เรื่องเล่าจากคุณเเจ็ค ปากพล่อย ‘คนสวยบอกทาง’ l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ [ 12 ส.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเจ็ค ปากพล่อย ‘คนสวยบอกทาง’ l อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์ [ 12 ส.ค.2568 ]

12 ก.ย. 2025

       ‘คุณแจ็ค ปากพล่อย’ ได้มาเล่าเหตุการณ์หลอนกลางดึก ที่เขาประสบอุบัติเหตุระหว่างทางกลับบ้าน แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังบนนถนน กลับมีหญิงสาวปริศนาใต้เสาไฟฟ้าโผล่มาบอกทางไปอู่ซ่อมรถ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย!

       เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ส้ม มัลนิการ์’ (12 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘คนสวยบอกทาง’ ที่จะพาคุณไปสัมผัสความเมตตาหลังความตายที่อาจทำให้คุณไม่มีวันลืม!

       ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องหลอนนี้ คุณแจ็คมีอายุตรงกับเบญจเพสพอดี วันหนึ่ง หัวหน้าที่ทำงานได้ชวนไปเลี้ยงวันเกิดที่บ้าน โดยปกติคุณแจ็คต้องเดินทางไปกลับจากที่พักประมาณ 30 กิโลเมตร แม้จะไม่ค่อยอยากไป แต่ด้วยความเกรงใจ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนก็ไปกันหมด จึงตัดสินใจไปด้วย

       คุณแจ็คไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ล่วงหน้า จึงตั้งใจจะซื้อแอลกอฮอล์เป็นของขวัญ และจะขอตัวกลับก่อน แต่พอคุณแจ็คบอกลา ทุกคนก็ค่อย ๆ ขอตัวกลับตามกันไปหมด คุณแจ็คจึงเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากบ้านหัวหน้าเห็นดังนั้นก็เอ่ยปากแซวว่า

       “ออกคนสุดท้าย แฟนสวยนะเว้ย”

       คุณแจ็คได้แต่ยิ้มรับแล้วขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านตามปกติ

       ระหว่างทางกลับ ขณะที่กำลังขับอยู่เลนขวา บริเวณแยกไฟแดงแห่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีรถยนต์ของผู้หญิงวัยกลางคนขับตัดหน้าอย่างกะทันหัน ทำให้คุณแจ็คต้องเบรกอย่างแรงจนรถล้มลงได้รับบาดเจ็บ ของใช้ส่วนตัวรวมถึงโทรศัพท์มือถือเสียหายหมด ไม่สามารถติดต่อใครได้ ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ขับรถจากไปโดยไม่ลงมาดูอาการ

       แม้จะเจ็บและลำบาก แต่คุณแจ็คก็ตัดสินใจขับรถกลับบ้านต่อ แต่เนื่องจากกลัวจะเจอด่านตรวจแอลกอฮอล์ จึงเลือกใช้เส้นทางเบี่ยงแทน ขณะที่ขับมาเรื่อย ๆ ไฟหน้ารถก็ดับลง และยางหน้าก็รั่ว ทำให้ไม่สามารถขับต่อไปได้

       ตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่ม ถนนเปลี่ยว ไม่มีรถผ่านแม้แต่คันเดียว คุณแจ็คได้แต่เข็นรถไปตามทางที่มีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าส่องเป็นระยะ แต่แล้วก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งถามว่า

       “พี่ รถเป็นอะไรหรอ?”

       พอหันไปก็เห็นหญิงสาวอายุไม่เกิน 20 ปี ยืนอยู่ตรงเสาไฟฟ้า นอกจากนี้ เธอยังบอกว่า

       “ข้างหน้าจะมีอู่ซ่อมรถมอเตอร์ไซต์ เขาน่าจะปิดแล้ว แต่ลองเรียกดูได้นะ”

       คุณแจ็คดีใจมาก รีบขอบคุณแล้วเข็นรถไปตามทางที่หญิงสาวบอกไว้ เข็นรถไปได้ไม่กี่ไกลนัก ก็เจออู่ซ่อมรถ จึงลองเรียกดู ไม่นาน ก็มีผู้ชายเจ้าของอู่ออกมา สุดท้ายต้องจอดซ่อมไว้ที่อู่ เพราะรถเสียหายหนัก ไม่สามารถขับกลับได้ เขาจึงเดินกลับไปทางเดิมที่เคยเจอหญิงสาวคนนั้น แต่ปรากฏว่าเธอได้หายไปแล้ว เขาจึงเดินกลับบ้านต่อไป โชคดีที่มีรถแท็กซี่ขับผ่านมา ทำให้เขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

       เช้าวันรุ่งขึ้น คุณแจ็คกลับไปที่อู่เพื่อเอารถ และได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เจ้าของอู่ฟัง โดยบอกว่า มีผู้หญิงมายืนอยู่ใต้เสาไฟฟ้าและช่วยบอกทางให้ ระหว่างที่เล่า ก็มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งนั่งรอซ่อมรถอยู่ เด็กกลุ่มนั้นได้ยินเข้าก็ถามว่า

       “ผู้หญิงที่ไหนหรอพี่?”

