เรื่องเล่าจาก ขวัญ อุษามณี 'เเม่ชีบุญเรือน' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ขวัญ อุษามณี [ 8 ต.ค. 2567]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ขวัญ อุษามณี 'เเม่ชีบุญเรือน' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - ขวัญ อุษามณี [ 8 ต.ค. 2567]

20 ต.ค. 2024

      ขนหัวลุกไปกับ ‘คุณขวัญ อุษามณี‘ ที่ได้นำเรื่อง ‘เเม่ชีบุญเรือน’ มาเล่าในรายการอังคารคลุมโปง X (8 ตุลาคม 2567) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ ฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอในขณะที่กำลังถือศีลอยู่ เห็นเเม่ชีเดินจงกลมอยู่ที่เเม่น้ำ ถ้าไม่ได้เเม่ชีในคืนนั้นก็คงหลุดออกจากศีล! เรื่องราวจะเป็นยังไง จะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!

      คุณขวัญ อุษามณีได้เล่าว่า ตนได้ไปถือศีลที่วัดท่าไม้ มีเเม่ชีที่ร่วมถือศีลด้วยอีกประมาณ 7-8 คน ในขณะที่ถือศีลตอนกลางวันต้องทำกิจของวัด กวาดลานวัดด้วยกัน เเละต้องกางมุ้งกลดนอนบนหิน ไม่ได้นอนที่กุฏิ อาหารที่ทานก็ต้องเป็นอาหารมังสวิรัติ ส่วนโทรศัพท์เเละของใช้ส่วนตัวจะถูกเก็บไว้ทั้งหมด คุณขวัญจึงได้คิดต่อต้านอยู่ในใจว่า ‘ทำไมต้องเข้มงวดขนาดนี้ เราไม่ได้บาปขนาดนั้นนะ ถ้าเป็นตอนเด็กปีนกำแพงไปนานเเล้ว’ เเต่ตอนนั้นก็สามารถควบคุมตนเองได้

      เมื่อคุณขวัญกำลังจะเข้านอน เเม่ชีคนหนึ่งก็ได้สอนวิธีกางมุ้งกลดให้ เเต่สามารถสอนได้เเค่ครั้งเดียวเพราะต้องปิดวาจา พูดไม่ได้คุยไม่ได้ คุณขวัญจึงรู้สึกอึดอัด ได้เเต่คิดว่า ‘สิ่งที่เรากำลังทำนี้ คือการทำบุญ เราทำเพื่อคุณพ่อ’ ตนจึงยอมกัดฟันทำ เมื่อคุณขวัญกางมุ้งกลดเสร็จเเล้วจึงเข้านอน เเต่ก็นอนไม่ได้เพราะจากชีวิตที่นอนสบาย ๆ ฟังเพลง กลายเป็นเสียงเเมลงวี่เเมลงวันอยู่รอบ ๆ เเละมีเเม่น้ำอยู่ใกล้ ๆ

      ในตอนนั้นคุณขวัญก็เกิดความลังเลว่าจะออกไปดีหรือไม่ เพราะนอนไม่หลับ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะออกไป เเต่ในขณะที่กำลังจะก้าวขาออกก็ดันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่คล้ายกับเเม่ชีที่มาถือศีลร่วมกัน กำลังเดินจงกรมอยู่ที่เเม่น้ำ ตนก็ได้นึกถึงคำพูดที่คุณเเม่สอน ซึ่งคุณยายสอนเเม่มาอีกหนึ่งว่า ‘ถ้าเกิดเจอผี ไหว้เลย เราให้บุญเขา ผีไม่น่ากลัวเท่าคน แต่ให้ดูก่อนว่าถ้าเขาผีจริง ๆ ขาเขาจะเดินลอยหรือขาจะเดินตะเเคง’ จากนั้นคุณขวัญก็ได้มองไปที่แม่ชีคนนั้น ปรากฎว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่ได้ลอย ไม่ได้ดูน่ากลัว ดูเป็นคน ตนก็นอนดูเเม่ชีคนนั้นเดินไปเดินมาจนตัวเองหลับไป

      ในตอนเช้าคุณขวัญก็ได้หลุดจากการถือศีลเเล้ว ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนขี้เเซว จึงแซวเเม่ชีคนนั้นว่า

      “แหม เมื่อวานบุญหนักกลายเป็นบุญเบาเลยน้า ออกมาเดินจงกรมตอนกลางคืนเลยนะ”

      เเม่ชีคนนั้นก็ได้หันกลับมาตอบว่า

      “หึ พี่เปล่า…”

      เเล้วทุกคนในที่นั้นก็หลุดวาจาออกมาหมดเลย เพราะเห็นว่าคุณขวัญพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง จากนั้นคุณขวัญก็ได้บอกว่าถ้าไม่ได้เเม่ชีที่เดินจงกรมในตอนนั้น ก็คงจะหลุดจากการถือศีลไปแล้ว เพราะเหมือนท่านมาอยู่ให้ตนรู้สึกอุ่นใจ เเละเป็นกรอบที่ไม่ทำให้หลุดออกจากการถือศีล..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

ตู้ในตำนานของห้องซ้อมวงโยธวาทิต ที่ถูกปิดล็อกเอาไว้อย่างดี จู่ ๆ แม่กุญแจก็แกว่งเองเสียงดัง! หัวหน้าวงจึงนั่งสมาธิเพื่อสื่อสาร แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นมาบีบคอคนในวงโดยที่ไม่รู้ตัว! สุดท้ายจำได้ว่าในสมาธินั้นเจอพ่อแก่มาบอกว่าไม่พอใจที่มีคนไม่เคารพเครื่องดนตรี!

