ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

อังคารคลุมโปง RECAP

ต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียว แต่รู้สึกตัวเหมือนนอนอยู่ในโลงและยังมีเสียงขึ้นมาอีกว่า “มึงลบหลู่กู” พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นมาได้ แต่แทบเป็นลม เพราะสิ่งที่เจอคือร่างของตัวเองยังนอนอยู่ที่เตียง!

03 พ.ย. 2023

       เมื่อต้องนอนบ้านพักนักกีฬาคนเดียวในเวลากลางวันแสก ๆ กลับได้เผชิญเหตุการณ์ที่ลืมไม่ลงถึง 2 ครั้ง! คุณแพรจะต้องเจออะไรบ้าง มาลุ้นกันใน รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (31 ตุลาคม 2566) พาทุกคนไปหลอนกับ ‘คุณแพร’ ที่จะมาเล่าเรื่อง ‘ต่างที่ต่างถิ่น’ กับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย!

       เหตุการณ์นี้ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2539 ตัวของคุณแพรเป็นนักกีฬาของมหาวิทยาลัย ในปีนั้นมีมหาวิทยาลัยหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือเป็นเจ้าภาพ นักกีฬาทุกคนจะเดินทางโดยใช้รถไฟที่มหาวิทยาลัยจองทั้งขบวน ออกเดินทางจากหัวลำโพง เวลาประมาณ 4 - 5 โมงเย็น และไปถึงจังหวัดที่มีการแข่งขันกีฬาในตอนเช้า จากนั้นก็จะมีรถสองแถวมารับไปส่งที่สนามกีฬา ซึ่งสนามกีฬาแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก รองรับกีฬาได้ทุกประเภท รวมถึงมีบ้านพักนักกีฬาให้ด้วย ห้องที่คุณแพรได้ไปอยู่นั้นเมื่อเปิดประตูเข้าไปจะเป็นห้องใหญ่ มี 2 เตียง ในห้องมีประตูเปิดเข้าไปเป็นอีกห้องเล็ก มี 2 เตียงเล็ก นอนกันได้ประมาณ 5 - 6 คน ในตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องของคุณแพรออกไปหาอะไรกินข้างนอก แต่ตัวคุณแพรด้วยความที่เหนื่อยล้าจากการเดินทางและเพลียมาก จึงไม่ได้ไปกับเพื่อน และขอนอนพักอยู่ที่ห้อง

       พอคุณแพรหลับ ก็รู้สึกว่ามีอาการอึดอัดมาก ทุกอย่างมืดไปหมด ทั้ง ๆ ที่ยังเป็นเวลากลางวัน คุณแพรมองอะไรไม่เห็นเลย รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในกล่องแคบ ๆ หรือจะเรียกว่าโลงเลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร และพยายามขยับตัว แต่ในความรู้สึกนั้นเหมือนกับขยับแขนไม่ถนัด คล้ายกับอาการผีอำ จากนั้นความรู้สึกอึดอัดมันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ คุณแพรพยายามใช้แรงให้หลุดจากความอึดอัดนี้ แต่ก็ขยับตัวไม่ได้ พอพยายามจะสวดมนต์แต่บทสวดง่ายอย่างนะโม 3 จบ ก็ยังสวดไม่ได้ สวดผิด ๆ ถูก ๆ หลังจากที่พยายามจะสวดมนต์ ก็มีเสียงก้องในหัวว่า “มึงลบหลู่กู” แล้วก็พูดว่า “มึง มึง มึง” เสียงที่ได้ยินนี้เป็นเสียงผู้ชายที่เกรี้ยวกราดมาก ในตอนนั้น คุณแพรก็คิดว่า โดนแล้ว ความรู้สึกนี้มันนานมาก ๆ จากนั้นคุณแพรก็ได้พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเด้งตัวขึ้นมา แล้วก็หลุดออกมาได้ คุณแพรรู้สึกโล่งมากแต่ก็รู้สึกเหนื่อยมาก ทันทีที่หันไปมองที่เตียง ก็ทำให้คุณแพรแทบเป็นลม เพราะว่า สิ่งที่เห็นคือร่างของตัวเองที่ยังนอนอยู่ที่เตียง! แล้วมีร่างผู้ชายตัวดำใหญ่มากหันมามองด้วยใบหน้าที่โกรธมาก! หลังจากนั้นคุณแพรก็ตื่นขึ้นมาและรีบออกจากห้องไป คุณแพรนำเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แล้วซื้อธูปเทียนมาไหว้ขอขมา แล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ก็จบไป

       แต่เมื่อประมาณ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา คุณแพรได้กลับไปแข่งกีฬาที่สนามเดิม แต่ได้พักที่บ้านพักแห่งใหม่ ซึ่งลักษณะของห้องนี้ เมื่อเปิดประตูไปจะเจอห้องน้ำด้านขวา ตรงเข้าไปเป็นเตียงเรียงกัน 4 เตียง คล้ายกับห้องพักทหาร ซึ่งคืนแรกก็ไม่มีอะไร แต่คืนที่ 2 ระหว่างที่คุณแพรหลับ ก็ได้ยินเสียงสนทนา ได้ยินเสียงเด็กเล่นกัน มีทั้งเสียงเด็กและเสียงผู้ใหญ่ คุณแพรที่เริ่มรู้สึกตัวแล้วแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวหรือแสดงตัวว่าสัมผัสพวกเขาได้ เพราะว่ากลัวพวกเขาจะรู้ว่าตัวเองสัมผัสได้

