เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

อังคารคลุมโปง RECAP

เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

12 เม.ย. 2025

        ‘เบคกี้ เเพทรีเซีย’ มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X  (4 มีนาคม 2568) พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘นาฏศิลป์ โรงเรียนไทย’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์เเปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในห้องนั้น จนทำให้เกิดความสงสัยว่า มีอะไร อยู่ภายในห้องนาฏศิลป์เเห่งนี้กันแน่?

        เบคกี้ได้เล่าว่า ในตอนที่ตนได้เรียนที่โรงเรียนไทยเเห่งหนึ่ง ในเเผนการเรียนนั้น ตนจำเป็นต้องเรียนวิชานาฏศิลป์ ตัวของคุณเบคกี้ไม่ถนัดวิชานี้จึงทำให้สอบไม่ผ่าน เป็นเหตุให้ต้องสอบเเก้ใหม่อีกครั้ง โรงเรียนที่คุณเบคกี้เรียน เป็นโรงเรียนประจำ โดยการซ้อมนาฏศิลป์เพื่อที่จะสอบเเก้ ก็มีเวลาที่จะสามารถซ้อมได้เเค่ตอนกลางคืน ส่วนห้องนาฏศิลป์นี้อยู่ที่ชั้นบนสุดของตัวอาคารเรียน จำเป็นที่จะต้องเดินบันไดขึ้นไป

        ในคืนเเรกที่คุณเบคกี้ซ้อม ขณะที่ซ้อมอยู่ได้สักครู่หนึ่ง ประตูของห้องนาฏศิลป์ก็ได้เปิดออกเอง ในใจตอนนั้นคุณเบคกี้คิดเเค่ว่า อาจจะเป็นเพราะลมพัดทำให้ประตูเปิดออก จึงไม่ได้สนใจในเหตุการณ์นี้มากเเละซ้อมต่อไป

        คืนถัดมา ความน่ากลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเพราะขณะที่คุณเบคกี้ซ้อมอยู่นั้น ทุกครั้งที่คุณเบคกี้มองไปที่หุ่นนาฏศิลป์ภายในห้องซ้อม หุ่นตัวนั้นได้มีการเปลี่ยนตำเเหน่งที่ตั้งทุกครั้งราวกับว่าหุ่นตัวนั้นเคลื่อนไหวได้เอง นอกจากนี้โรงเรียนนี้ยังมีความเก่าเเก่ ทำให้รู้สึกว่าห้องซ้อมนี้ต้องมีบางอย่างที่ไม่ปกติเเน่นอน เเละนั่นเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่คุณเบคกี้ได้ขึ้นมาใช้ห้องซ้อมรำในโรงเรียนนี้..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

06 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากพี่เเจ็ค ’เเม่ค้าขายที่นอน‘ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