04 ก.ย. 2023

ตู้ในตำนานของห้องซ้อมวงโยธวาทิต ที่ถูกปิดล็อกเอาไว้อย่างดี จู่ ๆ แม่กุญแจก็แกว่งเองเสียงดัง! หัวหน้าวงจึงนั่งสมาธิเพื่อสื่อสาร แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นมาบีบคอคนในวงโดยที่ไม่รู้ตัว! สุดท้ายจำได้ว่าในสมาธินั้นเจอพ่อแก่มาบอกว่าไม่พอใจที่มีคนไม่เคารพเครื่องดนตรี!

‘อังคารคลุมโปง X’ (29 สิงหาคม 2566) ที่ผ่านมา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ได้เปิดไมค์ต้อนรับ ‘คุณไอซ์’ สายจากทางบ้านที่โทรมาเล่าประสบการณ์หลอนสมัยที่ยังอยู่ในวงโยธวาทิตของโรงเรียน กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตู้ลับในห้องวงโย’ จะชวนขนลุกขนาดไหน ตั้งสติให้ดีแล้วไปอ่านต่อกันเลย! ย้อนกลับไปช่วงมัธยม คุณไอซ์เคยเป็นเด็กวงโยธวาทิตของโรงเรียนแห่งหนึ่ง โดยปกติแล้ว วงโยฯจะต้องอยู่ซ้อมตั้งแต่บ่ายสองถึงห้าโมงเย็น ในบริเวณที่ซ้อมนั้นจะเป็นลักษณะห้อง 2 ส่วน คือห้องเล็กเป็นห้องพักครู และห้องใหญ่เป็นห้องสำหรับซ้อม ซึ่งสามารถมองทะลุหากันได้ แต่จะไม่มีหน้าต่าง เป็นห้องที่บุผนังด้วยแผงไข่ และมีตู้เหล็กไว้เก็บเครื่องดนตรี ในวันนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณบ่าย 3-4 โมงเย็น มีคนที่ยังอยู่ซ้อมทั้งหมดหกคน หนึ่งในนั้นเป็นพี่ผู้ชายคนนึง ซึ่งเป็นมือกลองประจำวง กำลังนั่งตีกลองชุดอยู่ ตำแหน่งของกลองชุดนั้นตั้งอยู่หน้าตู้เก็บเครื่องดนตรี ขณะที่เขากำลังตีกลองอยู่สักพัก เขาก็วิ่งกรี๊ดออกมา! และตะโกนโวยวายหาหัวหน้าวง ซึ่งเป็นคนที่ค่อนข้างมีเซนส์ว่า “พี่ที พี่ที พี่ ผมเห็นอะไรไม่รู้ วาร์ปออกมาตรงตู้ ผมเห็นจริง ๆนะ ” แต่ทุกคนก็บอกกลับไปว่า “ คิดมาก มันเป็นห้องปิด มีแค่ไฟหลอด เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีอะไร” ในจังหวะที่เถียงกันอยู่นั้น สายตาคุณไอซ์ก็เหลือบไปเห็นตู้หนึ่ง มันเป็นตู้ที่เคยมีตำนานว่าเคยมีคนเจอบางสิ่งบางอย่างกันบ่อย ตรงนั้นเป็นตู้ที่ล็อกแม่กุญแจ แต่จู่ ๆ แม่กุญแจนั้นมันก็แกว่งและมีเสียงขึ้นดัง “แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก” ตีกับตู้เหล็กโดยไม่มีเหตุผล! แล้วพี่มือกลองที่วิ่งออกมา เขาก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง “เห้ยพี่! เห้ยเนี่ย เห้ยทำไมแม่กุญแจมันแกว่งแบบนั้นอะ เห้ย! ” พอเขาพูดขึ้นมา แม่กุญแจก็แกว่งแรงขึ้นอีก แรงขึ้นเรื่อย ๆ คุณไอซ์และเพื่อนผู้หญิงก็รีบวิ่งลงมาก่อน เพื่อนผู้ชายตัดสินใจเข้าไปรอที่ห้องพักครู ส่วนพี่ทีจะเข้าไปดูเพียงคนเดียวว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่ห้องซ้อม จังหวะที่พี่ทีเข้าไปในห้อง เขานั่งลงทำสมาธิ เหมือนพยายามที่จะสื่อ และพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้มีใคร ต้องการจะทำอะไรถึงได้มีน้องเห็นเป็นแสงวาร์ปออกมา และแม่กุญแจแกว่งได้ยังไงทั้ง ๆ ที่เป็นห้องปิด และไม่มีลมเลย... สักพักพี่ทีก็เดินออกมาจากห้องซ้อมใหญ่ และเดินตรงมาบีบคอเพื่อนผู้ชาย ที่ยืนรออยู่ที่ห้องพักครู เพื่อนที่ถูกบีบคอเริ่มทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นมาว่า “ถ้าพี่ไม่ปล่อยผม ผมจะต่อยหน้าพี่จริง ๆนะ!” แล้วเพื่อนก็ต่อยเข้าที่หน้าด้านขวาจริง ๆ พี่ทีก็ล้มลงไป จากนั้นเพื่อนคนที่ถูกบีบคอก็รีบวิ่งหนีออกและกลับบ้านทันที หลังจากนั้น พอพี่ทีรู้สึกตัว เขาก็เล่าว่าตอนที่นั่งสมาธิ เขาเห็นว่ามีพ่อแก่ที่เป็นครูมาบอกว่า “ทำไมมีคนเอาขลุ่ยเพียงออ ไปเช็ดกระโปรงแบบนั้น” เขาเลยมาแสดงให้เห็นว่าเขาไม่พอใจ ให้ไปทำพิธีขอขมาเครื่องดนตรีก่อน ใครที่อยู่สายดนตรีไทยอยู่แล้ว เขาจะถือกันว่าห้ามทำพฤติกรรมที่แสดงถึงการไม่เคารพเครื่องดนตรี เพราะของทุกชิ้นมีครูดูแล..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

