เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

อังคารคลุมโปง RECAP

เป็นจุดต่ำสุดของครอบครัว เพราะแม่เชื่อหมอดู ทำตามที่หมอดูบอกทุกอย่าง ถึงขั้นให้พ่อเลี้ยง...กับลูกแท้ๆ ! สุดท้ายแม่กลายเป็นคนวิกลจริต เพราะลูกทำคุณไสยตอบแทน!

01 ธ.ค. 2023

(Trigger Warnings : บทความนี้มีเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศ)

          เมื่อเราเป็นจุดต่ำสุดในครอบครัว แม่หลงเชื่อหมอดูจนโงหัวไม่ขึ้น ให้พ่อเลี้ยงมาข่มขืนลูกตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นตามที่หมอดูบอก สุดท้ายจึงตอบแทนแม่ด้วยคุณไสยสุดพิเศษเป็นของขวัญ เรื่องนี้ ‘คุณณัฐผี’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (28 พฤศจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตอบแทนด้วยคุณไสย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

          คุณณัฐเล่าว่าเรื่องนี้ได้ฟังมาจาก ‘น้องบุ๋มร่างทรง’ เธอเป็นคนดูดวง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกดวง ใช้นามสมมติว่า ‘น้องเดียร์’ เธออยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์และเป็นวิทยาทานให้กับคนที่กำลังจะเชื่ออะไรแล้วไม่ได้ไตร่ตรอง ควรที่จะเชื่อแบบมีสติ และเรื่องนี้ฝากไปถึงคนที่มีลูก อยากให้รักลูกแบบไม่ลำเอียงให้รักลูกเท่ากันทุกคน

          เรื่องมีอยู่ว่า ครอบครัวของน้องเดียร์ มีแม่, พ่อเลี้ยง, น้องเดียร์, และน้องชาย แม่เป็นคนติดแอลกอฮอล์ ติดการพนัน โดยเฉพาะเรื่องการดูดวง แม่ชื่นชอบและติดมาก แม่จะเชื่อหมอดูอย่างไม่ลังเล ถ้าให้เรียงลำดับความสำคัญของคนในครอบครัวนี้ ตัวน้องเดียร์คิดว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ในอันดับด้วยซ้ำ เพราะน้องเดียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาแม่เลย น้องเดียร์เกิดมาจากพ่อที่ทิ้งแม่ไป เธอเปรียบเสมือนกาฝากในครอบครัวนี้ ต้องเชื่อฟังแม่ตั้งแต่เด็ก ทำผิดอะไรแม่ก็จะตี หรือบางทีก็ถูกแม่ขังอยู่ในห้องไม่ให้ไปเรียน เวลาจะได้ของอะไรก็แล้วแต่ จะต้องเป็นของเหลือที่น้องชายไม่เอา ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ถ้าน้องชายเลือกที่จะไม่กิน น้องเดียร์ถึงจะได้กิน

          ภาพจำที่น้องเดียร์จำได้คือ พ่อเลี้ยง แม่ และน้องชายนอนอยู่ในห้องเดียวกัน ไปกินอาหารด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ส่วนน้องเดียร์ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด และอีกภาพคือ แม่ขอเงินยายเพื่อที่จะไปซื้อเหล้าและไปเล่นการพนันอยู่บ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งบังคับยายยกสมบัติให้เพื่อที่แม่จะได้นำไปขาย แล้วเอาเงินมาเล่นการพนัน เอามาซื้อเหล้า พอหนักเข้า ยายไม่มี ยายก็ถูกแม่ตีจนแขนหัก จนยายต้องออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น

          ด้วยความที่แม่เป็นคนที่เชื่อเรื่องดวงมาก ๆ ก็จะไปเสาะแสวงหาการดูดวงจากสถานที่ต่าง ๆ ถ้าหมอไหนที่ดูแล้วบอกว่าลูกชายพึ่งได้ แม่ก็จะบอกว่าหมอคนนี้แม่นถูกใจแม่ กลับกันถ้าหมอดูบอกว่าลูกสาวจะพึ่งได้ นั่นแสดงว่าหมอดูไม่แม่น และจะถูกแม่ด่าอยู่ตลอดเวลา

          อย่างที่บอกไปว่าแม่ชอบดูดวงมาก กระทั่งแม่ไปเจอหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหมือนเทวดาในหัวใจแม่ แต่เป็นซาตานที่มาจากนรกสำหรับน้องเดียร์ ขั้นตอนการดูดวงกับหมอคนนี้คือการเอาดวงของพ่อน้องเดียร์, น้องเดียร์, และน้องชายไปดู หมอดูบอกว่าพ่อของน้องเดียร์อยู่ด้วยกันกับแม่ก็มีแต่จะเลิกกัน มีแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิต ดวงของพ่อน้องเดียร์เป็นด้วยตายโหง แม่ต้องอยู่เป็นหม้าย ดีแล้วที่เลิกกันไป ส่วนดวงของน้องเดียร์นั้น หมอดูบอกว่าเมื่ออดีตชาติน้องเดียร์เคยเกิดเป็นผู้ชาย เป็นโจรมาปล้นบ้านของแม่ และก็ฆ่าสามีในอดีตชาติของแม่ตาย พอมาชาตินี้น้องเดียร์ต้องมาเกิดเป็นลูกเพื่อมาชดใช้กรรมในอดีตที่ทำไว้ ส่วนลูกชายย้อนกลับไปในอดีตชาติเคยเป็นคู่รักของแม่ และก็เป็นคนที่อยู่ในตระกูลสูงส่งมีหน้ามีตา เป็นคนที่ฉุดแม่ขึ้นมาให้มีชื่อเสียง ให้กลับมามีหน้ามีตาในสังคมอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้ให้เลี้ยงลูกชายให้ดี ต้องตอบแทนบุญคุณเขาแล้ววันหนึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเขาจะร่ำรวย

          หลังจากนั้นน้องเดียร์ก็บอกคุณบุ๋มว่า “พี่บุ๋มจำได้มั้ย ที่เดียร์เคยโทรมาปรึกษาพี่บุ๋มว่าสิ่งที่มันเกิดคืออะไร” คุณบุ๋มก็ได้เตือนน้องเดียร์ไปว่า “ถ้าสมมติว่าวันนึงน้องเดียร์มีชีวิตที่ดีแล้ว อย่าอาฆาตแม่ ให้อโหสิกรรมกับแม่ อย่าไปตามจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกันอีก” น้องเดียร์ก็ถามคุณบุ๋มอีกว่า “พี่บุ๋มเห็นอะไรในตัวหนูมั้ย?” คุณบุ๋มตอบมาว่า “เห็นเด็ก” น้องเดียร์จึงบอกว่า “เดี๋ยวจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง”