       คุณแจ็คชี้ไปที่เสาไฟฟ้าจุดที่เจอหญิงสาว แล้วบอกว่า “ก็ตรงนั้นไง น้องผู้หญิงคนนั้นที่บอกทาง”

       วัยรุ่นกลุ่มนั้นทำหน้าตกใจและมองหน้ากัน แล้วบอกว่า

       “ตรงนั้นน่ะ พวกผมมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปไม่กี่วัน คนซ้อนท้ายชื่อว่า ‘สวย’ หัวเธอกระแทกเสาไฟฟ้า ตรงจุดนั้นเลย เสียชีวิตคาที่”

       ด้วยความสงสัยคุณแจ็คจึงย้อนกลับไปดู ก็พบว่ามีร่องรอยอุบัติเหตุจริง และจากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า หญิงสาวที่มาบอกทางเมื่อคืน เป็นคนเดียวกันกับหญิงสาวที่เสียชีวิตตรงเสาไฟฟ้านั้นนั่นเอง วิญญาณผู้หญิงที่คุณแจ็คเจอ ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ตรงกันข้าม เธอมีเจตนาดี ต้องการช่วยเหลือคุณแจ็คที่ประสบอุบัติเหตุและกำลังลำบาก

เขียน: ชิติพัทธ์ เพ็ชรมาลัย

เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติ

ภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

06 เม.ย. 2024

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณขวัญ’ ที่ ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดวงที่มีวิณญาณมาของขอความช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า คุณขวัญเองมีอาชีพเป็นหมอดู กลางคืนก็จะรับคิวดูดวง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งก็จะไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับลูกดวงในทุก ๆ คืน ในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว คุณขวัญก็ขึ้นไลฟ์สดปกติ และคุณขวัญก็เล่าว่าบ้านเก่าที่เคยอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ห้องดูดวงกับห้องทำงานอยู่ชั้น 2 หากเปิดหน้าต่างในห้องทำงานก็จะเห็นประตูหน้าบ้านติดกับถนน คืนหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คุณขวัญกำลังเตรียมของเพื่อไลฟ์สดก็ได้ยินเสียงคล้ายกับก้อนหินกระทบกับประตูรั้วหน้าบ้าน แต่คุณขวัญก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งกำลังจะเปิดไลฟ์ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นเสียงเหมือนมีคนขว้างบางอย่างใส่ประตูรั้วหน้าบ้าน คุณขวัญจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง แต่มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่สุนัขหรือรถวิ่งผ่านก็ไม่มี คุณขวัญจึงปล่อยผ่านไปแล้วมาขึ้นไลฟ์คุยกับลูกดวงปกติ แต่ในระหว่างคุยอยู่นั้น หางตาก็เห็นเหมือนมีกลุ่มควันดำ ๆ อยู่ที่มุมห้องของตนเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไป ในใจคิดแค่ว่าตัวเองคงตาฝาดจึงไม่ได้สนใจ วันถัดมาเวลาเดิม (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) คุณขวัญก็เตรียมของเพื่อที่จะไลฟ์คุยกับลูกดวงเหมือนทุกวัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทบกับประตูหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณขวัญแอบไปดูตรงหน้าต่าง ก็เห็นคล้ายกับคนยืนอยู่ จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้น 2 เพื่อที่จะมาดูหน้าประตู แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร คุณขวัญได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครวะ’ แล้วก็เดินขึ้นไปไลฟ์สด ช่วงที่ไลฟ์อยู่นั้นทุก ๆ 10 นาทีก็ได้ยินเสียง “ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก” เป็นเสียงคล้ายก้อนหินถูกขว้างใส่ประตูหน้าบ้าน จนเขารู้สึกหงุดหงิดในใจ คิดว่าใครมาแกล้งหรือเปล่า พอสิ้นความคิดก็มีภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องมุมเดียวกับที่เห็นกลุ่มควันเมื่อวาน แต่ที่เห็นคือเด็กผู้ชายยืนก้มหน้าอยู่ประมาณ 5 วิแล้วก็หายไป