เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

อังคารคลุมโปง RECAP

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

01 ธ.ค. 2023

(Trigger Warnings : บทความนี้มีเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศ)

          เมื่อเราเป็นจุดต่ำสุดในครอบครัว แม่หลงเชื่อหมอดูจนโงหัวไม่ขึ้น ให้พ่อเลี้ยงมาข่มขืนลูกตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่หมอดูบอก สุดท้ายจึงตอบแทนแม่ด้วยคุณไสยสุดพิเศษเป็นของขวัญ เรื่องนี้ ‘คุณณัฐผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตอบแทนด้วยคุณไสย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

          คุณณัฐเล่าว่าเรื่องนี้ได้ฟังมาจาก ‘น้องบุ๋มร่างทรง’ เธอเป็นคนดูดวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกดวง ใช้นามสมมติว่า ‘น้องเดียร์’ เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังจะเชื่ออะไรแล้วไม่ได้ไตร่ตรอง ควรที่จะเชื่อแบบมีสติ และเรื่องนี้ฝากไปถึงคนที่มีลูก อยากให้รักลูกแบบไม่ลำเอียงให้รักลูกเท่ากันทุกคน

          เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของน้องเดียร์ มีแม่, พ่อเลี้ยง, น้องเดียร์, และน้องชาย แม่เป็นคนติดแอลกอฮอล์ ติดการพนัน โดยเฉพาะเรื่องการดูดวง แม่ชื่นชอบและติดมาก แม่จะเชื่อหมอดูอย่างไม่ลังเล ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวนี้ ตัวน้องเดียร์คิดว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ในอันดับด้วยซ้ำ เพราะน้องเดียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย น้องเดียร์เกิดมาจากพ่อที่ทิ้งแม่ไป เธอเปรียบเสมือนกาฝากในครอบครัวนี้ ต้องเชื่อฟังแม่ตั้งแต่เด็ก ทำผิดอะไรแม่ก็จะตี หรือบางทีก็ถูกแม่ขังอยู่ในห้องไม่ให้ไปเรียน เวลาจะได้ของอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเป็นของเหลือที่น้องชายไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถ้าน้องชายเลือกที่จะไม่กิน น้องเดียร์ถึงจะได้กิน

          ภาพจำที่น้องเดียร์จำได้คือ พ่อเลี้ยง แม่ และน้องชายนอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไปกินอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ส่วนน้องเดียร์ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด และอีกภาพคือ แม่ขอเงินยายเพื่อที่จะไปซื้อเหล้าและไปเล่นการพนันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งบังคับยายยกสมบัติให้เพื่อที่แม่จะได้นำไปขาย แล้วเอาเงินมาเล่นการพนัน เอามาซื้อเหล้า พอหนักเข้า ยายไม่มี ยายก็ถูกแม่ตีจนแขนหัก จนยายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น

          ด้วยความที่แม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก ๆ ก็จะไปเสาะแสวงหาการดูดวงจากสถานที่ต่าง ๆ ถ้าหมอไหนที่ดูแล้วบอกว่าลูกชายพึ่งได้ แม่ก็จะบอกว่าหมอคนนี้แม่นถูกใจแม่ กลับกันถ้าหมอดูบอกว่าลูกสาวจะพึ่งได้ นั่นแสดงว่าหมอดูไม่แม่น และจะถูกแม่ด่าอยู่ตลอดเวลา

          อย่างที่บอกไปว่าแม่ชอบดูดวงมาก กระทั่งแม่ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนเทวดาในหัวใจแม่ แต่เป็นซาตานที่มาจากนรกสำหรับน้องเดียร์ ขั้นตอนการดูดวงกับหมอคนนี้คือการเอาดวงของพ่อน้องเดียร์, น้องเดียร์, และน้องชายไปดู หมอดูบอกว่าพ่อของน้องเดียร์อยู่ด้วยกันกับแม่ก็มีแต่จะเลิกกัน มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต ดวงของพ่อน้องเดียร์เป็นด้วยตายโหง แม่ต้องอยู่เป็นหม้าย ดีแล้วที่เลิกกันไป ส่วนดวงของน้องเดียร์นั้น หมอดูบอกว่าเมื่ออดีตชาติน้องเดียร์เคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นโจรมาปล้นบ้านของแม่ และก็ฆ่าสามีในอดีตชาติของแม่ตาย พอมาชาตินี้น้องเดียร์ต้องมาเกิดเป็นลูกเพื่อมาชดใช้กรรมในอดีตที่ทำไว้ ส่วนลูกชายย้อนกลับไปในอดีตชาติเคยเป็นคู่รักของแม่ และก็เป็นคนที่อยู่ในตระกูลสูงส่งมีหน้ามีตา เป็นคนที่ฉุดแม่ขึ้นมาให้มีชื่อเสียง ให้กลับมามีหน้ามีตาในสังคมอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้ให้เลี้ยงลูกชายให้ดี ต้องตอบแทนบุญคุณเขาแล้ววันหนึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเขาจะร่ำรวย

          หลังจากนั้นน้องเดียร์ก็บอกคุณบุ๋มว่า “พี่บุ๋มจำได้มั้ย ที่เดียร์เคยโทรมาปรึกษาพี่บุ๋มว่าสิ่งที่มันเกิดคืออะไร” คุณบุ๋มก็ได้เตือนน้องเดียร์ไปว่า “ถ้าสมมติว่าวันนึงน้องเดียร์มีชีวิตที่ดีแล้ว อย่าอาฆาตแม่ ให้อโหสิกรรมกับแม่ อย่าไปตามจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันอีก” น้องเดียร์ก็ถามคุณบุ๋มอีกว่า “พี่บุ๋มเห็นอะไรในตัวหนูมั้ย?” คุณบุ๋มตอบมาว่า “เห็นเด็ก” น้องเดียร์จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”

