ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

อังคารคลุมโปง RECAP

ขับรถส่งนาฬิกาเรือนเก่าผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มีอาการแปลก ๆ เจอดี! เห็นผีผู้หญิงและเด็กอ้าปากแลบลิ้นยาวเกาะติดรถมาด้วย! พอถึงวัดที่ส่งของ ก็เห็นพิธีกรรมชวนขนลุกอีก!

24 ต.ค. 2023

       ขับรถกลางคืนว่าน่ากลัวแล้ว แต่ยังต้องขนของเก่าชวนขนลุกผ่านเส้นทางชวนสยองพร้อมกับเพื่อนที่มักจะมีอาการแปลก ๆ อีก! เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ‘พี่แจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้ ‘อังคารคลุมโปง X’ (17 ตุลาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ไม่น่ามาด้วย’

       พี่แจ็คเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณโต’ ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตัวของคุณโตเป็นเจ้าของธุรกิจรับซื้อเศษผ้า โดยจะขับรถหกล้อจากขอนแก่นไปจังหวัดต่าง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาต้องขับรถจากขอนแก่นไปพิษณุโลกเพื่อไปรับซื้อเศษผ้า ซึ่งมีถนนเส้นหนึ่งที่ต้องผ่านคือ ‘เส้นน้ำหนาว’ ถนนเส้นนี้มีสะพานห้วยตองที่มีเรื่องสยองชวนขนหัวลุกมากมาย ด้วยความที่คุณโตเป็นนักธุรกิจ การจะไปรถเปล่า ๆ ก็จะดูเป็นการขาดทุน เขาจึงโพสต์รายละเอียดการเดินทางลงในโซเชียลว่า วันนี้เขาจะเดินทางไปจังหวัดนี้ จะผ่านเส้นทางไหนบ้าง หากใครมีของจะเอาไปส่ง คุณโตก็จะรับบริการให้ หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง ก็มีคนติดต่อเข้ามาบอกว่า “จะให้ส่งของไปที่จังหวัดกำแพงเพชร” คุณโตก็ตอบกลับไปว่า “มันไม่ผ่านนะครับ” แต่ทางนั้นก็บอกว่า “กำแพงเพชรในที่นี้คือมันเป็นเขตรอยต่อใกล้กันกับพิษณุโลก เลยจากพิษณุโลกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ขับออกไปนิดหน่อย เดี๋ยวเรื่องค่ารถ มาคุยกัน” ทางคุณโตจึงเรียกเงินประมาณ 3,000 – 4,000 บาท

