ซื้อตู้เย็นมือสองมา แต่เกิดเรื่องน่าขนลุกขึ้น! ตกเย็นมาเปิดตู้เย็นก็แทบอ้วกเพราะกลิ่นเหม็นเน่า! กลางดึกยังเห็นเด็กผู้หญิงมุดเข้าไปในตู้เย็นคิดว่าเป็นโจร พอตามไปดูกลับปรากฏว่าร่างนั้นหายไป! ที่สยองกว่านั้นคือเจอหัวเด็กอยู่ในตู้กำลังสบตากับเขาอยู่!!!

อังคารคลุมโปง RECAP

ซื้อตู้เย็นมือสองมา แต่เกิดเรื่องน่าขนลุกขึ้น! ตกเย็นมาเปิดตู้เย็นก็แทบอ้วกเพราะกลิ่นเหม็นเน่า! กลางดึกยังเห็นเด็กผู้หญิงมุดเข้าไปในตู้เย็นคิดว่าเป็นโจร พอตามไปดูกลับปรากฏว่าร่างนั้นหายไป! ที่สยองกว่านั้นคือเจอหัวเด็กอยู่ในตู้กำลังสบตากับเขาอยู่!!!

17 พ.ย. 2023

       เมื่อตัดสินใจซื้อตู้เย็นมือสองที่ราคาแสนจะถูก กลับทำให้เขาต้องเจอเหตุการณ์หลอน ๆ อะไรบางอย่าง  รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (14 พ.ย. 2566) วันนี้จะพาทุกคนหลอนไปกับ  ‘พี่แจ๊ค The Ghost Radio’ และ ดีเจทั้งสองท่าน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวของของมือสอง ที่มาพร้อมกับความหลอนน่ากลัว จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย!

       เรื่องนี้ ‘คุณวิทย์ เซลล์แมน’ นำมาเล่าให้พี่แจ๊คฟัง เริ่มเรื่องโดยคุณวิทย์เล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ป้าอร’ ซึ่งป้าอรอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง จึงไปเช่าร้านและเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขาดไปนั่นก็คือ ‘ตู้แช่’ ป้าอรก็คิดไปว่าถ้ามีตู้แช่ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มมาอีก เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าเช่า ซึ่งมารวมดูแล้วก็คิดเป็นเงินหลายบาท ป้าอรจึงตัดสินใจจะซื้อตู้เย็นมือสองสภาพดีแทน เมื่อหาร้านที่ขายก็ไปเจอร้านหนึ่ง ชื่อว่า ‘เม้ง บริการ’ ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองทั่วไป ป้าอรไม่รอช้า รีบติดต่อไปหาทันที ปรากฏว่ามีตู้เย็นตรงตามที่ป้าอรต้องการพอดีเป๊ะ เป็นตู้เย็น 2 ชั้นใหญ่ ป้าอรจึงตัดสินใจขับรถไปดูด้วยตนเอง ทันทีที่ป้าอรเห็นตู้เย็นเครื่องนี้ก็ถูกใจมาก แต่ป้าอรก็คิดในใจว่าราคาอาจจะแพงเพราะตู้เย็นมีขนาดใหญ่ ป้าอรจึงไปถามเฮียเม้งว่า “ราคาเท่าไหร่” เฮียเม้งก็บอกว่า “ราคา 2,000” ได้ยินราคาแบบนั้น ป้าอรก็รีบตัดสินใจซื้อเดี๋ยวนั้นเลย เพราะถือว่าราคาถูกแถมยังมีประกันให้อีก 7 วันแถมมาด้วย ป้าอรนำตู้เย็นกลับมาไว้ที่ร้านเพื่อเตรียมตัวเปิดร้านอาหารตามสั่งแบบที่ใจหวัง แต่ด้วยความที่จะเปิดขายวันแรก ป้าอรจึงนำเอาเครื่องรางของขลังมาไว้หลังตู้เย็น จากนั้นก็จุดธูปไหว้ขอพรให้ขายได้ขายดี

       เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เปิดร้านวันแรก ก็มีลูกค้าแห่เข้ามาซื้อของกันอย่างคับคั่ง ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนเวลา 2 ทุ่มของหมดทุกอย่าง ป้าอรจึงปิดร้าน ระหว่างที่กำลังเคลียร์ร้านป้าอรรู้สึกหิวน้ำ จึงเดินไปเปิดตู้เย็น แต่ทันทีที่เปิดตู้เย็น ก็มีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เป็นกลิ่นที่แรงมาก ๆ โดยเฉพาะด้านบนที่เป็นช่องฟรีซ ป้าอรจึงจัดการรื้อของออกมาล้างทำความสะอาดทั้งหมด เสร็จแล้วก็กลับไปนอน แต่ในกลางดึกคืนนั้น ป้าอรได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางที่จะไปเข้าห้องน้ำ ป้าอรได้สังเกตเห็นบริเวณหน้าตู้เย็น มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าตู้เย็น! เด็กคนนั้นมีลักษณะท่าทางเหม่อ ๆ งุนงง ทำให้ป้าอรตกใจมาก จึงรีบเปิดไฟ แต่ปรากฏว่าเด็กผู้หญิงที่ป้าอรเห็นก็ได้หายไปแล้ว! ป้าอรคิดว่าตัวเองเหนื่อยจนตาลาย จึงไม่ได้คิดอะไรมาก แล้วก็กลับเข้าไปนอนต่อ

