เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

อังคารคลุมโปง RECAP

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

       ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย!

       คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา

       เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ

       จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม

       นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

13 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’กูยังไม่ตาย‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ปุ๊ก’ ที่เป็นเพื่อนของตนในสมัยเรียน ปวช. ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 40 ก่อน หลังจากเรียน ปวช.จบที่ระยอง ปุ๊กก็ได้ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด ได้ไปเจอเพื่อนใหม่และได้เช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหอพักนี้คือหอพักของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ตั๋ม’ เเละยังเป็นที่รวมพลของกลุ่ม หอพักในสมัยนั้นมีโทรศัพท์กลางที่ตั้งอยู่หน้าหอพัก เมื่อมีปัญหาอะไรก็โทรหา รปภ. ได้ วันนั้นเป็นวันที่จะเริ่มเรียนซัมเมอร์ ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘เล็ก’ ซึ่งเป็นคนที่สวยมาก แต่น่าสงสารเพราะว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว ทุกวันนี้เล็กจึงอยู่กับยายเเล้วก็หลานที่บ้านหลังหนึ่ง เล็กมักจะพยายามชวนเพื่อนในกลุ่มว่า “ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านชั้นสิ” เพื่อน ๆ ทราบเช่นนั้นก็รวมตัวกันไป ปรากฏว่าบ้านของเล็กนั้นอยู่อีกอำเภอซึ่งไกลมาก เมื่อถึงบ้านของเล็ก ปุ๊กก็ได้บอกกับคุณขวัญว่า “ไม่อยากนอนค้างที่บ้านหลังนี้เลย บ้านหลังนี้น่ากลัวมาก“ ซึ่งลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ยก 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว มืดทะมึน ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านเเละบ้านหลังนี้คุณตาของเล็กเพิ่งจะเสียชีวิตไป ในตอนแรกปุ๊กคิดว่าบ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน เเต่ปรากฎว่ามีเเฟนของเล็กอยู่ด้วยอีกคน ในคืนวันนั้นปุ๊กเเละกลุ่มเพื่อนได้นอนเปิดประตูอยู่บนชั้น 2 แต่แล้วก็มีเสียง ปึก ปึก ปึกก! เหมือนเป็นเสียงคนเดินขึ้นบันได ในระหว่างที่มีเสียงนั้น ทุกคนก็จ้องไปประตูเพื่อดูว่าเป็นใครที่เดินขึ้นมา แต่เมื่อสุดขั้นบันได เสียงนั้นก็เงียบหายไป… ไม่มีใครเดินออกมา! ทุกคนได้เเต่สงสัยว่าเป็นใครเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นในตอนเช้าก็แยกย้ายกลับบ้าน ผ่านไปเมื่อปุ๊กเรียนซัมเมอร์จบ วันสุดท้ายของการเรียนวันนั้นก็ได้กลับบ้านที่ระยอง ในขณะที่เดินทางกลับก็มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนขึ้นมา ซึ่งคนที่ส่งมาก็คือตั๋มเเละได้บอกว่า “เล็กตายเเล้ว” ปุ๊กก็ตกใจเเละไม่เชื่อในสิ่งที่ตั๋มบอก เพราะก่อนที่ปุ๊กจะขึ้นรถกลับบ้านนั้นทั้งคู่ยังกล่าวลากันอยู่เลยเเละเล็กยังได้บอกปุ๊กอีกว่าจะไปทำบุญกับครอบครัว ปุ๊กติดต่อเล็กไม่ได้จึงรอเวลาให้เล็กกลับไปที่หอ ในระหว่างที่รอ ปุ๊กก็ได้ทำธุระของตัวเองไปจนลืมเวลา เวลาล่วงเลยมาจนถึง 3 ทุ่ม พอปุ๊กนึกขึ้นได้จึงโทรไปหา รปภ.