          เรื่องนี้เกิดเมื่อตอนที่น้องเดียร์อายุ 15 ปี แม่ไปดูหมอดูคนเดิม หมอดูก็ย้ำเรื่องเดิมที่น้องเดียร์เป็นลูกที่เคยมาปล้นบ้านและฆ่าสามีแม่ในอดีตชาติ พอแม่รู้เรื่องนี้ น้องเดียร์ก็โดนด่าหนักว่าเดิม กลับกันพอเป็นน้องชาย แม่กลับโอ๋น้องตลอดเวลา จนเข้าอายุ 16 ปี น้องเดียร์เริ่มโตเป็นสาว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ พ่อเลี้ยงเริ่มมองน้องเดียร์ด้วยสายตาที่คุกคาม เวลาแม่ไม่อยู่ จะชอบเรียกมาจับมือ มาโอบ มาลวนลาม น้องเดียร์ทนไม่ได้ จึงนำเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ แต่แม่ตอบกลับมาว่า “มึงสมควรโดนแบบนี้แล้วแหละ” น้องเดียร์จุกในอกไม่รู้จะทำอย่างไร ต้องก้มหน้ารับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วแม่น้องเดียร์กลับร้อนใจที่คู่ชีวิตในปัจจุบันลวนลามลูก จึงไปหาหมอดูและถามว่า “ถ้าสามีฉันไปมีอะไรกับลูก จะติดใจลูกมั้ย?” หมอดูตอบกลับมาว่า “พ่อมันทำถูกต้องแล้ว” และอธิบายต่อว่า มันต้องทำแบบนี้เพื่อตัดกรรมเก่าที่น้องเดียร์เคยกระทำในชาติที่แล้ว ถ้าทำแบบนี้ชีวิตแม่จะดีขึ้นจะมีเงินทองเข้ามา ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายไป  นอกจากนี้หมอดูยังย้ำว่าให้หาคนที่ดวงแข็งกว่าพ่อและน้องเดียร์มากระทำชำเราน้องเดียร์เพิ่มอีก ซึ่งหมอดูก็เสนอตัวเอง

          แม่ถามหมอดูต่อว่า “ถ้าผัวฉันได้กับเดียร์แล้ว จะติดใจเดียร์มั้ย?” เพราะแม่ก็กลัวว่าผัวตัวเองจะติดใจลูกและทิ้งตัวเอง  หมอดูบอกว่า “ไม่ต้องกลัวให้ทำตามนี้ พอทำเสร็จแล้วให้มาหาเดี๋ยวจะทำเสน่ห์ให้ ขอแค่พาน้องเดียร์มาหา” หลังจากที่แม่กลับบ้านก็ไปเรียกเดียร์มาคุย เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ว่าหมอดูพูดอะไรบ้าง แล้วกำชับว่า “มึงจะต้องทำตามที่หมอดูบอก” ด้วยความที่น้องเดียร์ยังเป็นเด็กก็กราบขอร้องอ้อนวอนแม่ แต่แม่กลับบอกว่า “ยังไงมึงก็ต้องทำ”

          กาลเวลาผ่านไป น้องเดียร์ก็คิดว่าเรื่องนี้คงจะจบไปแล้ว พ่อกับแม่คงลืม จึงลดความระวังตัวลง แต่ก่อนที่พายุจะมา ทะเลมันจะสงบ น้องเดียร์บอกว่ามีอยู่วันหนึ่ง เธอป่วยเป็นไข้ นอนซมอยู่บ้านไม่มีแรง วันนั้นพ่อเลี้ยงเข้ามาข่มขืนน้องเดียร์ และที่สำคัญคือแม่แท้ ๆ ของตัวเอง ยืนดูพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกตัวเองอยู่ด้วย น้องเดียร์พยายามที่จะสู้ พยายามที่จะขัดขืน แต่ก็ไม่มีแรงเพราะป่วย ประกอบกับด้วยเป็นแรงผู้ชาย พ่อเลี้ยงจึงกระทำจนสำเร็จ จากนั้นแม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “กูบอกมึงดี ๆ แล้ว มึงไม่ยอมทำ เพราะฉะนั้นมึงต้องโดนแบบนี้” และทั้งสองคนก็เดินออกไปนั่งกินเหล้าคุยกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้น้องเดียร์นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว..

       ในตอนนั้นเอง น้องเดียร์รู้สึกหมดสิ้นทุกอย่างแต่ก็ต้องกัดฟันสู้ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแม่จะต้องพาไปหาหมอดูเป็นแน่ จึงตัดสินใจออกจากบ้านไปหายาย ซึ่งบ้านยายที่ย้ายไปก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านน้องเดียร์ พอไปถึงน้องเดียร์ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ยายฟัง ยายร้องไห้และขอโทษน้องเดียร์ที่ไม่สามารถช่วยน้องเดียร์ได้ แต่ถ้าน้องเดียร์มาอยู่บ้านยายยังไงแม่ก็ต้องมาตามอยู่ดี ยายจึงส่งน้องเดียร์ไปอยู่กับน้องสาวยายที่ใต้ ยายบอกว่ายายส่งน้องเดียร์ไปที่ใต้ได้ แต่ยายไม่มีเงินส่งเรียนได้

       เมื่อไปถึง น้องสาวยายเอ็นดูน้องเดียร์จึงส่งเสียให้ได้เรียน น้องเดียร์บอกว่าตอนที่ไปอยู่ที่นั่น เหมือนได้รับรู้คำว่า ความรัก ความอบอุ่นของครอบครัว และการมีสังคม มันเป็นอย่างไร หลังจากอยู่ใต้ประมาณ 4 เดือน น้องเดียร์ก็ได้รับรู้ว่าตัวเองท้อง จึงเล่าให้น้องคุณยายฟังว่าถูกพ่อเลี้ยงทำอะไร และบอกว่าอยากเอาเด็กออก เพราะยังไม่พร้อมและอยากมีอนาคตที่ดี คุณยายจึงพาน้องเดียร์ไปหาหมอ พร้อมบอกถึงสาเหตุของการตั้งครรภ์ พอหมอรู้สาเหตุว่าโดนข่มขืน หมอจึงตรวจโรคเพิ่มเติม ผลออกมาว่าน้องเดียร์ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง และมีผลกับเด็กในท้องจึงยุติการตั้งครรภ์ในที่สุด

          หลังจากนั้น น้องเดียร์ก็มีแฟน ซึ่งเป็นแฟนคนแรกในชีวิต น้องเดียร์รักผู้ชายคนนี้มาก แต่ก็รู้สึกว่าอยากบอกเรื่องราวในชีวิตทั้งหมดให้เขาได้รู้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไป พอผู้ชายคนนี้ฟังจบก็รู้สึกโมโหเป็นเดือดเป็นร้อนแทนน้องเดียร์ แล้วถามน้องเดียร์ว่า “อยากแก้แค้นมั้ย?” น้องเดียร์จึงตอบว่า “อยาก”

          หลังจากนั้นสองอาทิตย์ แฟนน้องเดียร์ก็พาไปสถานที่หนึ่ง มีหลายคนมานั่งรอเพื่อพบอาจารย์ท่านนี้ บางคนก็มาทำเสน่ห์ บางคนก็มาสัก พอถึงคิวน้องเดียร์ น้องเดียร์รู้สึกว่าเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นอย่างไร จากนั้น อาจารย์ก็หันมาถามว่า “มึงแน่ใจแล้วนะ ที่มึงจะทำแบบนี้ อีนั่นก็แม่มึงนะ แต่ส่วนพ่อเลี้ยงมึงกูไม่สนใจอยู่แล้ว” เดียร์ตอบไปว่า “หนูมั่นใจแล้ว หนูคิดมาดีแล้ว” จากนั้น อาจารย์ก็ทำของใส่ให้ โดยวิธีการทำของก็คือ อาจารย์ขอวันเดือนปีเกิด ปีนักษัตรของแม่และพ่อเลี้ยงไป เดียร์จำของแม่ได้แต่จำของพ่อเลี้ยงไม่ได้ แต่หมอดูก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเอาเท่านี้พอ เดี๋ยวจะส่งผีที่เลี้ยงไว้ไปจัดการ” วิธีการก็คือให้เขียนชื่อ แล้วเอาชื่อไปฝังอยู่ที่ทางสามแพร่ง เอาไปอยู่ใต้พระอกแตก แล้วก็เอาไปทิ้งในท่อน้ำทิ้ง  น้องเดียร์ขอไม่บอกขั้นตอนในการทำให้ชัดเจน รวมถึงว่าต้องจ่ายด้วยอะไร..

