เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

24 มิ.ย. 2025

        ‘คุณเจน The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินป่าสุดระทึก เพราะมีคนไม่เคารพป่า และออกไปล่าสัตว์จนเกิดเรื่องราวที่แทบหยุดหายใจ!

        ดวงตาปริศนาสีแดงคืออะไร?

        เกิดอะไรขึ้นระหว่างเข้าป่า?

        เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’

        คุณเจนบอกว่าเรื่องนี้มาจาก ‘คุณปู’ นักเล่าเรื่องผีจากรายการ The Ghost Radio ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีประสบการณ์ขนหัวลุกที่ป่าสัมปทานแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน โดยคุณปูทำงานเกี่ยวกับการสัมปทานป่าไม้ และมีลูกน้องคนสนิทชื่อ ‘น้องหนุ่ม’ คอยติดตามไปด้วยเสมอ

        หลายคนที่ต้องเข้าป่าก็มัจะมีความเชื่อต่าง ๆ มากมาย คุณปูจึงพาพรานป่าประจำตัวชื่อ ‘เฒ่าแปร’ ไปด้วยทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ลี้ลับหรืออาถรรพ์อะไร หากมีเฒ่าแปรอยู่ด้วย คุณปูก็จะรู้สึกอุ่นใจ

        ในการเข้าไปสัมปทานป่าไม้ครั้งนั้น งานจะแบ่งเป็นเขต เมื่อทำเขตแรกเสร็จ ก็จะย้ายแคมป์ไปยังเขตที่สอง ซึ่งอยู่บนภูเขาและมีสภาพป่าที่ลึกและทึบกว่ามาก ต้นไม้ก็สูงใหญ่และน่ากลัว

        วันหนึ่ง เจ้านายของคุณปูส่งลูกชายเข้ามาในพื้นที่พร้อมเพื่อนอีกหลายคน และมีคนนำทางส่วนตัวติดมาด้วย ลูกเจ้านายเป็นคนชอบล่าสัตว์ คุณปูจึงนำไปปรึกษากับเฒ่าแปร ซึ่งก็เห็นด้วยว่าควรเตือน เพราะอาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ แต่เมื่อนำไปบอกลูกเจ้านายและเพื่อน ๆ พวกเขากลับไม่เชื่อ ซ้ำยังหัวเราะเยาะ ซึ่งป่านี้แม้แต่พระธุดงค์ที่ชำนาญเส้นทางก็ยังเคยหลงและมรณภาพ ไม่สามารถกลับออกมาได้

        หลังจากได้หยุดพักกลับไทยได้ 2 วัน คุณปูกลับเข้าไปที่แคมป์อีกครั้งพร้อมกับน้องหนุ่ม และเสมียนหญิงอีก 2 คน พบว่าทุกคนได้ย้ายแคมป์ไปยังเขตที่ 2 แล้ว ในคืนนั้น เวลาประมาณสองทุ่ม ขณะที่คุณปูและเสมียนหญิงกำลังนอนอยู่ในเต็นท์ คุณปูได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากป่า ฟังคล้ายเสียงลูกแมว แต่เมื่อเงี่ยหูฟังดี ๆ กลับกลายเป็นเสียงเด็กร้องไห้ สักพักก็มีเสียงโหยหวนแหลมสูงดังมาจากป่า คุณปูนอนนิ่งด้วยความกลัว จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าเดินวนเวียนอยู่รอบเต็นท์ และจู่ ๆ ก็มีบางอย่างกระโจนเข้ามาในเต็นท์อย่างแรง ปรากฏว่าเป็นน้องหนุ่มในสภาพเปลือยกาย! คุณปูตกใจและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น!”

        น้องหนุ่มเล่าว่า ขณะที่อยู่ในบ้านพักกับกลุ่มลูกเจ้านาย จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างวนเวียนอยู่รอบบ้าน จนทำให้ทุกคนแตกตื่น วิ่งหนีกันคนละทิศละทาง เขาเชื่อว่าผีจะกลัวคนแก้ผ้า จึงถอดเสื้อผ้าวิ่งมาหลบในเต็นท์ ตอนนั้นเต็นท์มีรอยขาดเล็ก ๆ คุณปูจึงออกไปดู ก็เห็นว่าในความมืดของป่าลึก บนต้นไม้มีดวงตาสีแดงนับสิบคู่จ้องมาทางเต็นท์ และไม่นานนัก ก็มีบางอย่างรูปร่างคล้ายคน แต่ตัวใหญ่ มีขนยาว วิ่งวนรอบเต็นท์ มันพยายามจะเข้าแคมป์ แต่ติดที่มีไฟก่ออยู่ จึงไม่กล้าเข้าใกล้ และสุดท้ายกระโจนขึ้นต้นไม้หายไป