          เรื่องนี้เกิดเมื่อตอนที่น้องเดียร์อายุ 15 ปี แม่ไปดูหมอดูคนเดิม หมอดูก็ย้ำเรื่องเดิมที่น้องเดียร์เป็นลูกที่เคยมาปล้นบ้านและฆ่าสามีแม่ในอดีตชาติ พอแม่รู้เรื่องนี้ น้องเดียร์ก็โดนด่าหนักว่าเดิม กลับกันพอเป็นน้องชาย แม่กลับโอ๋น้องตลอดเวลา จนเข้าอายุ 16 ปี น้องเดียร์เริ่มโตเป็นสาว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเลี้ยงเริ่มมองน้องเดียร์ด้วยสายตาที่คุกคาม เวลาแม่ไม่อยู่ จะชอบเรียกมาจับมือ มาโอบ มาลวนลาม น้องเดียร์ทนไม่ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ แต่แม่ตอบกลับมาว่า “มึงสมควรโดนแบบนี้แล้วแหละ” น้องเดียร์จุกในอกไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องก้มหน้ารับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วแม่น้องเดียร์กลับร้อนใจที่คู่ชีวิตในปัจจุบันลวนลามลูก จึงไปหาหมอดูและถามว่า “ถ้าสามีฉันไปมีอะไรกับลูก จะติดใจลูกมั้ย?” หมอดูตอบกลับมาว่า “พ่อมันทำถูกต้องแล้ว” และอธิบายต่อว่า มันต้องทำแบบนี้เพื่อตัดกรรมเก่าที่น้องเดียร์เคยกระทำในชาติที่แล้ว ถ้าทำแบบนี้ชีวิตแม่จะดีขึ้นจะมีเงินทองเข้ามา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายไป  นอกจากนี้หมอดูยังย้ำว่าให้หาคนที่ดวงแข็งกว่าพ่อและน้องเดียร์มากระทำชำเราน้องเดียร์เพิ่มอีก ซึ่งหมอดูก็เสนอตัวเอง

          แม่ถามหมอดูต่อว่า “ถ้าผัวฉันได้กับเดียร์แล้ว จะติดใจเดียร์มั้ย?” เพราะแม่ก็กลัวว่าผัวตัวเองจะติดใจลูกและทิ้งตัวเอง  หมอดูบอกว่า “ไม่ต้องกลัวให้ทำตามนี้ พอทำเสร็จแล้วให้มาหาเดี๋ยวจะทำเสน่ห์ให้ ขอแค่พาน้องเดียร์มาหา” หลังจากที่แม่กลับบ้านก็ไปเรียกเดียร์มาคุย เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าหมอดูพูดอะไรบ้าง แล้วกำชับว่า “มึงจะต้องทำตามที่หมอดูบอก” ด้วยความที่น้องเดียร์ยังเป็นเด็กก็กราบขอร้องอ้อนวอนแม่ แต่แม่กลับบอกว่า “ยังไงมึงก็ต้องทำ”

          กาลเวลาผ่านไป น้องเดียร์ก็คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบไปแล้ว พ่อกับแม่คงลืม จึงลดความระวังตัวลง แต่ก่อนที่พายุจะมา ทะเลมันจะสงบ น้องเดียร์บอกว่ามีอยู่วันหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้ นอนซมอยู่บ้านไม่มีแรง วันนั้นพ่อเลี้ยงเข้ามาข่มขืนน้องเดียร์ และที่สำคัญคือแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ยืนดูพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกตัวเองอยู่ด้วย น้องเดียร์พยายามที่จะสู้ พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงเพราะป่วย ประกอบกับด้วยเป็นแรงผู้ชาย พ่อเลี้ยงจึงกระทำจนสำเร็จ จากนั้นแม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “กูบอกมึงดี ๆ แล้ว มึงไม่ยอมทำ เพราะฉะนั้นมึงต้องโดนแบบนี้” และทั้งสองคนก็เดินออกไปนั่งกินเหล้าคุยกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้น้องเดียร์นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว..

       ในตอนนั้นเอง น้องเดียร์รู้สึกหมดสิ้นทุกอย่างแต่ก็ต้องกัดฟันสู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะต้องพาไปหาหมอดูเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปหายาย ซึ่งบ้านยายที่ย้ายไปก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องเดียร์ พอไปถึงน้องเดียร์ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายร้องไห้และขอโทษน้องเดียร์ที่ไม่สามารถช่วยน้องเดียร์ได้ แต่ถ้าน้องเดียร์มาอยู่บ้านยายยังไงแม่ก็ต้องมาตามอยู่ดี ยายจึงส่งน้องเดียร์ไปอยู่กับน้องสาวยายที่ใต้ ยายบอกว่ายายส่งน้องเดียร์ไปที่ใต้ได้ แต่ยายไม่มีเงินส่งเรียนได้

       เมื่อไปถึง น้องสาวยายเอ็นดูน้องเดียร์จึงส่งเสียให้ได้เรียน น้องเดียร์บอกว่าตอนที่ไปอยู่ที่นั่น เหมือนได้รับรู้คำว่า ความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว และการมีสังคม มันเป็นอย่างไร หลังจากอยู่ใต้ประมาณ 4 เดือน น้องเดียร์ก็ได้รับรู้ว่าตัวเองท้อง จึงเล่าให้น้องคุณยายฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงทำอะไร และบอกว่าอยากเอาเด็กออก เพราะยังไม่พร้อมและอยากมีอนาคตที่ดี คุณยายจึงพาน้องเดียร์ไปหาหมอ พร้อมบอกถึงสาเหตุของการตั้งครรภ์ พอหมอรู้สาเหตุว่าโดนข่มขืน หมอจึงตรวจโรคเพิ่มเติม ผลออกมาว่าน้องเดียร์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และมีผลกับเด็กในท้องจึงยุติการตั้งครรภ์ในที่สุด