       และครั้งนี้คุณแพรได้เล่าเรื่องที่เจอให้คนดูแลหอพักซึ่งเป็นคนในพื้นที่ฟัง คนที่ดูแลหอพักก็บอกกลับมาว่า “พื้นที่ตรงนี้มันแรง เจอกันเยอะ” ตัวคุณแพรก็ไม่เข้าใจว่าคำว่าแรงคืออะไร จึงคิดอาจหมายถึงเจ้าที่แรง ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยก็ไม่มีใครเจอเลย ในครั้งแรกที่มาหลังจากที่จุดธูปขอขมาเสร็จหลังจากนั้นก็ไม่เจออะไรเลย แล้วครั้งที่สองที่เจอ ก็เจอหลังเข้าห้องไปไม่เกิน 30 นาที แต่ในความรู้สึกของคุณแพรคือยาวนานมาก ทรมานมาก คุณแพรคิดว่าต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เสียแล้ว..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

10 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) พบกับ ‘คุณแรก’ สายแรกของปี ที่นำเรื่องสุดระทึกอย่าง ‘ทฤษฎีเจอผี’ เรื่องราวหลอนปนความสนุกที่เล่าต่อกันในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้จะทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! ‘ทฤษฎีเจอผี’ เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณแรก’ ได้ฟังมาจากน้องฝึกงาน เป็นเรื่องเล่าของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งรุ่นพี่ก็ได้เล่าให้ฟังมาอีกที เรื่องนี้เริ่มต้นที่กลุ่มนักศึกษาในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ ‘เจอร์รี่’ (นามสมมุติ) เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของเขาเป็นทหารเก่าไปต่อสู้ที่เวียดนามและมีประสบการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ จึงมักจะนำมาเล่าให้เจอร์รี่ฟังตั้งแต่เด็กทำให้เจอร์รี่สนใจในเรื่องนี้มาตลอด ซ้ำยังชอบเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับผีมาจดในสมุดบันทึกของตัวเอง เมื่อเจอร์รี่เข้ามาเรียนในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทสองคนที่สนใจเรื่องผีเหมือนกัน ทั้งสามมักจะสงสัยว่าตึกของคณะมีผีหรือไม่ เพราะตึกนั้นค่อนข้างเก่า อีกทั้งรุ่นพี่ก็มักจะเล่าเรื่องผีให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ เจอร์รี่ยังได้สนิทกับ ‘ลุงสม’ (นามสมมุติ) ภารโรงของตึก เจอร์รี่ที่อยากรู้เรื่องผีจึงถามลุงสมว่า เจอร์รี่ : ตึกของเรามีผีไหม? ลุงสม : ทำไมเด็กฝรั่งอย่างแกถึได้สนใจเรื่องผี? เจอร์รี่ : ผมอยากเห็นผีจริง ๆ ลุงสม : ถ้าลุงทำให้เห็นผีได้ แกจะเชื่อไหม ? เจอร์รี่รู้สึกขำเพราะไม่เชื่อที่ลุงพูด แต่ก็รู้สึกสนใจ จากนั้นลุงสมก็พูดต่อขึ้นมาว่า ลุงสม : เมื่อก่อนลุงเป็นหมอผี ถ้าแกอยากเห็นจริง ๆ ไปซื้อกาแฟร้อนมา เดี๋ยวลุงจะทำให้เห็น เจอร์รี่ไม่รอช้า รีบไปซื้อกาแฟตามลุงบอกมาให้ทันที เมื่อลุงได้ของที่ต้องการ ลุงก็นำผงบางอย่างที่อยู่ในกระปุกเล็ก ๆ เหยาะลงไปในกาแฟ และบอกให้เจอร์รี่ดื่ม เจอร์รี่ได้แต่สงสัยว่าผงนั้นคืออะไร แต่ก็กินเข้าไปด้วยความอยากรู้ หลังจากนั้นเจอร์รี่ได้ถามว่า “แล้วยังไงต่อล่ะลุง” ลุงบอกว่า “เดี๋ยวลุงเอาหมวกกันน็อคมาให้” และเตือนว่า “ถ้าเห็นอะไรแล้วก็บอกลุง..” หลังจากดื่มกาแฟแก้วนั้น เจอร์รี่ก็ไปทำกิจกรรมตามปกติจนเสร็จ เขาเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปเอาหมวกกันน็อคที่เก็บไว้ใต้เบาะ พอไขกุญแจเปิดเบาะขึ้นมา เจอร์รี่ก็ต้องช็อคกับภาพที่เห็น เพราะหมวกกันน็อคมีศีรษะคนอยู่ในนั้น! เจอร์รี่ตกใจแล้วอุทานว่า “ว้าว โคตรเท่!” และเรียกเพื่อนมาดู แต่เพื่อนกลับบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย.. วันรุ่งขึ้น เจอร์รี่ไปเล่าทุกอย่างให้ลุงสมฟัง ลุงสมจึงอธิบายว่า ผงที่ใส่ลงไปในกาแฟคือ ‘ผงเถ้ากระดูกผี’ ซึ่งจะช่วยเปิดประสาทให้เจอร์รี่สามารถมองเห็นผีได้ ส่วนหมวกกันน็อคคือหมวกที่ลุงสมสะสมมา เป็นของที่ได้มาจากอุบัติเหตุของคนที่เสียชีวิต เจอร์รี่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาชอบเรื่องผี ลุงสมจึงชักชวนเขาไปบ้านของตน เจอร์รี่จึงชวนเพื่อนไปด้วยกัน เมื่อไปถึงบ้านลุง เจอร์รี่ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะมีของบูชาจำนวนมาก และสิ่งที่สะดุดตาคือ ‘หม้อดิน’ เจอร์รี่จึงถามลุงว่า “มันคืออะไรครับ?” ลุงตอบว่า “ลุงเลี้ยงผีไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ในหม้อใบนี้คือผีตายโหงทั้งนั้น” และยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนตนนั้นรับจ้างทำไสยศาสตร์ แต่หลังจากเป็นนักการภารโรงก็ไม่ค่อยได้ทำแล้ว จะทำก็ต่อเมื่อมีคนมาจ้าง เมื่อได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งของที่อยู่ในบ้านของลุง เจอร์รี่และเพื่อนก็เชื่อสนิทใจ ว่าลุงนั้นเป็นหมอผีจริง ๆ ไม่นานหลังจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมภายในคณะ เจอร์รี่จึงคิดจะทำบ้านผีสิง เจอร์รี่ได้ว่าจ้างลุงสม 6,000 บาท เพื่อทำให้คนที่เข้ามาได้เห็นผีจริง ๆ ลุงสมตอบรับและบอกให้เจอร์รี่ไปต้มน้ำหวานไว้ข้างหน้าทางเข้าเพื่อจะใส่ผงที่เสกลงไป และเตรียมน้ำมนต์ที่ทางออก เพื่อให้ทุกอย่างจบลงที่ห้องนี้ นอกจากนี้ลุงสมได้กำชับและเตือนไว้ว่า ห้ามเปิดหม้อดินเพราะถ้าเปิดจะทำให้ผีหลุดออกมา แล้วลุงก็เขียนอักระไว้ตามประตู-หน้าต่างเพื่อกันวิญญาณออกจากห้องนี้ เมื่อกิจกรรมเริ่มขึ้น กลุ่มแรกที่เข้าไปเป็นรุ่นพี่ เจอร์รี่ได้ให้พวกเขากินน้ำหวานที่ทางเข้า พร้อมบอกว่า “พี่ค่อย ๆ เดินไปนะ พอถึงตรงออกให้เคาะประตูทางออก แล้วจะเปิดประตูให้” หลังจากที่พวกรุ่นพี่เข้าไป เจอร์รี่ได้สับสวิตช์ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวขึ้น สักพัก เสียงวี๊ดว้ายก็ดังออกมาจากห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!” สาเหตุเกิดจากการที่เจอร์รี่แหกกฎไปเปิดหม้อที่ลุงห้ามไว้ เพราะอยากให้น่ากลัวขึ้นอีกและอยากให้บ้านผีสิงที่เขาสร้างเป็นที่จดจำว่าโหดที่สุด ในขณะนั้น รุ่นพี่ก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดโวยวาย เคาะประตูทั้งทางเข้าและทางออก แต่เจอร์รี่ก็ยังไม่ยอมเปิด จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งกลัวมาก ถึงขั้นกระโดดถีบหน้าต่างจนพังและปีนออกจากห้องที่อยู่ชั้นสองลงมาข้างล่าง ส่วนรุ่นพี่คนอื่นก็พากันเคาะประตูเสียงดังมากจนเจอร์รี่ต้องยอมเปิด พอเปิดออกมา พวกเขาก็วิ่งกรูกันออกมาจนทำให้น้ำมนต์ที่ตั้งไว้หกจนหมด! ทำให้ไม่มีใครได้กินน้ำมนต์ หลังจากนั้นนักศึกษาในคณะก็เห็นผีกันเกือบทั้งตึก เพราะผีหลุดออกจากห้อง! เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์ผีหลุดเกิดขึ้น กลุ่มเจอร์รี่และเพื่อนที่ทำบ้านผีสิงก็เงียบกริบ เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุ พวกเขาไม่ยอมบอกใคร แต่แอบไปบอกลุงสมว่า “เดี๋ยวผมมาจ้างเพิ่มนะ ลุงช่วยเก็บผีไปให้หน่อย ตอนนี้มันเฮี้ยนมาก” ลุงสมตอบรับว่า “ได้ เดี๋ยวลุงจัดการเอง” เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงสมมาทำงานตามปกติและรอที่จะทำตามที่รับจ้างมาในคืนนี้ ระหว่างนั้น เขายืนตัดต้นไม้อยู่หน้าตึก แต่แล้วก็มีรถเก๋งคันหนึ่งขับผ่านหน้าตึกอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใกล้ถึงก็เหยียบคันเร่งจนชนลุงสมกระเด็น ส่งผลให้ลุงสมเสียชีวิตคาที่! ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันล็อคตัวคนขับ ปรากฏว่าเป็นนักศึกษาผู้หญิง เมื่อตำรวจมาสอบปากคำ ก็พบว่า นักศึกษาผู้หญิงคนนี้แค้นที่แฟนของเธอเคยจ้างลุงสมให้ทำคุณไสยให้สาวอื่นมาหลง จนสุดท้าย แฟนก็นอกใจ นักศึกษาหญิงคนนี้จึงตั้งใจมาทำร้ายลุงสมให้เจ็บตัว แต่ไม่คิดว่าลุงสมจะเสียชีวิต สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครมาเก็บผี และกลุ่มนักศึกษาที่กินน้ำผสมเถ้ากระดูกก็เห็นผีหลอกจนอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ตึกก็เฮี้ยนขึ้นมาก นิมนต์พระมาทำพิธีแต่ก็ยังอยู่ไม่ได้ ส่วนเจอร์รี่ต้องดรอปเรียนไปบวชเพราะทนเห็นผีไม่ไหว เรื่องนี้ทำเอาดีเจทั้งสองคนขนลุกไปตามกัน ถือว่าเป็นการเปิดประเดิมเรื่องแรกของปีในอังคารคลุมโปงที่ดีทีเดียว!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