        เช้าวันรุ่งขึ้น เฒ่าแปรกลับมาที่แคมป์ คุณปูรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พอได้ยิน เฒ่าแปรก็หน้าเครียด เดินไปที่กองไฟที่ลูกเจ้านายใช้สังสรรค์เมื่อคืน ตรวจดูสักพัก แล้วพูดแค่ว่า

        “วันนี้หยุด ทุกอย่างห้ามทำงาน ต้องทำพิธี และต้องตามหาคนที่หายไปให้เจอก่อน”

        คนที่หายไปก็คือ ลูกเจ้านายและเพื่อนทั้งหมด เฒ่าแปรออกตามหาตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมาก็ช่วงเย็น และพาทุกคนกลับมาได้ครบ สภาพแต่ละคนดูเหมือนผ่านการหนีตายมา เสื้อผ้าขาดรุ่ย เปื้อนโคลนเต็มตัว บางคนมีใบไม้ติดหน้า แต่ด้วยความที่เย็นแล้ว หากเดินทางกลับถึงตอนกลางคืนอาจเป็นอันตราย เฒ่าแปรจึงทำพิธีลงอาคมรอบพื้นที่ แล้วพูดกับทุกคนว่า

        “คืนนี้.. ห้ามออกจากที่พัก ถ้ารอดคืนนี้ไปได้ แปลว่ารอด”

        คืนนั้นก็ยังมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกเช่นเคย แต่ไม่รุนแรงเท่าคืนก่อน

        รุ่งเช้า เฒ่าแปรเดินไปที่กองไฟเมื่อคืน และใช้ไม้เขี่ยดู ปรากฏว่าเจอ กะโหลกเล็ก ๆ คล้ายของลิง เขาจึงหันไปถามคนนำทางว่า

        “ไปทำอะไรกันมา?”

        คนนำทางนิ่งไปก่อนจะเล่าว่า วันก่อนที่คุณปูไม่อยู่ พวกเขาแอบไปล่าสัตว์กัน ในตอนแรกก็ยิงนกเล่น พอเจอฝูงลิงก็เริ่มยิงลิง พอดีมีลิงแม่ลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง ขณะที่กำลังจะอุ้มลูกหนี ก็ถูกยิงทะลุตัวแม่ไปโดนลูกตายทั้งคู่ เฒ่าแปรบอกว่าสิ่งที่ทุกคนเจอในคืนนั้น อาจเป็นวิญญาณของ ‘จ่าฝูงลิง’ ที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้ฝูงของมัน ก่อนกลับ เฒ่าแปรจึงเตือนทุกคนว่า

        “ถ้าออกจากป่าไปได้.. อย่ากลับมาอีก เพราะคราวหน้าอาจไม่โชคดีแบบครั้งนี้”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

24 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากพี่เนตร ‘ห่าก้อม’ l อังคารคลุมโปง X เนตร คืนปล่อยผี [ 16 ก.ย.2568 ]

