อยากผูกมิตรกับเพื่อนบ้านชั้นบน จึงนำพิซซ่าขึ้นไปให้ แต่กลับมาเจอผู้หญิงแปลก ๆ โผล่มาแค่ครึ่งหน้า พร้อมกับลูกชายอีก 2 คน แถมห้องยังมีกลิ่นแปลก ๆ อีก! เมื่อโทร.แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ ก็พบว่า.. นี่มันคือคดีฆาตกรรม!

อังคารคลุมโปง RECAP

อยากผูกมิตรกับเพื่อนบ้านชั้นบน จึงนำพิซซ่าขึ้นไปให้ แต่กลับมาเจอผู้หญิงแปลก ๆ โผล่มาแค่ครึ่งหน้า พร้อมกับลูกชายอีก 2 คน แถมห้องยังมีกลิ่นแปลก ๆ อีก! เมื่อโทร.แจ้งให้ตำรวจมาตรวจสอบ ก็พบว่า.. นี่มันคือคดีฆาตกรรม!

25 พ.ค. 2023

       ครั้งแรกของการโคจรมาพบกัน ระหว่าง ‘คืนพุธมุดผ้าห่ม’ และ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 พฤษภาคม 2566) กับเรื่องหลอนสิบกะโหลกจาก ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และทีมงานอึ้งทั้งสตู! กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เด็กชั้นบน’

       ต้นกล้าเกริ่นว่าเรื่องนี้เคยเล่าไปเมื่อหลายปีก่อน เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น มีผู้ชายคนหนึ่ง นามสมมุติ ‘ฮิโรชิ’ พนักงานที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน กระทั่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาจึงต้องพักฟื้นตัวอยู่ที่ห้อง พอต้องอยู่ห้องตลอด ฮิโรชิก็เริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมของห้องตัวเอง ในช่วงเย็น ฮิโรชิจะได้ยินเสียงฝีเท้าเด็กจากห้องชั้นบน หรือบางครั้งที่ฮิโรชิเปิดหน้าต่างรับลม ก็จะได้ยินเสียงเด็กหัวเราะคุยเล่นกันอยู่ข้างบน

       เย็นวันหนึ่ง ฮิโรชิสั่งพิซซ่าโปรโมชัน 1 แถม 1 มา แต่กินไม่หมด คิดในใจว่าถ้าเก็บไว้แล้วเอามาอุ่นกินอีกรอบก็คงจะไม่อร่อย ทันใดนั้น ฮิโรชิก็คิดถึงห้องชั้นบนที่มีเด็กอาศัยอยู่ขึ้นมา และอยากผูกสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน จึงนำพิซซ่า 1 ถาดเดินขึ้นไปให้ห้องชั้นบน ณ ตอนนั้น ก็เป็นช่วงหัวค่ำเข้าไปแล้ว..

       เมื่อเดินมาหยุดที่หน้าประตูห้องชั้นบน ฮิโรชิก็กดกริ่งที่หน้าห้อง แต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากฝั่งตรงข้าม ฮิโรชิกดกริ่งอีกครั้ง เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ก็มีเสียงผู้หญิงตอบกลับมาว่า “ค่า ใครคะ?” ฮิโรชิจึงรีบบอกไปว่า “ขอโทษนะครับ ผมไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ผมอยู่ห้องชั้นล่าง แล้วเคยได้ยินบ่อย ๆ ว่าห้องของคุณมีเด็กอาศัยอยู่ ผมเลยเอาพิซซ่ามาให้ครับ” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไรค่ะ เรากินข้าวเย็นกันแล้ว” ฮิโรชิที่ตั้งใจจะเอาพิซซ่ามาให้ก็พูดไปว่า “ถือซะว่าเป็นการทักทายของเพื่อนบ้านละกันครับ ยังไงช่วยรับไว้หน่อยนะครับ” สิ้นเสียงฮิโรชิ ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “โอเคค่ะ” จากนั้นประตูก็เปิดออกช้า ๆ

       เมื่อประตูแง้มเปิดออก แต่กลับไม่มีแสงไฟลอดออกมาจากห้องเลย กลายเป็นแสงจากทางเดินที่ช่วยให้ฮิโรชิเห็นหน้าครึ่งหนึ่งของผู้หญิงที่เขาสนทนามาด้วยตลอด เธอยื่นหน้าออกมาแค่ครึ่งหน้า ตาลอย และมีกลิ่นแปลก ๆ ลอยออกมาจากห้องด้วย ฮิโรชิอึ้งอยู่ไม่กี่วิก็รีบกุลีกุจอยื่นของให้ “นี่ พิซซ่าครับ” แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “คือ.. ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ” ฮิโรชิยังคงคะยั้นคะยอให้เธอรับ แต่เธอยังยืนกรานว่า “ไม่เอาค่ะ งั้นขอรบกวนแค่นี้นะคะ เชิญกลับได้แล้วค่ะ” ฮิโรชิได้ยินดังนั้นก็ถอดใจ และเตรียมจะถอยหลังกลับ แต่ก็สังเกตเห็นหน้าเด็ก 2 คนโผล่ออกมาครึ่งหน้าข้างล่างผู้หญิงคนนั้น ฮิโรชิก็พูดขึ้นว่า “หนูอยากกินพิซซ่าหรือเปล่า? งั้นวางไว้ตรงนี้ก็แล้วกันนะ” จากนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเสียงเบา ฮิโรชิวางพิซซ่าไว้หน้าห้องแล้วเดินออกมา เสียงปิดประตูก็ดัง “ตึง” ตามหลังมา

