เรื่องเล่าจาก ขวัญ อุษามณี 'เเม่ชีบุญเรือน' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ขวัญ อุษามณี [ 8 ต.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ขวัญ อุษามณี 'เเม่ชีบุญเรือน' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ขวัญ อุษามณี [ 8 ต.ค. 2567]

20 ต.ค. 2024

      ขนหัวลุกไปกับ ‘คุณขวัญ อุษามณี‘ ที่ได้นำเรื่อง ‘เเม่ชีบุญเรือน’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (8 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอในขณะที่กำลังถือศีลอยู่ เห็นเเม่ชีเดินจงกลมอยู่ที่เเม่น้ำ ถ้าไม่ได้เเม่ชีในคืนนั้นก็คงหลุดออกจากศีล! เรื่องราวจะเป็นยังไง จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!

      คุณขวัญ อุษามณีได้เล่าว่า ตนได้ไปถือศีลที่วัดท่าไม้ มีเเม่ชีที่ร่วมถือศีลด้วยอีกประมาณ 7-8 คน ในขณะที่ถือศีลตอนกลางวันต้องทำกิจของวัด กวาดลานวัดด้วยกัน เเละต้องกางมุ้งกลดนอนบนหิน ไม่ได้นอนที่กุฏิ อาหารที่ทานก็ต้องเป็นอาหารมังสวิรัติ ส่วนโทรศัพท์เเละของใช้ส่วนตัวจะถูกเก็บไว้ทั้งหมด คุณขวัญจึงได้คิดต่อต้านอยู่ในใจว่า ‘ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ เราไม่ได้บาปขนาดนั้นนะ ถ้าเป็นตอนเด็กปีนกำแพงไปนานเเล้ว’ เเต่ตอนนั้นก็สามารถควบคุมตนเองได้

      เมื่อคุณขวัญกำลังจะเข้านอน เเม่ชีคนหนึ่งก็ได้สอนวิธีกางมุ้งกลดให้ เเต่สามารถสอนได้เเค่ครั้งเดียวเพราะต้องปิดวาจา พูดไม่ได้คุยไม่ได้ คุณขวัญจึงรู้สึกอึดอัด ได้เเต่คิดว่า ‘สิ่งที่เรากำลังทำนี้ คือการทำบุญ เราทำเพื่อคุณพ่อ’ ตนจึงยอมกัดฟันทำ เมื่อคุณขวัญกางมุ้งกลดเสร็จเเล้วจึงเข้านอน เเต่ก็นอนไม่ได้เพราะจากชีวิตที่นอนสบาย ๆ ฟังเพลง กลายเป็นเสียงเเมลงวี่เเมลงวันอยู่รอบ ๆ เเละมีเเม่น้ำอยู่ใกล้ ๆ

      ในตอนนั้นคุณขวัญก็เกิดความลังเลว่าจะออกไปดีหรือไม่ เพราะนอนไม่หลับ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะออกไป เเต่ในขณะที่กำลังจะก้าวขาออกก็ดันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่คล้ายกับเเม่ชีที่มาถือศีลร่วมกัน กำลังเดินจงกรมอยู่ที่เเม่น้ำ ตนก็ได้นึกถึงคำพูดที่คุณเเม่สอน ซึ่งคุณยายสอนเเม่มาอีกหนึ่งว่า ‘ถ้าเกิดเจอผี ไหว้เลย เราให้บุญเขา ผีไม่น่ากลัวเท่าคน แต่ให้ดูก่อนว่าถ้าเขาผีจริง ๆ ขาเขาจะเดินลอยหรือขาจะเดินตะเเคง’ จากนั้นคุณขวัญก็ได้มองไปที่แม่ชีคนนั้น ปรากฎว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้ลอย ไม่ได้ดูน่ากลัว ดูเป็นคน ตนก็นอนดูเเม่ชีคนนั้นเดินไปเดินมาจนตัวเองหลับไป

      ในตอนเช้าคุณขวัญก็ได้หลุดจากการถือศีลเเล้ว ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนขี้เเซว จึงแซวเเม่ชีคนนั้นว่า

      “แหม เมื่อวานบุญหนักกลายเป็นบุญเบาเลยน้า ออกมาเดินจงกรมตอนกลางคืนเลยนะ”

      เเม่ชีคนนั้นก็ได้หันกลับมาตอบว่า

      “หึ พี่เปล่า…”

      เเล้วทุกคนในที่นั้นก็หลุดวาจาออกมาหมดเลย เพราะเห็นว่าคุณขวัญพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง จากนั้นคุณขวัญก็ได้บอกว่าถ้าไม่ได้เเม่ชีที่เดินจงกรมในตอนนั้น ก็คงจะหลุดจากการถือศีลไปแล้ว เพราะเหมือนท่านมาอยู่ให้ตนรู้สึกอุ่นใจ เเละเป็นกรอบที่ไม่ทำให้หลุดออกจากการถือศีล..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนุ๊ก ‘อดีตที่ตามหลอกหลอน’ I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

22 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณนุ๊ก ‘อดีตที่ตามหลอกหลอน’ I อังคารคลุมโปง X เป้ MVL [ 16 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ’คุณนุ้ก’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (16 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘อดีตที่ตามหลอกหลอน’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนุ้กมีอาชีพเป็นหมอดู มีลูกดวงท่านหนึ่งสมมุติว่าชื่อ ‘เจฟ’ ระหว่างที่ดูดวงอยู่ เขาดูเหมือนกับว่ามีปัญหากวนใจอยู่ แต่ไม่กล้าพูด อยากเล่าก็ไม่กล้าเล่า แต่ก็เร่งเร้าจะดู พอถึงเวลาดู เขาถามว่าดวงเขาเป็นยังไงบ้าง คุณนุ้กตอบกลับไปว่า ”ไม่ค่อยโอเค ความรัก การเงิน การงาน มีปัญหา” คุณเจฟจึงบอกว่า “ผมดูให้ตัวเองแล้ว ความรักดวงตก แต่เรื่องอื่นไม่มีปัญหาเลย” คุณนุ้กจึงคิดในใจว่า ‘ทำไมถึงมาดูกับเรา’ แล้วคุณเจฟยังบอกว่า “มันแปลก คือผมต้องไม่ดีแค่เรื่องความรัก ผมราศีนี้ ยังไงเรื่องงานเรื่องเงินก็รุ่ง แต่ดวงผมร่วงหมดตั้งแต่เดือนกุมภา คนรักนอกใจ ผมเคยขายพระเครื่องรายได้อาทิตย์ละ 5,000-10,000 บาท แต่ตอนนี้ไม่มีเลย ร้านอาหารที่ผมเปิด ก็เจ๊งอีก ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงเลย“ คุณนุ้กก็คิดว่าทำไมชีวิตเป็นแบบนี้ พอดูดวงไปสักพัก ก็เห็นภาพในหัวระหว่างเปิดไพ่ เป็นเหมือนผู้หญิงจะมาเอาวิญญาณคุณเจฟ จึงถามคุณเจฟว่ามีใครตามไหม คุณเจฟบอกว่าเขาก็รู้ตัว แต่ที่โทรมาดูดวงเพราะอยากให้มีคนช่วยคอนเฟิร์ม คุณนุ้กบอกไปว่าเห็นเรื่องในอดีตที่ไม่ใช่ภพนี้ คุณเจฟเคยเป็นสามีของผู้หญิงคนนี้ แต่มีเรื่องมือที่ 3 แล้วฆ่าผู้หญิงคนนี้ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ตั้งใจตามมาเอาชีวิตคุณเจฟ พอเปิดไพ่ไปอีก ก็มีไพ่ที่บอกว่า มีคนขอให้ไว้ชีวิตคุณเจฟ คุณเจฟจึงเล่าว่า “จริง ๆ ก่อนมาหาพี่ ผมไปมาทุกสำนักแล้วทำมาทุกอย่าง ไม่เกิน 3 วันดวงก็ตกเหมือนเดิม จนไม่นานมานี้ไปวัดชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้เจอหลวงพี่ที่เป็นพระดัง ท่านเดินเข้ามาหาแล้วทักว่า โยมจะต้องบวชนะ บวชแล้วดีขึ้น” คุณนุ้กจึงคิดว่าน่าจะเป็นพระรูปนี้ที่ขอบิณฑบาต เหมือนให้บวชเพื่อไม่ถึงเเก่ชีวิต จากนั้นคุณนุ้กก็ให้เลขบัญชีของพระตามวัดที่คัดมาแล้วว่าปฏิบัติธรรมจริง ให้คุณเจฟทำบุญบวชพระทุกวัน วันละ 1 บาท พอครบ 7 วันให้มาบอก หลังจากนั้นไม่นานก็มีข้อความเข้ามาหาตนว่า “พี่ ผมเจอแล้วนะ“ แล้วก็เล่าว่า ”ผมทำบุญตามที่พี่บอก จนวันหนึ่งผมไปนวด ในร้านก็จะมีไฟสลัวส่องหน้าคนนวด ผมเห็นหน้าคนนวด ปรากฎว่าไม่ใช่หน้าคน มันเป็นหน้าดำ ๆ มืดสนิทที่มองผมอยู่“ พอฟังเสร็จคุณนุ้กก็เปิดไพ่ ณ ตอนนั้นปรากฎว่า มันดีขึ้น การเงินไม่ขัดแล้ว แต่ความรักยังขัดอยู่ คุณเจฟก็ตอบว่า “ใช่ครับพี่ ผมทำตามพี่ไม่ถึง 7 วันเลย ได้เงินมา 1 แสนละ ตอนนี้กำลังรอบวช“ คุณนุ้กจึงบอกให้ทำบุญไปจนกว่าจะบวช จนล่าสุดก่อนที่จะมาเล่าในรายการได้ทักไปถามคุณเจฟ เขาก็บอกว่า ”บวชอยู่ครับตอนนี้ ได้บวชแล้ว“ ตั้งแต่ที่เขาดูดวงจนบวช ใช้เวลาไม่ถึงเดือนเป็นไปตามที่คุณนุ้กเปิดไพ่ว่า “ถ้าบวช ยังไงก็รอด”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