‘คุณเนตร คืนปล่อยผี’ ได้มาเล่าเรื่องราวของ ‘คุณต้นอ้อ’ เธอเป็นพนักงานบนรถทัวร์ คืนหนึ่ง เธอได้กับพบผู้โดยสารที่แต่งกายมิดชิด ใส่ฮู้ด ใส่แมส และใส่แว่นดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีอาการไอเสียงดังตลอดทางอีกด้วย! ผู้โดยสารปริศนาคนนี้เธอป่วยเป็นอะไรกันแน่? เหตุใดต้องใส่แว่นตาดำทั้งที่เป็นเวลากลางคืน? หาคำตอบไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง x เนตร คืนปล่อยผี’ (16 กันยายน 2568) กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ห่าก้อม’ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับ ‘คุณต้นอ้อ’ ขณะที่ยังเป็นพนักงานบริการบนทัวร์ ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน เธอทำงานอยู่บนรถทัวร์ VIP มีคนขับคู่ใจชื่อว่า ‘พี่ประทีป’ อายุราว 50 ปี เป็นคนที่ขับรถใจเย็นและใจดีมาก ในคืนนั้นเอง รถทัวร์ต้องออกเดินทางเวลา 4 ทุ่ม และจะถึงปลายทางในเช้าวันถัดไป ต้นอ้อทำงานปกติโดยเริ่มจากเช็คชื่อผู้โดยสาร ขณะนั้นเหลือเวลาเพียง 5 นาทีที่รถจะต้องออกเดินทางแล้ว แต่ก็พบว่าขาดผู้โดยสารไปหนึ่งคน ไม่นานกี่อึดใจ ผู้โดยสารคนสุดท้ายก็ขึ้นรถได้ทันเวลา ผู้โดยสารคนนี้เป็นผู้หญิงแต่งตัวมิดชิด ใส่เสื้อฮู้ด ใส่แมส และยังมีแว่นดำ เธอเดินไปนั่งเบาะเดี่ยวท้ายรถ จากนั้น รถทัวร์ก็ออกเดินทาง.. ผ่านไปได้ไม่นาน ต้นอ้อก็เริ่มสังเกตเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นมีอาการไอ จนกระทั่งเสียงไอของเธอดังขึ้นเรื่อย ๆ ต้นอ้อรู้สึกเป็นห่วง จึงเดินเข้าไปถามว่า “คุณพี่คะ รับยาไหม มียาอมนะคะ” เธอหันมามองต้นอ้อครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปส่ายหัว การกระทำแปลก ๆ นี้ ทำให้เบาะที่นั่งใกล้ ๆ ขยับตัวถอยห่าง เดินทางไปได้ 1 ชั่วโมง ใกล้จะถึงจุดแวะพักแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยิ่งไอหนักกว่าเดิม รอบข้างเริ่มสงสัยและเกร็งว่าเธออาจจะป่วยหนัก ต้นอ้อที่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็นำถุงพลาสติกไปให้ ผู้หญิงคนนั้นคว้าถุงพลาสติกไปอย่างรวดเร็ว ต้นอ้อถามอีกครั้งว่า “ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยไหมคะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับ กระทั่งรถทัวร์เดินทางมาถึงจุดพักรถ ผู้โดยสารหลายคนลงจากรถไปทานอาหาร เว้นเพียงแต่ผู้หญิงแมสดำคนนั้น ต้นอ้อจึงปรึกษากับพี่ประทีปว่า “พี่ตอนนี้มีน้องคนหนึ่ง ไม่สบายหนักเลย เราจะเอายังไงดี” พี่ประทีปจึงไปปรึกษานายท่า นายท่าให้คำปรึกษาว่า “ต้นอ้อ ขึ้นไปเรียกเขาซิ ถ้ายังไงมาบอกพี่” ต้นอ้อเดินขึ้นไปบนรถได้ไม่ทันไร ก็รีบวิ่งลงมา พร้อมกับพูดว่า “พี่หนูกลัว!! หนูไม่ขึ้นไปแล้วพี่!” ต้นอ้อเล่าว่าขณะที่กำลังขึ้นรถเพื่อบอกให้ผู้หญิงคนนั้นลงไปทานอาหารข้างล่าง ก็เห็นว่าเธอกำลังถอดแว่น แต่ดวงตากลับเป็นสีขาวขุ่น