       เช้าวันถัดมา ป้าอรได้ไปซื้อของเตรียมขายในจำนวนที่เยอะกว่าเดิมมาก และนำมาใส่ตู้เย็นไว้ ก่อนจะเปิดร้านก็ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่หลังตู้เย็นตามเดิม ปรากฏว่า ขายดีเหมือนเดิมขายจนของหมดเกลี้ยง พอถึงเวลา 2 ทุ่ม ป้าอรก็ปิดร้านและจัดการเคลียร์ร้าน ด้วยความเหนื่อยป้าอรก็ไปเปิดตู้เย็นเพื่อจะกินน้ำ แต่ทว่าก็มีกลิ่นเหม็นที่มากขึ้นกว่าเดิมเหม็นไปทั่วทุกชั้นของตู้เย็น ป้าอรโมโหพาลด่าตู้เย็นและเฮียเม้งว่าเอาของไม่ดีมาให้ และคิดว่าต้องไปคุยกับเฮียเม้งเสียหน่อย แต่หลังจากนั้นป้าอรก็เข้านอนและหลับไปด้วยความเพลีย

       ปรากฏว่าวันถัดมา ที่ร้านขายไม่ดี ไม่มีลูกค้าเข้ามาเลยสักคน วันนั้นทั้งวันขายไม่ได้เลยสักจานเดียว ป้าอรจึงปิดร้านในเย็นวันนั้น แต่พอป้าอรเปิดตู้เย็นอีกครั้ง ก็มีกลิ่นเหม็นตีเข้ามา ซึ่งมีกลิ่นเหม็นขึ้นมากกว่าเดิมอีก! ครั้งนี้ป้าอรคิดว่าเป็นกลิ่นของหมูและเนื้อที่เหลืออยู่ในตู้เย็น จึงรีบโทรสั่งถังแช่พร้อมน้ำแข็งให้มาส่งเพราะจะเอาของมาแช่ในถังนี้ก่อน และได้ขอเบอร์โทรของช่างซ่อมตู้เย็นมาจากคนส่งน้ำแข็ง ในคืนนั้น ด้วยความกังวลว่าของจะเสียทำให้ป้าอรกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ จึงลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมาปรากฏว่า เจอเด็กผู้หญิงคนเดิม ผมรุงรัง ทำให้ป้าอรได้รู้ทันทีเลยว่าครั้งแรกที่เห็นนั้นไม่ได้ตาฝาด และในครั้งนี้เด็กผู้หญิงคนนี้ นั่งกอดเข่าเหม่อลอยอยู่หน้าตู้เย็น ป้าอรคิดว่าเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย จึงซุ่มรอดูว่าจะทำอะไรต่อ ผ่านไปสักพักหนึ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลุกขึ้นยืน หันหน้าเข้าหาตู้เย็น และเปิดประตูมุดลงไปในตู้เย็น! และประตูก็ปิดลงเสียงดังปัง!! ป้าอรที่คิดว่าเป็นขโมยจึงรีบวิ่งไปหยิบสากกะเบือและย่องเข้าไปที่ตู้เย็น กะจะใช้ตีโจรคนนี้ แต่ทันทีที่ป้าอรเปิดประตูตู้เย็นออก กลับไม่มีอะไรเลย! มีแต่ของที่แช่ไว้ ด้วยความช็อก ป้าอรจึงรีบปิดตู้เย็นและจะหันหลังเดินออกไป ปรากฎว่าประตูตู้เย็นชั้นบนก็เปิดออก! มีแสงไฟลอดมา จึงหันหลังกลับไปมอง ทำให้ป้าอรกรีดร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่ป้าอรเห็นนั้นคือ หัวของเด็กผู้หญิงที่อยู่ในช่องฟรีซ!!! หลังจากที่เสียงของป้าอรดังขึ้น หัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ลืมตาขึ้น!! ทำให้ป้าอรช็อกสลบไป!

       เช้าวันรุ่งขึ้น ป้าอรจึงรีบโทรไปหาเฮียเม้งบอกว่า “เฮียเม้ง ตู้เย็นเฮียเม้งอะ มีปัญหา มันน่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่าง” เฮียเม้งจึงตอบกลับมาว่า “มันมีปัญหายังไง มันไม่เย็นหรอ” ป้าอรรีบตอบกลับไปว่า “ตู้เย็นเฮียมีผี!” พอได้ยินว่าตู้เย็นมีผี เฮียเม้งก็รีบตัดสายไป ป้าอรจึงโมโหและโทรกลับไป ปรากฏว่าโทรไม่ติด ป้าอรที่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงคิดขึ้นมาได้ว่าคนส่งน้ำแข็งคนนั้นได้ให้เบอร์ช่างซ่อมที่ชื่อ ‘สมศักดิ์’ มา ป้าอรจึงติดต่อช่างให้มาดูตู้เย็นให้ ช่างมาถึงก็ได้ถามป้าอรว่าตู้เย็นเป็นอะไร ป้าอรที่ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะตู้เย็นก็ปกติดี แต่มันมีผี ก็พยายามเลี่ยงคำตอบไปและถามช่างว่า “ช่างอยากซื้อตู้เย็นนี้ไหมล่ะ” ป้าอรพยายามจะขายตู้เย็นนี้ ประกอบกับช่างคนนี้เป็นช่างที่ซ่อมและรับซื้อด้วยอยู่แล้ว จึงตกลงรับซื้อในราคา 800 บาท ป้าอรตกลงขายตู้เย็นนั้นไป หลังจากนั้นป้าอรก็รู้สึกโล่งใจ นอนหลับเป็นปกติ ขายของได้แม้จะไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก่อนหน้านั้นมีสิ่งหนึ่งที่ป้าอรสังเกตเห็นว่า ตอนที่ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน จะมีลูกค้าขับรถมาจอดที่หน้าร้านแต่ว่าคนที่นั่งมาด้วยจะสะกิดแล้วก็ขี่รถผ่านไปเลย หลายคนที่เข้ามาร้านก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