21 มี.ค. 2023

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา

เรื่องหลอน ๆ ของคนมีเซนส์ หลังย้ายไปทำงานที่พังงา คืนหนึ่ง.. ต้องไปส่งเอกสารด่วน ขากลับขับผ่านโค้งหักศอก ตรงนั้นมีศาลตั้งอยู่ด้วย! พยายามมองแค่ทางตรงแล้ว แต่หางตาดันสะดุด ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น! สติหลุด ทั้งกรี๊ด ทั้งร้องไห้ ขับต่อแทบไม่ไหวจนต้องจอดพัก แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่เรารู้จักและหวาดกลัวอย่าง ‘สึนามิ’ พัดถล่มเข้าชายฝั่งหลายจังหวัดทางภาคใต้ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทั้งโลกไม่อาจลืมเลือน หนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์เต็ม ๆ คือ จ.พังงา และยังเป็นจุดหมายปลายทางของ ‘คุณแนน’ สายจากทางบ้านที่พบเจอกับประสบการณ์หลอนทันทีที่ได้มาถึง ทำเอา ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ถึงกับอ้าปากค้างในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (14 มีนาคม 2566) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ย้ายไปพังงา’ คุณแนนเล่าว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีก่อน ตอนนั้นคุณแนนได้บรรจุเป็นราชการครั้งแรก ได้ทำงานอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในจังหวัดพังงา แต่เดิมนั้นคุณแนนอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงใช้เวลาเดินทางไปที่พังงานานหลายชั่วโมง ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้ทำงาน รวมทั้งบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยทะเลที่สวยงาม และความเหน็ดเหนื่อยจากเดินทางไกล ทำให้คุณแนนไม่ได้บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง และผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยทันทีที่เดินทางไปถึงบ้านพักข้าราชการ.. ทันทีที่หลับ คุณแนนก็ฝันว่าตัวเองนั้นนั่งอยู่ที่ท้ายกระบะ สักพักก็มีคนโยนศพขึ้นมาบนรถ! โยนมาจนเต็มหลังกระบะและเบียดพื้นที่ของคุณแนน ตอนนั้นคุณแนนรู้ตัวแล้วว่ากำลังฝันอยู่ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ จากนั้นก็พยายามพูดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่ส่งเสียง “อึกอัก อึกอัก” ไม่เป็นภาษา จนพี่ที่อยู่บ้านพักเดียวกันตื่นขึ้นมาเขย่าตัวคุณแนนและตะโกนเรียกเสียงดังจนคุณแนนตื่นขึ้นมาจากภวังค์นั้น และบอกว่า “เห้ยพี่ หนูฝันร้าย” เมื่อชาวบ้านทราบข่าวก็ถามขึ้นมาว่า “พอลงเกาะมาเนี่ย ได้ไหว้ ได้ขอเจ้าที่เจ้าทางบ้างหรือเปล่า” คุณแนนก็ตอบไปว่า “ไม่ได้ขอเลยค่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นก็พาคุณแนนไปที่หน้าหาดเพื่อทำพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทาง จะได้ทำงานและอยู่อาศัยที่นี่ได้อย่างราบรื่น คุณแนนเล่าเสริมอีกว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์สึนามิถล่ม จำนวนประชากรที่เกานี้มีประมาณ 500 - 600 คน จนปีที่คุณแนนบรรจุเข้าไปทำงาน เหลือประชากรเพียง 200 กว่าคนเท่านั้น นอกจากจะไปไหว้ที่หน้าหาดแล้ว ชาวบ้านยังพาคุณแนนไปไหว้ที่ศาลพ่อตาหินกอง ลักษณะคือเป็นศาลที่ตั้งอยู่บนหิน ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ไม่โดนสึนามิแม้จะตั้งอยู่หน้าหาดก็ตาม หลังจากนั้นคุณแนนก็ไม่เจออะไรพิศวงจนกระทั่ง.. เวลาผ่านไปสักพัก ในคืนที่คุณแนนต้องนอนคนเดียว เพราะเพื่อนร่วมงานหลายคนส่วนใหญ่เป็นคนใต้ที่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครศรีธรรมราชบ้าง สุราษฎร์ธานีบ้าง พัทลุงบ้าง เขาก็จะกลับบ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณแนนเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว จะรู้สึกเหมือนว่าถูกผีอำ แล้วก็จะเห็นบางสิ่งบางอย่างอยู่ที่ปลายเท้า บางครั้งก็เป็นเด็ก บางครั้งก็เป็นผู้ชายแก่ หรือคนท้องบ้าง เรียกได้ว่ามาทุกรูปแบบ ทุกครั้งที่เจอคุณแนนก็จะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ตลอด บางคนก็ไปง่าย แต่กับบางคนก็ต้องใช้เวลาสวดนาน คุณเล่าเสริมอีกว่าเขาจะมาปรากฏโดยที่ไม่ได้พูดหรือสื่อสารอะไร เหมือนมายืนมองเราเฉย ๆ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่หลอนขนลุกจนคุณแนนจำได้ถึงทุกวันนี้.. คุณแนนเล่าให้ฟังว่าอำเภอที่อาศัยอยู่นั้นค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง แถมที่นี่ยังมีฝนตกแทบจะตลอดเวลา วันนั้นต้องไปส่งเอกสารด่วนในตัวเมือง คุณแนนจึงรีบออกเดินทางเพราะรู้ดีว่าเส้นทางขากลับที่จะต้องผ่านหากว่ายิ่งมืดก็ยิ่งอันตราย เส้นทางที่ว่าจะมีลักษณะเป็นทางโค้งหักศอกหากหลุดโค้งก็เท่ากับตกเหว นอกจากนั้นยังมีศาลตั้งอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ผ่านคุณแนนก็จะรู้สึกอึดอัดใจทุกครั้ง แต่ด้วยงานที่ยังค้างคาและกว่าจะสะสางเสร็จ เวลากลับก็ล่วงเลยมาถึงหนึ่งทุ่ม คุณแนนตั้งใจว่าจะไม่วอกแวกและจะตั้งสติในการขับรถเพียงอย่างเดียว พี่ที่นั่งมาด้วยก็รู้ดีว่าคุณแนนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง เขาก็พยายามหาเรื่องอื่นคุยกับคุณแนน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเครียด พอใกล้จะถึงทางโค้ง พี่เขาก็จับขาคุณแนน แล้วก็บอกว่า “พี่อยู่นี่นะ ไม่ต้องกลัว เราอยู่ด้วยกัน” คุณแนนก็พยายามมองแค่ทางตรง แต่ก็ต้องเสียสมาธิเพราะมีอะไรบางอย่างดึงความสนใจอยู่ที่หางตา! คุณแนนเผลอหันไปมองเข้าเต็ม ๆ ภาพที่เห็นคือศพหน้าเละที่ถูกผ้าห่อเต็มไปด้วยเลือดสีแดงยืนอยู่ตรงศาล! คุณแนนเห็นแบบนั้นก็ร้องกรี๊ดออกมาทันที สติแทบไม่อยู่กับตัว! พี่ที่นั่งมาด้วยก็พยายามช่วยตั้งสติ เพราะกลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ คุณแนนพอเริ่มได้สติก็พยายามขับรถให้ผ่านตรงนั้นไปแม้จะยังร้องไห้และช็อคกับสิ่งที่เห็น เมื่อขับผ่านจุดนั้นก็จอดรถและรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด เมื่อทุกอย่างเริ่มโอเคขึ้น ก็ขับรถกลับที่พักอย่างปลอดภัย ปัจจุบันนี้คุณแนนได้ย้ายกลับมาทำงานที่จังหวัดสุพรณบุรีแล้ว แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้คิดร้ายอะไร ขอแค่ถ้าอยากได้อะไรก็ให้มาบอกดี ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ติดตามฟังเรื่องเต็มได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

