงคนนั้น พร้อมกับประโยคชวนขนหัวลุกว่า “คนนี้ไงคะ ที่โดดน้ำตาย” และอธิบายว่าสาเหตุมาจากทะเลาะกับแฟน ส่วนคนที่ส่งมาคือพี่สะใภ้นั่นเอง เมื่อคุณอาร์ตเพ่งมองดูรูปนั้นอีกครั้งก็จำได้ทันทีว่าก่อนที่จะไปถ่ายรายการ คุณอาร์ตไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมาแล้ว ผู้หญิงที่เสียชีวิตเป็นแฟนคลับที่บังเอิญเจอกับคุณอาร์ตในร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งความทรงจำดี ๆ ในวันนั้นจบลงที่ผู้หญิงคนนี้พูดไว้ว่า “ถ้าพี่อาร์ตมาอีกเมื่อไหร่ มาหาหนูอีกนะคะ” คุณอาร์ตก็ตบปากรับคำไปว่า “ได้ครับ เดี๋ยวมาหานะครับ” ในที่สุดเรื่องราวทุกอย่างก็ปะติดปะต่อกันจนครบ “รอยยิ้มที่มอบให้กันในวันนั้น ทำให้จิตสุดท้ายของเขาได้ผูกไว้กับเรา ที่พระท่านบอกว่า ช่วยอะไรเราไม่ได้ เพราะตัวเราต้องรู้เองว่าเขาเป็นใคร” คุณอาร์ตกล่าว หลังจากนั้นคุณอาร์ตจึงตัดสินใจพาเขากลับไปส่งยังที่สะพานแห่งนั้นพร้อมบอกกับเขาว่า“มาส่งแล้วนะ ไปอยู่ในที่ของตัวเอง ใครเชิญไปไหนก่อนหน้านี้ก็ไปตามเสียงเรียกนั้นนะ” และเขาก็หายไปและไม่ปรากฏให้คุณอาร์ตเห็นอีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

ปากดีที่ค่ายธรรมมะ มาจริง! ทั้งเสียงเท้าเดิน เห็นเป็นหน้า กลับบ้านก็ยังเจอฉ่ำ! จะรดน้ำมนต์ก็ติดขัดไม่ได้ไปสักที

22 ธ.ค. 2023

ปากดีที่ค่ายธรรมมะ มาจริง! ทั้งเสียงเท้าเดิน เห็นเป็นหน้า กลับบ้านก็ยังเจอฉ่ำ! จะรดน้ำมนต์ก็ติดขัดไม่ได้ไปสักที

เมื่อต้องไปเข้าค่ายธรรมะประจำปีของโรงเรียน แต่กลับมีแขกรับเชิญสุดหลอนมาร่วมด้วย หลังจากเอ่ยปากท้า! เรื่องนี้ ‘คุณตั้น The Shock’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจมดดำ’ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีเข้าค่ายธรรมะ’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! ‘คุณตั้น The Shock’ บอกว่า ‘น้องแนนสำลี’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อประาณ 10 ปีที่แล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นค่ายอบรมธรรมะ และทุกวันนี้ วัดนั้นยังคงเปิดเป็นค่ายอยู่ น้องแนนบอกว่าตอนนั้นอยู่ม.3 จะต้องไปเข้าค่ายที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งที่สอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะมาเข้าค่ายที่วัดแห่งนี้ทุกปี น้องแนนยังบอกอีกว่าครั้งแรกที่ไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะมีเพียงคำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพระและรุ่นพี่คอยเตือนว่าหากเป็นเด็กไม่ดีอาจจะเจอบางอย่างได้ น้องแนนที่ยังเด็กก็เชื่อฟัง ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างตั้งใจ และไม่เจออะไร แต่การไปค่ายปีนี้แตกต่างออกไปจากครั้งก่อน เนื่องจากน้องแนนโตขึ้น มีความเล่นซนเพิ่มขึ้นตามประสาเด็กทั่วไป