เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 17 มิ.ย.2568 ]

24 มิ.ย. 2025

        ‘คุณเจน The Ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินป่าสุดระทึก เพราะมีคนไม่เคารพป่า และออกไปล่าสัตว์จนเกิดเรื่องราวที่แทบหยุดหายใจ!

        ดวงตาปริศนาสีแดงคืออะไร?

        เกิดอะไรขึ้นระหว่างเข้าป่า?

        เรื่องราวทั้งหมดจะจบลงอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 มิถุนายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ล้ำเส้นตาย ป่าอาถรรพ์’

        คุณเจนบอกว่าเรื่องนี้มาจาก ‘คุณปู’ นักเล่าเรื่องผีจากรายการ The Ghost Radio ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีประสบการณ์ขนหัวลุกที่ป่าสัมปทานแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน โดยคุณปูทำงานเกี่ยวกับการสัมปทานป่าไม้ และมีลูกน้องคนสนิทชื่อ ‘น้องหนุ่ม’ คอยติดตามไปด้วยเสมอ

        หลายคนที่ต้องเข้าป่าก็มัจะมีความเชื่อต่าง ๆ มากมาย คุณปูจึงพาพรานป่าประจำตัวชื่อ ‘เฒ่าแปร’ ไปด้วยทุกครั้ง เพราะไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ลี้ลับหรืออาถรรพ์อะไร หากมีเฒ่าแปรอยู่ด้วย คุณปูก็จะรู้สึกอุ่นใจ

        ในการเข้าไปสัมปทานป่าไม้ครั้งนั้น งานจะแบ่งเป็นเขต เมื่อทำเขตแรกเสร็จ ก็จะย้ายแคมป์ไปยังเขตที่สอง ซึ่งอยู่บนภูเขาและมีสภาพป่าที่ลึกและทึบกว่ามาก ต้นไม้ก็สูงใหญ่และน่ากลัว

        วันหนึ่ง เจ้านายของคุณปูส่งลูกชายเข้ามาในพื้นที่พร้อมเพื่อนอีกหลายคน และมีคนนำทางส่วนตัวติดมาด้วย ลูกเจ้านายเป็นคนชอบล่าสัตว์ คุณปูจึงนำไปปรึกษากับเฒ่าแปร ซึ่งก็เห็นด้วยว่าควรเตือน เพราะอาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ แต่เมื่อนำไปบอกลูกเจ้านายและเพื่อน ๆ พวกเขากลับไม่เชื่อ ซ้ำยังหัวเราะเยาะ ซึ่งป่านี้แม้แต่พระธุดงค์ที่ชำนาญเส้นทางก็ยังเคยหลงและมรณภาพ ไม่สามารถกลับออกมาได้

        หลังจากได้หยุดพักกลับไทยได้ 2 วัน คุณปูกลับเข้าไปที่แคมป์อีกครั้งพร้อมกับน้องหนุ่ม และเสมียนหญิงอีก 2 คน พบว่าทุกคนได้ย้ายแคมป์ไปยังเขตที่ 2 แล้ว ในคืนนั้น เวลาประมาณสองทุ่ม ขณะที่คุณปูและเสมียนหญิงกำลังนอนอยู่ในเต็นท์ คุณปูได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากป่า ฟังคล้ายเสียงลูกแมว แต่เมื่อเงี่ยหูฟังดี ๆ กลับกลายเป็นเสียงเด็กร้องไห้ สักพักก็มีเสียงโหยหวนแหลมสูงดังมาจากป่า คุณปูนอนนิ่งด้วยความกลัว จนกระทั่งมีเสียงฝีเท้าเดินวนเวียนอยู่รอบเต็นท์ และจู่ ๆ ก็มีบางอย่างกระโจนเข้ามาในเต็นท์อย่างแรง ปรากฏว่าเป็นน้องหนุ่มในสภาพเปลือยกาย! คุณปูตกใจและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น!”

        น้องหนุ่มเล่าว่า ขณะที่อยู่ในบ้านพักกับกลุ่มลูกเจ้านาย จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างวนเวียนอยู่รอบบ้าน จนทำให้ทุกคนแตกตื่น วิ่งหนีกันคนละทิศละทาง เขาเชื่อว่าผีจะกลัวคนแก้ผ้า จึงถอดเสื้อผ้าวิ่งมาหลบในเต็นท์ ตอนนั้นเต็นท์มีรอยขาดเล็ก ๆ คุณปูจึงออกไปดู ก็เห็นว่าในความมืดของป่าลึก บนต้นไม้มีดวงตาสีแดงนับสิบคู่จ้องมาทางเต็นท์ และไม่นานนัก ก็มีบางอย่างรูปร่างคล้ายคน แต่ตัวใหญ่ มีขนยาว วิ่งวนรอบเต็นท์ มันพยายามจะเข้าแคมป์ แต่ติดที่มีไฟก่ออยู่ จึงไม่กล้าเข้าใกล้ และสุดท้ายกระโจนขึ้นต้นไม้หายไป

        เช้าวันรุ่งขึ้น เฒ่าแปรกลับมาที่แคมป์ คุณปูรีบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง พอได้ยิน เฒ่าแปรก็หน้าเครียด เดินไปที่กองไฟที่ลูกเจ้านายใช้สังสรรค์เมื่อคืน ตรวจดูสักพัก แล้วพูดแค่ว่า