‘พี่แจ็ค The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเจ้าเอย’ แม่ค้าขายที่นอน เธอได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ไปส่งที่นอนที่บ้านหลังหนึ่ง โดยแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าถ้าถึงบ้านแล้วให้โทรหา จากนั้นจะให้คนมาเปิดประตูให้ เมื่อไปถึงจุดหมาย ก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำในบ้านดัง และยังจับสังเกตได้ว่าน่าจะมีคนอยู่ในบ้าน แต่เมื่อลองถ่ายรูปภายในบ้านดู กลับไม่พบใคร และยังมีเหตุการณ์ที่ชวนขนแขนลุกอีกมากมาย! แม่ค้าขายที่นอนเจออะไรในบ้านหลังนี้กันแน่ และเกิดอะไรขึ้นภายในบ้านหลังนี้? ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio’ (21 ตุลาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน - ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘แม่ค้าขายที่นอน’ เรื่องราวนี้มาจาก ‘คุณเจ้าเอย’ โดยพื้นฐานแล้วเธอเป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนมีเซนส์ ทางครอบครัวหรือคนใกล้ตัวต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันเป็นอย่างดี ปัจจุบันเจ้าเอยมีอาชีพเป็น ‘แม่ค้าขายที่นอน’ ที่มีทั้งขายแบบออนไลน์และออฟไลน์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าเอยได้มีโอกาสไปออกบูธขายของที่จังหวัดแห่งหนึ่ง การค้าขายก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น มีลูกค้ามากหน้าหลายตาเข้ามาอุดหนุน จนกระทั่งไปเจอกับลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่อ ‘คุณก้อย’ เธอเป็นเจ้าของโรงงานและปล่อยเช่าบ้านจำนวนมาก จึงทำให้การมาซื้อของในแต่ละครั้งจะซื้อด้วยปริมาณที่ค่อนข้างเยอะ ทั้งหมอน ที่นอน และเครื่องห่มต่าง ๆ โดยเฉพาะที่นอนที่มักจะซื้อไปหนึ่งครั้งต่อเดือน อยู่มาวันหนึ่ง มีข้อความจากคุณก้อย ติดต่อมาว่าอยากได้ที่นอนขนาด 3.5 ฟุต ให้ไปส่งตามที่อยู่ที่ให้ไปและยังได้แจ้งมาว่าที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่ ถ้าไปถึงจุดหมายแล้วให้โทรบอกและจะให้คนขับรถไปเปิดบ้านให้ เมื่อถึงวันนัดหมาย เจ้าเอยและแฟนก็นำที่นอนไปส่งยังที่หมาย ตำแหน่งของบ้านหลังนั้นอยู่บริเวณชานเมือง ลักษณะของโครงการหมู่บ้านมีขนาดใหญ่ มีหมู่บ้านเล็กย่อยอยู่ภายในโครงการมากมายจึงทำให้เธอใช้เวลาไปประมาณ 20 นาทีในการตามหาหมู่บ้านของลูกค้า จนในที่สุดก็เจอหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เมื่อเจ้าเอยและแฟนขับรถไปที่ป้อมยามเพื่อแลกบัตรก็ได้เจอกับคุณลุงรปภ.ที่ประจำการอยู่หน้าหมู่บ้าน “ไปบ้านเลขที่เท่าไหร่ครับ?” คุณลุงเอ่ยถาม “12/345 ค่ะ” “12/453 หรือเปล่าครับ?” ชายมีอายุย้ำถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “ไม่ใช่ค่ะ 12/345” เธอตอบอีกครั้งด้วยเลขที่เดิม หลังจากแลกบัตรคุณลุงก็ได้สอบถามมาอีกครั้งว่า “มาทำอะไรครับ?” “มาส่งที่นอนให้ลูกค้าค่ะ” “ลูกค้าที่ไหนวะ” น้ำเสียงติดตลกของคุณลุงเอ่ยออกมาลอย ๆ คำพูดแปลก ๆ สร้างความสงสัยให้กับเจ้าเอยและแฟนหนุ่มแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เมื่อขับเข้ามาภายในตัวหมู่บ้าน ในระหว่างที่ขับไปก็ได้บังเอิญเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้ารถ พอถึงทางแยก ผู้หญิงตรงหน้าก็ได้หักเลี้ยวไปทางฝั่งซ้าย เจ้าเอยก็ได้สังเกตุเห็นถึงความผิดปกติเพราะเมื่อมองเข้าไปในซอยที่ผู้หญิงคนนั้นเข้าไปก็พบว่า ทั้งซอยมีแต่บ้านร้าง! แต่ด้วยเวลา ณ ตอนนั้นคือช่วงเที่ยงตรง ภายในใจเจ้าเอยจึงคิดไปว่าหญิงสาวคนนั้นคงเป็นคนไม่ใช่ผี ในขณะที่ขับรถไปเรื่อย ๆ ตลอดทางก็จะมีซอยทั้งซ้ายและขวาแต่มองไปก็พบว่าส่วนใหญ่แทบจะเป็นบ้านร้างทั้งหมด ลักษณะของบ้านหลายหลังนั้นเป็นการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มีรอยตะไคร่ดำเกาะอยู่รอบบ้าน ด้วยความสงสัยเจ้าเอยก็ได้ขับเข้าไปในซอยหนึ่ง ทันทีที่เข้าไปภายในซอยก็ได้เจอกับความผิดแปลกของหมู่บ้านแห่งนี้ เลขที่บ้านที่ควรจะไล่เรียงกันกลับกลายเป็นว่าตัวเลขนั้นสลับปรับเปลี่ยนและข้ามกันไปมาอย่างน่าฉงน จากหลังที่ 1 บ้านเลขที่ 12/343 หลังถัดไปกระโดดข้ามเป็นบ้านเลขที่ 12/516 นี่คือเรื่องราวน่าประหลาดใจที่ตลอดทั้งชีวิตของการทำงานส่งของของเจ้าเอยไม่เคยพบเจอ ทำให้ตัวของเธอเกิดความกังวล เพราะกลัวว่าจะหาบ้านของลูกค้าไม่เจอ ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากซอยนั้นและเปลี่ยนเส้นทางขับเข้าไปยังอีกซอยหนึ่ง ขับไปเรื่อย ๆ สลับไปทุก ๆ ซอยจนไปหยุดอยู่ที่ซอยสุดท้าย เป็นซอยที่มีต้นไทรปกคลุมอยู่ทั่วทั้งซอย จนไม่มีแสงแดดสาดส่องมาถึงแม้แต่นิดเดียว ระหว่างทางที่ขับเข้าไปเจ้าเอยสังเกตเห็นบ้าน 3 หลัง มีคนงานกำลังก่อสร้างอยู่ จึงหันไปพูดกับแฟนหนุ่มว่า “หมู่บ้านนี้คงไม่ได้ร้างทั้งหมดหรอก ไม่ได้มีแค่เรา นี่ไงคนเต็มเลย” ไร้เสียงตอบกลับจากแฟนหนุ่ม เขาทำเพียงเคลื่อนตัวรถไปตามทางแต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองก็หลงทาง ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าของเจ้าเอยก็ปรากฏเป็นหญิงสาวคนเดิมที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ ซึ่งทางที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังไปเป็นเส้นทางเดียวกันกับที่แฟนจะต้องเลี้ยวเข้าไป ขับไปได้เพียงไม่นานหญิงสาวตรงหน้าก็หยุดชะงักกลางถนน ลำตัวยังคงคร่อมจักรยานคันนั้นอยู่ แต่ความเร็วของรถที่แฟนขับมาไม่ได้ลดความเร็วลง จึงพุ่งตัววิ่งผ่านผู้หญิงคนนั้นไป และในตอนที่หันกลับไปมองก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นยังคงคร่อมจักรยานอยู่ที่เดิม! ขณะนั้น เจ้าเอยก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นได้เจอดีเข้าแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้แฟนตื่นตกใจจึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง พอขับวนกลับมายังซอยแรก แฟนของเจ้าเอยก็เอ่ยทักขึ้นมาทันที “นี่ไง เจอแล้ว ใช่บ้านลูกค้ารึเปล่า?” “ใช่!” บ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านกึ่งร้าง แต่ก็ดูพอจะมีคนมาอาศัยอยู่บ้าง ในระหว่างที่จอดรถและกำลังเอื้อมมือไปดึงเบรกรถลงก็มีสายโทรศัพท์จากคุณก้อยโทรเข้ามาบอกว่าถ้าถึงบ้านของตนแล้วให้เปิดประตูรั้วและถอยรถเข้าไปได้เลย ในตอนที่ถอยรถเข้าไปในตัวบ้าน ตัวของเจ้าเอยก็ลงไปช่วยดูท้ายรถแต่ในขณะเดียวกันเอง เธอก็เห็นว่ากระจกรถสะท้อนเข้าไปในบ้านลูกค้า ซึ่งบ้านของคุณก้อยมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้น ข้างหน้ามีประตูบานใหญ่ ถัดไปทางฝั่งซ้ายมีหน้าต่างบานเลื่อน ข้างล่างหนึ่งบานและข้างบนหนึ่งบาน และในจังหวะนั้นเอง เธอก็เห็นภาพสะท้อนของกระจกรถเป็นคนที่กำลังยืนอยู่บนชั้นสองของบ้าน เธอโล่งใจและคิดว่าคงเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ แต่เมื่อจอดรถรอมาเป็นเวลาสักพักใหญ่ จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีใครลงมารับของเสียที แฟนของเจ้าเอยจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป แล้วก็ต้องช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อด้านในของกลอนประตูนั้นมีโซ่และกุญแจคล้องอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถ่ายรูปภาพตรงหน้าออกมากลับพบว่าภายในภาพไม่มีโซ่หรือกลอนประตูคล้องอยู่เลย! ในระหว่างที่ตื่นกลัวกับเรื่องราวที่เจอ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องปั๊มน้ำดังขึ้นมา ครืด ครืด จึงคิดไปเองว่าคนขับรถที่ลูกค้าบอกมาน่าจะกำลังเข้าห้องน้ำอยู่ในตัวบ้าน ด้วยความคิดที่ว่าต้องมีคนอยู่ในบ้านหลังนั้น เธอจึงเดินขึ้นรถไปเพื่อรอและในจังหวะนั้นเองก็มีสายเรียกเขาจากคุณก้อยโทรมาว่า “ขอโทษด้วยนะ พอดีคนขับรถพี่มันเมา ตอนนี้มันแฮงค์อยู่ มันเลยไม่ได้มา ประตูหน้ามันเข้าไม่ได้ น้องเอยเปิดประตูข้างโรงจอดรถแล้วไปได้เลยนะ” สิ้นเสียงปลายสาย เจ้าเอยก็ตัวชา ขนแขนตั้งชันและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้าแต่ก็ยังใจดีสู้เสือ เธอกับแฟนตัดสินใจยกที่นอนออกจากรถและเดินไปที่ประตูข้างโรงจอดรถ และเพื่อความสบายใจของตัวเอง เจ้าเอยจึงตะโกนขออนุญาตเพราะคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องมีคนอยู่ภายในบ้านแน่ ๆ “ขออนุญาตเข้าบ้านนะคะ เอาที่นอนมาส่งค่ะ” “ครับบบบบ” เสียงทุ้มลากยาวดังขึ้นมาจากชั้นสองของบ้าน และตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่คล้ายกับเสียงของรองเท้าผ้าใบกำลังเดินลงบันไดมาและสักพักก็หยุดอยู่ตรงชั้นพักบันได