12 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณจ๊อด มนต์ดำ ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ l อังคารคลุมโปง X นัท กู้ภัย [ 5 ส.ค.2568 ]

‘คุณจ๊อด มนต์ดำ’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องเกี่ยวเหตุการณ์ลึกลับที่เกิดขึ้นภายในร้านซ่อมรถแห่งหนึ่ง ที่มีคนนำรถมอเตอร์ไซค์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมาซ่อม แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ขนหัวลุก เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (5 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ช่วยด้วยผีหลอก’ คุณจ๊อดเล่าว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่ชาย ให้นามสมมติว่า ‘พี่โอ’ เขาเปิดร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ และใช้ร้านแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยอยู่ด้วย โดยอาศัยอยู่เพียงลำพัง วันหนึ่ง มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งนำรถมอเตอร์ไซค์มาให้ซ่อม สภาพรถค่อนข้างยับเยิน ต้องใช้เวลาซ่อมนานกว่าปกติ ระหว่างที่ยังซ่อมไม่เสร็จ พี่โอก็นำรถคันนั้นเก็บไว้ภายในร้าน คืนนั้น พี่โอรู้สึกแปลก ๆ เหมือนในร้านไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยมองอยู่ตลอดเวลา ตอนอาบน้ำก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ในร้าน แต่ก็พยายามคิดว่าอาจคิดมากไปเอง จึงเข้านอนตามปกติ กระทั่งเวลาประมาณตีสอง พี่โอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่ชั้นล่าง สักพักเสียงนั้นก็เดินขึ้นบันไดมา จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก สิ่งที่เขาเห็นคือเงาของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาว สีดำ มองไม่เห็นหน้า ขณะนั้นพี่โอรู้สึกเหมือนโดนผีอำ ขยับตัวไม่ได้ ได้แต่นั่งมองเงานั้นลอยมานั่งอยู่บนตัวเขา เขาพยายามตั้งสติและสวดมนต์ แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงกระซิบของผู้หญิงคนนั้นที่พูดว่า “มึงจะสวดทำไม ไปอยู่กับกูดีกว่า...” พี่โอตกใจและทำอะไรไม่ถูก แต่พลันนึกขึ้นได้ว่ามีหลวงปู่ทวดอยู่บนหัวเตียง จึงคว้ามาวางไว้บนอก ทันใดนั้น วิญญาณผู้หญิงคนนั้นก็หายไป! หลังจากขยับตัวได้ เขาก็รีบขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากร้าน ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดของถนน ในขณะที่ขับไปก็รู้สึกเหมือนมีลมหายใจรดต้นคอ พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงคนเดิมซ้อนท้ายมาด้วย! พี่โอรีบขับรถไปเคาะประตูบ้านของคุณจ๊อด พร้อมพูดซ้ำ ๆ ว่า “ช่วยด้วย ผีหลอก!” คุณจ๊อดตกใจและพาพี่โอไปโรงพยาบาล แต่ผลตรวจออกมาพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พี่โอยังมีอาการหวาดระแวงและไม่เป็นปกติ จึงตัดสินใจพาไปสำนักทรง ทันทีที่กำลังจะเดินขึ้นไปหาร่างทรง ก็ถูกทักว่า “เอาผีมาทำไม!” จากนั้นร่างทรงได้นำน้ำมนต์มารดตัวพี่โอ แล้วพาทุกคนกลับไปที่ร้านซ่อมรถ พร้อมกับพรมน้ำมนต์รอบร้าน ด้วยความสงสัยจึงถามร่างทรงว่า “ผีผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน?” ร่างทรงก็ชี้ไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันที่ยังซ่อมไม่เสร็จ แล้วพูดว่า “วิญญาณผู้หญิงคนนั้นติดมากับรถคันนี้” ไม่นานนัก เจ้าของรถก็กลับมาเอารถ พอถามว่า “รถคันนี้ของใคร?” วัยรุ่นชายเจ้าของรถก็ตอบว่า “รถพี่สาวผมเองครับ พี่สาวผมทำงานโรงงาน ขี่รถแล้วถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต” เมื่อได้ฟังคำตอบ ทุกอย่างก็ชัดเจน วิญญาณของพี่สาวคนนั้นยังไม่ไปไหน และตามติดรถกลับมาที่ร้านซ่อม เหตุการณ์ครั้งก็นี้ทำให้พี่โอเชื่ออย่างสนิทใจว่า ‘สิ่งที่มองไม่เห็น นั้นมีอยู่จริง..’เขียน: ชิติพัทธ์ เพ็ชรมาลัยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

