เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ l อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [22 เม.ย 2568]

26 เม.ย. 2025

      ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (22 เมษายน 2568)’ พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘บ่อตกปลาที่ปลาชุม’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์นี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้ลืมลงได้เลย

      คุณต้นกล้าได้เล่าว่า เรื่องราวในครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณเอ (นามสมมุติ) ตัวของคุณเอ มีความชื่นชอบในเรื่องของการตกปลาเพราะได้ไปกับคุณพ่อบ่อย ๆ ในตอนเด็ก ปกติคุณเอเเละคุณพ่อ จะชอบเปลี่ยนสถานที่ตกปลาบ่อยครั้ง จนได้ไปเจอที่หนึ่งที่อยู่กับใต้สะพาน 

      เวลาผ่านไป จนคุณเอโตขึ้น เเต่คุณพ่อเสียชีวิตไปเพราะอาการป่วย หลังจากนั้น คุณเอก็ไม่ได้ไปตกปลาบ่อยเหมือนเมื่อก่อน วันหนึ่ง คุณเอต้องทำการเก็บของของคุณพ่อก็ได้ไปเจอกับเบ็ดตกปลาของคุณพ่อ จึงทำให้รู้สึกนึกถึงอดีตเเละอยากที่จะไปตกปลาอีกครั้ง คุณเอจึงได้ชวนพี่ชาย หลังจากตกลงกันได้ พี่่ชายก็ได้ออกไปตกปลาในตอนเช้าก่อนเพราะคุณเอยังไม่สามารถไปได้ แต่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้านในตอนกลางคืน ซึ่งต่างจากปกติ เพราะส่วนใหญ่พี่ชายของคุณเอจะกลับมาในช่วงเย็น ในตอนที่พี่ชายคุณเอกลับมาถึงบ้าน พี่ชายคุณเอได้พูดว่า

      “อย่า อย่าไปที่ตกปลาตรงนั้นเด็ดขาด”

      พี่ชายคุณเอได้พูดออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด เหมือนได้เจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัวมาก คุณเอจึงได้เอ่ยปากถามอีกเรื่องว่า

      “เเล้วของที่เอาไปละพี่ พวกเบ็ดตกปลา กระติกน้ำเเข็งไรเงี้ย”

      พี่ชายได้บอกว่า “เเค่กูวิ่งออกมาจากตรงนั้นได้ก็ดีเเล้ว”

      คุณเอรู้สึกโกรธ เพราะเบ็ดตกปลาคันนั้นเป็นของคุณพ่อที่เสียไปเเล้ว คุณเอจึงตัดสินใจที่จะไปนำเบ็ดตกปลากลับมา

      ในขณะที่กำลังขับรถออกไป ระหว่างทางก็ได้เจอกับคนกลุ่มหนึ่งที่เดินขวางอยู่กลางถนน ลักษณะคล้ายกับครอบครัวที่มีพ่อเเม่ที่เดินจูงมือลูกอยู่ คุณเอพยายามทำทุกอย่างทั้ง บีบเเตร เปิดไฟสูง ตะโกนเรียกว่าให้หลบทาง แต่ก็ไม่เป็นผล คุณเอจึงคิดว่า ‘หรือเราไม่ควรไปในตอนนี้’ จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านก่อน เเต่ในขณะที่กลับรถ ครอบครัวนั้นก็ได้หันหน้ากลับมาเเละขอโทษที่ขวางทาง 

      ในรุ่งเช้าของวันถัดมา คุณเอก็ได้ทำการขับรถไปยังที่ตกปลา ได้เจอกับจุดที่พี่ชายของคุณเอที่มาตกปลาเมื่อวาน ซึ่งของทุกอย่างก็ยังอยู่ดี ทั้งเบ็ดตกปลาเเละถังน้ำแข็ง เเต่คุณเอกลับรู้สึกถึงบรรยากาศเเปลก ๆ ทั้งกลิ่นเหม็นเน่าเเละเสียงของอีกาที่ร้องตลอดเวลา

      นอกจานี้ ช่วงเวลาที่คุณเอเดินทางไปคือเวลาเที่ยงตรง เเต่บรรยากาศที่เจอคือมีความอึมครึม คุณเอจึงตัดสินใจที่จะเก็บของเเละกลับไป ในตอนที่กำลังจะยกกระติกน้ำเเข็งขึ้น คุณเอรู้สึกว่ากระติกน้ำเเข็งมีความหนักเเละมีกลิ่นเน่าเหม็นออกมา ทั้ง ๆ ทีพี่ชายของคุณเอพึ่งจะเดินทางมาเมื่อวาน ก็ไม่ควรที่ปลาจะเน่าเสียได้เร็วขนาดนี้ คุณเอจึงได้ตัดสินใจที่จะเก็บของอย่างอื่นก่อน ขณะที่คุณเอหันหน้าไปทางต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลสาบ คุณเอได้พบกับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่เเขวนคอ อยู่ใต้ต้นไม้ คุณเอรู้สึกตกใจเพราะในตอนเเรกคุณเอสนใจเเค่การเก็บอุปกรณ์ จึงคิดว่าควรเเจ้งตำรวจดีหรือไม่ หรือปล่อยไปดีเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกับตัวเอง เมื่อคิดไปคิดมาได้สักพัก คุณเอก็ได้ตัดสินใจขับรถไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด พอได้เจอเเละเล่าเรื่องให้ฟัง คุณเอก็ได้ทำการขับรถมายังที่เกิดเหตุกับคุณตำรวจ

      ระหว่างทาง ก็ได้มีการพูดคุยจนถึงสถานที่ที่คุณเอมาตกปลา ทั้งคู่ได้ลงจากรถ เเต่อยู่ดี ๆ ตำรวจคนนั้นก็ได้หยุดเดินเเละพูดขึ้นว่า

      “ไอหนุ่ม เดี๋ยวพี่เรียกคู่หูพี่มาเเทนดีกว่า พอดีพี่ลืมไปว่า พี่มีคดีด่วน”

      ท่าทีของตำรวจดูเหมือนไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป เเละคุณตำรวจได้บอกให้คุณเอไปเก็บของ จากนั้นตำรวจคนนั้นก็รออยู่บนรถ เหตุการณ์นี้ทำให้คุณเอรู้สึกเเปลก ๆ เพราะคุณตำรวจคนนั้นได้พูดทิ้งท้ายว่า

      “วันนี้ ไม่มี ไม่มีศพอะไรทั้งนั้น”

      คุณเอจึงบอกไปว่า “ถือว่าผมเเจ้งพี่เเล้วนะ เเต่พี่ละเลยหน้าที่เอง”

      จากนั้น คุณเอก็ได้ลงไปด้านล่างเพื่อจะเก็บของทุกอย่าง ในขณะที่กำลังจะเอาเบ็ดตกปลาขึ้นมาจากน้ำ คุณเอรู้สึกได้ถึงเเรงต้านบางอย่างที่ดึงเอ็นเบ็ดเอาไว้ พอสาวเอ็นขึ้นมาเรื่อย ๆ คุณเอก็ได้พบว่าสิ่งที่ติดขึ้นมาด้วยไม่ใช่ปลา เเต่กลับเป็นหัวคนโผล่ขึ้นมาจากน้ำ!