          หลังจากนั้น น้องเดียร์ก็มีแฟน ซึ่งเป็นแฟนคนแรกในชีวิต น้องเดียร์รักผู้ชายคนนี้มาก แต่ก็รู้สึกว่าอยากบอกเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เขาได้รู้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไป พอผู้ชายคนนี้ฟังจบก็รู้สึกโมโหเป็นเดือดเป็นร้อนแทนน้องเดียร์ แล้วถามน้องเดียร์ว่า “อยากแก้แค้นมั้ย?” น้องเดียร์จึงตอบว่า “อยาก”

          หลังจากนั้นสองอาทิตย์ แฟนน้องเดียร์ก็พาไปสถานที่หนึ่ง มีหลายคนมานั่งรอเพื่อพบอาจารย์ท่านนี้ บางคนก็มาทำเสน่ห์ บางคนก็มาสัก พอถึงคิวน้องเดียร์ น้องเดียร์รู้สึกว่าเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร จากนั้น อาจารย์ก็หันมาถามว่า “มึงแน่ใจแล้วนะ ที่มึงจะทำแบบนี้ อีนั่นก็แม่มึงนะ แต่ส่วนพ่อเลี้ยงมึงกูไม่สนใจอยู่แล้ว” เดียร์ตอบไปว่า “หนูมั่นใจแล้ว หนูคิดมาดีแล้ว” จากนั้น อาจารย์ก็ทำของใส่ให้ โดยวิธีการทำของก็คือ อาจารย์ขอวันเดือนปีเกิด ปีนักษัตรของแม่และพ่อเลี้ยงไป เดียร์จำของแม่ได้แต่จำของพ่อเลี้ยงไม่ได้ แต่หมอดูก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเอาเท่านี้พอ เดี๋ยวจะส่งผีที่เลี้ยงไว้ไปจัดการ” วิธีการก็คือให้เขียนชื่อ แล้วเอาชื่อไปฝังอยู่ที่ทางสามแพร่ง เอาไปอยู่ใต้พระอกแตก แล้วก็เอาไปทิ้งในท่อน้ำทิ้ง  น้องเดียร์ขอไม่บอกขั้นตอนในการทำให้ชัดเจน รวมถึงว่าต้องจ่ายด้วยอะไร..

          สิ่งที่เกิดขึ้นสามเดือนต่อจากนั้นคือ น้องเดียร์ได้รู้ข่าวจากยายว่าพ่อเลี้ยงโดนแทงในบ่อน ส่วนแม่น่าจะเครียดเรื่องพ่อ สติไม่ดีและหวาดกลัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือแม่เดินแก้ผ้าเอามือล้วงอวัยวะเพศแล้วเอามาเลียเหมือนคนวิกลจริต ยายคิดว่าเป็นผลกรรมที่พ่อเลี้ยงและแม่ทำกับน้องเดียร์ แต่ถึงอย่างนั้น น้องเดียร์บอกว่า ถึงจะได้แก้แค้นสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้ว ผลกรรมที่ทำกับแม่ตัวเองจะตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เดียร์ก็พร้อมที่จะรับกรรมนั้น

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

10 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากฟิล์ม ธนภัทร์ 'เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า' I อังคารคลุมโปง X ฟิล์ม ธนภัทร - นุ่น ศิรพันธ์ [4 ก.พ. 2568]