11 เม.ย. 2023

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

ไปทำงานต่างจังหวัดจึงเลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะมีเสียงเปิด-ปิดประตูตลอดเวลา! แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก! จะออกไปทำบุญก็เจออุปสรรค พอทำบุญให้ก็ยังไม่หายไปไหน! ..ต้องทนนอนด้วยความหวาดผวาถึง 8 คืน! หลายคนคงไม่เชื่อว่าประสบการณ์ขนหัวลุกจะเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังนอนอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวได้ เรื่องราวสุดหลอนนี้มาจากสาย ‘คุณแดน’ ที่ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (4 เมษายน 2566) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เป็นเรื่องที่ทั้งสตูต้องร้อง “ห๊า!” ไปตาม ๆ กัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันได้เลย! คุณแดนเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นได้ไปทำงานที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเวลา 9 วัน 8 คืน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน จึงวางแผนว่าจะนอนพักที่โรงแรม 5 ดาว เพื่อความปลอดภัย แต่จังหวัดนั้นมีโรงแรม 5 ดาวอยู่เพียง 2 แห่ง จึงเลือกโรงแรมที่เป็นแบรนด์ที่เคยใช้บริการ ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ คุณแดน พี่สาว บัดดี้ของพี่สาว และทีมงานอีก 2 คน ทั้งหมดได้จองห้องพักไว้ 3 ห้อง โดยคุณแดนนอนคนเดียว ส่วนพี่สาวนอนกับบัดดี้ ทั้ง 2 ห้องนี้จะอยู่ติดกัน ส่วนอีกห้องเป็นของทีมงานที่เหลือ ตำแหน่งของห้องอยู่ตรงข้ามห้องของพี่สาว เมื่อมาถึงโรงแรม ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปตามที่คาดหวังสมมาตรฐานระดับ 5 ดาว บรรยากาศในโรงแรมดูคึกคักเพราะช่วงนั้นมีการจัดสัมมนาด้วย ส่วนห้องพักเองก็ดูใหม่ มีผนังห้องน้ำเป็นกระจกและมีผ้าม่านช่วยเพิ่มความหรูหรา และยังมี Daybed (เตียงนอนเล่น) ให้นั่งพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ส่วนด้านนอกมีระเบียงหลอก ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่ไม่สามารถออกไปยืนข้างนอกได้ แม้ในห้องจะดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว แต่ในคืนแรก เวลาประมาณ ตี 1 – 2 คุณแดนก็สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเปิด-ปิดประตูเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่าอาจเป็นเพราะมีสัมมนาจึงทำให้คนเยอะกว่าปกติ และเดินเข้าออกบ่อย จากนั้นคุณแดนก็ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตูดังมาจากห้องของพี่สาว จึงคิดว่าพี่สาวและบัดดี้คงออกไปเที่ยวกันแน่ ๆ จากนั้นก็หลับต่อจนถึงเช้า เมื่อเจอพี่สาวตอนเช้าก็ได้ถามไปว่า “เมื่อคืนออกไปไหนกันมาหรอ เห็นเปิด-ปิดประตูเสียงดัง” แต่เธอก็ปฏิเสธ จากนั้นก็ถามคุณแดนกลับ เพราะเธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องคุณแดนเหมือนกัน คุณแดนตอบปฏิเสธไป เพราะไม่ได้ออกไปไหนจริง ๆ ส่วนห้องของทีมงานอีก 2 คนที่เหลือ เขากลับบอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คุณแดนและพี่สาวจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก คืนที่สอง ก็ยังเกิดเหตุการณ์ขึ้นเหมือนเดิมคือมีเสียงเปิด-ปิดประตูอยู่แทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้คุณแดนก็ได้ไปเช็คกิจกรรมภายในโรงแรม ซึ่งก็มีตารางค่อนข้างเยอะ จึงพอจะเข้าใจได้และทำใจนอน แต่ยังไม่ทันได้เคลิ้มหลับ คุณแดนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิมดังขึ้นมาจากห้องพี่สาว