ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

อังคารคลุมโปง RECAP

ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

03 พ.ย. 2023

       เมื่อต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียวในเวลากลางวันแสก ๆ กลับได้เผชิญเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลงถึง 2 ครั้ง! คุณแพรจะต้องเจออะไรบ้าง มาลุ้นกันใน รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (31 ตุลาคม 2566) พาทุกคนไปหลอนกับ ‘คุณแพร’ ที่จะมาเล่าเรื่อง ‘ต่างที่ต่างถิ่น’ กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย!

       เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2539 ตัวของคุณแพรเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ในปีนั้นมีมหาวิทยาลัยหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาทุกคนจะเดินทางโดยใช้รถไฟที่มหาวิทยาลัยจองทั้งขบวน ออกเดินทางจากหัวลำโพง เวลาประมาณ 4 - 5 โมงเย็น และไปถึงจังหวัดที่มีการแข่งขันกีฬาในตอนเช้า จากนั้นก็จะมีรถสองแถวมารับไปส่งที่สนามกีฬา ซึ่งสนามกีฬาแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก รองรับกีฬาได้ทุกประเภท รวมถึงมีบ้านพักนักกีฬาให้ด้วย ห้องที่คุณแพรได้ไปอยู่นั้นเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเป็นห้องใหญ่ มี 2 เตียง ในห้องมีประตูเปิดเข้าไปเป็นอีกห้องเล็ก มี 2 เตียงเล็ก นอนกันได้ประมาณ 5 - 6 คน ในตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องของคุณแพรออกไปหาอะไรกินข้างนอก แต่ตัวคุณแพรด้วยความที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและเพลียมาก จึงไม่ได้ไปกับเพื่อน และขอนอนพักอยู่ที่ห้อง

       พอคุณแพรหลับ ก็รู้สึกว่ามีอาการอึดอัดมาก ทุกอย่างมืดไปหมด ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเวลากลางวัน คุณแพรมองอะไรไม่เห็นเลย รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในกล่องแคบ ๆ หรือจะเรียกว่าโลงเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร และพยายามขยับตัว แต่ในความรู้สึกนั้นเหมือนกับขยับแขนไม่ถนัด คล้ายกับอาการผีอำ จากนั้นความรู้สึกอึดอัดมันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ คุณแพรพยายามใช้แรงให้หลุดจากความอึดอัดนี้ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ พอพยายามจะสวดมนต์แต่บทสวดง่ายอย่างนะโม 3 จบ ก็ยังสวดไม่ได้ สวดผิด ๆ ถูก ๆ หลังจากที่พยายามจะสวดมนต์ ก็มีเสียงก้องในหัวว่า “มึงลบหลู่กู” แล้วก็พูดว่า “มึง มึง มึง” เสียงที่ได้ยินนี้เป็นเสียงผู้ชายที่เกรี้ยวกราดมาก ในตอนนั้น คุณแพรก็คิดว่า โดนแล้ว ความรู้สึกนี้มันนานมาก ๆ จากนั้นคุณแพรก็ได้พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเด้งตัวขึ้นมา แล้วก็หลุดออกมาได้ คุณแพรรู้สึกโล่งมากแต่ก็รู้สึกเหนื่อยมาก ทันทีที่หันไปมองที่เตียง ก็ทำให้คุณแพรแทบเป็นลม เพราะว่า สิ่งที่เห็นคือร่างของตัวเองที่ยังนอนอยู่ที่เตียง! แล้วมีร่างผู้ชายตัวดำใหญ่มากหันมามองด้วยใบหน้าที่โกรธมาก! หลังจากนั้นคุณแพรก็ตื่นขึ้นมาและรีบออกจากห้องไป คุณแพรนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แล้วซื้อธูปเทียนมาไหว้ขอขมา แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ก็จบไป

       แต่เมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา คุณแพรได้กลับไปแข่งกีฬาที่สนามเดิม แต่ได้พักที่บ้านพักแห่งใหม่ ซึ่งลักษณะของห้องนี้ เมื่อเปิดประตูไปจะเจอห้องน้ำด้านขวา ตรงเข้าไปเป็นเตียงเรียงกัน 4 เตียง คล้ายกับห้องพักทหาร ซึ่งคืนแรกก็ไม่มีอะไร แต่คืนที่ 2 ระหว่างที่คุณแพรหลับ ก็ได้ยินเสียงสนทนา ได้ยินเสียงเด็กเล่นกัน มีทั้งเสียงเด็กและเสียงผู้ใหญ่ คุณแพรที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวหรือแสดงตัวว่าสัมผัสพวกเขาได้ เพราะว่ากลัวพวกเขาจะรู้ว่าตัวเองสัมผัสได้

       และครั้งนี้คุณแพรได้เล่าเรื่องที่เจอให้คนดูแลหอพักซึ่งเป็นคนในพื้นที่ฟัง คนที่ดูแลหอพักก็บอกกลับมาว่า “พื้นที่ตรงนี้มันแรง เจอกันเยอะ” ตัวคุณแพรก็ไม่เข้าใจว่าคำว่าแรงคืออะไร จึงคิดอาจหมายถึงเจ้าที่แรง ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยก็ไม่มีใครเจอเลย ในครั้งแรกที่มาหลังจากที่จุดธูปขอขมาเสร็จหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรเลย แล้วครั้งที่สองที่เจอ ก็เจอหลังเข้าห้องไปไม่เกิน 30 นาที แต่ในความรู้สึกของคุณแพรคือยาวนานมาก ทรมานมาก คุณแพรคิดว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เสียแล้ว..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเวฟ ‘บ้านเลือกคน’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

04 พ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเวฟ ‘บ้านเลือกคน’ l อังคารคลุมโปง X แจ็ค - สาวแอน The Ghost Radio [ 21 ต.ค.2568 ]