       ฮิโรชิคิดในใจว่าครอบครัวนี้แปลก ๆ อยู่กันยังไงในห้องมืด ๆ แถมพอมีคนมา ยังเปิดประตูไว้นิดเดียวแล้วโผล่มาแค่ครึ่งหน้าอีก “ไม่น่ามาเลย” ฮิโรชิคิดในใจ ระหว่างที่กำลังจะเปิดประตูบันไดหนีไฟเพื่อเดินลงไปห้องตัวเองนั้น ฮิโรชิก็รู้สึกเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างมองมาที่เขาอยู่ พอหันหลังกลับไป เขาก็เห็นว่ามุมทางเดิน (ลักษณะทางเดินจากประตูหนีไฟและห้องนั้นเป็นรูปตัว L) มี 3 คนโผล่มาครึ่งหน้า เป็นแม่และลูก 2 คน จ้องมองมาที่ฮิโรชิอยู่!

       ฮิโรชิรู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม และคิดว่าถ้ามีคนแอบมอง เราจะเห็นไหล่ของเขาบ้าง แต่ฮิโรชิเห็นแค่หัว! เหมือนเอาหัวมาเรียงกันยังไงยังนั้น! ฮิโรชิรีบเดินลงมาข้างล่าง แต่กลับไม่อยากเข้าห้องตัวเอง อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกมากกว่า เมื่อเดินออกมาข้างแล้ว ฮิโรชิก็ตัดสินใจโทร.หาตำรวจ และแจ้งว่าเจอเพื่อนบ้านแปลก ๆ อยากให้ตำรวจมาตรวจสอบ

       เมื่อตำรวจมาถึง ฮิโรชิที่ยืนรออยู่ข้างหน้าอะพาร์ตเมนต์ ก็ได้ยินเสียงตำรวจวิ่งลงมาหน้าตาตื่น และบอกว่า “มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น!” หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ก็เริ่มมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง จนได้ผลสรุปว่า “คุณพ่อของครอบครัวห้องชั้นบน ฆาตกรรมลูกกับเมียตัวเองด้วยการตัดคอ และยังพบหัวในห้องนั้นอีกด้วย เมื่อตามรอยเลือดไปก็พบว่าฆาตกรแอบซ่อนอยู่ในห้องของคุณฮิโรชิ!” นั่นหมายความว่า ถ้าตอนนั้นฮิโรชิตัดสินใจกลับเข้าห้อง เขาก็อาจกลายเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมนี้ก็เป็นได้! ส่วนหัวที่โผล่มา เป็นเพราะฆาตกรจับหัวให้โผล่มาคุยกับฮิโรชินั่นเอง!

       ต้นกล้าปิดท้ายว่า “เรื่องนี้เป็นเหมือนกับตำนานเมือง” และยังเสริมอีกว่า ธรรมเนียมของประเทศญี่ปุ่น การนำของไปให้เพื่อนบ้านถือเป็นการผูกมิตรที่ดี และส่วนใหญ่เรื่องหลอนก็มาจากสถานการณ์แบบนี้ได้เช่นกัน  

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

25 ม.ค. 2024

กางเกงมือสองเจ้าของตามมาหา! เรื่องราวของคนชอบเสื้อผ้ามือสอง ซื้อแบบไม่สนใจ จนได้ของแถมกลับมา!

