เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

24 มิ.ย. 2025

        ‘คุณเจน The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินป่าสุดระทึก เพราะมีคนไม่เคารพป่า และออกไปล่าสัตว์จนเกิดเรื่องราวที่แทบหยุดหายใจ!

        ดวงตาปริศนาสีแดงคืออะไร?

        เกิดอะไรขึ้นระหว่างเข้าป่า?

        เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’

        คุณเจนบอกว่าเรื่องนี้มาจาก ‘คุณปู’ นักเล่าเรื่องผีจากรายการ The Ghost Radio ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีประสบการณ์ขนหัวลุกที่ป่าสัมปทานแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน โดยคุณปูทำงานเกี่ยวกับการสัมปทานป่าไม้ และมีลูกน้องคนสนิทชื่อ ‘น้องหนุ่ม’ คอยติดตามไปด้วยเสมอ

        หลายคนที่ต้องเข้าป่าก็มัจะมีความเชื่อต่าง ๆ มากมาย คุณปูจึงพาพรานป่าประจำตัวชื่อ ‘เฒ่าแปร’ ไปด้วยทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ลี้ลับหรืออาถรรพ์อะไร หากมีเฒ่าแปรอยู่ด้วย คุณปูก็จะรู้สึกอุ่นใจ

        ในการเข้าไปสัมปทานป่าไม้ครั้งนั้น งานจะแบ่งเป็นเขต เมื่อทำเขตแรกเสร็จ ก็จะย้ายแคมป์ไปยังเขตที่สอง ซึ่งอยู่บนภูเขาและมีสภาพป่าที่ลึกและทึบกว่ามาก ต้นไม้ก็สูงใหญ่และน่ากลัว

        วันหนึ่ง เจ้านายของคุณปูส่งลูกชายเข้ามาในพื้นที่พร้อมเพื่อนอีกหลายคน และมีคนนำทางส่วนตัวติดมาด้วย ลูกเจ้านายเป็นคนชอบล่าสัตว์ คุณปูจึงนำไปปรึกษากับเฒ่าแปร ซึ่งก็เห็นด้วยว่าควรเตือน เพราะอาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ แต่เมื่อนำไปบอกลูกเจ้านายและเพื่อน ๆ พวกเขากลับไม่เชื่อ ซ้ำยังหัวเราะเยาะ ซึ่งป่านี้แม้แต่พระธุดงค์ที่ชำนาญเส้นทางก็ยังเคยหลงและมรณภาพ ไม่สามารถกลับออกมาได้

        หลังจากได้หยุดพักกลับไทยได้ 2 วัน คุณปูกลับเข้าไปที่แคมป์อีกครั้งพร้อมกับน้องหนุ่ม และเสมียนหญิงอีก 2 คน พบว่าทุกคนได้ย้ายแคมป์ไปยังเขตที่ 2 แล้ว ในคืนนั้น เวลาประมาณสองทุ่ม ขณะที่คุณปูและเสมียนหญิงกำลังนอนอยู่ในเต็นท์ คุณปูได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากป่า ฟังคล้ายเสียงลูกแมว แต่เมื่อเงี่ยหูฟังดี ๆ กลับกลายเป็นเสียงเด็กร้องไห้ สักพักก็มีเสียงโหยหวนแหลมสูงดังมาจากป่า คุณปูนอนนิ่งด้วยความกลัว จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าเดินวนเวียนอยู่รอบเต็นท์ และจู่ ๆ ก็มีบางอย่างกระโจนเข้ามาในเต็นท์อย่างแรง ปรากฏว่าเป็นน้องหนุ่มในสภาพเปลือยกาย! คุณปูตกใจและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น!”

        น้องหนุ่มเล่าว่า ขณะที่อยู่ในบ้านพักกับกลุ่มลูกเจ้านาย จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างวนเวียนอยู่รอบบ้าน จนทำให้ทุกคนแตกตื่น วิ่งหนีกันคนละทิศละทาง เขาเชื่อว่าผีจะกลัวคนแก้ผ้า จึงถอดเสื้อผ้าวิ่งมาหลบในเต็นท์ ตอนนั้นเต็นท์มีรอยขาดเล็ก ๆ คุณปูจึงออกไปดู ก็เห็นว่าในความมืดของป่าลึก บนต้นไม้มีดวงตาสีแดงนับสิบคู่จ้องมาทางเต็นท์ และไม่นานนัก ก็มีบางอย่างรูปร่างคล้ายคน แต่ตัวใหญ่ มีขนยาว วิ่งวนรอบเต็นท์ มันพยายามจะเข้าแคมป์ แต่ติดที่มีไฟก่ออยู่ จึงไม่กล้าเข้าใกล้ และสุดท้ายกระโจนขึ้นต้นไม้หายไป