       หลังจากตกลงกันได้แล้ว ทางคุณโตก็ได้เตรียมรถเรียบร้อย พอถึงเวลานัด ก็มีรถกระบะคันนึงขับเข้ามา พร้อมกับผู้ชายอายุประมาณ 60 ลงมาจากรถ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ และเห็นรอยสักอักขระอยู่ที่แขน นอกจากนี้ยังมีลูกน้องมาด้วย 2-3 คน ข้างหลังรถมีนาฬิกาไม้โบราณเรือนใหญ่มาด้วย คุณโตสังเกตเห็นว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกล็อกโซ่และกุญแจมาอย่างแน่นหนา คุณลุงเจ้าของรถบอกว่าให้นำนาฬิกานี้ไปส่งที่วัดแห่งหนึ่ง และให้แผนที่กระดาษมาด้วย ตัวคุณโตก็ให้ลูกน้องมาช่วยยกนาฬิกานี้เพิ่มอีกเป็น 4-5 คน เพราะนาฬิกาเรือนนี้หนักมาก และด้วยความที่คุณโตกลัวว่าตอนอยู่บนรถลูกตุ้มนาฬิกาจะแกว่งและไปโดนตู้จนพัง เขาจึงเตรียมโฟมเพื่อที่จะช่วยไม่ให้ลูกตุ้มแกว่ง แต่ทันทีที่เขากำลังจะเปิดตู้นั้น ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาว่า “มึงอย่าเปิดนะ!!” ซึ่งเป็นเสียงของคุณลุง คุณโตที่เคยคุยกับคุณลุงมาแล้วก็แปลกใจ เพราะปกติแล้วคุณลุงจะพูดจาเพราะ แต่พอจะไปจับนาฬิกานี้ คุณลุงกลับดุ และยังบอกอีกว่า “ไม่ต้องไปเปิดมัน อย่าไปยุ่งกับเขา” หลังจากนั้นก็รีบคะยั้นคะยอให้คุณโตนำของไปส่ง พร้อมทั้งยัดแผนที่กระดาษและเงินจำนวน 15,000 บาทให้คุณโต ตัวคุณโตไม่ได้ดีใจแต่ตกใจ เพราะจำนวนเงินมากผิดปกติ เขาจึงสงสัยว่าหรือนี่จะเป็นของผิดกฎหมาย จึงถามคุณลุงไปว่า “ที่อยู่ในตู้นี้ ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายใช่ไหมครับ” คุณลุงตอบกลับมาว่า “ไม่มี ไม่ผิด ข้างในเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับพระไตรปิฎกทั้งหมด ไม่มีอะไร แล้วตู้นั้นเป็นตู้ไม้โบราณ รับประกันได้ ไปส่งที่วัดได้แล้ว” คุณโตเชื่อและเตรียมรถเพื่อออกเดินทางในเวลา 6 โมงเย็น เพราะส่วนตัวนั้นชอบเดินทางตอนกลางคืนมากกว่า ระหว่างนั้น มีสายโทรศัพท์จาก ‘คุณหมุย’ เพื่องของคุณโต ตัวคุณหมุยนั้นเคยประสบอุบัติเหตุต้องผ่าตัดสมองมาแล้ว ทำให้เขาอาจจะมีอาการแปลก ๆ รวมถึงมีอารมณ์และคำพูดแปลก ๆ ไปบ้าง คุณโตจึงเล่าเรื่องที่จะไปส่งของให้ฟัง ปรากฏว่าคุณหมุยขอไปด้วย ทั้งคู่จึงนัดหมายกัน

       กระทั่งถึงเวลารถออก ทั้งคู่ออกเดินทางจากของแก่นมุ่งหน้าสู่พิษณุโลก โดยใช้เส้นทางน้ำหนาว หลายคนที่เคยไปจะรู้กันดีว่าเส้นทางนี้เป็นภูเขา เป็นเหว และตอนกลางคืนมีรถน้อย ตรงสะพานห้วยตองก็มีเรื่องสยองกล่าวขานกันมากมาย แต่ตัวคุณโตชินกับเส้นทางนี้จึงไม่ได้กลัวอะไร เมื่อถึงจุดที่เป็นป่าเขา สัญญาณอินเตอร์เน็ตก็หายไป ทั้งรถก็เหลือแต่ความเงียบ จนกระทั่งรถกำลังขับขึ้นเนิน ซึ่งจะต้องผ่านศาลใหญ่อยู่ซ้ายมือ ระหว่างที่กำลังจะผ่านศาล คุณหมุยก็พูดขึ้นมาว่า “เออ มึงว่าคนสมัยก่อนเขารู้ได้ไงวะ ว่ากุมารชอบกินน้ำแดง” คุณโตก็ตอบว่า “มึงจะพูดทำไม” คุณหมุยก็พูดขึ้นมาอีกว่า “แล้วสมัยนั้น สมัยก่อนมีตู้กดน้ำแดงขายด้วยเหรอวะ” พูดจบยังไม่ทันขาดคำ ก็มีสัญญาณในรถดังขึ้นมา เขาก้มมองปรากฏว่า เกจ์ความร้อนของรถกำลังไปถึงตัว H เขาจึงต้องจอดรถ และให้คุณหมุยลงจากรถเพื่อหาหินมารองรถไว้ เนื่องจากยังอยู่ในเส้นทางขึ้นเนิน