ที่หอว่า ปุ๊ก : ไปตามเพื่อนให้หน่อย ตามตั๋มให้หน่อย หนูอยากรู้เรื่องเพื่อนหนู เพื่อนหนูตาย รปภ. : ไม่ตามให้หรอก ดึกแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นธุระด่วนก็ตาม เมื่อปุ๊กทราบเช่นนั้นก็ได้โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกหลังหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็สงสัยเเละบอกว่า “เล็กตายจริงหรอวะ?” ปุ๊กก็ตอบกลับว่า “จริง ก็มันบอกว่าไอเล็กตาย” ในขณะที่คุยกันก็มีเพื่อนบอกว่า “ปุ๊ก มึงมีเบอร์โทรศัพท์บ้านไอเล็กไม่ใช่หรอ มึงไม่โทรไปล่ะ” ปุ๊กจึงวางสายจากเพื่อนเเล้วโทรไปที่บ้านของเล็ก สายแรกที่โทรไปไม่มีใครรับ จึงโทรไปอีกครั้งปรากฏว่ามีคนรับสาย ซึ่งคนที่รับสายนั้นเป็นหลานของปุ๊ก “ฮัลโหล น้าปุ๊กหรอ” ปุ๊ก : เป็นไงบ้าง น้าเล็กอยู่ป่าว หลาน : น้าเล็กหรอ เดี๋ยวนะ อ๋อนั่นไง น้าเล็กเดินลงมาพอดี ปุ๊ก : เอ้า น้าเล็กเดินลงมาแล้วหรอ ขอน้าคุยกับน้าเล็กหน่อย เล็ก : เออ ปุ๊กเป็นไง (เเล้วก็มีไอหลังพูดจบ) ปุ๊ก : เป็นไรอ่ะ ทำไมไออย่างงี้ เล็ก : เออ กูเจ็บคอนิดหน่อย ว่าไง ปุ๊ก : มึง ไอตั๋มมันเพจมาบอกกูว่ามึงตายอะ เล็ก : มึงจะบ้าหรอ กูยังไม่ตาย ระหว่างนั้นก็มีเสียงคุณยายของเล็กแทรกขึ้นมาว่า คุณยายเล็ก : ไม่ต้องออกไปเเล้วนะ ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนเเล้วนะ เมื่อปุ๊กได้ยินเสียงเล็กเช่นนั้นก็โล่งใจว่าเล็กยังไม่ตาย แล้วก็วางสายไป.. วันต่อมา มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคนที่ส่งมาหาปุ๊ก ส่งมาบอกว่า “ไอปุ๊ก เล็กตายแล้ว” ปุ๊กไม่เชื่อเพราะเพิ่งคุยกับเล็กเมื่อคืน จึงโทรกลับไปหาเพื่อนคนนั้นเเล้วบอกว่า “เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปบ้านมัน” ในวันถัดมา ปุ๊กร้อนใจจึงรีบไปบ้านของเล็กที่ชลบุรี ซึ่งไปกับเพื่อนคนที่ส่งเพจเจอร์มาหา ระหว่างทางที่ไปก็ไม่มีคนเเต่เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเล็กก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น เมื่อปุ๊กเเละเพื่อนมาถึงบ้านของเล็ก สิ่งที่เห็นคือโลงศพตั้งอยู่ 3 โลงในบ้าน! ซึ่งมีโลงของคุณยาย หลานเเละเล็ก ตั้งเรียงกันอยู่ ซึ่งสาเหตุการตายคือโดนรถพ่วงกลับรถกระทันเเล้วชน คอหักตายคาที่!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

01 มี.ค. 2024

3 เรื่องหลอนของคนขับรถ ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างทาง!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโก้’ ที่ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำเรื่องมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 กุมภาพันธ์ 2567) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวคุณโก้ตอนที่ขับรถไปรับผู้โดยสาร เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย!เรื่องที่หนึ่ง คุณโก้เคยทำอาชีพไรด์เดอร์ส่งอาหาร หลังจากเกิดอุบัติเหตุก็เปลี่ยนจากขับมอเตอร์ไซค์มาขับรถยนต์รับ-ส่งคนแทน วันหนึ่ง คุณโก้ได้ขับรถจากจังหวัดปราณบุรีกำลังจะเข้าหัวหิน ระหว่างทางได้เจอพระรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างทาง คุณโก้จึงจอดรถแล้วถามพระว่า “หลวงพี่จะไปหัวหินหรือเปล่า ผมกำลังจะเข้าหัวหิน เดี๋ยวผมไปส่งถึงวัดเลย จะได้ไม่ต้องเดินเหนื่อย” หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หลวงพี่ก็เปิดประตูด้านหลังแล้วก็ขึ้นไปนั่งข้างซ้าย ตลอดการเดินทาง พระท่านสวดมนต์แผ่เมตตาอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้คุณโก้รู้สึกสงสัย เพราะปกติคุณโก้ก็ไม่เคยรับผู้โดยสารที่เป็นพระมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งถึงวัด