11 เม.ย. 2023

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

ไปทำงานต่างจังหวัดจึงเลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะมีเสียงเปิด-ปิดประตูตลอดเวลา! แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก! จะออกไปทำบุญก็เจออุปสรรค พอทำบุญให้ก็ยังไม่หายไปไหน! ..ต้องทนนอนด้วยความหวาดผวาถึง 8 คืน! หลายคนคงไม่เชื่อว่าประสบการณ์ขนหัวลุกจะเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังนอนอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวได้ เรื่องราวสุดหลอนนี้มาจากสาย ‘คุณแดน’ ที่ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (4 เมษายน 2566) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เป็นเรื่องที่ทั้งสตูต้องร้อง “ห๊า!” ไปตาม ๆ กัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันได้เลย! คุณแดนเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นได้ไปทำงานที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเวลา 9 วัน 8 คืน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน จึงวางแผนว่าจะนอนพักที่โรงแรม 5 ดาว เพื่อความปลอดภัย แต่จังหวัดนั้นมีโรงแรม 5 ดาวอยู่เพียง 2 แห่ง จึงเลือกโรงแรมที่เป็นแบรนด์ที่เคยใช้บริการ ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ คุณแดน พี่สาว บัดดี้ของพี่สาว และทีมงานอีก 2 คน ทั้งหมดได้จองห้องพักไว้ 3 ห้อง โดยคุณแดนนอนคนเดียว ส่วนพี่สาวนอนกับบัดดี้ ทั้ง 2 ห้องนี้จะอยู่ติดกัน ส่วนอีกห้องเป็นของทีมงานที่เหลือ ตำแหน่งของห้องอยู่ตรงข้ามห้องของพี่สาว เมื่อมาถึงโรงแรม ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปตามที่คาดหวังสมมาตรฐานระดับ 5 ดาว บรรยากาศในโรงแรมดูคึกคักเพราะช่วงนั้นมีการจัดสัมมนาด้วย ส่วนห้องพักเองก็ดูใหม่ มีผนังห้องน้ำเป็นกระจกและมีผ้าม่านช่วยเพิ่มความหรูหรา และยังมี Daybed (เตียงนอนเล่น) ให้นั่งพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ส่วนด้านนอกมีระเบียงหลอก ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่ไม่สามารถออกไปยืนข้างนอกได้ แม้ในห้องจะดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว แต่ในคืนแรก เวลาประมาณ ตี 1 – 2 คุณแดนก็สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเปิด-ปิดประตูเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่าอาจเป็นเพราะมีสัมมนาจึงทำให้คนเยอะกว่าปกติ และเดินเข้าออกบ่อย จากนั้นคุณแดนก็ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตูดังมาจากห้องของพี่สาว จึงคิดว่าพี่สาวและบัดดี้คงออกไปเที่ยวกันแน่ ๆ จากนั้นก็หลับต่อจนถึงเช้า เมื่อเจอพี่สาวตอนเช้าก็ได้ถามไปว่า “เมื่อคืนออกไปไหนกันมาหรอ เห็นเปิด-ปิดประตูเสียงดัง” แต่เธอก็ปฏิเสธ จากนั้นก็ถามคุณแดนกลับ เพราะเธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องคุณแดนเหมือนกัน คุณแดนตอบปฏิเสธไป เพราะไม่ได้ออกไปไหนจริง ๆ ส่วนห้องของทีมงานอีก 2 คนที่เหลือ เขากลับบอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คุณแดนและพี่สาวจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก คืนที่สอง ก็ยังเกิดเหตุการณ์ขึ้นเหมือนเดิมคือมีเสียงเปิด-ปิดประตูอยู่แทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้คุณแดนก็ได้ไปเช็คกิจกรรมภายในโรงแรม ซึ่งก็มีตารางค่อนข้างเยอะ จึงพอจะเข้าใจได้และทำใจนอน แต่ยังไม่ทันได้เคลิ้มหลับ คุณแดนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิมดังขึ้นมาจากห้องพี่สาว แล้วเสียงนั้นก็ดังมาที่ห้องคุณแดนแทน เป็นเสียงที่เหมือนมีใครพยายามเข้ามาในห้องแต่เปิดประตูไม่ได้ เนื่องจากประตูมีโซ่ล็อคอยู่อีกชั้นหนึ่งจากประตูดิจิทัล สักพักอีกประมาณ 10 นาที ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน เดินลากเท้าเข้ามาในห้อง และมาหยุดที่ปลายเตียงของคุณแดน คุณแดนขนลุกกลัวไปหมดจนไม่กล้าลืมตา และก็รู้สึกว่าเขายืนแบบนั้นอยู่ ประมาณ 5 นาที คุณแดนจึงพูดในใจว่า “ผมกลัวนะ อย่าทำอะไรผม” แล้วเขาก็หายไป..! เช้าของวันถัดมา พี่สาวคุณแดนก็มาสะกิดถามว่า “เมื่อคืนเธอเจออะไรมั้ย” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง และเธอก็บอกว่าเจอเหมือนกัน โดยเขาเดินมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่แสงไฟเล็ดลอดออกมา (พี่สาวเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ก่อนนอน) เธอจึงเหลือบตามอง และพบว่าเป็นผู้ชายยืนมองเธออยู่! เพื่อให้แน่ใจจึงรวบรวมความกล้าเปิดไฟหรี่ที่หัวเตียงขึ้นเพื่อดูให้ชัดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่คน! เพราะมองไม่เห็นส่วนของใบหน้า เป็นเพียงเงาลาง ๆ ดำ ๆ และยังยืนมองมาอยู่ประมาณ 5 นาที เหมือนกับเวลาที่เขายืนมองคุณแดนด้วยเช่นกัน! คุณแดนกับพี่สาวจึงตัดสินใจว่าจะปลีกตัวออกไปทำบุญ ซึ่งมีบัดดี้ติดรถมาด้วย เมื่อซื้อสังฆทานเสร็จ ก็กำลังจะนำไปทำบุญตามที่ตั้งใจ คุณแดนก็เดินจ้ำไปที่รถ จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันมาจอดแนบตรงประตูฝั่งคนขับ ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถได้ คุณลุงเจ้าของรถลงมาเห็นพอดี จึงกล่าวขอโทษและย้ายรถออกให้ จากนั้นคุณแดนก็รีบนำสังฆทานไปยังวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที แต่พอไปถึงปรากฏว่าวัดเงียบมาก คุณแดนวนรถหากุฏิเจ้าอาวาสก็ไม่เจอ เลยตัดสินใจหาวัดใกล้ ๆ อีกแห่ง พอมาถึง พระที่นั่นกลับไม่รับถวายสังฆทาน โดยให้เหตุผลว่า “วันนี้เขาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอบ” คุณแดนก็คิดในใจว่า “ทำไมอุปสรรคเยอะจัง” สุดท้ายก็ไปอีกวัด และคิดว่าถ้าไม่ได้ถวายสังฆทานในวัดนี้ คืนนี้ก็คงต้องกล้ำกลืนอดทนกันไป แต่ในที่สุดก็สามารถถวายสังฆทานได้เป็นที่เรียบร้อย คืนที่สามนี้ คุณแดนและพี่สาวพยายามดื่มกันหนักมาก เพื่อที่จะได้หลับแบบไม่รู้สึกตัว ทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จึงคิดว่าเขาน่าจะได้รับส่วนบุญกุศลที่พึ่งทำไปให้ไปแล้ว แต่พอตกคืนที่สี่คุณแดนและทีมงานทั้งหมดออกไปเที่ยวกลางคืน และกลับมานอนตามปกติ ซึ่งงานสัมมนาและงานประชุมใด ๆ ที่โรงแรมจัดได้หมดไปแล้ว ทำให้บรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างเงียบ และเหตุการณ์เดิม ๆ ก็วนมาอีกครั้ง หนึ่งในผู้ร่วมชะตาหลอนคนใหม่ คือบัดดี้ของพี่สาวนั่นเอง.. ต่อมาในคืนที่ห้า คุณแดนและทีมงานยังคงอยู่ระหว่างการคุยงานเนื่องจากลูกค้าอยากนัดทานข้าวไปด้วย ซึ่งทางลูกค้าก็ถามว่า “นอนพักที่ไหนกัน” พอคุณแดนตอบไป เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า “คนที่นี่เขาไม่นอนที่โรงแรมนั้นกันหรอกนะ” เนื่องจากตึกของโรงแรมมันเคยร้างมา 10 กว่าปี จนได้เจ้าของใหม่มารีโนเวทและเปิดกิจการโรงแรม ซึ่งก็ถูกเทคโอเวอร์ไปเป็นแบรนด์ปัจจุบันนี้ และเล่าต่ออีกว่า เพื่อนของลูกค้าเคยมาพักที่นี่ เป็นห้องและชั้นเดียวกันกับที่คุณแดนพัก แถมยังเจอเหตุการณ์เดียวกันแบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย คุณแดนได้ยินก็ตกใจและกลัวมาก จึงดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมอมตัวเอง ทำให้กลับมาถึงห้องพักเกือบตี 2 พอออกจากลิฟต์ หางตาก็มองไปสุดทางเดิน ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เจอตลอดเกือบทุกคืน ทั้งหมดจึงรีบแยกย้ายพากันเข้าห้องทันที ระหว่างนั้นสุนัขก็พากันหอนเสียงดังมาจากหลังโรงแรม แต่ความหลอนมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะกลางดึกคืนนั้น คุณแดนสะดุ้งตื่นเนื่องจากพี่สาวโทรมาขอให้เปิดประตูห้อง เมื่อไปเปิดก็เห็นพี่สาวและบัดดี้เดินหน้าซีดเข้ามาในห้องพร้อมกับหมอนผ้าห่ม ทั้งสองเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดิมเลย แต่บัดดี้ดันเห็นว่าเงานั้นเดินชนเก้าอี้ ทำให้มีเสียงดัง บัดดี้จึงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว และพากันหนีมานอนที่ห้องคุณแดนแทน! พอเช้าวันถัดมา คุณแดนได้มอบผ้ายันต์พระเวสสุวรรณให้กับบัดดี้เพื่อนำไปติดในห้อง และขอให้แผนกต้อนรับของโรงแรมแจ้งกับแม่บ้านว่าอย่าขยับเขยื้อนผ้ายันต์เด็ดขาด ซึ่งพอวันใกล้จะกลับกรุงเทพฯ ก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกซ้ำ ๆ แต่ครั้งนี้กลับมีเสียงเคาะมาจากกระจกฝั่งระเบียงห้องคุณแดน 3 ครั้ง! ซึ่งตอนนั้นมีผ้าม่านกั้นไว้อยู่ คุณแดนแกล้งทำเป็นไม่สนใจและไม่ยอมเปิดผ้าม่าน จนผ่านไปสักพัก เสียงเคาะนั้นก็ดังและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากก๊อก ก๊อก ก๊อก เป็น ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆ คุณแดนกลัวมาก จึงตัดสินใจเปิดไฟนอน สักพักพี่สาวก็ไลน์มาถามว่า “เค้ามาเคาะกระจกห้องเธอหรือเปล่า” คุณแดนเลยตอบกลับไปว่า “ใช่” จนมาถึงวันสุดท้ายที่กำลังจะกลับ พี่สาวเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ ปรากฏว่ามีน้ำอัดลมที่ถูกดื่มไปแล้วประมาณ 1/4 ของขวดถูกแช่อยู่ในตู้เย็น ซึ่งพอสอบถามกันไปมา ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของน้ำอัดลมที่ว่าเลยสักคน จึงสันนิษฐานกันว่า หรือแม่บ้านอาจจะรู้ ว่าในห้องนี้มีอะไรจึงนำน้ำอัดลมมาให้สิ่งนั้น.. และขณะที่กำลังเช็คเอาท์ออกจากห้องพัก คุณแดนได้ถามพนักงานต้อนรับว่าที่ห้องนี้มีอะไรหรือเปล่า เขาก็ไม่ยอมบอก และถามกลับว่าเจออะไร คุณแดนจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่พนักงานต้อนรับกลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถามต่อว่า “ทำไมไม่แจ้งตั้งแต่แรก จะได้ย้ายห้องให้” คุณแดนจึงบอกไปว่า “ตอนแรกผมคิดว่าทำบุญให้จะไม่เจออีก แต่ใครจะไปคิดว่าจะเจอเกือบทุกวัน” เมื่อออกจากโรงแรมมาแล้ว คุณแดนและพี่สาวจึงตัดสินใจกลับไปเจอลูกค้าอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงเรื่องเหล่านี้ จนรู้คำตอบว่าตอนที่ตึกมันร้าง วิญญาณตนนั้นอาจจะมาเสียชีวิตตรงเตียงห้องของพี่สาว นั่นเลยทำให้เขากลับมายังที่ตรงนั้นตลอดวนซ้ำไปมาไม่รู้จบ ซึ่งคุณแดนเองก็คิดว่าที่เขามาบ่อยก็เพราะเขาตายมานานแล้วไม่มีใครทำบุญให้ ทางลูกค้าก็ได้เล่าต่ออีกว่า อย่างน้อยโรงแรมแห่งนี้ยังดีกว่า 5 ดาวอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเจอหนักกว่านี้เยอะ เพราะเพื่อนลูกค้าที่เคยไปพัก ถึงขั้นต้องอุ้มลูกวิ่งหนีออกมาจากห้องพักเลย เพราะมีเงาผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินออกมาจากผนังห้อง คุณแดนยังทิ้งท้ายอีกว่า “การที่โรงแรมดาวเยอะ ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เจอเรื่องอะไรแบบนี้เสมอไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

24 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

‘คุณเนตร คืนปล่อยผี’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณต้นอ้อ’ เธอเป็นพนักงานบนรถทัวร์ คืนหนึ่ง เธอได้กับพบผู้โดยสารที่แต่งกายมิดชิด ใส่ฮู้ด ใส่แมส และใส่แว่นดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีอาการไอเสียงดังตลอดทางอีกด้วย! ผู้โดยสารปริศนาคนนี้เธอป่วยเป็นอะไรกันแน่? เหตุใดต้องใส่แว่นตาดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน? หาคำตอบไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x เนตร คืนปล่อยผี’ (16 กันยายน 2568) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห่าก้อม’ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณต้นอ้อ’ ขณะที่ยังเป็นพนักงานบริการบนทัวร์ ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เธอทำงานอยู่บนรถทัวร์ VIP มีคนขับคู่ใจชื่อว่า ‘พี่ประทีป’ อายุราว 50 ปี เป็นคนที่ขับรถใจเย็นและใจดีมาก ในคืนนั้นเอง รถทัวร์ต้องออกเดินทางเวลา 4 ทุ่ม และจะถึงปลายทางในเช้าวันถัดไป ต้นอ้อทำงานปกติโดยเริ่มจากเช็คชื่อผู้โดยสาร ขณะนั้นเหลือเวลาเพียง 5 นาทีที่รถจะต้องออกเดินทางแล้ว แต่ก็พบว่าขาดผู้โดยสารไปหนึ่งคน ไม่นานกี่อึดใจ ผู้โดยสารคนสุดท้ายก็ขึ้นรถได้ทันเวลา ผู้โดยสารคนนี้เป็นผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด ใส่เสื้อฮู้ด ใส่แมส และยังมีแว่นดำ เธอเดินไปนั่งเบาะเดี่ยวท้ายรถ จากนั้น รถทัวร์ก็ออกเดินทาง.. ผ่านไปได้ไม่นาน ต้นอ้อก็เริ่มสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีอาการไอ จนกระทั่งเสียงไอของเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ต้นอ้อรู้สึกเป็นห่วง จึงเดินเข้าไปถามว่า “คุณพี่คะ รับยาไหม มียาอมนะคะ” เธอหันมามองต้นอ้อครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปส่ายหัว การกระทำแปลก ๆ นี้ ทำให้เบาะที่นั่งใกล้ ๆ ขยับตัวถอยห่าง เดินทางไปได้ 1 ชั่วโมง ใกล้จะถึงจุดแวะพักแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยิ่งไอหนักกว่าเดิม รอบข้างเริ่มสงสัยและเกร็งว่าเธออาจจะป่วยหนัก ต้นอ้อที่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็นำถุงพลาสติกไปให้ ผู้หญิงคนนั้นคว้าถุงพลาสติกไปอย่างรวดเร็ว ต้นอ้อถามอีกครั้งว่า “ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยไหมคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับ กระทั่งรถทัวร์เดินทางมาถึงจุดพักรถ ผู้โดยสารหลายคนลงจากรถไปทานอาหาร เว้นเพียงแต่ผู้หญิงแมสดำคนนั้น ต้นอ้อจึงปรึกษากับพี่ประทีปว่า “พี่ตอนนี้มีน้องคนหนึ่ง ไม่สบายหนักเลย เราจะเอายังไงดี” พี่ประทีปจึงไปปรึกษานายท่า นายท่าให้คำปรึกษาว่า “ต้นอ้อ ขึ้นไปเรียกเขาซิ ถ้ายังไงมาบอกพี่” ต้นอ้อเดินขึ้นไปบนรถได้ไม่ทันไร ก็รีบวิ่งลงมา พร้อมกับพูดว่า “พี่หนูกลัว!! หนูไม่ขึ้นไปแล้วพี่!” ต้นอ้อเล่าว่าขณะที่กำลังขึ้นรถเพื่อบอกให้ผู้หญิงคนนั้นลงไปทานอาหารข้างล่าง ก็เห็นว่าเธอกำลังถอดแว่น แต่ดวงตากลับเป็นสีขาวขุ่น