แฮงค์เอ้าท์แบบใด ที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงตลอด 3 คืน!! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ ได้นำเรื่อง ‘เมื่อเพื่อนโดนผีเข้า’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’(4 กุมภาพันธ์ 2568) และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนโดนผีเข้า ทั้งด่า ทั้งสาปแช่งก็ยังไม่ไป! ทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ ต้องขนลุกไปพร้อม ๆ กัน! ‘คุณฟิล์ม ธนภัทร’ เป็นนักแสดงที่หลายคนรู้จักกัน หลังจากถ่ายละครเรื่องหนึ่งเสร็จ ก็ชวนเพื่อนในกองถ่ายไปสังสรรค์แฮงค์เอ้ากันที่ต่างจังหวัด ในภาคใต้ติดกับทะเล และได้เข้าพักที่ภูวิลล่าแห่งหนึ่งเป็นโรงแรมห้าดาวที่ดูดีมาก คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เที่ยวกันสนุกสนาน ไม่คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในช่วงเย็น คุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็เริ่มจัดปาร์ตี้กัน โดยห้องที่ปาร์ตี้นั้นไม่ใช่ห้องของคุณฟิล์ม หลังจากปาร์ตี้กันไปได้สักพัก รูมเมทของคุณฟิล์มก็ขอตัวกลับไปนอนที่ห้องก่อน ส่วนคุณฟิล์มอยู่ที่ปาร์ตี้จนถึงเวลาประมาณตี 3 ในช่วงเวลานั้นเอง โรงแรมก็มีการแสดงไฟ ทำให้ตรงทางเดินนั้นมืดตลอดทาง คุณฟิล์มจำเป็นต้องเดินผ่านทางนั้นเพื่อกลับห้อง ในตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว จึงเกิดกังวลเล็กน้อยว่าจะเจออะไรหรือไม่ และคุณฟิล์มก็เดินผ่านมาโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนขึ้นมาถึงบนห้อง แต่ไฟในห้องก็ยังเปิดอยู่เพราะรูมเมทชอบเปิดไฟนอน เมื่อคุณฟิล์มเดินไปที่เตียงกำลังจะนอนลง รูมเมทก็ตื่นขึ้นมา มีอาการตัวสั่น ปากสั่นตลอดเวลา และมีอาการเหงื่อออกทั่วทั้งตัว แต่ในห้องเปิดแอร์อยู่และเย็นมาก จากนั้นเพื่อนคนนี้ถามคุณฟิล์มว่า “เห็นพระเปล่า เห็นพระที่กูใส่เปล่า” ถามซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว คุณฟิล์มจึงตอบไปว่า “ไม่เห็น” จากนั้นเพื่อนก็ลุกขึ้นและเดินหาพระ หาอยู่สักพักก็เจอ จึงเอามาคล้องคอและเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อยู่ ๆ เพื่อนก็ตัวเริ่มสั่นและหยิบหนังสือสวดมนต์ขึ้นมาสวด เสียงของเพื่อนก็เริ่มสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็หยุดกะทันหัน คุณฟิล์มจึงรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้ไม่ปกติ จากนั้นคุณฟิล์มก็พยายามเรียกชื่อเพื่อนซ้ำ ๆ ให้ดึงสติกลับมา แต่เพื่อนก็ไม่ยังตอบ แต่เริ่มเดินไปมาอยู่ในห้อง เมื่อเพื่อนเริ่มรู้สึกตัว คุณฟิล์มจึงเรียกชื่อเพื่อนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่ชื่อกู” เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของเพื่อน แต่เล็กลงเหมือนเสียงเด็ก หลังจากได้ยินเสียงนั้น คุณฟิล์มก็กลัวมากจนทำอะไรไม่ถูก และเมื่อตั้งสติได้ คุณฟิล์มก็หยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนคนอื่น ๆ ว่า “มึง เพื่อนโดนผีเข้า มาที่ห้องหน่อย กูไม่ไหวแล้ว” ด้วยความกลัว คุณฟิล์มจึงพยายามเรียกเพื่อนคนนี้ตลอดเวลาเพื่อให้ได้สติ ระหว่างรอเพื่อนคนอื่น ๆ มา จนมีเพื่อน 1 คนมาถึงที่ห้อง เพื่อนคนนั้นก็ได้นั่งพูดคุยกับผี เพื่อนถามว่าผีไปว่า เพื่อน : เป็นใคร มาจากไหน ผี : อยู่ที่นี่ เพื่อน : มาเข้าร่างเพื่อนทำไม ผี : กูจะเอามันไปอยู่ด้วย เพื่อน : ไม่ให้ไป เอาเพื่อนกูคืนมา เมื่อเห็นดังนั้นคุณฟิล์มจึงเริ่มสวดมนต์ แต่ผีตนนี้ก็หัวเราะออกมา เมื่อการสวดมนต์ไม่ได้ผล คุณฟิล์มและเพื่อนก็เปลี่ยนเป็นด่าและสาปแช่งผีตนนี้แทนว่า “ถ้าไม่เอาร่างเพื่อนกูคืนมา ขอสาปแช่งให้มึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” ผีตอบกลับมาว่า “ไม่เอา กูจะเอาเพื่อนมึงไปอยู่ด้วยให้ได้” ด้วยเหตุนั้น คุณฟิล์มและเพื่อนก็เริ่มด่า สาปแช่ง ด้วยคำพูดที่แรง หยาบคายที่สุดที่คิดออก แล้วผีตนนี้ก็กรี๊ดออกมาอยู่นานจนหมดสติไป เมื่อตื่นขึ้นก็เป็นเพื่อนที่กลับมาเป็นปกติ แล้วเมื่อได้มีการสอบถามก็พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในคืนนั้นเพื่อนคนอื่น ๆ ได้มานอนด้วยกัน กว่าคุณฟิล์มและเพื่อน ๆ จะนอนกันก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี พอเช้าวันต่อมา ก็ได้ไปไหว้ศาลเจ้าที่ของโรงแรม และขอย้ายห้อง ตอนนั้นเองจึงได้รู้ว่า แขกที่เคยเข้าพักก็เจอเหมือนกัน คืนที่ 2 และคืนที่ 3 ทุกคนก็อยู่ด้วยความหวาดระแวง เพื่อนที่เคยโดนผีเข้าด้วยความจิตอ่อนก็เหมือนพร้อมจะโดนผีเข้าสิงตลอดเวลา และเกือบมีอาการเหมือนคืนก่อน จึงไปขอให้พี่รปภ. มาอยู่ด้วยทั้งคืน สองคืนที่เหลือนั้นคุณฟิล์มและเพื่อนๆ ก็ไม่ได้นอนเลย คุณฟิล์มยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า เป็นการมาเที่ยวที่กลัวที่สุดในชีวิต..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

22 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ’ร้องขอชีวิต‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