        “วันนี้หยุด ทุกอย่างห้ามทำงาน ต้องทำพิธี และต้องตามหาคนที่หายไปให้เจอก่อน”

        คนที่หายไปก็คือ ลูกเจ้านายและเพื่อนทั้งหมด เฒ่าแปรออกตามหาตั้งแต่เช้า กว่าจะกลับมาก็ช่วงเย็น และพาทุกคนกลับมาได้ครบ สภาพแต่ละคนดูเหมือนผ่านการหนีตายมา เสื้อผ้าขาดรุ่ย เปื้อนโคลนเต็มตัว บางคนมีใบไม้ติดหน้า แต่ด้วยความที่เย็นแล้ว หากเดินทางกลับถึงตอนกลางคืนอาจเป็นอันตราย เฒ่าแปรจึงทำพิธีลงอาคมรอบพื้นที่ แล้วพูดกับทุกคนว่า

        “คืนนี้.. ห้ามออกจากที่พัก ถ้ารอดคืนนี้ไปได้ แปลว่ารอด”

        คืนนั้นก็ยังมีเสียงแปลก ๆ เกิดขึ้นอีกเช่นเคย แต่ไม่รุนแรงเท่าคืนก่อน

        รุ่งเช้า เฒ่าแปรเดินไปที่กองไฟเมื่อคืน และใช้ไม้เขี่ยดู ปรากฏว่าเจอ กะโหลกเล็ก ๆ คล้ายของลิง เขาจึงหันไปถามคนนำทางว่า

        “ไปทำอะไรกันมา?”

        คนนำทางนิ่งไปก่อนจะเล่าว่า วันก่อนที่คุณปูไม่อยู่ พวกเขาแอบไปล่าสัตว์กัน ในตอนแรกก็ยิงนกเล่น พอเจอฝูงลิงก็เริ่มยิงลิง พอดีมีลิงแม่ลูกอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง ขณะที่กำลังจะอุ้มลูกหนี ก็ถูกยิงทะลุตัวแม่ไปโดนลูกตายทั้งคู่ เฒ่าแปรบอกว่าสิ่งที่ทุกคนเจอในคืนนั้น อาจเป็นวิญญาณของ ‘จ่าฝูงลิง’ ที่ออกมาทวงความยุติธรรมให้ฝูงของมัน ก่อนกลับ เฒ่าแปรจึงเตือนทุกคนว่า

        “ถ้าออกจากป่าไปได้.. อย่ากลับมาอีก เพราะคราวหน้าอาจไม่โชคดีแบบครั้งนี้”

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

15 ก.ค. 2024

เรื่องเล่าจาก นนท์ อินทนนท์ ’เปรตขอส่วนบุญ‘ I อังคารคลุมโปง X นนท์ อินทนนท์ [ 9 ก.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณนนท์ อินทนนท์‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (9 กรกฎาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’เปรตขอส่วนบุญ‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณนนท์เล่าว่า ตนเคยไปบวชที่เชียงราย เป็นวัดตรงข้ามบ้าน เป็นการบวชหลังเรียนจบก็เมื่อ 10 ปีที่เเล้ว เพราะเคยคิดหลังเรียนจบก็ตั้งใจจะบวช โดยปกติของพระใหม่ส่วนใหญ่ที่ต่างจังหวัดก็จะให้นอนในโบสถ์ ซึ่งโบสถ์ส่วนใหญ่จะไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องเดินไปเข้าห้องน้ำด้านนอก ในคืนนั้นคุณนนท์ไม่ได้นอนคนเดียว มีคุณพ่อ คุณลุงเเละเณร 7 คน เมื่อทราบว่ามีเณรมาอยู่ด้วยก็สบายใจ จากนั้นก็พากันเข้านอน ในกลางดึกคืนนั้นคุณนนท์ตื่นขึ้นมาเพราะปวดปัสสาวะ จึงสะกิดปลุกคุณลุงไปเข้าห้องน้ำนอกโบสถ์ด้วยกัน พอทำธุระเสร็จก็กลับเข้ามานอนในโบสถ์ ระหว่างที่กำลังจะล้มตัวนอนก็มีเสียง เอี๊ยด เอี๊ยดด ดังขึ้น พอมองดูรอบ ๆ ก็ไม่มีอะไร เเต่หลังจากนั้นเสียง เอี๊ยดดด นั้นก็ลากยาวขึ้น ดังรอบ ๆ โบสถ์ คุณนนท์จึงสะกิดถามคุณลุงว่า “ลุงได้ยินเสียงอะไรมั้ย หนูว่าเสียงมันแปลก ๆ อ่ะ” ลุงตอบกลับว่า “ลุงอ่ะ ได้ยินตั้งเเต่เเรกแล้ว ที่นนท์ขยับตัวก็ไม่รู้จะได้ยินเหมือนกันมััย” แล้วลุงก็ได้บอกกับคุณนนท์ว่ามันคือเสียง เปรต พอรู้ว่าเป็นเสียงเปรตคุณนนท์ก็รู้สึกขนลุก จึงถามลุงต่อว่า “ทำไรได้บ้าง สวดมนต์ได้มั้ย อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขาได้มั้ย“ ลุงก็ตอบกลับว่า ”ถ้ายิ่งทำ เขาจะยิ่งมาขอเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นนอนเเล้วตั้งสติ“ คุณนนท์รู้แบบนี้เเล้วก็ทำอะไรไม่ได้จึงต้องข่มตาหลับ หลังจากที่บวชเสร็จ คุณนนท์ได้ไปถามกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อ วันนั้นนนท์ได้ยินเสียงเเบบนี้นะ มันคือเสียงอะไร” หลวงพ่อตอบกลับว่า “เป็นเสียงเปรตนี่แหละ เเต่เป็นเปรตที่มีชีวิต“ คุณนนท์ได้เเต่งงว่าเปรตที่มีชีวิตคืออะไร ลุงของคุณนนท์ที่นั่งอยู่ข้างกันก็สะกิดเเล้วพูดว่า ”เห็นป้าคนนั้นมั้ย เขาชอบขโมยของที่บิณฑบาตมาแล้วเอาไปกินเอาไปใช้“ เเล้วลุงของคุณนนท์ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ”เขายังไม่เสียชีวิต เเต่จิตเขาเป็นเปรต ตอนเขานอนเขาต้องชดใช้กรรม ด้วยการเป็นเปรตอยู่ในวัด“ จนตอนนี้คุณนนท์ก็ยังเห็นคุณป้าคนนี้อยู่ที่วัด เเละยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