หลวงพี่ก็ได้เปิดประตูลงจากรถจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถแล้วพูดว่า “โยม โยมที่มากับเขาเนี่ย ลงมาเถอะไม่ต้องตามเขาไป ไม่ต้องจองเวรจองกรรมอะไรกับเขา เขาเป็นคนดี ลงมาอาตมาขอบิณฑบาตนะโยม” จากนั้นหลวงพี่ก็ปิดประตูรถแล้วเดินจากไป ทิ้งคุณโก้ให้อยู่กับความสงสัยคนเดียวในรถ แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ลงไปถามว่าหลวงพี่พูดอะไร พูดกับใคร นอกจากนี้ พี่แจ็คยังได้สอบถามคุณโก้ว่า “ก่อนหน้านั้นตอนที่อยู่บนรถคุณโก้มีความรู้สึกแปลก ๆ อะไรบ้างไหม” แต่คุณโก้ก็ไม่ได้มีอาการอะไร ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร คุณโก้จึงวิเคราะห์กับพี่แจ็คเล่น ๆ ว่า เป็นเพราะคุณโก้อัธยาศัยดี เวลาที่ผู้โดยสารขึ้น คุณโก้ก็จะพูดว่า “เชิญคร้าบ!” อาจจะมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะมีวิญญาณขึ้นมาด้วยเรื่องที่สอง หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปไม่นาน คุณโก้ได้ไปรับผู้โดยสาร เมื่อไปยังจุดหมายที่จะรับผู้โดยสาร คุณโก้ก็เห็นมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน คนแรกเป็นผู้สูงอายุ คนที่สองเป็นผู้ชายวัยกลางคน คนที่สามเป็นผู้หญิงวัยกลางคน และคนสุดท้ายเป็นผู้หญิงอายุไม่มากเท่าไร ทั้งหมดขึ้นมาบนรถ โดยที่น้องผู้หญิงขึ้นมาก่อน และตามด้วย ชาย-หญิง วัยกลางคน แต่คุณป้าคนแก่ไม่ได้ขึ้นมาด้วย คุณโก้เข้าใจว่าอาจจะมายืนส่งขึ้นรถ จุดที่น่าสังเกตคือทั้ง 3 คนที่ขึ้นมาใส่ชุดดำหมดเลย แต่คุณโก้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ขับรถไปเรื่อย ๆ จนถึงที่หมาย ชายวัยกลางคนเปิดประตูลงไปก่อน ผู้หญิงลงตาม คุณโก้เช็คในแอปฯว่าจ่ายเงินแล้ว จึงกดเสร็จสิ้นการรับส่งในครั้งนี้ จากนั้นผู้โดยสารก็ปิดประตูแล้วคุณโก้ก็ขับรถออกไป คุณโก้ขับไปได้ยังไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็ได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้มาจากเบาะข้างหลัง เขามองกระจกหลังและสิ่งที่เห็นคือ เด็กผู้หญิงผมสั้นนั่งกอดเข่าพิงเบาะรถมองออกไปนอกหน้าต่าง คุณโก้พยายามถามว่า “น้องทำไมถึงไม่ลง แล้วพี่ต้องทำยังไง จะให้ไปกลับไปส่งไหม” น้องผู้หญิงร้องไห้สะอื้นแล้วก็บอกว่า “กลับ ไป” คุณโก้ตอบกลับไปว่า “พี่ต้องกลับไปส่งน้องใช่ไหมเนี่ย มันเสียเวลาพี่นะ พี่ต้องทำมาหากินด้วยนะเนี่ย” แต่คุณโก้ก็กลับไปส่ง พอถึงที่หมาย ผู้ชายวัยกลางคนก็เปิดประตูรถแล้วพูดว่า “รู้ได้ยังไงเนี่ย ว่าผมลืมของไว้ ผมกำลังแจ้งที่ศูนย์เลยว่าช่วยตามรถให้หน่อย ผมลืมของไว้” แล้วคุณโก้ก็บอกว่า “ยังไม่มีใครแจ้งผมเลย ผมมาเองก็พี่ลืมน้องไว้” ผู้โดยสารอึ้งแล้วก็เข้ามาหยิบของออกไป แล้วก็บอกว่า “มาคุยกับผมก่อน” คุณโก้จึงลงจากรถ ผู้ชายคนนั้นก็ถามว่า “น้องคืออะไร” คุณโก้ตอบไปว่า “ก็พี่ขึ้นมา แล้วก็น้องขึ้นมา แล้วตอนลงไปผมก็นึกว่าลงไปหมดแล้ว เนี่ยผมก็วนมาส่ง” ผู้ชายคนนั้นจึงเปิดถุงกระดาษที่ลืมไว้แล้วบอกว่า “เนี่ย น้องผมอยู่ในนี้” ในถุงกระดาษนั้นมีตลับใส่อัฐิไว้ แล้วก็พูดอีกว่า “น้องเสียไปนานแล้ว คนที่ดูแลอัฐินี้ตลอดคือแม่ผม แล้วก็เมื่อ 2 วันก่อนแม่ผมเพิ่งเสีย” คุณโก้ตกใจจึงพูดว่า “เดี๋ยวนะ แม่เพิ่งเสีย ใช่ป้าที่มาส่งแล้วแต่งตัวแบบนี้ ใช่ไหม” ชายคนนั้นบอกว่า “ใช่ นั่นคือชุดสุดท้ายที่ผมใส่ไปในโลงให้กับคุณแม่ผม” พี่แจ็คก็ได้สอบถามว่า “แล้วหลังจากนั้นทำยังไง เพราะตอนนั้นก็ประมาณ 3 ทุ่ม แล้วต้องขับรถกลับจากหัวหินไปปราณบุรี” คุณโก้บอกว่า “ก็เปิดรายการผีฟัง” พี่แจ็คจึงถามว่า “แล้วกลับได้ใช่ไหม” คุณโก้ตอบกลับว่า “มันก็ต้องได้แหละ เพราะยังไงผมก็ต้องกลับ”เรื่องสุดท้าย วันหนึ่ง คุณโก้ขับรถจนถึงช่วงกลางคืน มีคนเรียกให้ไปรับตามปกติ พอไปถึงก็มีผู้หญิงวัยกลางคน เปิดประตูขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังฝั่งซ้าย วันนั้นคุณโก้ขับรถมาทั้งวันจึงรู้สึกอ่อนเพลีย สักพักก็รู้สึกว่าด้านหลังเบาะเหมือนมีอะไรดันอยู่ตลอด คุณโก้คิดว่ารถคงสะเทือน จากนั้นก็มีความรู้สึกว่าที่พิงเบาะข้างหลังเหมือนมีมือเล็ก ๆ เย็น ๆ ลูปที่คอ คุณโก้จึงเอาปกคอเสื้อขึ้นมาบังไว้แล้วก็ขับรถต่อ ผ่านมาสักพัก เหมือนมีลมมาเป่าที่หูซ้ายที ขวาที แล้วคุณโก้ก็ได้พูดออกมาว่า “อะไรวะเนี่ย!” ผู้โดยสารจึงกระแอมขึ้นมา แล้วทุกอย่างก็หยุดแล้วหายไป แม้คุณโก้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่เขาก็ขับรถต่อไป รถคุณโก้เป็นรถ 7 ที่นั่ง จึงพับเบาะหลังไว้เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ใส่กระเป๋าผู้โดยสาร คุณโก้มองกระจกหลังแล้วเห็นเด็กนั่งหันหลังแล้วขย่มรถอยู่! แต่รถคุณโก้ไม่ได้ขยับตาม คุณโก้ตกใจจึงจอดรถแล้วกำลังจะหันไปถามผู้โดยสาร แต่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก่อนว่า “พี่ขับไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว” คุณโก้รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลก ๆ แน่นอน เมื่อถึงที่หมาย ผู้หญิงคนนี้ก็เปิดประตูแล้วพูดว่า “ ถ้าขับรถแล้วง่วงอะ อันตรายนะ นอนหลับให้เพียงพอ ที่พี่เห็นอะลูกหนูเอง” จากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ลงจากรถปิดประตูแล้วก็ไปเลย คุณโก้ก็คิดในใจว่า สิ่งที่มาด้วยน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่เธอเลี้ยงไว้ แล้วก็พามาด้วย สิ่งที่เขาทำ (ขย่มรถให้สะเทือน) น่าจะเป็นเพราะคุณโก้ง่วง จึงมาทำให้มีสติเพื่อที่จะให้แม่ของเขาปลอดภัย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

13 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

คำเตือนจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 ต้องออกจากป่าในทันที ความสงสัยที่อยากรู้ กับเรื่องท้าทายที่อยากทำ นำไปสู่การพบเจอหมู่บ้านปริศนาส่องแสงสีทองเป็นประกายในยามค่ำคืน แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่ได้สวยงามอย่างที่ตาเห็น เมื่อสัตว์เลี้ยงที่เขารักต้องตายไปด้วยฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ประหลาด และความอาฆาตจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในหมู่บ้านลวงตา… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร’ (3 มีนาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านลวงตา’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโก้’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณชา’ ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในตอนที่คุณชา มีอายุประมาณ 4 - 5 ปี ด้วยความที่พ่อแม่ของคุณชา ต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด จึงส่งคุณชาให้ไปอยู่กับปู่นกเพียงแค่สองคน ปู่นกเป็นพรานป่า จึงปลูกฝังคุณชามาตั้งแต่เด็ก เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต และการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในป่า ทำให้คุณชามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตในป่าเป็นอย่างดี ในตอนที่คุณชามีอายุ 