        เช้าวันรุ่งขึ้น เฒ่าแปรกลับมาที่แคมป์ คุณปูรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พอได้ยิน เฒ่าแปรก็หน้าเครียด เดินไปที่กองไฟที่ลูกเจ้านายใช้สังสรรค์เมื่อคืน ตรวจดูสักพัก แล้วพูดแค่ว่า

        “วันนี้หยุด ทุกอย่างห้ามทำงาน ต้องทำพิธี และต้องตามหาคนที่หายไปให้เจอก่อน”

        คนที่หายไปก็คือ ลูกเจ้านายและเพื่อนทั้งหมด เฒ่าแปรออกตามหาตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมาก็ช่วงเย็น และพาทุกคนกลับมาได้ครบ สภาพแต่ละคนดูเหมือนผ่านการหนีตายมา เสื้อผ้าขาดรุ่ย เปื้อนโคลนเต็มตัว บางคนมีใบไม้ติดหน้า แต่ด้วยความที่เย็นแล้ว หากเดินทางกลับถึงตอนกลางคืนอาจเป็นอันตราย เฒ่าแปรจึงทำพิธีลงอาคมรอบพื้นที่ แล้วพูดกับทุกคนว่า

        “คืนนี้.. ห้ามออกจากที่พัก ถ้ารอดคืนนี้ไปได้ แปลว่ารอด”

        คืนนั้นก็ยังมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกเช่นเคย แต่ไม่รุนแรงเท่าคืนก่อน

        รุ่งเช้า เฒ่าแปรเดินไปที่กองไฟเมื่อคืน และใช้ไม้เขี่ยดู ปรากฏว่าเจอ กะโหลกเล็ก ๆ คล้ายของลิง เขาจึงหันไปถามคนนำทางว่า

        “ไปทำอะไรกันมา?”

        คนนำทางนิ่งไปก่อนจะเล่าว่า วันก่อนที่คุณปูไม่อยู่ พวกเขาแอบไปล่าสัตว์กัน ในตอนแรกก็ยิงนกเล่น พอเจอฝูงลิงก็เริ่มยิงลิง พอดีมีลิงแม่ลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง ขณะที่กำลังจะอุ้มลูกหนี ก็ถูกยิงทะลุตัวแม่ไปโดนลูกตายทั้งคู่ เฒ่าแปรบอกว่าสิ่งที่ทุกคนเจอในคืนนั้น อาจเป็นวิญญาณของ ‘จ่าฝูงลิง’ ที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้ฝูงของมัน ก่อนกลับ เฒ่าแปรจึงเตือนทุกคนว่า

        “ถ้าออกจากป่าไปได้.. อย่ากลับมาอีก เพราะคราวหน้าอาจไม่โชคดีแบบครั้งนี้”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'อยากฟังเรื่องผีมั๊ย' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