แล้วเสียงนั้นก็ดังมาที่ห้องคุณแดนแทน เป็นเสียงที่เหมือนมีใครพยายามเข้ามาในห้องแต่เปิดประตูไม่ได้ เนื่องจากประตูมีโซ่ล็อคอยู่อีกชั้นหนึ่งจากประตูดิจิทัล สักพักอีกประมาณ 10 นาที ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน เดินลากเท้าเข้ามาในห้อง และมาหยุดที่ปลายเตียงของคุณแดน คุณแดนขนลุกกลัวไปหมดจนไม่กล้าลืมตา และก็รู้สึกว่าเขายืนแบบนั้นอยู่ ประมาณ 5 นาที คุณแดนจึงพูดในใจว่า “ผมกลัวนะ อย่าทำอะไรผม” แล้วเขาก็หายไป..! เช้าของวันถัดมา พี่สาวคุณแดนก็มาสะกิดถามว่า “เมื่อคืนเธอเจออะไรมั้ย” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง และเธอก็บอกว่าเจอเหมือนกัน โดยเขาเดินมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่แสงไฟเล็ดลอดออกมา (พี่สาวเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ก่อนนอน) เธอจึงเหลือบตามอง และพบว่าเป็นผู้ชายยืนมองเธออยู่! เพื่อให้แน่ใจจึงรวบรวมความกล้าเปิดไฟหรี่ที่หัวเตียงขึ้นเพื่อดูให้ชัดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่คน! เพราะมองไม่เห็นส่วนของใบหน้า เป็นเพียงเงาลาง ๆ ดำ ๆ และยังยืนมองมาอยู่ประมาณ 5 นาที เหมือนกับเวลาที่เขายืนมองคุณแดนด้วยเช่นกัน! คุณแดนกับพี่สาวจึงตัดสินใจว่าจะปลีกตัวออกไปทำบุญ ซึ่งมีบัดดี้ติดรถมาด้วย เมื่อซื้อสังฆทานเสร็จ ก็กำลังจะนำไปทำบุญตามที่ตั้งใจ คุณแดนก็เดินจ้ำไปที่รถ จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันมาจอดแนบตรงประตูฝั่งคนขับ ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถได้ คุณลุงเจ้าของรถลงมาเห็นพอดี จึงกล่าวขอโทษและย้ายรถออกให้ จากนั้นคุณแดนก็รีบนำสังฆทานไปยังวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที แต่พอไปถึงปรากฏว่าวัดเงียบมาก คุณแดนวนรถหากุฏิเจ้าอาวาสก็ไม่เจอ เลยตัดสินใจหาวัดใกล้ ๆ อีกแห่ง พอมาถึง พระที่นั่นกลับไม่รับถวายสังฆทาน โดยให้เหตุผลว่า “วันนี้เขาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอบ” คุณแดนก็คิดในใจว่า “ทำไมอุปสรรคเยอะจัง” สุดท้ายก็ไปอีกวัด และคิดว่าถ้าไม่ได้ถวายสังฆทานในวัดนี้ คืนนี้ก็คงต้องกล้ำกลืนอดทนกันไป แต่ในที่สุดก็สามารถถวายสังฆทานได้เป็นที่เรียบร้อย คืนที่สามนี้ คุณแดนและพี่สาวพยายามดื่มกันหนักมาก เพื่อที่จะได้หลับแบบไม่รู้สึกตัว ทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จึงคิดว่าเขาน่าจะได้รับส่วนบุญกุศลที่พึ่งทำไปให้ไปแล้ว แต่พอตกคืนที่สี่คุณแดนและทีมงานทั้งหมดออกไปเที่ยวกลางคืน และกลับมานอนตามปกติ ซึ่งงานสัมมนาและงานประชุมใด ๆ ที่โรงแรมจัดได้หมดไปแล้ว ทำให้บรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างเงียบ และเหตุการณ์เดิม ๆ ก็วนมาอีกครั้ง หนึ่งในผู้ร่วมชะตาหลอนคนใหม่ คือบัดดี้ของพี่สาวนั่นเอง.. ต่อมาในคืนที่ห้า คุณแดนและทีมงานยังคงอยู่ระหว่างการคุยงานเนื่องจากลูกค้าอยากนัดทานข้าวไปด้วย ซึ่งทางลูกค้าก็ถามว่า “นอนพักที่ไหนกัน” พอคุณแดนตอบไป เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า “คนที่นี่เขาไม่นอนที่โรงแรมนั้นกันหรอกนะ” เนื่องจากตึกของโรงแรมมันเคยร้างมา 10 กว่าปี จนได้เจ้าของใหม่มารีโนเวทและเปิดกิจการโรงแรม ซึ่งก็ถูกเทคโอเวอร์ไปเป็นแบรนด์ปัจจุบันนี้ และเล่าต่ออีกว่า เพื่อนของลูกค้าเคยมาพักที่นี่ เป็นห้องและชั้นเดียวกันกับที่คุณแดนพัก แถมยังเจอเหตุการณ์เดียวกันแบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย คุณแดนได้ยินก็ตกใจและกลัวมาก จึงดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมอมตัวเอง ทำให้กลับมาถึงห้องพักเกือบตี 2 พอออกจากลิฟต์ หางตาก็มองไปสุดทางเดิน ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เจอตลอดเกือบทุกคืน ทั้งหมดจึงรีบแยกย้ายพากันเข้าห้องทันที ระหว่างนั้นสุนัขก็พากันหอนเสียงดังมาจากหลังโรงแรม แต่ความหลอนมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะกลางดึกคืนนั้น คุณแดนสะดุ้งตื่นเนื่องจากพี่สาวโทรมาขอให้เปิดประตูห้อง เมื่อไปเปิดก็เห็นพี่สาวและบัดดี้เดินหน้าซีดเข้ามาในห้องพร้อมกับหมอนผ้าห่ม ทั้งสองเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดิมเลย แต่บัดดี้ดันเห็นว่าเงานั้นเดินชนเก้าอี้ ทำให้มีเสียงดัง บัดดี้จึงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว และพากันหนีมานอนที่ห้องคุณแดนแทน! พอเช้าวันถัดมา คุณแดนได้มอบผ้ายันต์พระเวสสุวรรณให้กับบัดดี้เพื่อนำไปติดในห้อง และขอให้แผนกต้อนรับของโรงแรมแจ้งกับแม่บ้านว่าอย่าขยับเขยื้อนผ้ายันต์เด็ดขาด ซึ่งพอวันใกล้จะกลับกรุงเทพฯ ก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกซ้ำ ๆ แต่ครั้งนี้กลับมีเสียงเคาะมาจากกระจกฝั่งระเบียงห้องคุณแดน 3 ครั้ง! ซึ่งตอนนั้นมีผ้าม่านกั้นไว้อยู่ คุณแดนแกล้งทำเป็นไม่สนใจและไม่ยอมเปิดผ้าม่าน จนผ่านไปสักพัก เสียงเคาะนั้นก็ดังและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากก๊อก ก๊อก ก๊อก เป็น ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆ คุณแดนกลัวมาก จึงตัดสินใจเปิดไฟนอน สักพักพี่สาวก็ไลน์มาถามว่า “เค้ามาเคาะกระจกห้องเธอหรือเปล่า” คุณแดนเลยตอบกลับไปว่า “ใช่” จนมาถึงวันสุดท้ายที่กำลังจะกลับ พี่สาวเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ ปรากฏว่ามีน้ำอัดลมที่ถูกดื่มไปแล้วประมาณ 1/4 ของขวดถูกแช่อยู่ในตู้เย็น ซึ่งพอสอบถามกันไปมา ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของน้ำอัดลมที่ว่าเลยสักคน จึงสันนิษฐานกันว่า หรือแม่บ้านอาจจะรู้ ว่าในห้องนี้มีอะไรจึงนำน้ำอัดลมมาให้สิ่งนั้น.. และขณะที่กำลังเช็คเอาท์ออกจากห้องพัก คุณแดนได้ถามพนักงานต้อนรับว่าที่ห้องนี้มีอะไรหรือเปล่า เขาก็ไม่ยอมบอก และถามกลับว่าเจออะไร คุณแดนจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่พนักงานต้อนรับกลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถามต่อว่า “ทำไมไม่แจ้งตั้งแต่แรก จะได้ย้ายห้องให้” คุณแดนจึงบอกไปว่า “ตอนแรกผมคิดว่าทำบุญให้จะไม่เจออีก แต่ใครจะไปคิดว่าจะเจอเกือบทุกวัน” เมื่อออกจากโรงแรมมาแล้ว คุณแดนและพี่สาวจึงตัดสินใจกลับไปเจอลูกค้าอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงเรื่องเหล่านี้ จนรู้คำตอบว่าตอนที่ตึกมันร้าง วิญญาณตนนั้นอาจจะมาเสียชีวิตตรงเตียงห้องของพี่สาว นั่นเลยทำให้เขากลับมายังที่ตรงนั้นตลอดวนซ้ำไปมาไม่รู้จบ ซึ่งคุณแดนเองก็คิดว่าที่เขามาบ่อยก็เพราะเขาตายมานานแล้วไม่มีใครทำบุญให้ ทางลูกค้าก็ได้เล่าต่ออีกว่า อย่างน้อยโรงแรมแห่งนี้ยังดีกว่า 5 ดาวอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเจอหนักกว่านี้เยอะ เพราะเพื่อนลูกค้าที่เคยไปพัก ถึงขั้นต้องอุ้มลูกวิ่งหนีออกมาจากห้องพักเลย เพราะมีเงาผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินออกมาจากผนังห้อง คุณแดนยังทิ้งท้ายอีกว่า “การที่โรงแรมดาวเยอะ ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เจอเรื่องอะไรแบบนี้เสมอไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

