ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

อังคารคลุมโปง RECAP

ไปทำงานที่เชียงใหม่ 4 วัน แต่ดันพบเจอผีสาวในตึกร้าง กะว่าถ้าเสร็จงานนี้จะกลับไปทำบุญให้ แต่ใครจะไปคิด! ว่าผีก็ใจร้อนเป็น!รีบทวงบุญมัดมือชก พาหลงขึ้นไปยังวัดบนภูเขา!

05 พ.ค. 2023

การไปเยือนยังสถานที่ที่ไม่เคยไป ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็เสี่ยงเจอกับเรื่องขนหัวลุกกันได้ทั้งนั้น เหมือนกับเอเจนซี่หนุ่มอย่าง ‘คุณแดน’ ที่โทรเข้ามาในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (25 เมษายน 2566) และได้เล่าประสบการณ์หลอนในการไปทำงานต่างจังหวัดที่จำได้ไม่เคยลืม ให้กับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจมดดำ’ และ ‘ดีเจ็ม’ ฟัง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามอ่านกันได้เลย! 

 

คุณแดนเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิดเมื่อประมาณสองปีก่อน ตนและพี่สาวต้องไปทำงานเก็บข้อมูลและเป็นที่ปรึกษาในเรื่องของการวางระบบต่าง ๆ ให้กับทางลูกค้าที่เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังต้องลงพื้นที่ไปยังสถานที่จริง เพื่อศึกษาและสอดส่องคู่แข่งกว่า 14 สถานที่ ใช้เวลาโดยประมาณ 4 วัน ซึ่งลูกค้าเจ้านี้ เป็นเจ้าของกิจการเกี่ยวกับสนามกอล์ฟ คุณแดนเล่าเพิ่มเติมว่า ลูกค้าได้รับมรดกมาจากคุณพ่อ เขาจึงอยากเปลี่ยนแปลงพัฒนาพื้นที่ตรงนั้นใหม่ เพราะในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด ไม่มีใครมาใช้บริการสนามกอล์ฟแห่งนี้เลย จึงปล่อยเช่าให้คนเกาหลีอยู่พักหนึ่ง แต่หลังหมดสัญญาเช่าก็ปิดสถานที่ไว้ชั่วคราว

เมื่อเดินทางมาถึงสนามกอล์ฟของลูกค้า คุณแดนก็สังเกตบรรยากาศรอบ ๆ สนาม ทางซ้ายมือเป็นพื้นที่อาคารเก่าสำหรับเก็บอุปกรณ์ช่าง ส่วนขวามือมีรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ถูกทิ้งไว้ ถัดไปมีอาคารร้างตั้งอยู่ โดยมีลักษณะเป็นประตูกระจกใสและมีผ้าม่านเก่า ๆ ที่หลุดมากองรวมกันอยู่ตรงกลางประตู คุณแดนที่เป็นคนขับรถและมักจะสังเกตมองซ้าย, ขวา, หน้า, หลังอยู่ตลอดเวลา จึงเหลือบไปเห็นในอาคารนั้นว่ามี ‘ผู้หญิงผมยาวแต่ไม่เห็นหน้า ใส่ชุดสีขาว ยืนเอามือที่ซีดเผือดข้างหนึ่งจับผ้าม่านเพื่อแหวกดูว่าใครมา’ คุณแดนเห็นดังนั้นก็เงียบและหันไปมองหน้าพี่สาว ปรากฏว่าพี่สาวเองก็หน้าเริ่มเสีย จึงรีบขับรถผ่านอาคารร้างนี้ไป และบอกกับพี่สาวว่า “ถ้าออกจากสถานที่ตรงนี้แล้ว จะเล่าให้ฟัง” เพราะคิดว่าพี่สาวน่าจะเห็นแบบที่ตนเห็นเช่นกัน

 

เมื่อเข้าไปดูสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขากลับก็ต้องขับรถออกมาเจอกับอาคารร้างแห่งนี้อีกครั้ง คุณแดนรีบขับรถออกมาแทบจะไม่ชะลอเลย หลังจากนั้นก็ตรงไปยังสนามกอล์ฟของคู่แข่ง และก่อนจะกลับมายังที่พักได้มีโอกาสถามพี่สาวว่าตอนที่เข้าไปยังสนามกอล์ฟของลูกค้า รู้สึกอะไรไหม? พี่สาวก็ตอบมาว่า “รู้สึกขนลุกตั้งแต่เห็นอาคารหลังนั้นแล้ว” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เห็นให้พี่สาวฟัง

 