ภายในสถานที่จัดค่ายจะมีห้องอบรมจะอยู่ที่ชั้นล่าง เป็นชั้นเดียวกับห้องนอนของเด็ก ๆ ส่วนห้องนอนอาจารย์จะอยู่ที่ชั้นสอง ห้องนอนสำหรับนักเรียนหญิงแบ่งเป็น 6 ห้อง เพื่อน ๆ และน้องแนนจึงไปสืบมาว่าห้องที่โดนผีหลอกเยอะที่สุดคือห้องที่ 4 น้องแนนจึงเลือกไปนอนห้องที่ 6 เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอ คืนแรกที่นอนในค่ายนั้น ต้องเข้านอนเร็วประมาณ 2 - 3 ทุ่ม อีกทั้งค่ายนี้พระอาจารย์ไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์เข้ามา แต่ทว่าน้องแนนและเพื่อน ๆ ได้แอบเอามา และนำออกมาเล่นก่อนนอน จนกระทั่งพระอาจารย์เดินตรวจความเรียบร้อย ก็พบว่าเด็ก ๆ แอบเล่นโทรศัพท์อยู่ จึงได้ยึดโทรศัพท์ไป เด็ก ๆ เครียดมากกลัวไม่ได้คืน จึงรวมหัวนั่งปรึกษากัน แต่ก็คุยกันว่าให้รีบนอน เพราะได้ยินเสียงเล่าลือว่าที่นี่มีผี น้องแนนที่ยังโมโหเรื่องโดนยึดโทรศัพท์ก็พูดขึ้นมาว่า “ผีมาสิดี จะได้ไปบอกพระอาจารย์ขอโทรศัพท์คืน” จากนั้นก็แยกย้ายกันนอน คืนที่สอง ปรากฏว่าได้ยินเสียงตะโกนจากห้องนอนที่ 3 ว่า “มีเงาอะไรแปลก ๆ เหมือนเจอผี!” น้องแนนที่ได้ยินจึงรีบวิ่งไปห้องที่สาม น้องแนนอยากรับผิดชอบคำพูดที่ตนเผลอพูดไปเมื่อคืน จึงบอกเพื่อนในห้องนั้นว่า “เดี๋ยวเรานอนห้องนี้เอง” หลังจากนั้นน้องแนนก็เก็บของจากห้องเก่าย้ายมาห้องใหม่ รวมทั้งพาเพื่อน และรุ่นน้องในกลุ่มไปด้วย ระหว่างที่นอนอยู่นั้น ก็หันไปเห็นพี่คนหนึ่งลุกขึ้นนั่งจากฟูก มีใบหน้าของคนรุ่นพี่คนนั้นถูกกระทบด้วยแสงที่ลอดมาจากบานเกร็ด แต่ทว่า หน้าของรุ่นพี่คนนี้ไม่ใช่คนที่น้องแนนรู้จัก กลายเป็น ‘หน้าของชายแก่สีขาวซีดที่หันมาจ้องน้องแนนอยู่..!’ จนกระทั่งน้องแนนรู้สึกว่าน้องที่นอนอยู่ข้าง ๆ มีเสียงสะอื้น ซึ่งเป็นเสียงสะอื้นที่แปลกมาก เพราะเป็นเสียงของน้องปนกับเสียงของผู้ชาย น้องแนนจึงหันไปถามว่า “เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” น้องคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “หนูเห็นพี่..หนูเห็นเหมือนพี่แหละ” แล้วก็กรี๊ดออกมา! จากนั้นภายในห้องก็ชุลมุน ทันใดนั้น ใบหน้าของรุ่นพี่คนนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนจากเพื่อนท้ายห้องว่า “ไอ้แนนไม่มีหัว!” จากนั้นเพื่อนคนที่ตะโกนก็ร้องห่มร้องไห้โวยวายอีกว่า “ผีเต็มเลย มันกำลังจะเข้ามาในห้องแล้ว ข้างนอกมีทั้งผีผู้ชาย ผีผู้หญิง ผีเด็กเต็มไปหมดเลย แล้วผีผู้หญิงอะ มันกำลังจะเปิดประตูเข้ามา ผมมันเลื้อยลอดประตูเข้ามาแล้ว!” ผ่านไปสักพัก ก็มีครูท่านหนึ่งวิ่งมา พยายามที่จะควบคุมสติทุกคน และบอกให้เด็ก ๆ ขึ้นไปชั้นสองที่เป็นห้องพระห้องใหญ่ น้องแนนบอกว่าตอนที่กำลังจะออกไป ได้ยินเหมือนเป็นเสียงฝีเท้าอยู่ที่ชั้นสองสะเทือนมาถึงชั้นที่น้องแนนอยู่ ในใจก็คิดว่าอาจารย์คงจะจัดพื้นที่เพื่อเตรียมให้เด็ก ๆ ย้ายขึ้นไป ปรากฏว่าพอขึ้นไปถึง