ไม่มีตาดำ! และหันมาพูดกับต้นอ้อด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “กูไม่กิน!” น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นดูแก่เกินอายุ เพราะต้นอ้อคิดว่าเธอน่าจะอายุราว 35 ปีเท่านั้น หลังจากที่วิ่งลงมา คู่สามีภรรยาที่นั่งข้างผู้หญิงคนนั้นก็เดินมาแล้วเอ่ยถามว่า “พี่มีอะไรกันบนรถหรือเปล่า แต่หนูรู้นะว่ามี” พร้อมพูดต่อว่า “พี่รู้ไหม พี่หญิงคนนั้นที่มา พอเขาถอดแมส ถอดแว่นออก เขาแลบลิ้นออกมาพี่! แล้วลิ้นเขายาวออกมาเลย ตวัดไป ตวัดมา สักพักเขาหันหน้ามาหาหนู หนูใส่หูฟังตกใจมากเลยหันไปกอดแฟน” ระหว่างที่กำลังคุยกับคู่สามีภรรยาอยู่นั้น ผู้หญิงคนนั้นก็หันมามอง แต่ใบหน้าต่างจากที่คู่สามีภรรยาเห็นก่อนหน้านี้มาก ทั้งคู่จึงบอกกับต้นอ้อว่า “หนูไม่ไปแล้วนะพี่ หนูกลัว จะให้หนูกลับตอนไหนก็ได้พี่” ไม่นานก็มีเสียงผีเท้าหนักเดินมา ตึบ! ตึบ! ตึบ! ตึบ! แล้วหยุดตรงบันได ร่างนั้นคือหญิงหลังค่อมที่ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแลบลิ้น จากนั้นก็วิ่งกระโจนหายไปบริเวณป่าหลังรถทันที! ทุกคนช็อคกับเหตการณ์ที่เกิดขึ้น พี่ประทีปจึงบอกว่า “ต้นอ้อ เธอใช่ไหมที่เป็นคนไปเก็บกวาดที่นั่งตรงนั้น สิ่งที่เอ็งไปเก็บมามันอยู่ไหน” เนื่องจากต้นอ้อเป็นพนักงานบนรถทัวร์ เธอจึงมีหน้าที่คอยดูแลและทำความสะอาดรถด้วย ต้นอ้อดูสิ่งที่ตนเก็บมา ปรากฏว่ามันเป็นลักษณะเลือดที่มีสีดำสนิท พี่ประทีปจึงรีบบอกว่า “มึงได้ไปจับหรือเปล่า ไม่ดีแล้ว เดี๋ยวออกรถไป เอ็งไปกับพี่เลยนะ แล้วขอลงก่อนเลย เดี๋ยวให้คนขับคนที่สองมาขับต่อ” ต้นอ้อเริ่มใจไม่ดี แต่พี่ประทีปก็ได้บอกเป็นระยะว่า “ถ้าน้ำลายเหนียวให้กินน้ำเข้าไปเยอะ ๆ” ต้นอ้อตอบกลับว่า “ไม่เห็นจะเหนียวเลย” ผ่านไปไม่นาน เธอรู้สึกน้ำลายเริ่มเหนียว จมูกเริ่มมีกลิ่นเหม็น ทั้งที่คนอื่นรู้สึกปกติ และยังมีอาการมองไม่เห็น ตาพร่ามัว เมื่อรถทัวร์เดินทางมีถึงจุดพักรถที่ 2 พี่ประทีปก็ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังบ้านพักหลังหนึ่ง มีชื่อว่า ‘บ้านอาจารย์ยูน’ เป็นบ้านที่พี่ประทีปเป็นลูกศิษย์ เมื่อไปถึงอาจารย์ก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “นี่มันผีอีจำเนียน” ผีจำเนียนคือผีที่เคยเป็นคู่อริกับอาจารย์ยูน ท่านเคยไปล่าแต่ไม่สำเร็จ รอบนี้ท่านจึงได้ทำพิธี โดยให้ต้นอ้อไปอยู่ในโอ่งพร้อมปิดฝาเขียนยันต์ เริ่มทำพิธีล้าง แต่ผ่านไปไม่ถึง 15 นาที บริเวณรอบก็มีเสียงร้อง คล้ายเสียงชะนี อาจารย์รับรู้ได้ว่ามันมาแล้ว และยังอธิบายเพิ่มอีกว่า “คนที่มีอาการแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนร่าง กำลังจะต้องหาร่างใหม่” แต่ด้วยความที่ต้นอ้อเธอเป็นคนดี คอยทำบุญอยู่ตลอด ทำให้หลุดจากตรงนี้ได้ จากที่ต้นอ้อไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับมาก่อน ก็เชื่อหมดใจเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่ ‘คุณต้นอ้อ’ ได้ไปพบตอนไปทำงานบริการบนรถทัวร์..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

