เรื่องเล่าจากขวัญ น้ำมันพราย ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากขวัญ น้ำมันพราย ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

18 ก.ย. 2025

            เมื่อความหวังดี…นำพาความหลอน จนทำให้ทริปท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันดันไปไม่ถึง ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณเชษฐ์’ ชายหนุ่มที่บังเอิญไปเจอกับอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางและได้หยิบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือจนทำให้เกิดเหตุการณ์ขนหัวลุกตามมา! ไม่ใช่เขย่าขวัญเพียงแค่หนึ่ง หรือสองเหตุการณ์ แต่มีถึงสามเหตุการณ์!

            เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เดี๋ยวพี่…ช่วย’

            ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ‘เชษฐ์’ ซึ่งเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยว จึงได้นัดรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ เพื่อที่จะออกเดินทางไปเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ปรากฎว่าในคืนนั้นเอง ตัวเชษฐ์เกิดติดงานทำให้เลิกดึก จึงได้บอกให้เพื่อน ๆ นั้นเดินทางกันไปก่อนแล้วตนจึงค่อยตามไปทีหลัง 

            ประมาณสามทุ่มกว่า เชษฐ์ก็เริ่มออกเดินทางคนเดียว ซึ่งปลายทางคือจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ผ่านไปสักพักเชษฐ์เริ่มเบื่อการจราจรที่ติดขัด จึงตัดสินใจเปิด GPS เพื่อหาเส้นทางลัด

            ขับตามทางมาได้สักระยะหนึ่ง รู้ตัวอีกทีเชษฐ์ก็สังเกตุเห็นได้ว่าสองข้างที่ตนเองอยู่นั้นไร้แสงสว่าง ถนนดูเปลี่ยวและมืด จู่ ๆ ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจเพราะในระหว่างทางไม่มีรถขับผ่านแม้แต่คันเดียวทั้งที่เป็นช่วงเทศกาล แม้จะไม่ทราบเวลาที่แน่ชัดแต่เขาก็รับรู้ได้ว่าตนนั้นใช้เวลาอยู่บนถนนเส้นนี้มานานหลายชั่วโมง 

            หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก เชษฐ์ก็เงยหน้าขึ้นพบกับแสงไฟที่สาดมาจากข้างหลัง เขาเหลือบมองกระจกหลังเห็นไฟกลม ๆ หนึ่งดวงค่อย ๆ เคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นและแซงรถของเขาไป สิ่งที่เชษฐ์เห็นคือเด็กวัยรุ่นอายุราว 20 ปลาย ๆ ขับรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นอยู่ เห็นอย่างนั้นจึงเริ่มรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อยก็มียังเพื่อนร่วมถนนและคิดว่าแถวนี้คงมีหมู่บ้าน เมื่อขับไปได้เรื่อย ๆ แสงไฟจากมอเตอร์ไซค์ก็เริ่มไกลขึ้นจนเห็นเป็นก้อนไฟท้ายรถสีแดง

            ผ่านไปไม่นานก็มีไฟสาดมาจากข้างหลังอีกครั้ง แสงไฟจากรถคันนั้นก็ค่อย ๆ ขับแซงรถของเชษฐ์ไป เผยให้เห็นเป็นรถ 6 ล้อที่ขับผ่านไปอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบทั่วคันรถ สักพักเชษฐ์ก็เห็นไฟทั้งสามดวงของ 6 ล้อและมอเตอร์ไซค์คันก่อนหน้านี้ขยับส่ายไปมาและจู่ ๆ ไฟดวงของรถมอเตอร์ไซค์ก็ดับไป เขานึกคิดในใจว่า ‘หรือคงเลี้ยวเข้าบ้านไปแล้ว’

            ทันใดนั้นเองภาพตรงหน้าก็ทำเอาเชษฐ์ถึงกลับเหยียบเบรกไว้ไม่ทัน! เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนั้นเกิดคว่ำอยู่กลางถนน จนไม่สามารถขับต่อไปได้ เชษฐ์จึงลงไปดูแต่กลับไม่พบคนขับ เขาเดินวนไปวนมาจนได้ยินเสียงร้อง “โอ๊ยยยย” ดังออกมาจากทุ่งนาข้างทาง จึงรีบลงไปดูและถามไถ่อาการ

