เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนัท ‘โรงพยาบาลหลอน’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

10 ส.ค. 2025

            ‘คุณนัท กู้ภัย’ ได้มาเล่าประสบการณ์สุดสยองที่พบเจอกับตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในคืนนั้นเขาได้พักรักษาอาการป่วย แต่กลับได้ยินเสียงหลอนหูที่จะจำไปตลอดชีวิต รวมถึงเงาดำทมิฬแต่ดวงตากลับสีขาวโพลนอยู่เต็มทางเดิน!

            เรื่องราวจะจบลงอย่างไร สามารถติดตามไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ดีเจเจ็ม’  ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (5 สิงหาคม 2568)

            คุณคงจินตนาการไม่ออกแน่ว่า หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะเอาตัวรอดอย่างไร!

            คุณนัทได้เล่าว่า เหตุการณ์นี้ย้อนเวลาไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการช่วยเหลือตำรวจ  เมื่อตื่นขึ้นมาหลังจากหมดสติไป ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว จากนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาตรวจสุขภาพ วัดความดัน และเธอก็ออกไป

            กระทั่งประมาณสี่ทุ่ม พยาบาลก็เข้ามาเช็คน้ำเกลือ และตรวจดูว่าแผลเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ออกไปอีก เวลาผ่านเลยไปจนตีสาม คุณนัทรู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมกว่าปกติ และอบอ้าวขึ้นจนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกำลังเดินเข้ามาที่ห้อง เสียงนั้นไม่ได้ดังเหมือนคนที่เดินปกติ แต่ราวกับว่ากำลังลากขามา..

            เสียงลากขาดัง ‘ครืดดด ครืดดด’  สุดท้ายก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของคุณนัท

            หยุดไปไม่ได้นาน เสียง ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ ก็ดังขึ้น!

            ขณะนั้นสภาพร่างกายของคุณนัทยังไม่เต็มร้อย มีอาการอ่อนเพลียและลืมตาได้ไม่เต็มที่ แต่สิ่งที่คุณนัทเห็นคือวิญญาณพยาบาลหญิงที่ไม่มีหัว เธอกำลังเข็นรถอุปกรณ์เข้ามาหา เข็นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดที่ข้างเตียงของเขา!

            เธอทำทุกอย่างเหมือนที่พยาบาลคนอื่นทำ แต่คุณนัทก็แน่ใจแล้วว่า พยาบาลหญิงคนนี้คงไม่ใช่คนเขาจึงเลือกเบือนหน้าหนีไปทางซ้าย แล้วเขาก็พบว่าศีรษะของเธอได้วางอยู่ที่ข้าง ๆ เตียง!

            คุณนัทตกใจมากรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  และเธอก็เอื้อมมือเข้ามาจับพร้อมกับพูดว่า

            “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ”

            แต่คุณนัทก็ไม่รอช้าที่จะกระชากสายน้ำเกลือ แล้วรีบวิ่งออกไปทันที!

            แต่หลังจากที่วิ่งออกไปก็พบว่าไฟทางเดินทั้งชั้นนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงสว่างใด ๆ เขาตัดสินใจวิ่งไปตามทางเดินด้วยความกลัว แต่เมื่อวิ่งไปสักพัก ก็เจอกับที่นั่งต่าง ๆ ที่มีไว้ให้ผู้ป่วยนั่ง คุณนัทได้สะดุดกับอะไรบางอย่างเป็นร่างสีดำ ซึ่งก็คือวิญญาณที่อยู่ตรงเก้าอี้ อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าหากตรงนั้นมีเก้าอี้ 50 ตัว ก็คงเต็มทั้ง 50 ที่นั่ง นั่งเป็นร่างสีดำทมิฬเต็มทางเดิน!