‘คุณใหม่ รอเรน’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ร้องขอชีวิต’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณใหม่เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของน้อง ‘เลิ่กลั่ก’ ดาว TikTok ที่เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็นคลิปของน้องมาไม่มากก็น้อย คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าน้องมีเอเนอร์จี้เหลือล้น ตลก และสนุก แต่เรื่องราวที่น้องเจอมานั้นแฝงไปด้วยความเจ็บปวด เป็นเรื่องราวในวัยเด็กที่โหดร้ายมากเสียจนแทบจะเป็นหนังฆาตกรรมได้ แต่เลิกลั่กก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ร่าเริงได้ขนาดนี้ คุณใหม่ถึงกับเอ่ยปากชมไม่หยุด เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พี่ชายของน้องเลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะนั้น เลิ่กลั่กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งคู่อาศัยอยู่กับครอบครัวที่ภาคใต้ ซึ่งจะเป็นครอบครัวที่เป็นหมอคุณไสย์ มนตร์ดำ มีอยู่วันหนึ่ง คุณไสย์บอกว่าให้ลงไปงมในบ่อที่เป็นบ่อน้ำเหมือนทะเลสาบ บอกว่าใต้น้ำนั้นมีไม้ตะเคียนใหญ่ 2 ต้น และสั่งให้พ่อเอาขึ้นมา เพื่อเอามาทำเป็นเสาบ้าน คุณพ่อจึงลองงมตามที่บอกและปรากฎว่าเจอจริง ๆ จากนั้นก็นำกลับมาไว้ที่บ้าน ซึ่งน้องเลิ่กลั่กก็จะตกใจทุกครั้งที่กลับบ้านแล้วเจอไม้ใหญ่ หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้น อันดับแรก วันแรกที่เอาไม้ตะเคียนมาพ่อก็หนีออกจากบ้าน แล้วไปนอนบนภูเขา ตอนเช้าค่อยกลับมาบ้าน รอบแรกไปแค่วันเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เริ่มเพิ่มเป็น 2 วัน บางทีเป็นอาทิตย์ ตอนที่ลงจากเขาก็ถามว่า “ไปไหนมา” พ่อก็บอก “ไปนอนบนภูเขา” ซึ่งมันแปลกมาก ทุกคนในบ้านก็งง และพ่อเริ่มมีอาการเปลี่ยนไป จู่ ๆ ก็หยิบปืนลูกซองขึ้นมาเล็งคนในบ้าน และพูดว่า “กูจะเอาชีวิตทุกคนในครอบครัว” ตอนนั้น เลิกลั่กพึ่งจะอายุ 12 ยังเด็กมาก ต้องไปหลบใต้ต้นพลูกับพี่ชายเพื่อหลบปืนจากพ่อ มีบางวัน พ่อก็ลุกขึ้นมาต่อยกระจกบ้านรอบบ้านจนแตก และมือก็เป็นแผลเลือดออกเต็มไปหมด หลังจากนั้นพ่อก็เอามือที่เต็มไปด้วยเลือดป้ายตามบ้านเต็มไปหมด ซึ่งทุกวันนี้รอยเลือดนั้นก็ยังอยู่ ในตอนกลางคืนที่น้องนอนก็มักจะได้ยินเสียงพ่อใช้เคียวกรีดยางขูดกับอะไรบางอย่างเหมือนในหนังฆาตกรรม เลิกลั่กจึงบอกกับแม่ว่าไม่ไหวแล้ว และในทุก ๆ วันแม่ก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปกรีดยาง ทุกครั้งที่ไปกรีดยางจะเห็นพ่อยืนอยู่ไกล ๆ เหมือนแอบส่องมาจากไกล ๆ แม่เดินไปทางไหนพ่อก็จะมองตาม พ่อเริ่มอาการหนักมาก จึงไปปรึกษาพระแถวบ้าน พระท่านบอกให้เอาต้นตะเคียนออกจากบ้านไป และนำมาไว้ที่วัดแล้วพรมน้ำมนต์ หลังจากทำตามที่พระบอก พ่อก็หายตัวไปเป็นระยะเวลา 10 ปี เลิกลั่กพึ่งจะมาได้ข่าวพ่อเมื่อ 2 ปีที่แล้วจากแม่ว่าเจอพ่อแล้ว แต่พ่อไม่มีสติแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บ้านที่อุบลสุดหลอนของม้าม่วง!

07 เม.ย. 2024

บ้านที่อุบลสุดหลอนของม้าม่วง!