13 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณบอส 'ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58' l อังคารคลุมโปง X เจน-สาวแอน The Ghost [ 26 ส.ค.2568 ]

นี่คือเรื่องราวปริศนาของนักเดินเทรล เมื่อเขาได้เข้าไปเดินป่าในเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวของเขาอีกเลย เจ้าหน้าที่อุทยานได้ปูพรมค้นหา แต่กลับพบเพียงเต็นท์และข้าวของเครื่องใช้ในสภาพปกติ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือแม่กระทั่งรอยเท้าของสิ่งใด เขาหายตัวไปได้อย่างไร? มีเบาแสอะไรที่จะช่วยตามหาตัวชายผู้นี้ และ ‘อะไร’ ทำให้เขาหายไป.. หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (26 สิงหาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ปริศนาเส้นทางเดินป่าไมล์ 58’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของ ‘เดวิด บาโร’ เขาเป็นนักเดินเทรล ชอบเดินป่า ตั้งแคมป์คนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 เขาตัดสินใจที่จะไปเดินในเส้นทาง Appalachian Trail ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเท้าที่ยาวที่สุดในโลก คืนก่อนที่จะเดินทาง เขาได้มีการโพสต์ผ่านโซเชียลไว้ว่า “คืนนี้ตั้งใจจะไปตั้งแคมป์ใกล้ไมล์ 58 ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ถ้ามีสัญญาณจะไลฟ์ให้ดู” แต่หลังจากโพสต์นี้ก็ไม่มีโพสต์อื่นอัปเดตอีกเลย หลังจากเขาหายตัวไปสักพัก ทางบ้านก็เริ่มเป็นกังวลและเป็นห่วง จึงทำการประสานงานกับ NPS (National Park Service) หรือ หน่วยงานอุทยานแห่งชาติ ให้ส่งกำลังคนเข้าตามหา วันถัดไปในเวลาเช้าตรู่ หน่วยพิทักษ์พันธุ์ป่าได้ออกสำรวจเส้นทางบริเวณไมล์ 58 เพื่อตามหาพิกัดที่เดวิดได้ไปตั้งแคมป์ ผ่านไป 3-4 ชั่วโมงก็พบกับแคมป์ของเขา แต่สิ่งที่แปลกคือสภาพของแคมป์ยังสมบูรณ์ เต็นท์ถูกกางไว้อย่างดี เสื้อผ้าพับเรียบร้อยราวกับไม่เคยมีใครหยิบมาใช้งาน อาหารไฟเบอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะยังไม่มีการถูกเปิดออก รวมถึงวิทยุสื่อสารของเขามีการกดค้างเหมือนต้องการส่งสัญญาณสื่อสารกับใครบางคน เมื่อเจ้าหน้าที่เดินสำรวจรอบเต็นท์ก็ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ จึงทำการนำวิทยุสื่อสารของเขาไปย้อนฟังว่าเหตุการณ์ก่อนที่จะหายตัวไป เขาได้ติดต่อหรือสื่อสารกับใครบ้าง แต่ก็พบกับความแปลกอีกครั้งนั่นก็คือเสียงในวิทยุสื่อสารเป็นเสียงฝนตกกระหน่ำซ่าสลับกับเสียงหอบหายใจ เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าเป็นเสียงของเดวิดที่กำลังกลัวบางอย่างอยู่ ต่อมา มีเจ้าหน้าที่พบสมุดจดบันทึกของเขาอยู่ในกระเป๋าด้านข้างเต็นท์จึงหยิบขึ้นมาอ่าน แล้วพบว่าสมุดบันทึกนี้มีทั้งหมด 4 หน้า หน้าที่ 1 คือ รายละเอียดเส้นทางที่จะเดินทางต่อหลังจากตั้งแคมป์ตรงนี้ หน้าที่ 2 คือ รายการอาหารที่จะต้องจัดสรรให้เพียงพอกับการเดินป่าครั้งนี้ แต่สิ่งที่แปลกและแตกต่างออกไปคือหน้าที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนที่เขาจะหายตัวไป หน้าที่ 3 ย่อหน้าแรก เขียนไว้ว่า “คืนนี้ฝนตกหนักมาก รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเดินรอบเต็นท์ แต่จากประสบการณ์ที่เดินเทรลมาเยอะ สามารถบอกได้ว่านี่ไม่ใช่เสียงของกวาง ไม่ใช่หมาและไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นเสียงเหมือนคนเดินลากขาอยู่รอบเต็นท์” ย่อหน้าที่สอง