วัยรุ่นม.3 รวมตัวกันไปเที่ยวทะเล ได้ที่พักทาวน์เฮ้าส์ติดกันสองหลัง เจอเหตุการณ์แปลก ๆ ชวนเสียว ทั้งเสียงกรี๊ด เสียงเดิน จนผวานอนไม่ได้!

อังคารคลุมโปง RECAP

วัยรุ่นม.3 รวมตัวกันไปเที่ยวทะเล ได้ที่พักทาวน์เฮ้าส์ติดกันสองหลัง เจอเหตุการณ์แปลก ๆ ชวนเสียว ทั้งเสียงกรี๊ด เสียงเดิน จนผวานอนไม่ได้!

08 ธ.ค. 2023

       ไปเที่ยวประจำปีกับเพื่อน ๆ ตามปกติ แต่กลับเจอดีจากสถานที่ที่ไปพัก เรื่องนี้ ‘พี่แจ๊ค’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ม.3 เทอม1’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

       พี่แจ็ค The Ghost Radio บอกว่า ‘คุณเอิร์ท’ นำเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง โดยต้องเล่าย้อนกลับไปสมัย Hi5 คุณเอิร์ทกับกลุ่มเพื่อนมักจะมีการนัดไปเที่ยวประจำปี กลุ่มนี้สนิทกันมาตั้งแต่ ม.1 เทอมหนึ่ง จนขึ้น ม.2 เทอมหนึ่ง ก็มีการรวมตัวนัดคุย และเก็บเงินรายอาทิตย์ไว้ไปเที่ยวกัน เมื่อเก็บเงินครบจึงไปเที่ยวทะเลด้วยกัน พอมารอบนี้ ม.2 เทอมสอง ก็ไปเที่ยวกันอีก แต่รอบนี้ไปเที่ยวป่าเที่ยวเขา พอขึ้น ม.3 เทอมหนึ่ง ทุกคนก็รวมตัวกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไปเที่ยวทะเล เพราะว่าอยากกลับไปที่พักเดิมที่เคยไปในรอบแรก จึงรวมตัวกันได้ 14 คน เหมารถตู้กันไป และสมัยนั้นยังต้องโทรไปจองโรงแรม เพราะยังไม่แอปพลิเคชันอำนวยความสะดวกสบาย

       เมื่อไปถึงที่พักในจังหวัดเพชรบุรี ปรากฎว่าเข้าพักไม่ได้ เพราะแขกที่พักก่อนหน้านั้นขออยู่ต่ออีกหนึ่งคืน คุณเอิร์ทกับเพื่อนก็รู้สึกเคว้งจึงไปนั่งปรึกษากันอยู่ริมทะเล งานนี้นอกจากจะมีวัยรุ่น 14 คนแล้ว ยังมีคุณ ‘แม่ของคุณเอิร์ท’ ไปด้วย ระหว่างที่นั่งปรึกษากันอยู่นั้น ก็มีวินมอเตอไซค์ขับผ่านมา แล้วถามว่า “นั่งทำอะไรกัน ได้ที่พักกันหรือยังหนุ่ม ๆ ?” เด็ก ๆ จึงบอกไปว่าต้องการที่พัก และโจทย์คือต้องอยู่ด้วยกันทั้ง 14 คน ทางวินมอเตอไซค์จึงขับรถนำรถตู้พาไปดูโรงแรม พอไปถึงที่แรกเป็นบ้านสองหลังติดกัน นอนได้ 14 คน แต่ไม่มีแอร์จึงขอผ่านไปก่อน อีกที่ เป็นบ้านสองหลังเหมือนกันแต่ไม่ตอบโจทย์ เพราะมีหลังอื่นขั้นตรงกลาง กระทั่งมาที่สุดท้าย เป็นบ้านสองหลังติดกัน มีแอร์ ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นทาวน์เฮ้าส์สองหลัง สองชั้น รวมสองหลังมีประมาณ 4 ห้องนอน รวมห้องโถงอีก ทุกคนโอเค ทางคุณแม่ของคุณเอิร์ทจึงไปติดต่อกับเจ้าของที่พักให้

       บ้านทั้งสองหลังจะแบ่งเป็นสายเล่นเกมอยู่หลังที่หนึ่ง ส่วนหลังที่สองมีแม่ของคุณเอิร์ทอยู่ด้วย แล้วก็มีคุณเอิร์ท รวมถึงเพื่อน ๆ อีกประมาณนึง ระหว่างที่ขนของเข้าบ้านหลังแรกอยู่ คุณเอิร์ทก็หันมามองบ้านหลังที่สอง เห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังไขประตูแต่ไขไม่ออก คุณเอิร์ทจึงไปช่วยเพื่อน และนำกุญแจไปไขแทน สรุปก็คือไขไม่ออกจริง ๆ เหมือนติดอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน คุณเอิร์ททั้งทุบกลอน ทั้งไข ทั้งเขย่าประตู ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นอารมณ์ร้อนเลยพูดกับประตูไปว่า “ถ้ามึงไม่เปิด ถ้าเปิดไม่ออก กูจะพังแล้วนะ” สิ้นเสียงคุณเอิร์ท ก็มีเสียงลูกบิดกลอนประตูดังก๊อก! แล้วประตูก็เปิดดังเอี๊ยดดดด! ณ ตอนนั้นคุณเอิร์ทกับเพื่อนยืนมองหน้ากัน แต่ก็คิดว่ามันคงเป็นจังหวะที่ทุบแล้วมันหลุดมาพอดี ในระหว่างที่ขนของเข้าบ้านหลังแรกคุณเอิร์ทรู้สึกว่าร้อน แต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติเพราะยังไม่ได้เปิดแอร์ แต่พอเป็นบ้านหลังที่สอง เขากลับรู้สึกเย็นเหมือนเปิดแอร์ทิ้งไว้ ขออธิบายภายในบ้านเพิ่มเติมว่า จากประตูที่คุณเอิร์ทยืนอยู่ มองไปข้างหลังจะเป็นเหมือนกับประตูที่ออกไปข้างนอก เป็นลานซักล้างและข้างประตูมีบานเกร็ด  คุณเอิร์ทบอกว่าจังหวะที่ประตูเปิดเข้าไป คุณเอิร์ทมองไปที่บานเกร็ดเห็นเป็นเหมือนผ้าขาว ๆ พลิ้ว ๆ เหมือนคนตากผ้าไว้ จึงคิดว่าแขกคนเก่าอาจจะลืม คุณเอิร์ทจึงเดินไปเปิดประตูหลังบ้าน พอเปิดประตูเสร็จ สิ่งที่คุณเอิร์ทเห็นเป็นผ้าสีขาวกลับไม่มี! คุณเอิร์ทคิดว่าตัวเองตาฝาด จึงยืนนิ่ง ๆ อยู่สักพักนึง แล้วก็สะดุ้งเพราะเพื่อนทั้งหมดวิ่งกรูขึ้นไปข้างบนเสียงดังเฮฮาโวกเวกโวยวาย ความสนุกของเพื่อน ๆ ก็แผ่กลบบรรยากาศอันน่าสยองนี้ไป..