            และเหมือนวิญญาณจะรู้ว่าคุณนัทมองเห็น วิญญาณจึงหันมามองด้วยนัยน์ตาสีขาว ไม่มีลูกตาสีดำ หลังจากนั้นภาพของคุณนัทได้ตัดไป พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็ได้รู้ว่าทั้งหมดมันคือความฝัน แต่เป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน

            เขาตื่นมาด้วยหวั่นใจว่ามันจะเกิดขึ้นอีก จึงแหงนหน้ามองนาฬิกา อีกแค่ห้านาทีก็จะถึงเวลาตีสามเหมือนกับในความฝันที่ได้ฝันไปก่อนหน้านี้

            กระทั่งเวลา 02.59 น. เสียงฝีเท้าสุดสยองนั้นก็ดังขึ้นเหมือนกับในฝัน! เสียงนั้นเดินลากเท้าช้า ๆ มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องพัก จากนั้นก็มีเสียงเคาะ ‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’ และเมื่อประตูเปิดออกมา วิญญาณผีพยาบาลหัวขาดก็เข็นรถอุปกรณ์ที่มีหัวอยู่บนนั้นมาหยุดอยู่ที่ข้างเตียง!

            คุณนัทรีบกระชากสายน้ำเกลือออก เธอคว้ามือเขาเอาไว้และพูดว่า

            “คนไข้จะทำอะไร ยังไม่หายดีเลยนะ”

            แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ แล้วรีบกระชากตัวออกเพื่อวิ่งหนีทันที!

            ทางเดินยังคงมืดสนิท แต่เมื่อวิ่งออกมาแล้วก็ไม่สามารถตัดสินใจย้อนกลับได้ คุณนัทเห็นว่าที่แผนกต้อนรับมีวิญญาณพยาบาลยืนอยู่เต็มทางเดิน ทั้งหมดตัวสีดำสนิทแต่มีดวงตาขาวโพลน  วิญญาณคงสัมผัสได้ถึงคุณนัทจึงหันมามองพร้อมกัน รอบนี้คุณนัทรู้ตัวว่านี่คือความจริง!

            เขามีทางเลือกแค่สองทางให้กับตนเอง หนึ่งคือลงบันได สองคือลงลิฟต์ นาทีที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ประตูลิฟต์ก็เปิดส่งเสียงดังขึ้นมา ‘ติ๊ง’ นั่นทำให้คุณนัทตัดสินใจไดว่าจะไปทางบันได เพราะในลิฟต์อัดแน่นไปด้วยผีพยาบาลและคนไข้

            คุณนัทรีบวิ่งลงจากบันไดชั้นสี่มาที่ชั้นสาม ทั้งชั้นก็ยังคงปิดไฟมืดสนิท ผ่านจากชั้นสามกำลังจะถึงชั้นสอง ฝีเท้าก็ต้องหยุดชะงักลง เพราะตรงบันไดมีวิญญาณพยาบาล เธอกำลังประคองคนไข้ คุณนัทเลือกที่จะไม่สนใจและวิ่งฝ่าร่างเหล่านั้นไป แม้ในใจจะกลัวมากก็ตาม

            เมื่อถึงชั้นสอง ไฟที่ชั้นสองสว่างทั้งชั้น มีผู้คนเดินไปเดินมาเต็มไปหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ คุณนัทรู้ว่านี่เป็นคนแน่ ๆ เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเห็นว่าคุณนัทลงมาจากบันได ก็ตะโกนขึ้นมาว่า

            “คนไข้ ขึ้นไปได้ยังไง!”

            คุณนัทจึงตอบว่า  “ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ พอฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่ชั้นสี่แล้ว”

            พยาบาลจึงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้นะคะ ไม่เชื่อคนไข้ก็ลองมองป้ายตรงบันไดดู ชั้นสามและชั้นสี่ ไม่เปิดให้บริการนะคะ”

            คุณนัททำอะไรไม่ถูกได้แต่สอบถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงขึ้นไปนอนที่ชั้นสี่ได้”

            และก็ได้ทราบคำตอบว่า ตนไม่ใช่คนแรกที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนที่โดนไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่เป็นชั้นสามเท่านั้นเอง และเนื่องจากโรงพยาบาลแห่งนี้เตรียมที่จะย้าย ชั้นสามและชั้นสี่ จึงขนอุปกรณ์และบุคลากรออกไปหมด

            สุดท้ายคุณนัทก็ไม่ได้พักรักษาตัวที่นี่ต่อ แต่ก็ยังคงได้ยินเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสิ่งที่เขาเจอเรื่อย ๆ    เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แม้แต่ตัวคุณนัทเอง..

เขียน: อภิธิดา ดุรงค์พันธุ์

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

18 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณหงส์หยก 'บ้านเช่า 1500' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

‘คุณหงส์หยก’ สายจากทางบ้าน ได้มาเปิดประสบการณ์ขนลุกกับเรื่อง ‘บ้านเช่า 1,500’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 มกราคม 2568) ซึ่งเป็นบ้านเช่าหลังเก่าที่เต็มไปด้วยโกศกระดูก เจ้าของบ้านชวนขนลุก และหญิงชราปริศนา แต่ความจริงหลังย้ายออกกลับน่าตกใจยิ่งกว่า! จะหลอนขนาดไหน? มาฟังเรื่องจริงสุดสะพรึงนี้พร้อมกับ 3 ดีเจตัวท็อป ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ แล้วคุณจะได้รู้ว่า…บ้านราคาถูก อาจมีบางอย่างที่ต้องแลกมากกว่าค่าเช่า! ‘บ้านเช่า1,500’ เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของ ‘คุณหงส์หยก’ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นครอบครัวของเขายังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง คุณแม่จึงต้องหาบ้านเช่าและย้ายบ้านบ่อยครั้ง โดยคุณแม่นั้นทำงานค้าขายและเข้าโรงงานเป็นกะ ทำให้คุณหงส์หยกต้องอยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่ยังเด็ก ในตอนนั้น ได้เช่าบ้านหลังหนึ่ง แต่ต้องย้ายออกเพราะลูกชายของเจ้าของบ้านจะกลับมาอยู่ คุณแม่จึงตระเวนหาบ้านใหม่ จนเจอบ้านเช่าสองชั้นในระแวกใกล้เคียง ตัวบ้านชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ เมื่อได้ย้ายเข้าไป คุณหงส์หยกรู้สึกชอบบ้านหลังนี้มากเพราะไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง และบ้านก็ยังหลังใหญ่มี 2 ชั้น บริเวณรอบบ้านเต็มไปด้วยทุ่งนา แต่ค่าเช่าบ้านเพียง 1,500 บาท คุณหงส์หยกจึงตื่นเต้น นอกจกานี้ บนชั้น 2 ของบ้านจะมีโกศใส่กระดูกอยู่ประมาณ 4-5 อัน พร้อมกับรูปถ่ายญาติผู้เสียชีวิตของเจ้าของบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านนั้น เป็นคุณลุงคนหนึ่ง ทำงานเป็นมัคนายกในวัดที่อยู่ใกล้บ้าน คุณลุงจึมักจะมีนิสัยชอบพูดคนเดียว พออยู่ไปได้สักพัก บรรยากาศในบ้านก็เริ่มเปลี่ยน จากที่เคยรู้สึกชอบ กลับกลายเป็นไม่น่าอยู่ คนในบ้านเริ่มทะเลาะกันบ่อย คุณหงส์หยกรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านมันร้อนและทำให้ไม่อยากกลับบ้าน พอตกกลางคืน ก็มักจะได้ยินเสียงกระดานลั่น หลังจากนั้นพักใหญ่ ก็มีเรื่องให้ต้องย้ายออก เพราะว่าคุณลุงเจ้าของบ้านแอบมาดูคุณหงส์หยกตอนอาบน้ำ นี่ถือเป็นเหตุผลหลักที่คุณแม่ตัดสินใจพาย้ายออก ก่อนย้ายออกประมาณ 1-2 สัปดาห์ คุณหงส์หยกทานข้าวอยู่กับแม่ ก็เห็นคุณยายคนหนึ่งมายืนโบกมือเรียกอยู่หลังบ้าน ลักษณะของคุณยายคือ มีผมบ๊อบ ใส่เสื้อลูกไม้สีเหลืองอ่อนและผ้าถุงสีน้ำตาลแบบคนสมัยก่อน ร่างของคุณยายดูเลือนรางเหมือนไม่ใช่คน คุณหงส์หยกจึงถามแม่ว่าใครมายืนเรียก แต่แม่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งคู่จึงไม่ได้สนใจและกินข้าวต่อ หลังจากย้ายออกไปแล้ว ก็ได้กลับไปอยู่ในระแวกเก่าก่อนที่จะย้ายมา คุณหงส์หยกได้ไปสระผมที่ร้านเสริมสวยของ ‘ป้าพิกุล’ คุณป้าถามว่าหายไปไหนมาเพราะไม่เห็นหน้านาน คุณหงส์หยกก็อธิบายว่าตนนั้นย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหญ่แถววัดที่เจ้าของบ้านเป็นมัคนายก คุณป้าได้ยินก็อุทานว่า “อ้าว! ไม่รู้เหรอ บ้านหลังนั้นเคยมีกำนันโดนยิงตายอยู่หลังบ้าน” คุณหงส์หยกตกใจมาก จึงบอกป้าไปว่า “หนูไม่รู้เลย แต่หนูเจอเขามาเรียกอยู่หลังบ้านจริงๆ” ป้าพิกุลยังบอกอีกว่า “แกเจอดีแล้วล่ะ เขาโดนยิงตายตรงนั้น เพราะเรื่องขาดผลประโยชน์อะไรบางอย่าง” คุณหงส์หยกคิดว่าคุณแม่น่าจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ไม่บอกเพราะเกรงว่าคุณหงส์หยกจะกลัว หลังจากนั้น คุณหงส์หยกถึงกับพูดอะไรไม่ออก และเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ขนลุกทุกที…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