ในห้องไม่มีใคร! เป็นห้องว่างเปล่าที่มีแค่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ในขณะนั้นเอง น้องแนนรู้สึกว่าอยากร้องไห้ รู้สึกเศร้าโดยไม่มีเหตุผล และน้ำตาไหลก็ไม่หยุด! อาจารย์นำพระมาคล้องคอให้แต่ไม่หาย สุดท้ายอาจารย์คนนี้ต้องไปตามอาจารย์ที่เหลือมาช่วย แล้วจึงได้รู้ว่าอาจารย์กลุ่มที่เหลือ 20 กว่าคนนั้น หนีไปนอนที่รีสอร์ทกันหมดแล้ว เหตุเพราะปีที่แล้วอาจารย์กลุ่มนี้มานอนที่นี่และโดนผีหลอกนั่นเอง! เมื่ออาจารย์ที่เหลือมาถึง จึงไปตามพระอาจารย์อีกวัดมาช่วย ซึ่ง ณ ตอนนั้นไม่ได้มีแค่น้องแนนคนเดียวที่ร้องไห้ น้องผู้หญิงที่นอนสะอื้นอยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มร้องไห้ด้วยเช่นกัน แต่น้องอาการไม่หนักเท่า อาจจะร้องเพราะตื่นตกใจ พระอาจารย์จึงมอบตะกรุดให้ แล้วบอกว่า “เป็นตะกรุดที่ถูกปลุกเสกขึ้นมาโดยเฉพาะ สำหรับเด็กที่ถูกผีหลอกที่นี่” พร้อมบอกว่า “มีอันนี้แค่อันเดียว เพราะคณะก่อนหน้า ก็โดนผีหลอกเหมือนกัน จึงแจกไปหมดแล้ว” สุดท้ายจึงเป็นน้องแนนที่ได้ตะกรุด หลังจากที่ได้มาก็น่าแปลกที่อาการเศร้าค่อย ๆ คลายหายไป เช้าวันต่อมาเป็นวันวิปัสสนา ทุกคนมานั่งร่วมกันบนอาสนะที่ถูกปูไว้ในห้องโถงใหญ่ เมื่อถึงช่วงเข้าฌาน พระอาจารย์ก็บอกให้ทุกคนเงียบ น้องแนนเริ่มรู้สึกเหมือนมีเสียงเรียกชื่อ “แนน...แนน...” อยู่ตลอดเวลา และรู้สึกอยากลืมตาขึ้นมา ขณะที่กำลังจะลืมตา มีเสียงแทรกเข้ามาที่หู ซึ่งเป็นเสียงของพระอาจารย์ บอกว่า “อย่าลืมตานะ เคยมีคนลืมตาแล้วสติเสียไปเลย” จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพระอาจารย์ค่อย ๆ เดินออกไป ประกอบกับได้ยินเสียงเพื่อนข้างหลังที่น่าจะลืมตาขึ้นมาดู พูดว่า “กูไม่เห็นจะเห็นอะไรเลย พระอาจารย์พูดอะไรวะ” น้องแนนจึงตัดสินใจที่จะลืมตาอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงประกาศออกไมค์จากพระอาจารย์ว่า “อย่าลืมตานะ ต้องเชื่อ ถ้าไม่เชื่อ หลุดแล้วไม่มีใครช่วย” พอสิ้นเสียงพระอาจารย์ ก็มีลมพัดมา ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมีนิ้วมือมาจับที่แขนทั้งสองข้างของน้องแนนล๊อคให้อยู่กับที่! วันเดินทางกลับในวันสุดท้าย ด้วยความที่เด็กมากันเยอะ อาจมีการพูดเล่นล่วงเกิน จึงมีการขอขมาเหล่าสัมภเวสีภูตผีวิญญาณ โดยการจุดธูปท่องคาถา และนำธูปไปปักที่พื้นนอกชายคาตามพิธีกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้องแนนปักธูปไม่ลง พยายามยังไงก็ปักไม่ลง นำไปปักตำแหน่งเดียวกับเพื่อนก็ปักไม่ลง ตอนนั้นน้องแนนคิดว่าในใจคิดว่า ‘เหมือนเขาไม่ยอมรับการขอขมาจากเรา’ ก็พยายามปักไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งธูปหัก! จึงนำธูปไปวางพิงไว้ เมื่อถึงเวลาจะเดินทางกลับ อาจารย์ได้ลงความเห็นว่าให้น้องแนนไปนั่งรถกับอาจารย์ ไม่ต้องไปนั่งรวมกับเพื่อน ในระหว่างที่กำลังจะเดินขึ้นรถ มีพระ 3 รูป เดินมาถามว่า “โยมเจออะไร” น้องแนนจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พระจึงพูดออกมาว่า “ว่าแล้วไง เจอแบบนี้จริง ๆ ด้วย เขาเจอกันแบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะยังอยู่ โยม..