17 ปี คุณปู่มักจะบอกเสมอว่า เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมง ให้รีบออกมาจากป่า คุณชาจึงเริ่มมีความสงสัย จนถึงวันหนึ่งปู่นกก็ยอมเล่าสาเหตุของเรื่องนี้ให้คุณชาได้ฟังเป็นครั้งแรก… ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน สมัยปู่นกยังเป็นวัยรุ่นใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป พ่อแม่ของปู่นกได้รู้จักกับครูพรานประจำหมู่บ้านคนหนึ่ง และได้ฝากฝังให้ปู่นกเป็นลูกศิษย์ของครูท่านนี้ ครูพรานได้ดูแลปู่นกเป็นอย่างดี รวมถึงสอนให้ปู่นกมีความรอบรู้เรื่องป่าอีกมากมาย แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือหลังช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ปู่นกจะต้องออกมาจากป่า โดยให้เหตุผลว่า ในป่าแห่งนี้ มีหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในป่า เป็นหมู่บ้านปริศนา หรือเรียกกันว่าหมู่บ้านลวงตา หมู่บ้านนี้จะมีลักษณะเป็นสีทอง ส่องแสงประกายในช่วงเวลากลางคืน และจะไม่ปรากฏมาให้เห็นในช่วงเวลากลางวัน เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ เขาก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวหลอกเด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่นกตัดสินใจเข้าไปในป่าโดยที่ไม่บอกครูพราน และคิดจะทำเรื่องที่ท้าทาย คือการล่าอีเห็น (สัตว์ป่าคุ้มครอง มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ขาสั้น ปากแหลม หน้าตาคล้ายแร็กคูน) ขณะที่ปู่นกกำลังตามล่าอีเห็น เมื่อเขาพบมัน จึงเล็งปืนไปที่สัตว์ตัวนั้น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงลมปริศนากระโชกผ่านมา ราวกับพายุขนาดเล็ก แล้วก็สงบลงไป ปู่นกจึงได้เล็งไกปืนยิงไปที่อีเห็นอีกครั้งจนสามารถยิงมันได้จนสำเร็จ แต่เมื่อปู่นกเดินตามไปหาตัวมัน กลับพบว่าอีเห็นได้หายตัวไปอย่างปริศนา พอปู่นกรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงช่วงเวลากลางคืนแล้ว ปู่นกจึงตัดสินใจไปนอนพักอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งขณะที่ปู่นกกำลังนอนอยู่บนต้นไม้ ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ มองเห็นแสงเทียนสีทองงามตาอยู่ตรงหน้า พร้อมกับมีเสียงคนร้องรำทำเพลง มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ผู้คนมากมายปรากฏขึ้นมา จนทำให้เขามีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ในที่แห่งนั้น ก็เผลอหลับไปเสียก่อน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่า ปู่นกเองได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย คุณตาคนหนึ่งในหมู่บ้านได้เดินเข้ามาถามปู่นก ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน? เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา พร้อมกับชักชวนให้ไปพักผ่อนที่บ้านของคุณตา ปู่นกจึงตอบตกลง เมื่อถึงบ้านของคุณตา ปู่นกก็พบอาหารมากมาย ที่จัดเตรียมไว้ให้เขากินได้อย่างเต็มที่ แต่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม จู่ ๆ ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาส่งสายตาหวานให้กับปู่นก ทำให้เขาเดินตามสาวสองไป เพื่อเต้นสนุกสนานด้วยกัน แต่เต้นเท่าไหร่ก็ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยสักที ปู่นกเองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกไปจากปกติ จู่ ๆ คุณตาเรียกปู่นกให้มาคุยด้วยกัน คุณตาได้พูดว่า…“ทำไมช่วงนี้มีแต่คนใจร้ายกับหมู่บ้านเรา