       นอกจากบ้านที่คุณเอิร์ทมาพักแล้ว ฝั่งตรงข้ามก็มีอีกหลัง ซึ่งเป็นของพี่ ๆ น้อง ๆ ชาว LGBTQ พอพวกเขาเห็นกลุ่มคุณเอิร์ธที่เป็นวัยรุ่น จึงแซวข้ามไปข้ามมา สนุกสนานกันไป มีบางเวลาที่บ้านหลังแรกเล่นเกมกันไม่ออกไปไหน ส่วนหลังที่สอง คุณเอิร์ทกับกลุ่มเพื่อนก็ไปเล่นน้ำ ในระหว่างทางเดินไปเล่นน้ำ จะมีเพื่อนคนหนึ่งของคุณเอิร์ทค่อนข้างหน้าตาดี จึงโดนพี่ ๆ ชาว LGBTQ แซวว่ามีแฟนหรือยังตามประสาทั่วไป 

       ในจังหวะที่คุณเอิร์ทกับเพื่อนเล่นน้ำนั้น ตัดภาพมาที่บ้านหลังแรก มีเพื่อนของคุณเอิร์ทคนหนึ่งนอนอยู่ข้างบน ขณะที่คนอื่นกำลังเล่นเกมกันอยู่ เพื่อนที่นอนอยู่ก็ฝันเห็นเป็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสสีขาว ถักผมเปียคาดหน้าผาก มายืนมองเพื่อนคนนี้อยู่ที่ปลายเตียง แล้วเขาก็สะดุ้งตื่น จากนั้นก็นำเรื่องนี้มาเล่าให้กับเพื่อน ๆ ที่เล่นเกมอยู่ฟัง เพื่อน ๆ ก็บอกว่าสงสัยเห็นสาวที่ร้านสะดวกซื้อแล้วคิดมาก แล้วเรื่องนี้ก็ผ่านไป 

       ตัดภาพที่ฝั่งของคุณเอิร์ท หลังจากเล่นน้ำกันเสร็จ เพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘คุณปาร์ค’ ก็เดินไปบ้านหลังที่สอง ซึ่งบ้านหลังนี้ก็มีเพื่อนบางส่วน และมีคุณแม่ของคุณเอิร์ทอยู่ คุณปาร์คไปเคาะประตูบ้านเพื่อที่จะอาบน้ำ ปรากฏว่ายืนเคาะอยู่ครึ่งชั่วโมง ก็ไม่มีใครมาเปิด จนกระทั่งเพื่อนออกมาเปิดประตู เพื่อนก็งงว่า “ทำไมไม่เคาะประตูทำไมถึงไม่เรียก มายืนค้างหน้าประตูทำไม” คุณปาร์คจึงตอบไปว่า “เรียกตั้งนานแล้ว ทั้งเคาะ ทั้งตะโกนเรียก แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน” จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำตามปกติ

       ขณะที่คุณปาร์คกำลังอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นว่าตรงท่อระบายน้ำมีเส้นผมของผู้หญิง เขาคิดว่ามันเป็นของแขกคนก่อน พออาบน้ำเสร็จก็มานอนที่เตียง แล้วก็เคลิ้มหลับ คุณปาร์คก็ฝันเห็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดเดรสสีขาว ทรงผมถักเปียคาดหน้าผาก ยืนอยู่ที่ปลายเตียง แล้วค่อย ๆ เดินมาหาคุณปาร์ค ค่อย ๆ คุกเข่าคลานขึ้นมาบนเตียง แล้วก็เอามือมาจับที่แขนของคุณปาร์ค แต่ว่าจังหวะที่มือจับ คุณปาร์คสะดุ้งตื่น เพราะเพื่อนมาสะกิดพอดี คุณปาร์คไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ได้แต่เก็บไว้ในใจ

       ตัดภาพมาที่ข้างล่าง ขณะนี้เป็นเวลาช่วงเย็น ตัวคุณแม่นั่งอยู่ข้างล่าง ส่วนคุณเอิร์ทไปปั่นจักรยานกับเพื่อน คุณแม่จึงโทรสั่งอาหารที่ดีลไว้กับที่พักให้มาส่ง เมื่ออาหารมาส่ง คุณแม่ก็บอกว่าเข้ามาได้เลย แต่คนส่งอาหารก็ยืนอ้ำอึ้งอยู่หน้าประตูไม่ยอมเข้ามา จนกระทั่งคุณแม่ต้องให้เพื่อนคนนึงเดินเอาเงินไปให้และไปเอาอาหารเข้ามา หลังจากนั้นแต่ละบ้านก็แยกกันกินข้าว พอกินข้าวเสร็จ กลุ่มเพื่อน ๆ ก็ขึ้นไปข้างบน มีเพื่อนคนหนึ่งจะหาครีมทาตัว ก็ช่วยกันหาครีม ปรากฏว่าหลอดครีมทาตัวที่เขาวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งมันไปอยู่ใต้เตียง ก็คิดว่าใครมาแกล้ง หรือผีหลอก จากนั้นก็เล่นปิดไฟหลอกผีกันไปมา โครมครามกันอยู่ข้างบน คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างล่างก็ได้ยินเสียงเด็ก ๆ พอเด็ก ๆ เล่นกันเสร็จก็ลงมานั่งดูทีวีกันข้างล่าง

       ปรากฏว่าตอนที่เด็ก ๆ ทั้งหมดลงมา คุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างล่างก็ได้ยินเสียงบนห้องเป็นเสียงกรี๊ด! เสียงปิดประตูปั๊งงงงง! เสียงเดิน เสียงย่ำเท้า คุณแม่จึงถามเด็ก ๆ ว่า “ได้ยินมั้ย?” เด็ก ๆ ตอบว่า “ไม่ได้ยิน” ต้องบอกก่อนว่าคุณแม่ของคุณเอิร์ทเป็นคนมีจิตสัมผัส คุณแม่จึงบอกว่า “มาลองจับตัวแม่” พอทุกคนจับตัวแม่เสร็จปุ๊ป พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ได้ยิน” ตอนแรกเป็นเสียงเหมือนอยู่ไกล ๆ แต่พอไปๆ มา ๆ ก็แน่ใจว่าเสียงอยู่ชั้นสองของบ้าน พอเป็นเสียงกรี๊ด ก็กรี๊ดดังมาก ทุกคนจึงมานั่งกระจุกตัวอยู่กับคุณแม่ จังหวะนั้นคุณเอิร์ทก็เปิดประตูเข้ามาบ้านพอดี พอเห็นเพื่อนตัวเองนั่งเกาะแม่อยู่ คุณแม่ก็บอกว่าให้เงียบ ๆ แล้วถามว่า “เอิร์ทได้ยินมั้ย?” ด้วยความที่คุณเอิร์ทก็มีจิตสัมผัสเหมือนกัน จึงตอบว่า “ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิง แต่ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงมาจากทีวี” พอหันไปมองที่ทีวีแต่ทีวีก็ปิดอยู่ คุณเอิร์ทจึงตั้งใจฟัง ปรากฏว่าได้ยินเป็นเสียงกรี๊ดข้างบน จากนั้นก็ปิดประตูแล้วก็วิ่ง คุณแม่จึงหันขึ้นไปข้างบนแล้วบอกว่า “ถ้ามึงไม่หยุด กูจะแช่ง” พอพูดจบ ก็ได้ยินเสียงปิดประตูปั๊งงง! แล้วก็เสียงกรี๊ด แล้วก็เสียงวิ่งดัง ๆ