11 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจากหมอพิพิม 'เจ้าของเดิม ' I อังคารคลุมโปง X หมอพิพิม [ 3 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ’หมอพิพิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 กันยายน 2567) เตรียมตัวขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘เจ้าของเดิม’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! หมอพิพิมเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของศิลปินคนหนึ่ง ให้สมมติว่า ‘คุณเอ๋’ โดยปกติแล้วการจ้างนักดนตรีไปต่างจังหวัดก็มักจะจ้างยาว คุณเอ๋ถูกจ้างไปเล่นดนตรีทางภาคใต้พร้อมกับวงดนตรี ก็ได้บ้านเช่าตึกแถวหนึ่งชั้น มีประตูรั้วเหล็กแบบเลื่อนปิด บ้านเป็นลักษณะตรงยาวลึกเข้าไป พอเข้าประตูไปก็จะมีศาลตี่จู่เอี๊ยะ ด้านขวาเป็นทางเดินตรงยาว ห้องแรกไม่มีประตู ห้องที่สองมีประตู ตรงเข้าไปข้างหลังก็จะมีห้องครัว บ้านหลังนี้ไม่ได้หรูหรา แต่ก็พออยู่ได้ บรรยากาศโอเค หลังจากเล่นดนตรีเสร็จ ปกติก็มักจะชอบสังสรรค์หลังเลิก แต่แล้วก็มีพี่คนหนึ่ง นามสมมติว่า ‘พี่โต้’ เขาขอกลับก่อน เพราะยังเล่นไม่คล่องเลยอยากแกะเพลงเพิ่ม เมื่อถึงบ้านเขาก็ล็อคประตู แล้วก็ไปอยู่ที่ห้องแรก พี่โต้เอากีตาร์และเอาวิทยุมาเปิดเพลง ด้วยความที่ต้องแกะเพลงจึงต้องเปิดเสียงดัง ในระหว่างที่ก้มหน้าอยู่นั้น หางตาก็เห็นมีคนเดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ในใจพี่โต้คิดว่า ‘เพื่อนมาแล้วหรอ ทำไมไม่ได้ยินเสียงประตู หรือเป็นเพราะเราเปิดเพลงเสียงดัง’ พี่โต้ชะโงกออกไปมอง ปรากฏว่าไม่เจอใคร จึงตะโกนเรียกว่า “เจม ใช่เจมป่าว (นามสมมุติ)” แต่แล้วก็ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา จึงคิดว่าตนอาจจะเบลอหรือตาฝาดไปเอง แล้วก็กลับมาโฟกัสกับการแกะเพลงต่อ สักพักก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกคือหางตาเห็นเหมือนมีใครเดินผ่านไป แต่ครั้งนี้ เดินมาอีกทางจากหลังบ้านมาหน้าบ้าน พี่โต้ทำเช่นเดิมคือก็ชะโงกหน้าออกมา แล้วตะโกนถามว่า ”เจมป่าว“ แต่ก็ยังไม่มีคนตอบ พี่โต้เดินออกไปที่ประตู ปรากฎว่าประตูก็ยังล็อคอยู่เหมือนเดิม พี่โต้พยายามไม่คิดอะไรเยอะ จึงกลับมาแกะเพลงต่อ ไม่นานหลังจากนั้น ขณะที่กำลังแกะเพลงอยู่ ก็เห็นคนเดินมาจากหน้าบ้าน แต่รอบนี้ไม่เดินผ่านแล้ว เขาเดินมาหยุดอยู่ที่ประตู รอบแรกกับรอบสองที่พี่โต้เห็น ก็เริ่มรู้สึกไม่ดี พี่โต้รู้สึกแปลกที่ด้วยความที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ จึงไม่แน่ใจว่าคืออะไร พี่โต้สับสน อยากจะเงยหน้ามอง แต่ขณะที่กำลังจะเงยหน้าขึ้นมา ทุกอย่างก็ช้าลงผิดปกติ หางตาเห็นคนเท้าซีด ไม่ใส่รองเท้า พอค่อย ๆ เงยขึ้นมา ก็เห็นเป็นขากางเกงสีน้ำเงินคล้ายขาก๊วย พี่โต้ตัวนิ่งและค่อย ๆ ชา แล้วขนก็ลุก แต่แล้วก็พยายามเงยหน้าขึ้นมาดูต่อ เห็นเป็นแขนแนบตัว ผิวซีด และเห็นเป็นคนไม่มีหัว! พี่โต้ช็อกจนอึราด แล้วเขาก็หลับตา พยายามรวบรวมสติ คิดว่าคงตาฝาด แต่พอลืมตามาอีกครั้ง ก็ยังเห็นคนไม่มีหัวอยู่ ในตอนนั้น พี่โต้ทั้งถ่ายหนักถ่ายเบา น้ำหูน้ำตาออกมาหมด พี่โต้ลองหลับตาอีกครั้ง แล้วบอกว่า “อย่าทำอะไรผมเลย ผมมาทำงาน ถ้าเกิดว่าการที่ผมทำอะไรเสียงดัง หรือทำอะไรรบกวน ผมขอโทษจริง ๆ เดี๋ยวผมจะให้เพื่อนทำบุญไปให้ (เขาไม่สามารถทำได้เพราะด้วยศาสนาของเขา)” จากนั้นพี่โต้ก็ลืมตาขึ้นมา คนไม่มีหัวก็หายไป.. เมื่อเหตุการณ์สงบ สติของพี่โต้กลับเข้าที่ เขาก็ทำความสะอาดเตียง ทำความสะอาดตนเอง อาบน้ำล้างตัว พอเพื่อนกลับมาก็เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็บอกว่า ”อย่ามาหลอกเลย ไม่เชื่อหรอก” แล้วก็ขำตลกเฮฮากันแล้วก็ผ่านไป แต่เพราะต้องอยู่ต่ออีกหลายวัน หลังจากวันนั้น เพื่อน ๆ ก็ได้เจอกันทีละคน บางคนเห็นมีคนเดินผ่าน บางคนได้ยินเสียงเท้า เรียกว่าสมาชิกทุกคนได้เจอกันจนครบ สุดท้ายก็มาคุยกันว่า อยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจย้ายออกกัน ระหว่างที่กำลังย้ายออก ป้าข้างบ้านก็มาพูดด้วยว่า “อ้าว เจอแล้วหรอ กำลังจะย้ายออกใช่ไหม” เหมือนว่าใครมาอยู่ที่นี่ต้องได้เจอทุกคน หลังจากนั้นก็ถามคุณป้า คุณป้าบอกว่า “คนที่อยู่ที่นี่ เขาเป็นคนแก่ ซึ่งอยู่คนเดียว ไม่มีคนดูแล ก็เสียชีวิตที่นี่”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากณัฐผี ’อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