คุณขวัญรู้สึกกังวลใจจึงไลฟ์ต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ปิดไลฟ์ แล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องได้ว่า ‘น่าจะมีใครสักคนต้องการจะสื่อหรือคุยอะไรหรือเปล่า’ จากนั้นคุณขวัญก็นั่งสมาธิ แล้วคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น... วันถัดมา คุณขวัญรันคิวดูดวงตามปกติจนกระทั่งคิวนี้.. ในขณะที่กำลังเคลียร์พลังงานของตัวเองเพื่อที่จะดูคิวต่อไป ก็เห็นภาพเด็กคนนั้นขึ้นมาในความคิด แต่สิ่งที่คุณขวัญเห็นคือเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะของบ้านเป็นประตูกระจกที่เป็นบ้านเลื่อน เป็นประตูที่ติดกับข้างบ้าน ตรงข้างบ้านจะเป็นบริเวณหญ้าเหมือนเป็นมุมจิบกาแฟ คุณขวัญเห็นน้องผู้ชายคนนี้ยืนร้องไห้ ไม่พูดไม่คุยอะไร เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว คุณขวัญจะต้องเข้าคิวถัดไปจึงรีบเคลียร์ภาพเหล่านั้นออก คิวนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ปรึกษาเรื่องปกติเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความรัก ในระหว่างที่คุยกัน ก็มีภาพน้องผู้ชายคนนั้นก็แว๊บขึ้นมาร้องไห้เหมือนเดิม คุณขวัญจึงขอเบรคลูกดวงก่อนแล้วบอกว่า “ขอโทษนะคะ รู้จักเด็กผู้ชายลักษณะผอมสูง ใส่เสื้อเชิ้ตมีกระดุมกางเกงขายาว ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ไหม ขวัญเห็นยืนอยู่ในบ้าน” แล้วคุณขวัญก็อธิบายลักษณะบ้านให้ลูกดวงคนนี้ฟัง น้องผู้หญิงคนนี้ก็เงียบไปสักครู่นึงแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณขวัญจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อนให้ฟัง แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่า “สิ่งที่คุณขวัญเห็น เป็นลักษณะของน้องชาย ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว” และบ้านที่คุณขวัญเห็นเป็นบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวนี้เคยอยู่ต้อนที่น้องผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณขวัญก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น.. หลังจากนั้นก็คุยเรื่องดวงต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายคนนั้นพูดว่า “พาหนูไปด้วย หนูเหงา” พร้อมกับร้องไห้ออกมา คุณขวัญจึงบอกกับน้องผู้หญิงคนนั้นไปว่าได้ยินเสียงน้องผู้ชายพูดมาแบบนี้ และถามว่า “ตอนที่ตัดสินใจย้ายบ้านได้เรียกน้องไหม แล้วตอนเข้าบ้านใหม่บอกเจ้้าที่เจ้าทางที่ใหม่หรือเปล่าเพื่ออนุญาตให้น้องเข้า” น้องผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า “เท่าที่จำได้ ไม่ได้มีการจุดธูป ไม่ได้เรียกน้องแบบจริงจังเลย” คุณขวัญคิดว่าน้องน่าจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมคนเดียวเหงา ๆ แล้วก็น่าจะคิดถึงครอบครัว จึงพยายามมาสื่อสารเพื่อที่จะให้ทางครอบครัวรับรู้ คุณขวัญจึงแนะนำไปว่า “ถ้าสมมติมีโอกาสกลับมาบ้านหลังนี้ ให้เรียกน้องกลับไปที่บ้านหลังใหม่ แล้วก็บอกเจ้าที่เจ้าทางให้เขารับรู้และให้เขาอนุญาตให้น้องได้เข้าบ้าน” คุณขวัญยังนึกสงสัยว่า ‘ทำไมดวงวิณญาณมาหาถึงหน้าบ้าน’ ก่อนจะวางสายจึงคุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ว่า “บ้านเก่าที่เราเจอดวงวิณญาณอยู่ที่ไหน” น้องผู้หญิงก็บอกว่าอยู่จังหวัดเดียวกับคุณขวัญ ซึ่งห่างจากบ้านของคุณขวัญแค่ไม่กี่กิโลเมตร แล้วเมื่อ 3 วันก่อนคุณขวัญก็เพิ่งไปหาเพื่อนแถวนั้นมาพอดี คุณขวัญเล่าว่าน้องน่าจะหาคนที่สื่อสารได้เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเขายังอยู่ตรงนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

14 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'ครูเอก' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