24 ธ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเบนจี้ 'ใครในห้องน้ำ' l อังคารคลุมโปง X เต้ย ผีเหรียญ [ 9 ธ.ค.2568 ]

คืนล้อมวงดื่มในหอพักมหาวิทยาลัย กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ไม่ควรเห็น เมื่อสังเกตว่ามีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำ ทั้งที่ในห้องมีผู้หญิงเพียงสองคน และสิ่งที่เห็น…คือกระโปรงยาวกับเท้าเปลือย ๆ หลังจากคืนนั้น ความผิดปกติเริ่มตามติดไม่หยุด ไฟถนนที่ดับไล่ตามทาง ไปจนถึงเสียงเล็บขูดหน้าต่างยามค่ำคืน… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปงXเต้ย ผีเหรียญ ’ (9 ธันวาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ใครในห้องน้ำ’ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ ‘เบนจี้’ ยังอาศัยอยู่หอพักมหาวิทยาลัย คืนหนึ่งมีรุ่นพี่ที่รู้จักกันชวนไปนั่งดื่มที่ห้อง เบนจี้จึงไปพร้อมกับรูมเมทอีกหนึ่งคน ภายในห้องมีคนนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากันหลายคน บรรยากาศดูปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกตตำแหน่งที่เบนจี้นั่งอยู่เป็นจุดที่มองเห็นประตูห้องน้ำได้พอดี และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดปกติ เบนจี้สังเกตเห็นว่า มีใครบางคนเดินเข้าออกห้องน้ำหลายครั้งเห็นแค่ระดับเท้า จึงไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่คนอื่นในวง จนกระทั่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เดินผ่านหน้าประตูห้องน้ำ เป็นกระโปรงยาวคลุมถึงตาตุ่ม และเท้าเปลือย ๆ เบนจี้เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ เพราะในวงดื่มคืนนั้น มีผู้หญิงแค่เบนจี้กับรูมเมทเท่านั้นไม่นานนัก รุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจะไปเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนหน้านั้น เบนจี้เพิ่งเห็นเท้าคู่นั้นเดินเข้าไปแล้ว เมื่อหันไปมองอีกครั้ง…กลับเห็นเพียงพี่ผู้ชายคนเดียวอยู่ในห้องน้ำ ไม่มีใครอื่นเลย ความรู้สึกอึดอัด และกดดันเริ่มก่อตัว เบนจี้จึงขอออกไปสูดอากาศข้างนอก และรูมเมทก็เดินตามออกมา ทั้งสองไปนั่งอยู่ที่บันไดทางขึ้นหอ เบนจี้บอกกับเพื่อนว่า…“กูเห็นนะ” เพราะส่วนตัวเป็นคนที่มีเซ้นส์เรื่องลึกลับอยู่แล้วรูมเมทตอบกลับทันทีว่า ตอนอยู่ในห้องก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน พอเพื่อนถามต่อว่าเห็นเป็นยังไง ในจังหวะที่เบนจี้กำลังจะอธิบายปลายหางตากลับเห็นข้อเท้าและชายกระโปรงสีขาวแบบเดียวกับที่เห็นในห้องอยู่ด้านหลังพวกเขาร่างนั้นค่อย ๆ ย่อตัวลง จนเห็น ปลายผมสีดำยาว เหมือนกำลังโน้มตัวลงมา เพื่อฟังว่าเบนจี้จะพูดอะไรต่อเบนจี้ลดเสียงลงทันที แล้วกระซิบกับเพื่อนว่า“มันอยู่ตรงนี้…มันกำลังฟังเราอยู่”ทั้งสองนับจังหวะแล้วหันกลับไปมองพร้อมกันแต่…ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความไม่สบายใจทำให้ทั้งคู่รีบขอตัวกลับ ระหว่างขับรถกลับหอ เบนจี้ได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าตามกลับมาเลย แต่ขณะขับรถอยู่ เบนจี้เหลือบมองกระจกข้างเห็น ไฟถนนค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ไล่ตามหลังมาอีกเพียงเลี้ยวซ้ายเดียวก็จะถึงหอพักแต่จู่ ๆ รถกลับ ดับกลางทาง…ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบผิดปกติ โชคดีที่มีนักศึกษาผู้ชายขับรถผ่านมา จึงช่วยสตาร์ทรถให้ จนทั้งคู่สามารถกลับหอได้อย่างปลอดภัยเช้าวันถัดมา เบนจี้ถามรูมเมทว่า “เมื่อคืนหลับสบายไหม”แต่คำตอบที่ได้คือ“สบายอะไร…ได้ยินเสียงเหมือน เล็บขูดบานเกร็ดหน้าต่างทั้งคืน”ตอนแรกเบนจี้ไม่เชื่อ จนไปดูที่หน้าต่าง และพบว่า มีรอยเล็บจริง ๆ เป็นรอยเล็กยาว คล้ายเล็บยาวขีดลากลงมา คืนนั้นเอง เบนจี้ก็เริ่มได้ยินเสียงเดียวกัน และจะได้ยินเฉพาะตอนที่ปิดไฟ เสียงนั้นเกิดซ้ำ ๆ อยู่ 2-3 คืน จนกระทั่งวันเข้าพรรษา เบนจี้ได้ไปทำบุญ และอธิษฐานบอกกับสิ่งที่ตามมาว่าขอมอบบุญทั้งหมดในวันนี้ให้ ขอให้กลับไปอยู่ที่เดิมและอย่าตามมาอีกหลังจากวันนั้น…ก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้น ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