หลังจากนั้น ด้วยความเพลียที่ต้องขับรถทั้งวันคุณแดนจึงอาบน้ำแล้วรีบเข้านอนทันที และได้ฝันเห็นถึงอาคารหลังนั้นอีกครั้ง ในนั้นมีคนอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นคือผู้หญิงที่คุณแดนเห็นอยู่ตรงนั้นด้วย เขาเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า “ช่วยเค้าหน่อยเค้าร้อนมาก” จากนั้นก็ยื่นรีโมทสีฟ้าเก่า ๆ มาให้ แถมยังพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่าช่วยเขาหน่อยเขาร้อนมาก คุณแดนเองก็ได้สังเกตเห็นว่าตรงขอบกระจกภายในตึกถูกทุบจนบิ่น แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่สามารถออกไปจากที่แห่งนี้ได้ จึงได้บอกเขาไปว่ามันเปิดไม่ได้ มันเสีย เขาก็ทำหน้าโกรธเหมือนไม่พอใจว่าทำไมถึงไม่ช่วยเขา หลังจากนั้นนาฬิกาก็ปลุกทำให้คุณแดนสะดุ้งตื่น และได้เล่าเรื่องความฝันนี้ให้พี่สาวฟัง พี่สาวเลยบอกว่า “ลองพูดอะไรสักอย่างดูสิ” คุณแดนจึงพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า “เอางี้ ถ้าได้โครงการนี้ กลับกรุงเทพฯไปจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้” หลังจากนั้นจึงขับรถออกไปดูสนามกอล์ฟของคู่แข่งที่เหลือ ซึ่งมีอยู่ที่หนึ่งจะต้องไปแถวอำเภอสันทราย แต่อำเภอนี้ถูกแบ่งเป็นสองที่ได้แก่ สันทรายหลวง และ สันทรายน้อย ด้วยความที่ไม่ใช่คนในพื้นที่จึงเปิด GPS เพื่อนำทางแทน 

 

ระหว่างทางคุณแดนมองเห็นภูเขา ซึ่งบนภูเขามีวัดสีขาวสวยงามตั้งอยู่ จึงพูดกับพี่สาวว่า “หูย วัดสีขาวสวยมากเลยอ่ะ ตั้งอยู่บนนั้นเด่นมากเลย” สักพัก GPS ก็บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนจึงขับไปตามเส้นทางนั้น แต่ถนนก็เริ่มเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เลนเดียว และเห็นว่าที่กำลังตรงไปมันเหมือนถนนขึ้นไปบนภูเขา แต่คุณแดนก็ได้เช็คดูใน GPS  อีกครั้ง พบว่าพื้นที่ข้าง ๆ เป็นสนามกอล์ฟ จึงคิดว่าทางเข้าน่าจะอยู่แถวนี้ แต่ยิ่งขับเข้าไปลึกมากเท่าไหร่ กลับรู้สึกว่าถนนเส้นนี้พาเข้าไปในป่ามากขึ้นทุกที เพราะบรรยากาศรอบ ๆ ก็เริ่มครึ้มไปด้วยเงาจากต้นไม้ แถมระหว่างทางก็เต็มไปด้วยการบวชต้นไม้ (การนำจีวรพระมาพันรอบต้นไม้เพื่อทำให้พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเข้าไปทำลายได้ ทำให้ต้นไม้มีโอกาสเติบโตได้เต็มที่)

 

หลังจากขับไปเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร คุณแดนกลับรู้สึกเหงื่อแตกและขนลุก เมื่อหันไปมองพี่สาวที่นั่งตัวแข็งทื่อ มองตรงไปทางข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวซ้ายแลขวาเลย ทั้งคู่ต่างรับรู้กันว่าเริ่มใจเสียแล้ว จึงเปิดดู GPS อีกครั้ง และเห็นว่าใกล้จะถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแล้วจึงรีบขับขึ้นไป แต่ด้วยสัญชาตญาณการขับรถทำให้คุณแดนรู้สึกว่าถ้ามันใกล้จะถึงแล้วทำไมถึงไม่เห็นทางเข้าเลย จึงเบรกรถทันที และ GPS ก็แจ้งขึ้นมาว่าให้เลี้ยวขวา คุณแดนก็ยิ่งเอะใจหนักกว่าเดิม และเปิดกระจกมองดูรอบ ๆ แล้วก็พบว่า “ถ้าตัดสินใจเลี้ยวขวารถก็คงตกจากภูเขาทันที” เมื่อเห็นดังนั้นคุณแดนเลยขับตรงไปอีกหน่อยเพื่อหาที่กลับรถ แต่ปรากฏว่าเป็นทางตัน ยิ่งไปกว่านั้นมันดันเป็นทางที่ขึ้นไปยังวัด วัดเดียวกับที่พูดตอนอยู่บนถนนว่าวัดนี้สวยจังอีกด้วย!! คุณแดนจึงนึกถึงที่เขาเคยพูดไว้กับผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาว่า “ถ้าได้งานนี้ จะกลับกรุงเทพไปทำบุญให้” แต่เหมือนเขาใจร้อนจึงพามายังวัดนี้เพื่อให้เรารีบทำบุญให้ คุณแดนรีบกลับรถและลงมายังข้างล่างทันที ซึ่งตอนนั้นไม่มีสัญญาณ แต่ระหว่างทาง GPS ก็ดังขึ้นมาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “กลับรถ ๆๆๆๆๆๆ” จนพี่สาวบอกให้คุณแดนปิดโทรศัพท์ทันที! 