             “น้องเป็นอะไรมากมั้ย” เชษฐ์ถาม

             “พี่ มันชนผม ไอรถคันนั้นมันชนผม” เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ที่คว่ำตอบกลับด้วยความเจ็บปวด

             “เออ ๆ แล้วเป็นไงบ้าง”

             “ไม่เป็นไรพี่”

            เชษฐ์เช็คร่างกายของเจ้าของรถก็พบว่าไม่มีสิ่งใดแตกหักแต่เนื้อตัวก็ยังมีรอยแผลถลอกปอกเปิก เห็นเช่นนั้นเชษฐ์จึงตัดสินใจกระทำบางสิ่งบางอย่าง

             “เอางี้ เดี๋ยวพี่ช่วย ขึ้นมา!”

            เชษฐ์อาสาช่วยขับตามรถ 6 ล้อคันนั้นไปเพื่อจะให้เด็กหนุ่มเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เมื่อขับมาเรื่อย ๆ ก็เห็นไฟท้ายของรถ 6 ล้อคันนั้น

             “นั่นไงพี่ พี่เร่งเลย ๆ ๆ” เด็กหนุ่มผู้บาดเจ็บเอ่ยปากเร่งเร้า

            เชษฐ์ขับตามไป แต่ถึงจะเร่งความเร็วเท่าไหร่ก็ไม่ทัน จนไฟท้ายของรถ 6 ล้อค่อย ๆ หายไป เมื่อขับไปสักพักก็พบเป็นทางสามแพร่ง เชษฐ์กับเด็กหนุ่มข้างกายจึงตัดสินใจเสี่ยงดวงเลี้ยวไปทางซ้าย เขาเหยียบเร่งขับไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็เห็นไฟท้ายรถ 6 ล้อปรากฎอยู่ข้างหน้า นาทีนั้นเชษฐ์เหยียบคันเร่งจนรถเคลื่อนที่เข้าไปใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น 

            “พี่! จอด ๆ พี่ขับรถชนคนอะ!”

            และแม้ว่าจะพยายามตบไฟใส่หรือบีบแตรไป สุดท้ายก็ไม่ได้ยินอะไรตอบกลับมา เชษฐ์จึงตัดสินใจขับรถแซงและปาดไปจอดทางด้านหน้า แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมามองสิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาช็อคและขนหัวลุกไปชั่วขณะ! เพราะเมื่อเงยหน้าขึ้นมาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขากลับมีแต่ความว่างเปล่าและเมื่อหันกลับไปทางเบาะข้างหลังก็พบว่าเด็กหนุ่มที่นั่งมาด้วยกันนั้นก็หายไปด้วย!

            นาทีนั้นความกลัวก็เริ่มเกาะกินข้างในหัวใจ เขาได้แต่นึกคิดว่า ‘สิ่งที่เจอเมื่อกี้มันคืออะไร’ เชษฐ์จึงตัดสินใจกลับรถเพื่อจะเดินทางออกจากตรงนั้น แต่เหยียบคันเร่งจนสุดแค่ไหนก็ไม่เจอกับถนนใหญ่เสียที และปรากฎว่าในระหว่างทางนั้นมีรถขับสวนมา หัวใจของเขาแทบหลุดออกมาอีกครั้งเมื่อรถคันนั้นคือ 6 ล้อที่เขาเพิ่งขับไล่ตามไป! และเมื่อตัวรถขับผ่านไปเขาก็พบกับเด็กหนุ่มคนเดิมเกาะท้ายรถคันนั้นและกำลังโบกมือให้เขาอยู่! 