เรื่องนี้เป็นสายจาก ‘คุณมิ้น’ ที่โทรมาเล่าเหตุการณ์ของรุ่นน้องให้แฟนรายการ ‘ อังคารคลุมโปง X’ (16 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับ ‘น้องอาย’ รุ่นน้องของคุณมิ้น เกี่ยวกับเสื้อผ้ามือสองที่ได้ของแถมกลับมาด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านเลย เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2566 ที่ผ่านมา คุณมิ้นเล่าว่า ‘น้องอาย’ ชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองมาก จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กางเกงลายทหารและกางเกงคาร์โก้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง น้องอายจึงไปหาซื้อกางเกงในร้านที่ไปบ่อย ๆ ก็ได้เจอกางเกงที่มีลักษณะโดนใจ แต่เป็นขนาดของผู้ชาย น้องอายจึงขอผ้าถุงจากแม่ค้าและลองสวม เมื่อลองสวมก็รู้สึกว่าเอวใส่ได้พอดี แต่ช่วงขาของกางเกงยาวเกิน ด้วยความชอบ น้องอายจึงซื้อกลับมาและเอามาเก็บไว้ในตู้ เพื่อที่จะเอาไปตัดขากางเกงให้พอดีกับตัวเอง หลังที่ซื้อกางเกงกลับมา น้องอายรู้สึกเหมือนมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา เวลาทำงานหางตาก็จะเห็นเหมือนกับมีคนเดินอยู่ในห้อง บางทีก็ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ในตู้เสื้อผ้า น้องอายจึงมารื้อดู เพราะนึกว่ามีหนู แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร น้องอายเล่าให้คุณมิ้นฟังว่า เคยฝันว่าตัวเองปวดปัสสาวะ และสะดุ้งตื่นเห็นเงายืนอยู่ข้างตู้ที่ปลายเตียง จึงเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่โต๊ะข้างเตียง แต่พอเปิดไฟก็ไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้น จึงคิดว่าตัวเองตาฝาด หลังจากนั้นก็ไปเข้าห้องน้ำกลับมาปิดโคมไฟแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง ช่วงกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงประตูตู้เสื้อผ้าแง้มออก จึงมองดูในความมืด เห็นว่าประตูมันแง้มมานิดนึง แต่ก็นอนต่อเพราะคิดว่าไม่มีอะไร ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนกองเสื้อผ้าไหลออกมาจาก น้องอายจึงตัดสินในเปิดไฟห้องเพื่อที่จะเก็บเสื้อผ้าที่ไหลออกมา ในกองผ้านั้นมีกางเกงลายทหารที่เพิ่งซื้อมาอยู่ในนั้นด้วย น้องอายเก็บเสื้อผ้ายัดเข้าตู้เหมือนเดิม ปิดไฟกลับมานอนต่อ หลังจากล้มตัวลงนอนได้สักพัก ยังไม่ทันเคลิ้มหลับ น้องอายบอกว่าได้ยินเสียงบางอย่างในตู้ และตู้เสื้อผ้าก็สั่นโยก น้องอายจึงจับที่เตียงนอนเพราะคิดว่าแผ่นดินไหว ปรากฏว่ามีแค่ตู้ที่สั่น พอตู้หยุดสั่น น้องอายค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนแต่สายตายังจ้องอยู่ที่ตู้ เห็นเงาผู้ชายคล้ายตำรวจไม่ก็ทหาร สูงประมาณ 180 เซนติเมตร ไม่แน่ใจว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าดำไปทั้งตัว ยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้ากำลังมองมาที่น้องอาย! น้องอายไม่กล้าจ้องเงานั้นจึงหลบสายตาแต่ก็สังเกตุเห็นว่าผู้ชายคนนั้นใส่เสื้อสีขาว กางเกงลายทหารเหมือนกับที่น้องอายซื้อมา น้องจึงคิดว่าน่าจะต้องเกี่ยวข้องกับกางเกงที่ซื้อมา น้องอายก้มหน้าและพูดออกมาว่า “พี่คะ หนูอยู่คนเดียว พี่อย่าหลอกหนูเลย ถ้าหนูทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ หนูขอโทษ” หลังจากพูดจบก็ยังก้มหน้าอยู่แต่ความรู้สึกอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง จึงตัดสินใจค่อย ๆ เงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ที่ตู้แล้ว น้องอายจึงเดินไปเปิดไฟห้องและตัดสินใจว่าจะออกไปหาเพื่อน แต่ตอนนั้นเป็นเวลาตี 2 กว่าแล้ว จึงจัดสินใจเปิดไฟแล้วนอนจนถึงเช้า ตื่นเช้ามา น้องอายคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากกางเกงที่ซื้อมา จึงเอากางเกงมาดูแต่ไม่พบอะไร น้องอายจึงตัดสินใจกลับด้านดูด้านใน ทำให้เห็นว่ามีคราบสีแดงคล้ำ ๆ คล้ายเลือด ตรงบริเวณขากางเกงฝั่งซ้าย และขอบกางเกงด้านในมีคราบเลือดเป็นวงขนาดใหญ่ น้องอายจึงโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังและถ่ายรูปกางเกงส่งไปและมีความคิดว่าจะตามหาที่มาของกางเกงตัวนี้ แต่ร้านไม่น่าจะรู้เพราะเสื้อผ้ามือสองส่วนใหญ่มาจากหลาย ๆ ที่ น้องอายตัดสินใจว่าจะเอากางเกงตัวนี้ทิ้งแต่มีความคิดว่าเขาจะโกรธไหม จึงตัดสินใจเอากางเกงตัวนี้ไปที่วัดและเล่าเหตุการณ์ที่เจอให้กับหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงแนะนำให้สวดบังสุกุลและเผากางเกงตัวนี้ให้เขาไป น้องอายทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ หลังจากที่ทำไปแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในห้องอีก คุณมิ้นเล่าต่อว่าปัจจุบันน้องอายก็ยังชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองอยู่ แต่จะดูให้ละเอียดก่อน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