       ตอนนั้นทุกคนกลัวมาก คุณแม่จึงบอกว่า “ให้ไปตามเพื่อนหลังแรกมาช่วยขนของที่นี่ แล้วเราไปอยู่หลังแรกกันก่อน” แต่ก็ไม่มีใครกล้าไป คุณเอิร์ทกับคุณปาร์คจึงอาสา พอเปิดประตูออกมาจากบ้านก็เดินผ่านหน้าบ้านชาว LGBTQ ซึ่งตอนนั้นพวกเขากำลังล้างรถกันอยู่ จึงแซวว่า “แหมม..มีแฟนแล้วก็ไม่บอก พาแฟนมาด้วยสวยเชียวนะ” ทั้งคู่ก็ตกใจเพราะไม่ได้มีผู้หญิงคนไหนมาด้วย จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปบ้านหลังแรก บ้านหลังแรกที่นั่งเล่นเกมกันอยู่ก็ตกใจ จึงแซวว่า “โดนผีหลอกมาเหรอ” แล้วก็ขำกัน ส่วนตัวของคุณปาร์คก็วิ่งขึ้นไปนอนคลุมโปงอยู่ข้างบน คุณเอิร์ทจึงตอบเพื่อนไปว่า “ใช่ กูโดนผีหลอก” แล้วก็เล่ารายละเอียดให้เพื่อนฟัง พร้อมบอกให้เพื่อน ๆ ไปช่วยกันเก็บของที่บ้านหลังที่สอง

       เมื่อไปถึงบ้านหลังที่สอง ก็รีบเก็บของจากข้างล่างขึ้นไปเก็บข้างบน ซึ่งข้างบนจะมีอยู่สองห้อง ห้องซ้ายกับห้องขวา ห้องหนึ่งเปิดประตูเก็บของเรียบร้อย ในตอนนั้นคุณเอิร์ทยืนอยู่ระหว่างทางห้องหนึ่งกับห้องสอง เขาก็ถามเพื่อนว่า “ของเก็บหมดยัง” เพื่อน ๆ จึงตอบไปว่า “เก็บหมดแล้วมั้ง” คุณเอิร์ทจึงหันไปมองห้องสอง แล้วพูดว่า “แล้วห้องนี้เก็บหรือยัง” พอพูดจบ ประตูก็ปิดเข้าหาหน้าดังปั๊งง! ใส่หน้าคุณเอิร์ท ทันใดนั้น ทุกคนที่อยู่บนนั้นก็รีบวิ่งลงมาข้างล่าง วิ่งไปขึ้นรถตู้ แต่คุณแม่ไม่อยู่ ทุกคนจึงรอคุณแม่มา เพราะคุณแม่ไปถามเจ้าของบ้านเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอคุณแม่กลับมา ก็ขึ้นรถตู้เรียบร้อย รถก็ขับออกมา ทางด้านบ้านฝั่ง LGBTQ ก็ยังคงแซวอยู่ว่า “กลับแล้วหรอ” แต่ในระหว่างที่รถออกมา คุณเอิร์ทมองไปที่พี่ ๆ กลุ่มนั้น ก็เห็นว่าเขามองรถและมองบ้านสลับกันไปมา แล้ววิ่งหนีเข้าไปในบ้านตัวเอง เหมือนมองประมาณว่า ‘มึงลืมใครไว้ที่บ้านหลังนี้หรือเปล่า’

       พอรถตู้ออกมาได้สักพัก ภายในรถก็นั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น คุณแม่บอกว่า “เจ้าของบ้านแทนที่จะตอบ กลับไม่ตอบแล้วทำท่าอึกอัก แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวจะลดราคาให้” จนกระทั่งคุณแม่พูดถึงความผิดปกติของบ้าน คือบ้านสองหลังเหมือนกันทุกอย่าง ยกเว้นตรงบันได บันไดบ้านหลังแรกเป็นบันไดไม้เวลาเดินขึ้นลงจะเห็นเท้าปกติ แต่บ้านหลังที่สองมีปูนถูกก่อขึ้นมาปิดใต้บันไดเอาไว้ จึงถามว่า “ตรงใต้บันไดมีอะไรหรือเปล่า เพราะมันไม่หมือนหลังหนึ่ง” ปรากฏว่าเจ้าของบ้านเล่าว่า “สมัยก่อน มีผู้หญิงผู้ชายเคยมาเช่าอยู่ แต่ทะเลาะกันยังไงก็ไม่รู้ผู้ชายลงมือฆ่าผู้หญิง เอาศพไปไว้ใต้บันได พยายามให้แม่บ้านมาทำความสะอาดแล้ว แต่มันทำความสะอาดไม่ได้ คราบเลือดคราบน้ำหนองมันไม่หาย จึงโบกปูนขึ้นมาปิดเพื่อที่จะไม่ให้มีใครเห็น ก็คิดว่ามันคงจะไม่มีอะไร” หลังจากนั้นระหว่างที่รถแวะจอดกินข้าว เพื่อนของคุณเอิร์ทได้นำไปเล่าให้กับป้า ๆ ที่ทำอาหารฟัง ป้าจึงบอกว่า “ยังไปพักกันอยู่อีกเหรอ ที่นี่ไม่มีใครไปพักนานแล้วนะ”

       หลังจากนั้นก็ได้แวะวัด ปรากฏว่ามีพระทักว่า “โยมไปเจออะไรกันมา หนักนะเนี่ย” พระท่านก็พรมน้ำมนต์ให้ คุณเอิร์ทจึงติดใจมาตลอดว่าทำไม่ถึงถูกพระทักแบบนี้ และไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตอนนั้นมีคนรู้จักแนะนำให้ไปหาคนทรง คนทรงบอกว่า “เหมือนกับคนนี้ดวงซวยที่ไปเจอไปเห็นอะไร” เขาบอกว่ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ชื่อ ‘คุณเย็น’ ตอนที่จะเข้าไปเก็บของจากบ้านที่สองไปบ้านแรก คุณเย็นเปิดประตูเข้าไปแล้วยืนนิ่ง ๆ น้ำตาไหลร้องไห้  คุณเย็นบอกว่าพอเปิดประตูเข้าไป มองผ่านประตูข้างหลังที่มันทะลุไปพื้นที่ซักล้าง ก็เห็นเป็นผู้หญิงคนนั้น ยืนมองเขาผ่านหน้าช่องบานเกร็ด เขาบอกสิ่งที่เขาจำได้ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่มาเข้าฝัน ซึ่งไม่รู้ว่ามายืนตรงนี้ได้ยังไง เขาก็จึงยืนช็อคอยู่แบบนั้น  คนทรงบอกว่า “ที่ไปเจอมาแบบนี้เพราะว่าจิตเราเปิด พอจิตเราเปิดเราจะมองเห็นอะไรอย่างอื่นด้วย” เพื่อนจึงตอบว่า “ใช่” เพราะหลังจากกลับจากไปเที่ยววันนั้น เขาฝันทุกวัน เห็นเป็นผู้ชายจะมาเอาชีวิต ซึ่งผู้ชายคนนี้เป็นใครก็ไม่รู้ พอมาคุยกับคนที่เป็นคนทรงจึงได้รู้ว่าคนนี้คือ เจ้ากรรมนายเวรที่จะมาเอาชีวิตหลังจากที่จิตเปิด สิ่งเดียวที่ทำได้คือไปบวช เพื่อนคนนี้จึงไปบวชเณร หลังจากที่บวชเสร็จก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงที่เจอที่ที่พักนั้นยังอยู่หรือเปล่า..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