       เช้าของอีกวัน ขณะที่ป้าอรกำลังจะเปิดประตูร้าน สิ่งที่ป้าอรเห็นทำให้ป้าอรแทบช็อก เพราะว่าตู้เย็นที่ขายไปกลับมาตั้งอยู่หน้าร้าน! ป้าอรตกใจรีบโทรไปหาช่างสมศักดิ์และถามว่า “ช่าง ทำไมถึงเอาตู้เย็นมาคืน แล้วตู้เย็นมาอยู่หน้าร้านได้ยังไง” ช่างสมศักดิ์จึงตอบกลับมาว่า “ผมไม่ได้คืน แล้วตู้เย็นไปอยู่หน้าร้านได้ยังไง” ป้าอรที่ได้ยินดังนั้นจึงเรียกช่างสมศักดิ์มาที่ร้าน พอมาถึงช่างสมศักดิ์ก็ตกใจเพราะเห็นว่าตู้เย็นมันมาอยู่ที่หน้าร้านจริง ๆ ป้าอรจึงถามว่า “แล้วตกลงมันเป็นยังไง” ช่างสมศักดิ์ก็ตอบกลับมาว่า “ซื้อมาในราคา 800 ก็อยากจะขายเลย อยากจะได้กำไรเร็ว ๆ ก็เลยเอาตู้เย็นนี้ไปขายให้กับร้าน ‘เม้ง บริการ’ แต่วันนั้นเฮียเม้งไม่อยู่ อยู่แต่ลูกสาวเขาก็เลยรับซื้อไว้ในราคา 1200” หลังจากนั้นทุกคนก็คาดเดากันว่า หลังจากเฮียเม้งกลับมาเห็นตู้เย็น คงตกใจให้คนเอาตู้เย็นมาคืนป้าอร ป้าอรที่คิดอย่างนั้น จึงยกตู้เย็นนี้ให้กับช่างศักดิ์ไป ช่างศักดิ์ที่ไม่ได้รู้เรื่องตู้เย็นนี้ ก็ดีใจรับตู้เย็นนี้ไป

       ผ่านไป 2 อาทิตย์ ขณะที่ป้าอรกำลังผัดข้าวอยู่ ก็เห็นมีรถกระบะคันหนึ่งขับมาจอดหน้าร้านและเห็นช่างสมศักดิ์เดินเข้ามาและนั่งกิน แต่ไม่ได้พูดอะไรกับป้าอร ป้าอรก็ไม่ได้พูดอะไรกับช่างศักดิ์ แต่มองหน้ากัน เหมือนกำลังดูเชิงกันอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งช่างสมศักดิ์กินข้าวเสร็จ ก็เรียกป้าอรมาคุยว่า “ป้าอร ตู้เย็นป้าอรอะ มีผี” ป้าอรจึงตอบกลับไปว่า “ฮะ! อะไรนะ? ฉันไม่รู้ว่ามันมีผี มันมีได้ยังไง” ป้าอรที่ไม่ยอมรับก็ตอบกลับไป ช่างสมศักดิ์ก็เล่าไปว่า เขาได้เอาตู้เย็นไปตั้งไว้ในบ้าน ในตอนกลางคืนเขาได้เปิดตู้เย็น  แต่มันมีกลิ่นเหม็นออกมา และในคืนหนึ่ง เขาออกมาจากห้องนอนกำลังจะมากินน้ำ ปรากฎว่าเขาได้เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยื่นอยู่หน้าตู้เย็น ช่างสมศักดิ์ก็ตกใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใคร หลังจากยืนได้ไม่นาน เด็กผู้หญิงคนนี้ก็หันหน้าให้ตู้เย็น แล้วเปิดตู้เย็นมุดเข้าไป ด้วยความตกใจเขาก็รีบวิ่งตามไปดู แต่พอเปิดตู้เย็นดูก็ไม่เจออะไร เขาก็เลยปิดตู้เย็น แต่ทว่าทันทีที่ปิด ประตูข้างบนมันกลับเปิดออกเอง ทำให้เห็นว่ามีเห็นหัวเด็กผู้หญิงตั้งอยู่ในช่องฟรีซ! ช่างสมศักดิ์ตกใจมาก และทันทีที่ตื่นเช้ามา เขาจึงเร่งเอาไปโพสต์ขาย แต่ก็ไม่มีใครซื้อจนเวลาล่วงไปหลายอาทิตย์ จนกระทั่งช่างสมศักดิ์ตัดสินใจรื้อตู้เย็นนี้ออก แยกชิ้นส่วนเอาตัวที่เป็นถังตู้เย็นนี้ขายให้กับรถกับข้าว ส่วนมอเตอร์อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ขายให้กับ ‘เม้งบริการ’ แล้วเรื่องนี้ก็จบลงโดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตู้เย็นเครื่องนี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

23 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเเชมพู 'พี่พยาบาล' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 19 พ.ย. 2567 ]