            ไม่รอช้าเท้าของเขาเหยียบคันเร่งเพื่อที่จะออกจากถนนแห่งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งขับไปเท่าไหร่ก็เหมือนทางจะยิ่งไกลออกไป จนเมื่อขับมาได้ประมาณ 30 นาทีก็เห็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่งอยู่ห่างออกไปไกล ๆ เมื่อขับเข้าไปใกล้ก็เห็นเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง เขาได้เจอกับคุณลุงแก่ท่านหนึ่ง วินาทีนั้นใจเขาก็เริ่มชื้นขึ้น และค่อย ๆ ขับแซงไปหยุดจอดตรงหน้ารถมอเตอร์ไซค์คันนั้น จนได้รับเสียงด่าทอกลับมา

            “มึงขับรถอะไรของมึงเนี่ย ชนคนตายจะว่ายังไง!” ลุงแก่ตะโกนเสียงแข็ง

            “ผมขอโทษครับ ๆ ๆ คุณลุงพอจะรู้ทางไปถนนใหญ่ไหม?”

            เชษฐ์ได้แต่ถามไปทั้งน้ำเสียงที่สั่นเครือเพราะความกลัว

            “ดูมือลุงนะ เอ็งตรงไปนะ พอเจอแยกแล้วก็เลี้ยวขวา”

             หลังลุงแก่พูดจบ สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้สติของเขายิ่งกระเจิดกระเจิง เมื่อมือของคุณลุงที่กำลังบอกทางนั้นกลับยาวจนไปสุดเส้นทาง นั่นทำให้เขารู้แล้วว่าคุณลุงคนนี้ก็ไม่ใช่คน! 

             เชษฐ์ทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ครับ” แล้วรีบวิ่งขึ้นรถเพื่อขับออกไปตามเส้นทางที่คุณลุงบอกมาโชคดีที่เมื่อขับออกมาได้ไม่นานเชษฐ์ก็พบกับถนนใหญ่ นั่นทำให้เขารู้สึกเสมือนยกภูเขาออกจากอก 

            เมื่อรวบรวมสติได้ก็แวะเข้าไปพักที่ปั๊มข้างทาง แต่ในระหว่างนั้นผู้คนที่ผ่านไปผ่านมากลับมองมาที่เชษฐ์อยู่ตลอด คนแล้วคนเล่าจนกระทั่งมีครอบครัวหนึ่งได้เดินเข้ามาทักว่า

            “คุณเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมตัวสั่น ๆ”

            “ไม่เป็นไรครับ ผมขับรถมาไกลเลยเหนื่อยนิดหน่อย”

            “ทำแผลก่อนไหม? น้องชายที่นั่งข้าง ๆ แผลเต็มเลย”

            สิ้นเสียงนั้น เชษฐ์ก็รู้ได้ทันทีว่าตนนั้น โดนอีกแล้ว จึงตัดสินใจเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ และคิดในใจว่าควรทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เรื่องราวจะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้

            “ลงไปเถอะ ไม่ต้องไปกับผมหรอก”

            พูดจบเชษฐ์ก็ขับรถออกจากปั๊มทันทีและตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปที่ป้อมตำรวจ เมื่อถามไถ่กันได้สักพักเชษฐ์ก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เจอมาให้ตำรวจฟัง ทางด้านตำรวจหลายสิบนายเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเชษฐ์กลับมีปฏิกิริยาตอบกลับมาเป็นเพียงแค่การมองหน้าของเขานิ่ง ๆ และแนะนำให้เชษฐ์เข้าไปพักผ่อนข้างในที่พักหลังป้อม

            หลังจากที่เข้าไปจัดการธุระตามคำแนะนำของตำรวจเรียบร้อยแล้ว เชษฐ์ก็เดินมาที่รถของตนเพื่อสูบบุหรี่แต่ทันทีที่จุดไฟบนบุหรี่ แสงไฟจากก้นบุหรี่ก็วาบขึ้นมาและนั่นทำให้เข้าเกิดอาการประหลาดใจเพราะเมื่อหันไปมองทางด้านขวาก็ดันพบเข้ากับซากของรถ 6 ล้อคันนั้น! หนำซ้ำเมื่อลองสังเกตุดูดี ๆ ก็พบกับซากรถมอเตอร์ไซค์ของเด็กผู้ชายคนนั้นที่ชนอยู่ตรงท้ายรถอีก และนั่นทำให้เขาล้มแทบทั้งยืน! ความตกใจกลัวนำพาตัวเขาถอยหลังหนีจนไปชนกับนายตำรวจท่านหนึ่ง

            นายตำรวจจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณเชษฐ์ฟังและได้ความว่ารถ 6 ล้อคันนั้นได้เฉี่ยวชนมอเตอร์ไซค์และขับหลบหนีไป แต่ด้วยความรู้สึกกลัวต่อความผิด สุดท้ายก็ประสบอุบัติเหตุรถหลุดโค้งถนนไปชนเข้ากับต้นไม้ เสียชีวิตทั้งคู่

              เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เชษฐ์ก็ตัดสินใจทิ้งทริปเที่ยวในฝันกับเพื่อน ๆ และเดินทางกลับทันที

              และกลับกลายเป็นว่าความหวังดีที่เขาตั้งใจจะเข้าไปช่วยเหลือนั้นได้พาเขาเข้าไปยังวังวนความหลอนซ้ำซ้อนที่ตัวเขาเองก็แทบจะออกมาไม่ได้..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

14 เม.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณมิ้น หัตถา ‘คนผูกดวง’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 เมษายน 2568) ‘คุณมิ้น หัตถา’ นักเล่าเรื่องขวัญใจโซเชียล มาพร้อมกับเรื่อง ‘คนผูกดวง’ ประสบการณ์สัมผัสกับสิ่งลี้ลับของ ‘เมย์’ รุ่นน้องที่สนิทกัน ซึ่งเหตุการณ์แปลก ๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตหลังจากเข้าร่วมพิธีกรรบางอย่าง ตามไปฟังเรื่องนี้แบบเต็ม ๆ พร้อมกันกับ ‘ดีเจมดดำ’, ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ความห่วงใยของแม่ คือความรักบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อความรักนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความยึดมั่นในความเชื่อบางอย่าง การกระทำที่มองว่าเป็นการเสริมดวงเสริมบารมี อาจกลับกลายเป็นประตูที่เปิดพาชีวิตลูกสาวให้ก้าวเข้าสู่โลกของสิ่งลี้ลับโดยไม่รู้ตัว ‘เมย์’ หญิงสาววัยทำงานผู้ที่กำลังมีชีวิตเรียบง่าย เป็นมิตรกับทุกคน ไม่ได้เชื่อหรือสนใจเรื่องดวง โชคชะตา หรือพิธีกรรมใด ๆ แต่เธอกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เหนือคำอธิบาย หลังจากแม่ของเธอพาไปพบ ‘พ่อหมอ’ ชื่อดังจากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้มีชื่อเสียงด้านการดูดวงและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แม่ของเมย์เชื่อมั่นในเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก ตำหนักไหนว่าดี สำนักไหนว่าแม่น ก็ไม่เคยพลาด จนวันหนึ่งได้พบพ่อหมอผู้ทำนายว่า เมย์เป็น ‘ดวงเชิดชูแม่’ มีชะตาแต่งงานกับเศรษฐี มีเกณฑ์ช่วยยกระดับชีวิตครอบครัวให้รุ่งเรืองได้ หากมีการทำพิธีเพื่อผูกดวงและรับขันครูเพื่อคุ้มครองชะตา แม้เมย์จะลังเลและไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็ยอมเข้าพิธีเพื่อความสบายใจของแม่ ภาพที่เธอจำได้ติดตาในวันนั้น คือพ่อหมอให้ชูขันเงินเหนือหัว สวดคาถาแปลกประหลาด และเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอขนลุก “ต่อไปนี้ ข้าขอรับไว้กับตัว” จากวันนั้น ชีวิตของเมย์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.. แม้จะได้งานใหม่ เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแม่ของเธอเชื่อว่านั่นคือผลจากการผูกดวง แต่สิ่งที่ตามมาคือข้อบังคับในการไหว้ครูทุกวันโกน ต้องมีเครื่องเซ่นทั้งเหล้า เนื้อสัตว์ ดอกไม้ และบทสวดที่ต้องท่องทุกครั้ง โดยมีข้อแม้สำคัญคือ เมย์ต้องร่วมพิธีด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ผ่านเวลาไป 3-4 เดือนหลังเข้าพิธีรับขันครู เหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายก็เริ่มเกิดขึ้น มีคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนใกล้ตัว เห็นเมย์ปรากฏตัวในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกับที่เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ตรงนั้น เช่น ขณะที่เธออยู่บ้าน กลับมีคนเห็นเธอในออฟฟิศ หรือแม้แต่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าปากซอย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คำเล่าลือ หากแต่เป็นภาพที่หลายคนยืนยันว่า แน่ใจว่าใช่เมย์แน่นอน สิ่งเหล่านี้ทำให้เมย์เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเอง เครียด กังวล และเริ่มสงสัยว่า พิธีกรรมในวันนั้นอาจไม่ได้มีแค่ครูบาอาจารย์มาคุ้มครอง แต่มีบางสิ่งตามมาโดยไม่ตั้งใจด้วย เมย์ตัดสินใจปรึกษา ‘คุณมิ้น หัตถา’ และน้องสาว ซึ่งเป็นผู้มีเซ้นส์ไวต่อสิ่งลี้ลับ หลังเล่าทุกอย่างให้ฟัง คุณมิ้นได้ให้คำแนะนำว่า ของแบบนี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ สิ่งที่น่าขนลุกกว่านั้น คือระหว่างทางที่คุณมิ้นกับน้องสาวขับรถไปส่งเมย์กลับบ้าน ในกระจกมองหลังของรถ พวกเธอกลับเห็น ‘เงาผู้หญิงผมดำยาว’ ลักษณะคล้ายเมย์ทุกอย่าง ยองตัวนั่งอยู่บนไหล่ของเธอ พร้อมเสียงกรีดร้องปริศนา ที่ตะโกนดังชัดเข้ามาในรถว่า “มึงอย่ามายุ่งเรื่องของกู!!” นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครสามารถติดต่อเมย์ได้อีกเลย เวลาล่วงเลยไปเกือบ 4 ปี ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จากโซเชียล ไม่มีแม้แต่ข้อความจาก LINE ที่เคยใช้พูดคุยกัน เบอร์โทรศัพท์ก็กลายเป็นเบอร์ที่ไม่สามารถติดต่อได้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเมย์บอกว่า ครั้งสุดท้ายที่เจอเมย์คือเมื่อปีที่แล้ว และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ใครสักคนได้เห็นเธอ ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า ชะตากรรมของเมย์ในตอนนี้เป็นอย่างไร เธอยังมีชีวิตอยู่ดีหรือไม่ หรือพิธีกรรมที่เคยทำไว้ ได้พาชีวิตของเธอหลุดเข้าไปในโลกอีกใบที่ยากจะหาทางกลับออกมา เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดจากความรักของแม่ ที่อยากให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าหนทางนั้น กลับนำพาให้ลูกต้องหายไปจากชีวิตทุกคนโดยไม่มีคำลา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