24 ต.ค. 2023

ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

ขับรถกลางคืนว่าน่ากลัวแล้ว แต่ยังต้องขนของเก่าชวนขนลุกผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มักจะมีอาการแปลก ๆ อีก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ตุลาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ไม่น่ามาด้วย’ พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโต’ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตัวของคุณโตเป็นเจ้าของธุรกิจรับซื้อเศษผ้า โดยจะขับรถหกล้อจากขอนแก่นไปจังหวัดต่าง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาต้องขับรถจากขอนแก่นไปพิษณุโลกเพื่อไปรับซื้อเศษผ้า ซึ่งมีถนนเส้นหนึ่งที่ต้องผ่านคือ ‘เส้นน้ำหนาว’ ถนนเส้นนี้มีสะพานห้วยตองที่มีเรื่องสยองชวนขนหัวลุกมากมาย ด้วยความที่คุณโตเป็นนักธุรกิจ การจะไปรถเปล่า ๆ ก็จะดูเป็นการขาดทุน เขาจึงโพสต์รายละเอียดการเดินทางลงในโซเชียลว่า วันนี้เขาจะเดินทางไปจังหวัดนี้ จะผ่านเส้นทางไหนบ้าง หากใครมีของจะเอาไปส่ง คุณโตก็จะรับบริการให้ หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง ก็มีคนติดต่อเข้ามาบอกว่า “จะให้ส่งของไปที่จังหวัดกำแพงเพชร” คุณโตก็ตอบกลับไปว่า “มันไม่ผ่านนะครับ” แต่ทางนั้นก็บอกว่า “กำแพงเพชรในที่นี้คือมันเป็นเขตรอยต่อใกล้กันกับพิษณุโลก เลยจากพิษณุโลกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ขับออกไปนิดหน่อย เดี๋ยวเรื่องค่ารถ มาคุยกัน” ทางคุณโตจึงเรียกเงินประมาณ 3,000 – 4,000 บาท หลังจากตกลงกันได้แล้ว ทางคุณโตก็ได้เตรียมรถเรียบร้อย พอถึงเวลานัด ก็มีรถกระบะคันนึงขับเข้ามา พร้อมกับผู้ชายอายุประมาณ 60 ลงมาจากรถ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ และเห็นรอยสักอักขระอยู่ที่แขน นอกจากนี้ยังมีลูกน้องมาด้วย 2-3 คน ข้างหลังรถมีนาฬิกาไม้โบราณเรือนใหญ่มาด้วย คุณโตสังเกตเห็นว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกล็อกโซ่และกุญแจมาอย่างแน่นหนา คุณลุงเจ้าของรถบอกว่าให้นำนาฬิกานี้ไปส่งที่วัดแห่งหนึ่ง และให้แผนที่กระดาษมาด้วย ตัวคุณโตก็ให้ลูกน้องมาช่วยยกนาฬิกานี้เพิ่มอีกเป็น 4-5 คน เพราะนาฬิกาเรือนนี้หนักมาก และด้วยความที่คุณโตกลัวว่าตอนอยู่บนรถลูกตุ้มนาฬิกาจะแกว่งและไปโดนตู้จนพัง เขาจึงเตรียมโฟมเพื่อที่จะช่วยไม่ให้ลูกตุ้มแกว่ง แต่ทันทีที่เขากำลังจะเปิดตู้นั้น ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาว่า “มึงอย่าเปิดนะ!!” ซึ่งเป็นเสียงของคุณลุง คุณโตที่เคยคุยกับคุณลุงมาแล้วก็แปลกใจ เพราะปกติแล้วคุณลุงจะพูดจาเพราะ แต่พอจะไปจับนาฬิกานี้ คุณลุงกลับดุ และยังบอกอีกว่า “ไม่ต้องไปเปิดมัน อย่าไปยุ่งกับเขา” หลังจากนั้นก็รีบคะยั้นคะยอให้คุณโตนำของไปส่ง พร้อมทั้งยัดแผนที่กระดาษและเงินจำนวน 15,000 บาทให้คุณโต ตัวคุณโตไม่ได้ดีใจแต่ตกใจ เพราะจำนวนเงินมากผิดปกติ เขาจึงสงสัยว่าหรือนี่จะเป็นของผิดกฎหมาย จึงถามคุณลุงไปว่า “ที่อยู่ในตู้นี้ ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายใช่ไหมครับ” คุณลุงตอบกลับมาว่า “ไม่มี ไม่ผิด ข้างในเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับพระไตรปิฎกทั้งหมด ไม่มีอะไร แล้วตู้นั้นเป็นตู้ไม้โบราณ รับประกันได้ ไปส่งที่วัดได้แล้ว” คุณโตเชื่อและเตรียมรถเพื่อออกเดินทางในเวลา 6 โมงเย็น เพราะส่วนตัวนั้นชอบเดินทางตอนกลางคืนมากกว่า ระหว่างนั้น มีสายโทรศัพท์จาก ‘คุณหมุย’ เพื่องของคุณโต ตัวคุณหมุยนั้นเคยประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดสมองมาแล้ว ทำให้เขาอาจจะมีอาการแปลก ๆ รวมถึงมีอารมณ์และคำพูดแปลก ๆ ไปบ้าง คุณโตจึงเล่าเรื่องที่จะไปส่งของให้ฟัง ปรากฏว่าคุณหมุยขอไปด้วย ทั้งคู่จึงนัดหมายกัน กระทั่งถึงเวลารถออก ทั้งคู่ออกเดินทางจากของแก่นมุ่งหน้าสู่พิษณุโลก โดยใช้เส้นทางน้ำหนาว หลายคนที่เคยไปจะรู้กันดีว่าเส้นทางนี้เป็นภูเขา เป็นเหว และตอนกลางคืนมีรถน้อย ตรงสะพานห้วยตองก็มีเรื่องสยองกล่าวขานกันมากมาย แต่ตัวคุณโตชินกับเส้นทางนี้จึงไม่ได้กลัวอะไร เมื่อถึงจุดที่เป็นป่าเขา สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็หายไป ทั้งรถก็เหลือแต่ความเงียบ จนกระทั่งรถกำลังขับขึ้นเนิน ซึ่งจะต้องผ่านศาลใหญ่อยู่ซ้ายมือ ระหว่างที่กำลังจะผ่านศาล คุณหมุยก็พูดขึ้นมาว่า “เออ มึงว่าคนสมัยก่อนเขารู้ได้ไงวะ ว่ากุมารชอบกินน้ำแดง” คุณโตก็ตอบว่า “มึงจะพูดทำไม” คุณหมุยก็พูดขึ้นมาอีกว่า “แล้วสมัยนั้น สมัยก่อนมีตู้กดน้ำแดงขายด้วยเหรอวะ” พูดจบยังไม่ทันขาดคำ ก็มีสัญญาณในรถดังขึ้นมา เขาก้มมองปรากฏว่า เกจ์ความร้อนของรถกำลังไปถึงตัว H เขาจึงต้องจอดรถ และให้คุณหมุยลงจากรถเพื่อหาหินมารองรถไว้ เนื่องจากยังอยู่ในเส้นทางขึ้นเนิน หลังจากหาก้อนหินมาดันล้อรถเรียบร้อยแล้ว คุณโตก็ดับรถและลงจากรถ แต่สิ่งที่ทำให้คุณโตตกใจคือ ตรงที่รถจอดห่างจากหน้าศาลมาแค่ 3 ก้าว! ซึ่งศาลตรงนี้ เป็นศาลที่คนแถวนี้เขานับถือ ว่ากันว่าห้ามเข้าไปยุ่ง ห้ามเข้าไปเล่นเด็ดขาด หลังจากที่คุณโตตรวจเช็ครถจนเสร็จ สรุปแล้วรถไม่ได้เป็นอะไร แต่หม้อน้ำเดือดเพราะรถใช้แรงในการส่งขึ้นเขาเยอะ ในระหว่างที่คุณโตกำลังเช็ครถ คุณหมุยก็หายไป คุณโตจึงมองหาคุณหมุย ปรากฏว่า เห็นคุณหมุยขึ้นไปนั่งบนรูปปั้นช้างที่อยู่หน้าศาลแล้วทำท่าเหมือนขี่ช้าง ตัวของคุณโตก็ตกใจแล้วบอกว่า “ไอ้หมุย มึงขึ้นไปทำอะไร ลงมานี่!” คุณหมุยก็หัวเราะแล้วลงมาบอกว่า “มึงจะกลัวอะไรวะ มันไม่มีอะไรหรอก” คุณโตคิดว่า นี่ไม่ดีแล้ว จึงรีบเช็คว่าน้ำแล้วก็สตาร์ตเครื่องจนติด จากนั้นก็เรียกคุณหมุยขึ้นรถทันที แต่สิ่งที่เขาเห็นบนรถคือตรงกระจกหน้ารถมีรอยมือเด็กมาแปะอยู่หน้ารถจากข้างนอก! ตัวคุณโตเองก็รู้อยู่แล้วว่าตรงนั้นมีบางสิ่งบางอย่างแน่นอน แต่เขาไม่พูดเพราะกลัวจิตตกและกลัวว่าคุณหมุยจะกลัวไปด้วย จากนั้นก็รีบขับรถออกไป แต่ระหว่างที่ถอยรถออกก็ทับหินดังแกร๊ก! คุณโตถามคุยหมุยว่า “เฮ้ยหมุย ทำไมมึงไม่เอาหินออกจากล้อวะ” คุณหมุยก็หัวเราะ แล้วคุณโตก็ขับออกไป.. ขับไปสักพัก คุณโตเห็นว่าคุณหมุยนั่งชูมือขึ้นมา มือซ้ายชู 5 นิ้ว มือขวาชูขึ้นมา 2 นิ้ว คุณโตจึงถามว่า “หมุยมึงทำอะไร” คุณหมุยตอบกลับมาว่า “กูกำลังจะนับดูว่า กูจะเจอผู้หญิงคนนี้อีกกี่ครั้ง” คุณโตได้ยินเข้าก็ตกใจ เพราะเขาไม่เห็นผู้หญิงอะไรทั้งนั้น แต่คุณโตก็คิดว่าคุณหมุยไม่ใช่คนโกหก หากเจออะไรก็จะพูดออกมาแบบนั้น ระหว่างนั้น คุณโตก็ขับรถไปด้วยความระแวง สลับกับมองนิ้วไปด้วย เพราะในใจก็หวังว่าคุณหมุยจะไม่ชูนิ้วขึ้นมาอีก ปรากฏว่าขับไปได้อีกนิดเดียว คุณหมุยก็ชูนิ้วที่แปดขึ้นมา คุณโตตกใจแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนไปสะดุดอยู่ที่กระจกข้างรถ นั่นทำให้คุณโตหัวใจแทบวาย! สิ่งที่เขาเห็นคือ มีผู้หญิงมายืนเกาะข้างรถและมีเด็กกอดคอมาด้วย แล้วก็เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทำให้คุณโตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้อ้าปากแล้วแลบลิ้นยาวมาด้วย! แล้วด้วยความที่เกาะอยู่ข้างรถ ลิ้นนั้นจึงโดนลมพัดสะบัดไป และในระหว่างที่คุณโตกำลังตกใจ ปรากฏว่ามีเท้าหนึ่งยื่นมาจากในรถแล้วก็ถีบไปที่หัวผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นหลุดกระเด็นหายจากรถไป! หลังจากนั้นเจอเหตุการณ์นั้น คุณโตตกใจจนปัสสาวะราด แต่ก็ต้องประคองสติ เพื่อขับรถต่อไป จนไปถึงที่ปั๊ม และตัดสินใจนอนที่ปั๊ม พอรุ่งเช้า คุณโตก็รีบขับไปที่วัดทันที เป็นวัดที่เขาถูกว่าจ้างให้ไปส่งของนั่นเอง พอขับไปถึง ก็ได้เจอพระรูปหนึ่งเป็นหลวงตาที่อายุมากแล้ว หลวงตาท่านก็เดินมาหา แล้วเอากุญแจขึ้นไปไขจนโซ่ที่คล้องหลุดออก จากนั้นก็เปิดลิ้นชัก สิ่งที่คุณโตเห็นหลังจากเปิดลิ้นชักคือ หลวงตาหยิบเอาคัมภีร์พระไตรปิฎกออกมา แล้วก็เอาคัมภีร์พระไตรปิฎกใส่พานที่ลูกศิษย์ถือเดินตามมาจนหมด แล้วเปิดลิ้นชักอีกอัน หยิบของออกมา สิ่งที่คุณโตเห็นคือ เหมือนเป็นเส้นผมคน หลวงตาก็หยิบใส่พาน ตัวคุณโตตกใจว่ามันคืออะไร หลวงตาที่เห็นคุณโตตกใจก็เลยบอกว่า “ไม่มีอะไร อันนี้คือหางช้าง” ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็นับถือ บางคนเอาไว้ป้องกันภัย หลังจากเอาของออกมาจากนาฬิกาแล้ว ก็ให้ลูกศิษย์ยกนาฬิกาลง ซึ่งใช้แค่ 2 คน ยกลงมาแบบสบาย ๆ แล้วใส่รถเข็นไว้ หลวงตาก็ให้คุณโตเข็นรถตามไป จนไปหยุดที่ริมน้ำ หลวงตาก็ให้คุณโตเอาของวางไว้ตรงนี้ แล้วก็สวดท่องคาถา หลังจากนั้นหลวงตาก็เอามือตบตู้ 3 ที แล้วพูดว่า “ไป ไป” แล้วลูกศิษย์ก็ยกรถเข็นเทตู้นาฬิกาทิ้งลงไปในแม่น้ำ คุณโตก็ได้แต่เกิดคำถามในใจว่า ทำไมถึงต้องขนตู้นาฬิกานี้มา 500 กิโลเมตรเพื่อมาทิ้งน้ำที่วัดนี้ด้วย แต่คุณโตก็ไม่ได้ถามเพราะว่าหมดหน้าที่ของคุณโตแล้ว หลังจากนั้นคุณโตก็กลับมาขึ้นรถ ในจังหวะที่กำลังถอยรถอยู่นั้น คนโบกรถก็พูดว่า “เฮ้ย! เดี๋ยว ๆ อะไรวะเนี่ย” คุณโตลงจากรถไปดูตรงบริเวณล้อ ปรากฏว่า มีหัวตุ๊กตาทหารที่แตก แล้วหัวติดอยู่ในล้อ คุณโตจึงหยิบออกมาดูแล้วถามคุณหมุยว่า “หมุย อันนี้มันมายังไงวะ” คุณหมุยตอบกลับว่า “ก็มึงให้กู เอาหินไปรองรถตอนที่รถเสียจำได้ไหม กูหาหินไม่ได้ แต่กูเห็นไอ้ตุ๊กตานี่มันอยู่หน้าศาล กูก็เลยหยิบเอามารองรถ” คุณโตก็ไม่รู้จะด่าอะไรพูดได้แค่ว่า “โถ่ หมุย” เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณหมุยเป็นอย่างนั้น นั่นทำให้คุณโตเข้าใจว่าสิ่งที่เจอมาตลอดคือเขามาทวง คุณโตจึงขับกลับเอาไปคืน ระหว่างทางที่ไปคุณโตก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเจอนะ ไม่เอาแล้ว ปรากฏว่าพอจะถึงศาล ก็เจอผู้หญิงยืนอยู่หน้าศาล! แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาน่ากลัวแบบคราวก่อน ด้วยความที่ช็อกและกลัวว่าเขาจะโกรธหนัก เพราะเอาแค่หัวไปคืน คุณโตคิดว่าจะไปหาซื้อให้ใหม่ และพยายามขับรถต่อไป ระหว่างที่กำลังจะขับรถผ่านจุดนั้น คุณหมุยก็เอามือตีไหล่คุณโตแล้วพูดว่า “เฮ้ย ๆ มึงเห็นปะ!” แล้วคุณโตก็ขับรถต่อไปโดยไม่หันมาคุยกับคุณหมุยอีกเลยจนถึงบ้าน จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณโตฝันว่า ผู้หญิงคนนี้มาว่า “รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ช่วยเอาของเล่นลูกเขามาคืนได้ไหม” คุณโตก็รับปากไปและไปหาซื้อตุ๊กตาไปคืนให้ที่เดิม และที่สำคัญคือไม่ไปกับคุณหมุยแล้ว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากปิงปอง ‘ใครโทรมาครับ’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