          สิ่งที่เกิดขึ้นสามเดือนต่อจากนั้นคือ น้องเดียร์ได้รู้ข่าวจากยายว่าพ่อเลี้ยงโดนแทงในบ่อน ส่วนแม่น่าจะเครียดเรื่องพ่อ สติไม่ดีและหวาดกลัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือแม่เดินแก้ผ้าเอามือล้วงอวัยวะเพศแล้วเอามาเลียเหมือนคนวิกลจริต ยายคิดว่าเป็นผลกรรมที่พ่อเลี้ยงและแม่ทำกับน้องเดียร์ แต่ถึงอย่างนั้น น้องเดียร์บอกว่า ถึงจะได้แก้แค้นสำเร็จ แต่ลึก ๆ แล้ว ผลกรรมที่ทำกับแม่ตัวเองจะตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เดียร์ก็พร้อมที่จะรับกรรมนั้น

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ' ผีสาว Translate ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

16 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ ' ผีสาว Translate ' I อังคารคลุมโปง X INDIGO [ 12 พ.ย. 2567 ]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 พฤศจิกายน 2567) ที่ผ่านมา มีเรื่องเล่าเรื่องหลอนของ ‘คุณหนองน้ำ’ ที่โทรเข้ามาเล่าเรื่องที่ทั้งแปลกทั้งหลอนของผีญี่ปุ่น จน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม ขนลุกซู่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย! คุณหนองน้ำบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตนได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่เมืองแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ได้พักอยู่ย่านที่คนเอเชียมักจะเลือกพักอาศัยอยู่กัน ทั้งหมด 7 วัน และได้เจอเรื่องแปลก ๆ ตลอดระยะเวลาที่พักอยู่ที่นั่น คุณหนองน้ำไปถึงที่พักประมาณ 4 โมงเย็น เขาก็ได้ทำการเช็คอินเข้าที่พักตามปกติ แต่พอเข้าที่พักไปกลับรู้สึกถึงความแปลก ๆ ของที่พักแห่งนี้ ห้องพักนั้นอยู่ชั้น 2 บรรยากาศภายในตึกเงียบสงบมาก คุณหนองน้ำมองไปที่ตู้จดหมายที่เป็นล็อกเกอร์ของแต่ละห้องก็พบว่ามีจดหมายล้นทะลักเหมือนกับไม่เคยถูกเปิดมาก่อน จึงเอะใจขึ้นมาว่า ‘มันเงียบเหรอวะ หรือว่ามันไม่มีคนอยู่’ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ จากนั้นก็เดินเข้าห้องพักตามปกติ ในตอนที่คุณหนองน้ำเปิดประตูเข้าห้องพักไปก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันทั้งเศร้า ทั้งหดหู่ และอึดอัด มันทำให้รู้สึกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่ จนรู้สึกว่าเราอยู่ที่นี่ไม่ได้แน่ ๆ พอปิดประตูห้องก็เจอกับฮวงจุ้ยผี เช่น ประตูห้อง เตียงนอน ทุกอย่างตรงกับประตูทางออก คุณหนองน้ำอยู่ในห้องได้สักพัก จู่ ๆ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องก็มีปัญหา ตัดสินใจแจ้งกับเจ้าของตึก แต่พยายามติดต่อเท่าไหร่ก็ติดต่อไม่ได้ คิดว่าเป็นที่ระบบ จึงแจ้งกับทางระบบไปว่า “ถ้าเราอยากจะย้ายที่พัก พอเป็นไปได้ไหมที่จะหาที่พักในเวลานี้” ทางระบบก็บอกว่า “โอเค เดี๋ยวทางเราจะไปเช็คให้” แต่ระหว่างที่นั่งรอ คุณหนองน้ำได้พูดเล่น ๆ กับแฟนว่า “ที่นี่มีผี แต่ผีที่นี่น่าจะพูดไทยไม่ได้ เราก็ฟังญี่ปุ่นไม่ออก” หลังจากที่ติดต่อเจ้าของตึกได้ก็มีเจ้าหน้าที่มาที่ห้องเพื่อแก้ไขปัญหาให้ สุดท้ายคุณหนองน้ำก็ต้องอยู่ที่พักนี้ต่อตลอด 7 วันคืนที่หนึ่ง ในคืนแรกยังไม่เจออะไร แต่จะมีเสียงมาจากชั้นบน (อาคารนี้เป็นอาคาร 3 ชั้น ห้องพักจะถูกแบ่งให้เหมือนเป็นอพาร์ทเม้นท์) ในทุกคืนที่ชั้น 3 จะมีเสียงดัง ตึงตัง! ตลอด แต่คุณหนองน้ำก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะลมพัดประตู เนื่องจากช่วงมีนาคมที่ญี่ปุ่นอากาศค่อนข้างเย็นและมีลมแรง จึงตัดสินใจที่จะออกไปดู แต่แฟนก็บอกว่า “ใจเย็นอย่าพึ่งออกไปดู ตึกคงมีปัญหา เดี๋ยวพรุ่งนี้กลางวันค่อยออกไปดู” คุณหนองน้ำเป็นคนที่เซนซิทีฟเรื่องเสียง จึงใส่ตัวอุปกรณ์กันเสียงแล้วหลับไปคืนที่สอง หลังจากไปเที่ยวกันมาทั้งวัน ก็กลับมานอนช่วงดึก คุณหนองน้ำเลือกที่จะนอนเตียงที่ปลายเท้าชนประตูและชนกับประตูทางออก ขณะที่กำลังเคลิ้มกลับก็เริ่มรู้สึกเหมือนเห็นเงาดำอยู่ที่ปลายเท้า ตอนนั้นตนคิดว่าตาอาจจะไม่ได้โฟกัส แต่เงาก็เริ่มชัดขึ้น เป็นเงาดำที่อยู่ในความมืด ลักษณะเหมือนคนแต่มาในรูปแบบที่จับต้องไม่ได้ ลักษณะเป็นเหมือนคนยืน ผมสยาย เสื้อผ้าสยาย ไม่รู้ว่าเป็นใครเพราะไม่เห็นหน้า แต่คุณหนองน้ำเห็นว่าเขาขยับลอยเข้ามาใกล้ ๆ จากประสบการณ์คุณหนองน้ำจึงตัดสินใจพลิกตัวนอนตะแคงข้างหันตัวเข้ากำแพงแล้วก็ได้หลับไปวันที่สาม รุ่งเช้า คุณหนองน้ำเปิดประตูออกจากห้อง