‘คุณเวฟ’ กำลังมองหาบ้านหลังใหม่เพื่อที่จะเปิดเป็นบ้านพักผู้สูงอายุ จนได้มาเจอกับบ้านร้างอายุราว 40 ปี เมื่อไปดูสถานที่ก็ถูกใจ คุยกับเจ้าของบ้านก็ถูกคอ จึงคิดที่จะซื้อบ้านหลังนี้ แต่เมื่อไปสืบประวัติบ้านกลับพบว่าที่นี่เคยเป็นโบสถ์และสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์มาก่อน นอกจากนี้ชาวบ้านยังเล่ากันปากต่อปากว่าที่นี่ผีดุมาก! คุณเวฟจะติดสินใจซื้อบ้านหลังนี้หรือไม่? เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อนั้น ติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (27 ตุลาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน – ดีเจเจ็ม - ดีเจมดดำ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘บ้านเลือกคน’ เรื่องนี้มาจาก ‘คุณเวฟ’ ซึ่งมีอาชีพเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยเปิดบ้านพักผู้สูงอายุและคลินิกพยาบาลอยู่แห่งหนึ่ง แต่ต้องการหาสถานที่เพื่อเปิดเพิ่มอีก ขณะนั้นก็หาพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ขับรถไปเจอบ้านหลังหนึ่ง หลังนี้เป็นบ้านร้างราว 40 ปี ตั้งแต่สร้างมาไม่เคยมีใครอาศัยอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีคริสตจักรได้มาทำการเปิดเป็นโบสถ์เป็นเวลา 10 ปี ก่อนที่จะย้ายออกไป เวฟรู้สึกถูกชะตาและชอบบ้านหลังนี้มาก อยากที่จะเข้ามาเปิดเป็นบ้านพักและคลินิก เวฟเริ่มออกตามหาเจ้าของบ้าน และได้ไปพบกับเจ้าของบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นหลานสาวของเจ้าของบ้านรุ่นแรก หลังจากที่ได้พูดคุยกัน กลับพบว่าเป็นคนที่รู้จักกัน เจ้าของจึงตัดสินใจขายบ้านในราคาที่ถูกมาก เวฟครุ่นคิดว่าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ แต่ก็เริ่มเกิดคำถามในใจว่า ‘ก่อนหน้า 40 กว่าปีมานี้ ทำไมบ้านหลังนี้ถึงไม่มีคนอาศัยอยู่เลย’ เวฟจึงได้เริ่มสืบประวัติของบ้านหลังนี้ จากนั้นก็ได้ทราบว่าบ้านหลังนี้ในอดีตเมื่อ 40 ที่แล้ว ได้เป็นคลินิกพยาบาลมาก่อน ในอดีตสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นสถานพยาบาลยุติการตั้งครรภ์มาก่อน ชาวบ้านบริเวณโดยรอบก็มาเล่ากันปากต่อปากว่า ‘ที่นี่ ผีดุ ไม่มีใครสามารถอยู่ได้’ แต่ด้วยความที่เวฟชอบบ้านหลังนี้มาก ทั้งบรรยากาศ สถานที่ เวฟจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะซื้อบ้านหลังนี้ หลังจากได้ไปดูบ้านและคุยปรึกษากับครอบครัว ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อยากให้ซื้อ เวฟจึงต้องยุติการซื้อบ้านหลังนี้ แต่ไม่นาน เวฟก็เริ่มมีอาการป่วยแบบไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ หนาวสั่น กินอะไรก็ไม่ลง เมื่อไปตรวจกลับไม่พบถึงสาเหตุของอาการ จึงตัดสินใจเริ่มหันมาสวดมนต์ให้กับวิญญาณที่บ้านหลังนั้น เวลาผ่านไป เวฟเริ่มได้ยินเสียงแว่วลอยมาคล้ายเสียงเด็ก และเสียงเหมือนคนคุยกันอยู่ตลอดเวลา พอตกดึกก็มักจะฝันถึงบ้านหลังนั้นบ่อย ๆ โดยฝันว่าเจ้าของบ้านรุ่นแรกได้มาบอกให้เวฟเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น ให้เป็นทายาทสืบต่อในรุ่นถัดไป จนกระทั่งตอนนี้ เวฟก็ยังคงมีอาการป่วยอยู่เรื่อยมา และก็ยังตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ไม่ได้เสียที..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากจี๋ สุทธิรักษ์ 'เเพกลางป่า' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

24 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากจี๋ สุทธิรักษ์ 'เเพกลางป่า' I อังคารคลุมโปง X จี๋ สุทธิรักษ์ - แพรว นฤภรกมล [ 20 ส.ค. 2567]