‘ขวัญ น้ำมันพราย’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ครูเอก’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! คุณขวัญเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฟังมาจาก ‘พี่เอก’ ซึ่งเรื่องนี้ย้อนกลับไปประมาณ 20 - 30 ปีก่อน เป็นช่วงที่พี่เอกกำลังบรรจุเป็นครูที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในภาคเหนือ พี่เอกนั้นจะมีรถส่วนตัวคันเก่า จึงใช้รถคันนั้นขับไปรายงานตัวที่โรงเรียน โดยเดินทางออกจากจังหวัดกาญจนบุรี สมัยนั้นยังไม่มี GPS จึงเกิดการหลง ทำให้เสียเวลาพอสมควร พี่เอกถามคนข้างทางไปเรื่อย แต่ละคนต่างบอกไม่เหมือนกันสักคน ทำให้ถึงโรงเรียนประมาณ 6 โมงเย็น เมื่อขับไปถึง ลักษณะประตูโรงเรียนจะเป็นประตูเลื่อนบานเดียว พี่เอกก็สงสัยว่าทำไมโรงเรียนถึงเงียบผิดปกติ จึงไปยืนดูหน้าประตู และเห็นว่าประตูสามารถเลื่อนได้ พี่เอกจึงเลื่อนประตูแล้วขับรถเข้าไป เมื่อขับเข้าไป ก็เห็นสนามบอลอยู่ตรงกลางของโรงเรียน พี่เอกขับเข้าไปอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอล และหลังสนามฟุตบอลจะมีอาคารไม้สูงสองชั้น มีบันไดอยู่ 3 ขั้นเพื่อขึ้นชั้น 1 และมีทางเข้าออกซ้ายขวา ซึ่งพี่เอกไปจอดอยู่ฝั่งซ้ายของสนามบอลที่มีโรงอาหารเก่า ๆ อยู่ด้านข้าง เมื่อจอดรถเสร็จ พี่เอกก็รู้สึกสงสัย เพราะปกติแล้วโรงเรียนประถมควรจะคึกครื้นกว่านี้ แต่โรงเรียนนี้กลับเงียบผิดปกติ พี่เอกมองหาคนเพื่อสอบถาม แต่มองไปมองมาก็เห็นอาคารเล็ก ๆ เหมือนบ้านชั้นเดียวที่อยู่ข้างตึกเรียน จู่ ๆ บ้านหลังนั้นก็เปิดประตูมา แล้วก็มีคนเดินอกมาจากบ้านหลังนั้นพร้อมลากของออกมาหน้าบ้าน พี่เอกจึงเดินผ่านตึกเรียนไปที่บ้านหลังนั้น ก็เห็นว่าเป็นคุณลุงใส่เสื้อเก่า ๆ พี่เอกจึงตะโกนเรียกคุณลุง คุณลุงหยุดการกระทำแล้วหันมามองพี่เอก แล้วถามว่า “คุณเป็นใคร” พี่เอกจึงตอบว่า “ผมเป็นครูใหม่ที่จะมารายงานตัวครับ” คุณลุงถามว่า “ทำไมมาเวลานี้ ผอ.ก็รอจนกลับไปแล้ว” พี่เอกรีบอธิบายว่าตนหลงทาง คุณลุงจึงให้กุญแจบ้านพักครูที่อยู่บริเวณหลังที่พี่เอกจอดรถ และให้ไปห้องที่ไม่ได้ล็อกกุญแจ เมื่อพี่เอกไปถึง ก็เห็นว่าทั้ง 2 ห้องดันล็อคกุญแจอยู่ พี่เอกจึงลองไขดูถึงได้รู้ว่าเป็นห้องไหน จากนั้นก็เอาของเข้าไปเก็บ เมื่อเก็บของเสร็จ พี่เอกก็คิดจะขับรถเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อหาของกิน ในตอนที่ออกจากห้องก็ยังเห็นคุณลุงขนของอยู่ พี่เอกจึงทักทายทำความรู้จักกับคุณลุง ได้ความมาว่าคุณลุงชื่อ ‘สังเวียน’ และคุณลุงยังบอกให้พี่เอกรีบไปรีบกลับอย่ากลับดึกมาก หลังจากทักทายกันเสร็จ พี่เอกก็ขอตัวออกไปหาอะไรกินในหมู่บ้านตามแผน คนในละแวกนั้นไม่เคยเห็นหน้าจึงถามว่าเป็นใคร พี่เอกก็บอกว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียน เมื่อกลับไปถึงโรงเรียนพี่เอกก็แปลกใจว่า ‘ทำไมไม่มีไฟสักดวง’ แต่ก็กลับไปที่ห้องพักแล้วกินข้าวที่ซื้อมา จากนั้นก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอน แต่พี่เอกรู้สึกไม่คุ้นที่จึงออกมาเดินเล่น ในขณะที่เดินเล่นก็มีเสียง โครม! ดังมาจากอีกฝั่งของสนามบอล ก็คือหน้าห้องของลุงสังเวียน และก็เห็นว่าลุงสังเวียนเปิดประตูออกมาพร้อมถือไม้กวาดกับถังใส่ของ เมื่อเห็นว่าลุงสังเวียนไม่ได้เป็นอะไร พี่เอกก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และมองไปที่อาคารไม้พร้อมกับชื่นชมตัวอาคารเพราะมันสวยดี