ด้วยความไม่แน่ใจว่ามีคนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ เจ้าเอยจึงตัดสินใจยื่นโทรศัพท์เข้าไปและถ่ายภาพนั้นออกมา ปรากฏเป็นภาพบ้านบริเวณชั้นหนึ่ง พื้นเป็นไม้สัก ภายในบ้านสะอาดคล้ายกับมีคนทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลาแต่ตรงชั้นพักบันไดนั้นกลับไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว! ซึ่งห้องที่เธอต้องนำที่นอนไปส่งคือห้องข้างบันได แต่เมื่อเข้าไปนั้นก็พบว่าภายในห้องกลับเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ราวกับว่าไม่ได้ทำความสะอาดมานาน ต่างจากจุดอื่น ๆ ของบ้านที่สะอาด ภายในห้องนี้ประกอบไปด้วยทีวีเก่าและเตียงเปล่าวางอยู่ข้างใน และในตอนที่เธอและแฟนกำลังจะแกะที่นอนเพื่อตรวจสอบและถ่ายส่งให้ลูกค้า สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็โทรเข้ามาอีกครั้ง “ที่นอนไม่ต้องแกะนะคะ วางไว้ได้เลย” คุณก้อยเอ่ยบอกถูกจังหวะเหมือนตาเห็น จบประโยคนั้น ตัวเธอจึงเดินออกมาจากบ้านและก็พบว่าหน้าบ้านที่ในคราแรกมีรองเท้าของเธอและแฟนวางอยู่ ตอนนี้กลับมีรองเท้าผ้าใบคู่ใหญ่ของใครก็ไม่รู้เพิ่มมาอีกหนึ่งคู่! ด้วยความตกใจ เจ้าเอยจึงรีบวิ่งขึ้นรถของตนเองและปิดประตูโดยเร็ว แต่ฝั่งของแฟนหนุ่มที่กำลังจะล้างมือแต่พอเปิดก๊อกน้ำกลายเป็นว่าน้ำกลับไม่ไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว มอเตอร์น้ำไม่ทำงาน นั่นหมายความว่าเสียงที่ได้ยินในตอนแรกนั้นไม่มีทางเป็นเสียงของเครื่องปั๊มน้ำอย่างแน่นอน ความหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาภายในใจเจ้าเอยเรียกแฟนด้วยชื่อและนามสกุลอย่างเต็มยศ และบอกให้รีบกลับขึ้นมาบนรถ พอแฟนหนุ่มได้ยินก็รีบวิ่งกลับขึ้นมาบนรถ แม้จะไม่เข้าใจการกระทำของแฟนสาวแต่เขาก็ขับรถออกมาทันที ในตอนที่รถเคลื่อนตัวออกมานั้น เจ้าเอยก็ได้ชำเลืองมองไปที่กระจกรถ ในวินาทีนั้นเองที่เธอคิดว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงแล้ว แต่เธอดันไปเห็นผู้ชายคนเดิมที่เคยยืนอยู่บนชั้นสองของบ้านกำลังชะเง้อคอมองมาทางรถ! เมื่อออกมาจากหมู่บ้านและกลับมายังที่พักของตนเองได้แล้ว ความร้อนใจทำให้เธอเลือกที่จะพิมพ์ข้อความไปถามเรื่องราวทั้งหมดจากคุณก้อย “คุณก้อยคะ พอดีมีเรื่องไม่สบายใจอยากจะปรึกษาค่ะ” ข้อความแสดงถึงความกังวลใจถูกส่งไปยังคุณก้อย “ได้ค่ะ” หลังจากประโยคนั้นถูกส่งมาได้เพียงไม่นาน สายเรียกเข้าจากคุณก้อยก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของปลายสายที่พูดกับเธอโดยที่ตัวของเจ้าเอยยังไม่ได้เอ่ยถามอะไรไปแม้แต่คำเดียว “น้องเอยเก่งมากเลย ขอบคุณนะที่มาส่งให้” “เก่งอะไรคะพี่ หนูก็ไปส่งที่นอนปกติ” เธอตอบกลับไปด้วยความมึนงง คุณก้อยจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นให้เจ้าเอยฟัง.. โดยปกติแล้วบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แฟนชาวต่างชาติของคุณก้อยซื้อไว้ เพราะเป็นโครงการที่ทำเลดี แต่มาอาศัยอยู่ได้เพียงไม่นาน แฟนต่างชาติก็ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ร่างกายบาดเจ็บและป่วยติดเตียง แฟนของคุณก้อยรักษาตัวอยู่ที่บ้านหลังนั้นเป็นเวลานานถึง 7 เดือน แล้วก็เสียชีวิตลงในที่สุด รูปร่างของแฟนคุณก้อยที่เป็นชาวต่างชาติจะค่อนข้างตัวใหญ่ ทำให้เวลานอนเกิดความลำบาก บางครั้งที่นอนไม่ได้สบายก็อาจจะทำให้เกิดอาการแผลกดทับได้ คุณก้อยเลยต้องเปลี่ยนที่นอนให้แฟนอยู่บ่อย ๆ หลังจากที่แฟนหนุ่มเสียชีวิตไป คุณก้อยก็ฝันเห็นว่าเขายังอยากได้ที่นอนอยู่ และฝากฝังให้เธอซื้อมาให้เขา ในช่วงแรกคุณก้อยไม่ได้ฝันบ่อยมากนัก แต่ทุก ๆ ครั้งที่เธอนอนหลับอยู่บนที่นอนที่ซื้อมาจากเจ้าเอย เธอก็มักจะฝันถึงแฟนหนุ่มอยู่บ่อย ๆ จนท้ายที่สุดแล้ว ก็ตัดสินใจสั่งที่นอนจากร้านเจ้าเอยให้ไปส่งยังบ้านหลังนั้นที่เขาเคยอยู่ และเพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธจากร้าน คุณก้อยจึงไม่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เจ้าเอยฟังตั้งแต่แรก หลังจากผ่านเรื่องราวขนหัวลุกนั้นมาได้ ลูกค้าคนนี้ก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเจ้าเอยอีกเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