22 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากแจ็ค The Ghost Radio 'อยากฟังเรื่องผีมั๊ย' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเพื่อนที่ไม่ค่อยได้คุยกัน อยู่ดี ๆ ก็พิมพ์ข้อความมาหากลางดึกว่า อยากฟังเรื่องผีมั๊ย? พอตอบตกลงก็ทำให้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวความหลอน! เรื่องนี้ ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio‘ ได้นำมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) เมื่อเล่าจบทั้ง ‘ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่ากลัวมาก ถ้าพร้อมเเล้วก็ไปอ่านกันเลย! พี่เเจ็คเล่าว่าเจ้าของเรื่องคือ ‘คุณลมหนาว’ เเฟนคลับจากรายการ The Ghost Radio โดยตัวของคุณลมหนาวในสมัยเรียนก็มีเพื่อนเยอะเเยะมากมาย เเต่พอจบการศึกษาก็ทำให้เเต่ละคนก็ต้องเเยกย้ายกันไป ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่ มีอยู่คืนหนึ่ง คุณลมหนาวได้รับข้อความจากเพื่อนที่มีชื่อว่า ‘คุณบี’ ตอนแรกคุณลมหนาวก็ไม่ได้สนใจข้อความนั้น จนมีข้อความที่สองตามมา เเต่คราวนี้เป็นการเรียกชื่อของคุณลมหนาวเเทน จึงเอะใจคิดว่า เพื่อนจะมีธุระด่วน คุณลมหนาวจึงกดเข้าไปอ่านเเละตอบกลับไป ทั้งคู่ได้ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน ในตอนนั้นเป็นเวลาดึกมากแล้ว คุณลมหนาวจึงถามว่า ทำไมคุณบีถึงยังไม่นอน คุณบีตอบกลับมาว่า ‘พอดีทีวีที่บ้านเสีย’ คุณลมหนาวก็คิดอยู่ในใจว่าแล้วมันเกี่ยวกันอย่างไร จากนั้นคุณบีก็ได้เงียบหายไปสักพักเเละพิมพ์ข้อความกลับมาอีกครั้งว่า ‘อยากฟังเรื่องผีมั๊ย?’ เเละด้วยความอยากรู้ คุณลมหนาวจึงตอบตกลงไป ไม่นานหลังจากนั้น คุณบี ก็โทรมาเเละเล่าให้คุณลมหนาวฟังว่า.. หลังจากที่เรียนจบไปก็ได้เเยกกับเพื่อน ๆ เพื่อไปชีวิตของตัวเอง ซึ่งตัวของคุณบีก็มีคุณยายหนึ่งคน คุณยายเคยให้สัญญากับคุณบีไว้ว่า ถ้าคุณบีเรียนจบก็จะสร้างบ้านให้ 1 หลัง บนที่ดินที่ไปซื้อมาเมื่อ 10 ปีก่อน ปรากฎว่าหลังคุณบีเรียนจบ คุณยายก็สร้างบ้านให้จริง ๆ ในตอนนั้นชีวิตของคุณบีรู้สึกว่าทุกอย่างลงตัวมาก เพราะที่ทำงานก็อยู่ใกล้กับครอบครัว บ้านก็อยู่ใกล้กัน แต่เเล้วคืนหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นภายในบ้านของคุณบี ส่วนตัวของคุณบีจะเป็นคนที่ชอบเปิดเสียงฝนเเบบธรรมชาติเพราะช่วยให้นอนหลับได้ เเต่วันนั้น กลับมีเสียงของคนสูงอายุเเละเด็กเเทรกเข้ามาด้วย แม้จะเป็นเสียงที่เบามากจนจับใจความไม่ได้ ทำให้อีกใจก็คิดไปว่าตนนั้นอาจจะหูแว่วไปเอง แต่เสียงที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก คุณบียังคงได้ยินเสียงแทรกเข้ามาแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ บางครั้งก็มีเสียงคนกระแอมแทรกเข้ามา พักหลังคุณบีเริ่มนอนไม่ค่อยหลับบ่อยขึ้น จึงเลือกที่จะเปิดทีวีเพื่อใช้กลบเสียงเหล่านั้นไป พอทุกอย่างผ่านไปจนถึงในช่วงที่คุณบีได้หยุดงาน คุณบีจึงทำงานบ้านทุกอย่างให้เสร็จเพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน ระหว่างที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น คุณบีก็ได้ยินเสียงกรนของใครบางคน ในตอนเเรกเหมือนต้นเสียงนี้จะอยู่ไกลจากคุณบี เเต่มันก็เริ่มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดที่ข้างหู ทำให้คุณบีสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เเละพยายามมองหาต้นเสียงภายในห้อง เเต่เสียงนั้นก็เงียบหายไป คุณบีรู้สึกเหมือนว่าเจ้าของเสียงกรนรู้ตัวว่าคุณบีพยายามที่จะมองหา หลังจากเหตุการณ์นั้นทำให้คุณบีเริ่มรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น ทั้งเสียงเท้าที่เดินในบ้าน เสียงเด็กวิ่ง เสียงของคนเเก่เเละเด็กคุยกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณบีเลิกงานดึกเเล้วกลับมาที่บ้าน ในตอนนั้นคุณบีกำลังจะทำอาหาร เเต่อยู่ ๆ ทีวีที่อยู่บริเวณห้องโถงก็เปิดขึ้นเอง เเละมันก็เร่งเสียงเองจนดังไปทั่วทั้งบ้าน คุณบีตกใจเเละจะเดินเข้าไปปิดทีวี เเต่ก็ต้องหันหลังกลับเพราะชามที่วางไว้อยู่บนเคาเตอร์อยู่ ๆ ก็ตกเเละเเตกทีละใบ คุณบีที่จะรู้อยู่เเล้วว่าบ้านหลังนี้มีอะไรเเปลก ๆ วันนั้นจึงหมดความอดทนเเละตะโกนด่าไปว่า “ถ้าพวกมึงจะทำให้กูกลัวเเบบนี้เพราะหวังให้กูทำบุญให้ ตั้งศาลให้ กูไม่ทำหรอกนะ ที่นี่บ้านกู..” แต่ยังไม่ทันพูดจบประโยค ไฟในบ้านทุกดวงก็ได้ดับลง เเละมีเสียงของคนเเก่มาพูดจากด้านหลังของคุณบีว่า “กูได้ยินมึงนะ” คุณบีได้ยินดังนั้นก็ทิ้งทุกอย่างเเละวิ่งหนีขึ้นไปที่ห้องนอนชั้น 2 ผ่านไปได้ประมาณ 2 - 3 นาที ไฟในบ้านก็ได้ติด เเต่หลังจากเจอเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้คุณบีเลือกที่จะนอนทันที ไม่ทำอาหารแล้ว เเต่ในระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มหลับ คุณบีก็ได้ยินเสียงย่ำเท้าดังขึ้นจากชั้นล่างเดินขึ้นมาเเละหยุดที่หน้าประตูของห้องนอน แล้วเสียงก็เงียบไป คุณบีคิดว่าทุกอย่างคงจบเเค่นี้ เเต่เสียงนั้นกลับดังอีกครั้ง กลับกันคราวนี้เสียงนั้นอยู่ในห้องนอนบริเวณรอบเตียงเเทน เสียงเดินสลับกับเสียงเด็กวิ่งไปมารอบ ๆ เตียง เเต่ด้วยความที่คุณบีปิดไฟนอนเเล้วทำให้ไม่มองไม่เห็นอะไรมาก เเต่อยู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนมนต์สะกดอะไรบางอย่างให้หันไปมองที่ปลายเท้า พอคุณบีหันไปมอง ก็ได้เห็นร่างคนเเก่หลังค่อม ดวงตากลวงโบ๋ยืนยิ้มอยู่ที่บริเวณปลายเท้า! คุณบีไม่สามารถส่งเสียงร้องหรือลุกขึ้นยืนได้จึงพยายามที่จะหันหน้าหนี เเต่พอหันหน้าหนีมาอีกฝั่ง คุณบีก็ได้เห็นเด็กคนหนึ่งยืนเกาะอยู่ที่บริเวณขอบเตียง พอเห็นเเบบนั้นคุณบีก็รู้สึกเหมือนภาพตัดเเละหลับไป หลังจากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า สิ่งเเรกที่คุณบีทำคือขับรถไปที่บ้านของคุณยาย เเละเล่าเรื่องให้คุณยายฟัง เเต่คุณยายก็บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไร เพราะบ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านที่พึ่งสร้างใหม่ คุณยายจึงเเนะนำให้ไปหาพ่อหมอคนหนึ่งที่รู้จัก คุณบีรีบเดินทางไปหาพ่อหมอคนนั้น พอถึง คุณบีก็ได้เล่าทุกอย่างให้พ่อหมอฟัง พ่อหมอจึงตัดสินใจที่จะมอบยันต์ที่ปลุกเสกให้กับคุณบี เพื่อที่จะให้นำกลับไปติดไว้ที่บ้าน เเต่ข้อเเม้ก็คือ คุณบีต้องเเปะยันต์นี้ก่อนที่ตะวันจะตกดิน ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็นเเล้ว คุณบีรีบขับรถกลับบ้านเเละเเปะยันต์ทันที หลังจากเเปะเสร็จ ก็ไปอาบน้ำ และรอดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ กลับกลายเป็นว่าเสียงทุกอย่างเงียบสงัดไม่มีเสียงเดิน ไม่มีเสียงคนคุยกัน คุณบีจึงตัดสินใจที่จะนอนหลับ ถึงเเม้ว่าจะไม่มีเสียงอะไรก็ตาม แต่คุณบีก็ได้เห็นร่างคนแก่ชัดมากยิ่งขึ้น คนเเก่คนนั้นได้ยืนจ้องเเละชี้นิ้วมาทางคุณบี เเละคุณบีก็ไม่สามารถขยับตัวได้ ส่วนเสียงฝีเท้าของเด็กที่วิ่งรอบเตียงเปลี่ยนมาวิ่งบนเตียง ที่หลอนกว่านั้นคือมีแค่ข้อเท้ากับกระพรวนไม่มีตัว! จากนั้นคุณบีก็ได้สลบไป เช้าวันถัดมาพอคุณบีตื่นขึ้น ก็รีบขับรถไปที่ตำหนักของพ่อหมออีกครั้งเพื่อที่จะขอให้พ่อหมอช่วย เเต่คราวนี้พ่อบอกว่า “กูช่วยไม่ได้เเล้วละ” จากนั้นพ่อหมอก็ได้เริ่มเล่าให้ฟังว่า.. บ้านของคุณบีถูกสร้างบนที่ดินของคนเเก่คนหนึ่งที่เคยอยู่ตรงนั้น เเล้วโดนฟ้าผ่าตาย ทำให้จิตผูกเอาไว้กับที่นั้น ส่วนเด็กคนนั้นเป็นกุมาร ซึ่งตัวของคุณบีเป็นคนไปเรียกเขามาเอง ทำให้คุณบีนึกขึ้นได้ว่า คุณบีเคยไปงานศพของครอบครัว ในตอนที่กำลังจะกลับ คุณบีก็ได้ตะโกนถามญาติผู้ใหญ่ไปว่า ‘ใครจะกลับด้วยกันไปเร็ว ขึ้นรถเลย’ จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีวิญญาณตามคุณบีกลับมาด้วย พ่อหมอจึงเเนะนำว่า ให้ไปหาท้าวเวสสุวรรณมาตั้งไว้ในบ้านเเละบอกให้คุณบีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ด้วย เพราะตั้งแต่อยู่มา คุณบียังไม่เคยทำบุญบ้าน หลังจากคุยกับพ่อหมอเสร็จ คุณบีก็ขับรถกลับมาที่บ้านของคุณยายเเละพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งคุยยายได้ฟังก็ตกใจเพราะไม่รู้ว่าที่ดินที่ตนซื้อ จะมีเจ้าของที่คนเก่าเสียชีวิต หลังจากคุยกันเสร็จคุณยายก็ตัดสินใจว่าจะนำท้าวเวสสุวรรณมาให้คุณบีเเละบอกกับคุณบีให้นอนที่บ้านนี้ก่อน เเล้วในวันรุ่งขึ้นก็ได้นิมนต์หลวงพ่อเพื่อมาทำพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เมื่อพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้น ในกลางดึกคืนนั้น คุณบีก็ได้ฝันเห็นเด็กคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเเละพูดว่า “พ่อ หนูขออยู่ด้วยได้ไหม ไหน ๆ พ่อก็เรียกหนูมาเเล้ว หนูขออยู่ด้วยนะ” ซึ่งในความฝันนั้น คุณบีได้ตอบตกลงไป หลังจากสิ้นคำตอบคุณบีก็ได้สะดุ้งตื่นขึ้น หลังจากผ่านคืนนั้นไป บ้านทั้งหลังก็ปกติ เเต่ก็ยังคงมีเสียงวิ่ง เสียงคนเเก่บ้างในบางวัน จนทำให้ทุกวันนี้คุณบีต้องนอนเปิดทีวีทุกคืนตลอดมา..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