แต่เมื่อแหงนมองไปชั้น 2 ก็แปลกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะเห็นนักเรียนยืนเอามือท้าวขอบระเบียงอยู่บนระเบียง พี่เอกจึงตะโกนถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นหันมามองพี่เอกแล้วยิ้มให้แต่ก็ไม่พูดอะไรแล้วก็วิ่งหายไปในความมืด พี่เอกจึงกลับไปที่ห้องพักเพื่อเอาไฟฉายแล้ววิ่งตามไป แต่จังหวะที่กำลังขึ้นไปไฟฉายดันดับ สักพักได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ พี่เอกก็หันไปดูพร้อมหันไปฉายไปและไปฉายก็ติดพอดี เห็นหัวเด็กอยู่ตรงพื้นบันไดชั้น 2 ลักษณะเหมือนนอนละเอาหัวโผล่มา แล้วเด็กคนนั้นก็ลุกแล้วก็วิ่งย้อนไปอีกฝั่งนึง! พี่เอกก็วิ่งตามไปแต่ก็หาไม่เจอ จนไปถึงห้องสุดท้ายก็เปิดประตูเข้าไปก็ไม่มีอะไร ในระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเท้าพี่เอกจึงหันกลับไปดูแต่ก็ไม่มีอะไร พี่เอกเริ่มกลัวแล้วก็ตัดสินใจกลับห้อง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตามหลัง พี่เอกเลยหันไปดู สิ่งที่เห็นคือเด็กวิ่งเข้ามาใส่ พี่เอกตกในจนเสียหลัก พอตั้งหลักได้เด็กคนนั้นกลับไปยืนอยู่กลางอาคาร พี่เอกจึงถามว่าเป็นใคร เด็กคนนั้นก็หายเข้าไปในห้องเรียน พี่เอกก็ตามเด็กไปอีก พี่เอกเปิดประตูเข้าไปเห็นเด็กอยู่ตรงหน้าต่าง พี่เอกก็เรียกให้เด็กคนนั้นมาคุย แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กกระโดดลงหน้าต่างไป! พี่เอกรีบวิ่งไปดูแต่ก็ว่างเปล่า จากนั้นก็รู้ตัวแล้วว่าตนโดนผีหลอกจึงตัดสินใจวิ่งลงบันไดจะกลับห้อง ก็ได้ยินเสียง โครม! อีกครั้ง ดังมาจากบ้านลุงสังเวียน แล้วก็เห็นประตูบ้านของลุงสังเวียนเปิด จากนั้นพี่เอกก็เห็นว่ามีมือและหน้าเด็กโผล่ออกมา ซึ่งก็คือเด็กคนนั้นแล้วชี้เข้าไปในบ้าน พี่เอกจึงเดินไปหา แต่ก็รู้สึกเหมือนมีคนเดินบนอาคารเมื่อหันไปก็ไม่มีใคร พอถึงหน้าบ้านลุงสังเวียน พอเข้าไปบรรยากาศในบ้านมีของวางเต็มไปหมด และมีห้องที่ปิดประตูอยู่ พี่เอกจึงตะโกนถามว่า “ลุงอยู่ไหม เป็นอะไรรึเปล่า” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ พี่เอกจึงเดินไปที่ห้องนั้น และเปิดประตูเข้าไปจนเตะเข้ากับขวดเหล้าขาวเต็มไปหมด พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นลุงสังเวียนแขวนคอตายลิ้นจุกปาก พอตั้งสติได้ก็วิ่งออกจากห้องลุงสังเวียน แล้วก็เอากุญแจรถที่ห้อง เมื่อจะขึ้นรถ จู่ ๆ ก็มีรถหลายคันขับเข้ามา แล้วถามพี่เอกว่าเป็นใคร ตนก็รีบอธิบายว่าเป็นครูคนใหม่ของโรงเรียนนี้ ซึ่งคนที่ถามคือครูเวรที่ไปตามตำรวจมา แล้วตำรวจก็พาเดินไปหน้าห้องลุงสังเวียน เพื่อชันสูตร แต่พี่เอกก็ต้องขนลุกเมื่อมองไปที่รูปภาพข้างเตียงของลุงสังเวียนเป็นเด็กคนนั้นที่มีคำว่าชาตะมรณะ ที่ตายยังไม่ถึง 1 อาทิตย์! และได้ความจากครูเวรว่าลุงสังเวียนเป็นปู่ของเด็กคนนี้ เด็กคนนี้พ่อแม่ทิ้ง ลุงสังเวียนจึงเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ ซึ่งสาเหตุการตายของเด็กคนนี้คือเล่นกับเพื่อนแล้วผลัดตกหน้าต่างไปแปลงผักที่มีไม้ไผ่เสียบอยู่ ซึ่งเด็กคนนี้ตกลงไปแล้วคอเสียบไม่ไผ่ตายคาที่ และวันนี้ครูเวรก็สงสัยว่าทำไมไม่เห็นลุงสังเวียน ก็ได้พบว่าลุงสังเวียนฆ่าตัวตาย เมื่อครูเอกได้รู้เรื่องราวก็เลือกที่จะไปเช่าบ้านอยู่นอกโรงเรียนแทน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากออมนาเบลล์ ‘วินาทีชู้หนีตาย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