หมู่บ้านเราไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใคร เห็นไหม อีเห็นที่ตาเลี้ยงไว้มันตายไปแล้ว”เมื่อปู่นกหันไปมอง จึงพบว่าอีเห็นตัวที่เขายิง มันได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ปู่นกก็นิ่งเฉยเพื่อหนีความผิดของตัวเอง จากนั้นคุณตาก็พูดต่อว่า…“พรานคนนี้มันไม่มีครูสอนเลยหรือไง วันพระใหญ่ขนาดนี้เข้าไม่ให้ฆ่าสัตว์”เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนยิ่งโดนตอกย้ำ สุดท้ายแล้วคุณตาพูดต่อว่า “ถ้าเกิดว่ารู้ตัวคนทำ จะฆ่ามันให้หมด”จากนั้นทั้งสองก็นั่งดื่มเหล้ากันจนเมา ปู่นกจึงได้ขอตัวกลับบ้านเมื่อสิ้นเสียงคำพูดลา จู่ ๆ จากเดิมที่ดนตรีบรรเลงสนุกสนาน กลับเงียบสงัดลงในทันที สายตาของทุกคนในหมู่บ้านจ้องมองตาเขม็ง และไฟตะเกียงได้ดับมืดไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ทำให้ปู่นกรีบเดินหนีออกมา ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง และได้พบว่าหมู่บ้านที่เคยเห็น ได้สลายหายไปต่อหน้าต่อตา ผู้คนในหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็กลายเป็นก้อนควันสีขาวลอยหายไปเมื่อปู่นกเดินหนีออกมาได้ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียก “พี่นก ๆ มาทางนี้” ปู่นกได้เดินตามเสียงเรียกไป และสะดุดล้มลง ขณะเขากำลังจะลุกขึ้น กลับมีกลุ่มก้อนควันสีขาวมารุมล้อมรอบตัวเขา พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นมา “อีคนนี้ใช่ไหมที่มันยิงอีเห็นของฉัน” “เล่นมันเลยไหม เอามันเลยไหม”แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง “พ่อพี่นกอยู่ตรงนี้” เมื่อสิ้นเสียงพูดของกุมารน้อยที่ครูพรานเลี้ยงไว้ เสียงปืนก็ได้ดังลั่นขึ้นฟ้าในทันที ทำให้กลุ่มก้อนควันสีขาวนั้นสลายหายไป… ครูพรานได้รีบเดินเข้ามาหาปู่นก และบอกให้เขาพาไปหาต้นไม้ต้นใหญ่ ที่เขาได้นอนก่อนหน้านั้นในทันที เมื่อไปถึงต้นไม้ต้นนั้น ปู่นกก็รีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามคำสั่งของครูพราน ก่อนที่ครูพรานจะนำทรายมาหว่านไปรอบ ๆ ต้นไม้ ก่อนจะรีบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ด้วยกันกับปู่นก ในขณะเดียวกันกลุ่มก้อนควันสีขาวลอยมาล้อมรอบพวกเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้พวกเขาได้ ด้วยความรู้สึกผิด ปู่นกรีบก้มลงขอโทษกราบครูพราน และสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อปู่นก เล่าเรื่องนี้จบ คุณชาก็ยังคงมีความสงสัยว่า… เรื่องที่ปู่นกเล่ามานั้น เป็นเรื่องจริงไหม ปู่นกเองก็ได้บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ลองดู สุดท้ายแล้วในวันหนึ่ง คุณชาก็ได้ออกเดินป่า เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย เมื่อเวลาหนึ่งทุ่ม ขณะที่คุณชากำลังมองหาสัตว์ป่าอยู่ต้นไม้ต้นใหญ่ ซึ่งเป็นต้นเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์กับปู่นก จู่ ๆ คุณชาก็ได้พบกับแสงสีทองอร่ามปรากฏขึ้นมา เมื่อคุณชามองเห็นมันด้วยความตกใจ จึงรีบกลับบ้านเพื่อไปบอกปู่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเชื่อในสิ่งที่ปู่นกนั้นเคยเตือนให้กับตนเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

28 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณหนองน้ำ 'ผีนักวิ่ง' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 17 ธ.ค. 2567 ]