19 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากณัฐผี ’อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

‘คุณณัฐผี’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวที่ได้ไปถ่ายรายการที่จังหวัดขอนแก่น แล้วดันไปเรียกชื่อวิญญาณที่ผูกคอตาย จนทำให้โดนวิญญาณตามกลับบ้าน! เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘อพาร์ตเม้นท์ร้าง 8 ชั้น’ ที่ทำให้คุณจะไม่กล้าเรียกชื่อใครแบบสุ่มสี่สุ่มห้า! คุณณัฐเล่าว่า ตนได้มีโอกาสเดินทางไปถ่ายรายการที่อพาร์ตเมนต์ร้าง 8 ชั้นในจังหวัดขอนแก่น ที่นี่มีคนผูกคอตายบริเวณชั้น 6 และชั้น 7 เมื่อไปถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ก็มีห่อของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขวดแอลกอฮอล์วางอยู่พร้อมธูป 1 ดอก ทราบมาว่าน้องชายของผู้เสียชีวิตเป็นคนมาไหว้ทุกวัน และยังบอกอีกว่าพี่เดินลงมากินทุกวัน พอเริ่มถ่ายรายการ คุณณัฐก็เริ่มได้ยินเสียงแปลก ๆ และกลิ่นเหม็นเน่า เมื่อเดินขึ้นไปจนถึงบริเวณชั้น 6 กำลังจะไปชั้น 7 ซึ่งเป็นบริเวณนั้นเป็นจุดเกิดเหตุ สังเกตได้จากมีคราบน้ำเหลืองอยู่ตรงนั้น ในระหว่างที่กำลังคุยกันก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาบริเวณชั้น 7 จึงให้กู้ภัยขึ้นไปดู แต่ก็ไม่พบอะไร ภารกิจที่ต้องทำในรายการคือเล่นผีตะเกียบ ระหว่างที่เล่นก็จะมีการถามคำถามวิญญาณไปเรื่อย ๆ แต่ขณะที่กำลังเล่นอยู่ คุณณัฐกลับเรียกชื่อของวิญญาณตนนั้น แล้วตะเกียบก็ค่อย ๆ หุบ ซึ่งหมายความว่าวิญญาณตนนั้นได้มาอยู่ตรงนี้แล้ว หลังจากนั้นตากล้องก็บอกให้คุณณัฐลองถามว่าวิญญาณอยู่ชั้น 6 หรือชั้น 7 ถ้าอยู่ชั้น 6 ให้หุบเข้า ถ้าอยู่ชั้น 7 ให้กางออก พอสิ้นคำถามตะเกียบก็กางออก แล้วเสียงกระทืบเท้าก็ดังขึ้นบริเวณชั้น 7 จนวงเล่นผีตะเกียบแตกกระเจิง! พอลงมา ทีมงานก็จุดธูปบอกดวงวิญญาณเพื่อขอขมา ขณะที่กำลังปักธูปลงพื้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงกระทืบเท้าดังขึ้นอีกครั้งจากชั้นบนดังลงมาถึงชั้นล่าง! สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นทุกคนก็ออกไปทานข้าวกันต่อ โดยมีทั้งหมด 4 คน แต่พนักงานก็เดินมาจัดจาน แต่ดันเกินมา 1 ชุด! จากนั้นเมื่อกลับถึงโรงแรมก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ทุกร้านที่จอดแวะทานข้าว พนักงานก็จะจัดจานมาให้เกิน 1 ชุดตลอด เมื่อถึงกรุงเทพทุกคนก็แยกกันเดินทางกลับบ้านของตัวเอง คุณณัฐเองก็เช่นกัน ขณะที่กำลังจะเปิดประตูบ้าน ก็มีเงาดำ ๆ เดินแทรกคุณณัฐเข้าไป พอวางของเสร็จคุณณัฐก็ไปอาบน้ำ ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่ก็เห็นเงาดำหมือนผู้ชายโผล่มาที่ด้านหลังจากในกระจก! เช้าวันถัดมาคุณณัฐก็ไปหาคนรู้จักคนหนึ่ง คนนั้นบอกกับคุณณัฐว่า “ไปไหนมา มีคนตามมา ยืนรออยู่ข้างหน้า ใส่เสื้อสีส้ม ใส่กางเกงขาตัด” คุณณัฐจึงรีบโทรหากู้ภัยเพื่อขอดูรูปศพของคนที่ผูกคอตาย ปรากฎว่าลักษณะเหมือนกับที่คนรู้จักบอก หลังจากนั้นคุณณัฐก็ไปทำบุญให้ดวงวิญญาณนั้น ระหว่างที่กำลังกรวดน้ำอยู่ก็ได้กลิ่้นเหม็นเน่าแรงมาก แล้วหลังจากนั้นดวงวิญญาณก็ไม่มาให้คุณณัฐเห็นอีกเลย แต่ล่าสุด เมื่อคุณณัฐได้มาเจอกับรุ่นน้องคนหนึ่งก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง รุ่นน้องก็บอกว่า วิญญาณตนนี้ เขายังตามมาถึงทุกวันนี้ รุ่นน้องของคุณณัฐลอง Generated AI ให้คุณณัฐดูในสิ่งที่เขาเห็น ก็ได้ยินเสียง “เห้ย” ดังขึ้นมาในบ้าน เขาจึงรีบปิดคอมแล้วนอนด้วยความตกใจกลัว เมื่อถึงตอนเช้าระหว่างที่กำลังบิณฑบาต พระท่านก็บอกรุ่นน้องของคุณณัฐว่า “มีวิญญาณมายืนรออยู่หน้าบ้าน เป็นวิญญาณร่างดำ ๆ ใส่เสื้อสีส้ม กางเกงขาตัด” และทุกวันนี้วิญญาณตนนี้ก็ยังอยู่ เมื่อพูดถึงเขาก็อาจจะมาปรากฎตัวให้เห็นอีกครั้ง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