08 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากปิงปอง ‘ใครโทรมาครับ’ I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ปิงปอง [ 4 มิ.ย. 2567]

เมื่อเสียงโทรศัพท์ของพ่อที่ตายไปแล้วดังขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันหลอนตรงที่โทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ได้ชาร์ตแบตมาเป็นเดือน! เรื่องราวนี้ ‘คุณปิงปอง’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (4 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครโทรมาครับ’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย คุณปิงปองเล่าว่า มีวันหนึ่งที่คุณปิงปองได้มีโอกาสไปเล่าเรื่องผีกับแก๊ง ‘Powerpuff GAY’ แต่ตัวคุณปิงปองนั้นไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ จนนึกได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงที่พ่อของคุณปิงปองเสีย ก็ได้จัดงานศพให้คุณพ่อ หลังจากงานจบทุกคนก็แยกย้ายกันไป คุณปิงปองได้เล่าว่าคุณพ่อได้ให้สมบัติที่จับต้องได้ไว้สองอย่าง คือ นาฬิกาทองที่คุณปิงปองยังเก็บไว้ไม่ได้ขายไปไหน และโทรศัพท์ที่พ่อใช้ คุณปิงปองคิดว่าจะเอาโทรศัพท์ของพ่อมาใช้เพราะตอนนั้นตนไม่มีโทรศัพท์ใช้ แต่โทรศัพท์นั้นหน้าจอแตก ทำให้เวลาใครโทรมาก็จะไม่เห็นว่าคนที่โทรมานั้นเป็นใครและหน้าจอจะเป็นแสงสีส้ม คุณปิงปองก็เอาโทรศัพท์ไว้ที่ปลายเตียงทิ้งไว้อย่างนั้นแล้วก็ใช้ชีวิตตามปกติ จนวันหนึ่ง คุณปิงปองกลับมาที่บ้านก็อาบน้ำและกำลังจะเคลิ้มหลับ แต่จู่ ๆ โทรศัพท์ของพ่อที่อยู่ปลายเตียงก็สั่นและเป็นหน้าจอสีส้ม ทั้ง ๆ ที่คุณปิงปองวางทิ้งไว้ 2-3 เดือนและไม่ได้ชาร์จแบตไว้เลย ตอนนั้นคุณปิงปองเล่าว่ากลัวผีพ่อตัวเองมาก และไม่รู้ว่าใครโทรมาเพราะหน้าจอโทรศัพท์ของพ่อแตก เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์คุณปิงปองก็กรี๊ดและรีบวิ่งไปหาเพื่อนที่อยู่อีกตึกหนึ่ง แต่ระหว่างทางเจอพี่ขายนมปั่นร้านประจำจึงขอให้ช่วย “พี่เอ๋ ช่วยดูให้หน่อยค่ะว่าโทรศัพท์นี้ใครโทรมา” พี่เอ๋จึงบอกให้คุณปิงปองใจเย็นและให้เอาซิมจากเครื่องของพ่อมาใส่เครื่องพี่เอ๋เพื่อที่จะได้ดูข้อมูลการโทรว่าใครโทรมา แต่เมื่อแกะโทรศัพท์ของพ่อออกมาปรากฏว่า โทรศัพท์ของพ่อนั้นไม่มีทั้งแบตและซิม! คุณปิงปองที่ตกใจมากจึงรีบโทรหาแม่และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง แม่คุณปิงปองจึงตอบกลับมาว่า “อ๋อ วันนี้ครบรอบ 100 วันที่พ่อเสีย”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เจอหลอน! เลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่อยู่ดีๆ เครื่องเซ็นเซอร์ผีดังรัวๆ เลยเดินไปพูดว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก”