06 เม.ย. 2024

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณขวัญ’ ที่ ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดวงที่มีวิณญาณมาของขอความช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า คุณขวัญเองมีอาชีพเป็นหมอดู กลางคืนก็จะรับคิวดูดวง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งก็จะไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับลูกดวงในทุก ๆ คืน ในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว คุณขวัญก็ขึ้นไลฟ์สดปกติ และคุณขวัญก็เล่าว่าบ้านเก่าที่เคยอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ห้องดูดวงกับห้องทำงานอยู่ชั้น 2 หากเปิดหน้าต่างในห้องทำงานก็จะเห็นประตูหน้าบ้านติดกับถนน คืนหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คุณขวัญกำลังเตรียมของเพื่อไลฟ์สดก็ได้ยินเสียงคล้ายกับก้อนหินกระทบกับประตูรั้วหน้าบ้าน แต่คุณขวัญก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งกำลังจะเปิดไลฟ์ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นเสียงเหมือนมีคนขว้างบางอย่างใส่ประตูรั้วหน้าบ้าน คุณขวัญจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง แต่มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่สุนัขหรือรถวิ่งผ่านก็ไม่มี คุณขวัญจึงปล่อยผ่านไปแล้วมาขึ้นไลฟ์คุยกับลูกดวงปกติ แต่ในระหว่างคุยอยู่นั้น หางตาก็เห็นเหมือนมีกลุ่มควันดำ ๆ อยู่ที่มุมห้องของตนเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไป ในใจคิดแค่ว่าตัวเองคงตาฝาดจึงไม่ได้สนใจ วันถัดมาเวลาเดิม (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) คุณขวัญก็เตรียมของเพื่อที่จะไลฟ์คุยกับลูกดวงเหมือนทุกวัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทบกับประตูหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณขวัญแอบไปดูตรงหน้าต่าง ก็เห็นคล้ายกับคนยืนอยู่ จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้น 2 เพื่อที่จะมาดูหน้าประตู แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร คุณขวัญได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครวะ’ แล้วก็เดินขึ้นไปไลฟ์สด ช่วงที่ไลฟ์อยู่นั้นทุก ๆ 10 นาทีก็ได้ยินเสียง “ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก” เป็นเสียงคล้ายก้อนหินถูกขว้างใส่ประตูหน้าบ้าน จนเขารู้สึกหงุดหงิดในใจ คิดว่าใครมาแกล้งหรือเปล่า พอสิ้นความคิดก็มีภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องมุมเดียวกับที่เห็นกลุ่มควันเมื่อวาน แต่ที่เห็นคือเด็กผู้ชายยืนก้มหน้าอยู่ประมาณ 5 วิแล้วก็หายไป คุณขวัญรู้สึกกังวลใจจึงไลฟ์ต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ปิดไลฟ์ แล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องได้ว่า ‘น่าจะมีใครสักคนต้องการจะสื่อหรือคุยอะไรหรือเปล่า’ จากนั้นคุณขวัญก็นั่งสมาธิ แล้วคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น... วันถัดมา คุณขวัญรันคิวดูดวงตามปกติจนกระทั่งคิวนี้.. ในขณะที่กำลังเคลียร์พลังงานของตัวเองเพื่อที่จะดูคิวต่อไป ก็เห็นภาพเด็กคนนั้นขึ้นมาในความคิด แต่สิ่งที่คุณขวัญเห็นคือเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะของบ้านเป็นประตูกระจกที่เป็นบ้านเลื่อน เป็นประตูที่ติดกับข้างบ้าน ตรงข้างบ้านจะเป็นบริเวณหญ้าเหมือนเป็นมุมจิบกาแฟ คุณขวัญเห็นน้องผู้ชายคนนี้ยืนร้องไห้ ไม่พูดไม่คุยอะไร เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว คุณขวัญจะต้องเข้าคิวถัดไปจึงรีบเคลียร์ภาพเหล่านั้นออก คิวนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ปรึกษาเรื่องปกติเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความรัก ในระหว่างที่คุยกัน ก็มีภาพน้องผู้ชายคนนั้นก็แว๊บขึ้นมาร้องไห้เหมือนเดิม คุณขวัญจึงขอเบรคลูกดวงก่อนแล้วบอกว่า “ขอโทษนะคะ รู้จักเด็กผู้ชายลักษณะผอมสูง ใส่เสื้อเชิ้ตมีกระดุมกางเกงขายาว ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ไหม ขวัญเห็นยืนอยู่ในบ้าน” แล้วคุณขวัญก็อธิบายลักษณะบ้านให้ลูกดวงคนนี้ฟัง น้องผู้หญิงคนนี้ก็เงียบไปสักครู่นึงแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณขวัญจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อนให้ฟัง แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่า “สิ่งที่คุณขวัญเห็น เป็นลักษณะของน้องชาย ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว” และบ้านที่คุณขวัญเห็นเป็นบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวนี้เคยอยู่ต้อนที่น้องผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณขวัญก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น.. หลังจากนั้นก็คุยเรื่องดวงต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายคนนั้นพูดว่า “พาหนูไปด้วย หนูเหงา” พร้อมกับร้องไห้ออกมา คุณขวัญจึงบอกกับน้องผู้หญิงคนนั้นไปว่าได้ยินเสียงน้องผู้ชายพูดมาแบบนี้ และถามว่า “ตอนที่ตัดสินใจย้ายบ้านได้เรียกน้องไหม แล้วตอนเข้าบ้านใหม่บอกเจ้้าที่เจ้าทางที่ใหม่หรือเปล่าเพื่ออนุญาตให้น้องเข้า” น้องผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า “เท่าที่จำได้ ไม่ได้มีการจุดธูป ไม่ได้เรียกน้องแบบจริงจังเลย” คุณขวัญคิดว่าน้องน่าจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมคนเดียวเหงา ๆ แล้วก็น่าจะคิดถึงครอบครัว จึงพยายามมาสื่อสารเพื่อที่จะให้ทางครอบครัวรับรู้ คุณขวัญจึงแนะนำไปว่า “ถ้าสมมติมีโอกาสกลับมาบ้านหลังนี้ ให้เรียกน้องกลับไปที่บ้านหลังใหม่ แล้วก็บอกเจ้าที่เจ้าทางให้เขารับรู้และให้เขาอนุญาตให้น้องได้เข้าบ้าน” คุณขวัญยังนึกสงสัยว่า ‘ทำไมดวงวิณญาณมาหาถึงหน้าบ้าน’ ก่อนจะวางสายจึงคุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ว่า “บ้านเก่าที่เราเจอดวงวิณญาณอยู่ที่ไหน” น้องผู้หญิงก็บอกว่าอยู่จังหวัดเดียวกับคุณขวัญ ซึ่งห่างจากบ้านของคุณขวัญแค่ไม่กี่กิโลเมตร แล้วเมื่อ 3 วันก่อนคุณขวัญก็เพิ่งไปหาเพื่อนแถวนั้นมาพอดี คุณขวัญเล่าว่าน้องน่าจะหาคนที่สื่อสารได้เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเขายังอยู่ตรงนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