23 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณอ้อยใจ ’คืนก่อนวันเเสดง‘ I อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 18 มิ.ย. 2567]

เมื่อต้องขอยืมสถานที่จากทางมหาลัยเพื่อซ้อมทำกิจกรรม แต่อาจจะไม่ได้จุดธูปขอเจ้าของที่จริงๆ จนทำให้เจ้าของที่ต้องมาแสดงตัวให้เห็น! เรื่องราวนี้ ’อ้อยใจ’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘คืนก่อนวันแสดง’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! อ้อยใจเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงปี 2 ที่มีกิจกรรมรับน้องมหาลัย ซึ่งจะให้แต่ละคณะมาแข่งกัน โดยให้เหล่าตัวแม่แต่ละคณะคิดโชว์เพื่อมาแข่งกัน แต่คณะของอ้อยใจมีเวลาซ้อมกัน 2 วัน จึงตกลงกันว่าจะไปซ้อมที่ตึกคณะ ซึ่งตึกคณะเป็นตึกแฝดคู่กัน ตรงกลางจะเป็นที่โล่ง และที่สำคัญ ตึกนี้จะมีข้อห้ามว่าห้ามอยู่ถึงตอนกลางคืน.. ย้อนกลับมาวันที่ซ้อม ทุกคนนัดกันตอน 6 โมงเย็น ซ้อมจนถึง 2 ทุ่ม ตอนนั้นสายตาของอ้อยใจเหลือบขึ้นไปทางฝั่งขวาของตึกคณะ ซึ่งชั้น 2 ตึกนั้นจะเป็นห้องเก็บหุ่นและห้องเก็บโครงกระดูกเป็นงานประติมากรรมของรุ่นพี่ และสิ่งที่อ้อยใจเห็นคือ เหมือนมีคนยืมมองซ้อมเต้นอยู่.. ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นหุ่น แต่คนที่มองอยู่เขาเดินไปและก็เดินกลับ อ้อยใจพยายามไม่คิดอะไร และกลับไปตั้งใจซ้อมการแสดงต่อ หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็พักกินข้าว ตอนนั้นอ้อยใจก็ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเพื่อน และระหว่างที่พัก ก็มีเพื่อนพูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวเราจะย้ายตึกซ้อมกันนะ เพราะยุงเยอะ” จากนั้น ทุกคนก็ย้ายตึกซ้อมไปที่ตึกเรียนอีกตึก พอถึงตรงนั้นสิ่งเเรกที่อ้อยใจรู้สึกคือ มีลมพัดปึ้งเข้ามาที่หน้า! อ้อยใจจึงหันไปมองเพื่อนอีกคนที่มีเซนส์ ชื่อว่า ‘ยัยเมาท์’ (นามสมมติ) หลังจากหันไปมองหน้า ยัยเมาท์ก็หันมาพยักหน้าให้อ้อยใจเหมือนจะรู้กันว่ามีอะไรบางอย่าง แต่ทั้งสองก็ยังไม่ได้บอกเพื่อน ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีเหล่าตัวแม่ทั้งหมด 30 กว่าชีวิต ทุกคนโดนลมปะทะหน้ากันหมด แต่ก็คิดว่าเป็นลมธรรมชาติ เย็นสบาย จากนั้นก็ซ้อมกันต่อ ระหว่างนั้นอ้อยใจและยัยเมาท์ก็ถือกระเป๋ามาวางไว้ที่โต๊ะใต้ตึก อยู่ ๆ ยัยเมาท์ก็หันมาทางอ้อยใจแล้วก็นิ่ง พอถามก็ไม่ตอบ จากนั้นก็หันไปทางข้างหลังตึกแล้วก็นิ่งอีก และหันมาทางอ้อยใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มองที่อ้อนใจแล้ว แต่มองผ่านอ้อยใจไป ซึ่งข้างหลังไม่มีอะไรนอกจากร้านถ่ายเอกสาร ตอนนั้นอ้อยใจจึงเอะใจว่าทำไมยัยเมาท์นิ่ง และน้ำตาคลอ แต่เพื่อนก็ไม่เล่าอะไร และบอกว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” แล้วก็ซ้อมกันปกติ จนเวลาประมาณตี 3 ระหว่างที่ซ้อมถึงเพลงท่อนที่อ้อยใจต้องเต้น อยู่ ๆ เพลงก็ดับ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะบางทีแบตเตอรี่ของลำโพงอาจจะหมด มารอบสอง เปิดเพลงเดิม ท่อนเดิม เพลงก็ดับอีก ครั้งนี้ก็เอะใจ แต่ก็ซ้อมกันต่อจนมารอบที่ 3 รอบสุดท้าย เพลงก็ยังดับท่อนเดิมที่อ้อยใจต้องเต้น คราวนี้ รุ่นพี่ปี 3 ก็เรียกน้องทุกคน 30 ชีวิตมารวมตัว แล้วยัยเมาท์ก็เฉลยว่า.. ตอนที่หันไปที่ตึกแล้วหยุดนิ่ง คือเห็นผีหลายตน ยืนล้อมเรียงกัน ไม่ใช่แค่สิบ แต่เป็นร้อยตน ส่วนตอนที่หันมาหาอ้อยใจแล้วนิ่งก็เห็นอีกประมาณ 30-40 ตน ตรงร้านถ่ายเอกสารและยืนดูพวกเราอยู่ เท่านั้นยังไม่พอ ยัยเมาท์ยังเล่าต่อว่า ทุกคครั้งที่หันไปมองและหันกลับมา พวกผีทุกตนจะเดินเข้ามาทีละก้าวเสมอ จนสุดท้ายก็ไม่หันอีก เพราะอยู่ขอบตึกแล้ว ถ้าหันไปคงจะมาถึงแน่ ๆ หลังจากได้ยินที่ยัยเมาท์เล่า รุ่นพี่ปี3 ก็เริ่มนำสวด โดยเอาบทสวดจากทางอินเตอร์เน็ต ทุกคนก็สวดแล้วหลับตา ปกติแล้วถ้าหลับตาเราจะยังเห็นแสงวูบวาบของหน้าจอมือถือได้ สิ่งที่อ้อยใจสัมผัสได้คือ เหมือนมีคนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา จึงรีบสวดมนต์ ขอขมา จนสุดท้ายก็หายไปหมด จึงคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว และซ้อมกันต่อจนถึง 6 โมงเช้า และไปเรียนตามปกติ มาถึงวันที่ต้องแสดงในโรงยิม วันนี้ดูเหมือนคนดูเยอะมากกว่าปกติ และเสียงก็ดังกระหึ่มมากกว่าที่ควรจะเป็น อยู่ ๆ อ้อยใจที่กำลังเต้นอยู่ พอลืมตาขึ้นไปก็เห็นเป็นเงาคนเยอะมากจนนับไม่ได้ เป็นเงานับ ร้อยกว่าตนลุกขึ้นยืนและส่งเสียงดังมากล้อมรอบพวกเราอยู่ และสุดท้ายก็เต้นจนจบ พอย้อนคิดกลับไปก็คิดออกว่าสิ่งที่ทำผิดพลาดไปในตอนนั้น คือ ที่มหาวิทยาลัยของคุณอ้อยใจมีความเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใหญ่หรือเล็ก ก็ควรที่จะจุดธูปไหว้ทุกครั้ง แล้ววันนั้นทุกคนไม่มีใครจุดธูปไหว้กันเลย..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