ก็เจอกับทีมงานกองถ่ายยืนอยู่เต็มหน้าห้องที่กำลังถ่ายอะไรบางอย่างอยู่ ตนรู้สึกเกรงใจและไม่อยากให้กล้องถ่ายติดตัวเอง จึงรีบเดินออกจากตรงนั้น เมื่อเดินลงมาข้างล่างก็ต้องตกใจ เพราะเจอผีที่กำลังถ่ายหนังอยู่! (คนแต่งตัวเป็นผีเพื่อถ่ายหนัง) แต่คุณหนองน้ำรู้สึกว่าสายตาของทีมงานมองที่ตนมันแปลกมาก และก็ยังสงสัยอยู่ในใจว่า ‘เหมือนที่ตึกแห่งนี้ไม่มีคนอยู่ และตลอด 3 วันที่อยู่มา ก็ไม่มีคนเดินเข้าออก’ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คิดอะไรต่อ และออกไปเที่ยวตามแผนที่วางไว้ เมื่อกลับมาจากออกไปเที่ยว ในคืนนั้นเอง คุณหนองน้ำเริ่มรู้สึกไม่สบายใจที่จะนอนตอนกลางคืนแต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏว่าคืนนั้นช่วงเวลาประมาณ ตี 3 คุณหนองน้ำตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ก็เห็นว่าประตูห้องปิดไม่สนิท แต่สิ่งที่ตาโฟกัสเมื่อตื่นขึ้นมาคือ มีเงาสีดำเหมือนคนยืนหันหลังอยู่ที่ประตู คุณหนองน้ำคิดในใจว่าเป็นเพื่อนของแฟนที่ยังไม่นอน พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ เงาดำกลับหายวับไปกับตา! คุณหนองน้ำจึงรีบเดินไปเข้าห้องน้ำทันที แล้วคิดในใจว่า ‘เราเจอเขาคนนี้อีกแล้วนะ’ หลังจากนั้นคืนที่ 4 และคืนที่ 5 ไม่เจออะไร จนมาถึงคืนที่ 6 คุณหนองน้ำกำลังนั่งเก็บกระเป๋าเพื่อกลับวันที่ 7 แต่อยู่ ๆ คุณหนองน้ำก็ได้กลิ่นไหม้จึงพยายามหาแต่ก็ไม่รู้ว่ากลิ่นมาจากไหน สักพักกลิ่นที่เหม็นเหมือนของย่างของไหม้ก็หายไป จากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันสุดท้ายที่จะกลับ คุณหนองน้ำและครอบครัวกำลังนั่งรถไฟเพื่อไปที่สนามบิน ด้วยความที่คุณหนองน้ำกับแฟนนั่งแยกกัน คุณหนองน้ำจึงทักไปหาแฟนว่า “ที่นี่มีผีนะ” แฟนก็ตอบกลับมาว่า “ใช่! ที่นี่มันมีผี” พอถึงสนามบิน คุณหนองน้ำกับแฟนได้นั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น สิ่งที่น่าแปลกคือ แฟนของคุณหนองน้ำเจอตั้งแต่คืนที่สองถึงคืนสุดท้ายก่อนกลับ แต่เลือกที่จะไม่บอกใคร เนื่องจากว่ายังต้องพักอยู่ห้องนี้อีกหลายวัน แฟนคุณหนองน้ำบอกว่าคิดว่าเรื่องที่เจอเป็นแค่ความฝัน เนื่องจากแฟนคุณหนองน้ำเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องลี้ลับ และเล่าเหตุการณ์ว่า ตนนั้นฝันทุกคืน ตั้งแต่คืนที่สอง ฝันว่าในห้องพักมีผู้หญิงคนหนึ่ง ลักษณะคล้ายผีจูออน ชุดขาว ผมยาวไม่เห็นใบหน้า มานั่งอยู่ปลายเตียงพูดว่า “มาอยู่ที่นี่ทำไม ที่นี่มันมีผี” พอพูดเสร็จ ผู้หญิงคนนี้ก็ยืดตัวยาวขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็หายไปในความฝัน แฟนคุณหนองน้ำคิดว่ามันก็เป็นแค่ความฝันจึงไม่คิดอะไรมาก จนมาถึงวันที่สาม ครั้งนี้แฟนคุณหนองน้ำเจอตอนกลางวันช่วงประมาณบ่ายสาม ในตอนนั้นกำลังนั่งอยู่ตรงเตียงที่คุณหนองน้ำนอนแล้วก็เผลองีบหลับไป จากนั้นก็รู้สึกว่ามีผีผู้หญิงคนนั้นมาอยู่ข้าง ๆ เหมือนกับถูกผีอำ เพราะขยับตัวไม่ได้ นอกจากนี้ ผีผู้หญิงคนนั้นก็พูดอีกว่า “มาอยู่ที่นี่ทำไม ไปกันได้แล้ว ที่นี่มันมีผี” ทุกครั้งที่พูดมักจะย้ำคำเดิมตลอดว่า “ที่นี่มันมีผี” พูดเสร็จผีสาวก็หายไป เป็นแบบเดิมตลอดในทุกวัน จนสุดท้ายคุณหนองน้ำอยากรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นมาอย่างไร จึงเข้าเว็บไซต์หนึ่งของญี่ปุ่นที่สามารถเช็คได้ว่าที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์อะไร ซึ่งจะมีการอัพเดตไว้ตลอดภายในเว็บไซต์ พอพิมพ์ตำแหน่งเข้าไปใน Google ปรากฏว่าที่พักที่เขาพักมีลูกไฟขึ้น! (แปลว่าอาจมีผี) และด้วยความเว็บไซต์เป็นภาษาญี่ปุ่น คุณหนองน้ำจึงส่งให้เพื่อนช่วยแปลให้ จากนั้นเพื่อนก็ตอบกลับมาว่า ที่นี่เมื่อปี 2007 เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้มีผู้หญิงถูกไฟคลอกเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ คุณหนองน้ำบอกว่าวันก่อนจะกลับเขาได้ไปเดินรอบอาคาร ลักษณะของตึกเป็นอพาร์ทเมนต์แต่เหมือนตึกนี้เคยเป็นโรงงานมาก่อน เนื่องจากห้องพักประตูเป็นเหล็ก มีประตูซี่ลวดลูกกรงอยู่ข้างใน คุณหนองน้ำจึงคิดว่า อาจจะเป็นไปได้ที่ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้มีคนเสียชีวิตอยู่ที่นี่ คุณหนองน้ำตัดสินใจบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับทางเว็บไซต์จองที่พักแต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับอะไรมาอีก..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