เขียนไว้ว่า “ผมไม่เปิดไฟ เพราะผมไม่อยากให้มันรู้ว่าผมอยู่ในนี้” ส่วนหน้าที่ 4 เป็นหน้าที่ตกใจที่สุด ซึ่งถูกบันทึกไว้ว่า “มันปลอมเสียงฝนได้” เขาเขียนประโยคนี้ซ้ำถึง 7 ครั้ง ราวกับกำลังหวาดกลัว จริง ๆ แล้วแม้ในวิทยุสื่อสารจะมีเสียงฝนตกหนัก แต่ตั้งแต่วันที่เขาหายตัวไปจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีรายงานว่าบริเวณนั้นมีฝนตกแต่อย่างใด อากาศปลอดโปร่ง ใบไม้แห้ง พื้นดินไม่เปียกชุ่ม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังคนเพื่อค้นหาเพิ่มอีก 35 คนไปตามแนวพื้นที่ ใช้ทั้งสุนัขดมกลิ่น โดรน และอุปกรณ์จับความร้อน แต่ก็ไม่พบตัวเดวิด ทั้งนี้ บริเวณโดยรอบก็ไม่มีรอยเท้าที่แสดงให้เห็นถึงการวิ่งหลบหนี การที่เดวิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ ทำให้การตามหาตัวยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้พื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่เงียบสงัด ถึงขั้นที่ว่าเหยียบอะไรก็มีเสียงดังขึ้นจนได้ยินไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหาผ่านไปอีก 1 วัน ก็พบกับกล้องโกโปรที่ถูกใบไม้ทับเอาไว้และฝังอยู่ใต้ต้นไม้อีกที ซึ่งห่างออกไปจากพื้นที่ตั้งแคมป์ประมาณ 300 เมตร เนื้อหาภายในกล้องมีคลิปความยาว 2.48 นาที เมื่อเปิดดูก็ได้ยินเสียงฝนซ่าดังวนลูปไป เจ้าหน้าที่ได้นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสียงฟัง ก็ได้รู้ว่ามีความผิดปกติเหมือนมีคนจงใจส่งสัญญาณอะไรบางอย่างเพื่อหลอกและก่อกวนให้คุณเดวิดนั้นสับสน เสียงซ่าดังยาวนานถึง 2 นาทีแล้วหยุด หลังจากนั้นเป็นเสียงซู่ซ่าที่ฟังไม่ออก หากต้องการถอดความต้องใช้วิธีสโคปเส้นความคมชัดของเสียงเพื่อให้ออกมาเป็นรูปประโยค จึงจะจับใจความได้ และประโยคนั้นก็คือคำว่า.. “เราเห็นนายแล้ว นายคิดว่าจะมุดในถุงนอนได้ตลอดหรอ” หลังจากนั้นคลิปก็ตัดและเสียงก็หายไป เจ้าหน้าที่กระจายตัวค้นหานับเดือนก็หาไม่เจอ จึงประกาศเป็นบุคคลหายสาปสูญเพราะไม่เจอเบาะแสอะไรที่จะตามต่อได้ เรื่องราวผ่านไปเป็นเวลา 3 ปี มีนักเดินป่า 2 คนพบกระดูกมนุษย์ส่วนท่อนแขนในเส้นทางไมล์ 58 จึงนำลงมาให้เจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ DNA เพื่อระบุตัวตน เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าตรงกับ DNA ของเดวิด แต่เมื่อตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนดูแล้วกลับพบว่า กระดูกชิ้นนี้ไม่เหมือนกระดูกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 3 ปี เนื่องจากไม่มีร่องรอยการย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่มีตะไคร่และหินปูน แต่เหมือนกระดูกชิ้นใหม่ที่ถูกนำมาวางไว้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ และมีการค้นพบกระดูกเพียงแค่ชิ้นส่วนแขนเท่านั้น จึงไม่สามารถระบุว่าเป็นผู้เสียชีวิตได้ ทำให้ปัจจุบันเดวิดยังคงเป็นผู้สูญหายต่อไป นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าจากหลักฐานคลิปเสียงและสมุดโน้ตของเขานั้น เป็นไปได้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น สัตว์นักล่าที่พยายามเลียนแบบปล่อยเสียงคลื่นความถี่เพื่อให้เหยื่อสับสนและหลอกล่อเหยื่อ แต่จนถึงตอนนี้ คดีนี้ก็ยังคงเป็นคดีที่ยังปิดไม่ได้ต่อไป..เขียน: กัญญาพร จันทร์ลอยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