07 เม.ย. 2026

เรื่องเล่าจากคุณชันย่า 'ป่วยไม่ทราบสาเหตุ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 31 มี.ค.2569 ]

อาการป่วยปริศนาจนคนรอบข้างทักว่า ตัวซีดเหลือง ซูบผอม… ทั้งที่เธอเห็นว่าตัวเองเป็นปกติ และสาเหตุของอาการเหล่านี้ เกิดจากการที่เราเผลอไปทำอะไรให้ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ไม่พอใจโดยไม่ทันระวัง !เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (31 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ป่วยไม่ทราบสาเหตุ’ ‘คุณชันย่า’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง เกี่ยวกับอาการป่วย โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น คุณชันย่ามีญาติอยู่ที่กำแพงเพชร ซึ่งเธอจะไปเยี่ยมญาติ ในทุก ๆ ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งได้ทำงานที่แรกเป็นพนักงานธนาคาร ซึ่งมีวันหยุดตรงกับวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกำแพงเพชร ระหว่างทางรถติดมาก และชันย่าเองก็ปวดปัสสาวะมาก เมื่อเดินทางใกล้ถึงนครสวรรค์ เลยขอแวะเข้าห้องน้ำที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ที่เคยทานประจำ พอไปถึงเธอก็เปิดประตูรถ และวิ่งไปอย่างไวระหว่างนั้นสังเกตเห็นบางสิ่งที่หน้าห้องน้ำมีตี่จู่เอี้ยตั้งอยู่ แต่คุณชันย่าก็ไม่ได้สนใจอะไร หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็เดินออกมาทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ และได้เดินทางไปถึงกำแพงเพชรอย่างปลอดภัย จนถึงวันที่ต้องกลับบ้าน เธอออกมาจากบ้านญาติคืนวันเสาร์ และถึงบ้านในเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ ก็กลับไปทำงานตามปกติ ขณะทำงานเธอรู้สึกปวดท้องหน่วง ๆ จึงจะไปขอยาจากพี่ที่ทำงานด้วยกัน เพราะพนักงานแบงก์ส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเวลาที่ลูกค้ามาเยอะ ๆ จะไม่ค่อยมีเวลา ไปทานข้าว หรือเข้าห้องน้ำกัน พี่ที่ทำงานจึงให้ยาตามที่สันนิษฐานกันเองว่าน่าจะปวดเพราะเหตุนี้ ซึ่งคุณชันย่าก็กินยาที่ได้มาทันที พี่เขาถามอีกว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง เธอจึงเล่าให้ฟังว่า เธอปวดหน่วง ๆ และมีปัสสาวะปนเลือดนิดหน่อยโดยที่ตอนนั้นไม่ได้กำลังมีรอบเดือน ผ่านไปวันอังคาร คุณชันย่าก็ยังมีอาการปวดหน่วง ๆ และปัสสาวะปนเลือดก็เริ่มมีมากขึ้น พี่เริ่มเห็นว่าท่าไม่ดีแล้วเพราะหน้าตาชันย่า ก็ดูซีดเซียวมาก เลยหยิบกระจกมาให้ดู แต่คุณชันย่า ยังรู้สึกว่าตัวเองปกติ เธอจึงไม่ได้สนใจอะไรเวลาผ่านมาถึงวันพุธ อาการก็ยิ่งแย่เธอปวดท้องหนักขึ้น และปัสสาวะที่เป็นเลือด ตอนนี้เป็นหนักจนแทบจะมีแต่เลือดที่ไหลออกมาขณะฉี่ และก็ดูเหมือนว่า หน้าตาผิวพรรณจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะลูกค้าของคุณชันย่า ก็ทักเธอเช่นกันว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมตัวซีดแบบนี้ ลองส่องกระจกดูมั้ย” เธอจึงเดินไปส่องกระจก ปรากฏว่า เธอก็เห็นว่าตัวเธอเองปกติ และเมคอัพบนหน้าก็ยังอยู่ครบ แต่คนรอบข้างก็ยังแนะนำว่าให้ไปหาหมอ ชันย่าไม่อยากไป เพราะวันศุกร์จะมีการจัดปาร์ตี้ปีใหม่ และหลังจากนั้นจะหยุดยาว 4-5 วัน ชันย่าอยากไปล่ารางวัลในปาร์ตี้ก่อนค่อยไปหาหมอทีหลัง แต่พอมาถึงวันพฤหัสบดี ฉี่ที่เคยปนเลือด ตอนนี้มันกลายเป็นเลือดสด และคนรอบข้างก็ยังทักอีกว่าหน้าซีด อาจเพราะปกติเธอเป็นคนขาว ทั้งที่เธอเองก็เห็นว่าปกติทุกอย่าง ถึงวันปาร์ตี้ วันนี้คุณชันย่าแต่งหน้าเข้มกว่าเดิม แต่งตัวตามธีม และไปล่ารางวัลตามใจหวัง แต่พี่ที่ทำงานก็ยังย้ำว่า “ชันย่าควรไปหาหมอนะ” เธอเลยรับปากว่าจะไปวันเสาร์ เมื่อถึงบ้านก็บอกกับแม่ว่า ให้พาไปหาหมอหน่อยซึ่งแม่รู้อาการเบื้องต้นอยู่แล้วแต่ก็รู้สึกแปลก เพราะอาการมันหนักเกินไปมากกว่าคนที่อาจจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบปกติ และวันเสาร์ทั้งคู่จึงไปหาหมอกัน เมื่อไปถึงก็ทำการตรวจเลือด และเอกซเรย์ปอด หมอแนะนำให้แอดมิดเพื่อรอดูผลตรวจ เธอจึงอยู่ที่โรงพยาบาลก่อน และเมื่อผลตรวจออกมา ก็พบว่าเธอมีเชื้อวัณโรคขั้นรุนแรงกระจายไปทั่วปอด ซึ่งก็น่าสงสัย เพราะการทำงานของเธอ ทำงานอยู่ในแบงก์จริง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยว สูดดมเอกสาร หรือธนบัตรเลย เธอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และประกันทางการเงินให้กับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ด้วยความที่หมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคุณชันย่าอยู่แล้ว เขารู้ประวัติทางการแพทย์ของคุณชันย่าทุกอย่าง