      สิ่งนั้นทำให้คุณเอตกใจมากจนโยนคันเบ็ดทิ้ง เเละได้พบว่าที่เเห่งนี้ไม่ได้มีเเค่ศพเดียวที่อยู่บนต้นไม้ เเต่มีอีกหนึ่งศพที่อยู่ในบ่อน้ำ คุณเอจึงตัดสินใจตัดสายเอ็นทิ้ง เเละไปยกถังน้ำเเข็งต่อ เเต่ด้วยความหนักของถังน้ำเเข็ง จึงต้องเทของทุกอย่างในถังน้ำเเข็งทิ้ง จากนั้นก็ได้เปิดถังน้ำเเข็งออก เเต่สิ่งที่อยู่ในถังน้้ำเเข็งนั้นกลับทำให้ต้องตกใจมากกว่าเดิม เพราะในถังน้ำเเข็ง มีหัวของคนอยู่ในนั้นถึงสองหัว ที่ปากของหัวนั้นก็คาบปลาไว้ในปากอยู่ เเละดวงตาของหัวนั้นก็จ้องมองมา!

      คุณเอจึงตัดสินใจเก็บเเค่คันเบ็ดขึ้นมาเเละทิ้งถังน้ำเเข็งไว้ ขณะที่ปีนขึ้นมาบนเนินเพื่อที่จะกลับไปที่รถ คุณเอได้หันหลังกลับมามองอีกครั้ง เเต่ศพที่เเขวนคออยู่บนตนไม้ก็ได้หันกลับมาจ้องมองคุณเอ ทั้งยังส่งเสียงร้องที่เหมือนกับอีกา คุณเอรู้ได้ทันทีว่า เสียงร้องของอีกาที่ตนได้ยิน เเท้จริงแล้วเป็นเสียงของศพที่เเขวนคออยู่บนต้นไม้นั้นเอง!

      คุณเอวิ่งกลับมาที่รถเเละขับรถกลับไปที่สถานีตำรวจ ขณะที่ขับกลับไป คุณเอได้ถามกับคุณตำรวจว่า

      “ทำไมพี่ถึงไม่กล้าลงไป พี่เจออะไรตอนมาถึง?”

      คุณตำรวจได้ตอบกลับว่า “เอ็งเห็นสะพานตรงที่เราจอดรถไหม พี่เห็นคนหลายคนยืนโบกมือให้เรา”

      หลังจากนั้น คุณเอก็ได้คิดขึ้นมาว่า ถ้าตัดสินใจที่จะไปตั้งเเต่เมื่อคืน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เเละได้คิดอีกเรื่องหนึ่งว่า ผู้ชายกับเด็กที่มาเดินขวางรถเมื่อคืน มีลักษณะคล้ายกับคุณพ่อของคุณเอที่เสียไปเเล้ว เเละตัวของเด็กผู้ชายก็มีความคล้ายกับคุณเอในวัยเด็ก เหมือนกับว่าคุณพ่อของคุณเอได้มาเตือนลูกชายของตนเองว่า อย่าไปที่นั่นในตอนกลางคืนเลย..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนิว ‘ห้องหมายเลข 4’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