04 ต.ค. 2025

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost 'จุดจบบนเส้นขนาน' l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 23 ก.ย.2568 ]

นี่คือเรื่องหลอนจาก ‘เจ๊นก’ เจ้าของอู่รถที่กำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ วันหนึ่งเธอขึ้นดอยเพื่อนำสิ่งของไปช่วยเหลือชาวบ้าน จนได้พบกับยายแก่คนหนึ่ง ยายคนนี้ทราบว่าเธอท้อง จึงเอ่ยขอลูกกับเธอ เธอตอบตกลงโดยไม่ได้คิดอะไร หลังจากมอบการช่วยเหลือเสร็จ ก็ต้องไปทำภารกิจกู้ซากรถที่เกิดอุบัติเหตุตกเขา ซึ่งในซากรถคันนั้นยังมีร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost’ (23 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘จุดจบบนเส้นขนาน’ เรื่องราวนี้เดิมทีถูกเล่าโดย ‘ป้าแมว’ ย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อ พ.ศ. 2534-2535 เจ้าของอู่ ‘เฮียฟุ่ย’ และภรรยา ‘เจ๊นก’ ธุรกิจของทั้งสองคนมีทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนรถจากต่างประเทศ การจดทะเบียนเสียภาษีและบริการรถลากสำหรับอุบัติเหตุหรือการเสียหายของรถ ในส่วนของการนำเข้าชิ้นส่วนรถมาประกอบก็จะมีการทดสอบสมรรถภาพเครื่องยนต์อย่างการ ขึ้นเขา ขึ้นดอย หรือเข้าป่า ในเช้าวันธรรมดา การทำงานยังคงดำเนินอย่างปกติ การตรวจสอบสมรรถภาพรถในวันนั้นได้มีการขนขบวนไปกัน 4-5 คัน และทุกครั้งในการเดินทาง เฮียฟุ่ยและเจ๊นกก็จะแวะเวียนนำของไปบริจาคช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่บนป่าบนดอยอยู่เสมอ เมื่อถึงหมู่บ้าน ทั้งสองก็ได้ถามไถ่ถึงความต้องการในการช่วยเหลือของคนในชุมชน พอธุระเสร็จไปได้ด้วยดีจึงมีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณ เฮียฟุ่ยและเจ๊นกมีลูกชายร่วมกัน 1 คน และตัวของเจ๊นกในตอนนั้นก็ตั้งครรภ์ได้อ่อน ๆ แต่ก็ไม่ได้นำเรื่องนี้ไปบอกใคร ในระหว่างงานเลี้ยงขอบคุณก็มีเสียงเพลงบรรเลงคลอ เจ๊นกก็ได้พบกับคุณยายคนหนึ่งที่เป็นคนพื้นเมืองหรือที่เรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ วินาทีนั้นที่ยายเดินเข้ามาแตะท้องของเจ๊นกและยิ้มเผยซี่ฟันสีดำขลับพร้อมเอ่ยกับเจ๊นกว่า “ปี้! ถ้าปี้มีลูกสาว เฮาขอได้บ่ ?” “ได้สิ” เจ๊นกตอบกลับหญิงแก่โดยไม่ได้คิดอะไร ครั้นพอคุณยายจะเดินผ่านไปก็ได้หันกลับมาเอ่ยถามย้ำคำตอบนั้นอีกครั้ง “เฮาขอแล้วเน้อ” จนเมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับหญิงมีอายุคนนั้นก็ได้รู้ว่า เดิมทีคุณยายเป็นหมอยา ซึ่งในความเป็นหมอยานั้นก็จะสามารถเป็นได้ทั้งสายขาวและสายดำ นั่นคือการช่วยเหลือผู้คนแต่ก็ทำคุณไสยใส่ผู้คนได้เช่นกัน แต่ตัวคุณยายได้ละเลิกการทำทั้งสองสิ่งนั้นไปแล้ว และกลับมาเลี้ยงหลานชายที่ผูกไว้ด้วยผ้าขาวม้าอยู่บนหลังเสมอ เจ๊นกเห็นแบบนั้นจึงเอ่ยถามยายไปว่า “อยากได้หลานสาวเหรอ ?” และก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “อยากได้..” หลังจากนั้นทุกคนก็ต้องขับรถลงดอยแต่ในขณะที่กำลังจะเคลื่อนตัว เจ๊นกก็ได้ไปพบกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาได้บอกว่าเส้นทางที่ขึ้นมาอาจจะธรรมดาไปสำหรับการทดสอบรถ จึงได้เสนอเส้นทางใหม่ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นกว่าแต่มีความโหดกว่าเป็นเท่าตัว เมื่อมองเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการทดสอบรถ จึงตัดสินใจขับไปตามเส้นทางนี้ ในระหว่างที่ขบวนรถเคลื่อนตัวเรียงกันไป เฮียฟุ่ยก็ได้สังเกตเห็นรถคันหนึ่งในแถวเกิดการไถลและพุ่งตกจากดอย สร้างความตกใจให้ผู้ร่วมเดินทางทุกคน แต่ถึงอย่างไรในความโชคร้ายก็ยังหลงเหลือความโชคดี เมื่อจุดเกิดเหตุตรงนั้นเป็นดอยที่ยังมีชั้นหินกั้นลงไปอีกขั้น ทำให้รถคันดังกล่าวไม่พลัดตกลงไปและตัวคนขับก็ปีนกลับขึ้นมาได้ หลังจากนั้นเฮียฟุ่ยและเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันยกรถคันนั้นขึ้นมาแต่กลับกลายเป็นว่าพยายามออกแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้อยู่ดี จนสุดท้ายเฮียฟุ่ยก็ตั้งใจอธิษฐานจิตไปยังรถคันนั้น เพื่อที่จะสื่อสารออกไปว่าตนนั้นไม่ได้จะทำอะไรไม่ดี แค่จะนำซากรถกลับไปเก็บไว้ให้เท่านั้นเอง ท้ายที่สุดคำร้องขอดังกล่าวก็เป็นผล เฮียฟุ่ยดึงรถขึ้นมาได้และหันกลับไปถามกับคนขับว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทางด้านของคนขับได้ให้คำตอบกลับมาว่า เขาเห็นเด็กผู้ชายใส่ชุดชาติพันธุ์เดินอยู่ริมทาง แต่เมื่อหันหน้ากลับมาก็พบว่านัยน์ตาและหน้าอกของเด็กคนนั้นมีลูกธนูปักอยู่! ความหลอนได้ช่วงชิงลมหายใจของเขาไป จนกระทั่งเด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้ามาที่รถอย่างรวดเร็วทำให้เขาต้องหักพวกมาลัยหลบและพลัดตกลงเขาไปในที่สุด หลังจากเหตุการณ์อลหม่านได้ผ่านพ้นไป ก็มีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์เฮียฟุ่ย ปลายสายได้แจ้งกับเฮียฟุ่ยว่า มีรถเกิดอุบัติเหตุจึงต้องการให้มาลากรถไป คนขับรถคันนั้นเป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ขับรถชนแต่ไม่มีคู่กรณี เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หญิงสาวเจ้าของรถ เสียชีวิตทันที แม้จะกังวลว่าเวลาอาจจะล่วงเลยไปจนถึงดึกดื่น แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจขับรถออกไปทำงานนี้ให้เสร็จ ในระหว่างที่รถยังคงสัญจรอยู่ เจ๊นกสังเกตเห็นได้ว่าสามีของตนเกิดอาการตาแข็งในขณะที่ขับรถอยู่ หนำซ้ำยังขับไปในทางที่ไม่ควรจะไป จนสุดท้ายจึงได้รู้ว่ามันเป็นเส้นทางที่พาทั้งคู่ไปยังจุดเกิดเหตุ ตำแหน่งที่หญิงสาวคนนั้นเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต ด้วยความตื่นตระหนก เจ๊นกก็ได้ถามสามีซ้ำ ๆ ว่าทำไมถึงขับมาตรงนี้ ด้านเฮียฟุ่ยเมื่อได้สติก็ได้เอ่ยถามกลับไปเช่นเดียวกันว่าตนนั้นมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ความสับสนมึนงงทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจขับรถออกมาจากจุดนั้นแล้วไปที่สถานีตำรวจ หลังจากสอบถามเรื่องราว ตำรวจที่ดูแลคดีนี้ก็ได้อธิบายเพิ่มว่า ในกรณีนี้คล้ายกับว่าเจ้าของรถขับรถอยู่แล้วดันไปไถลชนเข้ากับข้างทาง ลักษณะของน้องผู้หญิงคนนั้นที่ถึงแม้ว่าจะเสียชีวิตไปแล้วแต่สองมือยังคงกำพวงมาลัยแน่น ลำคอหักงอพาดไปกับประตู หากสังเกตดูข้างรถยังมีคราบเลือดไหลมาเป็นทาง แม้จะหวาดกลัวแต่ทั้งสองคนก็ช่วยกันยกซากรถกลับไปที่อู่ เรื่องราวระทึกขวัญที่ได้รับฟังมาทำให้การเดินทางบนท้องถนนครั้งนี้ไม่ง่ายอีกต่อไป เมื่อเฮียฟุ่ยได้ขับรถวนกลับไปที่จุดเกิดเหตุเหมือนเดิมราวกับว่าสติของตนได้หายไปแล้ว เจ๊นกในตอนนั้นกลั้นใจเหลือบไปมองกระจกหลังก็พบเข้ากับซากรถที่ภายในห้องโดยสารนั้นมีผู้หญิงพยายามตะเกียกตะกายออกมาจากรถทางช่องหน้าต่าง จนในที่สุดตัวของผู้หญิงคนนั้นก็ไถลออกมาและยืนอยู่บนรถลากไม่ยอมขยับไปไหน