24 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม?' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 24 ก.ย. 2567]

ประเดิมสายแรกของรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 กันยายน 2567) กับ ‘คุณคิงส์’ ที่มาเล่าเรื่องราวขนหัวลุกกับเรื่อง ‘ไปอยู่เป็นเพื่อนได้ไหม’ เป็นเรื่องสุดหลอนที่เจอบนเกาะ ทำเอา ‘ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจมส์’ ขนลุกจนลูบเเขนไม่หยุด! เรื่องราวบนเกาะว่านั้นจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากการที่คุณคิงส์และกลุ่มเพื่อนจัดทริปไปเที่ยวทะเลแบบฉุกละหุก โดยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน เพื่อนได้ติดต่อไกด์ไว้ เเละได้กันคุยว่าจะหาที่พักบนเกาะ 2 คืน หลังจากตกลงกันเรียบร้อยก็ออกเดินทาง เมื่อไปถึงเกาะก็กางเต็นท์นอนกัน มีการนั่งล้อมวงกันคุยกันเรื่องสัพเพเหระ หนึ่งในเรื่องที่ขาดไม่ได้คือเรื่องผี ในขณะที่เพื่อนผู้หญิงกำลังเล่าอยู่นั้น ก็มีเพื่อนชื่อนนท์พูดขึ้นมาว่า นนท์ : หึ้ย! หยุดก่อน คุณคิงส์ : ทำไม? กำลังเล่าได้ที่เลย นนท์ : ทำไมมีหมาไปวิ่งอยู่ในทะเล ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ตอนแรกทุกคนก็มองไปที่ทะเล เเต่คุณคิงส์คิดว่าอย่าทักดีกว่า จึงเปลี่ยนเรื่องให้เพื่อนไม่สนใจเเล้วมาคุยกันต่อ แต่นนท์ก็ชี้ไปอีกครั้ง นนท์ : นั่นไง ๆ หมาวิ่งอยู่ คุณคิงส์ : จะไปวิ่งได้ไงเรือจอดอยู่ตรงนั้นก็ 2 เมตรกว่า ๆ ละ น้ำลึกขนาดนั้น นนท์ : วิ่งจริง ๆ นั่นน่ะ ทุกคนมองตามไปอีกครั้ง ปรากฎว่าไม่มีอะไร เเล้วไกด์ก็เดินมาบอกว่า ไกด์ : อย่าทักดีกว่าครับ เลิกเล่าแล้วไปพักผ่อนกันดีกว่าครับ ทุกคนมองหน้ากันจากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ในขณะที่คุณคิงส์กำลังฟังเสียงคลื่น เคลิ้มกำลังจะหลับ สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินรอบ ๆ เต็นท์ เป็นเสียงคนเดินเหยียบทราย ซาบซ่าบบ ซาบซ่าบบ… คุณคิงส์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นเงายืนอยู่ข้าง ๆ เต็นท์ คุณคิงส์คิดว่าเพื่อนจะมาเอาอะไรหรือเปล่า เเล้วสักพักคนที่อยู่นอกเต็นท์ก็เอามือมาเเตะผ้าใบของเต็นท์เเล้วก็ค่อย ๆ เอามือลูบ 2-3 ครั้งดัง ครื้ดดด ครื้ดดดด~ จากนั้นก็ค่อย ๆ ก้มตัวลงมาเอาหน้าเตะอยู่ที่ผ้าเต็นท์! ซึ่งหน้ามันใหญ่กว่าคนปกติ คุณคิงส์ตกใจร้องเสียงหลง เเล้วหน้านั้นก็ดึงออกไปตามด้วยเสียงวิ่ง คุณคิงส์จึงปลุกเพื่อนออกไปดูข้างนอกด้วยกัน คุณคิงส์กับเพื่อนได้เดินรอบเต็นท์ ปรากฎว่าไม่พบร่องรอยอะไรเลย คุณคิงส์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็เดินกลับมานอนต่อที่เต็นท์ เเต่ก่อนนอนรอบนี้ได้สวดมนต์เเผ่เมตตา พอกำลังจะนอนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮื้อออ… ฮื้ออ~“ คุณคิงส์ได้คิดในใจว่า ‘ผมไหว้พระเเล้ว สวดมนต์ เเผ่เมตตาให้เเล้ว ขออนุญาตนอนที่นี่เเล้วนะครับ อย่ารบกวนซึ่งกันเเละกันเลย’ แล้วเสียงนั้นก็เงียบไป… เช้าวันถัดมามีฝนตกลมแรงมาก พอฝนซาก็ออกไปพักผ่อน ทำกิจกรรมเล่นกับเพื่อนสนุกสนาน จนกระทั่งตอนเย็นกลับมา หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ นนท์ก็นั่งก้มหน้าก้มตา คุณคิงส์จึงเอ่ยถามเพื่อเช็คว่าเพื่อนสบายดีหรือไม่ รวมทั้งเพื่อนคนอื่นก็ถามเพราะเห็นนนท์มีอาการแปลก ๆ เเต่นนท์ก็ไม่ตอบอะไรได้เเต่เงยหน้าขึ้นมาเเสยะยิ้มเเล้วก้มหน้าลงไป เพื่อนในกลุ่มเห็นว่าอาการแปลกเกินไป จึงตกลงช่วยกันสังเกตอาการเรื่อย ๆ แต่ในขณะที่คุณคิงส์กำลังจะเดินเข้าไปใกล้ ๆ นนท์ก็เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะ เเล้วก็วิ่งหายเข้าไปในชายป่าที่อยู่ริมเกาะ! ในตอนนั้นทุกคนตกใจมากเเล้วรีบวิ่งตามไป สักพักฝนก็ตกหนักลงมา ทำให้ตามหายากขึ้น จนผ่านไปเกือบชั่วโมงก็ไม่ยังไม่เจอ คุณคิงส์ก็ได้ยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทาง “ผมขออนุญาตครับ ถ้าหากพวกทำอะไรผิดพลาดไปละก็ขอขมาครับ ถ้าพวกผมทำอะไรผิดไปเนี่ย พวกผมจะมาขอโทษอีกครั้งนึง เเต่ว่าตอนนี้ช่วยพวกผมหาเพื่อนหน่อยได้มั้ยครับ พวกผมขอร้องล่ะครับ” ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนร้อง โอ้ยย! โอ้ยยย ไม่ไกลจากที่คุณคิงส์เเละเพื่อน ๆ หา จึงรีบไปหาตามเสียงร้องนั้น ปรากฎว่าสิ่งที่เจอคือนนท์ในสภาพขาที่มีเลือดชุ่ม! จึงนำไปปฐมพยาบาล คุณคิงส์พยายามถามนนท์ว่าเกิดอะไรขึ้น เเต่นนท์ก็ได้เเต่เพ้อเเละตอบออกมาเป็นภาษาที่ทุกคนไม่เคยได้ยิน ฟังไม่ออก จนกระทั่งไกด์ได้พูดกับนนท์ 2-3 คำแล้วก็นิ่งไป เเละได้บอกกับทุกคนว่า “เพื่อนพวกคุณน่ะ น่าจะไปทำอะไรผิดที่ผิดทาง ไปลบหลู่อะไรเข้าเเน่ ๆ เพราะที่เขาพูดเมื่อกี้เป็นภาษายาวี เเล้วเขาพูดว่า… จะเอาไปอยู่ด้วย!” ทุกคนในที่นั้นตกใจเเละได้ขอขมาทันที สักพักไกด์ก็ได้ถอดเครื่องรางเอาไปคล้องที่คอนนท์ จนอาการเพ้อค่อย ๆ ดีขึ้นจนสงบไป … เช้าวันต่อมา ไกด์ได้พาทุกคนไปไหว้ต้นไม้ใหญ่เเถวนั้น เเละพูดว่า ”ถ้าหากพวกผมล่วงเกินไป ต้องขอโทษขอขมา“ หลังพูดจบนนท์ก็อาการดีขึ้น มีสติมากขึ้น เเละจากที่ฝนตกอยู่นั้นท้องฟ้าก็ค่อย ๆ โปร่ง เหมือนเมื่อคืนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เเละไกด์ก็ได้พาทุกคนขึ้นเรือกลับ บนเรือไกด์ก็ได้พูดว่า ”ไม่ไปกังวลนะครับ พวกเราขอขมาเเล้ว“ พอกลับมาถึงกรุงเทพก็เเยกย้ายกันกลับ ... นนท์หายไป 2-3 วัน หลังจากนั้นก็ได้โทรหาคุณคิงส์ เเละได้บอกว่า “เมื่อคืนฝันแปลก ๆ ฝันว่าเดินไปที่เกาะที่พวกเราไปเที่ยวกัน เดินไปสักพักมีผู้หญิงออกมาหา หน้าตาสะสวย เดินยิ้มมา เเล้วจูงมือไปนั่งคุยกัน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า ”ที่นี่สวยมั้ย น่าอยู่มั้ย“ ก็เอามือมาโอบเอวเเล้วพูดว่า “งั้นมาอยู่ดัวยกันมั้ย” ในความฝันก็มีเสียงเพื่อนตะโกนเรียกนนท์! นนท์… แล้วก็หลุดออกจากฝัน“ ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจเเละชวนกันไปทำบุญ มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “เเต่เราไม่มั่นใจว่าเขานั้นนับถือศาสนาอะไร ไปอีกที่หนึ่งดีมั้ย” จึงตัดสินใจกันไปที่มัสยิดเเล้วก็ได้ทำความดี ล้างห้องน้ำเเละบริจาคบางส่วนเพื่อกิจการของมัสยิด เเล้วหลังจากนั้นมาทุกคนก็ไม่ได้ฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นหรือเหตุการณ์นั้นอีก สุดท้ายจึงได้รู้สาเหตุที่นนท์มีอาการแปลก ๆ เเบบนั้นก็เป็นเพราะว่า ในวันแรกช่วงที่ทุกคนไปถึงเกาะนั้น นนท์ปวดปัสสาวะมากจึงได้ไปถ่ายโดยพลการ เเละในวันที่ 2 ขณะที่เพื่อน ๆ กำลังไปถ่ายรูปเล่นกันนั้นนนท์ได้มีการถมน้ำลายบนเกาะ โดยที่ไม่ได้ทำการขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทางบนเกาะก่อนนั่นเอง ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