หนุ่มทำรายการผีเจอเรื่องหลอนซะเอง! เมื่อต้องตรวจเทปจนดึกดื่น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงออกมาจากคอมว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ซ้ำไปซ้ำมา! รีบวิ่งไปหารปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน แต่สุดท้าย รปภ.กลับพูดขึ้นมาว่า...!

14 ธ.ค. 2023

หนุ่มทำรายการผีเจอเรื่องหลอนซะเอง! เมื่อต้องตรวจเทปจนดึกดื่น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงออกมาจากคอมว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ซ้ำไปซ้ำมา! รีบวิ่งไปหารปภ.มาอยู่เป็นเพื่อน แต่สุดท้าย รปภ.กลับพูดขึ้นมาว่า...!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 ธันวาคม 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของพนักงานที่ต้องอยู่ทำงานคนเดียวกลางดึก ทำให้เขาต้องเจอเรื่องบางอย่างที่ชวนช็อคจนน็อคหลับไป! ต้นกล้าเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากญี่ปุ่น คนที่เจอให้ชื่อสมมุติว่า ‘ทาเคชิ’ ตัวเขานั้นได้ทำรายการอยู่ช่องหนึ่ง ตึกที่ทาเคชิทำงานอยู่นั้นก็จะมีบริษัทจำนวนมากเช่าพื้นที่อยู่ในตึก ในช่วงนั้นเอง สตูดิโอของทาเคชิได้รับมอบหมายให้ทำรายการผี วันหนึ่ง ทาเคชิได้ออกไปถ่ายทำรายการข้างนอกและได้กลับเข้ามาในออฟฟิศ เพื่อที่จะเอาไฟล์มาลงในคอม และเพื่อเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ หลังจากนั้นทุกคนก็ทยอยกลับไป เหลือเพียงทาเคชิและผู้กำกับ ทั้งคู่นั่งเช็คเทปกันจนดึกดื่น สักพักผู้กำกับก็พูดขึ้นมาว่า “พรุ่งนี้พี่มีธุระ วันนี้พี่เช็คแค่นี้ก่อนนะ ยังไงที่เหลือฝากเก็บด้วย” จากนั้นผู้กำกับก็เดินออกไป กลายเป็นว่า ณ สตูแห่งนั้นก็เหลือเพียงทาเคชิคนเดียว ไม่นาน ทาเคชิก็ปิดจอมอนิเตอร์ ดึงปลั๊กออก และปิดไฟทั้งหมดให้เรียบร้อย ขณะที่กำลังเดินลงไปข้างล่าง ทาเคชิต้องเดินผ่านห้องที่ใช้เก็บเทปและไฟล์ ซึ่งในนั้นก็จะมีจอมอร์นิเตอร์ตั้งอยู่ด้วย ทาเคชิสังเกตว่าจอนั้นยังเปิดอยู่ และมีเสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” ทาเคชิจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของผู้หญิงที่มีจิตสัมผัสพิเศษที่เขาได้ไปถ่ายรายการมานั่นเอง ทาเคชิคิดในใจว่าจะให้เดินผ่านไปเฉย ๆ คงจะไม่ได้ จิตสำนึกของเขาสั่งให้เดินเข้าไปปิด แต่ลึก ๆ แล้ว ทาเคชิก็ไม่กล้า เพราะคิดว่าหรือจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่งจริง ๆ ไม่นานนัก ทาเคชิก็รวบรวมความกล้าแล้วเปิดประตูเข้าไป จากนั้นก็พูดว่า “มีใครอยู่ไหมครับ?” ทันทีที่พูดจบ ภาพในมอนิเตอร์ก็หยุดลง ห้องทั้งห้องมืดและเสียงก็เงียบลง มีเพียงแค่แสงไฟจากมอนิเตอร์สว่างเป็นย่อม ๆ เพียงเท่านั้น และทันใดนั้น ภาพในจอมอนิเตอร์ก็ย้อนกลับไปเล่นคำเดิมที่ว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” เป็นการย้ำอีกครั้ง! ทาเคชิตกใจและรีบออกมาตั้งสติ หากเขาไม่เข้าไปปิดคืนนี้ พรุ่งนี้เขาจะต้องโดนด่าแน่ เพราะเหลือเขาเป็นคนสุดท้าย ทาเคชิจึงคิดว่าจะหาเพื่อนมาอยู่ด้วย แต่ ณ ตอนนั้นทั้งตึกเหลือแค่คุณรปภ.อยู่ ทาเคชิจึงรีบเดินลงไปหาคุณรปภ. พอไปถึงคุณรปภ.ก็พูดว่า “สวัสดีครับ วันนี้เหนื่อยหน่อยนะครับ” ทาเคชิจึงพูดกลับไปว่า “ขอโทษนะครับพี่ รบกวนมากับผมหน่อยได้ไหมครับ?” คุณรปภ.ก็ถามกลับว่า “เกิดอะไรขึ้นหรอครับ?” ทาเคชิตอบเพียงว่า “มากับผมนิดนึงครับ คือพอดีผมอยากให้มาเช็คอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ” ทาเคชิไม่กล้าบอกกับคุณรปภ. เพราะกลัวว่าคุณรปภ.จะกลัว เมื่อทาเคชิยืนกรานขอให้รปภ.ไปด้วย เขาจึงตกลงและเดินไปด้วยกัน เมื่อไปถึงห้องที่เกิดเหตุ ทาเคชิก็บอกคุณรปภ.ว่า “พี่ยืนอยู่ตรงนี้ พี่อย่าไปไหนนะ เดี๋ยวผมจะเข้าไปปิดทีวีแป๊ปนึง” คุณรปภ.ก็ตกลงและยืนรอ ทาเคชิเดินไปเปิดประตูและทันทีที่กำลังจะกดปิดจอนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นมาอีกว่า “อาจจะมีวิญญาณอยู่ตนหนึ่ง” เล่นภาพเดิมขึ้นมาอีกครั้ง! ทาเคชิตกใจรีบกดปิดทันที เขาคิดอยู่คนเดียวว่า “มันมีหรือเปล่า.. ไม่น่ามีหรอก..” จากนั้นก็หันหลังกลับไป ทาเคชิเห็นว่าคุณรปภ.คนนั้นก้มหน้าอยู่และพูดว่า “คนนั้น.. ผมเองครับ” และค่อย ๆ เงยหน้ามา สิ่งที่ปรากฏคือ หน้าของรปภ.คนนั้นเต็มไปด้วยเลือด! ทาเคชิตกใจจนหมดสติไป ณ ตรงนั้น รู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งเช้าของอีกวัน มีคนมาพบเขาและปลุกขึ้นมาถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวานเกิดอะไร?” ทาเคชิจึงค่อย ๆ ตั้งสติและหันไปทางมอนิเตอร์ ปรากฎว่ามอนิเตอร์นั้นก็เล่นรายการไปตามปกติ ไม่มีติดลูป ไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อคืนนี้ เขาจึงคิดว่า ‘แล้วทำไมเมื่อคืนนี้ ถึงติดลูปอยู่อย่างนั้น?’ ทาเคชิจึงเล่าเรื่องเมื่อคืนให้เพื่อนฟัง และถามเพื่อนว่า “พี่ที่เขานั่งอยู่หน้าลิฟท์ เรามีใช่ไหม ชั้นของเรามีใช่ไหม” เพื่อน ๆ จึงตอบว่า “มี” ทาเคชิถามต่ออีกว่า “เรามีคนใส่ยูนิฟอร์มที่เป็นสีกากีไหม” เพื่อนตอบมาว่า “ไม่ ปกติตึกนี้ทุกคนจะใส่สีฟ้าหมด” ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ก็กลับมาคิดว่า เมื่อวานนี้เขาไม่ทันได้สังเกตว่ายูนิฟอร์มของรปภ. มันไม่เหมือนทุก ๆ วันที่เขาเห็น ทาเคชิเล่าเรื่องรปภ.ให้เพื่อนฟังเพิ่ม และเพื่อนก็ตอบกลับมาว่า “งั้นก็อาจจะเป็นวิญญาณตนหนึ่งก็ได้..”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