เขาดุมากเลยนะ แต่ไม่ต้องกลัวนะ เขามาเตือน ขอให้โยมกลับบ้านปลอดภัยแล้วกัน” แล้วพระอาจารย์ก็เดินจากไป ในมุมของน้องแนนที่นั่งรถกลับกับอาจารย์ น้องแนนบอกว่าได้กลิ่นธูปตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อถึงที่หมาย เพื่อน ๆ ก็วิ่งมาหาน้องแนนอย่างตื่นตะหนกพร้อมถามว่า “มึงเจออะไรรึเปล่า บนรถกระบะอาจารย์” และเพื่อนยังบอกอีกว่า “พวกกูเจอทั้งคันเลย” เพื่อนน้องแนนเล่าว่าระหว่างที่นั่งรถกลับมา ทุกคนก็นั่งเล่นนั่งคุยตามปกติ สักพักจากรถที่มีเสียงดังก็ก็ค่อย ๆ เงียบลงเรื่อย ๆ โดยไล่จากท้ายรถมาหน้ารถ เพื่อนน้องแนนคนนี้ก็สงสัยว่าคนในรถเป็นอะไร แต่ระหว่างที่คิดอยู่รู้สึกเหมือนมีอะไรมาแตะที่ขา จึงก้มลงไปมอง ปรากฎว่าสิ่งที่เห็นคือ ‘เป็นมือคนหลายมือล้วงมาจากใต้เบาะที่นั่ง เหมือนกำลังควานหาอะไรบางอย่าง’ นั่นเป็นเหตุที่ทุกคนบนรถเงียบ และทำเป็นเมินกับสิ่งที่เห็น! ขออธิบายครอบครัวน้องแนนสั้น ๆ ว่า ที่บ้านจะมีคุณยายอยู่ด้วย ซึ่งอยู่กัน 2 คน และจะมีห้องนอนส่วนตัวแยกไป เมื่อน้องแนนมาถึงบ้านคืนแรก ในห้องน้องแนนจะมีเต็นท์กางอยู่ วันนั้นก็นอนในเต็นท์ตามปกติ จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบเที่ยงคืนน้องแนนก็สะดุ้งตื่น เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่รอบ ๆ เต็นท์ นอกจากนั้น ยังมีเสียงมือขูดไปตามผ้าใบเต็นท์ ในที่สุดน้องแนนไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวก็กลัว แต่ก็พยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดวิ่งพุ่งไปนอนห้องคุณยาย คืนที่สอง น้องแนนสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนอีกเช่นเคย จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา แต่ระหว่างที่ถือโทรศัพท์แสงจากจอสว่างมาก ทำให้เห็นคนอยู่ที่ปลายเท้า พอค่อย ๆ ลดแสงลง สิ่งที่เห็นคือ ‘ผู้ชายแก่ที่หน้าเหมือนคนที่เจอที่วัด ใส่เสื้อขาวกางเกงสีดำ มีมุ้งพาดคออยู่ และยืนมองผ่านมุ้งอยู่ที่ปลายเตียง ด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาแดงก่ำ!’ น้องแนนจึงพยายามสวดมนต์ตามบทสวดที่จำได้แต่ไม่ได้ผล จนสุดท้ายก็เผลอหลับไป ตื่นเช้ามาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปหาหมอธรรม เมื่อไปถึง หมอธรรมก็บอกว่า “เดี๋ยวเราต้องหาฤกษ์มารดน้ำมนต์ครั้งใหญ่ แต่ทำวันนี้ไม่ได้ ต้องมีฤกษ์” น้องแนนและคุณยายจึงกลับมาบ้านเพื่อรอฤกษ์อีกครั้ง ระหว่างนั้นเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น มายืนเฉย ๆ, เอาหน้ามาแนบมุ้ง, มาลูบมุ้ง