20 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

ห้องพักฟรี อาหารพร้อม คือข้อเสนอที่ทำให้คุณดิว ตัดสินใจไปทำงานในสถานบันเทิงต่างประเทศ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ คือต้องอยู่ร่วมกับ "รูมเมทปริศนา" ที่มาพร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงยามค่ำคืน พร้อมเสียงครืดด... คล้ายเล็บขูดผนัง และความหลอนของอาถรรพ์ที่ช่วยเรียกแขกทำให้ร้านมีลูกค้าเต็ม แต่สำหรับคุณดิวแล้วนี่คือเรื่องราวสุดสยองที่เธอต้องเผชิญจนวินาทีสุดท้ายก่อนกลับไทย… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ (10 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องสยอง ผีต่างเเดน’ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ของคุณดิว ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ดิวกำลังหางานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว แต่หาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้งาน จนวันหนึ่งมีคนรูจักแนะนำให้ไปทำงานในสถานบันเทิงที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ใจหนึ่งดิวก็กลัว เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ต่างประเทศลำพังได้อย่างไร แต่พอติดต่อกับเอเจนซี่แล้ว ก็สบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่า จะมีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยแถมยังมีทั้งที่พัก และอาหารให้ เธอจึงเริ่มเห็นว่าดี และตอบตกลงทำสัญญาไป เมื่อไปถึงก็มีรถมารับ ในรถมีผู้หญิงอยู่ 2-3 คน คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอก็ไม่ได้คิดอะไร ลักษณะที่พักของเธอเป็นอพาร์ทเมนต์สูง 4 ชั้น และเธออยู่ชั้น 4 สภาพห้องโอเค กว้างขวางคล้ายคอนโด ด้านในห้องมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโถงใหญ่อีกที โดยในห้องนอนจะมีเตียง 2 ชั้น ซึ่งเธอก็ขนของขึ้นมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่นั่งรถมาด้วยกัน เมื่อสำรวจห้องแล้ว เอเจนซี่ก็เรียกมาคุยเรื่องกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน และให้เลือกว่าแต่จะนอนห้องไหนเตียงไหน คุณดิวเลือกเป็นเตียงชั้นบน ห้องแรกที่ติดห้องนั่งเล่น และมีเพื่อนที่เธอเพิ่งทำความรู้จักไปเป็นรูมเมทนอนเตียงชั้นล่าง หลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เริ่มงาน และจะเลิกงานตี 2-3 ของทุกวัน ตัวคุณดิว บางวันเลิกงานเร็ว เธอก็จะกลับมาพักผ่อนก่อน เมื่อกลับมาถึงก็จะยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงนั่งเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงส้นสูงจากข้างนอก เสียงคล้ายคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงนั้นใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 และเดินต่อมาหยุดที่หน้าห้องเธอ คุณดิวได้ยินเสียงเหมือนกับว่าคนด้านนอกกำลังไขกุญแจห้องอยู่ เธอไม่ได้คิดอะไร เพราะคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่เลิกเร็วเหมือนกัน จากนั้นประตูก็เปิด เสียงรองเท้าคู่นั้นก็เดินเข้าห้องมา แต่ที่แปลกคือเธอได้ยินเสียง “ครืดด…” ลากยาว คล้ายคนเอาเล็บเดินขูดตามผนังห้อง เธอเริ่มไหวตัวรู้สึกถึงอันตราย คนด้านนอกอาจเป็นโจรก็ได้ เสียงขูดผนังนั้นลากยาวมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ และพยายามที่จะเปิดประตู คุณดิวกลัวมากแต่ทำได้แค่นั่งกอดหมอนแน่น เงียบเสียง และมองไปที่กลอนประตูที่กำลังถูกเขย่าโดยใครสักคนที่อยู่ด้านนอก แถมยังได้ยินเสียง ฮัมเพลงเบา ๆ เป็นทำนองจากเธอคนนั้น คุณดิวไม่รู้เลยว่าคนด้านนอกต้องการอะไร และเพลงที่ฮัมฟังดูไม่คุ้นหู ไม่ใช่เพลงไทยแน่ ๆ แต่ออกไปทางเพลงมลายู คุณดิวกลัวมากแต่ก็ทนเงียบฟังจนกระทั่ง ทั้งเสียงฮัมเพลง และการเขย่าประตูนั้นหยุดไป