‘คุณจี๋’ ได้นำเรื่องราวสุดหลอนมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (20 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘แพกลางป่า’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันได้เลย! ‘คุณจี๋’ เล่าว่าตัวคุณจี๋เองไม่เคยเจอผีมาก่อน และเรื่องที่จะเล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคุณจี๋ แต่เป็นเรื่องของเพื่อนคุณจี๋ ที่ตัวคุณจี๋ได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ณ ตอนนั้นด้วย แต่คุณจี๋ไม่ได้พบเห็นอะไร เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนนี้คุณจี๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย และได้มีโอกาสไปเที่ยวแพ ที่จังหวัดกาญจนบุรีกับเพื่อนผู้ชายประมาณ 10 คน และมีแฟนเพื่อนอีกประมาณ 2-3 คน ซึ่งแพที่ไปจะเป็นแพบ้านที่จะต้องใช้เรือหางยาวลำเล็กลากไป ซึ่งเพื่อนของคุณจี๋ก็ได้บอกให้คุณลุงที่ขี่เรือหางยาวให้ลากตัวแพออกไปไกล ๆ เพราะอาจจะเสียงดังจากการปาร์ตี้ และต้องการความเป็นส่วนตัว คุณลุงจึงทำตามคำขอของเพื่อนคุณจี๋ โดยการลากแพบ้านไปลึกมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่นานมากสำหรับการลากแพออกไป เมื่อถึงคุณลุงก็นำเชือกของแพไปผูกกับตอไม้ ซึ่งที่ตรงนั้นไม่มีอะไรเลย และเงียบมาก น้ำก็เชี่ยวประมาณหนึ่ง ก่อนคุณลุงกลับคุณลุงได้ถามว่า “เอาน้ำมันปั่นไปไหม” เพื่อน ๆ ของคุณจี๋ก็บอกไม่เป็นไร คุณลุงจึงขับกลับไป โดยแพจะมีลักษณะ 2 ชั้น ด้านบนเป็นห้องนอน ด้านล่างเป็นลานโล่ง และมีห้องน้ำ โดยบริเวณลานแพจะหันไปขนานกับฝั่งป่าทึบที่มองไม่เป็นอะไร ส่วนฝั่งห้องนอนและห้องน้ำจะหันไปทางแม่น้ำ เวลาประมาณ 4 โมง คุณจี๋และเพื่อน ๆ ก็กระโดดเล่นน้ำกัน แต่อยู่ ๆ มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งวิ่งไปขึ้นไปชั้น 2 ที่เป็นห้องนอน เขาวิ่งไปหยิบพระใต้หมอนของแฟนเพื่อนและเขวี้ยงพระออกนอกแพ ซึ่งผู้หญิงที่เป็นเจ้าของพระบอกว่าเธอนั้นไม่ได้บอกใครว่าเก็บพระไว้ใต้หมอน แต่โชคดีที่พระไปติดอยู่กับขื่อ แล้วเพื่อนผู้ชายคนนั้นก็วิ่งไปเอาพระที่ติดอยู่เพื่อเขวี้ยงออกไปจากแพ ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของจึงไปห้ามและหยิบกลับพระมา ตกดึกทุกคนก็นอนหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาก็เห็นเพื่อนคนหนึ่งนั่งหน้าซีดตัวซีดถามอะไรก็ไม่ตอบ จนเพื่อนคนนี้บอกว่า “เดี๋ยวเข้าเมืองแล้วเล่าให้ฟัง” สรุปว่าสิ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือ ในขณะที่ทุกคนเมาและนอนเรียงกัน โดยตอนนอนหัวจะอยู่ตรงกับแกล้ม เท้าจะหันไปทางฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเพื่อนคนนี้ได้ตื่นมากลางดึกก็เห็นคนกำลังกินกับแกล้ม เพื่อนคนนี้ก็เข้าใจว่าเป็นกลุ่มเพื่อนที่ยังปาร์ตี้ต่อจึงตั้งใจจะลุกไปกินด้วย แต่พอหันไปดันเห็นเป็นคุณยายคนหนึ่งใส่ผ้าถุงนั่งยอง ๆ กำลังกินกับแกล้มอยู่ คุณยายจึงหันมามองหน้าเพื่อนคนนี้ เมื่อทั้งสองมองหน้ากันคุณยายก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งแบบนั่งยอง ๆ กลับเข้าป่าทึบไป!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