 

เมื่อกลับมาถึงตรงที่ตอนแรก GPS บอกให้เลี้ยวซ้าย คุณแดนก็เลี้ยวขวา ใช้เวลาขับรถไปอีกแค่ 200 เมตรเท่านั้น ทั้งคู่ก็ถึงสนามกอล์ฟ หลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงจะไปต่ออีกที่ ซึ่งได้หาข้อมูลมาแล้วว่าสนามกอล์ฟนี้ยังเปิดให้บริการอยู่ จึงเปิด GPS นำทางอีกครั้ง เมื่อขับรถไปได้สักพักก็ได้เจอกับโค้งหักศอก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเลยทางเข้าสนามกอล์ฟไปแล้ว! คุณแดนจึงหยุดรถ แต่ดันหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งมันบ้านร้าง! พอกลับรถมาถึงตรงทางเข้าสนามกอล์ฟตามที่ GPS บอก คุณแดนหันไปเห็นว่ามีหญ้าสูงท่วมหัวที่มีสายสิญจน์กั้นอยู่ ทั้งสองคนเริ่มใจคอไม่ดีและคิดว่าไม่น่าจะใช่ทางเข้าสนามกอล์ฟแน่ ๆ จึงขับรถกลับไปยังถนนเส้นหลักเพื่อเริ่มต้นใหม่และเปิด GPS ให้นำทางอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เส้นทางเดิมเพราะต้องเลี้ยวซ้ายจากทางเลียบชลประทาน แต่กลับกลายเป็นว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางที่นำพาทั้งสองคนกลับขึ้นมายังบ้านร้างหลังนั้นเหมือนเดิม! พี่สาวเลยพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่สู้ดีว่า ถ้าครั้งนี้ไม่เจอกลับเลยนะ! เพราะว่ามันใกล้จะมืดแล้ว คุณแดนจึงตัดสินใจว่าจะเลี้ยวขวาจากทางเลียบชลประทานแทน และขับไปอีกประมาณ 10 นาที ในที่สุดก็ได้เจอกับทางเข้าสนามกอล์ฟ

แต่ความชื้นใจก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะสนามกอล์ฟตรงนี้ดันไม่ตรงปก ดูร้างกว่าที่คิด และมีโปสเตอร์ที่เขียนข้อความประมาณว่าจะพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างเป็นหมู่บ้านแปะอยู่ คุณแดนจึงเช็คเส้นทางอีกครั้ง ว่าถ้าขับตรงเข้าไปข้างใน จะมีสนามกอล์ฟจริง ๆ หรือไม่ ซึ่งมันก็มี จึงคิดว่าไหน ๆ ก็มาแล้ว ขับเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน สักพักก็เจอศาลเพียงตาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนทางสามแพร่ง และรู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ทั้งสองข้างถนน ความรู้สึกตอนนั้นของทั้งคู่คงหนีไม่พ้นสุภาษิตที่ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” 

 

เมื่อขับรถตรงเข้าไปอีกสักพักก็เจอกับสโมสรและหมู่บ้านตัวอย่างร้าง จู่ ๆ ก็มีคุณลุงขับรถโฟวิลออกมาจากอีกทาง คุณแดนจึงจะเลี้ยวไปตามทางที่ลุงคนนั้นขับรถออกมา เผื่อจะเจอสนามกอล์ฟ พี่สาวจึงทักขึ้นมาว่า “เธอคิดว่าเขาเป็นคนจริง ๆ ใช่ไหม” คุณแดนจึงตอบไปว่า “เป็นคนสิ เนี่ยรถมันเคลื่อนตัวอยู่” ซึ่งคุณแดนคิดถูก เพราะมันเป็นทางเข้าสนามกอล์ฟจริง ๆ แต่ทว่าที่ตรงนั้นกลับร้างไปหมด มีเพียงแม่บ้านคนเดียวที่ยังทำงานอยู่ ในขณะนั้นคุณแดนเกิดปวดปัสสาวะจึงขอเข้าห้องน้ำ แต่พี่สาวก็รีบห้ามและบอกว่าไม่ให้ลงจากรถ “เพราะถ้าลงไปแล้วเธอมองไม่เห็นพี่ พี่มองไม่เห็นเธอจะทำยังไง” คุณแดนคิดได้ดังนั้นประกอบกับความกลัวเพราะบรรยากาศเริ่มมืดค่ำแล้ว จึงรีบขับรถออกมาทันที ระหว่างที่ขับรถออกมาจากเส้นทางนั้นแล้วต้องผ่านศาลเพียงตาก็รู้สึกหวิว ๆ เหมือนมีคนมองตามอยู่ตลอดเช่นเดิม 

 

หลังจากเจอเหตุการณ์ชวนหลอนมาทั้งวัน ทั้งคู่จึงซื้อชุดสังฆทานเพื่อเตรียมไปทำบุญในวันถัดไป และย้ายไปพักอีกโรงแรมหนึ่ง หลังจากดื่มด่ำค่ำคืนในเชียงใหม่ด้วยน้ำเมาแล้ว ทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องพักเพื่อจะนอนหลับให้สนิท ไม่ต้องตื่นมาเจออะไรกลางดึกอีก ซึ่งห้องที่คุณแดนพักนั้นอยู่ชั้น 1 และอยู่ใกล้ถนน ทำให้ฤทธิ์น้ำเมาก็ช่วยได้ไม่มากนัก เพราะได้ยินเสียงคนหลายคนมายืนเรียกชื่ออยู่หน้าห้อง ก่อนที่จะเผลอขานรับไป แต่ก็เกิดเอะใจขึ้นมาว่าที่เชียงใหม่แทบจะไม่มีคนรู้จักเลย แล้วจะมีคนมาเรียกได้อย่างไร? เสียงเรียกนั้นดังแว่วอยู่ประมาณ 15 นาที พอเช้าวันใหม่มาถึงปรากฏว่าพี่สาวก็มาเล่าให้ฟังว่าเจอเหตุการณ์เดียวกับคุณแดนเป๊ะ! ทั้งคู่จึงรีบเก็บของและเช็คเอาท์ออกทันทีโดยที่ไม่ลืมว่าจะต้องไปทำบุญ ซึ่งใกล้  ๆ นั้นเองมีวัดที่ชื่อว่า “วัดลอยเคราะห์” จึงตัดสินใจว่าจะไปทำบุญที่นี่ และพี่สาวก็ชอบชื่อวัดนี้มากๆ เพราะความหมายดี 