เจ๊นกเห็นดังนั้นก็อธิษฐานจิตไปว่า เธอไม่ได้จะทำอะไรกับรถแค่จะเอาไปซ่อมแซมให้ เพราะฉะนั้นขอให้เธอเดินทางกลับบ้านได้โดยดี ปรากฏว่าหญิงสาวคนนั้นก็หายไป แต่ดวงชะตาชีวิตก็โดนเล่นตลกใส่ เมื่อเฮียฟุ่ยได้รับสายว่ามีความจำเป็นที่จะต้องไปทำงานที่เชียงราย ทำให้เจ๊นกต้องอยู่กับอาม่าและลูกชายด้วยกันสามคนในคืนนั้น ในช่วงเวลาประมาณตี 1 อยู่ ๆ ลูกชายก็เกิดอาการป่วย ทำให้เจ๊นกต้องเดินไปเอายาที่สำนักงานซึ่งในทางที่เดินไปนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอกับซากรถของผู้หญิงคนเดิม แต่ยิ่งไปกว่านั้นยังมีรถที่เพิ่งโดนยกเข้ามาใหม่ ภายในตัวรถมีรอยกระสุนและคราบเลือดที่เบาะคนขับแต่ตามข้อมูลคือรถคนนี้เกิดอุบัติเหตุรถชนจนเสียชีวิต ทำให้รู้ว่าเจ้าของรถคนแรกถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นก็นำรถมาปรับปรุงและนำไปขายจนเกิดเป็นอุบัติเหตุรถชนในครั้งที่สอง เจ๊นกในวินาทีรับรู้ได้ทันทีว่าภายในอู่รถของตนเองไม่ได้มีเพียงดวงวิญญาณแค่ดวงเดียวแต่ยังมีถึง 3 ดวงวิญญาณ! แม้จะหวาดกลัวแต่เจ๊นกก็กลั้นใจวิ่งไปที่สำนักงาน หยิบยาที่ต้องการแล้วตั้งใจจะหันหลังกลับแต่ในจังหวะนั้นเองก็ได้ยินเสียงเหล็กลั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับผู้หญิงคนเดิมเดินวนรถตัวเองอยู่ ในใจได้แต่หวังให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยตัวเองจากสถานการณ์ตรงหน้าแล้วมันก็เป็นผล! สัมผัสจากแขนเรียกสติเจ๊นกกลับมา เมื่อลืมตาขึ้นมองก็พบกับอาม่ายืนอยู่และพูดกับเจ๊นกว่า “นังหนู! ไปเลยนะ เดี๋ยวตรงนี้ยายจัดการเอง” ได้ยินเช่นนั้นเจ๊นกก็เลยรีบวิ่งกลับมาที่บ้านแต่พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า อาม่าและลูกชายกำลังนอนอยู่! ครั้นพอลองทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าอาม่าไม่เคยเรียกเจ๊นกว่า ‘นังหนู’ และไม่เคยแทนตัวเองว่า ‘ยาย’ เช้าวันถัดมา เจ๊นกตัดสินใจไปทำบุญให้กับเจ้าที่ เพราะลักษณะการใช้คำพูดดูเป็นคนไทย หลังจากทำบุญเสร็จ เจ๊นกก็สั่งรื้อรถคันของน้องผู้หญิงคนนั้น จนไปเจอเข้ากับต่างหูเพชรคู่หนึ่งหล่นอยู่ เจ๊นกโทรเรียกญาติของผู้เสียชีวิตมารับไป คุณแม่ของผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกว่าลูกสาวเขาขอให้ซื้อต่างหูคู่นี้ให้เพราะตั้งใจจะใส่ไปหาคุณพ่อคุณแม่หลังถ่ายรูปรับปริญญา แต่สุดท้ายแล้วดันไปไม่ถึง.. หลังจากนั้นมาเจ๊นกก็ได้คลอดลูกสาว เวลาผ่านไปแรมปีลูกสาวก็ได้ไปทำงานเป็นครูอาสาบนดอยและได้ไปพบรักกับหนุ่มบนนั้นและได้ตัดสินใจแต่งงานกัน ตัวของลูกสาวเดิมทีชื่นชอบในการดูหนังจีนและตั้งใจจะตั้งชื่อลูกว่า ‘นกกระเรียน’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าหมัดมวยที่ตนเองชื่อชอบ แต่เจ๊นกลับมองว่าชื่อนี้ไม่ค่อยเพราะ จึงตั้งชื่อที่คล้ายคลึงกันว่า ‘คาเรน’ และด้วยความบังเอิญความหมายนั้นก็ไปพ้องกับคำในภาษาอังกฤษที่เอาไว้ใช้เรียกกลุ่มคนชาติพันธุ์ ซึ่งก็คือ ‘ชาวกระเหรี่ยง’ ที่เจ๊นกได้เคยเข้าไปช่วยเหลือ และเด็กผู้ชายที่ได้กลายมาเป็นเจ้าบ่าวของลูกสาวก็คือหลานชายของคุณยายที่ได้เจอในครานั้น พลันเสียงที่เคยได้ยินผุดขึ้นมาอีกครั้ง “เฮาขอเน้อ” คำขอที่ในตอนนี้เธอได้เข้าใจความหมายของมันแล้ว(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณนุ๊ก ‘กรรมอดีตชาติ’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