20 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากมิ้ม รัตนวดี 'กุมารของยาย' I อังคารคลุมโปง X มิ้ม รัตนวดี - ลูกหว้า พิจิกา [14 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง x’ (14 มกราคม 2568) พบกับ ‘มิ้ม รัตนวดี’ ที่ได้นำเรื่องเล่า ‘กุมารของยาย’ มาเล่าให้ฟัง เป็นเหตุการณ์ที่แม่อยู่บ้านกับคุณยาย คืนหนึ่ง มีเสียงเคาะประตู จึงเปิดประตูออกไปดูปรากฎว่าไม่เจอใคร! เรื่องนี้ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังแล้วต้องอึ้ง! ใครเคาะประตูเรียกเวลานี้? ไปอ่านพร้อมกันเลย! คุณมิ้มได้เล่าว่า ตนได้ฟังเรื่องเล่านี้มาจากคุณแม่ ในตอนนั้นคุณยายไม่สบาย คุณแม่จึงต้องกลับไปที่บ้านหลังเก่าเพื่อดูแลคุณยาย คืนหนึ่ง คุณยายนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงในห้องปกติ เวลาประมาณตี 3-4 อยู่ ๆ คุณแม่ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก! ตอนแรกคุณแม่ไม่ได้คิดอะไร แต่สักพักเสียงเคาะประตูก็กลับมาอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก!! ดังขึ้นกว่าครั้งแรก คุณแม่จึงตัดสินใจเปิดประตูออกไปดู แต่ปรากฏว่าไม่เจอใคร คุณแม่คิดว่าจะอาจจะเป็นคุณยายมาเรียก ด้วยความเป็นเด็กคุณแม่จึงพูดไปว่า “โอ๊ยมาเคาะอะไรเนี่ย จะนอน” หลังจากนั้น คุณแม่ก็เดินเข้าไปที่ห้องคุณยาย แต่ก็ไม่เจอคุณยาย คุณแม่จึงตามหาว่าคุณยายอยู่ไหน ปรากฎว่าเจอคุณยายล้มอยู่ในห้องน้ำ! คุณแม่ลองนึกย้อนดูก็คิดว่า หรือเสียงเคาะประตูที่ได้ยินนั้น จะเป็นเสียงของกุมารทองที่คุณยายเลี้ยงไว้ เขามาเรียกให้ไปช่วยคุณยาย จากนั้นคุณแม่ก็รีบเรียกรถพยาบาลทันที (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