08 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณโอ 'ความลับเเม่ชี' l อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]

ต้องไปนอนค้างคืนที่วัดป่า เพราะได้ไปทำงานจิตกรรมฝาพนังที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนไปจึงได้ถามเพื่อนว่า มีที่พักให้ไหม? เพื่อนก็ตอบว่า ‘ให้ไปนอนกับแม่ชีในวัดเลย’ พอไปถึงวัดก็แวะเข้าไปล้างหน้าล้างตา ก็ได้เหลือบไปเห็นขันใบหนึ่งที่มีว่านแช่อยู่ เลยคิดเล่น ๆ ว่า “แม่ชีเล่นของเหรอวะ” และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสุดแปลกที่ได้เจอ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - ลูกนัท The Ghost [ 4 พ.ย.2568 ]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ความลับแม่ชี’ ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว “คุณโอ” ได้มีโอกาสไปทำงานที่วัดเเห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด ตำแหน่งที่ตั้งของวัดจะอยู่ที่ติดบริเวณเชิงเขา ลักษณะงานของเธอเป็น “งานจิตรกรรมฝาผนัง” ก่อนจะเดินทาง โอจึงได้สอบถามเพื่อนร่วมงานไปว่า“มีที่พักให้ไหม?”เพื่อนเลยบอกว่า “มีที่พักให้ในวัดเลย นอนกับแม่ชี” โอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจ เพราะเป็นการทำงานในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การได้พักอยู่ในวัดกับแม่ชี อาจทำให้เธอทำงานได้สะดวกมากขึ้นเพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานในแต่ละวันหลังจากพูดคุยถามไถ่รายละเอียดงาน เพื่อนของโอก็ได้ถามขึ้นมาว่า“แกกลัวหมาไหม?”“ไม่กลัวนะ ที่บ้านก็เลี้ยงอยู่” โอตอบไปตามตรงโดยไม่ได้คิดอะไร“ดีแล้ว เพราะหมาที่นั่นดุมาก” เพื่อนสาวกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เมื่อโอเดินทางไปถึงวัดแห่งนั้น เธอก็นำสัมภาระทั้งหมดของตนเอง ขึ้นไปเก็บไว้บนกุฏิวัด หลังจากที่โอขึ้นไปเก็บข้าวของต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย เธอก็ไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำข้าง ๆ กุฏิ โอเลือกเข้าห้องน้ำในห้องที่บานประตูถูกเปิดอยู่ พอเข้าไปเธอก็เจอกะละมังใบหนึ่ง ภายในนั้นมีสมุนไพรลักษณะคล้ายกับว่าน หรือรากไม้อยู่ ทันใดนั้นความสงสัยพลันแล่นขึ้นมาในหัวอย่างไม่จริงจังว่า “แม่ชีเล่นของเหรอ? ทำไมแช่ว่านด้วย” แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น อยู่มาวันหนึ่ง... ในระหว่างทางที่โอ ต้องเดินออกเพื่อไปทำงานภายในวัด หมาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะเห่า และพยายามเข้ามากัดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปตามคำที่เพื่อนของตนพูดเตือนไว้ในตอนแรกว่า... หมาที่วัดนี้มีนิสัยดุร้าย แต่ในวันนั้นมันดุมากกว่าปกติ พลันสายตาก็ดันเหลือบไปสังเกตเห็นแม่ชีนั่งอยู่ที่บริเวณนั้นพอดี จึงได้เอ่ยถามขอความช่วยเหลือไป“แม่ชีคะ หมาดุมากเลย แม่ชีช่วยเรียกมันไปให้หน่อยได้ไหมคะ?” ไร้เสียงตอบกลับจากแม่ชี เธอจึงพยายามตะโกนเรียกหลาย ๆ ครั้งแต่มันก็ไม่เป็นผล โอจึงตัดสินใจหยิบไม้แถวนั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันตัว แต่ในจังหวะนั้นเองที่แม่ชีได้ยินเสียงคนกำลังหยิบจับสิ่งของ ก็ได้หันมาพูดกับโอว่า“แม่ชีเดินไม่ได้หรอก มันหวง ถ้าเดินไปมันจะยิ่งกัด”“แล้วต้องทำยังไงคะ?”“ใช้ไม้ไล่มันไปสิ” ได้ยินดังนั้น ราวกับเป็นคำอนุญาต โอจึงใช้ไม้ยาวในมือขับไล่สัตว์สี่ขาตรงหน้าไป ในจังหวะที่เธอกำลังง้างมือ แม่ชีก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความไม่พอใจ คล้ายกับหวั่นเกรงว่าเธอจะทำร้ายหมาตัวนั้นจริง ๆ และมาไล่หมาตัวนั้นด้วยตัวของแม่ชีเอง.. ทำให้โอสามารถขึ้นไปทำงานต่อได้ ตกกลางคืน... โอเดินกลับที่พักของตน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น โดยพื้นฐานเธอเป็นคนที่สวดมนต์ก่อนนอนเป็นกิจวัตรประจำวันทุกคืนอยู่เเล้ว ซึ่งภายในกุฏิไม่ได้มีเพียงแค่เธอแต่มีรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนนอนกับเธอด้วย ตัวของรุ่นน้องคนนี้เป็นคนที่กลัวผีมาก ทำให้ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั่วทั้งที่นอน และรอบระเบียง ในระหว่างที่สวดมนต์ โอสังเกตเห็นแสงไฟที่ดับลงหน้าห้องน้ำ และค่อย ๆ ไล่ดับมาทีละดวงจนถึงหน้าห้องของตน ทันใดนั้นเอง... เธอก็ได้ยินเสียงกระซิบปริศนาดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ จากเสียงแผ่วเบาที่จับใจความได้ยาก ก็เริ่มดังชัดขึ้นในโสตประสาทว่า“เงยหน้ามามองกูสิ เงยหน้ามามองกูสิ...” เสียงกระซิบชวนขนหัวลุกดังซ้ำไปซ้ำมาข้างหู ทำให้โอตัดสินใจลุกพรวดขึ้นมาเปิดหน้าต่าง แต่กลับมีเพียงความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทั้งวัด ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และหวาดกลัวค่อย ๆ เกาะกินภายในใจ สถานการณ์ตอนนั้นมันบอกกับเธอว่ามีบางอย่างผิดปกติ และที่แห่งนี้ไม่น่าอยู่อีกต่อไปเมื่อรุ่นน้องเดินเข้ามา โอจึงบอกให้หญิงสาวเก็บของ และย้ายไปนอนที่อื่น ในวัดยังคงมีกุฏิหลายแห่งที่สามารถไปพักพิงได้ เพียงแต่ผู้คนจะค่อนข้างแออัด โอเลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่พักอยู่อีกกุฏิ และขอไปนอนด้วยก่อนจะออกไป ทั้งสองคนก็ตั้งใจจะไปบอกกล่าวให้แม่ชีได้รับรู้ ตัวของแม่ชีนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่าง จากมุมของโอจะเห็นแค่เพียงขาของแม่ชีที่โผล่พ้นออกมา แต่ไม่เห็นลำตัว และบนตักของแม่ชีมีแมว 1 ตัวนอนอยู่“แม่ชีคะ แม่ชีขา” แม้ว่าเธอจะส่งเสียงเรียกแม่ชีไปกี่ครั้ง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา แม่ชียังคงนั่งนิ่ง แต่กลายเป็นว่าแมวที่นอนอยู่บนตักนั้นกลับขยับกาย และหันหน้ามามองเธอ โอได้แต่ครุ่นคิดในใจว่าแม่ชีคงใส่หูฟัง หรือกำลังสวดมนต์อยู่ เลยเลือกที่จะเดินลงมาจากกุฏิ และตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาบอกใหม่อีกครั้ง แต่ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกจากเขตกุฏิ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างมันก็แล่นขึ้นมา คล้ายกับว่ากำลังบอกให้เธอนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองข้างบน ความรู้สึกก็ตีตื้นขึ้นมาว่า แม่ชีจะกำลังมองเราอยู่ตรงหน้าต่างรึเปล่า? และในวินาทีที่เธอหันหลังกลับไป มันก็เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะแม่ชีกำลังมองดูเธอจากตรงหน้าต่าง! และค่อย ๆ เดินเข้าไปข้างใน..หลังจากที่ทั้งสองคนเดินมาถึงที่พักหลังใหม่ โอก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันกับเธอว่าแม่ชีคนนั้นดูแปลก ๆ แต่ในตอนนั้นก็คิดว่าตนเองอาจจะคิดไปเองคนเดียว บางครั้งที่คุยกับแม่ชี เขาก็เหมือนมีหลากหลายอารมณ์ คุยดีบ้าง ไม่คุยบ้าง หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนไปเลย พอตื่นเช้ามา จู่ ๆ โอก็เกิดอาการบ้านหมุนถึงขั้นที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ จะลุกจะนั่งก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนตลอด เลยจำเป็นต้องกลับไปหาหมอที่กรุงเทพฯเมื่อกลับมาถึงบ้าน ด้วยความไม่สบายใจ โอจึงไปเอาผ้าถุงของแม่มาครอบหัวตนเอง ตามความเชื่อของคนโบราณว่าการลอดผ้าถุงของแม่สามารถปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และใช้เป็นวิธีแก้คุณไสยได้ วันถัดมาโอก็ไปหาหมอ หลังจากตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ คุณหมอได้ให้คำแนะนำว่าสาเหตุของอาการป่วยอาจเกิดจากการพักผ่อนน้อย โหมงานหนัก และได้จ่ายยากลับมาให้ทานที่บ้าน หลังจากอาการของเธอเริ่มดีขึ้น โอก็กลับไปทำงานที่วัดเหมือนเดิม ในช่วงที่กลับไปที่วัด และทำงานอยู่ หากวันใดเป็นวันพระ ตัวของโอจะพยายามเคลียร์งานต่าง ๆ ให้เสร็จเพื่อที่จะไปทำวัดกับแม่ชีท่านอื่น ๆ จนรู้สึกคุ้นเคยและสนิทสนม เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน ด้วยความสงสัย โอจึงได้ถามเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวแม่ชีคนนั้นไป“แม่ชีคนที่หนูนอนด้วย เขามาจากไหนเหรอคะ?”“แม่ชีคนนั้น ไม่ค่อยมีใครยุ่งกับเขานะ กุฏินั้นเขาก็อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยู่กับเขาได้”คำตอบที่ไม่ได้คลายความสงสัยแต่กลับทำให้เธออยากรู้มากขึ้นไปอีก“แต่อย่าไปสุงสิงกับเขามากเพราะ เขาเป็นคนมีของ!” ประโยคตักเตือนด้วยความหวังดีส่งตรงมาถึงโอ หลังจากเธอครุ่นคิดต่อเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในวัด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เชื่อมโยงกันอย่างน่าขนลุก และสุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นคือ ความลับของแม่ชี(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-