20 ก.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊กดุ๊กดิ๊กปิ๊กเมืองผี ‘ขอลูกเสียผัว‘ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กปิกเมืองผี’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ขอลูกเสียผัว’ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณแอน’ กับสามีที่ได้ไปขอลูกกับศาลเก่าแห่งหนึ่ง แต่ชีวิตคู่กลับต้องเจอเรื่องราวสุดช็อค เพราะดันไปขอผิดศาล! เรื่องราวทั้งหมดจะหลอนและขนหัวลุกซู่ขนาดไหน? สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝากเล่าจาก ‘คุณแอน’ โดยคุณแอนได้แต่งงานกับสามี และได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของสามีที่จังหวัดสุโขทัย แม้ว่าทั้งสองจะแต่งงานกันมาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีลูกเสียที จนคนระแวกบ้านนำเรื่องนี้ไปแซวกันสนุกปากว่า “อุ้ย ทำไมมันไม่มีลูกสักที มันอะไรหรือเปล่า” ช่วงแรกที่เจอคำถามเหล่านี้ สองสามีภรรยาก็ไม่ได้รู้สึกยี่หระอะไร คิดว่าเดี๋ยวชาวบ้านก็เลิกพูดกันไปเอง แต่นานวันเข้าเรื่องนี้กลับไม่จบละลุกลามมากขึ้น คำพูดของชาวบ้านส่งผลกระทบต่อสองสามีภรรยา ทำให้บรรยากาศในบ้านมาคุ ยิ่งคุณแอนเป็นสะใภ้ที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ด้วยแล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งทำให้คุณแอนรู้สึกอึดอัด เพราะแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็เริ่มรู้สึกกับคำพูดเหล่านั้นด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น สามีของคุณแอนก็คอยอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจเสมอว่า “เออ ไม่เป็นไรนะที่รัก เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป” สองสามีภรรยาอดทนกับคำพูดเหล่านั้นมาเรื่อย ๆ กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ทั้งสองได้ไปเป็นเจ้าภาพกฐินที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็ได้เงินให้วัดมากถึงสองแสนบาท และได้มานั่งพูดคุยสนทนาสัพเพเหระกันในวัด อยู่ ๆ ทางญาติฝั่งสามีก็ได้เอ่ยปากถามหลวงพ่อไปว่า “หลวงพ่อ พระองค์ไหนในวัดที่พอจะขอลูกได้บ้างไหม” หลวงพ่อเขาก็ตอบกลับมาว่า “เรื่องนี้ให้มันเป็นธรรมชาติแล้วกันเนอะ” ทว่าในระหว่างที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ‘ป้าหนิง’ หนึ่งในสมาชิกครอบครัวก็พูดขึ้นมาว่า “เห้ย ป้านึกออกแล้ว มีอยู่ศาลนึง แถว ๆ บ้านเรานี่แหละ ไว้กลับไปเนี่ย ไปขอพรได้เลยนะ ศาลมันอยู่ใกล้บ้าน ศาลนี้คนไปขอพรเยอะ ใครไปขออะไรก็ได้” ป้าหนิงให้พิกัดศาลมาเสร็จสรรพ คุณแอนและสามีจึงคิดกันว่า ‘คราวนี้ คงต้องลองไปขอลูกแล้ว’ แม้นี่จะไม่ใช่ความต้องการของทั้งสอง แต่ก็อยากจะลองไปขอพรดู เพราะทนความกดดันจากคนรอบข้างไม่ไหว และแล้ววันนั้นก็มาถึง ทั้งสองได้ขับรถไปตามพิกัดที่ที่ป้าหนิงบอก เมื่อไปถึงก็พบว่าศาลนั้นค่อนข้างรกร้าง มีต้นไม้ต้นหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ตัวศาลเองก็เก่าและค่อนข้างทรุดโทรม ทั้งคู่เกิดความไม่มั่นใจ คิดว่าอาจจะมาผิดศาล แต่เมื่อพิจารณารอบข้างดูแล้ว ก็ไม่พบศาลอื่นอีก ทั้งคู่คิดว่าน่าจะมาถูกต้องแล้ว จึงได้เข้าไปขอพร หลังจากนั้นไม่นาน คุณแอนก็ตั้งท้อง เมื่อเข้าไปพบคุณหมอ คุณหมอก็เตือนว่า “คุณแม่อายุเยอะนะ ต้องอย่าลืมว่าลูกจะต้องมีความเสี่ยง อาจจะมีเรื่องโรคสมอง เรื่องเลือดต่าง ๆ ที่มันจะเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้” เมื่อถึงกำหนดคลอด ก็ออกมาเป็นลูกชายฝาแฝด เด็กทั้งคู่ไม่มีภาวะเสี่ยงร้ายแรงที่คุณหมอคาดว่าจะเกิดขึ้นเลย มีเพียงเรื่องโรคเลือดที่อาจจะต้องระมัดระวัง นานวันเข้าเด็กทั้งคู่ก็เริ่มเติบโต เลี้ยงง่าย น่ารัก ใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไป ทว่ามีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่คุณแอนนอนกลางวันอยู่ ก็ฝันว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในบ้านไม่ได้ เขายืนรออยู่หน้าบ้าน และตะโกนเรียก ตัวคุณแอนก็เดินลงมา จึงได้เห็นว่าผู้หญิงคนนี้รอคุยด้วย แต่เมื่อลูกของคุณแอนเดินตามมา กลายเป็นว่าผู้หญิงในฝันคนนั้นพยายามที่จะเอาลูกไป