 

ทั้งสองคนเดินถือถังสังฆทานเข้าไปในวัดเพียงไม่กี่ก้าว พระที่นั่งอยู่ก็กวักมือเรียกทันทีว่า “โยมมานี่ ๆ” ซึ่งคุณแดนคิดว่าปกติเราจะต้องสวดนะโมสามจบแล้วพูดบทสวดถวายสังฆทาน แต่พระท่านกลับบอกว่า “ไม่ต้อง เดี๋ยวอาตมาสวดให้เลย” ซึ่งพระท่านเองก็สวดเป็นบทภาษาเหนือและให้กรวดน้ำ ระหว่างกรวดน้ำก็มีบทสวดแปลก ๆ อีกเพราะไม่เคยได้ยิน ซึ่งในใจคุณแดนขณะนั้นก็พูดว่า “ถ้าได้รับบุญกุศลในครั้งนี้แล้วช่วยทำให้รับรู้ด้วย ว่าได้รับแล้วจริง ๆ” ปรากฏว่าพอคุณแดนนำน้ำที่กรวดไปเทที่ต้นไม้และกลับเข้ามาที่อุโบสถ ตอนนั้นเองก็มีลมแรงพัดมากระทบกับกระดิ่งที่แขวนอยู่ที่ชายหลังคา ไล่จากด้านหน้าไปด้านหลัง “ดังติ้งติ้งดิงๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” พี่สาวหันมามองหน้าคุณแดนด้วยอาการตกใจ จึงเล่าสิ่งที่คุณแดนอธิษฐานในใจให้ฟัง และมานั่งคุยกันอีกครั้งหนึ่งว่าผู้หญิงคนนั้นต้องรู้แน่เลยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่นี่เราไปทำบุญกับครูบาน้อยกันมา และพอได้มาเจอกันจึงคิดว่าถ้ามาสื่อสารกับเราทั้งสองคน เราจะทำบุญให้เขาได้เร็ว

 

หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ หลาย ๆ คนคงจะเห็นใจคุณแดนและพี่สาวกันแน่นอน เพราะเหนื่อยจากการทำงานไม่พอยังต้องมาเหนื่อยกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้เจอจากผีขี้ใจร้อนอีก สุดท้ายการพูดหรือรับปากกับสิ่งใด ๆ ก็ตาม จะต้องใช้ความคิดให้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น เพราะความหวังดีมันจะดีก็ต่อเมื่อเราไม่เดือดร้อน

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณต้น ‘ของฝาก จากเพื่อนเก่า’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