24 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณภ.สำเภา เล่าเรื่องผี 'เพื่อนเห็นผี' l อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ [ 10 ก.พ.2569 ]

ความสยองขวัญที่หักมุมไปสู่คดีฆาตกรรมที่รอการเปิดเผย! เพราะแท้จริงแล้ววิญญาณผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กหญิงที่วนเวียนอยู่ในบ้านของตี๋มาตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องอาถรรพ์ของบ้าน หรือวิญญาณหลอกหลอนทั่วไป แต่อาจจะยังอยู่เพราะพวกเขามีเหตุผลที่ไปไหนไม่ได้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X อาโป - เจษ (10 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนเห็นผี’ เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาโดยคุณ ‘ภ.สำเภา เล่าเรื่องผี’ เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ด้วยความเป็นวัยรุ่น อยากมีรายได้พิเศษจึงไปสมัครงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารกลางคืน และได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘ตี๋’ ซึ่งเป็นพนักงานเสิร์ฟเหมือนกัน เมื่อเขาทำความรู้จักกับผม เขาก็ได้รู้ว่าเมื่อก่อนผมเคยบวชเป็นสามเณรเดินธุดงค์กับพ่อประมาณ 5-6 ปี เขาเลยคิดว่าผมน่าจะเห็น หรือสื่อสารกับผีได้ ผมบอกไปว่า “เอาตรง ๆ ก็เคยเห็น แต่ไม่ได้มีความสามารถขนาดที่นึกอยากจะเห็นก็ได้เห็นเลยนะ” ตี๋จึงบอกว่า งั้นลองฟังเรื่องราวของเขาดูหน่อยมั้ย... ตี๋เล่าว่า เขาเองเคยไปเที่ยวตระเวนล่าท้าผีกับเพื่อนในสถานที่เฮี้ยนมาตลอด ทั้งบ้านร้าง บ่อนร้าง สุสาน และป่าช้า ไปแทบทุกที่ แต่เขาไม่เคยเจอผีตัวเป็น ๆ เลย แต่เขากลับเห็นแค่ที่บ้านตัวเอง เห็นมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังเห็น ผมจึงถามว่า บ้านของตี๋ เป็นบ้านโบราณอายุเป็นร้อย ๆ ปีหรือเปล่า ตี๋บอกไม่ใช่ บ้านหลังนี้เพิ่งสร้างตอนที่พ่อแม่ของเขา ซึ่งเป็นคนจังหวัดอื่น ย้ายมาอยู่ที่นี่ และปลูกขึ้นมาใหม่ก่อนเขาจะเกิดนี่เอง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ตั้งแต่เขาเกิดมาเขากลับเคยเห็นวิญญาณ 3 ตน ด้วยกัน นั่นคือ วิญญาณผู้ชาย วิญญาณผู้หญิงวัยกลางคน และวิญญาณเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คาดว่าอาจจะเป็นครอบครัวกัน ตี๋เคยถามสมาชิกในบ้านว่าเคยเจอบ้างมั้ย แต่ทุกคนบอกว่าไม่มีเคยเจอ แม้แต่เพื่อนบ้านก็ยังบอกว่า ไม่น่าจะมีจริงหรอก บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติอะไรนะ จึงไม่ทราบว่า วิญญาณ 3 ตนนี้เป็นใครมาจากไหน เคยไปถามหมอดู แต่เขาก็ตอบว่า ช่วยอะไรไม่ได้ เขาก็แค่วิญญาณที่อยู่ในบ้านออกมานั่งร้องไห้ในตอนกลางคืนเท่านั้นเวลาผ่านไปเกือบเดือน คืนหนึ่ง ตี๋ได้ชวนผมไปค้างที่บ้าน เผื่อว่าผมจะสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับผีในบ้านของเขาได้ คืนนั้นผมก็ไป จึงได้เจอกับครอบครัวเขา พ่อ แม่ และพี่สาว ทุกคนก็น่ารักต้อนรับผมอย่างดี แต่คืนนั้นผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาขณะหลับ เพราะได้ยินเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่ปลายเตียง ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นพ่อแม่ของตี๋ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ผมเห็น คือหัวของผู้ชาย และผู้หญิงที่ยื่นออกมาจากกำแพงกำลังร้องไห้อย่างหนัก ขณะเดียวกันผมเห็นเด็กผู้หญิงค่อย ๆ เดินมาจนกระทั่งหายไปในความมืด แต่ผมก็ไม่ได้ร้องตะโกนหรือโวยวายอะไร แต่หลังจากวันนั้นผมกับตี๋ก็เริ่มห่าง ๆ กันสักพัก ไม่กี่วันถัดมา