ขนลุกกับเรื่องราวสุดหลอนในโรงพยาบาล โดย ‘คุณแชมพู’ ที่ได้นำเรื่อง ‘พี่พยาบาล’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (19 พฤศจิกายน 2567) ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกซู่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย! ‘คุณแชมพู’ ได้เล่าว่าตนเป็นพนักงานอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ซึ่งในตึกที่คุณแชมพูทำงานอยู่มีการก่อสร้าง ทำให้ต้องใช้ทางออกทางเดียว และอาชีพนี้ก็ทำให้คุณแชมพูต้องกลับบ้านช่วงเย็น - ค่ำทุกวัน ต้องผ่านจุด ๆ นี้ตลอด โดยส่วนตัวคุณแชมพูเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ใจสู้ คิดว่าคงไม่มีอะไร จึงใช้ชีวิตตามปกติต่อไป อยู่มาวันหนึ่ง คุณแชมพูมีโอกาสได้เจอกับ ‘พี่พยาบาล’ คนหนึ่งที่อายุประมาณ 50 ปี ทุกครั้งที่เจอ ก็จะสวัสดีทักทายตลอด ซึ่งครั้งสองครั้งแรกที่สวัสดี พี่พยาบาลคนนั้นไม่เห็นคุณแชมพู และไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา จนคุณแชมพูเริ่มเอะใจว่า ‘เขาจะไม่เห็นเราจริง ๆ หรอ?’ ด้วยความที่ทางเดินไม่ได้กว้างมากนัก ออกไปทางแคบด้วยซ้ำ แถมพื้นที่ตรงนั้นมีแค่พวกเขาสองคน โอกาสที่พี่พยาบาลคนนั้นจะไม่เห็นคุณแชมพูมีน้อย เพราะมันใกล้กันมาก แต่คุณแชมพูก็ไม่ได้ติดใจอะไร จนมาครั้งที่สาม - ครั้งที่สี่ คุณแชมพูก็เจออีก ในช่วงเวลาเดิมประมาณ 6 โมงครึ่ง เป็นช่วงที่ฟ้าจะมืดก็ไม่มืด จะสว่างก็ไม่สว่าง ตะวันโพล้เพล้ เมื่อเดินไปเจอพี่พยาบาล ก็หันไปสวัสดี แต่พี่พยาบาลไม่หันมอง จนคุณแชมพูคิดว่าตนนั้นไปทำผิดอะไรมาหรือเปล่า อาจทำให้เขาไม่พอใจ และไม่อยากคุยกับตน แต่สายตาของพี่พยาบาลคนนี้ที่คุณแชมพูเห็น เป็นสายตาที่ว่างเปล่า เหมือนมองไม่เห็นอะไรที่อยู่รอบตัวเลย ซึ่งในครั้งสองครั้งแรกคุณแชมพูก็ยังไม่ทันได้สังเกต แต่พอหลายครั้งเริ่มรู้สึกว่าแปลก ๆ พี่พยาบาลคนนั้น ไม่ได้มีสีหน้าตึงเครียด แต่เป็นสีหน้าที่เรียบเฉย ขาวซีด สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่ได้มีการหันกลับมามองตัวคุณแชมพูเลย ตอนนั้นเอง คุณแชมพูเริ่มเอะใจขำ ๆ ว่า ‘ใช่คนหรือเปล่านะ’ แต่ก็คิดว่าไม่ใช่ จึงได้ไปปรึกษากับพี่ในห้องที่ทำงานมานานแล้ว คุณแชมพูเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เจอ และพูดทิ้งท้ายตลก ๆ ว่า ‘เขาจะใช่คนหรือเปล่านะ’ พี่คนนั้นก็ได้เงียบไป และให้คุณแชมพูบอกถึงรูปพรรณสัณฐานของพี่พยาบาลคนนี้แทน คุณแชมพูได้ตอบไปว่า “เป็นพี่พยาบาลผมสั้นแบบลอนประบ่า ส่วนสูงกลาง ๆ ส่วนสูงประมาณนี้ สีผิวประมาณนี้ ใส่เสื้อพยาบาลที่ค่อนข้างขาวไปทางสีขาวซีด” พี่ในห้องคนนั้นก็ถามเพิ่มเติม และก็ได้เงียบไป ตอบกลับแค่ว่า “ไม่มีอะไรหรอก คิดมากไป ลองไปทำบุญดูจะได้สบายใจ” คุณแชมพูเล่าต่อว่า มีหลายเหตุการณ์ที่พอมีคนรู้ว่าคุณแชมพูเจอแบบนี้ เขาก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก’ แต่คุณแชมพูรู้สึกว่าเหมือนพวกเขาจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่อยากบอกให้คุณแชมพูรู้ เพราะกลัวคุณแชมพูจะคิดมากและรู้สึกกลัว จนอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนสนิทที่อยู่แถวบ้านคุณแชมพู ซึ่งแม่ของเพื่อนคนนี้เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกัน โดยที่เพื่อนสนิท ก็ให้คุณแชมพูได้พูดคุยสอบถามกับแม่ของเขา ด้วยความที่รูปพรรณสัณฐานไม่ได้สังเกตยากมาก แม่ของเพื่อนก็เลยหยิบรูปมาให้คุณแชมพูดูและถามว่า “ใช่คนนี้หรือเปล่า” พอคุณแชมพูเห็นรูป ‘มันใช่เลย คือมันใช่!’ นี่คือสิ่งที่คุณแชมพูคิดเป็นอย่างแรกหลังจากที่เห็นรูป และสิ่งที่รู้ต่อมาคือ ‘เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว’ เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ พอคุณแชมพูได้ยินก็ขนลุกซู่ และคิดในใจว่า ‘คงไม่ใช่หรอก หรืออาจจะหน้าคล้าย’ นอกจากนี้ เมื่อสอบถามคนอื่น ๆ ก็ได้ความว่าบุคลากรที่เข้ามาใหม่ก็มักจะเห็นแบบเดียวกัน ส่วนคนเก่า ๆ ก็ชินแล้ว เหมือนจิตของพี่พยาบาลคนนั้นยังอยากทำงานอยู่ และยังผูกพันกับที่ที่เขาเคยอยู่ และหลังจากที่คุณแชมพูได้รู้ความจริงก็ไม่เคยเจอพี่พยาบาลคนนั้นอีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