19 พ.ค. 2023

อยู่ในช่วงดวงตก ปัญหาหลายอย่างรุมเร้า จับพลัดจับพลูได้มาอยู่อะพาร์ตเมนต์ กะจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น แต่ดันทำให้สัมผัสที่ 6 เปิดขึ้นแบบเต็มคาราเบล เพราะห้องที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยผีมาตามก่อกวน!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (9 พฤษภาคม 2566) ได้มีสายจาก ‘คุณอ้อ’ โทรมาเล่าเรื่องของตัวเองที่ดวงตกจนเจอดี ให้กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ฟัง เรื่องราวจะหลอนสักแค่ไหน ไปติดตามกันได้เลย! คุณอ้อเล่าว่า เรื่องในครั้งนี้เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้นอายุประมาณ 37 ปี และมีแพลนจะแต่งงาน แต่คงเป็นช่วงที่ดวงตัวเองตก เพราะมีเหตุการณ์แย่ ๆ เกิดขึ้นหลายอย่าง ทั้งเลิกกับแฟน สูญเสียบ้านและรถ ไปพร้อมกัน เหลือก็แต่ชีวิตของตัวคุณอ้อเอง และการดวงตกในครั้งนี้ ทำให้เกิดผลกระทบกับตัวคุณอ้ออีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือคุณอ้อมีสัมผัสที่ 6 ทำให้เห็นผีได้ เมื่อออกมาจากบ้านแฟน ก็มาอยู่อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สิ่งที่เจอในสัปดาห์แรกคือผีผู้หญิงวัยกลางคนมาหลอกด้วยสภาพหน้าเละครึ่งร่าง ทำให้คุณอ้อนอนไม่ได้ ต้องเปิดไฟและทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน คุณอ้อทนไม่ไหวจึงบอกกับผีตนนั้นไปว่า “คุณคะ หนูหนีร้อนมาพึ่งเย็นนะ หนูขอมาอยู่ร่วมกับคุณนะคะ แล้วพรุ่งนี้หนูไปทำบุญให้” พอตื่นเช้ามาสิ่งที่เกิดขึ้นคืออาการปวดไหล่ที่ทรมานมาก ๆ คุณอ้อจึงคิดว่าเดี๋ยวพอทำบุญเสร็จจะไปนอนนวดตัว และเมื่อถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อย ปรากฏว่าอาการปวดเมื่อยไหล่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง คุณอ้อถึงกับตะลึงในใจอยู่สักพักเพราะเคยเห็นแต่ในทีวีหรือฟังเรื่องเล่าจากคนอื่นไม่คิดว่าจะเจอกับตัวเองแบบนี้ หลังจากเจอเคสแรกแบบสยองขวัญไป คุณอ้อก็บอกกับผีในห้องนั้นว่า “ฉันขอไม่เห็นนะ เพราะฉันไม่ไหวจริง ๆ ถ้าคุณมาเละ มาแบบน่ากลัว ฉันจะแช่งให้คุณถึงที่สุดเอาให้ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” จนกระทั่งผ่านไป 3 – 4 วัน คุณอ้อก็เจอผีอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นผีผู้หญิงวัยกลางคนที่มาในสภาพสวยดูดี ใส่เสื้อคอบัวสีชมพู ตามที่คุณอ้อได้บอกไว้ว่าขอเจอในสภาพดี แต่คุณอ้อก็คิดในใจว่าเขาจะเอาอะไรอีกนะ เพราะทำบุญให้ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ตัดสินใจไปทำบุญให้อีกครั้ง ต่อมาก็ได้เจอผีอีกตนหนึ่ง แถมมาแบบพีคและหลอนที่สุดอีกด้วย! เพราะทุกครั้งที่นอนหงาย คุณอ้อมักจะโดนผีตนนี้อำทำให้หายใจไม่ออก คุณอ้อจึงกลัวการนอนหงายมาก และเปลี่ยนมานอนตะแคงแทน ในครั้งนี้คุณอ้อก็ยังคงเจอเช่นเคยแถมยังเป็นคืนวันโกน ทำให้เห็นชัดเลยทั้งร่าง! ผีตนนั้นเดินมาที่ปลายเตียงก่อนจะเดินเข้ามาข้าง ๆ และจับไหล่ จับคอคุณอ้อแล้วบอกว่า “นอนหงายสิ นอนหงายสิ!” ตอนนั้นคุณอ้ออยากย้ายออกจากอะพาร์ตเมนต์นี้มาก แต่ได้ซื้อบ้านไว้แล้ว และต้องรอให้ครบเก้าเดือนก่อนถึงจะย้ายเข้าไปอยู่ได้ ทำให้ตอนนั้นที่พึ่งเดียวที่มีคือหมอดู และหมอดูก็ทักมาขึ้นมาว่า “ห้องอื่นมีเยอะแยะไม่อยู่เนาะ มาอยู่ชั้นห้า เปิดลิฟต์ออกมาเลี้ยวซ้ายมืดทั้งชั้น แถมเข้าห้องไปมีแต่ผีเต็มไปหมด” คุณอ้อคิดในใจ “แม่นมาก รู้ได้ยังไง” และหมอดูก็แนะนำวิธีแก้ปัญหาโดยให้จุดธูปบอกเขา ว่าเราหนีร้อนมาเพิ่งเย็นขออยู่แบบประนีประนอม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะ และต้องใส่ประคำของพระอาจารย์นอนตลอดด้วย ไม่งั้นมันนอนไม่ได้ ต่อมาคนที่ทำให้คุณอ้อมั่นใจมาก ว่าสิ่งที่เจอมันมีจริง ก็คือเพื่อนของคุณอ้อที่มาเที่ยวห้อง คุณอ้อบอกว่า “ห้องเรามีแบบนี้นะ ถ้าเธอจะนอนให้ใส่ประคำนอน” แต่ตอนนั้นเพื่อนของคุณอ้อพาแฟนมานอนด้วยในตอนที่คุณอ้อไม่อยู่ห้อง ด้วยความที่เพื่อนคนนั้นเป็นคนดวงแข็งจึงไม่เจออะไร แต่แฟนของเพื่อนฝันว่ามีคนมาเคาะห้องเสียงดัง ปังปังปัง! พอไปส่องดูที่ตาแมว ก็เห็นว่าเป็นผู้ชายผมประบ่า เปลือยท่อนบน ใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งเป็นลักษณะแบบเดียวกันที่คุณอ้อเองก็เคยเจอ หลังจากนั้นแฟนของเพื่อนก็เจอผีตนนั้นอีก แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้มาในฝัน เขามาแบบเสียงไล่ดังอยู่ข้างหูว่า “ชิ่ว ออกไป ออกไป!!“ สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้จึงพากันกลับ เมื่อผ่านไปจนครบเก้าเดือน ก็ถึงเวลาที่คุณอ้อต้องย้ายออกจากที่แห่งนี้ แต่ก่อนจะย้ายก็เกิดความสงสัยว่า ในห้องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงมีผีเยอะขนาดนี้ จึงไปถามคุณป้าที่อยู่ร้านขายของข้างล่างตึกว่า “คุณป้าหนูถามหน่อย ที่นี่มันมีอะไรแปลก ๆ มั้ย” ป้าก็ตอบมาว่า “อ้อมี บางวันนะ เห็นคนเดินเข้ามาเป็นผู้หญิงวัยกลางคน บางวันก็เป็นผู้หญิงแบบสาวสวยหน่อยใส่เสื้อชมพูคอบัว บางวันก็เป็นผู้ชายผมประบ่าใส่กางเกงขาก๊วย ซึ่งป้าก็ยืนยันว่าไม่ใช่คนที่พักอะพาร์ตเมนต์ นี้แน่นอน ซึ่งเดิมทีอะพาร์ตเมนต์นี้เคยมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ที่คนมักจะเอาศาลเก่ามาทิ้ง แล้วเอาผ้าหลากสีมาผูกไว้ แต่เจ้าของที่ตรงนี้เป็นคนนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ตอนสร้างอะพาร์ตเมนต์ต้องตัดต้นโพธิ์ออก และไม่ได้ตั้งศาลพระภูมิใหม่ไว้ เหมือนกับว่าไปรื้อบ้านเขาออก แล้วเขาไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเลยพากันไปอยู่ในห้องของอะพาร์ตเมนต์นี้แทน” หลังเล่าจบก็เลยย้อนถามคุณอ้อก็มาว่า “ทำไมหรอหนู หนูเจอหรอ” คุณอ้อพยักหน้าบอกว่า “ใช่ เจอครบตามที่ป้าบอกเลย” นอกจากนี้ คุณอ้อเคยมีเคสที่หนักกว่าตอนที่อยู่ในอะพาร์ตเมนต์นี้ คือการโดนผีเข้า ด้วยความที่คุณอ้อได้ไปเจอคนนู้นคนนี้มา และในบ้านของคนนั้นมีคนตายไป แต่วิญญาณสื่อสารกับใครไม่ได้ พอได้มาเจอคุณอ้อที่อยู่ในช่วงดวงตก จึงเข้าสิงร่างแทน ซึ่งคุณอ้อเล่าว่ารู้สึกตัวว่ามีคนมาอยู่ด้วยกัน แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ภาพที่คนอื่นเห็นตอนนั้นคือ คุณอ้อร้องไห้พลั่งพรูเล่าหลายสิ่งหลายอย่างที่วิญญาณตนนั้นต้องการออกมา และเมื่อจบเหตุการณ์นั้น ทำให้คุณอ้อรู้สึกไม่ดี และเราคิดว่ามันไม่ควรจะมาเกาะติดกับตัวขนาดนี้ ที่สำคัญเลยคือทำให้สุขภาพคุณอ้อแย่ลงไปด้วย ป่วยง่ายขึ้น หรือแม้แต่ป่วยไม่รู้สาเหตุ และหลังจากเหตุการณ์เหล่านั้น คุณอ้อก็กลายเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 แรงขึ้น ต้องปรับตัวให้อยู่กับสิ่งเหล่านั้นให้ได้ พร้อมกับหันมาพึ่งในเรื่องของการสวดมนต์นั่งสมาธิ เพราะไม่อยากเจอเหมือนเคสที่ผ่าน ๆ มา พร้อมกับบอกข้อคิดแก่คนที่ได้ฟังเรื่องราวของตนว่า “สัมผัสที่ 6 นี้เราไม่สามารถปฏิเสธมันได้ แต่เราเลือกที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ และสามารถเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ โดยที่ต้องไม่กระทบเรา” (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