ก็รู้สึกเช่นกันว่า ไม่น่าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้คุณชันย่ามีเชื้อนี้ได้ หมอจึงทำการตรวจอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาตามเดิม หมอก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เพราะยังหาสาเหตุการเกิดโรคไม่ได้ จึงจะขอตรวจหามะเร็งในวันจันทร์ แต่อาการของคุณชันย่าก็ไม่ได้มีอะไรแย่ลง มีเพียงฉี่ที่ยังเป็นเลือดเท่านั้น อาการปวดท้องก็ไม่มีแล้ว คุณชันย่ามีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ และเพื่อนพี่ก็เข้ามาเยี่ยม แต่ปรากฏว่าทุกคนร้องไห้ และให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ เธอก็สงสัยมาก เพราะตัวเธอเองคิดว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไรเลย แต่ยังไงก็ตามวันจันทร์จะต้องมีการกลืนแป้งเพื่อตรวจอีกครั้ง และจะได้ผลตรวจในวันอังคาร หลังจากกลืนแป้งอยู่ ๆ แม่ก็บอกกับคุณชันย่าว่า ขอกลับบ้านก่อนนะ แม่ไปตั้งแต่บ่ายสอง กลับมาอีกทีสามทุ่ม พร้อมกับเสื้อผ้าที่คุณชันย่าชอบ และตุ๊กตาหมีเหมือนกับว่าแม่ทำใจมาแล้วว่าถ้าเป็นวัณโรคจริง ชันย่าจะออกไปใช้ชีวิตปกติไม่ได้ จะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อตลอด หรือไม่ก็อาจจะถึงขั้นเสียชีวิต ยิ่งทำให้เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งที่เธอไม่ได้รู้สึกว่าอาการของเธอมันแย่ขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แถมแม่ยังพูดกับเธอว่า “พรุ่งนี้วันอังคารกลับบ้านกันนะ” เธอก็ตอบกลับว่า “รู้ได้ไง? รู้ผลตรวจแล้วหรอ?” แม่ตอบว่า “ยังไม่เห็นหรอก แต่พรุ่งนี้กลับบ้านแน่ ๆ”จนกระทั่งถึงวันอังคาร หมอเข้ามาตั้งแต่เช้าพร้อมผลตรวจว่า ไม่มีเชื้อวัณโรคเลย การตรวจครั้งก่อน ๆ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิคจริง ๆ เชื้อที่เคยพบว่ารุนแรง วันนี้ผลตรวจออกมาว่าไม่พบเลย สามารถกลับบ้านได้ คุณชันย่าก็อึ้งนิด ๆ เป็นไปได้อย่างไร ที่การตรวจจะผิดพลาดขนาดนั้น แต่ตกใจที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่า เราจะได้กลับบ้านวันนี้มากกว่า หลังจากนั้นเราก็ทำเรื่องเพื่อออกจากโรงพยาบาลปกติ จนกลับมาถึงบ้านตอนช่วงบ่าย ก่อนเข้าบ้าน แม่บอกให้คุณชันย่าจุดธูปกลางแจ้ง แล้วพูดตามว่า “ลูกกลับมาแล้วนะ ลูกหายดีแล้ว” แล้วให้ไปจุดธูปที่ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “อะไรที่ลูกทำผิด ขอให้อภัยลูก ลูกกลับมาแล้ว ขอให้ลูกแข็งแรง” ชันย่าก็สงสัย แต่ก็แค่คิดไปว่า อาจจะเพราะเราไปนอนโรงพยาบาลตั้งหลายวัน กลับมาก็ควรจะจุดธูปบอกผีบ้าผีเรือนบ้างเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้น ก็ถามแม่ในเรื่องที่ยังสงสัยว่า “แม่รู้ได้ยังไง ว่าเราจะได้กลับบ้านวันนี้” แม่ตอบว่า เมื่อวานที่แม่กลับมาบ้าน แม่ก็นึกได้ว่าอาจจะเป็นเพราะวันที่เธอรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำที่นครสวรรค์แน่ ๆ วันนั้นชันย่าใส่กระโปรงยาว แล้วรีบวิ่งผ่านไปจนชายกระโปรงอาจจะไปโดนตี่จู่เอี้ยที่ตั้งอยู่ แม่จึงไปไหว้ตี่จู่เอี้ยที่บ้านว่า “ถ้าการที่ชันย่าป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพราะเรื่องนี้จริง ๆ ขอให้พรุ่งนี้ชันย่าหาย แล้วได้กลับบ้าน” และชันย่าก็ได้กลับบ้านจริง ๆสองวันหลังจากนั้น... อาการฉี่ปนเลือดก็เริ่มหาย หมอก็บอกว่าเป็นแค่อาการปัสสาวะติดขัดเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรที่แย่เลย แม้แต่ลูกค้าที่ที่ทำงานก็ยังทักว่า “ไปทำอะไรมา วันนั้นป่วยใช่มั้ย ที่เห็นตัวซีด ๆ ผอม ๆ” ทั้งที่ตอนอยู่โรงพยาบาลเธอชั่งน้ำหนักทุกวันก็พบว่า น้ำหนักเท่าเดิมทุกครั้ง แต่สิ่งที่สงสัยมาตลอด ทั้งพี่ที่ทำงาน และลูกค้าทักว่าหน้าโทรม ตัวซีด และเพื่อนพี่ที่ร้องไห้เมื่อเห็นเราตอนมาเยี่ยม ตอนนี้ชันย่ารู้แล้วว่า ที่คนรอบข้างเป็นแบบนั้น เพราะสภาพที่พวกเขาเห็นเธอคือ ตัวซีด ผอม ผิวออกไปทางเหลือง และหน้าโทรมมาก ๆ แม้ว่าเธอจะเห็นตัวเองในสภาพปกติก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณชันย่าเลยว่า เวลาไปที่ของคนอื่น ไปเข้าห้องน้ำ หรือบ้านใคร คุณชันย่าจะไหว้ขออนุญาตทุกครั้ง เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเราจะเผลอไปทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณแทค 'ดงปอบ' l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มี.ค. 2568 ]

15 มี.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณแทค 'ดงปอบ' l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ คนตาทิพย์ [11 มี.ค. 2568 ]