26 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณออโต้ 'หอพักห้อง 102' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณออโต้‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’หอห้องพัก 102‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณออโต้เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแฟนคลับเขาของ ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน เธอคนนี้ชื่อว่า ‘แอน’ ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงวิกฤตที่ตกต่ำมาก ทั้งโดนสามีเลิกเเละตกงาน แอนนั้นเป็นเด็กใต้ไม่เคยมากรุงเทพ จึงได้นั่งรถไฟมากรุงเทพโดยไม่มีจุดหมายเพื่อที่จะมาหางานทำ เมื่อถึงสถานีหัวลำโพงก็ได้เเต่นั่งเหม่อลอย ไม่รู้จะไปที่ไหนเพราะตนไม่มีเพื่อนและญาติมิตรที่อยู่ในกรุงเทพเลย นั่งได้ซักพักก็มีลุงเเท็กซี่คนหนึ่งใจดีมาก ได้เข้ามาถามเเอนว่า “มาทำอะไร?” แอนจึงตอบกลับลุงไปว่า ”จะมาหางาน หาที่พัก“ ลุงเเท็กซี่จึงพาตนไปหาหอเเล้วจะพาไปสมัครงานด้วย ระหว่างที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอบ้านพัก 2 ชั้น แอนก็เข้าไปดูเเล้วก็ได้ห้อง 102 มาเพราะมันว่างพอดี ห้องน้ำบ้านพักนี้เป็นห้องน้ำรวม สิ่งที่แปลกของบ้านนี้คือชั้น 2 เต็มหมด เเต่ชั้น 1 ไม่มีคนอยู่เลยสักคน เรียกได้ว่าว่างทั้งชั้น เมื่อเเอนได้ห้องพักเเล้ว ลุงเเท็กซี่ก็ได้นัดว่า “พรุ่งนี้เช้า จะพาไปสมัครงาน วันนี้นอนที่นี่ก่อน” เมื่อแอนเข้าไปในห้อง ก็พบว่าในห้องไม่มีอะไรเลย ที่นอนก็ไม่มี แอนจึงใช้นอนกับกระเป๋าเเล้วเอาผ้าห่มที่ติดตัวมาด้วยคลุม ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า เเอนได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงมาดัง ‘เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!’ เเต่ด้วยความเพลียแอนจึงไม่ได้สนใจ ตื่นเช้ามาก็ไปสมัครงานกับลุงเเท็กซี่ เเล้วก็ได้งานเเถวนั้นมา ในคืนที่ 2 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเหมือนเดิม เเอนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ปรากฎว่าตนนอนอยู่ข้างนอก! แอนรู้สึกงงว่าตัวเองออกมาได้อย่างไร และก็มีพี่ที่อยู่ข้างบนมาสะกิดว่า “น้องมานอนอะไรหน้าห้องน้ำ” ตอนนั้นแอนก็รู้สึกแปลกใจและกำลังงง เมื่อกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ จึงไปขอความช่วยเหลือกับลุงยาม ลุงยามได้ถามว่า ”พักอยู่ห้องไหน?