       หลังจากหาก้อนหินมาดันล้อรถเรียบร้อยแล้ว คุณโตก็ดับรถและลงจากรถ แต่สิ่งที่ทำให้คุณโตตกใจคือ ตรงที่รถจอดห่างจากหน้าศาลมาแค่ 3 ก้าว! ซึ่งศาลตรงนี้ เป็นศาลที่คนแถวนี้เขานับถือ ว่ากันว่าห้ามเข้าไปยุ่ง ห้ามเข้าไปเล่นเด็ดขาด หลังจากที่คุณโตตรวจเช็ครถจนเสร็จ สรุปแล้วรถไม่ได้เป็นอะไร แต่หม้อน้ำเดือดเพราะรถใช้แรงในการส่งขึ้นเขาเยอะ ในระหว่างที่คุณโตกำลังเช็ครถ คุณหมุยก็หายไป คุณโตจึงมองหาคุณหมุย ปรากฏว่า เห็นคุณหมุยขึ้นไปนั่งบนรูปปั้นช้างที่อยู่หน้าศาลแล้วทำท่าเหมือนขี่ช้าง ตัวของคุณโตก็ตกใจแล้วบอกว่า “ไอ้หมุย มึงขึ้นไปทำอะไร ลงมานี่!” คุณหมุยก็หัวเราะแล้วลงมาบอกว่า “มึงจะกลัวอะไรวะ มันไม่มีอะไรหรอก” คุณโตคิดว่า นี่ไม่ดีแล้ว จึงรีบเช็คว่าน้ำแล้วก็สตาร์ตเครื่องจนติด จากนั้นก็เรียกคุณหมุยขึ้นรถทันที แต่สิ่งที่เขาเห็นบนรถคือตรงกระจกหน้ารถมีรอยมือเด็กมาแปะอยู่หน้ารถจากข้างนอก! ตัวคุณโตเองก็รู้อยู่แล้วว่าตรงนั้นมีบางสิ่งบางอย่างแน่นอน แต่เขาไม่พูดเพราะกลัวจิตตกและกลัวว่าคุณหมุยจะกลัวไปด้วย จากนั้นก็รีบขับรถออกไป แต่ระหว่างที่ถอยรถออกก็ทับหินดังแกร๊ก! คุณโตถามคุยหมุยว่า “เฮ้ยหมุย ทำไมมึงไม่เอาหินออกจากล้อวะ” คุณหมุยก็หัวเราะ แล้วคุณโตก็ขับออกไป..

       ขับไปสักพัก คุณโตเห็นว่าคุณหมุยนั่งชูมือขึ้นมา มือซ้ายชู 5 นิ้ว มือขวาชูขึ้นมา 2 นิ้ว คุณโตจึงถามว่า “หมุยมึงทำอะไร” คุณหมุยตอบกลับมาว่า “กูกำลังจะนับดูว่า กูจะเจอผู้หญิงคนนี้อีกกี่ครั้ง” คุณโตได้ยินเข้าก็ตกใจ เพราะเขาไม่เห็นผู้หญิงอะไรทั้งนั้น แต่คุณโตก็คิดว่าคุณหมุยไม่ใช่คนโกหก หากเจออะไรก็จะพูดออกมาแบบนั้น ระหว่างนั้น คุณโตก็ขับรถไปด้วยความระแวง สลับกับมองนิ้วไปด้วย เพราะในใจก็หวังว่าคุณหมุยจะไม่ชูนิ้วขึ้นมาอีก ปรากฏว่าขับไปได้อีกนิดเดียว คุณหมุยก็ชูนิ้วที่แปดขึ้นมา คุณโตตกใจแล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนไปสะดุดอยู่ที่กระจกข้างรถ นั่นทำให้คุณโตหัวใจแทบวาย! สิ่งที่เขาเห็นคือ มีผู้หญิงมายืนเกาะข้างรถและมีเด็กกอดคอมาด้วย แล้วก็เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ทำให้คุณโตเห็นว่าผู้หญิงคนนี้อ้าปากแล้วแลบลิ้นยาวมาด้วย! แล้วด้วยความที่เกาะอยู่ข้างรถ ลิ้นนั้นจึงโดนลมพัดสะบัดไป และในระหว่างที่คุณโตกำลังตกใจ ปรากฏว่ามีเท้าหนึ่งยื่นมาจากในรถแล้วก็ถีบไปที่หัวผู้หญิงคนนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นหลุดกระเด็นหายจากรถไป!