ไม่มีตาดำ! และหันมาพูดกับต้นอ้อด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “กูไม่กิน!” น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นดูแก่เกินอายุ เพราะต้นอ้อคิดว่าเธอน่าจะอายุราว 35 ปีเท่านั้น หลังจากที่วิ่งลงมา คู่สามีภรรยาที่นั่งข้างผู้หญิงคนนั้นก็เดินมาแล้วเอ่ยถามว่า “พี่มีอะไรกันบนรถหรือเปล่า แต่หนูรู้นะว่ามี” พร้อมพูดต่อว่า “พี่รู้ไหม พี่หญิงคนนั้นที่มา พอเขาถอดแมส ถอดแว่นออก เขาแลบลิ้นออกมาพี่! แล้วลิ้นเขายาวออกมาเลย ตวัดไป ตวัดมา สักพักเขาหันหน้ามาหาหนู หนูใส่หูฟังตกใจมากเลยหันไปกอดแฟน” ระหว่างที่กำลังคุยกับคู่สามีภรรยาอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็หันมามอง แต่ใบหน้าต่างจากที่คู่สามีภรรยาเห็นก่อนหน้านี้มาก ทั้งคู่จึงบอกกับต้นอ้อว่า “หนูไม่ไปแล้วนะพี่ หนูกลัว จะให้หนูกลับตอนไหนก็ได้พี่” ไม่นานก็มีเสียงผีเท้าหนักเดินมา ตึบ! ตึบ! ตึบ! ตึบ! แล้วหยุดตรงบันได ร่างนั้นคือหญิงหลังค่อมที่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแลบลิ้น จากนั้นก็วิ่งกระโจนหายไปบริเวณป่าหลังรถทันที! ทุกคนช็อคกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ประทีปจึงบอกว่า “ต้นอ้อ เธอใช่ไหมที่เป็นคนไปเก็บกวาดที่นั่งตรงนั้น สิ่งที่เอ็งไปเก็บมามันอยู่ไหน” เนื่องจากต้นอ้อเป็นพนักงานบนรถทัวร์ เธอจึงมีหน้าที่คอยดูแลและทำความสะอาดรถด้วย ต้นอ้อดูสิ่งที่ตนเก็บมา ปรากฏว่ามันเป็นลักษณะเลือดที่มีสีดำสนิท พี่ประทีปจึงรีบบอกว่า “มึงได้ไปจับหรือเปล่า ไม่ดีแล้ว เดี๋ยวออกรถไป เอ็งไปกับพี่เลยนะ แล้วขอลงก่อนเลย เดี๋ยวให้คนขับคนที่สองมาขับต่อ” ต้นอ้อเริ่มใจไม่ดี แต่พี่ประทีปก็ได้บอกเป็นระยะว่า “ถ้าน้ำลายเหนียวให้กินน้ำเข้าไปเยอะ ๆ” ต้นอ้อตอบกลับว่า “ไม่เห็นจะเหนียวเลย” ผ่านไปไม่นาน เธอรู้สึกน้ำลายเริ่มเหนียว จมูกเริ่มมีกลิ่นเหม็น ทั้งที่คนอื่นรู้สึกปกติ และยังมีอาการมองไม่เห็น ตาพร่ามัว เมื่อรถทัวร์เดินทางมีถึงจุดพักรถที่ 2 พี่ประทีปก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังบ้านพักหลังหนึ่ง มีชื่อว่า ‘บ้านอาจารย์ยูน’ เป็นบ้านที่พี่ประทีปเป็นลูกศิษย์ เมื่อไปถึงอาจารย์ก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “นี่มันผีอีจำเนียน” ผีจำเนียนคือผีที่เคยเป็นคู่อริกับอาจารย์ยูน ท่านเคยไปล่าแต่ไม่สำเร็จ รอบนี้ท่านจึงได้ทำพิธี โดยให้ต้นอ้อไปอยู่ในโอ่งพร้อมปิดฝาเขียนยันต์ เริ่มทำพิธีล้าง แต่ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที บริเวณรอบก็มีเสียงร้อง คล้ายเสียงชะนี อาจารย์รับรู้ได้ว่ามันมาแล้ว และยังอธิบายเพิ่มอีกว่า “คนที่มีอาการแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนร่าง กำลังจะต้องหาร่างใหม่” แต่ด้วยความที่ต้นอ้อเธอเป็นคนดี คอยทำบุญอยู่ตลอด ทำให้หลุดจากตรงนี้ได้ จากที่ต้นอ้อไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับมาก่อน ก็เชื่อหมดใจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ ‘คุณต้นอ้อ’ ได้ไปพบตอนไปทำงานบริการบนรถทัวร์..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