27 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากออมนาเบลล์ ‘วินาทีชู้หนีตาย’ l อังคารคลุมโปง X ออมนาเบลล์ [ 20 พ.ค.2568 ]

‘ออมนาเบลล์’ ได้มาเล่าเรื่องของ ‘วัฒน์’ เด็กหนุ่มที่แอบคบหากับพี่สาวในหอพักเดียวกัน แต่กลับถูกแฟนของเธอจับได้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สุดสยอง ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 พฤษภาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในตอนที่มีชื่อว่า ‘วินาทีชู้หนีตาย’ ออมนาเบลล์ เล่าว่า ‘วัฒน์’ เป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ทำให้เขาต้องหาหอพัก จนได้มาอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งทั้งคู่พักอยู่ที่ชั้น 3 วันหนึ่งขณะกลับห้อง เขาก็ได้เจอผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งดูหน้าตาดี อายุห่างจากเขาประมาณ 10-15 ปี เธอกำลังแบกกระสอบใบใหญ่อยู่ที่ชั้นล่าง วัฒน์ซึ่งเป็นคนเจ้าชู้อยู่แล้ว ก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปช่วยถือของ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาได้รู้จักกับ ‘พี่มาลี’ พี่มาลีทำงานรับซ่อมเสื้อผ้า จึงต้องแบกกระสอบผ้าใบใหญ่ขึ้นลงทุกวัน พี่มาลีบอกว่าเธอมีแฟนอยู่แล้ว แต่แฟนไม่ค่อยมาหา เมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ความสนิทก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มลึกซึ้ง วันหนึ่งวัฒน์รู้มาว่าแฟนของพี่มาลีได้มาหาเธอ และในคืนนั้นเอง ขณะที่วัฒน์กำลังหลับ ก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังมากจากชั้นบน เสียงนั้นทำให้เขาสะดุ้งตื่น และเมื่อออกไปหน้าห้อง ก็พบว่าคนในหอออกมายืนดูเต็มทางเดิน เสียงนั้นมาจากชั้น 5 ซึ่งวัฒน์มั่นใจว่าเป็นห้องของพี่มาลีแน่นอน เขาตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจเพื่อให้สถานการณ์สงบลง เมื่อตำรวจมาถึง เสียงทะเลาะก็เงียบไป วันต่อมา วัฒน์ขึ้นไปเคาะประตูห้องเรียกพี่มาลีด้วยความเป็นห่วง ประตูก็เปิดออกอย่างช้า ๆ คนที่เปิดประตูกลับไม่ใช่พี่มาลี.. แต่เป็นแฟนของเธอแทน ชายคนนั้นมองหน้าวัฒน์แล้วพูดว่า "มาหาเมียพี่เหรอ?" วัฒน์ตอบด้วยความประหม่าว่า "ครับ... ผมเป็นห่วงพี่เขา" แฟนพี่มาลีจึงชวนวัฒน์เข้าไปในห้อง แม้ใจจะหวั่นกลัว แต่วัฒน์ก็จำใจยอมเดินเข้าไป ชายคนนั้นนั่งลงข้าง ๆ แล้วถามวัฒน์ว่า "เมียพี่สวยมั้ย?" ตามมาด้วย "แล้วชอบเมียพี่รึเปล่า?" แต่ละคำถามทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดกว่าเดิม วัฒน์จึงรีบปฏิเสธ หลังจากนั้น แฟนพี่มาลีก็ลุกไปที่เตียง แล้วขอให้วัฒน์ช่วยยกของ เขาจึงเดินไปช่วย และพบว่าใต้ฟูกมี "กระสอบใบใหญ่" ที่คุ้นตา เขารู้ทันทีว่าเป็นกระสอบที่พี่มาลีแบกประจำ "อยากเห็นเมียพี่มั้ย?" แฟนของพี่มาลีถามวัฒน์ วัฒน์ค่อย ๆ เปิดกระสอบ แล้วก็พบว่า พี่มาลีนอนขดตัวอยู่ในนั้น! วัฒน์ตกใจสุดขีด แล้วรีบวิ่งไปที่ประตูหวังหนีออกไป แต่ชายคนนั้นเข้ามาขวางไว้ พร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วโชว์ภาพถ่ายคู่ของวัฒน์กับพี่มาลี ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปมากกว่านี้ วัฒน์รีบขอโทษ และหาทางเอาตัวรอดวิธีอื่น คิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจกระโดดลงจากระเบียง หลังจากกระโดดลงไป เขาลงมานอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น ขณะที่กำลังพยายามขยับตัว ตาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่ข้าง ๆ นั่นคือแฟนพี่มาลีที่ตามมาพร้อมพูดว่า "เมียพี่สวยป้ะ?" หลังจากนั้นวัฒน์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อฟื้นขึ้นมา เขารีบแจ้งตำรวจให้ไปตรวจสอบที่ห้องของพี่มาลี เมื่อตำรวจไปถึง ก็พบว่า ศพของพี่มาลีอยู่ในห้องจริง ๆ และแฟนของเธอเองก็นอนเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำเช่นกัน เมื่อตำรวจไปถึง ก็พบว่า ศพของพี่มาลีอยู่ในห้องจริง ๆ และแฟนของเธอเองก็นอนเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำ โดยมีน้ำยาล้างห้องน้ำวางอยู่ใกล้ ๆ การชันสูตรพบว่าเวลาการเสียชีวิตของทั้งคู่ใกล้เคียงกัน โดยแฟนของพี่มาลีเป็นคนทำร้ายเธอจนเสียชีวิต สุดท้ายก็จบชีวิตตัวเองเพื่อหนีความผิด นั่นหมายความว่า.. สิ่งที่วัฒน์เจอในวันนั้น ไม่ใช่คนอย่างแน่นอน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