30 ส.ค. 2023

ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

เปิดสตูต้อนรับ ‘ต้า-สอง Paradox’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 สิงหาคม 2566) พร้อมเรื่องเล่าที่จะมาเปิดประสบการณ์เรื่องราวอุบัติเหตุที่ชวน ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ มาขนหัวลุกด้วยกันกับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สาวครึ่งตัว’ เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอ๊อฟ’ รูมเมทคุณต้า Paradox เหตุเกิดเมื่อคืนวันหนึ่ง มีเสียงดัง ตู้ม!! เกิดขึ้นบริเวณด้านข้างหอพัก คุณอ๊อฟได้ยินเสียงก็รีบลงมาดูด้วยความอยากรู้ ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือ ผู้หญิงถูกรถชน และมีคนกำลังยืนมุงดูร่างที่มีสภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! ส่วนรถที่ประสบอุบัติเหตุต้องหยุดทันที เพราะท่อนล่างของหญิงสาวติดอยู่ที่ด้านล่างของรถ ท่อนบนกระแทกทะลุกับกระจก มาตกอยู่ที่หน้าตักคนนั่งข้างคนขับ หลังจากเคลียร์อุบัติเหตุจบลง คุณอ๊อฟเดินกลับขึ้นห้องและเข้านอนตามปกติ ระหว่างนั้นเขาก็ฝันว่า ตัวเองกำลังเดินข้ามถนนเส้นที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ แล้วมีเสียงเท้าเหมือนคนกำลังเดินตามดังขึ้นเรื่อย ๆ สักพักเมื่อมองออกไปไกล ๆ ก็เห็นแสงไฟสลัวตามมุมเสาไฟ เมื่อเขาหันไปด้านหลัง ก็เห็นเป็นท่อนร่างของผู้หญิงที่เกิดอุบัติเหตุ เดินตามอยู่ไกล ๆ ทำให้เขาตกใจ! รีบข้ามถนนวิ่งกลับขึ้นห้องทันที แต่เสียงคนเดินตามก็ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงรีบวิ่งหนีเข้าไปแล้วปิดประตูล็อคห้องทันที แต่เมื่อมองออกไปเขาก็ยังเห็นเป็นเงาคนยืนรออยู่ที่ขอบประตู ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไง จึงตัดสินใจสวนมนต์และกลั้นใจเปิดประตูดู เงามืดนั้นก็หายไป เขาคิดว่าทุกอย่างคงสงบลงแล้ว จึงเดินไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าตามเคล็ด แต่พอเงยหน้ามองที่กระจก สิ่งที่เขาเห็นปรากฏว่าเป็นท่อนบนของหญิงสาวผู้นั้นเกาะอยู่บนคอของเขา หลังจากนั้นก็สะดุ้งตื่นทันที! ที่จริงมีเคล็ดที่ผู้ใหญ่เคยพูดไว้ว่า ถ้าหากเราผ่านไปเจออุบัติเหตุ อย่าทัก เพราะว่าเขาอาจจะตามมาแบบไม่รู้ตัว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'แอพหลอนสื่อวิญญาณ' I อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [ 5 พ.ย. 2567 ]

10 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเต้ย ผีเหรียญ 'แอพหลอนสื่อวิญญาณ' I อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [ 5 พ.ย. 2567 ]