26 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณต้น ‘ของฝาก จากเพื่อนเก่า’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณต้น’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอน มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษภาคม 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘ของฝากจากเพื่อนเก่า’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณต้นเล่าว่านี่เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ประกอบไปด้วยสมาชิก 3 คน คือ ลุงชัย เมียลุงชัย และลูกสาว (นามสมมุติ) ชาวบ้านในระแวกนั้นมักจะรู้กันดีว่าลุงชัยมีอาชีพเป็นช่างทำมีดและดาบที่เก่ง วันหนึ่งมีเพื่อนสมัยวัยรุ่นมาหาลุงชัย ชื่อว่าลุงแดง (นามสมมุติ) เมื่อเจอหน้ากันก็ทักทายกันตามประสาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน หลังจากที่พูดคุยกันไปสักพัก ลุงแดงก็นำสิ่งของบางอย่างมาให้ลุงชัย ลักษณะเป็นแท่งเหล็กสีหม่น ๆ ยื่นให้ลุงชัย แล้วลุงแดงก็บอกกับลุงชัยว่า “ข้าได้ยินฝีมือการตีมีดของเอ็งมานาน วันนี้ที่มามีเรื่องจะวานให้เอาเหล็กท่อนนี้ไปเปลี่ยนเป็นมีดได้ไหม?” ลุงชัยเห็นเหล็กก็รู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่ามันก็คือเหล็กทั่วไป จึงรับมา จากนั้นลุงแดงก็บอกลุงชัยว่า “เดี๋ยวกลับก่อนออกมานานไม่ได้ อาทิตย์หน้าจะมาเอามีด” แล้วลุงแดงก็กลับไป ลุงชัยเล่าว่าลักษณะนิสัยของลุงแดงจะเป็นคนชอบดื่ม อีกทั้งยังเป็นคนเล่นของ มีคาถาอาคมเป็นของตัวเอง ซึ่งคืนแรกหลังจากที่ลุงชัยรับเหล็กแท่งนั้นมา ในระหว่างที่ลุงชัยกำลังนอนอยู่นั้นก็รู้สึกว่าเหมือนมีคนเดินอยู่บนบ้าน สักพักหนึ่งก็ได้ยินเหมือนเสียงคนวิ่ง จนเมื่อเสียงเงียบไปลุงชัยจึงหลับ เมื่อถึงตอนเช้าลุงชัยก็ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะไปตีมีดตามปกติ ลุงชัยได้ไปนำเหล็กที่ลุงแดงเอามาให้มาตี แต่เมื่อตีไปตีมา แกก็รู้สึกว่าทำไมมีดเล่มนี้ตียาก ขึ้นรูปยาก แต่ลุงชัยก็พยายามตีต่อไป แต่ด้วยความที่มันขึ้นรูปยาก ทำให้ไม่ว่าจะตียังไงมีดเล่มนี้ก็เบี้ยว คด ไม่เป็นรูปเสียที เมื่อถึงช่วงเวลาพักของลุงชัย ลูกสาวของลุงชัยมักจะนำอาหารมาให้ แต่ในระหว่างที่ลูกสาวเดินมานั้นก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง ทำให้อาหารที่ลูกสาวถือมาร่วงหล่นไปทั้งหมด ลุงชัยจึงถามลูกสาวว่า “เป็นอะไร ใจลอยไปไหนข้าวหกหมดแล้ว” เพราะเห็นหน้าลูกสาวที่ซีดแปลกตาไป เมื่อเก็บอาหารที่ตกเสร็จ ลูกสาวก็รีบออกไปทันที ลุงชัยสังเกตเห็นว่าข้าวที่ตกลงไปที่พื้นนั้นค่อย ๆ หายไปทีละเม็ด ลุงชัยรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้อะไร คืนนั้นลุงชัยเข้านอนปกติ แต่นอนไม่ค่อยหลับ เพราะรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ลุงชัยก็ได้ฝันว่าในขณะที่ลุงชัยตีมีดอยู่นั้น เหมือนมีคนเดินผ่านไปผ่านมาเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างในบริเวณที่ลุงชัยตีมีดอยู่ ลุงชัยจึงสะดุ้งตื่นและคิดว่าฝันแปลก ๆ เมื่อตื่นขึ้นมาลุงชัยก็ไปตีมีดต่อและนึกในใจว่า ‘วันนี้ก็วันที่ 2 แล้วยังไงก็ต้องตีให้เสร็จให้ได้’ แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนกับเมื่อวาน คือไม่สามารถขึ้นรูปได้ จนถึงเวลาเที่ยง ลุงชัยรู้สึกตาพร่ามัว รู้สึกหนักแขนเหมือนมีคนฉุดรั้งไว้ ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลาเดิมที่ลูกสาวของลุงชัยจะเอาอาหารมาให้ จังหวะที่ลูกสาวเดินเข้ามาในประตูแล้วเห็นลุงชัย ลูกสาวก็กรี๊ดออกมา ลุงชัยก็ถามลูกสาวว่า “เป็นอะไร!” ลูกสาวจึงเล่าว่า “เห็นคนกำลังจับแขนซ้ายและแขนขวาของพ่ออยู่!” เหมือนกับว่าพยายามไม่ให้ลุงชัยตีมีด และแต่ละคนสภาพเป็นศพที่มีคราบเลือดและคราบน้ำเหลือง คนหนึ่งพยายามจับแขนลุงชัย อีกคนขี่คอและเอามือปิดตาลุงชัยไว้ ในตอนแรกลุงชัยไม่เชื่อลูกสาว ลุงชัยจึงไปกินข้าวตามปกติ หลังจากกินเสร็จก็กลับมาตีดาบต่อ พอตีไปได้สักพักลุงชัยก็รู้สึกเจ็บหน่วง บริเวณหน้าอกจึงตัดสินใจเลิกตีมีด แล้วรีบกลับไปนอนในช่วงหัวค่ำ ในระหว่างที่นอนลุงชัยก็รู้สึกไม่สบายตัว เจ็บหน้าอก และไอ อาการคล้ายกับคนจะไม่สบาย แต่เมื่อถึงกลางดึกลุงชัยก็สะดุ้งตื่น สิ่งที่ลุงชัยเห็นเป็นอย่างแรกเมื่อลืมตา คือผู้หญิงยืนเหยียบอยู่บนหน้าอกของลุงชัย และเมื่อหันไปฝั่งซ้ายก็เห็นผู้ชายสูงอายุนั่งทับแขนลุงชัยอยู่ ฝั่งขวาเป็นผู้หญิงตาแดงก่ำจ้องมาที่ลุงชัย! ในตอนที่ลุงชัยกำลังตกใจ ผู้หญิงที่เหยียบหน้าอกลุงชัยอยู่ก็ค่อย ๆ ยื่นมือมาล้วงปากลุงชัยเหมือนจะดึงลิ้นของลุงชัยออกมา ลุงชัยก็อาเจียนออกมาเป็นเลือด ส่วนร่างที่ทับแขนลุงชัยอยู่ทั้งสองฝั่งเหมือนขึงลุงชัยไว้ ก็เอาค้อนมาทุบที่มือลุงชัยจนเลือดไหลออกมา ลุงชัยกำลังจะหันไปเรียกเมียแต่ก็ไม่สามารถเรียกได้เพราะร่างที่เหยียบบนหน้าอกล้วงปากอยู่! ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงลูกสาวเดินมาดู บรรดาร่างที่อยู่ด้านซ้ายและขวาของลุงชัยก็หายไปเหลือเพียงแต่ร่างที่เหยียบหน้าอกของลุงชัย ลูกสาวลุงชัยบอกว่า “ได้ยินเสียงคนเดินไปเดินมาทั้งบนบ้าน และข้างล่างเพราะนึกว่าพ่อตีมีดอยู่” แต่ความเป็นจริงกลับเห็นพ่ออาเจียนออกมาเป็นเลือด มือทั้งสองข้างก็เต็มไปด้วยเลือด ในขณะนั้นเมียของลุงชัยก็ตื่นและบอกว่าได้ยินเสียงลุงชัยไอแต่ลุกขึ้นมาดูไม่ได้เพราะมีคนแก่สองคนจับตัวเมียลุงชัยไม่ให้หันไปช่วย! จนตอนเช้าลุงชัยก็รีบไปหาหลวงตาที่วัดและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ซึ่งในระหว่างที่เล่าอยู่ลุงแดงก็ตามมาที่วัด เพราะลุงแดงไปหาที่บ้านแล้วไม่เจอ หลวงตาจึงบอกให้ลุงชัยถามลุงแดงว่าให้อะไรมา เพราะถ้ามาช้ากว่านี้เขาเอาถึงตายนะ ลุงชัยจึงพยายามถามลุงแดง ลุงแดงจึงตัดสินใจบอกว่า “เหล็กที่ให้ไป เป็นเหล็กที่เอามาจากตะปูตอกฝาโลงศพ” เพราะลุงแดงเป็นคนเล่นของจึงสะสมตะปูมานาน และงานที่ลุงแดงทำ คือสัปเหร่อ และแกคิดว่าถ้าเอาตะปูที่ใช้ตอกฝาโลงศพมาทำมีดน่าจะขลัง หลวงพ่อจึงบอกให้เอาเหล็กชิ้นนี้ไปทิ้งหรือทำลาย ด้วยคาวมที่ลุงแดงเสียดาย จึงนำเหล็กนั้นกลับไป ส่วนลุงชัยก็ขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ หลังจากวันนั้นลุงแดงก็หายหน้าหายตาไป แต่ลุงชัยก็ได้ข่าวหลังจากนั้น 4-5 เดือนว่าลุงชัยนั้นเสียสติไปแล้ว เวลาเดินผ่านตะปูที่ไหนก็จะงัดออกมาทุกครั้ง..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’ เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย... ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้นเวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ” ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา… หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอดอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