จึงได้มีการยื้อยุดฉุดกระชากกันแล้วได้พูดไปว่า “นี่ลูกฉัน เอาไปไม่ได้” ผู้หญิงในฝันก็พูดด่าทอคุณแอนว่าตัวของคุณแอนไปขโมยของเขามา และจากร่างที่ปกติ ผิวของผู้หญิงคนนี้กลับค่อย ๆ เปื่อยยุ่ยและก็หลุดออกมาเป็นชิ้น! คุณแอนตกใจจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา และได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้สามีฟัง ตัวสามีก็เพียงแค่คิดว่าน่าจะนอนเยอะหรือกินมากเกินไปจนธาตุเพี้ยน ทว่าความฝันนั้นกลับเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ซ้ำกันแทบจะทุกคืน นานวันความฝันก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในฝันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งมาเพิ่ม และพูดมาประมาณว่า “มึงอะ เอาลูกกูไป มึงขโมยลูกกู กูจะเอาลูกกูคืน” จากนั้นก็จะยื้อยุดฉุดกระชากกัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั่นคือ แม้กระทั่งในยามตื่น คุณแอนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ในบ้านตลอด ผ่านไปสักพักหนึ่ง จู่ ๆ ลูกแฝดก็ไม่สบาย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ต้องเขาโรงพยาบาลรักษาตัวระยะยาวด้วยโรคเลือดที่เป็นอยู่ ที่บ้านต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลตลอด ในขณะที่ตัวคุณแอนและสามีเทียวไปมา คุณแอนก็รู้สึกได้ว่าเวลาที่กลับบ้าน จะเห็นว่าเหมือนจะมีขาหรือเงาคนเดินอยู่ในบ้าน พอเดินเข้าไปสำรวจกลับไม่มีใครเลย พอไปถามญาติ ทุกคนก็ยังไม่มีใครกลับบ้าน ทำให้สองสามีภรรยาเริ่มเอะใจ เรื่องนี้เริ่มจะไม่ปกติแล้ว.. แม้จะเกิดเรื่องไม่สบายใจภายในบ้าน แต่ทั้งคู่ก็อดทนอยู่กันต่อไป และนอกจากเงานั้นยังมีเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าคนทั้งบ้านเริ่มเจอกับสถานการณ์เดียวกัน ทั้งเงา ทั้งเสียง มาครบเลยทีเดียว กระทั่งความกลัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ตอนแรกทุกคนในบ้านนอกแยกห้องกัน ก็เริ่มมานอนอยู่รวมกันในโซนกลางเพื่อความสบายใจของทุกคน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์แย่มากขึ้น สองสามีภรรยาก็เริ่มทะเลาะกันบ่อยขึ้น และตัวสามีก็ดันหลุดปากมาว่า “เนี่ย ถ้าเรื่องมันเยอะขนาดนี้นะ งั้นเดี๋ยวกูจะไปเผาศาลเลยไหม ศาลที่เคยไหว้ขอลูกกันหน่ะ” ซึ่งมันแรงมากสำหรับคุณแอน เธอจึงตอบกลับไปว่า “เฮ้ยพี่ ทำไมพูดขนาดนี้ มันแรงมากเลยนะ” จากนั้น สามีก็แยกตัวออกไป ไม่ได้กลับบ้านสองคืน เพื่อที่ทั้งคู่จะได้ไม่ทะเลาะกัน เวลาผ่านไปสองสามวันหลังจากนั้น ดันมีข่าวหลุดมาจากในหมู่บ้านว่าศาลเก่าที่อยู่ในระแวกนั้นเกิดไฟไหม้ คุณแอนเริ่มอยู่ไม่สุขและคิดในใจว่าสามีของตนอาจจะเป็นคนเผาก็เป็นได้! เมื่อสามีกลับมาที่บ้าน ทั้งคู่ก็ได้พูดคุยกัน สามีกล่าวปฏิเสธ และอธิบายว่า “ไม่ได้ทำ วันที่ทะเลาะกันหน่ะ โมโหจริง ๆ นะ แต่ไม่ได้ทำ ที่ออกจากบ้านไปคือไปนอนบ้านเพื่อน ไปพักสมอง พักหายใจให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง แต่พอมันเย็นลงแล้ว ก็ไม่ได้ทำ อารมณ์สงบแล้ว เลยกลับมาบ้าน เพื่อตั้งใจว่าจะมาคุยกันดี ๆ มาขอโทษมาคุยกันด้วยเหตุผล” หลังจากคุยเรื่องนี้จบ ในใจคุณแอนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด หลังจากนี้คุณแอนก็เริ่มเข้าวัด ทำบุญ ปฏิบัติธรรมให้ตัวเองสงบมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าพอทำเช่นนี้ จากที่เคยฝันซ้ำ ๆ ตอนนี้ความฝันก็เริ่มกลายเป็นเรื่องราวที่ชัดขึ้น ในความฝันนั้น ชายหญิงคู่เดิมไม่ได้อยู่ที่หน้าบ้านแล้ว แต่ดันอยู่ภายในบ้าน เมื่อชายหญิงคู่นั้นเข้ามาแล้ว เขาก็กำลังยื้อยุดฉุดกระชากลากลูก คุณแอนจึงได้วิ่งกรูเข้าไปดึงลูกคืน และได้เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น คุณแอนถูกผลักจนล้ม และชายหญิงคู่นี้ก็พยายามที่จะมาทำร้ายคุณแอน กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังไล่หลังมา ปรากฏว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของสามีที่พูดว่า อย่าทำร้ายลูกเมียเขา ถ้าจะเอาอะไรไปสักอย่างนึง ให้เอาเขาไปแทน สิ้นเสียงของสามี