หากคุณเป็นทาสแมว อาจจะต้องเสียน้ำตาให้กับเรื่องของ ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ’ ที่ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่อง ‘แอปหลอนสื่อวิญญาณ’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 พฤศจิกายน 2567) ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ มีทั้งรอยยิ้มและความหลอน จะเป็นอย่างไรไปอ่านกันเลย! ‘คุณเต้ย ผีเหรียญ’ เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของรุ่นน้องที่ชื่อว่า ‘คุณลูกนัท’ มีอาชีพเป็นหมอ จะขอเรียกว่า ‘หมอนัท’ ตอนนั้นหมอนัทได้ทุนเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้ทำการเช่าบ้านพักอาศัยอยู่กับแฟนคนญี่ปุ่นที่ชื่อว่า ‘คุณเกนจิ’ โดยหมอนัทเลือกเช่าบ้านบริเวณใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย บ้านหลังนั้นเป็นบ้านเช่าของ ‘คุณยายริกะ’ ซึ่งคุณยายริกะปลูกบ้าน 2 หลังไว้ติดกันเพื่อปล่อยเช่า หมอนัทสนิทกับคุณยายริกะมาก เนื่องจากหมอนัทกับคุณเกนจิเป็นทาสแมว และคุณยายริกะเองก็เลี้ยงแมวเยอะมาก แต่จะมีอยู่หนึ่งตัวเป็นตัวแสบประจำบ้าน ชื่อว่า ‘ชิโร่’ เป็นแมวเปอร์เซียอ้วนปุกปุย หน้ามึน ขนสีขาว ชิโร่มักจะชอบปีนข้ามมาที่บ้านหมอนัทเป็นประจำ ทำให้ทุก ๆ วัน คุณยายริกะต้องมาตามชิโร่กลับบ้าน วันหนึ่ง หลังจากที่หมอนัทเรียนเสร็จ หมอนัทได้รับข่าวร้ายว่า แมวที่บ้านของคุณยายริกะเสียชีวิตทั้งหมดอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหลือแต่ชิโร่แมวตัวแสบเพียงตัวเดียว เนื่องจากชิโร่ชอบแอบไปอยู่ที่บ้านของหมอนัท คุณยายริกะนั้นไม่มีญาติทำให้ผูกพันกับแมวมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น คุณยายริกะรู้สึกเสียใจมาก ทั้งยังมีอายุค่อนข้างมากแล้ว จึงทำให้คุณยายริกะเริ่มมีอาการป่วย จากนั้นไม่นาน คุณยายริกะก็เสียชีวิตลง.. หลังคุณยายเสียชีวิตประมาณหนึ่งอาทิตย์ เจ้าเหมียวชิโร่ก็ไม่มีเจ้าของเลี้ยงดู ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นแล้ว เหล่าแมวจรจัดจะต้องถูกการุณยฆาต คุณเกนจิจึงตัดสินใจรับเลี้ยงเจ้าชิโร่ต่อ ส่วนเรื่องบ้านเช่านั้น ทางบริษัทที่คุณยายริกะทำประกันไว้ ก็ได้ทำการยึดบ้านหลังนั้นคืน ทำให้ทั้งคู่ต้องไปหาที่พักใหม่ ด้วยความโชคดีที่ทั้งคู่ได้ที่พักใหม่ใกล้ ๆ กับย่านเดิม จึงไม่ต้องปรับตัวมากและก็ได้นำเจ้าชิโร่ไปอยู่บ้านหลังใหม่ด้วย หลังจากวันแรกที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ เจ้าชิโร่ได้หายออกจากบ้านไป ทั้งคู่พยายามเดินออกตามหา จนสุดท้ายมาเจอเจ้าชิโร่นอนอยู่หน้าบ้านของคุณยายริกะ ซึ่งบ้านของคุณยายริกะกำลังถูกปรับให้เป็นร้านอาหาร เมื่อทั้งคู่เห็นเจ้าชิโร่ยิ่งทำให้สงสารมากกว่าเดิมเป็นพิเศษ เนื่องจากเจ้าชิโร่เสียคุณยายริกะไปและกลัวว่าเจ้าชิโร่จะเกิดอันตรายหากเดินไปเดินมาอย่างอิสระ จึงตัดสินใจขังเจ้าชิโร่ให้อยู่ในบ้าน เป็นการเลี้ยงระบบปิด กลายเป็นว่าเจ้าชิโร่ไม่ยอมกินข้าว หมอนัทกลัวว่าน้องจะป่วย จึงพาชิโร่ไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อให้เพื่อนที่เป็นสัตวแพทย์ช่วยตรวจให้ พอตรวจดูจึงรู้ว่าชิโร่มีอาการซึมเศร้า สัตวแพทย์จึงแนะนำให้หมอนัทพาเจ้าชิโร่นั่งรถเข็นออกไปเที่ยวเล่นเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย อาการของชิโร่จึงจะดีขึ้น แต่หมอนัทกลับรู้สึกว่าเหมือนยังติดอะไรบางอย่างอยู่ จึงลองปรึกษากับเพื่อนว่า “จะทำยังไงดี ที่จะได้สื่อสารกับชิโร่ ให้ชิโร่กลับมาแอคทีฟได้เหมือนเดิม” เพื่อนก็แนะนำแอปพลิเคชันที่ช่วยแปลภาษาแมวมาให้ หลังจากกลับมา หมอนัทก็เลยลองใช้ ทำให้รู้ว่ามันสามารถบอกหมอนัทได้เลยว่า ‘ชิโร่หิวข้าว’ / ‘ชิโร่อยากเข้าห้องน้ำ’ ซึ่งมันทำให้หมอนัทสนิทกับเจ้าชิโร่มากขึ้น แต่ด้วยความที่เป็นหมอจึงมีความคิดว่าข้อความที่เกิดขึ้นคือการรวบรวมข้อมูลเสียงแปลออกมาเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะแปลได้ตรงกับความต้องการของชิโร่จริง ๆ ได้ เย็นวันหนึ่ง หลังจากที่กลับจากมหาวิทยาลัย หมอนัทเห็นเจ้าชิโร่นั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่างตลอดเวลา