13 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’คืนสยองวันรับน้อง‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’คืนสยองวันรับน้อง‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนนท์เล่าว่า ตนเป็นรุ่นพี่ที่ไปดูรุ่นน้องในค่ายรับน้อง 3 วัน 2 คืน จึงจองรีสอร์ทกับเพื่อน ซึ่งเป็นรีสอร์ทกลางนา ในห้องน้ำมีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางห้อง ส่วนห้องนอนรวมกันประมาณ 7 คน เเละสุนัขของเพื่อนอีก 1 ตัว หลังจากเหนื่อยจากการรับน้องจึงแยกย้ายกันไปอาบน้ำเเล้วมาเข้านอน คืนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งตื่นมาเวลาประมาณตี 2 เเล้วก็สังเกตเห็นใครบางคนกำลังแสดงอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง แล้วสุนัขก็เห่าเเล้วมองไปทางเดียวกันกับที่เพื่อน จนคุณนนท์ตื่นเเล้วมองไปที่สุนัข เเต่ก็ไม่เห็นอะไร เพื่อนถามคุณนนท์ว่า “มึง มึงไม่เห็นหรอ เขารำใหญ่เลย” ตนจึงตอบไปว่า “ใครรำ ใครจะรำตอนนี้ บ้าปะเนี่ย” เพื่อนจึงบอกให้คุณนนท์ตั้งสติ เเล้วคุณนนท์ก็เห็นเป็นร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่วางทีวี หัวของร่างนั้นติดอยู่ตรงพัดลมที่กำลังส่าย คุณนนท์เเละเพื่อนรู้สึกช็อคจึงสวดมนต์กับเพื่อน สักพักร่างนั้นก็หายไป..! วันต่อมา คุณนนท์ได้คุยกับเพื่อนว่าอยากให้ย้ายออกจากรีสอร์ท เเล้วจากนั้นตนก็เล่าเรื่องที่เจอเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง เมื่อเล่าเสร็จก็มีเพื่อนคนหนึ่งพูดท้าทายว่า “จะรำได้ขนาดไหน เดี๋ยวมารอดูสิว่าการรำกับการนอนของกูอันไหนจะพังกว่ากัน” เเต่คุณนนท์รู้สึกไม่สบายใจจึงบอกให้เพื่อนขอโทษขอขมากับคำพูดที่ได้พูดลบหลู่ไป คืนนั้นเวลาตี 3 ขณะที่ทุกคนนอนอยู่ ก็มีกลิ่นน้ำอบลอยเข้ามาในห้อง ทำให้ทุกคนในห้องตื่น สักพักทุกคนก็ได้ยินเสียงดนตรีขึ้น ทุกคนจึงหลับตากอดกัน เเล้วก็มีลมแรงมาก ๆ พัดเข้ามาในห้อง! คุณนนท์รู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงทำสัญญาณบอกเพื่อนว่า ออกไปเถอะ เเล้วก็รีบเก็บของไปนอนที่อื่น วันต่อมา คุณนนท์ได้ไปพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ทว่า “หนูนอนไม่ได้เลย” เขาก็ตอบกลับว่า “ห้องนั้นเคยมีเด็กที่เป็นนางรำมานอน เเล้วเหมือนโรคประจำตัวเขากำเริบ เเล้วก็ชัก” คุณนนท์จึงคิดว่าสิ่งที่ตนเเละเพื่อน ๆ เจอนั้น คงเป็นวิญญาณของเด็กที่เป็นนางรำนั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’งานลิเกในคืนนั้น‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