‘คุณหนองน้ำ’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘ผีนักวิ่ง’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ จะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! ‘คุณหนองน้ำ’ เกริ่นก่อนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของรุ่นพี่ที่รู้จักกันชื่อ ‘พี่กอล์ฟ’ เป็นชายหนุ่มวัยกลางคน ที่อยู่ในแวดวงไตรกีฬา วิ่ง ปั่นจักรยาน และว่ายน้ำ ซึ่งเรื่องที่พี่กอล์ฟได้นำมาเล่าให้คุณหนองน้ำฟัง เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 ตอนนั้นพี่กอล์ฟได้มีโอกาสไปวิ่งเทรล ที่จังหวัดเชียงใหม่ การวิ่งเทรล คือ การวิ่งในรูปแบบของการผจญภัยตามบริเวณหรือพื้นที่ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่า ภูเขา เป็นเส้นทางที่ขรุขระ เนิน ดิน หิน ทราย และที่แน่นอนก็คือ เส้นทางวิ่งจะมีความแตกต่างจากการวิ่งแบบปกติในเมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งพี่กอล์ฟวิ่งเทรลในระยะทาง 93 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ไกลมาก และจะเริ่มออกตัวในช่วงเวลากลางคืน โดยนักวิ่งส่วนใหญ่จะมีอุปกรณ์คู่ใจเวลาวิ่งในป่าคือ Headlamp (ไฟฉายคาดศีรษะ) และสิ่งนี้นั่นเองที่ทำให้พี่กอล์ฟไปเจอกับบางสิ่งบางอย่างในป่านั้น.. หลังจากที่ปล่อยตัวตอนกลางคืน ขณะที่พี่กอล์ฟวิ่งไปได้ระยะประมาณ 50 กิโลเมตร ระหว่างทางมีฝนตกลงมาอยู่ตลอด ทำให้การวิ่งเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะว่าเส้นทางที่มันลื่นบวกกับตอนนั้นเป็นเวลากลางคืนอีกด้วย จึงทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นนั้นแคบลง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเวลานักวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ นักวิ่งแต่ละคนจะค่อย ๆ ห่างกันไป จนเริ่มไม่เห็นไฟจาก Headlamp ของคนอื่นแล้ว เมื่อระยะทางเริ่มไกลขึ้น พี่กอล์ฟรู้สึกว่าไฟบนหัวของตัวเองเริ่มติด ๆ ดับ ๆ จากนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างลอยอยู่ทางซ้ายมือ ในตอนแรกพี่กอล์ฟคิดว่าตัวเองตาฝาด สุดท้ายก็ตัดสินใจหันไปดู สิ่งที่เห็นคือ ‘คุณยาย ผมประบ่า เสื้อผ้ามอมแมม’ มาตะคอกใส่พี่กอล์ฟว่า “มึงออกไป!!” หลังจากเจอสิ่งที่เกิดขึ้น พี่กอล์ฟตกใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจออะไรแบบนี้ เพราะว่าตัวพี่กอล์ฟเป็นคนที่ลงสมัครงานวิ่งเยอะมาก แต่ก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย เรียกได้ว่าไม่เคยเจอผีมาก่อนในชีวิต หลังจากที่คุณยายพูดเสร็จ แค่แว๊บตาเดียวคุณยายคนนี้ก็หายไป แต่ด้วยความตกใจจึงทำให้ขาที่วิ่งอยู่ตอนนั้น วิ่งเร็วขึ้นไปอีก และคิดในใจว่าต้องวิ่งไปหานักวิ่งกลุ่มอื่น ๆ หลังจากที่เจอนักวิ่งกลุ่มอื่นแล้ว เพราะความตกใจที่ยังคงมีอยู่ ทำให้ความเร็วในการวิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนวิ่งหลุดนักวิ่งกลุ่มนั้นออกมาอยู่คนเดียวอีกครั้ง เพราะคิดเพียงแค่ว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ออกไปจากตรงนี้ให้ได้ สักพักหนึ่ง พี่กอล์ฟได้เหลือบไปเห็นศาลระหว่างทาง เป็นศาลไม้เก่า ๆ ที่ดูขลังมาก หลังจากที่เห็นศาลนั้น พี่กอล์ฟก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกครั้ง เป็นเสียงในระยะที่ใกล้มาก มาจากทางด้านซ้ายมือ พูดว่า “ทำไมมึงยังไม่ไป!!” แต่รอบนี้พี่กอล์ฟมองไม่เห็นตัวคุณยายแล้ว ในขณะนั้นพี่กอล์ฟรู้สึกว่า ‘วิ่งต่อได้ แต่ใจกับความคิดตอนนั้นคือเหม่อไม่รู้ตัวแล้วว่าวิ่งไปทางไหน’ สติอย่างเดียวของพี่กอล์ฟคือพยายามตามหาริบบิ้นที่ผูกไว้ตามต้นไม้ ที่ผูกไว้เพื่อบอกว่าจุดในไหนที่เป็นจุดพักต่อไป และสุดท้ายจากระยะทาง 93 กิโลเมตร พี่กอล์ฟวิ่งไปได้เพียง 63 กิโลเมตรเท่านั้น เพราะพี่กอล์ฟตัดสินใจขอ DNF (Did not finish) หรือก็คือเมื่อลงแข่งขันแล้วแต่วิ่งไม่จบ เช่น เหนื่อยไม่วิ่งต่อแล้วหรือหลงทางจนไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ เพราะคิดว่าถ้าวิ่งต่อไปอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ จึงตัดสินใจขอ DNF เมื่อกลับลงมาแล้ว อีกวันหนึ่งหลังจากที่พูดคุยกับนักวิ่งท่านอื่น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครเห็นศาลนั้นเลย..เหตุการณ์ที่ 2 เป็นเรื่องของคุณหนองน้ำเอง เป็นตอนที่คุณหนองน้ำปั่นจักรยานอยู่ ณ ที่หนึ่งในช่วงวันปีใหม่ ซึ่งแถวนั้นแทบไม่มีคนเลย ในขณะที่คุณหนองน้ำกำลังปั่นจักรยานผ่านจุดแลนด์มาร์คศาลจุดหนึ่ง จู่ ๆ คุณหนองน้ำก็ได้ยินเสียงผู้หญิงจากทางด้านขวาพูดว่า “จ๊ะเอ๋” ในใจตอนนั้นคิดว่าเป็นพี่ที่รู้จักกัน มาปั่นอยู่ข้าง ๆ แต่พอหันไปดูกับไม่เห็นใครอยู่เลย..เหตุการณ์ที่ 3 อีกเหตุการณ์หนึ่ง เป็นพี่ที่รู้จักกัน พี่คนนั้นได้วิ่งผ่านวัด และได้เจอกับแม่ชีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าวัด ยิ้มให้ และพูดว่า “เข้ามาทานข้าวต้มก่อนไหม เข้ามากินข้าวก่อนไหมหนู”แต่พี่คนนั้นตอบกลับไปว่า “อ๋อไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เพราะตอนนั้นพี่เขากำลังวิ่งอยู่ หลังจากวิ่งเสร็จกลับมาที่งาน ก็มีการคุยกันกับนักวิ่งคนอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ จนมาถึงเรื่องของพี่คนนี้เล่าว่า ‘เมื่อเช้าวิ่งผ่านวัด ๆ หนึ่งแล้วเจอแม่ชีมาเรียก ให้ไปกินข้าวที่วัด’ คนในพื้นที่จึงถามขึ้นมาว่า “วัดไหนนะคะ” หลังจากที่บอกชื่อวัดไป คนในพื้นที่คนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “วัดนี้เป็นวัดร้างนะ แต่ในอดีตเคยมีแม่ชีอยู่ที่นี่จริง ๆ แต่หลังจากที่แม่ชีคนนี้เสีย วัดนี้ก็ไม่ได้มีใครเข้ามาบูรณะต่อ”เหตุการณ์ที่ 4 เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของพี่อีกท่านหนึ่ง ในขณะที่พี่คนนี้วิ่งงานเทรลอยู่ ระหว่างวิ่งนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนวิ่งนำหน้า พี่คนนี้จึงวิ่งตามไปเพราะคิดว่าตัวเองวิ่งหลุดกลุ่ม ปรากฏว่าที่วิ่งไปไม่มีใครอยู่เลย จนเจ้าหน้าที่มาตามกลับ และบอกว่า “ตรงนี้มันไม่ใช่เส้นทางที่ให้นักวิ่งผ่านนะ มันผิดเส้นทาง”เหตุการณ์ที่ 5 เป็นเรื่องของแฟนคุณหนองน้ำ แฟนคุณหนองน้ำได้ไปซ้อมวิ่งในช่วงเช้า สถานที่ใกล้กรุงเทพฯ หลังจากที่วิ่งขึ้นเขาลูกหนึ่งไป ซึ่งเป็นปกติที่เวลาขึ้นเขานักวิ่งจะใส่ Headlamp แต่แสงไฟดันไปส่องเห็น ‘คนที่นอนอยู่บนถนน เป็นผู้ชายหัวโล้น นอนในลักษณะเอาหัวพาดไปที่ถนน นอนหันหลัง’ แฟนคุณหนองน้ำคิดว่าจะไม่ข้ามคน ๆ นี้จึงวิ่งเบี่ยงตัวออกไป ในขณะที่กำลังจะวิ่งผ่าน เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวผู้ชายที่นอนอยู่ก็หายไป หลังจากนั้นแฟนคุณหนองน้ำจึงไปทำบุญที่วัด ซึ่งวัดนี้เป็นเหมือนจุดรวมของปรักหักพังจากการบูชาและศาลที่ไม่ได้บูชาแล้ว แฟนคุณหนองน้ำก็ได้มีโอกาสคุยกับเจ้าอาวาสของวัดนี้ และได้เล่าสิ่งที่ตัวเองเจอในตอนเช้า เจ้าอาวาสก็ได้ตอบกลับมาว่า “เป็นธรรมดาแหละโยม เพราะตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนเอาโกศมาทิ้ง แต่ไม่ได้ทำพิธี เลยอาจจะทำให้เจอได้บ้าง” จึงทำให้หลาย ๆ คนที่ใช้เส้นทางเจอกับผู้ชายคนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-