ชายหญิงแปลกหน้าได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มและบอกกลับมาว่า“ได้” จากนั้นก็ปล่อยทุกคน และทั้งหมดนี่ก็คือความฝันสุดท้ายที่คุณแอนฝันเห็น เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ สิ่งที่หน้าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นคือ แฝดที่เคยอยู่โรงพยาบาลก็เริ่มอาการดีขึ้น และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ กลับมาวิ่งเล่นปกติได้ แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั่นคือสามี เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จุดที่สามีคุณแอนเสียชีวิตคือตรงศาลไม้เก่าหลังนั้น ที่ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ซากเก่า ๆ ที่ถูกไหม้ คุณแอนรู้สึกเสียใจมาก เพราะทั้งคู่รักกันมานาน ในช่วงที่จัดงานศพ ก็มีคนมาถามว่าได้เจอสามีบ้างหรือไม่ คนในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันก็บอกว่าเจอบ้าง เขาใช้ชีวิตปกติ รดน้ำต้นไม้ เดินอยู่ในบ้านบ้าง แต่คุณแอนกลับไม่เคยเห็นสามีเลย จะรู้สึกแค่มีคนมาลูบผมเวลานอน ที่รู้ว่าเป็นสามีเพราะว่าน้ำหนักมือที่คุ้นเคย ซึ่งไม่เพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้น แต่จะมีเสียงด้วยของสามีที่มักจะพูดว่า “แอน ไม่เป็นอะไรนะ ไม่เป็นอะไร” และจะลูบผมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณแอนจะหลับ เมื่อถึงวันเผา คุณแอนบอกว่าวันนี้เป็นวันแรกที่ไม่ได้รู้สึกถึงสามี คุณแอนจึงคิดในใจว่า เขาอาจจะไปในที่ที่ควรจะไปแล้ว จากนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร ช่วงก่อนฟ้าสาง คุณแอนได้สะดุ้งตื่น เพราะฝันว่าเห็นสามียืนอยู่ตรงหน้าศาลไม้เก่านั้น มีโซ่ล็อกคอไว้ และกระชากสามีหายเข้าไปในศาล หายไปกับความมืด คุณแอนรู้สึกไม่สบายใจมาก ๆ จึงได้นำเรื่องนี้ไปบอกทางแม่สามี และพระ แต่ก็ยังไม่ได้ทางออก เพราะพระท่านจะบอกมาเพียงว่า ให้ไปทำบุญ กรวดน้ำให้สามี แต่ทุกครั้งที่คุณแอนทำ ก็จะฝันเหมือนเดิมซ้ำ ๆ ว่าเห็นสามียืนอยู่ที่เดิมที่หน้าศาล และสามีจะพูดเพียงแค่ว่า “แอน มันไม่ถึง พี่ไปไม่ได้ เขาไม่ให้ไป” และจะถูกกระชากเข้าไปทุก ๆ ครั้ง เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ ‘ป้าหนิง’ ที่เป็นต้นเรื่องนี้ หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ป้าหนิงกลับบอกว่า “เห้ย มึงไปผิดศาลรึป่าว ศาลที่กูให้ไปอะ อยู่ใกล้บ้านจริง ๆ มันเป็นศาลใหม่นะเว้ย ไม่ใช่ศาลเก่า” แต่เมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ก็ต้องหาทางออกอื่นต่อไป คุณแอนที่ชอบฟังเรื่องผีจึงได้ติดต่อ ‘คุณตุ๊กติกดุกดิ๊ก’ เพื่อขอความช่วยเหลือ คุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจึงบอกไปว่า “งั้นทำแบบนี้นะ ธูปสองดอก ดอกดาวเรืองหรือดอกมะลิล้วน ๆ ก็ได้สักพวกนึง เอาไปไหว้หน้าบ้าน ตอนไหว้พี่หันหน้าออกจากตัวบ้าน และไหว้ขอพระแม่ธรณีและปู่เวสสุวรรณ บอกตรง ๆ เลย ว่าลูกชื่อนามสกุลนี้ เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกับนายชื่อนามสกุลนี้ แล้วเราเกิดเหตุหรือประสบปัญหาอะไร บอกท่านไปว่าเราต้องการให้ช่วยเหลือหรือปลดปล่อยใคร” ตัวของคุณแอนก็ได้ทำตามคำแนะนำทั้งหมด ปรากฏว่าตัวสามีของคุณแอนได้มาเข้าฝันอีกครั้ง และได้บอกว่า “พี่ถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ว” หลังจากที่สามีคุณแอนมาเข้าฝัน สิ่งที่เป็นผลกระทบถึงคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กคือ ตัวคุณตุ๊กติกดุกดิ๊กจะเสี่ยงเจออุบัติเหตุเป็นประจำในช่วงหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องเข้าวัด ทำบุญบ่อย บางทีก็รู้สึกเหมือนมีใครมาบอกอะไรบางอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นแล้ว โดยท้ายที่สุดคุณตุ๊กติกดุ๊กดิกยังเล่าเพิ่มอีกว่า ที่ศาลนั้นถูกเผา มันเกิดจากไฟฟ้าแถวนั้นลัดวงจร และวิญญาณชายหญิงคู่นั้นก็คาดว่าน่าจะมาจากศาลแน่นอน เพราะในศาลนั้นมีเจ้าของพื้นที่เดิมเป็นคนเล่นของ และได้เอาลูกแฝดมาเส้นบูชายันต์ที่ตรงนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'ความตั้งใจครั้งสุดท้าย' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