“ แอนจึงตอบกลับไปว่า ”อยู่ห้อง 102“ เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลุงยามก็ยื่นกุญแจเเล้วบอกว่า “ไปเปิดเองเลย เเล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเอากุญเเจมาคืน” ซึ่งโดยปกติแล้ว หากเกิดกรณีแบบนี้ ต้องให้ลุงยามเอากุญแจสำรองมาเปิดให้ แต่เขาให้แอนมาเปิดเอง เมื่อเปิดประตูห้องได้แล้ว แอนก็เข้าไปพักในห้องตามปกติ แล้วก็หลับไปพร้อมกับคำถามในหัวมากมาย ในคืนที่ 3 ก็ออกมานอนข้างนอกเหมือนเดิม เเต่ในคืนนี้แอนใช้วิธีเดิม คือเดินไปหาลุงยามเเล้วก็เอากุญเเจ เเล้วก็ได้ถามลุงยามว่า “ลุงยามในหอนี้มันมีอะไรรึเปล่า?” ลุงยามก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในคืนที่ 4 ในคืนนั้นเเอนอยากทราบว่าตัวเองออกไปข้างนอกได้อย่างไร จึงดื่มกาแฟเพื่อที่จะได้ไม่หลับ เมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่าเวลาเดิม แอนสะดุ้งตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีคนมาลากขา! เมื่อได้สติจึงจับประตูเอาไว้ เเล้วลุกขึ้นมา สิ่งที่ตนเจอคือเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว ใส่ซิ่นกำลังยืนมองตนอยู่ เเล้วลากเก้าอี้ไปตรงจุดที่แอนนอน เเล้วก็ผูกคอตรงพัดลม! ตอนนั้นเเอนรู้สึกตก สักพักหนึ่งก็มีเสียง “อื้ออ เอื๊อออะ…” เหมือนเสียงคนขาดอากาศหายใจ เเล้วก็เห็นภาพร่างของผู้หญิงคนนั้นร่วงตกลงมาดัง “เพี๊ยยยยยะ! เพี๊ยะะ!” เละต่อหน้าต่อตา เหตุการณ์นั้นทำให้แอนหมดสติไป ด้วยความจน ทำให้เเอนจะออกก็ออกไม่ได้ ถามใครก็ไม่มีใครบอกว่าห้องนี้มีอะไร เเละมาทราบว่าสาเหตุที่ตนออกมานอนข้างนอกได้นั้นก็เป็นเพราะว่า เหมือนไปนอนทับที่เขา แอนจึงใช้วิธีขออยู่กะกลางคืนเเล้วนอนกลางวันแทน เพื่อที่จะเลี่ยงจะเจอผู้หญิงคนนั้น ผ่านไป 1 เดือนก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น เเล้วได้เล่าให้เพื่อนฟังว่าพักอยู่ห้องนี้ เพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “มึงอยู่ได้ยังไง อยู่ได้เป็นเดือนอ่ะ” เเละได้ทราบความจริงว่า ห้องนี้มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอการทะเลาะกับแฟน โดนแฟนทิ้งเเล้วเสียใจมากจึงตัดสินใจผูกคอตายโดยที่ท้องอยู่ เมื่อแอนรู้เช่นนั้นก็ตัดสินใจว่าสิ้นเดือนนี้จะออก เมื่อทำความสะอาดเตรียมออก แอนก็พบกับสิ่งที่ตนไม่เคยสังเกตนั่นก็คือซิ่นที่วางไว้ตรงหลังตู้ ซึ่งแอนก็จำได้ว่าซิ่นผืนนั้นคือซิ่นที่ผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ผูกคอ จนสุดท้ายแอนก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นได้สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง แอนได้ทราบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ห้อง 102 เเละต่อมาก็ได้ทราบว่าในห้องนี้มีผู้ชายผูกคอตาย ซึ่งมันก็คือคนที่ย้ายเข้ามาใหม่ แอนจึงไปสอบถามคนในระเเวกนั้นว่าทำไมเขาถึงผูกคอตาย เเล้วได้คำตอบว่าผู้ชายที่ผูกคอตายนั้น เป็นสามีของผู้หญิงคนนั้นที่ผูกคอตาย จึงทำให้ในทุกคืนหอพักนี้มีเสียงทะเลาะกันระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงประมาณว่า “มึงทำให้กูตาย!“ เหตุการณ์นี้ ทำให้หอพักแห่งนี้ไม่มีคนกล้าเข้ามาพัก ทางหอพักจึงทำการรีโนเวทใหม่..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-