09 พ.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตาล ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [ 5 พ.ค.2569 ]

คำพูดพลั้งปากในคืนวันโกน เงาดำปริศนาที่คอยตามติดเธอไปทุกหนแห่ง ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม ให้อยู่ด้วยนะ’ คำพูดร้องขอจากสิ่งลี้ลับเกลี้ยกล่อมหลอนประสาทในยามหลับไหล แต่สุดท้าย… ก็ได้รู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันไป!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า’ (05 พฤษภาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’ ‘คุณตาล’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง โดยส่วนตัวนั้น คุณตาลเป็นคนที่สวดมนต์ และสวดบทจักรพรรดิ์ของหลวงปู่ดู่เป็นประจำ ในวันหนึ่งหลังจากที่คุณตาลขายขนมที่ร้านเสร็จแล้ว และกำลังเดินทางกลับบ้านซึ่งเส้นทางที่คุณตาลใช้กลับนั้น ต้องผ่านหลังวัดแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณตาลกำลังขับรถผ่านวัด เธอได้หันไปมองที่เมรุ และด้วยความปากไวเธอจึงพูดออกมาด้วยความรู้สึก ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่ ‘อย่าตามกูกลับมานะ ถ้าตามกูด่านะ’ ปกติแล้วคุณตาลจะไม่พูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่วันนั้นคุณตาลมีความรู้สึกที่ว่า มีเงาดำกำลังจ้องมองเธอลงมาจากด้านบน ไปตลอดเส้นทางที่เธอกำลังกลับบ้านเมื่อคุณตาลกลับมาถึงบ้านของตนเอง เธอได้เตรียมตัวทำขนมสำหรับขายในวันรุ่งขึ้น ขณะเดียวกันนั้น คุณตาลได้หันไปมองที่หน้าบ้านของเธอ และได้พบกับเงาดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอขับรถผ่านมาอีกครั้ง เธอจึงพูดออกมาว่า ‘อย่าตามกลับเข้ามาสิ เดี๋ยวตอนเช้าไปทำบุญใส่บาตรให้’ พอคุณตาลทำขนมเสร็จเธอได้เงยหน้าขึ้นไปมองบนขื่อบ้าน และได้เห็นเงาดำยิ้มฟันขาวมาให้เธอจากด้านบน ด้วยความเหนื่อย คุณตาลจึงไม่สนใจมัน และเข้านอนในคืนนั้นก่อนนอนคุณตาลได้วางรูปหลวงปู่ดู่ไว้ข้างเตียง และยกมือไหว้สวดมนต์ตามปกติ เมื่อล้มตัวลงนอนในตอนเที่ยงคืน คุณตาลฝันว่า เธอนั้นไปในที่มืดดำแห่งหนึ่ง และมีเสียงพูดกับเธอข้างหูว่า ‘ให้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ค้าขายจะดีนะ ตอนเช้าไปใส่บาตรนะ’ ในฝันนั้นคุณตาลใช้ชีวิตตามปกติ การค้าขายดี ขายของหมดทุกอย่าง คุณตาลจึงไม่คิดอะไร เมื่อคุณตาลสะดุ้งตื่นขึ้นมา และมองไปที่ขื่อบ้านของตนเองเงานั้นก็ยิ้มให้เธออีกครั้ง คุณตาลหลับรอบที่ 2 เงานั้นได้มาทับตัวเธอไว้ และพูดกับเธอในฝันว่า ‘ขออยู่ด้วยนะ อยู่ด้วยแล้วดี ดีจริง ๆ ข้อตกลงเดียวของเราคือใส่บาตรด้วยกัน’ ตอนนั้นคุณตาลรู้สึกตัว และรู้แล้วว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่ฝันไป แต่มันกลับเหมือนเรื่องจริง ว่ามีใครสักคนมาพูดกับเธอคุณตาลได้ท่องในใจว่า ‘หลวงปู่ดู่ช่วยหนูด้วย’ซึ่งความเชื่อส่วนตัวของคนที่สวดบทจักรพรรดิ์ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมื่อหลวงปู่ดู่รับรู้จะมีเสียงจิ้งจกร้องทัก เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของคุณตาล ทันใดนั้นจิ้งจกก็ร้องทักขึ้นมา ทำให้เธอได้รู้ตัวว่าหลวงปู่รับรู้แล้ว หลังจากนั้นจิ้งจกร้องทักดังขึ้นเรื่อย ๆ จนแม่ของคุณตาลเดินมาเคาะห้อง ถามว่าเธอเป็นอะไร เพราะได้ยินเสียงจิ้งจกร้องทักดังมาก แต่คุณตาลไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะในตอนนั้น เธอได้แต่นอนร้องไห้ และขยับตัวไม่ได้ เหมือนกับว่ามีใครสักคนมานอนทับตัวเธอไว้ ทำให้คุณตาลนั้นรู้สึกชาไปทั้งตัว คุณตาลพยายามตั้งใจนอนอีกครั้ง เพื่อให้เธอลืมทุกอย่าง และได้ตื่นจากฝันร้ายในครั้งนี้ แต่การหลับรอบนี้ กลับมีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่หนักแน่น พูดขึ้นมาว่า ‘สวดมนต์ สวดมนต์สิ’ ทำให้คุณตาลเริ่มสวดนะโมสามจบ แต่ยังไม่ทันจบก็มีเสียงร้อง ‘ฮือ ฮืออ อยู่ด้วยกันสิ’ ดังแทรกขึ้นมา คุณตาลตั้งใจสวดมนต์กลบเสียงร้องโหยหวนนั้นให้ได้ แต่เมื่อมีเสียงร้องของผู้หญิง แทรกขึ้นมา ทำให้เธอนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับเสียงร้องปริศนา แต่เสียงของชายที่หนักแน่น ได้พูดเตือนเธอให้สวดมนต์อย่างหนักแน่น ทำให้คุณตาลมีสติสวดมนต์อีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีแสงสาดเข้ามาในตาของเธอ ส่วนเงาดำนั้นได้กรีดร้องดังขึ้นมา ในฝันนั้นคุณตาลได้วิ่งหนีเสียง เพื่อเข้าหาแสงสว่างตรงปลายทางตรงหน้า เสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องวิ่ง เดินสวดมนต์ออกมา’ขณะเดียวกันเสียงของหญิงสาวที่กรีดร้องโหยหวนนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าเธอนั้นกลัวแสงสว่างที่อยู่ตรงหน้า เมื่อคุณตาลก้าวเท้าเข้ามาหาแสง เธอได้ยินเสียงบทสวดบทหนึ่งดังขึ้น หลังจากสวดเสร็จก็มีเสียงถามขึ้นมาว่า ‘ตามมาได้ยังไง นี่มันกายคนนะ’ จากนั้นเสียงกรี้ดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง และเงานั้นออกหลุดออกไป คุณตาลตื่นขึ้นมา เธอจึงได้ลุกขึ้นมาสวดมนต์ก่อนจะล้มตัวลงนอน ท่ามกลางเสียงร้องทักของจิ้งจกในห้อง การนอนครั้งนี้ คุณตาลได้ฝันเห็นพระใส่จีวรหันหลังยืนหันหลังให้เธอ และพูดว่า ‘รู้ไหมเขาตามมานะ เขาชอบคนใส่บาตร วันนั้นที่ไปตักบาตรเนี่ยบุญเยอะนะ เขาชอบ’ รวมทั้งถามถึงสายสิญจน์ ที่ผูกกับรถของเธอมันหายไปไหน รวมถึงบอกว่าสายสิญจน์นั้นสำคัญมาก ถ้ากลัวก็ให้นำมันมาผูกแขนไว้ แต่ในฝันคุณตาลกลับไม่ได้ตอบอะไรเช้าวันรุ่งขึ้น คุณตาลได้ไปดูสายสิญจน์ที่รถแต่กลับไม่พบ แม่ของเธอก็ได้บอกว่า สายสิญจน์มันขาดไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจคือ สายสิญจน์ที่รถทุกคันมันได้หายไปพร้อมกันทั้งหมด หลังจากนั้นคุณตาลได้เดินทางไปที่วัดแห่งหนึ่ง และเล่าเรื่องนี้ให้พระที่วัดได้ทราบ ท่านก็ได้แต่หัวเราะ และพูดว่า ‘มันก็มีแหล่ะตรงเมรุ แล้วดันไปปากดีทักทำไม’ ซึ่งวันที่ คุณตาลได้พูดทักเงาดำนั้น คือวันโกน หลังจากเหตุการณ์นี้ เมื่อพระได้พรมน้ำมนต์ให้คุณตาลแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พบกับเงาดำเงานั้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-