       หลังจากนั้นเจอเหตุการณ์นั้น คุณโตตกใจจนปัสสาวะราด แต่ก็ต้องประคองสติ เพื่อขับรถต่อไป จนไปถึงที่ปั๊ม และตัดสินใจนอนที่ปั๊ม พอรุ่งเช้า คุณโตก็รีบขับไปที่วัดทันที เป็นวัดที่เขาถูกว่าจ้างให้ไปส่งของนั่นเอง พอขับไปถึง ก็ได้เจอพระรูปหนึ่งเป็นหลวงตาที่อายุมากแล้ว หลวงตาท่านก็เดินมาหา แล้วเอากุญแจขึ้นไปไขจนโซ่ที่คล้องหลุดออก จากนั้นก็เปิดลิ้นชัก สิ่งที่คุณโตเห็นหลังจากเปิดลิ้นชักคือ หลวงตาหยิบเอาคัมภีร์พระไตรปิฎกออกมา แล้วก็เอาคัมภีร์พระไตรปิฎกใส่พานที่ลูกศิษย์ถือเดินตามมาจนหมด แล้วเปิดลิ้นชักอีกอัน หยิบของออกมา สิ่งที่คุณโตเห็นคือ เหมือนเป็นเส้นผมคน หลวงตาก็หยิบใส่พาน ตัวคุณโตตกใจว่ามันคืออะไร หลวงตาที่เห็นคุณโตตกใจก็เลยบอกว่า “ไม่มีอะไร อันนี้คือหางช้าง” ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็นับถือ บางคนเอาไว้ป้องกันภัย หลังจากเอาของออกมาจากนาฬิกาแล้ว ก็ให้ลูกศิษย์ยกนาฬิกาลง ซึ่งใช้แค่ 2 คน ยกลงมาแบบสบาย ๆ แล้วใส่รถเข็นไว้ หลวงตาก็ให้คุณโตเข็นรถตามไป จนไปหยุดที่ริมน้ำ หลวงตาก็ให้คุณโตเอาของวางไว้ตรงนี้ แล้วก็สวดท่องคาถา หลังจากนั้นหลวงตาก็เอามือตบตู้ 3 ที แล้วพูดว่า “ไป ไป” แล้วลูกศิษย์ก็ยกรถเข็นเทตู้นาฬิกาทิ้งลงไปในแม่น้ำ คุณโตก็ได้แต่เกิดคำถามในใจว่า ทำไมถึงต้องขนตู้นาฬิกานี้มา 500 กิโลเมตรเพื่อมาทิ้งน้ำที่วัดนี้ด้วย แต่คุณโตก็ไม่ได้ถามเพราะว่าหมดหน้าที่ของคุณโตแล้ว หลังจากนั้นคุณโตก็กลับมาขึ้นรถ

       ในจังหวะที่กำลังถอยรถอยู่นั้น คนโบกรถก็พูดว่า “เฮ้ย! เดี๋ยว ๆ อะไรวะเนี่ย” คุณโตลงจากรถไปดูตรงบริเวณล้อ ปรากฏว่า มีหัวตุ๊กตาทหารที่แตก แล้วหัวติดอยู่ในล้อ คุณโตจึงหยิบออกมาดูแล้วถามคุณหมุยว่า “หมุย อันนี้มันมายังไงวะ” คุณหมุยตอบกลับว่า “ก็มึงให้กู เอาหินไปรองรถตอนที่รถเสียจำได้ไหม กูหาหินไม่ได้ แต่กูเห็นไอ้ตุ๊กตานี่มันอยู่หน้าศาล กูก็เลยหยิบเอามารองรถ” คุณโตก็ไม่รู้จะด่าอะไรพูดได้แค่ว่า “โถ่ หมุย” เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณหมุยเป็นอย่างนั้น นั่นทำให้คุณโตเข้าใจว่าสิ่งที่เจอมาตลอดคือเขามาทวง คุณโตจึงขับกลับเอาไปคืน ระหว่างทางที่ไปคุณโตก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเจอนะ ไม่เอาแล้ว ปรากฏว่าพอจะถึงศาล ก็เจอผู้หญิงยืนอยู่หน้าศาล! แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาน่ากลัวแบบคราวก่อน ด้วยความที่ช็อกและกลัวว่าเขาจะโกรธหนัก เพราะเอาแค่หัวไปคืน คุณโตคิดว่าจะไปหาซื้อให้ใหม่ และพยายามขับรถต่อไป ระหว่างที่กำลังจะขับรถผ่านจุดนั้น คุณหมุยก็เอามือตีไหล่คุณโตแล้วพูดว่า “เฮ้ย ๆ มึงเห็นปะ!” แล้วคุณโตก็ขับรถต่อไปโดยไม่หันมาคุยกับคุณหมุยอีกเลยจนถึงบ้าน จนกระทั่งคืนหนึ่ง คุณโตฝันว่า ผู้หญิงคนนี้มาว่า “รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่ช่วยเอาของเล่นลูกเขามาคืนได้ไหม” คุณโตก็รับปากไปและไปหาซื้อตุ๊กตาไปคืนให้ที่เดิม และที่สำคัญคือไม่ไปกับคุณหมุยแล้ว..