ไปหานักเรียนที่ขาดเรียนไปถึง 10 วัน มีคนมาเตือนว่าอย่าไปเลย แต่ก็ไม่เชื่อ จนเจอดีถึงในที่นอน! เรื่องราวสุดหลอนนี้จะจบลงอย่างไร? ติดตามได้กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ดงปอบ’ จาก ‘คุณแทค’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(11 มีนาคม 2568) พร้อมด้วย ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีีเจเจ็ม’ ที่จะเป็นเพื่อนหลอนไปกับคุณ!! ‘คุณแทค’ ได้นำเรื่องเล่าของ ‘ครูเอ’ (นามสมมติ) มาเล่าให้ฟัง เรื่องนี้ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วโดยในช่วงนั้น ครูเออายุเพียง 20 ต้น ๆ เพิ่งได้บรรจุเป็นข้าราชการใหม่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด หลังจากที่ได้เข้าไปสอนในโรงเรียนนี้ มีนักเรียนในห้องที่ครูเอได้ประจำชั้นอยู่ไม่มาโรงเรียนนานถึง 10 วัน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องไปหาที่บ้าน เพื่อตรวจดูว่านักเรียนคนนี้เกิดอุบัติเหตุ หรือว่าเกิดอะไรขึ้น บ้านของนักเรียนคนนี้อยู่ถัดไปอีกหนึ่งหมู่บ้าน โดยอยู่ท้ายหมู่บ้านและเป็นหลังเดียวที่อยู่ตรงนั้น พอไปถึงครูเอจึงไปสังเกตดูว่าใช่หลังนี้หรือไม่ เมื่อสังเกตอยู่นานก็คิดจะกลับ แต่ตาก็ไปเห็นนักเรียนของตัวเองที่เดินอยู่ในบ้าน จึงมั่นใจว่าเป็นบ้านหลังนี้ และเมื่อเข้าไปในบ้านสิ่งที่ครูเอเห็นก็คือ แมวประมาณ 100 ตัวที่อยู่ภายในบ้าน ซึ่งนักเรียนคนนี้อยู่กับคุณยาย 2 คน คุณยายนุ่งขาวห่มขาว ผมหงอกทั้งหัว ครูเอจึงเข้าไปคุยกับคุณยายถึงสาเหตุที่หลานไม่ไปโรงเรียน พอคุยกับคุณยายเสร็จ ครูเอก็เห็นว่านักเรียนกำลังให้นมแมวอยู่ เป็นนมโรงเรียน ซึ่งแมวก็ไม่กิน ครูเอคิดไปว่า แมวน่าจะชอบรสหวาน ครูเอจึงอาสาจะไปซื้อน้ำตาลเพื่อมาใส่ในนม จากนั้นก็ขับรถไปซื้อน้ำตาลจากร้านค้าที่อยู่ในหมู่บ้าน ด้วยความที่คนในชนบทจะรู้จักกันทุกบ้าน แม่ค้าจึงถามกับครูเอว่า “น้าครูจะซื้อไปไหน ซื้อไปทำอะไร มาหมู่บ้านนี้ทำไม” ครูเอเล่าเหตุผลที่ตนต้องมาหมู่บ้านนี้ให้แม่ค้าฟัง เมื่อเล่าจบแม่ค้าก็บอกต่อว่า “อย่าไปบ้านหลังนั้นได้ไหม กลับบ้านเลยเถอะ นี้มันก็มืดแล้ว” ครูเอนึกสงสัย จึงถามไปว่า “ทำไมครับ” แม่ค้าตอบว่า “บ้านหลังนั้นเขาเลี้ยงปอบ ไม่อยากให้ไป” ครูเอตอบกลับเชิงตลกไปว่า “ผมไม่กลัวหรอก ปอบอะ ให้มันมากินผมเลย” หลังจากนั้นครูเอก็กลับหมู่บ้านของตนเอง และด้วยความที่เป็นบ้านสมัยก่อน บันไดที่จะขึ้นไปชั้น 2 จึงเป็นแบบพับเก็บได้ด้วยการดึง ซึ่งครูเอก็นอนอยู่บนชั้น 2 ของบ้าน ช่วงกลางดึกที่ครูเอเข้านอนแล้ว ครูเอก็ได้ยินเสียงคนเดินอยู่รอบบ้าน แต่ครูเอก็คิดว่าคงเป็นคู่อริเก่าหรือโจรขึ้นบ้าน จึงจะไปหยิบปืนมาป้องกันตัว แต่จู่ ๆ ครูเอก็ตกใจ ที่แขนและขาของตัวเองไม่สามารถขยับได้ ขยับได้เพียงแค่ส่วนหัวและตาเท่านั้น และเสียงเดินก็ไปหยุดอยู่ที่บันไดบ้าน แต่เพราะครูเอดึงบันไดเก็บเรียบร้อยแล้ว จึงคิดว่าคงขึ้นมาไม่ได้ แต่ในตอนนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนปีนเสาบ้านขึ้นมา คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ถึงแม้ไม่ได้เปิดไฟก็สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน และครูเอก็ได้เห็นเงาตะคุ้ม ๆ ที่กำลังปีนเสาบ้านขึ้นมา ในใจของครูเอตอนนั้นคิดว่า คงตายแน่ ๆ เพราะไม่สามารถขยับตัวได้เลย พอเงานั้นปีนขึ้นมาได้สำเร็จ มันก็เริ่มคลานเข้ามาใกล้ครูเอ จนมาถึงหน้ามุ้งที่ครูเอนอนอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ต้องตกใจมากขึ้นไปอีก คือ สิ่งที่ครูเอเห็น เป็นคุณยายแก่ ๆ คนหนึ่ง ผมขาวทั้งหัว ใส่ชุดสีขาวทั้งชุด และยายคนนี้ก็เปิดมุ้งขึ้น เมื่อมุ้งเปิด ครูเอก็เห็นใบหน้าของคุณยายคนนั้น แต่บนหน้ากลับไม่มีจมูก ไม่มีปาก ไม่มีตา ไม่มีคิ้ว เป็นแค่หน้าโล้น ๆ และมีเสียงพูดขึ้นมาว่า “กูมาแล้ว เดี๋ยวกูจะกินมึงให้หมดเลย” ครูเอช็อคไป และไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะแขนขาก็ไม่สามารถขยับได้ บทสวดก็ท่องไม่ได้เพราะไม่ได้นับถือศาสนาอะไร และเป็นคนที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ในจังหวะเดียวกันที่ยายคนนั้นเริ่มใกล้เข้ามา ขาข้างหนึ่งของครูเอก็ขยับได้ จึงถีบเข้าไปที่ตรงกลางอกจนร่างยายกระเด็นตกลงไปข้างล่าง จากนั้นครูเอก็ขยับตัวได้ จึงรีบไปเปิดไฟให้ทั่วบ้าน ครูเอไม่กล้าลงไปดูเพราะยังช็อกอยู่ จึงเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงทางขึ้นชั้น 2 จนเกือบจะสว่าง ระหว่างนั้นก็เดินไปที่หน้ากระจก เห็นว่ามีเลือดไหลออกจากจมูก ปาก และทั้งตัวก็เต็มไปด้วยเลือดของตัวเอง และเมื่อใกล้เช้าก็มีคนมาเรียกครูเอ ซึ่งเป็นเสียงของผู้ใหญ่บ้านที่ครูเอจำได้ แต่ครูเอก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านจริง ๆ หรือเปล่า จึงไม่ยอมลงไปข้างล่าง เพราะข้างนอกยังไม่สว่างมาก ครูเอเลือกที่จะอยู่บนบ้านและถือปืนไว้เผื่อเกิดอะไรขึ้น คนที่อยู่ข้างล่างบอกให้ครูดึงบันได้ลงมาเพื่อจะขึ้นไปดู ครูเอตัดสินใจให้ขึ้นมา แต่ถ้าไม่ใช่ผู้ใหญ่บ้านครูเอก็จะยิงทันที และก็เป็นผู้ใหญ่บ้านจริง ๆ ที่ขึ้นมา ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยถามว่า “ทำไมเปิดไฟไว้ทั้งคืน เป็นอะไรลูก เลือดเต็มตัวเลย“ ครูเอที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็ร้องไห้ออกมา และเข้าไปกอดผู้ใหญ่บ้าน เมื่อได้สติจึงเล่าทุกอย่างให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง จากนั้นในตอนเช้าผู้ใหญ่บ้านจึงพาครูเอไปรดน้ำมนต์ และชาวบ้านในหมู่บ้านก็มาผูกแขนเพื่อรับขวัญให้ครูเอ รวมถึงแม่ค้าที่เคยเจอกันในตอนนั้น ซึ่งแม่ค้าคนนั้นก็บอกกับครูเอว่า “หนูบอกน้าครูแล้ว ว่าอย่าไปพูดแบบนั้น” หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ทำให้ครูเอกลายเป็นคนที่มีเซ้นส์ จากที่ไม่เคยเห็นผี ครูเอก็รู้ได้ในทันทีว่าใครคือคนหรือไม่ใช่คน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