25 พ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณนิว ‘ห้องหมายเลข 4’ I อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 21 พ.ค. 2567]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ สัปดาห์นี้ (21 พฤษภาคม 2567) ‘คุณนิว’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มาเล่าให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ ฟังจนขนหัวลุกกับเรื่องที่มีชื่อว่า ห้องหมายเลข 4’ จะชวนหลอนจนขนหัวลุกขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย ! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงของ ‘คุณนิว (นามสมมติ) โดยคุณนิวเริ่มเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณนิวได้ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า ‘ก่อนอายุ 30 จะต้องนั่งรถไฟไปเที่ยวเชียงใหม่คนเดียวให้ได้’ ในตอนนั้นเอง คุณนิวมีอายุ 29 ปีพอดี คุณนิวจึงรู้สึกว่า ‘อีกแค่ปีเดียว ไม่ได้แล้ว ยังไงก็ต้องไปให้ได้’ จากนั้นคุณนิวก็ลาพักร้อนทั้งหมด 10 วัน และเริ่มออกเดินทาง เมื่อรถไฟจอดที่สถานีเชียงใหม่ คุณนิวจึงเช่ารถมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้เป็นพาหนะเดินทาง โดยสองวันแรก คุณนิวได้เข้าพักในตัวเมืองเชียงใหม่ สถานการณ์ทุกอย่างปกติดี จนกระทั่งวันที่สาม คุณนิวได้เข้าพักที่ม่อนแจ่ม ซึ่งการเดินทางของคุณนิวในครั้งนี้ ไม่ได้มีแบบแผนการเดินทาง ทั้งการจองที่พักผ่านแอพฯ ทั้งไม่ทราบระยะทางการเดินทาง ไม่รู้แม้กระทั่งว่าที่พักที่จองไปอยู่ใกล้แหล่งท่องบริเวณไหน สามารถขับมอเตอร์ไซค์ไปได้หรือไม่ แต่คุณนิวก็สามารถพาตัวเองมาถึงที่พักจนได้ เมื่อไปถึง ก็เจอกับพนักงานต้อนรับ ประโยคแรกคุณนิวก็ถามเลยว่า “พี่ครับ… ที่นี่มีผมจองคนเดียวเลยเหรอ ?” เพราะคุณนิวสังเกตเห็นว่า บริเวณรอบ ๆ ไม่มีผู้คนหรือนักท่องเที่ยวคนอื่นอยู่เลย พนักงานต้อนรับจึงตอบกลับว่า “อ๋อ มีอีก 2-3 กรุ๊ปเลย ไม่ต้องกังวลไป แต่น้องมาถึงคนแรก พี่ให้น้องเลือกห้องก่อนได้เลยนะ มีห้อง 1-7 จะเอาห้องไหนล่ะ ?” ซึ่งคุณนิวจึงได้เลือกห้องหมายเลข 4 ตอนนั้นคุณนิวไม่รู้ตัวเลยว่า ทำไมตนถึงเลือกห้องหมายเลข 4 เพราะปกติแล้วคุณนิวถือความเชื่อแบบคนจีนที่ถือว่าเลข 4 เป็นเลขอัปมงคล เนื่องจากออกเสียงว่า ‘ซี่’ (死) เป็นคำที่พ้องกับคำที่มีความหมายว่า ‘ตาย’ คุณนิวจึงคิดว่า ‘ตอนนั้นดวงตัวเองน่าจะพาให้เจอเรื่องอะไรแบบนี้’ หรืออาจจะคิดว่าเลือก 4 เพราะจะได้บ้านพักอยู่ตรงกลาง เวลาที่มีกรุ๊ปทัวร์มา คุณนิวจะได้ไปร่วมสังสรรค์ได้ หลังจากนั้น คุณนิวก็เข้าสำรวจห้องพัก ซึ่งบ้านพักของคุณนิวจะเป็นห้องแนวโฮมสเตย์บรรยากาศดี เมื่อสำรวจเสร็จสิ้นเรียบร้อย คุณนิวก็ไปอาบน้ำเพื่อผ่อนคลาย พร้อมกับเปิดลำโพงบลูทูธฟังเพลงไปด้วย แต่ในระหว่างการอาบน้ำ แอพฯ ได้สุ่มเปิดเพลง ‘ฟ้อนเหนือร่วมสมัย’ ซึ่งตอนแรกคุณนิวก็คิดว่า ‘เดี๋ยวเนื้อเพลงก็คงขึ้น’ แต่จนกระทั่งคุณนิวอาบน้ำเสร็จ เนื้อเพลงก็ไม่ขึ้นสักที จนออกมาพบว่า ‘เป็นเพลงที่มีแต่ทำนอง…’ ซึ่งคุณนิวจึงเอาเรื่องราวนี้ไปโพสต์ใน Facebook ส่วนตัว เพื่อนของคุณนิวต่างเข้ามาคอมเม้นต์ในเชิงหยอกล้อว่า “คุณนิวต้องโดนผีหลอกแน่” หรือ “คืนนี้ต้องโดนแน่” เพราะเพื่อนของคุณนิวรู้ดีว่า คุณนิวเป็นคนที่ชอบเที่ยวคนเดียว และก็เป็นคนที่มีเซ้นส์แรงชอบเจอเรื่องลี้ลับ ด้วยความที่คุณนิวเป็นคนไม่กลัวผี จึงถ่ายรูปคานในห้อง ที่มีลักษณะเป็นคานไม้พาดยาว มีพื้นที่ว่างจนสามารถยื่นหัวจากข้างนอกโซนห้องนอน ชะโงกเข้ามามองในห้องน้ำได้เลย แล้วพิมพ์ตอบว่า “ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเขาใส่ชุดเหนือ แล้วมานั่งห้อยขาบนคานจะเป็นยังไง ?” ตกเย็นในระหว่างที่คุณนิวกำลังนั่งรออาหารมาส่ง ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศรอบที่พัก ซึ่งในระหว่างนั้นก็มีเสียงสวดมนต์ สวดทำวัตรเย็น หรือสวดศพอะไรสักอย่างดังอยู่ตลอด คุณนิวไม่ทราบเลยว่า บริเวณนั้นมีวัดอยู่ตรงไหน ด้วยความที่คุณนิวเป็นคนปากไวจึงพูดขึ้นมาว่า “โอ๊ย… ดีจริง ๆ เลย บรรยากาศดี มีเสียงดนตรีสวดด้วย” หลังจากที่คุณนิวดื่มด่ำกับบรรยากาศ เวลาประมาณเที่ยงคืน คุณนิวก็ได้กลับเข้าห้องพัก เพื่อที่จะนอนพักผ่อน ในระหว่างที่คุณนิวกำลังจะหลับ คุณนิวก็สัมผัสได้ว่า ‘มีคนกำลังจ้อง มองมาที่ตนอยู่’ ซึ่งตอนนั้นคุณนิวรู้สึกระแวงจนนอนไม่หลับและอึดอัดมาก ก่อนที่สมองจะคิดอะไรไปมากกว่านี้ คุณนิวจึงตัดสินใจลืมตาขึ้นมา สายตามองทะลุความมืดตรงขึ้นไปด้านบนคาน เห็นรูปร่างอะไรบางอย่างที่มืดกว่าบรรยากาศ ลักษณะนั่งห้อยขาอยู่ด้านบนคาน คุณนิวจึงรีบหลับตาลงทันที คิดในใจว่า ‘ถ้าลืมตาอีกครั้ง แล้วเขากระโจนลงมาทับที่ตัวเราจะทำยังไง ?’ จากนั้นก็ค่อย ๆ ตั้งสติ ลืมตามองอีกครั้ง… กลับไม่เจออะไร หันหน้าหนีมองไปทางห้องน้ำ ก็รู้สึกได้ว่า ตรงบริเวณคานมีคนชะโงกหน้ามามองอยู่! ซึ่งคุณนิวไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย เพราะไม่คุ้นเส้นทาง และคุณนิวไม่สามารถขับมอเตอร์ไซค์เข้าเมืองตอนตี 1 ได้ สิ่งเดียวที่คุณนิวทำได้คือ ลุกขึ้นไปเปิดไฟ เพื่อให้ห้องสว่าง แต่ก็ยังไม่สามารถนอนหลับต่อได้ … จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น คุณนิวจึงตัดสินใจเก็บกระเป๋า เตรียมตัว Check out c9jก่อนที่จะออกจากห้อง คุณนิวเดินไปที่ระเบียงหลังห้องเพื่อเช็คความเรียบร้อย ก็เข้าใจได้ทันทีเลยว่า “ทำไมตัวเองถึงโดนหลอก” เพราะเมื่อเปิดประตูระเบียงทางด้านออกไป พบว่า ‘ประตูห้องหมายเลข 4’ ได้ตรงกับเมรุเผาศพของวัด ซึ่งบริเวณที่คุณนิวรับประทานอาหารเมื่อวาน เป็นตีนเขาติดกับทางเข้าวัด ซึ่งระหว่างทางที่คุณนิวเดินทางมาถึงโฮมสเตย์แห่งนี้ คุณนิวไม่เห็นเลยว่ามีวัดอยู่ในบริเวณนี้ และอยู่ใกล้ขนาดนี้ หลังจากเกิดเรื่องราวทั้งหมด คุณนิวก็มานั่งเรียบเรียงสถานการณ์ ได้ข้อสรุปว่า การที่เขามาหา น่าจะเป็นเพราะคุณนิวไปปากดีใส่ไว้ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด น่าจะเกิดขึ้นจากความปากดีล้วน ๆ ซึ่งในทุกเหตุการณ์ คุณนิวก็เป็นคนกำกับบทให้เขา ทั้งการที่คุณพูดว่า “ถ้าเขาใส่ชุดเหนือ แล้วมานั่งห้อยขาบนคาน” ทั้งเสียงสวดคล้ายเสียง “สวดศพ” ซึ่งทำให้คุณนิวเจอเรื่องราวที่ตรงกับที่ตัวเองพูดไว้ทุกอย่าง …(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