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณแป้ง ‘บ้านเช่า 2 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

10 ส.ค. 2024

เรื่องเล่าจากคุณแป้ง ‘บ้านเช่า 2 ชั้น’ I อังคารคลุมโปง X เฌอปราง-มิวสิค [ 6 ส.ค. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณแป้ง‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (6 สิงหาคม 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน-ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’บ้านเช่า 2 ชั้น‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณแป้งเล่าว่ามีพี่ที่รู้จักกัน ชื่อ ‘พี่หญิง’ เธอทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องหาที่พัก ได้มาเจอกับบ้าน 2 ชั้นคล้ายตึกพาณิชย์ พี่หญิงได้เข้าไปเช่าอยู่ชั้น 1 วันหนึ่งเพื่อนของพี่หญิง 2 คนมานอนด้วย ในขณะที่นอนมีเพื่อนคนหนึ่งที่นอนติดหน้าต่าง ได้ลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่หน้าต่าง ก็เห็นเป็นเงาหญิงชรายืนอยู่ สักพักร่างนั้นก็ลอยเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าของร่างนั้นดูโกรธมาก เพื่อนของพี่หญิงก็รู้สึกกลัวจนร่างกายขยับไม่ได้ จึงตัดสินใจหลับตา สักพักพี่หญิงเห็นว่าเพื่อนคนนั้นนอนอึกอัก ๆ ท่าทางแปลก ๆ จึงปลุกเเล้วถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า?” เพื่อนคนนั้นตอบกลับว่า “ฉันเจอผี! เมื่อกี้เห็นคนแก่อยู่ข้างนอกตรงหน้าต่าง น่ากลัวมากเลย” พี่หญิงตอบกลับว่า “ไม่มีนะ ฝันร้ายหรือเปล่า“ เเละบอกอีกว่า ”อยู่มาตั้งนานไม่เคยเจอเลย คิดมากหรือเปล่า“ หลังจากนั้นทุกคนก็พากันนอนจนเช้า ในตอนเช้าก็แยกย้ายกันไปทำงาน จนกลับมาหลังจากเลิกงาน พี่หญิงก็สงสัยว่าทำไมวันนี้ชั้น 2 ไฟเปิดเพราะปกติกลับมาไม่เคยเปิด สักพักพี่หญิงก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้มาจากชั้น 2 ในคืนนั้นขณะที่พี่หญิงกำลังนอนอยู่ ก็รู้สึกแปลก ๆ นอนไม่หลับ จึงลืมตาขึ้นมา ก็เจอกับหญิงชรากำลังนั่งทับอกอยู่ จนรู้สึกหายใจไม่ออก! พี่หญิงจึงใช้จิตเพื่อสื่อสารกับยายคนนั้นว่า ”หนูไปทำอะไรให้ยายหรือเปล่า อย่าทำหนูเลย หนูขอร้อง“ พอสื่อสารกับเสร็จก็สะดุ้งตื่น เเล้วร่างยายคนนั้นก็ค่อย ๆ ลอยหายจากอกขึ้นไปบนเพดาน… ในคืนถัดมาห้องชั้น 2 ไม่ได้เปิดไฟเเต่ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ ก็เข้านอนเเล้วก็เจอหญิงชราคนเดิม เเต่คืนนี้มาบีบคอเเละก็ทำสีหน้าโกรธใส่ พี่หญิงดิ้น เเล้วร่างหญิงชราคนนั้นก็ลอยขึ้นหายไปบนเพดานเหมือนเดิม! ในตอนเช้าตื่นมาก็พบกับรอยมือเต็มคอ ตนจึงเอาผ้าพันคอไปทำงาน กลับมาตอนเย็นหลังเลิกงานก็ได้ยินเสียงร้องไห้อีก จนครั้งนี้พี่หญิงทนไม่ไหวจึงขึ้นไปเคาะประตูชั้น 2 สักพักก็มีผู้หญิงมาเปิดประตูให้ เเล้วถามกับพี่หญิงว่า “คุณมีธุระอะไรหรือเปล่า” พี่หญิงตอบกลับไปว่า “พอดี ได้ยินเสียงคนร้องไห้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ” ผู้หญิงคนนั้นได้ตอบกลับว่า ”อ๋อ ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีเเม่เพิ่งเสียไป ก็เลยร้องไห้อาจจะดังไปถึงคุณ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะคะ” พี่หญิงมองเข้าไปในห้อง ก็ได้เห็นรูปคุณยายคนที่ฝันถึงเเขวนอยู่ เเล้วก็รีบถามกลับไปว่า “ผู้หญิงคนนี้คือใคร” เขาก็ตอบกลับว่า “เป็นเเม่ของดิฉันเองค่ะ ที่เพิ่งเสียไปได้ไม่นาน” เเละได้ถามพี่หญิงอีกว่า “คุณมาเจอเเม่ดิชั้นหน่อยมั้ยคะ” พี่หญิงก็ตกใจเเต่ก็เดินเข้าไปในห้อง เเละได้พบกับโลงศพอยู่ในห้องเเละภายในโลงก็มีศพของคุณยายคนนั้นอยู่ด้วย ตนจึงได้บอกกลับไปว่า “เนี่ย ฉันฝันเห็นเเม่คุณมา 2 คืนเเล้วก็มาบีบคอฉัน มีอะไรอะหรือเปล่า” เขาก็มีท่าทีสงสัยว่าเเม่ไปทำพี่หญิงทำไม จึงได้เดินไปเปิดโลงศพดู ปรากฏเห็นร่างกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ เเล้วตำแหน่งที่โลงศพตั้งก็ตรงกับเตียงที่พี่หญิงนอนอยู่ เเล้วผู้หญิงคนนั้นก็ได้บอกกับพี่หญิงว่า “ช่วยเอาศพพลิกกลับมาเหมือนเดิมได้มั้ย” พี่หญิงก็ช่วยผู้หญิงคนนั้นพลิกศพกลับมา เสร็จเเล้วก็ออกจากห้องเเล้วกลับไปพักผ่อนที่ห้อง ในตอนเช้าพี่หญิงจึงได้ขอไปนอนกับเพื่อนจนกว่าเรื่องพิธีนี้จะเสร็จ เมื่อพิธีที่บ้านเสร็จ ตนก็กลับมายังบ้านพัก ตนก็เห็นคนกำลังขนของขึ้นไป เเล้วไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นจึงเดินไปถามผู้ชายที่อยู่หน้าบ้านว่า “ผู้หญิงที่อยู่ข้างบนเขาไม่อยู่เเล้วหรอ ไม่เช่าต่อแล้วหรอ” ผู้ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาว่า “ผู้หญิงไหนครับ ไม่มีนะครับ ไม่มีใครเช่านานเเล้วนะครับ” พี่หญิงก็ได้เเต่ยืนงง เเล้วได้ถามผู้ชายคนนัันกลับไปว่า “เเล้วคุณคือใคร” เขาก็ตอบกลับมาว่า “เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้” พี่หญิงจึงขอเจ้าของบ้านขึ้นไปดู เเล้วพบกับรูปของทั้ง 2 คนนั้นเเละกระถางธูปตั้งอยู่ สุดท้ายตนได้ถามกับเจ้าของบ้านว่า 2 คนนี้คือใคร ก็ได้คำตอบว่ารูปคุณยายนั้นคือเเม่ของเขาเเละอีกคนคือพี่สาวของเขา ก่อนหน้านี้คุณเเม่เสียเพราะโรคประจำตัว ในวันที่จัดงานศพก็ฝันว่าคุณเเม่อยากให้จัดงานศพที่บ้าน ส่วนพี่สาวเขารักเเม่มาก เฝ้าเเม่ไม่ยอมกินอะไร จนเป็นโรคขาดสารอาหาร จนสุดท้ายตรอมใจเสียชีวิตตามเเม่ไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