‘ม้าม่วง PowerpuffGAY’ กับประสบการณ์หลอนที่บ้านหลังเก่า ตอนแรกไม่เชื่อจนได้มาเจอกับตัวเอง! เรื่องนี้ ‘ม้าม่วง PowerpuffGAY’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผู้หญิงในบ้าน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องราวประสบการณ์ที่เจอกับตัวเองของ ‘คุณม้าม่วง’ โดยเล่าว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บ้านจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูน ข้างบนเป็นไม้ เมื่อตอนเป็นเด็ก ทุกคนจะอยู่รวมกันทั้งเครือญาติเป็นครอบครัวใหญ่ เมื่อทุกคนแยกย้าย คุณม้าม่วงจึงได้ไปอีกอยู่จังหวัดหนึ่ง แล้วบ้านหลังนี้ก็ถูกทิ้งร้างเป็นปี แต่ก็กลับมาทำความสะอาดเดือนละ 1 ครั้ง จนกระทั่งมีช่วงหนึ่ง คุณม้าม่วงเริ่มย้ายกลับเข้ามา ซึ่งเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นคุณม้าม่วงไปเที่ยวแล้วกลับมาที่บ้าน จึงมองขึ้นไปบนบ้าน (ข้างบนบ้านมีระเบียง มีห้องพระ) ก็เห็นว่ามีเงาหนึ่งยืนมอง เหมือนคนรอให้กลับบ้าน ตอนแรกม้าม่วงคิดว่าเป็นป้าหรือคนในบ้านมารอด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อขึ้นไปบนบ้าน ปรากฏว่าทุกคนนอนกันหมดแล้ว ม้าม่วงก็คิดว่าคงไม่มีอะไร วันต่อมา คุณม้าม่วงเลิกเรียนประมาณ 4-5 โมงเย็น ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินอยู่บนบ้าน เวลาเดินบนพื้นไม้จะมีเสียงแอ๊ด ๆ ของไม้ดังขึ้น คุณม้าม่วงก็คิดว่ามีคนอยู่ข้างบน จึงตะโกนบอกไปว่า “หนูกลับมาแล้วนะ หนูกลับมาแล้วจ้า เย็นนี้กินอะไรกันดี?” เมื่อพูดจบก็ไม่มีเสียงตอบรับ แต่ก็ได้ยินเสียงแอ๊ด ๆ อีก คุณม้าม่วงสงสัยจึงถามอีกว่า “ทำอะไรกัน” จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนบ้าน ปรากฏว่าไม่มีคนอยู่ คุณม้าม่วงก็คิดว่า “เอาแล้ว ใช่แล้วแหละ” คุณม้าม่วงก็คิดว่านี่คือบ้านเรา แล้วก็เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนชิน และรู้ว่าต้องมีอะไรบางอย่าง คุณป้าก็เคยเล่าให้ฟังว่าเคยเจอ แต่คุณม้าม่วงไม่เชื่อเพราะยังไม่ได้เจอกับตัวเอง จนวันหนึ่ง คุณม้าม่วงนอนอยู่ในห้องกับน้องสาวและรู้สึกว่าขยับตัวไม่ได้ ก็สงสัยว่าตนเป็นอะไร ขณะที่คุณม้าม่วงกำลังจะหันไปหาน้องสาว ซึ่งน้องสาวนอนหันหลังให้ คุณม้าม่วงก็เห็นผู้หญิงนอนมองหน้าอยู่ข้างหน้าตน ด้วยความที่ปิดไฟจึงมองไม่เห็นหน้า แต่ผมของผู้หญิงคนนั้นจะปิดเหนือตาข้างหนึ่ง ตอนนั้นคุณม้าม่วงกลัวมากจึงสวดมนต์ ปรากฏว่าเขาก็ไม่ไป คุณม้าม่วงโมโหเลยบอกว่า “ไป ๆ ไม่ไปจะด่าแล้วนะ” จากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไป คุณม้าม่วงลุกขึ้นนั่งและปลุกน้องสาวแล้วถามว่า “มึง เมื่อกี้มึงหันหน้ามาป่ะ?” น้องสาวบอกว่า “ฉันนอน ไม่รู้เรื่องอะไรเลย” คุณม้าม่วงก็คิดว่าช่างมัน ‘ยังไงมันก็คือบ้านเรา’ หลังจากนั้นระหว่างที่น้องสาวของคุณม้าม่วงกำลังอาบน้ำ อยู่ ๆ ก็มีหน้าผู้หญิงลอดออกมาจากช่องอาบน้ำ น้องสาวกรี๊ดลั่น คุณม้าม่วงที่กำลังกินข้าวอยู่ก็วิ่งมาดูน้องสาวแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?” น้องสาวก็บอกว่า “เห็นผู้หญิงมาก้มมอง” คุณม้าม่วงเลยเล่าเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง คุณแม่ก็บอกว่า “ฉันเคยเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่หน้าประตู เห็นแค่ช่วงบน ไม่เห็นช่วงล่าง เป็นผู้หญิงสวยมาก มายืนมองว่าคนนี้คือใคร ตอนที่คุณแม่เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ใหม่ ๆ” คุณม้าม่วงก็คิดว่าคงเป็นผีที่บ้าน จนเวลาผ่านไป วันนั้นคุณม้าม่วงเลิกเรียนประมาณ 4-5 โมงเย็นเหมือนเดิม คนที่บ้านจะชอบบอกว่า ห้ามนอนตอนเย็น แต่คุณม้าม่วงก็นอนเพราะง่วง ระหว่างที่นอนอยู่ ผู้หญิงคนนั้นก็คลานมาบนที่นอน แต่เห็นแค่เงากับผม คุณม้าม่วงจึงพยายามหลับตาและสวดมนต์ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดว่า “สวดมนต์ก็ไม่ถูก สวดใหม่!” พูดท้าคุณม้าม่วง ตอนนั้นคุณม้าม่วงยอมรับว่าสวดมนต์ไม่ถูกจริง ๆ เพราะตกใจมาก ด้วยความโมโหคุณม้าม่วงก็เลยด่าว่า “อีผี ถ้ามึงไม่ไปกูจะสาปแช่งมึง ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดเลย” หลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไป คุณม้าม่วงจึงรีบลุกแล้ววิ่งไปหน้าบ้าน คนที่บ้านก็บอกว่า “ไม่มีหรอก ถ้าอยู่ เขาคงมาเล่น มาหยอกหรือเปล่า?” และเสียงที่เดินบนพื้นไม้ก็ยังมีเหมือนเดิม หลังจากเหตุการณ์วันนั้นน้องสาวอีกคนก็นอนในห้องที่คุณม้าม่วงเจอกับผู้หญิงคนนั้น ระหว่างที่นอนอยู่ น้องสาวก็โดนดึงแขน จากนั้นก็กรี๊ดแล้วร้องไห้ แต่คุณม้าม่วงคิดว่าบ้านเราจึงไม่กลัว มีวันหนึ่ง คุณย่าของคุณม้าม่วงออกไปใส่บาตรหน้าบ้าน พระก็ยืนมองและถามว่า “โยม ผู้หญิงในบ้านคือใคร? ที่ยืนอยู่ตรงนั้น” คุณย่าก็บอกว่า “อ๋อ หลานใส่วิก” จนล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณม้าม่วงจะมีการดูดวงปีละ 1 ครั้ง ซึ่งได้ไปดูดวงกับหมอดูท่านหนึ่ง โดยวิดีโอคอลไปหาหมอดูและบอกว่า “มึงดูให้กูหน่อยดิ บ้านกูมีอะไรบ้างวะ?” หมอดูก็เลยบอกว่า “โอเค” คุณม้าม่วงก็แพลนกล้องให้ดูรอบ ๆ บ้าน หมอดูก็พูดว่า “พี่หนุ่มขึ้นไปห้องพระหน่อยสิ” คุณม้าม่วงจึงเดินขึ้นไปบนห้องพระ หมอดูก็บอกว่า “พี่หนุ่ม หนูเห็นผู้ชายตัวใหญ่ เขารู้ว่าหนูเห็นเขา” คุณม้าม่วงก็พูดว่า “หรอ?” หมอดูก็บอกอีกว่า “จริงพี่หนุ่ม หนูไม่รู้ว่าใคร ไม่รู้สึกว่าเป็นญาติพี่หนุ่มด้วยซ้ำ แต่อยู่ในห้องพระ เป็นผู้ชายตัวใหญ่มาก” คุณม้าม่วงก็เลยบอกว่า “เออ ๆ ช่างมัน” แล้วถามต่อว่า “หิ้งพระทำอะไรผิดไหม?” หมอดูก็บอกว่า “พี่หนุ่มมันแปลก ๆ ตรงพานนั้นมันมีอะไรหนูบอกไม่ถูก มันไม่ดีเลย พี่หนุ่มช่วยดูให้หน่อย” คุณม้าม่วงดูในพานและเจอกับถุงใบหนึ่งเลยเปิดดู เห็นเป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ แต่หักตรงคอ หมอดูบอกว่า “เนี่ย เอาไปทิ้งเลย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็ถามคุณย่าของตนว่า “อะไรเนี่ย?” คุณย่าบอกว่า “เก็บไว้ เสียดาย” จากนั้นคุณม้าม่วงก็รีบขี่มอเตอร์ไซค์นำพระพุทธรูปที่คอหักโยนเข้าวัดแล้วพูดว่า “ไปเลยไป ของไม่ดีออกไปจากบ้านกู” ตกดึกคืนถัดมา ถึงรอบที่จะต้องดูดวงกับหมอดูอีกครั้ง หมอดูก็พูดทักขึ้นมาว่า “พี่หนุ่ม คนนั้นเขารู้ว่าหนูเห็นเขา เขายืนมองใหญ่เลยอยู่บนบ้าน” คุณม้าม่วงก็แหงนกล้องแล้วพูดว่า “ไหนอะ เขามองหรอ มองกันซิ จ้องตากัน” หมอดูคนนั้นก็พูดว่า “พี่หนุ่มอย่าทำเป็นเล่นนะเว้ย เดี๋ยวเขาลงมาหาจริง ๆ นะ” คุณม้าม่วงก็บอกว่า “มาหาเธอหรือมาหาฉัน” หมอดูคนนั้นก็บอกว่า “พี่หนุ่มอย่าเล่น เขารู้นะว่าหนูเห็นเขา เขาจะลงมาจริง ๆ ตอนนี้เขามองหนูแบบโมโหเลย” คุณม้าม่วงก็ไม่เชื่อ จนเวลาผ่านไปไม่ถึง 1 นาที คุณม้าม่วงก็ได้ยินเสียงหมาหอนที่บ้านของหมอดู เพราะผู้ชายคนนั้นไปหาหมอดูที่บ้าน! หมอดูบอกว่า “พี่หนุ่มบอกเขากลับบ้านเลย” คุณม้าม่วงก็เรียกเขาให้กลับบ้าน สักพักทุกอย่างก็เงียบ หมอดูบอกอีกว่า “เขากลับแล้ว พี่หนุ่มอย่าเล่นแบบนี้อีกนะ” หลังจากนั้นก็เช็คดวงกันจนเสร็จ ซึ่งหมอดูก็บอกว่า “คนนี้อยู่ตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างบ้าน เป็นเจ้าที่อยู่ตรงที่ดินนี้มานานแล้ว เมื่อมีห้องพระ เขาจึงขึ้นมาอยู่บนห้องพระที่บ้าน” ตอนนั้นหมอดูเห็นแค่ผู้ชายแต่ไม่เห็นผู้หญิงที่คุณม้าม่วงเคยเห็น ด้วยความสงสัยคุณม้าม่วงจึงไปถามคุณย่าของตนเพราะอยากรู้ว่า ผู้หญิงที่เคยเห็นคือใคร คุณย่าก็บอกว่า “ไม่ใช่แม่ตะเคียนหรอ?” แล้วคุณม้าม่วงก็พูดว่า “แล้วมาจากไหนอะ?” คุณย่าก็บอกว่า “นี่ไง ไม้แผ่นนี้ไงเป็นไม้ตะเคียน” คุณม้าม่วงก็ตกใจที่คุณปู่นำไม้ตะเคียนมาปูเป็นพื้นบ้านชั้น 2 คุณม้าม่วงก็เล่าว่า คุณปู่เป็นทหารมาก่อน แล้วจึงมาเป็นตำรวจ คุณปู่เป็นคนไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ และไม่กลัวอะไร จึงนำไม้นี้มาสร้างพื้นที่บ้าน และคนในบ้านก็จะเจอเหมือนคุณม้าม่วง แต่เพื่อนของคุณม้าม่วงหรือคนข้างนอก เมื่อไปนอนบ้านคุณม้าม่วงก็จะนอนไม่ได้เลย ถ้าไม่ขออนุญาตก่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