25 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณกิ๊บ น้ำมันผี 'ยายข้างถนน' l อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี [ 17 ก.พ.2569 ]

เมื่อรับคุณยายคนหนึ่งขึ้นรถมาด้วยในเส้นทางที่มืดเปลี่ยว กลับพบกับความน่ากลัวตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้คุยกัน “เห็นยายด้วยหรอ” เสียงพูดจากยายแก่ข้างถนน ที่ยังคงติดอยู่ในใจกับการหายตัวไปในศาลาร้าง แต่สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในรถ กลับกลายเป็นคำตอบของความน่ากลัวที่พบได้เจอ… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X กิ๊บ น้ำมันผี’ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ยายข้างถนน’ เรื่องราวนี้ ‘คุณกิ๊บ น้ำมันผี’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณศักดิ์’ ซึ่งตัวของพี่ศักดิ์เอง เขาเป็นคนขับรถส่งผักจากจังหวัดหนึ่ง ไปสู่จังหวัดหนึ่งซึ่งมีระยะทางไกลร่วม 300 กิโลเมตร พี่ศักดิ์จึงชักชวนแฟนของเขาให้ร่วมเดินทางไปด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ช่วงเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ทั้งสองได้หยุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อรับประทานข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่งพี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรับประทานข้าวกัน จู่ ๆ ก็มีหญิงชราคนหนึ่ง เดินมาหาพี่ศักดิ์ และแฟนหญิงชราคนนั้นเดินมาด้วยท่าทางหลังค่อม มือที่เหี่ยวย่นได้ถือตุ๊กตา และพวงมาลัยเก่า ๆ จำนวนหนึ่ง พร้อมกับยื่นมาให้เขาทั้งสอง และพูดว่า “ช่วยยายซื้อหน่อย” ด้วยความสงสาร แฟนของพี่ศักดิ์จึงมอบเงินไปให้หญิงชราคนนั้น จำนวน 200 บาท แลกกับตุ๊กตาเก่า มีลักษณะแขนขายาวตัวหนึ่ง หลังจากนั้นทั้งสองได้ออกเดินทางต่อ เมื่อขับขี่รถไปเรื่อย ๆ จากถนนใหญ่มีไฟรายล้อมรอบก็ค่อย ๆ กลายเป็นถนนคับแคบ ไฟก็ค่อย ๆ มืดลงไปจนถึงถนนเลนส์เดียวที่เต็มไปด้วยป่าทั้งสองข้างทาง และไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว บรรยากาศยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนนั้นแฟนของพี่ศักดิ์ได้พักงีบหลับ ส่วนตัวของพี่ศักดิ์เองก็ขับรถต่อไป จนไปเจอกับคุณยายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้าริมทางถนนเพียงลำพัง…ด้วยความที่พี่ศักดิ์ มีความเชื่อกับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่จอดรถในที่เปลี่ยวแบบนี้เด็ดขาด เมื่อขับผ่านไปสักพัก จู่ ๆ เขาก็เห็นยายคนนั้นอีกครั้ง และคิดกับตัวเองว่า “คนแก่ที่ไหนจะมาเดินข้างถนนในตอนนี้” ด้วยความกลัว พี่ศักดิ์ จึงรีบขับรถให้ผ่านยายไปให้เร็วที่สุด แต่กลับต้องจอดกะทันหัน เมื่อได้ยินเสียงร้องตะโกนบอกให้หยุดจากแฟน… แฟนของพี่ศักดิ์ยืนยันที่จะรับยายขึ้นรถ เพื่อที่จะไปส่งคุณยายที่บ้าน พี่ศักดิ์ก็ได้เตือนว่ามันดูผิดปกติ แต่แฟนของพี่เขาก็คงยังยืนยันว่าจะรับยายกลับไปด้วยให้ได้ ขณะที่แฟนของพี่ศักดิ์กำลังจะหันไปเปิดประตูรถเพื่อที่จะลงไปหายายจู่ ๆ หน้าของยายก็มาจ่ออยู่ที่กระจกข้างรถแบบไม่ทันตั้งตัว จนทำให้พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาตกใจแฟนของพี่ศักดิ์ลดกระจกลง และถามยายว่า “ยายมาจากไหน ทำไมมาเดินที่มืด ๆ แบบนี้”ยายแสยะยิ้มออกมา ทำให้เห็นว่าปากของยายนั้นไม่มีฟันหลงเหลืออยู่เลยสักซี่ก่อนยายจะถามกลับมาว่า “เห็นยายด้วยหรอ” แฟนของพี่ศักดิ์ก็ยังคงไม่คิดอะไร และชวนยายขึ้นรถมาพร้อมกัน เมื่อออกเดินทางต่ออีกครั้งพี่ศักดิ์ ได้แต่คิดกับตัวเองอยู่ในใจว่า สิ่งที่เห็นก่อนหน้านั้นคืออะไรกันแน่ จังหวะนั้นยายที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ได้ชะโงกหน้ามามองพี่ศักดิ์ พร้อมกับพูดว่า “ไม่ต้องสงสัยหรอก” ขณะที่ขับรถไประหว่างทางมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถ จนทำให้พี่ศักดิ์ขับรถชนโดยที่ไม่ทันได้เบรคเมื่อพี่ศักดิ์ และแฟนของเขาลงไปดูหมาตัวนั้น กลับเห็นภาพสยองเมื่อพบว่า หัวของหมาตัวนั้น มันได้ขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนคุณยายได้ลงมาจากรถ และก้มลงไปดึงหัวของหมาออกมาจากข้างหน้ารถ แล้วโยนมันทิ้งไปพรอมกับพูดว่า “ไปเถอะมันถึงเวลาตายของมันแล้ว”เมื่อทุกคนกลับขึ้นรถพี่ศักดิ์ ได้แต่ขับรถต่อไปด้วยความเกร็ง และเกรงกลัวยายคนนั้นเมื่อถึงทางโค้งบ้านของยาย ก็พบว่าที่ตรงนั้นมันเป็นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านของคนอยู่เลยสักหลังมีเพียงแต่ศาลารอรถที่เก่าผุพัง แต่ยายก็ยังคงยืนยันว่าบ้านของแกนั้นอยู่ตรงนี้ เมื่อยายลงจากรถไปก็ได้หันหลัง และเดินเข้าไปในศาลาเก่าหลังนั้น จู่ ๆ ยายก็ได้หายวับไปกับตา ทำให้ทั้งสองคนตกใจกับภาพตรงหน้า และรีบขับรถหนีออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที หลังจากนั้น พี่ศักดิ์ได้เล่าว่า ตนเองได้แวะไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่ง หลวงพ่อก็ได้ทักว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในรถ เมื่อเปิดรถเข้าไปดูหลวงพ่อได้หยิบตุ๊กตาที่ซื้อมาจากหญิงชราริมทาง และนำมีดมากรีดมันจนได้พบว่า “มีกระดูกนิ้วมือของมนุษย์อยู่ในตุ๊กตาตัวนั้นเต็มไปหมด จึงเป็นสาเหตุให้ทั้งสองคนได้พบเจอกับสัมเวสี นั่นก็คือ ยายข้างถนน” พี่ศักดิ์ และแฟนของเขาจึงขับรถไปที่ถนนเส้นเดิมเพื่อตามหาหญิงชราที่ขายตุ๊กตาให้ เมื่อเจอหญิงชราคนนั้น แฟนของพี่ศักดิ์ก็ได้เข้าไปถาม “ยายเอาอะไรมาขายให้หนู” แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ รวมถึงหญิงชราคนนั้นยังวิ่งหนีไปในทันที ทำให้ทั้งสองวิ่งตามไปจนไปเจอหญิชราคนนั้นอยู่ใต้ต้นไม้ ที่มีศาลขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และได้เห็นว่าตุ๊กตาที่หญิงชรานำมาขาย คือ ตุ๊กตาถวายศาล(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