เรียกก็ไม่หันมา จึงเปิดแอปแล้วถามชิโร่ว่า “ชิโร่ เป็นอะไร” ชิโร่ก็ร้อง “เหมียว เหมียว” แอปพลิเคชันแปลภาษาก็แปลออกมาว่า “อยากออกไปนั่งรถเล่น” หมอนัทตัดสินใจอุ้มเจ้าชิโร่ใส่รถเข็นออกไปเที่ยวเล่น บริเวณสวนสาธารณะใกล้ ๆ บ้าน พอชิโร่ได้ออกไปนอกบ้านทำให้ชิโร่อาการดีขึ้น สดใสขึ้น พออยู่ไปสักพักหมอนัทก็บอกกับชิโร่ว่า “วันนี้กลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวจะเย็นแล้ว” พอกำลังจะกลับ ชิโร่ก็ชะเง้อคอร้องขึ้นเหมือนกับต้องการทำอะไรบางอย่างอย่าง หมอนัทเปิดแอปพลิเคชันแปลภาษา ก็แปลออกมาว่า “ไม่อยากกลับ” หมอนัทเริ่มรู้สึกประหลาดใจกับข้อความเสียงที่ตอบกลับมา หมอนัทจึงตอบกลับชิโร่ไปว่า “เย็นแล้ว กลับเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้พามาใหม่ก็ได้น้า” ชิโร่ก็ร้องออกมา และแสดงท่าทางที่ดูจะไม่พอใจ แอปก็แปลออกมาว่า “ไม่ ไม่ ไม่!!!” สิ่งที่เกิดขึ้นคือหมอนัทเริ่มรู้สึกขนลุกกับความแปลกจากข้อความเสียงที่เกิดขึ้น จึงอยากลองพิสูจน์ดู หมอนัทจึงถามไปว่า “แล้วอยากไปไหน พาหมอไปเลย” ชิโร่ก็ร้องออกมาอีก แอปก็แปลออกมา เป็นการบอกเส้นทางว่า ให้ตรงไป เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หมอนัทเดินตามไปเรื่อย ๆ ตอนแรกก็รู้สึกสนุก แต่พอหมอนัทเดินไปเรื่อย ๆ ระยะทางเริ่มไกลจากบ้านและเป็นทางที่ไม่คุ้นชิน หมอนัทกำลังจะวนกลับ แต่เจ้าชิโร่ก็วิ่งพล่านในรถเข็นแล้วร้องออกมา แอปก็แปลว่า “อย่า ใกล้ถึงแล้ว” หมอนัทพาชิโร่เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนเสียงร้องสุดท้ายแอปก็แปลว่า “ถึงแล้ว” กลายเป็นว่าสถานที่ที่ชิโร่พามานั้น ทำให้หมอนัทขนลุกทั้งตัว เพราะมันพามาหยุดเดินตรงหน้าสุสาน หมอนัทพยายามตั้งสติอยู่สักพัก คิดว่ามันคงเป็นเรื่องบังเอิญ หมอนัทจอดรถเข็นของชิโร่และบอกกับชิโร่ว่า “รออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวไปซื้อน้ำ” หมอนัทเดินไปซื้อน้ำที่ตู้กดน้ำใกล้ ๆ ระหว่างที่กดน้ำก็ได้ยินเสียงร้องเหมือนชิโร่กำลังคุยกับใครบางคนอยู่ ท่าทางของชิโร่มองเข้าไปในสุสาน พอกดน้ำเสร็จก็เดินกลับไป จนถึงระยะที่แอปพลิเคชันเริ่มกลับมาทำงาน แอปก็แปลขึ้นมาว่า “คิดถึงนะยาย.. กลับด้วยกันเถอะ ไม่อยากอยู่บ้านนี้คนเดียวอีกแล้ว” หมอนัทขนลุกรีบตาลีตาเหลือกปิดแอปพลิเคชันทันที และรีบเข็นรถพาชิโร่กลับบ้าน พอกลับถึงบ้าน ชิโร่ก็กระโดดลงจากรถเข็น จากนั้นก็เดินเข้าไปนอน น้องเงียบ ไม่ร้อง ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ หมอนัทเริ่มสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รอคุณเกนจิกลับมา จนคุณเกนจิกลับมาถึงบ้าน หมอนัทก็เล่าเหตุการณ์ที่เจอมาให้ฟัง คุณเกนจิทำหน้าเครียดและถามถึงลักษณะสุสานที่ชิโร่พาไป เมื่อทราบลักษณะสุสาน คุณเกนจิก็พูดด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า “สุสานที่ชิโร่พาไป รู้ไหมว่ามันคือสุสานที่ฝังคุณยายริกะ” หมอนัทไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เนื่องจากหมอนัทไม่ได้ไปงานศพของคุณยายริกะ สักพักก็ได้ยินเสียงร้องของเจ้าชิโร่ เหมือนกำลังร้องขู่อะไรบางอย่างก่อนที่จะวิ่งเข้ามาตะกุยขาของทั้งคู่ จากนั้นก็วิ่งไปตะกุยประตูบ้าน เดินร้องทั่วบ้าน เกนจิถามชิโร่ไปว่า “ชิโร่จะเอาอะไร ชิโร่เป็นอะไรลูก” อยู่ ๆ แอปพลิเคชันแปลภาษาในโทรศัพท์ของหมอนัทที่วางอยู่บนโต๊ะกลับเปิดขึ้นเอง แล้วก็แปลเสียงออกมาว่า “เปิดประตู ยายมาแล้ว!!!” หมอนัทได้ยินก็รีบปิดแอปพลิเคชันและลบทิ้งทันที คุณเกนจิก็พยายามจะจับชิโร่แต่ก็จับไม่ได้ วินาทีนั้นหมอนัทยกมือไว้ท่วมหัว คิดในใจบอกยายริกะว่า “ไม่ต้องห่วงน้องนะ พวกเราสองคนจะดูแลชิโร่เท่าที่จะทำได้ จนถึงวาระสุดท้ายของน้องไม่ต้องห่วง” พอสิ้นความคิดของหมอนัท เจ้าชิโร่ก็เลิกดิ้นแล้วก็ค่อย ๆ เดินกลับห้องไป.. เช้าวันถัดมา หมอนัทได้เตรียมอาหารให้ชิโร่ แต่กลับพบว่า เจ้าชิโร่ตัวแสบได้กลับดาวแมวไปแล้ว คุณเกนจิจึงนำร่างของเจ้าชิโร่ไปฝังไว้ข้าง ๆ กับหลุมศพของคุณยายริกะ..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