ไปเที่ยวเรียวกังเก่า เจอโทรศัพท์สีดำเลยแชะภาพไปหนึ่ง แต่ดันได้ยินเสียงจากปลายสาย ตกใจตัวสั่นหน้าซีด พอเช้าก็รีบกลับทันที ระหว่างทางแวะถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น แต่เพื่อนที่ข้ามถนนไปก่อนพูดประโยคเดียวกับเสียงในโทรศัพท์ จากนั้นก็โดนรถชนเสียชีวิต!

27 เม.ย. 2024

ไปเที่ยวเรียวกังเก่า เจอโทรศัพท์สีดำเลยแชะภาพไปหนึ่ง แต่ดันได้ยินเสียงจากปลายสาย ตกใจตัวสั่นหน้าซีด พอเช้าก็รีบกลับทันที ระหว่างทางแวะถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น แต่เพื่อนที่ข้ามถนนไปก่อนพูดประโยคเดียวกับเสียงในโทรศัพท์ จากนั้นก็โดนรถชนเสียชีวิต!

เรื่องนี้ ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘โทรศัพท์สีดำ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณต้นกล้าได้ฟังมาจาก ‘มายูมิ’ เธอเป็นนักศึกษา อยู่ปี 3 กำลังจะขึ้นปี 4 ที่มหาลัยแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ช่วงเวลานั้นเองที่เหล่านักศึกษาต้องเตรียมหาบริษัท เพื่อดูว่าควรจะทำงานอะไรต่อไป คนญี่ปุ่นเรียกช่วงนี้ว่า ‘Job Hunting’ หรือ การหางานของเด็กจบใหม่ในญี่ปุ่น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอาจจะไม่ได้มีโอกาสเจอเพื่อนอีกแล้ว มายูมิ จึงบอกกับเพื่อน ๆ ว่า “ไหนๆก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว เรานัดกันไปออกทริปดีกว่า” เพื่อนหลายคนต่างก็ตอบรับคำชวนของมายูมิ รวมแล้วทริปนี้มีทั้งชายและหญิงประมาณ 4 - 5 คน ในวันออกทริปได้มีการเช่ารถยนต์ โดยให้เพื่อนที่มีใบขับขี่เป็นคนขับ ระหว่างออกเดินทาง ก็ขับกันไปสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น ทุกอย่างปกติดีจนกระทั่งเหมือนระหว่างที่เดินทางอยู่ๆท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เมื่อไปถึงที่หมายก็พบว่าที่พักเป็น เรียวกังญี่ปุ่น เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นเวอร์ชั่นเก่าอยู่บนเขา หนึ่งในกลุ่มเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า “ฮู้ยย เนี่ยสวยเนอะ” มายูมิก็ตอบกลับไปด้วยความกลัวว่า “จะว่าสวยก็สวย จะว่าขนลุกก็ขนลุก ดูเหมือนมีผีเลยอ่ะ ต้องมีแน่ๆเลย” เพื่อนคนเดิมตอบกลับมาว่า “มีผีก็ดีดิ สนุกเลย เราได้เจอผี ถือเป็นโมเม้นต์ร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายไปทำงานไง” ส่วนตัวของมายูมิไม่ชอบเรื่องลี้ลับ จึงเริ่มรู้สึกไม่ดี แต่เพื่อนทุกคนก็ตัดสินใจว่า “เห้ยย เราพักที่นี่แหล่ะ เราจองไว้แล้ว เกิดอะไรก็เกิด” แต่ความรู้สึกของมายูมิบอกแต่แรกแล้วว่า ‘เรียวกังนี้ไม่ควรเข้าไป’ มายูมิรู้สึกไม่ดี ขนลุก อยากกลับ แต่ถ้าบอกเพื่อนไปตรง ๆ เพื่อนก็จะหาว่า “โอ้โห้ ขนาดแขกคนอื่นยังมาพักได้เลย” เมื่อถึงหน้าเรียวกัง ทุกคนก็ลงมาเก็บของ แล้วก็เดินเข้าไปข้างใน โดยมี ‘โอคามิซัง’ พนักงานมาต้องรับ โอคามิซังพูดกับทุกคนว่า “เหนื่อยมั้ยเดี๋ยวพาไปที่ห้องนะ” จากนั้นโอคามิซังก็พาไปแนะนำห้องพัก หลังจากแนะนำห้องพักเสร็จ ก็แนะนำห้องอาบน้ำที่เป็นออนเซ็นเล็ก ๆ โดยแบ่งห้องอาบน้ำชายและหญิงคนละฝั่ง รวมถึงบอกเรื่องเวลาปิดห้องอาบน้ำด้วย สุดท้ายก็ให้กุญแจห้อง และทิ้งท้ายว่า “หากต้องการอะไรให้เรียกโอคามิซังได้เลย” จากนั้นก็ปล่อยให้ทุกคนพักผ่อนตามอัธยาศัย หลังจากโอคามิซังเดินออกไป ทุกคนดูตื่นเต้นกับเรียวกังนี้มาก ต่างดูของตกแต่งในห้อง รวมถึงรูปภาพประดับ หนึ่งคนในกลุ่มก็พูดขึ้นมาว่า “โอ้โห้ดูรูปภาพนี้ดิ่ เราว่ามันจะต้องมีเรื่องราวแน่เลย” พอเอานิ้วไปสัมผัสที่รูปภาพก็มีฝุ่นติดขึ้นมา ทุกอย่างในเรียวกังนี้ดูขลังมาก หลังจากเดินชมเรียวกังเสร็จก็แยกย้ายกันไปพัก แยกห้องชาย-หญิง เมื่อฝั่งผู้ชายวางของเสร็จ ก็เดินมาที่ห้องของผู้หญิง เพื่อชวนกันออกไปถ่ายรูป ทุกคนจึงเดินออกมาข้างหน้า เมื่อได้มุมที่พอใจ ก็ถ่ายรูปกับสิ่งของต่าง ๆ เช่น หมี หน้าประตู แต่มีมุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพื่อนผู้ชายบอกกับมายูมิว่า “ลองไปถือโทรศัพท์ตรงนั้นหน่อยสิ” มุมนั้นเป็นกำแพงสีพื้น