07 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’งานลิเกในคืนนั้น‘ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 30 ก.ค. 2567]

ตั้งแต่เด็กจนโตได้ยินมาตลอดว่าเจออะไรห้ามทักมั่วซั่วถ้าไม่อยากเจอผี แล้วเคยสงสัยไหมว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ทำตาม หรือเราทักโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องราวนี้มีชื่อว่า ‘งานลิเกในคืนนั้น’ จาก ’พี่แจ็ค The Ghost’ ได้นำมาเล่าให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง ในรายการ อังคารคลุมโปง X’ (30 กรกฎาคม 2567) ถ้าอยากรู้ว่าจะเจออะไร ตามไปอ่านกันเลย! ย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 2554 ตอนนั้นคุณนิว (เจ้าของเรื่อง) ยังเรียนอยู่ ซึ่งครอบครัวของคุณนิวเป็นครอบครัวลิเก มีพระเอก นางเอก เป็นหัวหน้าอยู่ในคณะ ซึ่งวันนั้นหลังจากเลิกเรียน คุณนิวก็มุ่งไปโรงลิเก เพราะต้องไปเล่นที่จ.ลพบุรี ซึ่งใช้เวลาเดินทางพอสมควร จากช่วงเย็น ๆ กว่าจะไปถึงก็เกือบ 2 ทุ่ม โดยมีพี่สาวเป็นคนขับ แม่นั่งข้างคนขับ ส่วนคุณนิวนั่งดูวิวนอกหน้าต่าง ระหว่างเดินทางคุณนิวก็นั่งมองอะไรไปเรื่อย เห็นอะไรก็ทักตามประสาวัยรุ่น พอไปเจอสี่แยกหนึ่งซึ่งรถจอดรอไฟแดง คุณนิวเห็นผู้หญิงแต่งชุดนักศึกษายืนตรงสี่แยก ด้วยความที่เห็นสาวเขาก็พูดขึ้นมาว่า “ที่วัดนี้คืนนี้มีเล่นลิเก ตามมาดูซิ” พี่สาวหันมามองแล้วถามว่า “พูดอะไร” แต่คุณนิวมักจะโดนดุบ่อย ๆ ว่าอย่าทักอะไรไปเรื่อย คิดว่าเดี๋ยวโดนบ่นอีก จึงพูดไปว่า ”ไม่มีอะไร ซ้อมบทเล่นลิเกคืนนี้อยู่“ ไม่นานก็มาถึงโรงลิเก ทุกคนเข้าไปแต่งหน้าที่หลังเวที โดยที่จะมีพ่อแก่อยู่หลังฉาก หันหน้ามาทางด้านหลังเวที แล้วเหล่าบรรดาลิเกที่แต่งหน้าก็จะหันหน้าไปทางพ่อแก่ ตอนที่คุณนิวแต่งหน้าก็มีกระจกบานใหญ่ ทำให้เมื่อมองด้านหลังจะเห็นแม่ยืนคุยเรื่อยเปื่อยกับพระเอกลิเก แต่หางตาดันเป็นนักศึกษาผู้หญิงเดินผ่านหลังโรงลิเกไป พอหันไปมองอีกรอบแต่ก็ไม่เห็น เห็นแค่เเม่กับพระเอกลิเกที่ยืนคุยกันอยู่ จากนั้นก็ได้เวลาออกไปเล่นลิเก ทุกคนก็ออกไปเล่นลิเกปกติ ในคืนนั้นคุณนิวต้องออกไปแสดงทั้งหมด 4 ซีน ซีนแรกก็รำออกไปปกติ แล้วก็มองไปที่คนดูด้านหน้าเวที พอมองเลยไปก็จะเป็นซุ้มประตูวัด แล้วคุณนิวก็เห็นผู้หญิงชุดนักศึกษาอยู่ตรงนั้น ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่า ‘มาได้ไงวะ’ เพราะจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แต่คิดว่าน่าจะใช่ แล้วก็แสดงไปจนกระทั่งจบซีนที่ 1 หลังจากนั้นซีนที่ 2-3 ที่คุณนิวออกไปแสดงก็เล่นตามปกติ จนมาถึงซีนที่ 4 ซีนที่ 4 คุณนิวต้องแสดงเป็นโจร เป็นซีนที่จะจับนางเอกไปเป็นภรรยา แล้วนางเอกต้องตบหน้า พอจังหวะนั้นคุณนิวต้องร้อง แต่ปรากฎว่าเขาไม่ร้อง เขาค้าง เพราะผู้หญิงชุดนักศึกษาที่ยืนหน้าซุ้มประตู เขาไปยืนอยู่บนกำแพงวัด! คุณนิวก็ค้าง แล้วก็ช็อตไปเลย นางเอกลิเกจึงเอาไมค์ออกแล้วถามว่า ”นิวเป็นอะไร ทำไมไม่โฟกัสเล่นลิเก“ คุณนิวใช้เวลาในการตั้งสติ แต่ก็ยังเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่บนกำแพงวัดแล้วยิ้ม คุณนิวพยายามเล่นลิเกต่อจนเสร็จ พอกลับเข้ามาหลังเวที