Phone in เรื่องเล่าจาก 'อัค อัครัฐ' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

04 ก.พ. 2025

Phone in เรื่องเล่าจาก 'อัค อัครัฐ' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

‘คุณอัค อัครัฐ’ ได้ Phone in มาเล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากกองถ่าย เหตุการณ์เกิดขึ้นกลางวันแสก ๆ แต่กลับมีบางสิ่งเดินผ่านกล้อง ทั้งที่ทั้งกองยืนยันว่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น! ทว่าภาพที่ปรากฏในมอนิเตอร์ กลับเผยให้เห็นเงาร่างลึกลับ.. สวมโจงกระเบน เดินผ่านประตูไปต่อหน้าต่อตา! แล้วใครที่เดินผ่านไปกันแน่? มาฟังพร้อมกันในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ แล้วจะรู้ว่า บางสิ่งรอบตัวอาจกำลังจับมามองคุณอยู่! ‘อัค อัครัฐ’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้คุณอัคได้รู้ว่าผีมีอยู่จริง และสถานที่ก็คือกองถ่ายละครแห่งหนึ่ง ย่านลำลูกกา คลองสาม เป็นหมู่บ้านจัดสรรร้างที่มีคนไปถ่ายละครที่นั่นกันบ่อย ๆ ในวันนั้น เหตุเกิดขึ้นตอนเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่งถึงบ่ายสามโมง สมัยก่อนกล้องถ่ายหนังมักจะใช้กล้องเล็ก ๆ กล้องเดียวตามหลังนักแสดง เหตุการณ์ตอนนั้นคือตากล้องกำลังถ่ายเก็บภาพเดินตามหลังนักแสดงอยู่ สถานที่ถ่ายทำนั้นเป็นทางยาวตรง มีสามแยกอยู่ทางด้านขวา ปลายทางของทางตรงมีประตูอยู่หนึ่งบาน เป็นประตูสีขุ่นที่ทีมงานปิดเอาไว้ แล้วเอาไฟไปยิงอยู่ด้านหลัง ซึ่งแถว ๆ นั้นจะมีผู้กำกับและทีมงานยืนอยู่ เพื่อกันไม่ให้คนเดินผ่าน เพราะถ้ามีคนเดินผ่านมันจะเข้าเฟรมกล้องที่ถ่ายอยู่และจะเห็นทันที ผู้ช่วยผู้กำกับจึงไปยืนกันไว้ตรงข้างประตูสีขุ่นนั้น หลังจากเริ่มถ่าย ตากล้องก็ค่อย ๆ เริ่มเดินตามหลังนักแสดงไป แต่จู่ ๆ ผู้กำกับก็ตะโกนขึ้นมา “คัต! ใครเดินวะ” แล้วทีมงานทั้งหมดเกือบ 50 ชีวิตของทั้งกองต่างเดินพากันมาหยุดอยู่ที่หน้ามอนิเตอร์ เพื่อดูภาพย้อนหลังในกล้อง จะเห็นประตูสีขุ่นบานนั้นอยู่ ซึ่งทุกคนเห็นอย่างเดียวกันว่า มีเงาคนเดินจากทางฝั่งขวาประตู ไปทางฝั่งซ้ายประตู เดินไปทางผู้ช่วยผู้กำกับที่ยืนกันคนอยู่ แต่ทางผู้ช่วยก็ได้ตะโกนบอกกลับมาว่า “มันไม่มีใครเดินนะพี่” ทีมงานที่ยืนอยู่แถวนั้น ต่างก็ช่วยยืนยันอีกเสียงว่า ‘มันไม่มีใครเดินจริง ๆ’ เพราะหากมีคนเดิน ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ก็ต้องเห็น แต่ในมอนิเตอร์ที่ทุกคนเห็นมันมีเงาของคนเดินผ่านจริง ๆ จากนั้นทุกคนก็ได้ทำได้เพียงแค่ปลอบใจกันเองว่า ‘คงเป็นทีมงานเดินแหละ แต่ไม่มีใครกล้ายอมรับเพราะกลัวผู้กำกับด่า’ เพื่อที่จะให้งานสามารถไปต่อได้ วันนั้นหลังจากที่ถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย ทีมงานก็ได้นำฉากนี้ไปลงในคอมพิวเตอร์เพื่อจะมาดูย้อนหลัง หลังจากนำไฟล์ลงในคอมพิวเตอร์แล้ว ก็จะสามารถดูเฟรมต่อเฟรมได้ ทีมงานก็ได้ซูมเข้าไปที่ประตู ก็เห็นเป็นเงาของคนที่เดินจากประตูฝั่งขวามาฝั่งซ้ายจริง ๆ แต่เพิ่มเติมคือเห็นรายละเอียดของเงาปริศนานั้นชัดเจนขึ้นคือ ‘ระหว่างขาที่เขาเดิน เห็นเป็นกางเกงโจงกระเบน ตรงส่วนไหล่จะเป็นพุ่มสองข้างทั้งซ้ายและขวา’ ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงแค่คุณอัคที่เห็นคนเดียว แต่เป็นคนทั้งกองเห็น คุณอัครู้สึกได้ทันทีเลยว่า ‘ผีมีอยู่จริง’(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-