มีโต๊ะเล็ก ๆ ที่วางสูง ๆ แล้วก็มี ‘โทรศัพท์สีดำ’ วางอยู่บนโต๊ะ และมีเก้าอี้วางไว้อีกหนึ่งตัว เรียกได้ว่าเป็นที่น่าถ่ายรูปมาก มายูมิก็ตอบกลับเพื่อนว่า “จะดีหรอ” สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินไป แล้วพอเดินไปกำลังจะถึง ก็ได้ยินเสียง “กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงง” ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์ มายูมิก็สะดุ้งตกใจ เพื่อนทุกคนก็ถามว่า “เฮ้ยยย เป็นอะไร” มายูมิตอบกลับเพื่อนว่า “ อ๋อโทษที เราสะดุ้งไปนิดนึง” ตอนนั้นมายูมิก็ไม่ได้เอะใจอะไร แล้วก็เดินไปยืนตามที่เพื่อนบอก จากนั้นก็หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เพื่อน ๆ ต่างหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป แต่แล้วอยู่ ๆ สีหน้าของมายูมิก็ค่อย ๆ ซีดลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็วางโทรศัพท์ไป มายูมิสั่นไปทั้งตัว เพื่อนทุกคนต่างงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับมายูมิ และถามว่า “เป็นอะไร หนาวรึป่าว” มายูมิก็ไม่พูดบอกแค่ว่า “จะกลับห้อง” พูดประโยคเดิมวนอยู่ 2 - 3 รอบ เมื่อเห็นท่าไม่ดี ทุกคนจึงกลับมาที่ห้องและนำชาร้อนมาให้มายูมิดื่ม สักพักมายูมิก็ใจเย็นลงจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่า “ตอนที่กำลังจะไปยกหูโทรศัพท์ พวกเธอได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังใช่มั้ย แล้วปลายสายมันมีคนพูดด้วย” แต่เพื่อนทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า “ไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังนะ” ทุกคนคิดว่ามายูมิสะดุ้งเพราะพื้นไม้เรียวกังมันเก่า เพื่อนจึงบอกว่า “เธอได้ยินคนเดียวนะ” มายูมิตอบกลับไปว่า “หรอ เป็นไปไม่ได้ เราได้ยินจริง ๆ นะ มันดังมาก ๆ” เพื่อนจึงถามต่อว่า “พอเธอยกหูโทรศัพท์เธอได้ยินอะไรจากปลายสาย ทำไมถึงหน้าซีดขนาดนั้น” มายูมิจึงเล่าว่า “เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราได้ยินอะไร เพราะมันแปลกมากเลย เราได้ยินว่า เฮ้ยย ทำไมยืนมองอยู่ตรงนั้น แล้วก็มีเสียง ตึ้มมมมมมมม ดังมากๆ แล้วสายก็ตัดไปเลย เป็นเสียงที่มาจากปลายสายนะ” เพื่อนก็ปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรหรอก” จนกระทั่งคืนนั้น ทุกคนก็นอนหลับฝันดีปกติ มีแค่มายูมิที่นอนฝันร้าย พอตื่นขึ้นมา ผมมายูมิกระเซอะกระเซิง แล้วก็บอกกับเพื่อนว่า “จะกลับ” แล้วก็บอกต่ออีกว่า “ตี 4 แล้ว ตี 4 ครึ่งแล้ว พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว กลับกันเถอะ” เพื่อนทุกคนก็งง แล้วบอกว่า “จะรีบไปไหน เราจองที่นี่ไว้ 2 คืนนะ ไหนบอกจะมาสร้างความทรงจำดีๆ” มายูมิขอร้องให้เพื่อนกลับ ทุกคนกำลังรู้สึกงัวเงีย เพราะพึ่งตื่นไม่เต็มตา แต่สุดท้ายก็ต้องยอมกลับตามคำขอร้องของมายูมิ “ยอมกลับก็ได้ แล้วไปหา โรงแรมในเมืองเอา” พอเก็บของขึ้นรถเสร็จระหว่างทางขับรถออกจากเรียวกัง ซึ่งเป็นเส้นทางลงเขา ประจวบเหมาะกับพระอาทิตย์กำลังขึ้นพอดี กลายเป็นวิวที่สวยมาก จึงตัดสินใจจอดรถเทียบข้างทาง ฝั่งซ้าย ทุกคนต้องข้ามไปฝั่งขวา เพื่อที่จะได้เห็นวิวหน้าผาสวย ๆ จากนั้นก็ลงจากรถแล้วข้ามถนนไปฝั่งขวา เมื่อถ่ายรูปเสร็จ เพื่อนก็บอกว่า “กลับกันเถอะ” เพื่อนที่เป็นคนขับรถก็วิ่งข้ามถนนกลับไปที่รถ แล้วก็หันมากลับมาตะโกนบอกเพื่อนว่า “เฮ้ยย ทำไมยืนมองอยู่ตรงนั้น” แต่แล้วก็มีรถคันหนึ่งขับวิ่งเข้ามาชนเขา! แล้วมีเสียง “กริ๊งงงงงงง ตึ้มมมมมมม” เพื่อนคนนั้นถูกรถชนตัวกระเด็นทำให้เสียชีวิตทันที! ทุกคนที่อยู่อีกฝั่งต่างตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะมันตรงกับสิ่งที่มายูมิได้ยินจากโทรศัพท์สีดำเมื่อคืน! ทุกคนแทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น และเกิดคำถามขึ้นในใจว่าโทรศัพท์สีดำเครื่องนั้นมันพยายามจะบอกอะไร? ถ้ากลับไปอีกรอบ แล้วยกหูโทรศัพท์สีดำนั้นขึ้นมาอีกจะมีใครตายอีกหรือไม่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-