13 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเสือ พิชย 'ขอนั่งข้างๆ' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เสือ พิชย’ ผู้กำกับภาพยนตร์ 404 สุขีนิรันดร์..RUN RUN ได้นำเรื่อง ‘ขอนั่งข้างๆ’ มาเล่าให้รายการ’ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) หลอนไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ เรื่องราวนี้จะทำเอาทั้งสองดีเจขนลุกขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เสือ พิชย’ เล่าว่าในกองถ่ายจะมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เวลากลับบ้านจะต้องเรียกชื่อเป็นรายคนและต้องเรียกเป็นชื่อคนเท่านั้น ซึ่งเมื่อก่อนนั้น คุณเสือไม่เชื่อเรื่องนี้ จนคุณเสือมีโอกาสได้ไปถ่ายหนังในตึกร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา หลังจากถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย คุณเสือก็พูดเหมารวมขึ้นมาว่า “ทุกคนกลับบ้านกัน” หลังจากนั้น คุณเสือก็ได้กลับบ้านตามปกติ ลักษณะบ้านจะเป็นทาวน์โฮม มีห้องน้ำอยู่ใต้บันได ตอนนั้นคุณเสือกำลังล้างหน้าอยู่ ขณะที่คุณเสือกำลังเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นเงาของใครบางคนอยู่ข้างหลัง แต่สิ่งที่แปลกคือ ไหล่ของคน ๆ นั้นอยู่เหนือหัวของคุณเสือไปอีก! แต่ตอนนั้นคุณเสือคิดว่าคงออกกองมาหลายวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนล้า ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองเจอคือผีหรือว่าแค่ตาฝาดไป เวลาผ่านมาถึงตอนที่คุณเสือ ถ่ายภาพยนตร์ 404 สุขขีนิรันดร์..RUN RUN ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ในกองก็มีทั้งนักแสดงตัวประกอบที่แต่งตัวเป็นผี ทีมช่างเบื้องหลัง ทีมแต่งหน้าต่าง ๆ ในวันนั้นคิวของทีมนักแสดงที่เป็นผีหมดคิวแล้ว ตามธรรมเนียมจะมีการถ่ายรูปรวมกัน และจะมีผู้จัดการกองใช้เครื่องวิทยุสื่อสารเรียก “ทุกคนมาถ่ายรูปรวมกัน ผีเผอ มาให้หมด” ซึ่งความหมายจริง ๆ คือทีมนักแสดงที่แต่งเป็นผี และช่างแต่งหน้า วินาทีนั้น คุณเสือก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่คุณเสือยังคิดในแง่ดีว่า ‘ทีมงานมีเป็นร้อย เขาคงไม่มาตามตัวเองหรอก’ หลังจากความคิดนั้น เวลาผ่านไปถึงเวลาเลิกกอง ในขณะที่คุณเสือกำลังเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งเป็นลานโล่ง ๆ หน้าที่จอดรถของคุณเสือติดเซ็นเซอร์กันชน ซึ่งจะมีอยู่สองสี คือสีส้มกับสีแดง สีส้มคือห่างออกไปประมาณหนึ่ง ส่วนสีแดงคือใกล้ที่จะชนแล้ว ในตอนนั้นลานจอดรถเหลือเพียงรถของคุณเสือเพียงคันเดียว จังหวะที่คุณเสือกำลังจะถอยรถ จู่ ๆ หน้าจอเซ็นเซอร์ก็ขึ้นสีส้ม คุณเสือจึงสงสัยว่ามีอะไรขวางอยู่หรือเปล่า แต่พอมองออกไปดูก็ไม่เห็นสิ่งของหรืออะไรขวางอยู่ คุณเสือจึงเริ่มถอยรถอีกครั้ง สัญญาณก็ขึ้นเป็นสีส้มอีก จึงคิดว่า..เป็นเพราะเซ็นเซอร์อาจขัดข้อง จึงถอยหลังอีกครั้ง ครั้งนี้ สีเซ็นเซอร์เปลี่ยนจากสีส้มกลายเป็นสีแดงรอบคันและมีเสียงร้องเตือนดัง ตอนนั้นคุณเสือมีความรู้สึกว่า ‘เหมือนมีคนมายืนล้อมรถของตัวเองอยู่!’ คุณเสือจึงรีบถอยรถออกมาด้วยความคิดที่ว่า ‘เขาอยู่ข้างนอก’ พอขับรถออกมาได้สักพักหนึ่ง ในขณะที่ความเร็วเริ่มมากขึ้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนให้รัดเข็มขัดของเบาะข้าง ๆ ก็ดัง แต่ที่แปลกคือ ที่นั่งข้างคนขับของคุณเสือไม่มีใครนั่งอยู่เลย เพราะมีแค่กระดาษบทใบบาง ๆ วางไว้ก็ไม่น่าจะทำให้เตือนขึ้นมาได้ ขณะนั้นคุณเสือเริ่มรู้สึกอึดอัด คิดว่าเขาน่าจะเข้ามาอยู่ในรถแล้ว และเสียงเตือนก็ยังคงดังต่อไปเรื่อย ๆ สิ่งที่คุณเสือทำคือชะลอรถและหันไปคาดเข็มขัดให้เบาะข้าง ๆ เพื่อทำให้เสียงสัญญาณเตือนหายไป หลังจากนั้น คุณเสือก็ขับรถต่อไปจนถึงบ้าน คุณเสือใช้วิธีลงจากรถแล้วรีบปิดประตู โดยไม่เรียกเขาลงมาด้วย เพราะคุณเสือมีความเชื่อว่า เรียกขึ้นมาแล้วก็ต้องเรียกลงในสถานที่เดิม วันรุ่งขึ้นหลังจากที่คุณเสือถึงสถานที่ถ่ายทำเดิม หลังจากที่จอดรถก็เปิดประตูรถทุกบานทิ้งไว้ และพูดเชิญให้เขาลงรถไป เพื่อหวังไว้ว่าคนที่นั่งเบาะข้าง ๆ จะหายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-