ผมก็ได้ข่าวว่าบ้านของตี๋ไฟไหม้ เหตุการณ์ในวันนั้น มีคนโทรมาแจ้งข่าวตี๋ว่าที่บ้านไฟไหม้ ให้รีบกลับบ้านด่วน ขณะที่เขากำลังขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านเป็นเวลาตี 1 กว่าจะกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาตี 3-4 แล้ว ไฟก็ไหม้ไปจนแทบไม่เหลือแล้ว ตัวผมเองก็ตามไปทีหลัง ช่วงเวลาเกือบจะเช้าพอดี ผมเห็นตี๋ร้องไห้ล้มทั้งยืน กู้ภัยก็เริ่มเข้าไปเก็บกู้ซากภายในบ้าน ก็พบกับร่างไร้วิญญาณ 3 ศพ ตี๋เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือ พ่อ แม่ และพี่สาวเขา ผมก็ทำได้แค่ปลอบใจตี๋ หลังจากนั้นญาติของตี๋จะรับเขาไปอยู่ด้วย ต่อมา ตี๋โทรหาผมว่า ตอนนี้เขาอยู่ในเมืองที่บ้านของญาติเขา และเขาสบายดี ส่วนพ่อ แม่ และพี่สาวของเขายังสบายดี ผมก็ตกใจ เอ๊ะ ผมเองก็อยู่ในจุดเกิดเหตุ ผมเห็นกับตาว่ากู้ภัยนำร่างที่ไหม้เกรียม 3 ร่างออกมา พ่อ แม่ กับพี่สาวของเขาจะปลอดภัยได้ยังไง แต่ตี๋ก็ยืนยันว่า พ่อ แม่ พี่สาวยังไม่ตายจริง ๆ เขาสามารถพูดคุย จับตัวพี่สาว พ่อ และแม่ ได้ปกติ และหลังจากนั้นตี๋ก็โทรมาอีกครั้ง เพื่อเรียกให้ผมไปเจอที่บ้าน ช่วยเวลาบ่าย ๆ ผมจึงไปที่บ้านของตี๋ ไม่นาน รถตำรวจก็ขับมา และที่ตามมาติด ๆ คือ มอเตอร์ไซค์ของตี๋ ผมรู้สึกเอะใจแปลก ๆ ว่าเขาเรียกผมมาทำอะไร ตี๋จึงบอกผมว่า ต้องการให้ผมมายืนยันกับตำรวจ ว่าในวันเกิดเหตุ กู้ภัยนำร่าง 3 ร่าง ออกมาจากบ้านตี๋จริง ๆผมจึงตอบว่า “จริงสิ แกก็เห็นเหมือนกันไม่ใช่หรอ ว่าเขาเอาออกมาจริง ๆ” ตอนแรกผมนึกว่าตี๋ต้องการให้ผมให้ปากคำกับตำรวจเพิ่ม แต่เปล่าตี๋เรียกผมมา เพื่อที่จะยืนยันให้เขาฟังต่างหากว่าวันนั้นมีการนำร่างออกมาจากบ้านจริง ๆ ตี๋ยังปฏิเสธเสียงแข็งว่า พ่อ แม่ พี่สาวเขายังมีชีวิต ยังอยู่ด้วยกันที่บ้านญาติอยู่เลย และหลังจากนั้นเอง ตี๋จึงพาตำรวจและผมไปที่บ้านของญาติเขา เพื่อยืนยันการมีอยู่ของครอบครัวเขา เราทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่นั่น และขึ้นรถไปกับตำรวจ เมื่อไปถึงบ้าน เจ้าหน้าที่ก็ลงจากรถไป พาตี๋ขึ้นไปที่ห้อง เคาะประตูเรียก และพ่อกับแม่เขาก็เดินออกมาจาจริง ๆ เหมือนคนปกติเลย ผมงงมาก เพราะผมเชื่อว่าเขาตายไปแล้ว แต่สิ่งที่ตำรวจทำคือจับพ่อกับแม่ใส่กุญแจมือ แล้วก็แจ้งข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา… หลังจากจับกุมตัวเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาอธิบายว่า บ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพ่อ และแม่ของตี๋ ซึ่งพ่อแม่ของเขาจริง ๆ ถูกฆาตกรรมไปตั้งแต่ที่เขายังจำความไม่ได้แล้ว ซึ่งคนที่ทำคือชายหญิงชาวจีน พวกเขาฆ่าทั้งพ่อแม่และพี่สาวของตี๋ที่ยังเป็นเด็ก และโบกปูนฝังไว้ในกำแพง ซึ่งฆาตกรคู่นี้ เคยทำแบบนี้กับอีกครอบครัวมาก่อนแล้ว แล้วเอาลูกของครอบครัวนั้นมาเลี้ยง ซึ่งลูกของของครอบครัวนั้น คือพี่สาวที่อยู่กับตี๋ในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนตี๋ที่ยังรอดชีวิตเพราะคนร้ายไตร่ตรองมาแล้วว่า หากฆ่าตี๋ที่ยังเป็นทารกด้วยจะโดนสงสัย และถูกจับได้โดยเร็ว นั่นก็แปลว่าตั้งแต่เด็กจนโต ตี๋และพี่สาวถูกเลี้ยงมาโดยฆาตกรที่ฆาตกรรมครอบครัวของเขามาตลอดอย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อตำรวจเริ่มได้เบาะแส พวกเขาจึงทำลายหลักฐานโดยการเผาบ้าน แต่เขาคิดผิด การกระทำครั้งนี้ทำให้ตำรวจได้หลักฐานที่ดีที่สุดในการนำจับกุมนั่ง คือร่างที่ถูกซ่อนมาตลอดสิบกว่าปีของครอบครัวที่แท้จริงของตี๋นั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

album
efm
-

-