30 พ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณเอก ตายเเน่ 'ความตั้งใจครั้งสุดท้าย' I อังคารคลุมโปง X ออโต้ เดอะโกส [ 26 พ.ย. 2567 ]

‘คุณเอก ตายแน่’ สายจากทางบ้านได้นำเรื่อง ‘ความตั้งใจครั้งสุดท้าย’ มาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 พฤศจิกายน 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘คุณเอก ตายแน่’ บอกว่าเป็นเรื่องที่ได้ยินมาจาก ‘คุณแม่’ ซึ่งคุณแม่ได้เล่าว่า เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว น้าของคุณเอกที่ชื่อ ‘เก่ง’ เป็นผู้ชายผมยาว เจ้าสำอาง มักจะพกครีมและหวีผมตลอด นอกจากนี้ยังเป็นสายเกมอีกด้วย น้าเก่งมีเพื่อนเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อ ‘แบงค์’ เป็นคนที่ชอบความเร็ว ชอบแต่งรถมอเตอร์ไซค์ กิจวัตรประจำวันก็จะชอบมาเล่นมาเที่ยวที่บ้านทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น บางวันก็มาช่วงดึก ทุกครั้งที่แบงค์มาที่บ้าน ก็จะชอบเอาแจ็คเก็ตมอเตอร์ไซค์มาคลุมหัว เพราะเขาจะแกล้งหมา เมื่อน้องหมา 3-4 ตัวที่อยู่ที่บ้านเห็นก็จะเห่า จากนั้นแบงค์ก็เฉลยด้วย “แฮ่!” ออกมา หมาก็จะกระดิกหางดีใจใหญ่ เพราะแบงค์มาบ่อยจนมันจำได้ มีอยู่วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนา เป็นวันพระใหญ่ แบงค์ก็ได้บอกกับน้าเก่งว่า “พี่ เดี๋ยวผมมาหานะวันนี้ ผมไปเที่ยวกับเพื่อนก่อน น่าจะมาดึกหน่อยสัก 4-5 ทุ่ม” จากนั้นแบงค์ก็ได้ซ้อนสามไปกับเพื่อน ทั้งสามคนได้ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยกัน หลังจากเที่ยวเสร็จก็ได้ขี่รถซ้อน สามกลับมา วันนั้นได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น สองคนเสียชีวิตคาที่ อีกหนึ่งคนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล แบงค์เป็นหนึ่งในสองคนที่เสียชีวิตคาที่ โดยแบงค์กระเด็นออกไปนอกรถ ช่วงล่างตั้งแต่ขาลงไป ไปฟาดกับต้นไม้ใหญ่ จนแตกไปหมด สาเหตุที่เสียชีวิตมาจากลูกอัณฑะแตก ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่ ระหว่างนั้นเอง ที่บ้านของน้าเก่งที่อยู่กันเป็นครอบครัว โดยน้าเก่งจะนอนคนเดียว แม่ของคุณเอกกับป้านอนด้วยกัน และตากับยายนอนแยกอีกห้อง ซึ่งบ้านจะเป็นไม้ยกสูงขึ้น มีบันไดอยู่ประมาณ 7 ขั้นไม่สูงมาก ช่วงประมาณ 4 ทุ่ม จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหมาเห่า ทุกคนในบ้านเป็นอันรู้กันว่าแบงค์มาแล้ว เพราะหลังจากหมาเห่าเสร็จ น้องก็จะดีใจกระดิกหางตีก้นดัง แปะ แปะ แปะ เมื่อได้ยินดังนั้น น้าเก่งก็ตะโกนบอกคนในบ้านให้ไปรับแบงค์ขึ้นมา เพราะตนนั้นนั่งเล่นเกมอยู่ พี่ใหญ่สุดก็คือคุณป้าของคุณเอก เป็นสาวหล่อห้าว ได้เดินออกไปดู หลังจากออกไปดูเสร็จก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้อง พร้อมกับเอาหมอนอุดหัว แล้วกัดฟัน กอด! กอด! เหมือนกับไปเจออะไรมา จนทำให้น้องที่อยู่ในห้องกลัวกันหมด แม่ของคุณเอกก็สงสัยว่าไปเจออะไรมา จึงเปิดประตูออกไปแล้วชะโงกหัวออกไปตรงบันได แม่ของคุณเอกเล่าให้ฟังว่า ถึงมันจะแปปเดียว แต่ก็จำรายละเอียดได้หมดว่า เป็นภาพแบงค์ที่ยืนอยู่ ช่วงบนตัวชุ่ม แต่ช่วงล่างเละ กางเกงยีนส์ขาดเป็นช่อง แสงส่องเข้าไปเห็นเป็นเนื้อสีแดง ขาข้างหนึ่งบิดเป็นเกลียวและบิดจนหันไปข้างหลัง หลังจากแม่ของคุณเอกเห็นอย่างนั้นก็ตกใจวิ่งเข้ามาในห้องและตะโกนว่า “ผีหลอก! ผีหลอก! ช่วยด้วย!!” ทางน้าเก่งที่เล่นเกมอยู่ก็ได้ยินเสียง และตะโกนออกมาว่า “จะตะโกนเสียงดังอะไรนักหนา ดึกแล้วเนี่ย เอ้าสรุปใครมา” ผ่านมาสักพักเป็นเสียงที่ลอยมาตามลมเย็น ๆ เบา ๆ ว่า “พี่เก่ง ๆ ให้ผมขึ้นบ้านหน่อยพี่ ผมขึ้นไปไม่ได้” น้าเก่งที่กำลังเล่นเกมอยู่ ซึ่งเกมออนไลน์สมัยนั้นต้องต่อสายแลน แล้วมันก็หยุดไม่ได้ น้าเก่งเลยตะโกนตอบไปว่า “เอ็งขึ้นมาเลย เอ็งก็เคยขึ้นมาประจำ” แต่ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ผมขึ้นไปไม่ได้พี่ ให้ผมขึ้นไปหน่อย ให้ผมขึ้นไปนะพี่” น้าเก่งเริ่มโมโหจึงพูดว่า “เออ เอ็งขึ้นมาเร็ว ๆ เอ็งขึ้นมาเลย” หลังจากที่พูดคำนั้นเสร็จ ก็มีเสียงบันไดไม้ที่ถูกเหยียบขึ้นมา มันก็ลั่น แอ๊ด แอ๊ด พร้อมกับเสียงลากขาแปลก ๆ กางเกงยีนส์ที่ไม่ได้พับขาก็ถูกลากไปกับพื้น ครืด ครืด ครืด จนเสียงนั่นก็มาหยุดที่หน้าห้องของน้าเก่ง เมื่อเสียงเดินเงียบไป มีเสียงพูดขึ้นมาต่อว่า “พี่เก่ง เปิดประตูให้ผมหน่อย” น้าเก่งยังคงโมโหอยู่ ก็รีบไปเปิดประตู และบอกว่า “อะไรหนักหนาเนี่ย” แต่สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่า! จึงพูดออกไปว่า “แบงค์อย่ามาเล่นอย่างนี้นะ ถ้าจะเล่นแบบนี้ก็กลับไป” จากนั้นก็ปิดประตูด้วยความหัวเสีย และกลับมาเล่นเกมต่อ ทางด้านพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ขุดตัวอยู่ในผ้าห่ม กลัวกันไม่กล้านอน ภายในคืนนั้น น้าเก่งก็ฝันว่า แบงค์มานั่งอยู่ปลายเท้า และเริ่มร้องไห้ขึ้นมา จากนั้นแบงค์ก็ยกมือขึ้นมานวดขาตัวเอง