18 พ.ค. 2025

เรื่องเล่าจากอาจารย์มิ้น ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ l อังคารคลุมโปง X หญิง รฐา - ก๊ก ปริญญา [ุ6 พ.ค.2568]

เมื่อต้องไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ ต้องพบเจอกับความยากลำบาก แต่ระหว่างที่ทำวิจัยอยู่นั้น งานทุกอย่างกลับราบรื่นไปได้ด้วยดี ..หรืออาจเป็นเพราะมีบางอย่างช่วยเหลืออยู่! นี่คือเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีสาวช่วยงานวิจัย’ จาก ‘อาจารย์มิ้นท์’ ที่ได้นำมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 พฤษภาคม 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ‘ดีเจมดดำ’ เรื่องราวสุดหลอนนี้จะเป็นอย่างไร ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! อาจารย์มิ้นท์ได้เล่าว่า ตนเองได้ทุนไปทำวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 2 เดือน แม้จะอยู่ญี่ปุ่นแล้วอาจารย์มิ้นท์ก็ยังต้องเรียนภาษาจีนกับเหล่าซือที่ไทยอยู่ เธอจึงเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทน แต่วันแรกที่ไปทำวิจัยที่นั่นกลับพบว่าอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ต้องใช้อินเทอร์เน็ตจากมือถือแทน นอกจากนี้อาจารย์มิ้นท์ยังเล่าอีกว่า เหล่าซือที่สอนภาษาจีนของตนนั้นเป็นลูกหลานครูหมอโนราห์และเป็นคนเห็นผี ระหว่างที่กำลังเรียนภาษาจีนอยู่นั้น ในช่วงแรกเหล่าซือก็มีอาการตกใจแปลก ๆ อาจารย์มิ้นท์ได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ เมื่อเรียนเสร็จก็ถามเหล่าซือว่าเกิดอะไรขึ้น เหล่าซือบอกว่า “มีผู้หญิงผมยาว ชุดขาวอยู่นอกหน้าต่าง” จากนั้นเหล่าซือก็บอกให้อาจารย์มิ้นท์เดินไปดูที่ระเบียง ปรากฏว่าที่ตึกแห่งนี้ไม่มีระเบียง ทำให้แน่ใจได้ว่า ไม่มีทางที่จะมีคนยืนอยู่ข้างนอกหน้าต่างอย่างแน่นอน เนื่องจากเหล่าซือคนนี้สามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณได้ จึงบอกกับอาจารย์มิ้นท์ว่าผีสาวตนนั้นเป็นวิญญาณที่อยู่ที่นั่นมาหลายร้อยปีแล้ว และในวันนั้นเอง อาจารย์มิ้นท์ก็มีงานที่ต้องส่งด่วนในวันรุ่งขึ้น แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังใช้งานไม่ได้ จึงคิดอยากท้าทายวิญญาณสาวตนนั้นว่า “ถ้าทำให้อินเทอร์เน็ตติดได้ จะถวายอาหารชุดใหญ่ให้” ปรากฏว่าอินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ปกติ และสามารถส่งงานได้ทัน อาจารย์มิ้นท์จึงได้เตรียมอาหารชุดใหญ่เอาไว้สำหรับวิญญาณสาวตนนั้น และทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ ชีวิตของอาจารย์มิ้นท์วนเวียนอยู่กับห้องนี้วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งคืนหนึ่ง อาจารย์อีกคนได้เดินมาที่โต๊ะอาจารย์มิ้นท์ในระหว่างที่กำลังทานข้าวอยู่ จากนั้นเขาก็ทำหน้าตกใจ พออาจารย์มิ้นท์ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า “เห็นเหมือนคนกำลังนั่งกินข้าวกับอาจารย์มิ้นท์อยู่” อาจารย์มิ้นท์รู้ทันทีว่าเป็นวิญญาณสาวตนนั้นอย่างแน่นอน เมื่อใช้ชีวิตมาสักระยะในห้องทำงานห้องเดิม เธอก็เกิดความสงสัยว่าวิญญาณตนนั้นยังอยู่ที่เดิมหรือไม่?และ วิญญาณสาวตนนั้นรู้หรือไม่ว่าเธอไปที่ไหน ทำอะไรมาบ้าง จึงได้ลองถามเหล่าซือที่สามารถสื่อสารกับดวงวิญญาณดูอีกครั้ง สรุปว่าวิญญาณสาวตนนั้นสามารถบอกกับเหล่าซือได้หมดว่าอาจารย์มิ้นท์ทำอะไรมาบ้าง อาจารย์มิ้นท์ก็ได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยขอวิญญาณตนนั้นว่า ‘ขอให้งานที่ทำอยู่สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี’ เธอจึงคิดว่าที่ผ่านมาระหว่างที่ทำงานวิจัย ไม่ว่าจะติดต่อสถานที่ไหนในญี่ปุ่นก็เรียบง่าย อาจเป็นเพราะวิญญาณสาวช่วยเอาไว้ก็เป็นได้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณกุ้ง 'พี่รออยู่หน้าห้อง' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