09 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณต้น 'เชือกผูกผี' I อังคารคลุมโปง X คืนเผาผี Ghost Night [ 29 ต.ค. 2567]

‘คุณต้น‘ ได้นำเรื่อง ‘เชือกผูกผี’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (29 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ ฟัง เป็นเรื่องราวสุดหลอนในวัยเด็กที่ตนได้เจอ จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณต้นได้เล่าว่าเป็นเรื่องราวของน้องที่รู้จักชื่อ ‘โต้ง’ เป็นเด็กที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งทางแถบอีสานใต้ ทางครอบครัวของคุณโต้งมีวิชาอาคมเป็นทางศาสตร์ของทางฝั่งเขมร ในช่วงที่ยังเด็ก คุณโต้งก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรจึงใช้ชีวิตในวัยเด็กตามปกติ อยู่มาวันหนึ่ง คุณตาก็ได้ชวนคุณโต้งไปจับปลาแถวบ้านในช่วงเวลาประมาณหัวค่ำ ในขณะที่คุณโต้งกำลังนั่งรอคุณตากำลังจับปลาอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากริมตลิ่งฝั่งตรงข้าม พอมองไปตามเสียงนั้นแล้วก็พบกับร่างเด็ก 2 คน ตัวซีดเผือด มีเลือดแห้งเปรอะเปื้อนเต็มหน้า! เด็ก 2 คนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณโต้ง ประมาณ 8-9 ขวบ เมื่อเห็นดังนั้นคุณโต้งก็ตะโกนเรียกคุณตา แต่คุณตากลับคว้างก้อนดินไปบริเวณนั้น แล้วเด็ก 2 คนนั้นก็หายไป! เหตุการณ์นี้ทำให้คุณโต้งรู้จักคำว่า ‘ผี’ เป็นครั้งแรกในชีวิต จากนั้น คุณตาก็ได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อก่อนเนี่ย ก่อนที่จะมีบ่อน้ำนี้ ในช่วงที่ขุดแรก ๆ มีเด็ก 2 คนนี้แหละมาเล่นน้ำแล้วจมน้ำตาย วิญญาณก็น่าจะอยู่บริเวณนี้” เรื่องราวสุดหลอนต่อมาที่คุณโต้งได้เจอก็คือ หลังคุณโต้งเลิกเรียนก็ได้ยินว่าหมู่บ้านข้าง ๆ มีคนผูกคอฆ่าตัวตาย ซึ่งคนที่ตายก็คือญาติของคุณโต้ง เมื่อทราบข่าวแล้วทางครอบครัวเขาก็ไปดูแล้วก็พบกับศพผู้หญิงผูกคอตาย จึงได้มีการเผาศพในวันนั้นทันที เนื่องจากหมู่บ้านของคุณโต้งมีความเชื่อว่าถ้าเป็นศพผีตายโหงจะต้องทำการเผาวันนั้น จึงนำศพไปเผาที่ป่าช้าในหมู่บ้านที่คุณโต้งและคุณตาใช้เป็นเส้นทางในการไปจับปลา ต่อมาหลังจากที่เรื่องนี้ผ่านไปได้ 1 เดือน ก็มีคุณตาอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นน้องของคุณยายคุณโต้ง ให้นามสมมติว่า ‘ตาต้อย’ ได้มาถามว่า “ได้ข่าวว่าญาติที่อยู่หมู่บ้านนี้ผูกคอตายหรอ เอาไปเผาเอาไปฝังที่ไหนล่ะ” และได้ถามถึงเชือกเส้นนั้นที่ผูกคอตาย เนื่องจากตาต้อยเป็นคนที่มีวิชาอาคมจึงอยากจะได้เชือกเส้นนั้นเพื่อไปทำพิธีกรรมขอหวย จากนั้น ตาต้อยก็ได้ชวนคุณแม่คุณโต้งไปทำธุระในตัวเมือง ซึ่งคุณแม่ก็ได้มาเล่าให้คุณโต้งฟังแล้วมารู้ทีหลังว่าท้ายกระบะมีเชือกที่ตาต้อยเก็บสะสมอยู่ท้ายกระบะ ทำให้ในขณะที่นั่งรถอยู่นั้น คุณแม่รู้สึกเหมือนมีคนนั่งอยู่ท้ายกระบะ จึงหันไปดูและสิ่งที่คุณแม่เห็น ก็คือ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และคนแก่นั่งเต็มท้ายกระบะประมาณ 10 คน พอคุณแม่กำลังจะหันไปถามตาต้อยร่างเหล่านั้นก็หายไป ตาต้อยจึงบอกว่า “นั่งไปเหอะ คงไม่มีอะไรหรอกลูก” ในวันนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณแม่ก็รู้สึกมีอาการเหมือนไม่สบายจึงรีบเข้านอน หลังจากที่หลับได้สักพักก็รู้สึกตัวในช่วงกลางดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีมือมาครูดสังกะสีบริเวณขื่อบ้าน จึงตัดสินใจเปิดมุ้งไปดูแล้วเห็นเป็นภาพคนผูกคอตาย ตัวซีด ดวงตาปูดโปน ลิ้นจุกปากห้อยลงมาจากขื่อบ้าน เรียกร้องขอให้คุณแม่ช่วย “ช่วยด้วยย.. ช่วยด้วย” ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือไม่ได้มีคนเดียว แต่มีทั้งหมดเกือบ 10 คนที่ห้อยอยู่ตรงนั้น! ด้วยความที่คุณแม่ตกใจจึงรีบปิดมุ้งแล้วมานอนคลุมโปง ไม่นานก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างร่วงตกลงมาทับตัว! คุณแม่ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มแล้วก็เห็นเป็นร่างที่ผูกคอตายนั้นร่วงตกลงมาทำให้มุ้งขาดแล้วลงมาทับคุณแม่ บางร่างตกลงมานอนประจันหน้ากับคุณแม่ เมื่อคุณแม่เจอเช่นนี้จึงร้องกรี๊ดจนหมดสติไป! คุณยายมาปลุกจึงทำให้คุณแม่รู้สึกตัว คุณแม่ที่อยู่ในอาการที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เจอจึงเล่าให้คุณยายฟัง เมื่อคุณยายทราบเช่นนั้นก็ได้บอกน้าไปตามตาต้อยมา แล้วพูดกับตาต้อยว่า “ดูซิเนี่ย หลานมึงจะตายแล้วเนี่ย ไปเอาไรมา ไปออกมาให้หมดแล้วเผาทิ้งไปเลย” ตาต้อยจึงได้นำกล่องหนึ่งมาแล้วเทให้ดู ซึ่งของที่อยู่ในกล่องคือเชือกเกือบ 10 เส้น หลังจากนั้นก็ได้ให้นำเชือกทั้งหมดไปเผา ในขณะที่เผาคุณแม่ก็เห็นเป็นภาพลาง ๆ เหมือนดวงวิญญาณแต่ละดวงค่อย ๆ ลอยขึ้นไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-