09 ก.พ. 2024

Epic time ถ่ายรายการผีที่ต้องไปนอนบ้านคนอื่น จนทีมงานเจอดี วิ่งหนีแทบไม่ทัน

เรื่องนี้ ‘คุณทับทิม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 กุมภาพันธ์ 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เป็นเรื่องที่เกิดในรายการ ‘Epic Ghost Camp’ อีพีที่เป็นบ้านของน้องสตรีมเมอร์คนหนึ่ง ซึ่งทางเจ้าของบ้านได้มีการชักชวนด้วยตัวเอง เพราะมั่นใจว่าบ้านของตัวเองโหดที่สุด ตั้งแต่รายการนี้ไปถ่ายทำมา เรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย โดยเรื่องนี้ที่คุณทับทิมได้นำมาเล่าเป็นประสบการณ์จากรายการ Epic Ghost Camp EP ที่ไปถ่ายทำที่บ้านของ ‘คุณต้น’ (นามสมมติ) สตรีมเมอร์คนหนึ่ง โดยรายการนี้ พิธีกรหลักคือ ‘คุณเอก’ และ ‘คุณทับทิม’ ยูทูปเบอร์จากช่องดังอย่าง Epic Time จะเข้าไปรับฟังเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในบ้านกับเจ้าของบ้านก่อน ส่วนทีมงานจะอยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าไปฟังด้วย เพื่อป้องกันการเตี้ยม นอกจากนี้รายการยังให้ทีมงานไปนอนตรงจุดที่มีเรื่องราวต่าง ๆ ในบริเวณบ้าน ด้วยการจับฉลากอีกด้วย เมื่อเริ่มถ่ายทำ คุณต้นก็เล่าเรื่องหลอนให้คุณเอกและคุณทับทิมฟังว่า สิ่งที่เกิดกับบ้านหลังนี้คือ เวลาอยู่คนเดียวมักจะได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนกำลังเดินขึ้นลงบันได อธิบายเพิ่มเติมว่าบ้านหลังนี้จะมี 1 ห้อง ที่เป็นห้องนอนสำหรับทีมงานของคุณต้น และเล่าให้ฟังอีกว่า วันหนึ่งมีทีมงานคนหนึ่งนอนหลับอยู่ในห้องตามปกติ อยู่ ๆ ก็เจอเงาสีดำ รูปร่างคล้ายกับกุมารทอง แต่ไม่เห็นใบหน้า มายืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งก่อนหน้าที่ทางทีมงานของคุณต้นจะเจอดี ตอนเช้าได้มีการท้าทายว่า “ถ้าบ้านหลังนี้มีผีจริง ๆ คืนนี้ขอเจอหน่อย อยากเจอ” ที่พูดไปแบบนั้นเพราะทีมงานคนอื่นได้เจอกันหมดแล้ว เหลือเขาคนเดียวที่ยังไม่เคยเจอ และสุดท้ายก็ได้เจอดีเข้าจริง ๆ คุณต้นยังเล่าเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองอีกว่า ขณะที่เขากำลังนั่งเล่นเกมอยู่คนเดียว อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูแบบรัว ๆ “ปึง ปึง ปึง!” ครั้งแรกเขาก็ไม่ได้สนใจ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าบ้านตนเองมีอะไรบางอย่างอยู่ จึงนั่งเล่นเกมต่อ เวลาก็ผ่านไปไม่ถึง 20 วินาที เขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอีก ครั้งนี้เคาะเสียงดังมาก “ปึง ปึง ปึง!!” จนประตูสั่น เขาจึงตัดสินใจวิ่งไปเปิดประตู แต่กลับไม่พบอะไรเลย! และอีกเหตุการณ์ที่หนักที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาในบ้านนี้ก็คือ คุณแม่ของคุณต้นถูกผีเข้าสิง! ซึ่งเป็นผีกุมารทองที่คุณแม่เป็นคนเลี้ยงไว้เอง คุณต้นเล่าลักษณะตอนที่คุณแม่ถูกเข้าสิงว่า “คุณแม่มีอาการเสียงเปลี่ยนไป เป็นเหมือนกับเสียงของเด็ก และก็มีแรงเยอะผิดปกติ ขนาดผู้ชายจับ 4 คนจับยังไม่อยู่” เมื่อเล่าเรื่องหลอนกันพอสังเขป ทางรายการก็ให้ทีมงานเข้าไปในบ้าน เพื่อจับสลากเลือกจุดที่จะนอน เพื่อให้แต่ละคนได้จุดที่นอนแตกต่างกันไป ซึ่งคุณทับทิมก็ได้นอนด้วย เป็นจุดที่ต้องนอนในห้องของทีมงานที่เคยเจอกุมารทอง แต่สุดท้ายคุณทับทิมก็ไม่เจออะไร ทางด้านทีมงาน ก็มีทีมงานคนหนึ่งเขามีสัมผัสที่หก ได้ไปนอนอยู่หน้าห้องของทีมงานคุณต้น ซึ่งอยู่ตรงทางขึ้นลงบันได จุดนี้เป็นจุดที่เจอดีเยอะมาก อันแรกคือ จุดที่ทีมงานนอน ด้านบนจะมีหิ้งพระ ข้างหิ้งพระก็จะเป็นแจกันดอกบัว ทีมงานคนนี้ก็กวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง จังหวะที่สายตามองขึ้นไปเห็นหิ้งพระ ดอกบัวที่อยู่ในแจกันขยับเอง ทั้งที่แจกันก็ยังตั้งอยู่นิ่ง ๆ ในขณะที่กำลังพักกล้อง อยู่ดี ๆ ทีมงานคนเดิมก็มีอาการแปลก ๆ ยืนเอาหลังพิงกำแพงแล้วก็ค่อย ๆ รูดตัวลงไปกับกำแพง พร้อมกับเอามือปิดหน้า คุณเอกที่ดูผ่านมอนิเตอร์ เห็นท่าทางอาการเริ่มไม่ค่อยดี จึงใช้วอไปถามทีมงานคนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งทางทีมงานก็ตอบว่า “มีผู้ชายตัวเล็ก ๆ มานั่งชันเข่าอยู่ข้าง ๆ” จากนั้นทีมงานคนเดิมก็เห็น ผู้ชายตัวเล็กคนเดิม ไปนั่งห้อยขาลงมาจากตู้เสื้อผ้า คุณเอกก็ได้มีการวอถามซ้ำอีกว่า “ยังเห็นอยู่ไหม เขาไปหรือยัง” ทีมงานก็เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็ตอบว่า “ยังอยู่ค่ะ” ต่อมามีเหตุการณ์ที่ทีมงานคนเดิมวิ่งลงบันไดพร้อมกับกรี๊ดเสียงดังมาก ทุกคนที่ยังนอนตามจุดต่าง ๆ ก็ตกใจ และกลัวว่าทีมงานคนนี้จะตกบันได ก็ได้มีการมารวมตัวกันที่กลางบ้าน ทีมงานคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘จังหวะที่กำลังเดินลงบันใดมาข้างล่าง เขามองไปตรงชานพักบันไดกลางบ้าน ด้านซ้ายจะเป็นหน้าต่างระบายอากาศ เขาเห็นเป็นเหมือนผู้หญิง ผมยาว ๆ อยู่ข้างนอก เขาตกใจจึงวิ่งกรี๊ดลงมา’ ซึ่งทีมงานอีกคน ที่นอนอยู่บริเวณด้านล่าง เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงสาธิตให้ดูว่า ‘เห็นทีมงานคนนี้หันหน้าออกไปที่หน้าต่าง แล้วก็ตกใจกรี๊ดแล้วก็วิ่งลงมา’ หลังจากคลิปนี้ได้เผยแพร่ออกไป ก็มีคอมเมนต์จากแฟนคลับว่า นาทีที่ 25.53 เห็นเงาหน้าผู้หญิงที่หน้าต่าง ซึ่งจังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ทีมงานคนที่เห็นเหตุการณ์กำลังสาธิตอยู่ พอทีมงานคนที่สาธิตเดินจากบันไดมาถึงข้างล่าง หน้าของผู้หญิงก็หันออกไปแล้วก็หายไปแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-