24 ก.พ. 2025

เรื่องเล่าจากคุณกุ้ง 'พี่รออยู่หน้าห้อง' l อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [18 ก.พ. 2568]

นักศึกษาพักอยู่ในหอพักราคาถูก ทุกชั้นของหอพักจะมีเครื่องดนตรีตั้งอยู่ และทุกคืนจะได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงชายปริศนาที่ดังมาจากหน้าห้องว่า “น้องอยู่ไหน พี่รอหน้าห้อง เปิดประตูให้พี่หน่อย” เจ้าของเสียงคือใคร? แล้วเขามาหาใคร? และเหตุใดหอพักแห่งนี้ ถึงต้องมีเครื่องดนตรีตั้งอยู่ทุกชั้น? หาคำตอบได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (18 กุมภาพันธ์ 2568) กับเรื่องราวสุดหลอนจาก ‘คุณกุ้ง’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘พี่รออยู่หน้าห้อง’ พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ แล้วระวังให้ดี.. คืนนี้ อาจมีใครมาเคาะประตูห้องคุณ! เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของคุณกุ้ง ซึ่งขณะนั้นคุณกุ้งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กำลังจะสำเร็จการศึกษา และได้เข้าพักในหอพักแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นอาคารห้าชั้น ส่วนใหญ่ผู้อยู่อาศัยเป็นนักศึกษา มีเพียงบางส่วนที่เป็นคนทำงาน ในช่วงแรกที่เข้าพัก ทุกอย่างดูปกติ ไม่มีสิ่งใดผิดแปลกไป แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือ ทุกชั้นของอาคารนี้มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งตั้งอยู่ นอกจากนี้ ห้องที่คุณกุ้งพักคือห้อง 312 อยู่ตรงกับบันได และหน้าห้องติดกระจกแปดเหลี่ยมที่มีสัญลักษณ์สิงโตคาบดาบ ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก คิดเพียงว่าอยู่ห้องไหนก็ได้ คืนหนึ่ง ในช่วงสอบไฟนอลของภาคเรียนแรก หอพักจะค่อนข้างเงียบกว่าปกติ เวลาประมาณ 3 - 4 ทุ่ม ขณะที่คุณกุ้งกำลังเดินกลับห้อง ทุกอย่างดูเงียบสงบ จนกระทั่งได้ยินเสียงชายคนหนึ่งคุยโทรศัพท์ “น้องอยู่ไหนแล้ว พี่รออยู่หน้าห้อง ถ้าใกล้ถึงแล้วบอกหน่อย หรือเปิดประตูให้พี่หน่อย” เสียงนั้นพูดซ้ำไปซ้ำมา เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แล้วก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่สุดทางเดิน แต่งกายคล้ายยุค 80-90 สวมเสื้อยืดสีขาว ทับด้วยแจ็คเก็ตยีนส์ ตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร จึงเดินเข้าห้องไป แต่เมื่ออยู่ในห้อง เขากลับเริ่มเอะใจ ทำไมเสียงที่ได้ยินถึงใกล้มาก ทั้ง ๆ ที่ชายคนนั้นยืนอยู่ห่างออกไปพอสมควร จากนั้นไม่นานก็มีเสียงเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาคิดว่าอาจเป็นเพื่อนหรือแฟน จึงเปิดประตูออกไป แต่กลับไม่พบใคร หน้าห้องว่างเปล่า เขาจึงปิดประตู คิดว่าอาจเป็นเสียงจากห้องอื่นที่อยู่คนละชั้น แต่แล้วเสียงเคาะก็ดังขึ้นอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก เขาเปิดประตูออกไปอีกครั้ง และเหมือนเดิม.. ไม่มีใครอยู่หน้าห้อง