24 ต.ค. 2023

ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

ขับรถกลางคืนว่าน่ากลัวแล้ว แต่ยังต้องขนของเก่าชวนขนลุกผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มักจะมีอาการแปลก ๆ อีก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ตุลาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ไม่น่ามาด้วย’ พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโต’ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตัวของคุณโตเป็นเจ้าของธุรกิจรับซื้อเศษผ้า โดยจะขับรถหกล้อจากขอนแก่นไปจังหวัดต่าง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาต้องขับรถจากขอนแก่นไปพิษณุโลกเพื่อไปรับซื้อเศษผ้า ซึ่งมีถนนเส้นหนึ่งที่ต้องผ่านคือ ‘เส้นน้ำหนาว’ ถนนเส้นนี้มีสะพานห้วยตองที่มีเรื่องสยองชวนขนหัวลุกมากมาย ด้วยความที่คุณโตเป็นนักธุรกิจ การจะไปรถเปล่า ๆ ก็จะดูเป็นการขาดทุน เขาจึงโพสต์รายละเอียดการเดินทางลงในโซเชียลว่า วันนี้เขาจะเดินทางไปจังหวัดนี้ จะผ่านเส้นทางไหนบ้าง หากใครมีของจะเอาไปส่ง คุณโตก็จะรับบริการให้ หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง ก็มีคนติดต่อเข้ามาบอกว่า “จะให้ส่งของไปที่จังหวัดกำแพงเพชร” คุณโตก็ตอบกลับไปว่า “มันไม่ผ่านนะครับ” แต่ทางนั้นก็บอกว่า “กำแพงเพชรในที่นี้คือมันเป็นเขตรอยต่อใกล้กันกับพิษณุโลก เลยจากพิษณุโลกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ขับออกไปนิดหน่อย เดี๋ยวเรื่องค่ารถ มาคุยกัน” ทางคุณโตจึงเรียกเงินประมาณ 3,000 – 4,000 บาท หลังจากตกลงกันได้แล้ว ทางคุณโตก็ได้เตรียมรถเรียบร้อย พอถึงเวลานัด ก็มีรถกระบะคันนึงขับเข้ามา พร้อมกับผู้ชายอายุประมาณ 60 ลงมาจากรถ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ และเห็นรอยสักอักขระอยู่ที่แขน นอกจากนี้ยังมีลูกน้องมาด้วย 2-3 คน ข้างหลังรถมีนาฬิกาไม้โบราณเรือนใหญ่มาด้วย คุณโตสังเกตเห็นว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกล็อกโซ่และกุญแจมาอย่างแน่นหนา คุณลุงเจ้าของรถบอกว่าให้นำนาฬิกานี้ไปส่งที่วัดแห่งหนึ่ง และให้แผนที่กระดาษมาด้วย ตัวคุณโตก็ให้ลูกน้องมาช่วยยกนาฬิกานี้เพิ่มอีกเป็น 4-5 คน เพราะนาฬิกาเรือนนี้หนักมาก และด้วยความที่คุณโตกลัวว่าตอนอยู่บนรถลูกตุ้มนาฬิกาจะแกว่งและไปโดนตู้จนพัง เขาจึงเตรียมโฟมเพื่อที่จะช่วยไม่ให้ลูกตุ้มแกว่ง แต่ทันทีที่เขากำลังจะเปิดตู้นั้น ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาว่า “มึงอย่าเปิดนะ!!” ซึ่งเป็นเสียงของคุณลุง คุณโตที่เคยคุยกับคุณลุงมาแล้วก็แปลกใจ เพราะปกติแล้วคุณลุงจะพูดจาเพราะ แต่พอจะไปจับนาฬิกานี้ คุณลุงกลับดุ และยังบอกอีกว่า “ไม่ต้องไปเปิดมัน อย่าไปยุ่งกับเขา” หลังจากนั้นก็รีบคะยั้นคะยอให้คุณโตนำของไปส่ง พร้อมทั้งยัดแผนที่กระดาษและเงินจำนวน 15,000 บาทให้คุณโต ตัวคุณโตไม่ได้ดีใจแต่ตกใจ เพราะจำนวนเงินมากผิดปกติ เขาจึงสงสัยว่าหรือนี่จะเป็นของผิดกฎหมาย จึงถามคุณลุงไปว่า “ที่อยู่ในตู้นี้ ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายใช่ไหมครับ” คุณลุงตอบกลับมาว่า “ไม่มี ไม่ผิด ข้างในเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับพระไตรปิฎกทั้งหมด ไม่มีอะไร แล้วตู้นั้นเป็นตู้ไม้โบราณ รับประกันได้ ไปส่งที่วัดได้แล้ว” คุณโตเชื่อและเตรียมรถเพื่อออกเดินทางในเวลา 6 โมงเย็น เพราะส่วนตัวนั้นชอบเดินทางตอนกลางคืนมากกว่า ระหว่างนั้น มีสายโทรศัพท์จาก ‘คุณหมุย’ เพื่องของคุณโต ตัวคุณหมุยนั้นเคยประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดสมองมาแล้ว ทำให้เขาอาจจะมีอาการแปลก ๆ รวมถึงมีอารมณ์และคำพูดแปลก ๆ ไปบ้าง คุณโตจึงเล่าเรื่องที่จะไปส่งของให้ฟัง ปรากฏว่าคุณหมุยขอไปด้วย ทั้งคู่จึงนัดหมายกัน กระทั่งถึงเวลารถออก ทั้งคู่ออกเดินทางจากของแก่นมุ่งหน้าสู่พิษณุโลก โดยใช้เส้นทางน้ำหนาว หลายคนที่เคยไปจะรู้กันดีว่าเส้นทางนี้เป็นภูเขา เป็นเหว และตอนกลางคืนมีรถน้อย ตรงสะพานห้วยตองก็มีเรื่องสยองกล่าวขานกันมากมาย แต่ตัวคุณโตชินกับเส้นทางนี้จึงไม่ได้กลัวอะไร เมื่อถึงจุดที่เป็นป่าเขา สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็หายไป ทั้งรถก็เหลือแต่ความเงียบ จนกระทั่งรถกำลังขับขึ้นเนิน ซึ่งจะต้องผ่านศาลใหญ่อยู่ซ้ายมือ ระหว่างที่กำลังจะผ่านศาล คุณหมุยก็พูดขึ้นมาว่า “เออ มึงว่าคนสมัยก่อนเขารู้ได้ไงวะ ว่ากุมารชอบกินน้ำแดง” คุณโตก็ตอบว่า “มึงจะพูดทำไม” คุณหมุยก็พูดขึ้นมาอีกว่า “แล้วสมัยนั้น สมัยก่อนมีตู้กดน้ำแดงขายด้วยเหรอวะ” พูดจบยังไม่ทันขาดคำ ก็มีสัญญาณในรถดังขึ้นมา เขาก้มมองปรากฏว่า เกจ์ความร้อนของรถกำลังไปถึงตัว H เขาจึงต้องจอดรถ และให้คุณหมุยลงจากรถเพื่อหาหินมารองรถไว้ เนื่องจากยังอยู่ในเส้นทางขึ้นเนิน หลังจากหาก้อนหินมาดันล้อรถเรียบร้อยแล้ว คุณโตก็ดับรถและลงจากรถ แต่สิ่งที่ทำให้คุณโตตกใจคือ ตรงที่รถจอดห่างจากหน้าศาลมาแค่ 3 ก้าว! ซึ่งศาลตรงนี้ เป็นศาลที่คนแถวนี้เขานับถือ ว่ากันว่าห้ามเข้าไปยุ่ง ห้ามเข้าไปเล่นเด็ดขาด หลังจากที่คุณโตตรวจเช็ครถจนเสร็จ สรุปแล้วรถไม่ได้เป็นอะไร แต่หม้อน้ำเดือดเพราะรถใช้แรงในการส่งขึ้นเขาเยอะ ในระหว่างที่คุณโตกำลังเช็ครถ คุณหมุยก็หายไป คุณโตจึงมองหาคุณหมุย ปรากฏว่า เห็นคุณหมุยขึ้นไปนั่งบนรูปปั้นช้างที่อยู่หน้าศาลแล้วทำท่าเหมือนขี่ช้าง ตัวของคุณโตก็ตกใจแล้วบอกว่า “ไอ้หมุย มึงขึ้นไปทำอะไร ลงมานี่!” คุณหมุยก็หัวเราะแล้วลงมาบอกว่า “มึงจะกลัวอะไรวะ มันไม่มีอะไรหรอก” คุณโตคิดว่า นี่ไม่ดีแล้ว จึงรีบเช็คว่าน้ำแล้วก็สตาร์ตเครื่องจนติด จากนั้นก็เรียกคุณหมุยขึ้นรถทันที แต่สิ่งที่เขาเห็นบนรถคือตรงกระจกหน้ารถมีรอยมือเด็กมาแปะอยู่หน้ารถจากข้างนอก! ตัวคุณโตเองก็รู้อยู่แล้วว่าตรงนั้นมีบางสิ่งบางอย่างแน่นอน แต่เขาไม่พูดเพราะกลัวจิตตกและกลัวว่าคุณหมุยจะกลัวไปด้วย จากนั้นก็รีบขับรถออกไป แต่ระหว่างที่ถอยรถออกก็ทับหินดังแกร๊ก! คุณโตถามคุยหมุยว่า “เฮ้ยหมุย ทำไมมึงไม่เอาหินออกจากล้อวะ” คุณหมุยก็หัวเราะ แล้วคุณโตก็ขับออกไป.. ขับไปสักพัก คุณโตเห็นว่าคุณหมุยนั่งชูมือขึ้นมา มือซ้ายชู 5 นิ้ว มือขวาชูขึ้นมา 2 นิ้ว คุณโตจึงถามว่า “หมุยมึงทำอะไร” คุณหมุยตอบกลับมาว่า “กูกำลังจะนับดูว่า กูจะเจอผู้หญิงคนนี้อีกกี่ครั้ง” คุณโตได้ยินเข้าก็ตกใจ เพราะเขาไม่เห็นผู้หญิงอะไรทั้งนั้น แต่คุณโตก็คิดว่าคุณหมุยไม่ใช่คนโกหก หากเจออะไรก็จะพูดออกมาแบบนั้น ระหว่างนั้น คุณโตก็ขับรถไปด้วยความระแวง สลับกับมองนิ้วไปด้วย เพราะในใจก็หวังว่าคุณหมุยจะไม่ชูนิ้วขึ้นมาอีก ปรากฏว่าขับไปได้อีกนิดเดียว คุณหมุยก็ชูนิ้วที่แปดขึ้นมา คุณโตตกใจแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนไปสะดุดอยู่ที่กระจกข้างรถ นั่นทำให้คุณโตหัวใจแทบวาย! สิ่งที่เขาเห็นคือ มีผู้หญิงมายืนเกาะข้างรถและมีเด็กกอดคอมาด้วย แล้วก็เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทำให้คุณโตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้อ้าปากแล้วแลบลิ้นยาวมาด้วย! แล้วด้วยความที่เกาะอยู่ข้างรถ ลิ้นนั้นจึงโดนลมพัดสะบัดไป และในระหว่างที่คุณโตกำลังตกใจ ปรากฏว่ามีเท้าหนึ่งยื่นมาจากในรถแล้วก็ถีบไปที่หัวผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นหลุดกระเด็นหายจากรถไป! หลังจากนั้นเจอเหตุการณ์นั้น คุณโตตกใจจนปัสสาวะราด แต่ก็ต้องประคองสติ เพื่อขับรถต่อไป จนไปถึงที่ปั๊ม และตัดสินใจนอนที่ปั๊ม พอรุ่งเช้า คุณโตก็รีบขับไปที่วัดทันที เป็นวัดที่เขาถูกว่าจ้างให้ไปส่งของนั่นเอง พอขับไปถึง ก็ได้เจอพระรูปหนึ่งเป็นหลวงตาที่อายุมากแล้ว หลวงตาท่านก็เดินมาหา แล้วเอากุญแจขึ้นไปไขจนโซ่ที่คล้องหลุดออก จากนั้นก็เปิดลิ้นชัก สิ่งที่คุณโตเห็นหลังจากเปิดลิ้นชักคือ หลวงตาหยิบเอาคัมภีร์พระไตรปิฎกออกมา แล้วก็เอาคัมภีร์พระไตรปิฎกใส่พานที่ลูกศิษย์ถือเดินตามมาจนหมด แล้วเปิดลิ้นชักอีกอัน หยิบของออกมา สิ่งที่คุณโตเห็นคือ เหมือนเป็นเส้นผมคน หลวงตาก็หยิบใส่พาน ตัวคุณโตตกใจว่ามันคืออะไร หลวงตาที่เห็นคุณโตตกใจก็เลยบอกว่า “ไม่มีอะไร อันนี้คือหางช้าง” ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็นับถือ บางคนเอาไว้ป้องกันภัย หลังจากเอาของออกมาจากนาฬิกาแล้ว ก็ให้ลูกศิษย์ยกนาฬิกาลง ซึ่งใช้แค่ 2 คน ยกลงมาแบบสบาย ๆ แล้วใส่รถเข็นไว้ หลวงตาก็ให้คุณโตเข็นรถตามไป จนไปหยุดที่ริมน้ำ หลวงตาก็ให้คุณโตเอาของวางไว้ตรงนี้ แล้วก็สวดท่องคาถา หลังจากนั้นหลวงตาก็เอามือตบตู้ 3 ที แล้วพูดว่า “ไป ไป” แล้วลูกศิษย์ก็ยกรถเข็นเทตู้นาฬิกาทิ้งลงไปในแม่น้ำ คุณโตก็ได้แต่เกิดคำถามในใจว่า ทำไมถึงต้องขนตู้นาฬิกานี้มา 500 กิโลเมตรเพื่อมาทิ้งน้ำที่วัดนี้ด้วย แต่คุณโตก็ไม่ได้ถามเพราะว่าหมดหน้าที่ของคุณโตแล้ว หลังจากนั้นคุณโตก็กลับมาขึ้นรถ ในจังหวะที่กำลังถอยรถอยู่นั้น คนโบกรถก็พูดว่า “เฮ้ย! เดี๋ยว ๆ อะไรวะเนี่ย” คุณโตลงจากรถไปดูตรงบริเวณล้อ ปรากฏว่า มีหัวตุ๊กตาทหารที่แตก แล้วหัวติดอยู่ในล้อ คุณโตจึงหยิบออกมาดูแล้วถามคุณหมุยว่า “หมุย อันนี้มันมายังไงวะ” คุณหมุยตอบกลับว่า “ก็มึงให้กู เอาหินไปรองรถตอนที่รถเสียจำได้ไหม กูหาหินไม่ได้ แต่กูเห็นไอ้ตุ๊กตานี่มันอยู่หน้าศาล กูก็เลยหยิบเอามารองรถ” คุณโตก็ไม่รู้จะด่าอะไรพูดได้แค่ว่า “โถ่ หมุย” เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณหมุยเป็นอย่างนั้น นั่นทำให้คุณโตเข้าใจว่าสิ่งที่เจอมาตลอดคือเขามาทวง คุณโตจึงขับกลับเอาไปคืน ระหว่างทางที่ไปคุณโตก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเจอนะ ไม่เอาแล้ว ปรากฏว่าพอจะถึงศาล ก็เจอผู้หญิงยืนอยู่หน้าศาล! แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาน่ากลัวแบบคราวก่อน ด้วยความที่ช็อกและกลัวว่าเขาจะโกรธหนัก เพราะเอาแค่หัวไปคืน คุณโตคิดว่าจะไปหาซื้อให้ใหม่ และพยายามขับรถต่อไป ระหว่างที่กำลังจะขับรถผ่านจุดนั้น คุณหมุยก็เอามือตีไหล่คุณโตแล้วพูดว่า “เฮ้ย ๆ มึงเห็นปะ!” แล้วคุณโตก็ขับรถต่อไปโดยไม่หันมาคุยกับคุณหมุยอีกเลยจนถึงบ้าน จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณโตฝันว่า ผู้หญิงคนนี้มาว่า “รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ช่วยเอาของเล่นลูกเขามาคืนได้ไหม” คุณโตก็รับปากไปและไปหาซื้อตุ๊กตาไปคืนให้ที่เดิม และที่สำคัญคือไม่ไปกับคุณหมุยแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