ตอนนั้นคุณนิวรู้สึกแปลก ๆ และนึกถึงคำพูดที่ตนพูดบนรถ คำนั้นอาจทำให้ผู้หญิงคนนี้ตามมาก็เป็นได้ ในระหว่างนั่งพักอยู่ข้างหลังโรงลิเก ซึ่งตอนนั้นซีนของคุณนิวหมดแล้ว เหลือเวลาอีก 30 นาทีก่อนที่การแสดงจะจบลงแล้วทุกคนต้องออกมาเรียงแถวกันลาผู้ชม คุณนิวก็เกิดอาการปวดท้อง จึงถามหัวหน้าว่าจะไปเข้าห้องน้ำจะกลับมาทันก่อนจบการแสดงหรือไม่ หัวหน้าก็ดูเวลาแล้วบอกว่าทัน คุณนิวจึงถอดชุดลิเกแล้วเดินไปห้องน้ำ จากโรงลิเกไปห้องน้ำนั้นทางเปลี่ยวและมืดมาก ตอนที่เดินไปก็จะมีไฟสลัวเป็นระยะ คุณนิวจึงร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมา ร้องมาได้แค่ 1 ท่อน หลังจากจบท่อนนี้ก็ได้ยินเสียงเดิน เสียงร้องไห้ สะอึกสะอื้นของผู้หญิงดังมาจากทางที่มาจากโรงลิกเก คุณนิวจึงหยุดแล้วฟังเสียง แล้วก็เห็นผู้หญิงชุดนักศึกษาร้องไห้ ด้วยความที่คุณนิวเป็นคนที่ทักอะไรไปเรื่อยจึงพูดขึ้นมาว่า ”เธอเป็นอะไรไหม ร้องไห้กลางค่ำกลางคืนแบบนี้เป็นอะไรไหม“ ผู้หญิงคนนี้ก็เดินไปแล้วก็ร้องไห้ คุณนิวก็พยายามเดินตามไปถามว่า ”เป็นอะไรไหม” ระหว่างที่เดินตามผู้หญิงคนนี้ก็ถามไปเดินไปด้วย แล้วก็หันมองไปทางโรงลิเกเพราะกลัวว่าตนจะกลับไปไม่ทัน จนคุณนิวก็พูดว่า “ตกลงคุณเป็นอะไรไหมเนี่ย” ผู้หญิงคนนั้นก็หยุด คุณนิวหันไปมองทางโรงลิเก มองดูระยะทางเพราะมันก็คงใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินไปถึง พอคุณนิวหันกลับมา ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาก็ทำให้คุณนิวช็อคจนถึงทุกวันนี้! ผู้หญิงคนนั้นหันมาหน้าไม่ใช่หน้าคน แต่หน้าตาเละ ถ้าถามว่าเละแบบไหน ให้นึกถึงลูกแตงโมที่โดนรถทับแล้วเละ จังหวะนั้นคุณนิวตกใจรีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิตกลับมาที่โรงลิเกทันที พอมาถึงโรงลิเก พี่พระเอกและพี่นางเอกก็ถามว่า “เป็นอะไร” ตัวคุณนิวก็ไม่กล้าพูดเพราะไม่รู้ว่าไปเจออะไรมา ไม่รู้ว่าผีหลอกหรืออะไร รู้แค่ว่าสิ่งที่เขาเจอเมื่อครู่มันทำให้เขามาอยู่ตรงนี้ เขาจึงนั่งพัก ตั้งสติ พอขึ้นลาโรงลิเก ก็ไปเล่าให้กับหัวหน้าฟังว่าเจอแบบนี้ หัวหน้าก็บอกว่า “ก็ว่าแล้วทำไมแปลก ๆ เห็นตั้งแต่ตอนแต่งหน้า เห็นร้องไห้อยู่หลังโรงลิเกตั้งแต่เย็นแล้ว ก็นึกว่าเป็นแฟนคลับนิว เห็นจ้องแต่นิว“ คุณนิวก็ไปเล่าต่อให้คุณแม่ ให้กับผู้ใหญ่ฟัง และก็เดินเข้าไปหาเณรที่มาดูลิเกเพื่อสอบถามว่า ”ที่วัดยังมีพระองค์ไหนที่ยังไม่นอนไหม อยากให้พรมน้ำมนต์ให้หน่อย“ เณรตอบตกลง แต่ระหว่างที่คุยกัน ก็มีหลวงตาเดินเข้ามาพูดว่า “เจอหรอ เจอผู้หญิงนักศึกษาใช่ไหม” คุณนิวถามต่อว่า “หลวงตารู้ได้ยังไง” หลวงตาบอกว่า “ผู้หญิงที่รถทับตายตรงสี่แยกใช่ไหมหล่ะ” คุณนิวจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงตาฟัง หลวงตาก็พาไปกุฏิเพื่อพรมน้ำมนต์ให้แล้วพูดว่า “เป็นไงหล่ะ ชอบไปทัก ไปชวนอะไรเขามั่วซั่ว เห็นอะไรก็พิจารณาให้ดีก่อนว่าใช่หรือเปล่า เบื่อกับการเรียกแฟนคลับมาดูลิเกแล้วหรือไง ถึงไปเรียกผีมา“ สรุปคือตรงสี่แยกนั้นมีนักศึกษาโดนรถสิบล้อทับที่หัวเสียชีวิตเมื่อ 4 วันก่อนศพเพิ่งเผาไปก่อนวันที่คุณนิวมาเล่นลิเก(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-