นวดไปนวดมา ทางน้าเก่งที่กำลังจัดการเรื่องวิดีโอเกมอยู่ในฝัน ก็ได้ยินเสียงแบงค์พูดเป็นเสียงกระเส่าว่า “พี่เก่ง ผมปวดขาพี่ ผมปวดขามากเลยอะ” น้าเก่งก็ได้ตอบว่า “เอ็งก็นวดขาเองไปดิ จะบอกข้าทำไม” แบงค์ก็ตอบกลับมาว่า “ผมปวดจริง ๆ นะ พี่ช่วยมาดูให้ผมหน่อย” น้าเก่งรู้สึกว่ามันผิดปกติ จึงหันไปดู ปรากฎว่าเป็นแบงค์ที่นั่งอยู่ ก็เห็นว่าขาข้างหนึ่งข้อต่อตรงเข่าหลุด แต่ยังมีเส้นเอ็นที่รั้งไม่ให้มันขาดจากกัน พอน้าเก่งเห็นแบบนั้นก็ตกใจและสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก และหันไปมองปลายเท้าก็ไม่เห็นอะไร แต่สิ่งที่ผิดปกติคือประตูที่เปิดอยู่ทั้ง ๆ ที่ตอนกลางคืนได้ปิดไปแล้ว หลังจากนั้น ก็เก็บเรื่องราวทั้งหมดมาจนถึงตอนเช้า และก็ได้รู้ข่าวว่า แบงค์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต แบงค์นั้นเป็นลูกคนมีสตางค์ หลังจากที่จัดการเรื่องศพ ก็มีกำหนดการว่าวันพรุ่งนี้จะต้องมีงานศพ ทุกคนก็กลับมารวมกันที่เกิดเหตุนั่นก็คือบ้านของน้าเก่ง และได้มานั่งคุยกันที่ใต้ต้นมะยมกลางบ้านถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในคืนนั้นเอง ก็ได้ยืนเสียงหมาเห่าขึ้นมา ซึ่งเห่าไปตรงกลางบ้านที่ไม่มีอะไร เสร็จแล้วก็กระดิกหางดีใจ พอทุกคนเห็นอย่างนั้นก็คิดว่า ‘แบงค์มาหรือเปล่า’ กลุ่มที่นั่งอยู่ก็ได้แตกฮือ บางคนก็วิ่งขึ้นบนบ้าน บางคนวิ่งออกนอกบ้าน แต่พี่คนโตสุดที่เป็นสาวหล่อ ก็ห้าวพูดขึ้นมาว่า “คืนนี้เรามาดูกันไหมว่า 4 ทุ่มผีจะมาเปล่า” น้องทุกคนก็กลัวกัน แต่ว่าตอนนั้นสว่างอยู่ ทุกคนจึงใจกล้า พอตกดึก 4 ทุ่ม ตอนนั้นอากาศก็เริ่มหนาว จู่ ๆ เสียงแบบเดิมก็มาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครกล้าออกมา พอเสียงมาหยุดอยู่ที่หน้าบันได ก็ได้ยินเสียงเรียกที่เหมือนเดิมว่า “พี่เก่ง เปิดประตูให้ผมหน่อย ผมขึ้นไปไม่ได้” แต่ตอนนั้นไม่มีใครกล้าออกมา ทำเป็นแกล้งหลับกันหมด ส่วนคนที่จะจบเรื่องนี้ก็มีเพียงน้าเก่งที่ยังไม่หลับ และยังไม่เคยเจอต่อหน้า ที่เจอก็เป็นเพียงแค่ในฝัน เขาจึงยังไม่เชื่อว่าเป็นแบงค์จริง ๆ น้าเก่งจึงเปิดประตูออกมาชะเง้อดู แต่สิ่งที่เห็นคือ มีคนยืนอยู่ตรงกลางความมืด ขาถ่างเล็กน้อย แล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาบริเวณ ที่เป็นไฟเหลือง ปรากฏเป็นหน้าแบงค์จริง พร้อมกับเลือดที่อาบอยู่ พอเห็นเช่นนั้น น้าเก่งก็ตกใจแล้วก็วิ่งเข้าไปในห้อง ทุกคนได้ยินเสียงเรียกทั้งคืน วันต่อมาก็มีงานศพ คุณแม่ของแบงค์เดินเข้ามาหากลุ่มของน้าเก่งแล้วพูดออกมาว่า “คนที่ชื่อเก่งนี่คือใครเหรอ ลูกเขาเสียชีวิตไปแล้ว ไม่มาหาแม่เลย มาหาแต่คนชื่อเก่ง เก่งนี่มันมีดีอะไรเหรอ ทำไมไม่รักแม่เลยรักแต่เพื่อน” เพราะข่าวลือที่ว่าแบงค์มาหาครอบครัวของน้าเก่งนั้นแพร่กระจายไป พอแม่ของแบงค์มาถึงหน้าบ้านของน้าเก่ง ก็เข้ามากอดขาพูดพร้อมกับร้องไห้ว่า “ลูกป้าเนี่ย ชอบน้องนะ รักน้องขนาดนี้ บวชให้น้องมันได้ไหมลูก” เนื่องจากน้าเก่งนั้นเป็นคนเจ้าสำอางรักเส้นผมของตัวเองมาก แต่การบวชนั้นต้องโกนผม จึงไม่ได้บวชให้ หลังจากเสร็จจากงานศพก็มารวมตัวพูดคุยกันที่หน้าบ้าน ญาติพี่น้องก็คะยั้นคะยอบอกน้าเก่งว่า “เอ็งบวชให้เขาเถอะ วิญญาณเขาจะได้ไปสู่งสุขติสักที” ระหว่างที่พูดอยู่ หมาทั้ง 3 ตัวก็อาการเหมือนเดิม จู่ ๆ ก็ตกใจแล้วก็หันมาดีใจ แล้วมองไปที่ว่างเปล่าที่หน้าบ้าน ทุกคนต่างกลัวและแตกฮือกันอีกเหมือนเดิม พี่สาวคนโตก็พูดกับน้อง ๆ ว่า “มันมีอยู่วิธีหนึ่ง เป็นวิธีโบราณ ที่เอาแป้งมาโรย แล้วจะเห็นรอยเท้าของผี” พอพูดเสร็จ พี่คนโตก็หยิบแป้งเด็กมาโรยไปทั่ว ไม่มีบทสวด ไม่มีอะไรทั้งนั้น โรยตั้งแต่หน้าบ้านไปจนถึงขั้นบันได แล้วก็โรยไปถึงหน้าห้องของทุกคน จากนั้นทุกคนก็เข้านอน และพกขวดใส่ปัสสาวะติดตัวไว้ เพราะไม่มีใครกล้าออกมา คุณตา คุณยายก็รับรู้ว่าหลานในบ้านเริ่มกลัวกันหมด จึงตัดสินใจว่า ถ้าได้ยินเสียงอะไรจะออกมาจัดการ พอถึง 4 ทุ่มเวลาเดิม เสียงก็เริ่มจากหมาเห่า จนถึงเสียงคนเดินเข้ามาในบ้าน คุณตาก็ได้หยิบธูปดอกหนึ่ง แล้วก็ปักไว้ที่กลางบ้าน จากนั้นก็สวดบทสวดเป็นภาษาบาลีพร้อมกับพูดเป็นภาษาไทยว่า “ไอหนูเอ้ย เอ็งอะมันอยู่คนละภพคนละภูมิกันแล้ว ถ้ายังไงเดี๋ยวจะทำบุญไปให้ น่าสงสารจริง ๆ อายุก็ยังน้อย มาตายละยังไม่รู้ตัวอีก” เมื่อสวดเสร็จ เสียงนั้นก็ก็หายไป.. เช้าวันถัดมา พี่คนโตก็รีบออกมา เพื่อที่จะไปดูผลงานของแป้งที่โรยเอาไว้ สิ่งที่เห็นคือเป็นรอยเท้าคนจริง ๆ แต่มันแปลกตรงที่ เท้าข้างหนึ่งเดินปกติ ส่วนเท้าอีกข้างมันหันกลับหลัง แต่เป็นลักษณะเท้าที่เดินไปพร้อมกัน คุณตาเห็นดังนั้นก็จับตีเรียงคน แล้วก็ใช้เท้าลบแป้งตรงนั้น น้าเก่งที่เห็นเหตุการณ์ ก็รู้สึกสงสารเพื่อนขึ้นมา จึงตัดสินใจบวชให้ในที่สุด หลังจากที่ตัดสินใจบวชให้ เสียงปริศนาและภาพที่น่าสยดสยองทั้งหมด ก็หายไปตั้งแต่วันนั้น..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-