20 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กปิกเมืองผี’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ขอลูกเสียผัว’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณแอน’ กับสามีที่ได้ไปขอลูกกับศาลเก่าแห่งหนึ่ง แต่ชีวิตคู่กลับต้องเจอเรื่องราวสุดช็อค เพราะดันไปขอผิดศาล! เรื่องราวทั้งหมดจะหลอนและขนหัวลุกซู่ขนาดไหน? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝากเล่าจาก ‘คุณแอน’ โดยคุณแอนได้แต่งงานกับสามี และได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามีที่จังหวัดสุโขทัย แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันมาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที จนคนระแวกบ้านนำเรื่องนี้ไปแซวกันสนุกปากว่า “อุ้ย ทำไมมันไม่มีลูกสักที มันอะไรหรือเปล่า” ช่วงแรกที่เจอคำถามเหล่านี้ สองสามีภรรยาก็ไม่ได้รู้สึกยี่หระอะไร คิดว่าเดี๋ยวชาวบ้านก็เลิกพูดกันไปเอง แต่นานวันเข้าเรื่องนี้กลับไม่จบละลุกลามมากขึ้น คำพูดของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยา ทำให้บรรยากาศในบ้านมาคุ ยิ่งคุณแอนเป็นสะใภ้ที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้คุณแอนรู้สึกอึดอัด เพราะแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็เริ่มรู้สึกกับคำพูดเหล่านั้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สามีของคุณแอนก็คอยอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจเสมอว่า “เออ ไม่เป็นไรนะที่รัก เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป” สองสามีภรรยาอดทนกับคำพูดเหล่านั้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ทั้งสองได้ไปเป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็ได้เงินให้วัดมากถึงสองแสนบาท และได้มานั่งพูดคุยสนทนาสัพเพเหระกันในวัด อยู่ ๆ ทางญาติฝั่งสามีก็ได้เอ่ยปากถามหลวงพ่อไปว่า “หลวงพ่อ พระองค์ไหนในวัดที่พอจะขอลูกได้บ้างไหม” หลวงพ่อเขาก็ตอบกลับมาว่า “เรื่องนี้ให้มันเป็นธรรมชาติแล้วกันเนอะ” ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ‘ป้าหนิง’ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวก็พูดขึ้นมาว่า “เห้ย ป้านึกออกแล้ว มีอยู่ศาลนึง แถว ๆ บ้านเรานี่แหละ ไว้กลับไปเนี่ย ไปขอพรได้เลยนะ ศาลมันอยู่ใกล้บ้าน ศาลนี้คนไปขอพรเยอะ ใครไปขออะไรก็ได้” ป้าหนิงให้พิกัดศาลมาเสร็จสรรพ คุณแอนและสามีจึงคิดกันว่า ‘คราวนี้ คงต้องลองไปขอลูกแล้ว’ แม้นี่จะไม่ใช่ความต้องการของทั้งสอง แต่ก็อยากจะลองไปขอพรดู เพราะทนความกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว และแล้ววันนั้นก็มาถึง ทั้งสองได้ขับรถไปตามพิกัดที่ที่ป้าหนิงบอก เมื่อไปถึงก็พบว่าศาลนั้นค่อนข้างรกร้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ตัวศาลเองก็เก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ทั้งคู่เกิดความไม่มั่นใจ คิดว่าอาจจะมาผิดศาล แต่เมื่อพิจารณารอบข้างดูแล้ว ก็ไม่พบศาลอื่นอีก ทั้งคู่คิดว่าน่าจะมาถูกต้องแล้ว จึงได้เข้าไปขอพร หลังจากนั้นไม่นาน คุณแอนก็ตั้งท้อง เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็เตือนว่า “คุณแม่อายุเยอะนะ ต้องอย่าลืมว่าลูกจะต้องมีความเสี่ยง อาจจะมีเรื่องโรคสมอง เรื่องเลือดต่าง ๆ ที่มันจะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้” เมื่อถึงกำหนดคลอด ก็ออกมาเป็นลูกชายฝาแฝด เด็กทั้งคู่ไม่มีภาวะเสี่ยงร้ายแรงที่คุณหมอคาดว่าจะเกิดขึ้นเลย มีเพียงเรื่องโรคเลือดที่อาจจะต้องระมัดระวัง นานวันเข้าเด็กทั้งคู่ก็เริ่มเติบโต เลี้ยงง่าย น่ารัก ใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไป ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่คุณแอนนอนกลางวันอยู่ ก็ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในบ้านไม่ได้ เขายืนรออยู่หน้าบ้าน และตะโกนเรียก ตัวคุณแอนก็เดินลงมา จึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้รอคุยด้วย แต่เมื่อลูกของคุณแอนเดินตามมา กลายเป็นว่าผู้หญิงในฝันคนนั้นพยายามที่จะเอาลูกไป จึงได้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกันแล้วได้พูดไปว่า “นี่ลูกฉัน เอาไปไม่ได้” ผู้หญิงในฝันก็พูดด่าทอคุณแอนว่าตัวของคุณแอนไปขโมยของเขามา และจากร่างที่ปกติ ผิวของผู้หญิงคนนี้กลับค่อย ๆ เปื่อยยุ่ยและก็หลุดออกมาเป็นชิ้น! คุณแอนตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง ตัวสามีก็เพียงแค่คิดว่าน่าจะนอนเยอะหรือกินมากเกินไปจนธาตุเพี้ยน ทว่าความฝันนั้นกลับเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ซ้ำกันแทบจะทุกคืน นานวันความฝันก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในฝันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งมาเพิ่ม และพูดมาประมาณว่า “มึงอะ เอาลูกกูไป มึงขโมยลูกกู กูจะเอาลูกกูคืน” จากนั้นก็จะยื้อยุดฉุดกระชากกัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั่นคือ แม้กระทั่งในยามตื่น คุณแอนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในบ้านตลอด ผ่านไปสักพักหนึ่ง จู่ ๆ ลูกแฝดก็ไม่สบาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ต้องเขาโรงพยาบาลรักษาตัวระยะยาวด้วยโรคเลือดที่เป็นอยู่ ที่บ้านต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลตลอด ในขณะที่ตัวคุณแอนและสามีเทียวไปมา คุณแอนก็รู้สึกได้ว่าเวลาที่กลับบ้าน จะเห็นว่าเหมือนจะมีขาหรือเงาคนเดินอยู่ในบ้าน พอเดินเข้าไปสำรวจกลับไม่มีใครเลย พอไปถามญาติ ทุกคนก็ยังไม่มีใครกลับบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาเริ่มเอะใจ เรื่องนี้เริ่มจะไม่ปกติแล้ว.. แม้จะเกิดเรื่องไม่สบายใจภายในบ้าน แต่ทั้งคู่ก็อดทนอยู่กันต่อไป และนอกจากเงานั้นยังมีเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าคนทั้งบ้านเริ่มเจอกับสถานการณ์เดียวกัน ทั้งเงา ทั้งเสียง มาครบเลยทีเดียว กระทั่งความกลัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ตอนแรกทุกคนในบ้านนอกแยกห้องกัน ก็เริ่มมานอนอยู่รวมกันในโซนกลางเพื่อความสบายใจของทุกคน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์แย่มากขึ้น สองสามีภรรยาก็เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น