จนครั้งที่ 3 เขาได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากบันได คราวนี้เป็นเพื่อนของเขาเอง มาขอยืมหนังสือ เขาจึงถามทันทีว่า “เมื่อกี้แกเคาะประตูห้องเราหรือเปล่า?” เพื่อนปฏิเสธว่า “ไม่นะ เราเพิ่งเดินขึ้นมา” ในคืนต่อมา เขาพบชายคนเดิมอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้คุยโทรศัพท์ แต่กลับนั่งอยู่ตรงบันได จ้องมาทางเขาและเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “น้องอยู่ที่ไหน พี่อยู่หน้าห้องแล้ว เปิดประตูให้พี่หน่อย” แต่น่าแปลกที่ปากของชายคนนั้นไม่ได้ขยับเลย คราวนี้ เขามั่นใจว่า สิ่งที่เห็น ไม่ใช่คนแน่นอน เขาเริ่มลังเลว่าจะย้ายออกดีไหม เพราะค่าเช่าหอพักถูกมาก จึงพยายามอดทน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มได้ยินเสียงนี้บ่อยขึ้น รวมถึงเพื่อนบางคนก็ได้ยินเช่นกัน คุณกุ้งตัดสินใจไปถามคนดูแลหอพัก ตอนแรกเขาเลี่ยงที่จะตอบ จนคุณกุ้งต้องบอกว่า “บอกหนูเถอะค่ะ ยังไงหนูก็อยู่มา 3-4 เดือนแล้ว อีกไม่นานก็เรียนจบแล้ว” ในที่สุด คนดูแลหอพักก็ยอมเล่าให้ฟัง “พี่เองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องจริงหรือเปล่านะ เพราะพี่เพิ่งมาเฝ้าหอได้ไม่นาน แต่ยามของหอพักข้าง ๆ เคยเล่าให้ฟังว่า.. เคยมีคู่รักชายหญิงเช่าห้องอยู่ที่ชั้นสาม ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทำงานกันคนละที่ วันหนึ่ง ฝ่ายชายกลับมาที่ห้อง อยู่ในห้องได้ 2 วันก็ยังไม่มีความผิดปกติอะไร จนฝ่ายหญิงโทรมาหา แล้วไม่มีคนรับสาย เขาเลยเดินทางมาหาฝ่ายชายที่หอพักแห่งนี้ ปรากฏว่าเคาะห้องก็ไม่เปิด แต่พอโทรไปเสียงโทรศัพท์ดัง จนเขาขอให้งัดห้อง แล้วสิ่งที่ได้เห็นคือ ฝ่ายชายนอนไหลตายอยู่บนที่นอนแล้ว ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะย้ายออก เธอมักได้ยินเสียงชายคนหนึ่งพูดหน้าห้องวนซ้ำ ๆ ว่า ‘น้องอยู่ไหน พี่รออยู่หน้าห้องแล้ว เปิดประตูให้พี่หน่อย’ เธอได้ยินแบบนี้ทุกคืน จนสุดท้ายทนไม่ไหว และย้ายออกไป” และเหตุผลที่ทุกชั้นในหอพักแห่งนี้มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งตั้งอยู่ ก็ได้รับคำตอบว่า “ตอนที่ก่อสร้างหอพัก มีคนงานคนหนึ่งชอบเป่าเครื่องดนตรีหลังเลิกงาน แต่แล้ววันหนึ่งเขาประสบอุบัติเหตุ ตกจากนั่งร้าน แม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่สุดท้ายก็เสียชีวิต เจ้าของอาคารจึงนำเครื่องดนตรีมาติดไว้ที่คานของทุกชั้นเพื่อแก้เคล็ด” และสิ่งที่ทำให้คุณกุ้งขนลุกยิ่งขึ้น คือรุ่นพี่ที่เคยพักที่นี่เล่าว่า “คืนใกล้วันโกน มักมีคนเห็นชายชุดเปื้อนฝุ่นเดินอยู่ที่ชั้นหนึ่ง พร้อมกับได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยท่ามกลางความเงียบ” เรื่องนี้ทำให้หลายคนที่รู้ประวัติของหอนี้ ค่อย ๆ ทยอยย้ายออกไป และนั่นก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหอพักแห่งนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-