22 ธ.ค. 2023

เจอหลอน! เลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่อยู่ดีๆ เครื่องเซ็นเซอร์ผีดังรัวๆ เลยเดินไปพูดว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก”

เมื่อต้องไปเลี้ยงโต๊ะจีนผีที่สุสานใหญ่ซึ่งเป็นธรรมเนียมประจำปีของ The Shock งานนี้จะเจออะไรหลอน ๆ บ้าง รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 ธ.ค 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ ‘ตั้น The Shock’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของคุณตั้นที่ได้พบเจอกับบางสิ่งบางอย่าง จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลยยย เรื่องนี้ ‘คุณตั้น’ ได้เริ่มเล่าว่า ทางทีมงาน The Shock ได้เดินทางไปเลี้ยงโต๊ะจีนผี ซึ่งเป็นธรรมเนียมประจำปีของ The Shock ซึ่งปีนี้จะไปจัดกันที่สุสานจังหวัดราชบุรี เวลางานจะเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเย็น จนถึง 3 ทุ่ม โดยปีนี้ ‘พี่ป๋อง The Shock’ นำทัพไปจัดโต๊ะหมู่ขึ้นที่สุสานใหญ่ มีอาหารบางส่วนและวงปี่พาทย์ เอาไปตั้งไว้ที่เก็บศพไร้ญาติ ตัวคุณตั้นตามไปทีหลัง ไปถึงประมาณ 2 ทุ่ม เป็นเวลาใกล้จบงาน ช่วงที่วงปี่พาทย์เล่นให้ผีฟัง ซึ่งตรงนั้นจะมีซองเก็บศพประมาณ 300 – 400 ซอง คุณตั้นก็เดินไปยืนตรงหน้าวงปี่พาทย์และซองเก็บศพ ซึ่งปกติธรรมเนียมของ The Shock ที่ทำกันมาเป็น 10 ปี คือ เวลาที่เลี้ยงผี ก็จะมีการนำใบตองมาวางและเอาแป้งมาโรยไว้ เพื่อเป็นการเก็บรอยเท้าว่าเขามาหรือเปล่า ซึ่งก็มีรอยเท้ามาจริง ๆ ในระหว่างที่ทุกคนยืนดูกันอยู่ ก็มีเสียงเครื่องเซ็นเซอร์ดังขึ้น “ตื้อดึง ตื้อดึง ตื้อดึง” ดังอยู่อย่างนี้โดยไม่มีเหตุผลอยู่ตัวเดียว ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นจึงเริ่มฮือฮาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในระหว่างนั้น ด้วยความห่ามของคุณตั้น คุณตั้นได้เดินผ่านซองเก็บศพไป และในขณะที่เดินก็ได้พูดว่า “สวัสดีครับ อยากได้อะไรมาบอกเนาะ อยากได้อะไรก็มาเข้าฝัน แล้วก็มาพูดกับเราแล้วกัน” เมื่อคุณตั้นเดินไปถึง เครื่องจับเซ็นเซอร์ก็เงียบเสียงลง คุณตั้นก็พูดไปว่า “สวัสดีครับ เป็นไงบ้าง อยากได้อะไรก็บอก” แต่ถามด้วยความไม่ลบหลู่ ไม่ได้ท้าทาย แต่ระหว่างที่คุณตั้นเดินย้อนกลับมา ก็มองกวาดสายตาไปเรื่อย ๆ ก็ได้ไปสะดุดสายตาอยู่ที่ผู้ชายคนหนึ่ง เป็นร่างสีขาวในความมืด เขาเดินและหายไป คุณตั้นที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่คิดว่า ‘ตรงนั้นมีอะไร มีทีมงานเอาเครื่องเซ่นไปไว้หรือเปล่า’ เพราะตอนนี้งานก็ใกล้จะเลิกแล้ว คุณตั้นจึงเดินกลับมา คนอื่น ๆ รีบมาถามถามคุณตั้นว่า “มึงไม่กลัวหรอ” แต่คุณตั้นก็ไม่ได้คุยอะไร แต่พูดไปประโยคหนึ่ง คือ “ตรงนั้นมีอะไร เราจะได้ไปช่วยเก็บ” ทุกคนก็หันมาถามคุณตั้นว่า “พี่เห็นหรอ” คุณตั้นก็หันไปบอกว่า “ก็เห็นสิ ตรงนั้นน่ะ มีคนยืนอยู่” แล้วก็มีคนตอบกลับมาว่า “ไม่มีพี่ ไม่มีอะไรด้วย ตรงนั้นคือ เชิงตะกอนเผาศพของมูลนิธิ” คุณตั้นก็รู้ได้เลยว่า นั่นคือผี หลังจากที่ฟังจบ คุณตั้นก็เงียบไป ทุกคนก็กรูกันเข้ามาถามคุณตั้นว่า “พี่เห็นหรอ” หลังจากนั้นก็จะมีเหล่าคนที่มีเซ้นส์มาบอกว่า “เนี่ย ตรงนี้มี ตรงนี้น่ากลัวมาก รู้สึกว่ามี” คุณตั้นก็ได้การันตีว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือผีจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-