และตัวสามีก็ดันหลุดปากมาว่า “เนี่ย ถ้าเรื่องมันเยอะขนาดนี้นะ งั้นเดี๋ยวกูจะไปเผาศาลเลยไหม ศาลที่เคยไหว้ขอลูกกันหน่ะ” ซึ่งมันแรงมากสำหรับคุณแอน เธอจึงตอบกลับไปว่า “เฮ้ยพี่ ทำไมพูดขนาดนี้ มันแรงมากเลยนะ” จากนั้น สามีก็แยกตัวออกไป ไม่ได้กลับบ้านสองคืน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้ไม่ทะเลาะกัน เวลาผ่านไปสองสามวันหลังจากนั้น ดันมีข่าวหลุดมาจากในหมู่บ้านว่าศาลเก่าที่อยู่ในระแวกนั้นเกิดไฟไหม้ คุณแอนเริ่มอยู่ไม่สุขและคิดในใจว่าสามีของตนอาจจะเป็นคนเผาก็เป็นได้! เมื่อสามีกลับมาที่บ้าน ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกัน สามีกล่าวปฏิเสธ และอธิบายว่า “ไม่ได้ทำ วันที่ทะเลาะกันหน่ะ โมโหจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้ทำ ที่ออกจากบ้านไปคือไปนอนบ้านเพื่อน ไปพักสมอง พักหายใจให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง แต่พอมันเย็นลงแล้ว ก็ไม่ได้ทำ อารมณ์สงบแล้ว เลยกลับมาบ้าน เพื่อตั้งใจว่าจะมาคุยกันดี ๆ มาขอโทษมาคุยกันด้วยเหตุผล” หลังจากคุยเรื่องนี้จบ ในใจคุณแอนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หลังจากนี้คุณแอนก็เริ่มเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรมให้ตัวเองสงบมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าพอทำเช่นนี้ จากที่เคยฝันซ้ำ ๆ ตอนนี้ความฝันก็เริ่มกลายเป็นเรื่องราวที่ชัดขึ้น ในความฝันนั้น ชายหญิงคู่เดิมไม่ได้อยู่ที่หน้าบ้านแล้ว แต่ดันอยู่ภายในบ้าน เมื่อชายหญิงคู่นั้นเข้ามาแล้ว เขาก็กำลังยื้อยุดฉุดกระชากลากลูก คุณแอนจึงได้วิ่งกรูเข้าไปดึงลูกคืน และได้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น คุณแอนถูกผลักจนล้ม และชายหญิงคู่นี้ก็พยายามที่จะมาทำร้ายคุณแอน กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังมา ปรากฏว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของสามีที่พูดว่า อย่าทำร้ายลูกเมียเขา ถ้าจะเอาอะไรไปสักอย่างนึง ให้เอาเขาไปแทน สิ้นเสียงของสามี ชายหญิงแปลกหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มและบอกกลับมาว่า“ได้” จากนั้นก็ปล่อยทุกคน และทั้งหมดนี่ก็คือความฝันสุดท้ายที่คุณแอนฝันเห็น เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ สิ่งที่หน้าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นคือ แฝดที่เคยอยู่โรงพยาบาลก็เริ่มอาการดีขึ้น และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ กลับมาวิ่งเล่นปกติได้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั่นคือสามี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จุดที่สามีคุณแอนเสียชีวิตคือตรงศาลไม้เก่าหลังนั้น ที่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ซากเก่า ๆ ที่ถูกไหม้ คุณแอนรู้สึกเสียใจมาก เพราะทั้งคู่รักกันมานาน ในช่วงที่จัดงานศพ ก็มีคนมาถามว่าได้เจอสามีบ้างหรือไม่ คนในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกว่าเจอบ้าง เขาใช้ชีวิตปกติ รดน้ำต้นไม้ เดินอยู่ในบ้านบ้าง แต่คุณแอนกลับไม่เคยเห็นสามีเลย จะรู้สึกแค่มีคนมาลูบผมเวลานอน ที่รู้ว่าเป็นสามีเพราะว่าน้ำหนักมือที่คุ้นเคย ซึ่งไม่เพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น แต่จะมีเสียงด้วยของสามีที่มักจะพูดว่า “แอน ไม่เป็นอะไรนะ ไม่เป็นอะไร” และจะลูบผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณแอนจะหลับ เมื่อถึงวันเผา คุณแอนบอกว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ไม่ได้รู้สึกถึงสามี คุณแอนจึงคิดในใจว่า เขาอาจจะไปในที่ที่ควรจะไปแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร ช่วงก่อนฟ้าสาง คุณแอนได้สะดุ้งตื่น เพราะฝันว่าเห็นสามียืนอยู่ตรงหน้าศาลไม้เก่านั้น มีโซ่ล็อกคอไว้ และกระชากสามีหายเข้าไปในศาล หายไปกับความมืด คุณแอนรู้สึกไม่สบายใจมาก ๆ จึงได้นำเรื่องนี้ไปบอกทางแม่สามี และพระ แต่ก็ยังไม่ได้ทางออก เพราะพระท่านจะบอกมาเพียงว่า ให้ไปทำบุญ กรวดน้ำให้สามี แต่ทุกครั้งที่คุณแอนทำ ก็จะฝันเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ว่าเห็นสามียืนอยู่ที่เดิมที่หน้าศาล และสามีจะพูดเพียงแค่ว่า “แอน มันไม่ถึง พี่ไปไม่ได้ เขาไม่ให้ไป” และจะถูกกระชากเข้าไปทุก ๆ ครั้ง เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ ‘ป้าหนิง’ ที่เป็นต้นเรื่องนี้ หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ป้าหนิงกลับบอกว่า “เห้ย มึงไปผิดศาลรึป่าว ศาลที่กูให้ไปอะ อยู่ใกล้บ้านจริง ๆ มันเป็นศาลใหม่นะเว้ย ไม่ใช่ศาลเก่า” แต่เมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็ต้องหาทางออกอื่นต่อไป คุณแอนที่ชอบฟังเรื่องผีจึงได้ติดต่อ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ เพื่อขอความช่วยเหลือ คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจึงบอกไปว่า “งั้นทำแบบนี้นะ ธูปสองดอก ดอกดาวเรืองหรือดอกมะลิล้วน ๆ ก็ได้สักพวกนึง เอาไปไหว้หน้าบ้าน ตอนไหว้พี่หันหน้าออกจากตัวบ้าน และไหว้ขอพระแม่ธรณีและปู่เวสสุวรรณ บอกตรง ๆ เลย ว่าลูกชื่อนามสกุลนี้ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกับนายชื่อนามสกุลนี้ แล้วเราเกิดเหตุหรือประสบปัญหาอะไร บอกท่านไปว่าเราต้องการให้ช่วยเหลือหรือปลดปล่อยใคร” ตัวของคุณแอนก็ได้ทำตามคำแนะนำทั้งหมด ปรากฏว่าตัวสามีของคุณแอนได้มาเข้าฝันอีกครั้ง และได้บอกว่า “พี่ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว” หลังจากที่สามีคุณแอนมาเข้าฝัน สิ่งที่เป็นผลกระทบถึงคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กคือ ตัวคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจะเสี่ยงเจออุบัติเหตุเป็นประจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องเข้าวัด ทำบุญบ่อย บางทีก็รู้สึกเหมือนมีใครมาบอกอะไรบางอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว โดยท้ายที่สุดคุณตุ๊กติกดุ๊กดิกยังเล่าเพิ่มอีกว่า ที่ศาลนั้นถูกเผา มันเกิดจากไฟฟ้าแถวนั้นลัดวงจร และวิญญาณชายหญิงคู่นั้นก็คาดว่าน่าจะมาจากศาลแน่นอน เพราะในศาลนั้นมีเจ้าของพื้นที่เดิมเป็นคนเล่นของ และได้เอาลูกแฝดมาเส้นบูชายันต์ที่ตรงนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-