จนถึงขั้นพยายามจะเอื้อมมือเข้ามาในมุ้งก็ทำมาแล้ว เรื่องนี้หนักขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เมื่อก่อนเจอแค่ในมุ้งตอนกลางคืน แต่ตอนนี้กลับเห็นในตอนกลางวันด้วย มีอยู่วันหนึ่งน้องแนนเพิ่งตื่น และกำลังจะเดินไปอาบน้ำเพื่อไปโรงเรียน ก็เห็นชายคนนี้ยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำ แต่ก็ต้องจำใจเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าไม่อยากทนเห็นอีกต่อไป จึงไปคุยกับยายว่าจะทำอย่างไร ยายบอกว่า “พอมาลองนับเวลาดูมันเลยช่วงวันที่นัดอาบน้ำมนต์ไปแล้ว” ราวกับว่าเมื่อถึงวันที่จะต้องไป ก็มักจจะเกิดเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้ไปไม่ได้เสมอ ไม่อาจารย์ก็เป็นคุณยายกับน้องแนนที่จะต้องติดธุระอะไรสักอย่าง ยายจึงตัดสินใจที่จะให้อาจารย์มาที่บ้านในวันนั้นเลย เพื่อที่จะทำขันธ์ 5 ให้ที่บ้าน เมื่ออาจารย์มาถึง คำแรกที่ทักคือ “โห อยู่กันเยอะเนอะ เต็มเลยอะ ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก เต็มบ้านไปหมดเลย” หลังจากที่อาจารย์ทำพิธีให้เสร็จเรียบร้อย ก็ได้บอกน้องแนนว่าบอกว่าภายใน 3 – 7 วันนี้ ต้องไปบวชชีที่วัด น้องแนนจึงไปบวชชีเป็นเวลารวมทั้งสิ้นประมาณ 3 เดือน ในช่วงระหว่างที่บวชก็มีเจอบ้าง แต่ไม่ได้มาให้เห็นเป็นตัว มาในมุมของความรู้สึก หรืออาจจะมีฝันถึง แต่คืนสุดท้ายก่อนวันสึก ช่วงเที่ยงคืนเวลาเดิม กลับสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนเดินรอบศาลา น้องแนนจึงคิดว่า ‘ยอมบวชขนาดนี้แล้ว ยังไม่ได้ผลอะไรเลยเหรอ’ แม่ชีข้าง ๆ จึงบอกว่า “หนูนอนเหอะ เขาคงรับรู้ในสิ่งที่เราทำ” น้องแนนจึงนอนหลับไป พอถึงตอนเช้าก็ไปสึกตามปกติ หลังจากที่สึกมาก็ไม่เคยต้องสะดุ้งตื่นเที่ยงคืน หรือต้องเจอวิญญาณเหล่านั้นอีกเลย.. คุณตั้นยังเสริมอีกว่า ก่อนที่น้องแนนจะมาเล่าให้คุณตั้นฟังในรายการ น้องแนนเก็บเรื่องนี้จนผ่านไป เกือบ 8 ปี ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนจะมาเล่าในรายการ The shock น้องพยายามลำดับเรื่องและหลับไป ปรากฎว่าสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนอีกครั้ง พร้อมกับเห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ปลายเตียง พร้อมพูดว่า “หึ!” เหมือนเขาไม่อยากให้เล่า จนเวลาผ่านไป สุดท้ายก็ตัดสินใจมาเล่า ซึ่งวันก่อนที่จะมาเล่า น้อนแนนยังฝันถึงเขา เป็นการฝันลำดับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เหมือนเขากลับมาเล่าให้ฟังว่าพรุ่งนี้จะต้องเล่าอย่างไร จากนั้นน้องแนนก็สะดุ้งตื่นเที่ยงคืนอีกครั้ง และได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิน อีกทั้งยังมีใบหน้ามาแนบที่มุ้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้น!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-