เวลาประมาณตี 3 เพื่อนของคุณดิวกลับห้องมา เมื่อเห็นว่าคราวนี้เป็นเพื่อนจริง ๆ เธอจึงสบายใจ และหลับไปโดยไม่รู้ตัว และหลังจากว่านั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่แต่เธอก็ยังใช้ชีวิตปกติของเธอต่อไปตัวคุณดิวเคยเป็นภูมิแพ้แบบหนักมาก เมื่อเจอควันบุหรี่ อาการแพ้ของเธอจะเป็นหนัก และวันหนึ่งในขณะทำงาน ต้องอยู่กับลูกค้าที่สูบบุหรี่ จึงทำให้วันต่อมาเธอต้องลาป่วยไปทำงานไม่ได้เธอไปหาหมอ และได้ยาแก้แพ้มาเมื่อถึงห้องเธอกินยาก่อนเลย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน เพราะโดยปกติฤทธิ์ยาแก้แพ้จะทำให้ง่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอนอนไม่หลับ ทั้งที่ก็ง่วงมาก สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงส้นสูงเดิน และเสียงขูดเล็บ แบบที่เคยได้ยินก่อนหน้า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เขย่าลูกบิดประตู ฮัมเพลง แต่ไม่เปิดเข้ามา เช่นอย่างเดิมไม่มีผิด ต้องความที่ง่วงมากจากฤทธิ์ยา คุณดิวจึงทำใจไว้แล้ว เพราะเธอในสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีไม่นานเพื่อนร่วมห้องเธอเปิดประตูเข้ามา และเสียงของบุคคลปริศนาที่ทำให้คุณดิวกลัวนั้น ก็หายไปดื้อ ๆ เมื่อเพื่อนเปิดประตูมา ก็พบว่า คุณดิวหน้าซีดมาก แต่คุณดิวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนที่เธอจะหลับลงด้วยความสบายใจที่ในที่สุดเพื่อนกลับมา วันถัดมา คุณดิวเลิกงานเร็วกลับมาที่ห้อง และได้ยินเสียงเดินเช่นเดิมอีก แต่ครั้งนี้เสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เดินตรงไปที่ครัว ก่อนจะเริ่มได้ยินเสียงคล้ายหยิบมีด 2 เล่ม มาถูกกันเสียงแหลมเล็กแสบหู รวมกับเสียงฮัมเพลงทำนองจังหวะเดิมที่เคยได้ยิน ระหว่าง ที่กำลังตกใจพยายามโทรเพื่อน แต่โทรเท่าไหร่เพื่อนก็ไม่รับสาย เพราะกำลังทำงานอยู่ คุณดิวจึงแข็งใจ และพยายามข่มตานอนให้หลับ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เพื่อนกลับมา คุณดิวจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอเจออะไร เพื่อนกลับตอบมาว่า “เอาขนมไปไหว้เขายังล่ะ รู้มั้ยว่าคนก่อนหน้านี้เขาไหว้แล้วเขาได้ลูกค้าเต็มเลยนะ” แต่คุณดิวรู้สึกว่า ไม่เกี่ยวกัน นี่กำลังเจอผีอยู่นะ จะให้ไปไหว้อะไร ไม่เอาหรอก ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ คุณดิวก็อยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนหมดสัญญา คืนนี้คุณดิวจึงไปนอนห้องแฟน ส่วนเพื่อน ๆ ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมกันครบทุกคน ช่วงประมาณตี 4 เพื่อนของคุณดิวได้โทรมาด้วยน้ำเสียงโวยวายว่า “มึงอยู่ไหน! มึงรู้มั้ย สิ่งที่มึงเล่าให้กูฟังอ่ะ กูเจอแล้วนะเว้ย เขากำลังสับหมูแล้วฮัมเพลงอยู่เนี่ย” คุณดิวก็ไม่รู็จะช่วยเพื่อนยังไง ได้แต่บอกไปว่า “รออยู่ในห้องอย่าออกไปไหนนะ” และเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบโทรหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพื่อนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกเธออยู่ในห้องกัน 2 คน สักพักนึงก็ได้ยินเสียง สับ! สับ! สับ! และฮัมเพลง ตามด้วยเสียงเหมือนคนเดินเอาเล็บขูดผนังทั่วห้อง ครืดด…ครืดด… แถมยังมีเสียงหัวเราะก้องกังวาลของผู้ชายอีกด้วย ทั้งคู่รอจนเสียงเงียบไป และรีบวิ่งออกมาจากห้องมานั่งอยู่ข้างถนนจนถึงเช้า ถึงวันถัดมาที่ คุณดิวต้องบินกลับไทย แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เธอเจอคืออะไรกันแน่ เลยถามพี่ที่เป็นคนแนะนำให้เธอมาทำงาน พี่เขาบอกว่า ที่สถานบันเทิงในสิงคโปร์จะมีความเชื่อว่า ต้องมีการเล่นของให้ร้านมีลูกค้าเยอะ ๆ และไว้ที่ที่พักของพนักงาน เพื่อให้มีสเน่ห์ดึงดูดลูกค้านั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