11 ก.ค. 2023

บนไว้แต่ไม่ยอมไปแก้ สุดท้ายถูกหญิงห่มสไบตามติดถึงห้อง เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อย่าลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับใคร...โดยเฉพาะกับศาลพระภูมิ!

‘คุณสายฝน พรหมญาณ’ หมอดูชื่อดังมาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ครั้งนี้ (27 มิ.ย. 66) พร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนสอนใจสายมูทุกคนว่า อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใคร ถ้าพร้อมที่จะไปรับประสบการณ์เดียวกันกับ ‘ดีเจแนน’ และ ’ดีเจเจ็ม’ แล้วก็ไปอ่านกันเลย! เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว คุณฝนยังประกอบอาชีพเป็นพิธีกรตามงานอีเว้นท์ต่าง ๆ อยู่ ตอนนั้นมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วงานที่เคยเข้ามาก็เริ่มลดลงจนเหลือน้อยเต็มที คุณฝนเริ่มชั่งใจกับตัวเองแล้วว่าจะทำอย่างไรดีให้งานกลับมาเยอะเหมือนเดิม ในตอนนั้นที่ห้องเช่าของคุณฝนแถวบางกะปิจะมีศาลพระภูมิตั้งอยู่เยื้องกับห้องพอดี โดยมีแนวกำแพงกั้นเอาไว้ แม้ศาลพระภูมิจะตั้งอยู่ในโพรงหญ้าจนทำให้ดูรกร้างพอสมควร แต่ก็ยังมีคนไปกราบไหว้บูชาอยู่เป็นกิจจะลักษณะ คุณฝนคิดว่าจะลองไปบนกับเจ้าที่แห่งนี้ดู โดยหวังว่าจะได้กลับมามีงานเยอะเหมือนเดิม พอถึงวันที่จะไปไหว้ คุณฝนรอนัดเจอกับแฟนก่อน แล้วจึงจะไปไหว้ด้วยกัน แฟนของคุณฝนมาถึงเวลาที่บรรยากาศภายนอกเริ่มโผล้เพล้ ทั้งคู่พากันเดินไปที่ศาลพระภูมิ ผ่านถนนดินแดง ที่ศาลพระภูมิถูกจัดวางด้วยของสดที่คนนำมาไหว้กัน บนศาลเป็นรูปปั้นผู้ชาย ล้อมรอบด้วยนางรำ 4 องค์ เมื่อคุณฝนเห็นดังนั้นก็คิดว่าคงต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ เพราะเวลาแบบนี้ ยังมีคนเอาของมาไว้กันอยู่เลย คุณฝนเริ่มจุดธูปไหว้ขอพร จังหวะนั้นหมาที่อยู่รอบ ๆ ก็พร้อมใจส่งเสียงหอนโหยหวนออกมา มีลมพัดกระโชกผ่านคุณฝนไปส่งกลิ่นสาบตีเข้าหน้าอย่างแรง แต่คุณฝนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าคงเป็นกลิ่นจากเครื่องเซ่นไหว้ ในวันนั้นคุณฝนขอว่าให้มีงานทำตลอดทั้งเดือน 3 วันต่อมา คุณฝนได้รับการติดต่อให้ไปทำงานอีเว้นท์ Roadshow ที่ต่างจังหวัด คุณฝนจึงอธิษฐานกับเจ้าที่ศาลพระภูมิว่า ขอไปทำงานให้เสร็จก่อนแล้วจะกลับมาแก้บน แต่แล้วเมื่อกลับมาจากงาน คุณฝนก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท วันหนึ่ง คุณฝนกลับจากทำงาน พอเข้าห้องมาแล้วก็ได้กลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรง คิดว่าอาจมีสัตว์ไม่พึงประสงค์มาตายภายในห้องหรือไม่ก็ลืมล้างอะไรบางอย่างไป กลิ่นนี้ตีออกมาแรงมาก จนคุณฝนต้องหาที่มาของกลิ่นนั้น สุดท้ายก็หาไม่เจอ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กลางดึกคืนนั้น ระหว่างที่กำลังตากผ้าอยู่ คุณฝนก็บังเอิญเหลือบไปมองที่ศาลพระภูมิหลังหอ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคุณฝนหลอนไปเองรึไม่ แต่ดูเหมือนว่ามีคนกำลังมองดูเธออยู่! คุณฝนเริ่มหวั่นใจแล้วว่าตัวเองได้ไปทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรหรือไม่ แต่ก็ยังไม่ได้นึกถึงว่าตัวเองลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับศาลพระภูมิหลังนั้น เนื่องจากทะเลาะกับแฟน คืนนั้นคุณฝนจึงนอนที่พื้นและให้แฟนนอนบนเตียง ระหว่างที่หลับไป ก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนมาจ้องเธออยู่และกลิ่นสาบเจ้าปัญหาก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม การจ้องของใครบางคนที่คุณฝนสัมผัสได้นั้นนานผิดปกติมาก สัญชาตญาณสั่งให้คุณฝนลืมตาขึ้นมา และพบกับภาพที่เธอจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต! มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดสไบสีเขียวผมยาวสยายยืนจ้องตาเขม็งมาที่คุณฝนด้วยสายอันเคียดแค้น คุณฝนช็อคจนทำอะไรไม่ถูก พอได้สติขึ้นมาเล็กน้อยก็พยายามปลุกแฟน แต่แฟนของคุณฝนยังคงนอนนิ่งดูไม่ได้รับรู้ถึงอะไรรอบตัว คุณฝนสัมผัสได้ว่าผู้หญิงคนนี้พูดว่า “มึงลืมอะไรไปรึเปล่า?” คุณฝนพยายามสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ แต่ปากก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงเลย ผู้หญิงชุดสไบเขียวขยับตัวเข้าหาคุณฝนมากขึ้นเรื่อย ๆ กดจนเริ่มหายใจไม่ออก สุดท้ายคุณฝนก็ตะเบ็งเสียงตะโกนออกไป “แม่! ช่วยลูกด้วย” ซึ่งแม่ในที่นี้หมายถึงองค์พระแม่ที่คุณฝนเคารพบูชาและอยู่ด้านหลังของผู้หญิงคนนี้ แล้วทันใดนั้นผีตนนี้ก็หายไป จากนั้นแฟนของคุณฝนก็ตื่นขึ้นมา เมื่อลองถามแฟนว่าได้ยินเสียงเรียกของคุณฝนหรือไม่ แฟนก็บอกว่าไม่ได้ยินอะไรเลย แต่ว่ารู้สึกเหมือนกับมีผู้หญิงใส่สไบสีเขียวกระโดดออกไปนอกระเบียง แฟนถามว่าคุณฝนไปทำอะไรมาจนทำให้ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ตอนนั้นคุณฝนยังช็อกจนไม่สามารถพูดอะไรได้เลย คุณฝนนอนไม่หลับจนถึงเช้า เมื่อเริ่มได้สติ คุณฝนก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แฟนฟัง จุดที่ทำให้คุณฝนจำคำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าที่ได้ก็คือรูปปั้นนางรำที่อยู่ตรงศาลพระภูมินั้น มีองค์หนึ่งที่ห่มสไบสีเขียวและมันดันไปตรงกับลักษณะของผีตนที่มาเมื่อคืนพอดี คุณฝนกับแฟนรีบซื้อของเพื่อไปแก้บน พร้อมทั้งขอขมาเจ้าที่เรื่องที่ลืมคำสัญญาทันที คุณฝนบอกกับศาลพระภูมิแห่งนี้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรที่ไม่ยอมกลับมาแก้บน เพียงแต่ลืมจริง ๆ เรื่องนี้คุณฝนฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้ชาวอังคารคลุมโปงทุกคนว่า “อย่าลืมคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-