07 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณนุ๊ก ‘กรรมอดีตชาติ’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณนุ๊ก’ สายแรกที่โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวความผูกพันธ์ของคนในตระกูลมั่งมีมากล้นไปด้วยสมบัติ แต่กลับต้องสร้างสงครามประสาทเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งกันเอง ก่อเกิดเป็นบ่วงกรรมที่โยงทั้งอดีตและปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่น่าเชื่อ! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (29 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘กรรมอดีตชาติ’ โดย ‘คุณนุ๊ก’ ได้เล่าไว้ว่า นี่เป็นประสบการณ์ที่ดูให้ลูกดวงชื่อ ‘ปลา (นามสมมติ)’ วันหนึ่งคุณปลาติดต่อมาดูดวงครั้งแรก เขาได้ให้ ชื่อ-นามสกุลและเบอร์โทรเรียบร้อย เมื่อเริ่มการเปิดไพ่ดูดวงก็เห็นว่ามีกรรมในอดีตเกี่ยวกับเรื่องการเงินและการงานที่ติดขัด ดูไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้ว่ากรรมในครั้งนั้น เขาไม่ได้ทำกรรมเองโดยตรงแต่เป็นเพราะคนรักหรือสามี เรื่องราวของคุณปลาในอดีตมาอยู่ว่า เดิมทีเขาเป็นผู้หญิง เป็นลูกของคนที่ทำอาชีพค้าขาย และได้ไปแต่งงานกับสามีซึ่งเป็นขุนนางในตระกูลหนึ่ง เนื่องจากสามีเกิดในตระกูลใหญ่ทำให้มีเรื่องทรัพย์สมบัติให้ปวดหัว สามีนั้นอยากได้มรดกสัดส่วนมากกว่าคนอื่น จึงวางแผนแย่งชิงสมบัติมา โดยให้คุณปลาเป็นหมากในเกม ขณะนั้นเองคุณปลาก็รักสามีมาก รวมถึงค่านิยมในสมัยนั้นด้วย คุณปลาจึงยอมทำทุกอย่าง สิ่งที่คุณปลาต้องทำคือการทำให้น้องสะใภ้แท้งบุตรเพื่อลดส่วนแบ่งในสมบัติ สุดท้ายน้องสะใภ้ก็เสียลูกไปจริง ๆ เหตุการณ์นี้ทำให้น้องเขยกลายเป็นคนบ้าเสียสติ นอกจากนี้คุณปลายังทำอีกสารพัดวิธีจนไปถึงการก่อสงครามประสาทในความสัมพันธ์พี่น้องกันเอง กรรมในอดีตประมาณนี้ส่งผลให้ในปัจจุบัน คุณปลาต้องระมัดระวังเรื่องทรัพย์สิน เช่น ระวังโดนโกง เป็นต้น นอกจากนี้คุณปลายังถามต่อว่า “สามีในอดีตชาติ มาเกิดหรือยังคะ ?” เมื่อเปิดไพ่ออกมาก็บอกว่า ‘เกิดแล้ว’ สามีในอดีตชาติก็คือสามีคนปัจจุบัน เมื่อคุณปลาได้รู้ก็ตกใจและเงียบไปสักพัก และเล่าเรื่องในปัจจุบันว่า สามีเป็นลูกพ่อค้า-แม่ค้า ปัญหาที่เจอในทุกวันนี้คือสามีโดนโกงสมบัติ เนื่องจากพ่อของสามีไปมีภรรยาใหม่ แม่เลี้ยงจึงทำทุกอย่างเพื่อที่จะเอาสมบัติของสามีไป รวมทั้งยังสร้างสงครามประสาทปั่นหัวคนในครอบครัวอีกด้วย นั่นทำให้ทั้งคุณปลาและสามีก็มีประปัญหากระทบกระทั่งกับแม่เลี้ยงตลอด คุณนุ๊กได้บอกวิธีบรรเทากรรมให้โดยการไปทำบุญ-ขอขมาที่วัด ซึ่งเป็นวัดประจำตระกูลของสามีในอดีต พอเอ่ยชื่อตระกูลออกไป สิ่งที่น่าตกใจคือตระกูลดังกล่าวเป็นตระกูลของแม่สามีในปัจจุบัน ที่ทิ้งไปตั้งแต่ยังเด็ก แถมมีกรรมที่เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ วิธีการบรรเทากรรมลงต้องเริ่มจากการสำนึกผิด อาจจะคำนึงถึงความผิดพลาดในปัจจุบันที่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรให้สำนึกไว้ว่าเราเคยทำในอดีตมาก่อน และไปวัดประจำตระกูลที่แนะนำเพื่อขอขมาด้วยความรู้สึกผิดต่อหน้าพระใหญ่ ทำบุญ ทำทาน และที่สำคัญต้องมีสติตั้งรับกับสิ่งที่เจอและต้องเข้าใจกฎแห่งกรรม สุดท้ายแล้ว ทั้งคุณปลาและสามีในปัจจุบัน ก็เป็นคู่ชีวิตที่สร้างกรรมด้วยกันในอดีต แม่เลี้ยงก็คือน้องสะใภ้ที่ตกลูกไป ส่วนวิญญาณของน้องเขยยังคงวนเวียนอยู่ไม่ไปไหน ลัยังรอขออโหสิกรรมจากคุณปลาและสามีอยู่..เขียน: กัญญาพร จันทร์ลอยเรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-