14 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ นำเรื่อง ‘มือบอน’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโจเซฟ’ ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ ได้เล่าว่า ตนนั้นมีโอกาสไปที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ไปกับน้องที่คอยดูแลที่ชื่อ ‘แนน’ ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่พักจะเป็นห้อง 2 ห้อง บรรยากาศภายในโรงแรมรู้สึกได้ถึงความหลอน ความวังเวง จากการตกแต่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน เมื่อเข้าห้องพักไป ก็จะเป็นห้องพักแบบ Connecting Room คุณเต๋อได้ไปนั่งเล่นอยู่ในห้องของคุณแนน จนถึงดึก แล้วคุณแนนก็ได้บอกกับคุณเต๋อว่า “จะมีเพื่อนมาหา เดี๋ยวแนนจะออกไปหาเพื่อนหน่อย” จากนั้นคุณแนนก็ออกไปหาเพื่อนตามที่บอกไว้ ส่วนคุณเต๋อนั้นกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง หลังจากกลับมาที่ห้องได้สักพักใหญ่ ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว คุณเต๋อได้ยินเสียงว่าเหมือนกับว่าคุณแนนจะกลับมาถึงห้อง คุณเต๋อเป็นคนที่ชอบแกล้งคนและคุณแนนเป็นคนที่กลัวผีมาก คุณเต๋อจึงคิดแผนการแกล้งคุณแนน โดยที่คุณเต๋อจะแอบซ่อนตัวอยู่ตรงประตูเพื่อที่จะรอให้คุณแนนเดินผ่านแล้วตกใจ คุณเต๋อนั่งตรงบริเวณประตู รอให้คุณแนนเปิดประตูเข้าห้องมา ผ่านไป 10 นาที คุณเต๋อเอะใจขึ้นมาว่า ‘ทำไมแนนไม่เดินผ่านมาสักที’ คุณเต๋อจึงค่อย ๆ ชะเง้อหน้าออกไปดู ปรากฏว่าประตูทุกอย่างปิดหมด! ไม่มีคนอยู่ในห้อง! ยังไม่มีใครกลับมาที่ห้อง! แต่เสียงก่อนหน้านี้ที่ได้ยินก็มั่นใจชัดเจน มีคนเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างแน่นอน คิดในใจว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี จึงถอยกลับเข้าห้องตัวเองและปิดประตูที่เชื่อมต่อระหว่างห้อง แล้วพยายามข่มตานอนหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเต๋อตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คุณแนนฟัง จึงเปิดประตูเชื่อมข้ามไปที่ห้องของคุณแนน ทั้งสองคุยกันจนเข้าประเด็น ขณะนั้นก็กำลังจะเปิดโทรทัศน์ในห้องของคุณแนนเพื่อดู แต่ก็สังเกตเห็นใบกระดาษที่บอกช่องของโทรทัศน์ คุณเต๋อเห็นเหมือนมีคนเอาปากกามาขีดเขียนเต็มกระดาษทั้งแผน จนกระดาษบางจุดขาด คล้าย ๆ คนโมโหมาขีดเขียนเพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งคุณเต๋อจำได้ว่าเมื่อคืนยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ทำให้คุณเต๋อรู้สึกว่าโดนหลอกแล้วแน่นอน จนถึงทุกวันนี้ คุณเต๋อก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอในตอนนั้นคืออะไร แต่รู้ว่า เขามือบอน!!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-