24 พ.ย. 2023

เดจาวูสุดหลอนในวัยเด็ก ฝันเห็นคนเสียชีวิต พอตื่นขึ้นมาเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเหมือนในฝันเป๊ะ!

ระหว่างทางไปน้ำตกเผลอนอนหลับในรถ จึงฝันเห็นเหตุการณ์​คนเสียชีวิตในสถานที่ที่กำลังจะไป ปรากกฎว่า พอไปถึง.. เหตุการณ์เหมือนในฝันดันเกิดขึ้นจริง! เรื่องนี้ ‘NICECNX’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (21 พฤษจิกายน 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! คุณไนซ์เล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทีมงานใกล้ตัว นามสมมติว่า ‘พี่หนึ่ง’ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตคุณไนซ์พอสมควร เพราะทุกคนล้วนเคยเกิดเหตุการณ์ ‘เดจาวู’ แต่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพี่หนึ่งถือว่าแรงมาก ๆ เพราะพอเดจาวูเสร็จ เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นจริงในอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา เรื่องมีอยู่ว่าในตอนเด็ก พ่อกับแม่พาพี่หนึ่งไปเที่ยวน้ำตก เป็นน้ำตกที่มีหลายชั้น ซึ่งในน้ำตกจะมีชั้นนึงที่เป็นวังน้ำวน พี่หนึ่งชอบไปเล่นที่ชั้นนี้มาก ขณะเดินทางไปน้ำตก ด้วยความเป็นเด็กจึงนอนหลับในรถตามปกติ แต่แล้วก็ฝันว่า พอไปถึงน้ำตก กำลังจะลงเล่นน้ำ คนที่อยู่บริเวณนั้นอย่างพ่อค้าแม่ค้าวิ่งแตกตื่นกันมา พ่อกับแม่จึงถามไปถามคนแถวนั้นว่า “เกิดอะไรขึ้น อันนี้น้ำตกเปิดตามปกติรึเปล่า?” พ่อค้าแม่ค้าก็ตอบว่า “มีเด็กผู้หญิงจมน้ำ ไม่รู้เสียชีวิตรึเปล่า เพราะยังหาร่างไม่เจอ หากันมาเป็นชั่วโมงแล้ว อาจจะไม่รอดแล้วมั้ง” จากนั้นในฝันก็ตัดภาพเห็นพี่หนึ่งถึงน้ำตก เดินงัวเงียลงจากรถเพราะพึ่งตื่น เป็นจังหวะที่เขากู้ศพขึ้นมาพอดี พี่หนึ่งจึงชะเง้อดู เห็นเป็นเด็กผู้หญิงหน้าหมวย ใส่ชุดแขนสั้นสีฟ้า ผมประบ่า เป็นศพที่ถูกกู้ขึ้นมาจากในน้ำ จนในที่สุดก็สะดุ้งตื่น เป็นจังหวะเดียวกับรถใกล้จะถึงน้ำตกพอดี พอรถจอด พ่อกับแม่ก็ลงไปจากรถ แล้วคนก็วิ่งแตกตื่น แล้วหลังจากนั้นก็มีการพบศพคนเสียชีวิตเหมือนกับในฝัน! นั่นเป็นเหตุการณ์ชวนขนหัวลุกที่หนึ่งไม่เคยลืม นอกจากนี้ คุณไนซ์ยังเสริมอีกว่า จริง ๆ แล้วตอนแรกน้ำตกมีชื่ออีกชื่อหนึ่ง แต่พอมีนักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตซ้ำเยอะ ๆ เขาจึงตั้งชื่อตามและเปลี่ยนชื่อมาเรื่อย ๆ ในมุมหนึ่งอาจเป็นเพราะสถานที่อันตราย แต่ว่าถ้าลองมุมอีกมองอาจจะเป็นการหาตัวตายตัวแทนก็เป็นได้...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-