2 เรื่องหลอนตอนไปทัวร์คอนเสิร์ต ของ ต้า & สอง PARADOX

01 ก.ย. 2023

2 เรื่องหลอนตอนไปทัวร์คอนเสิร์ต ของ ต้า & สอง PARADOX

‘ต้า-สอง Paradox’ มาเยือนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 สิงหาคม 2566) พร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนจากการได้ไปนอนโรงแรมต่างๆ ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนหัวลุกตามกันเลยกับชื่อเรื่อง เตียงคู่‘ประสบการณ์หลอนพี่สอง Paradox’เกิดขึ้นครั้งที่ไปทัวร์คอนเสิร์ต ได้เข้าพัก ณ ที่พักแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ลักษณะห้องพักคือมีเตียงเล็ก 2 เตียงตั้งคู่กัน โดยมีรูมเมทคือ ‘พี่บิ๊ก Paradox’ ในวันนั้น พี่บิ๊กตัดสินใจกลับก่อนในตอนเช้ามืด ส่วนพี่สองยังคงนอนพักอยู่ในห้องเพราะจะบินกลับตามไปในช่วงบ่ายพี่สองเล่าว่า ที่จริงแล้วจะมีกฎ หากห้องพักมี 2 เตียง แล้วเราเหลือคนเดียว เคยมีคนพูดไว้ว่า “ ให้เอาของไปวางบนเตียงที่ว่าง จะได้ไม่ต้องมีอะไรมาอยู่บนเตียง” ตามปกติก็จำได้ว่าต้องทำ แต่ในวันนั้นดันหลับอยู่ พี่บิ๊กกลับไปแล้ว เตียงเลยว่างโดยที่ไม่มีของวางไว้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร พอช่วงเวลารุ่งสาง เริ่มรู้สึกตัว ฟ้าเริ่มสลัวๆ ก็ลุกขึ้นหยิบของ เข้าห้องน้ำปกติ คิดไว้ว่าเดี๋ยวจะนอนต่ออีกหน่อย แต่จังหวะที่จะหยิบของจากตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพมาเลยในกระจก สิ่งที่เห็นคือ กระจกสะท้อนไปที่เตียงพี่บิ๊ก เป็นร่างผู้หญิงนอนอยู่พี่สองบอกว่า “เสียงก๊อกน้ำ เสียงคนแก่ มันเป็นไปได้ที่เห็นแว๊บ ๆ หรือมุมไกล ๆ ลิฟต์เปิดเอง ทีวีเปลี่ยนช่องเอง เป็นเหตุการณ์ที่เจอมาหมด แต่ยังคิดต่อได้ว่าเป็นอย่างอื่นไปได้ แต่ภาพที่เห็นคนนอนอยู่ในกระจกอีกที คือตกใจมาก แบบเห็นชัดเลย แบบครั้งแรกที่ได้เห็นเต็ม ๆ พอหลังจากนั้นก็เก็บของแล้วไปห้องน้องๆทีมงานคนอื่นแทน”‘ยืนยันความหลอนจากประสบการณ์ของพี่ต้า Paradox’ในวันเดียวกัน สถานที่เดียวกัน แต่คนละห้อง พี่ต้านอนอยู่ในห้อง โดยมีพี่วัตเป็นรูมเมทก็นอนในท่านั่ง เอาหัวแนบไปกับโต๊ะ แล้วก็พูดอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถจับใจความได้ ในตอนแรกพี่ต้าเข้าใจว่ากำลังนอนคุยโทรศัพท์อยู่ ไม่ได้สนใจอะไรจากนั้นก็นอนหลับไปปกติ คิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นพอฟ้าสว่างก็ได้ยินเสียงพี่วัตลุกขึ้น อาละวาด โวยวาย “เอาดิว่ะ มาดิว่ะ ” แล้วก็เตะของ เปิดบทสวดมนต์ดังลั่น มาจากความโมโหที่โดนผีอำเมื่อคืน แล้วขยับตัวไม่ได้ ได้แต่มองพี่ต้านอนหลับ พี่วัตบอกว่าเขาพยายามตะโกน ขอให้ช่วย แต่พี่ต้าเข้าใจว่าพี่วัตกำลังนอนโทรคุยกับเพื่อน ไม่อยากเข้าไปกวน ขณะที่พี่วัตโดนผีอำ สายตาของเขามองผ่านกระจกไปเห็นภาพที่สะท้อน ตรงเตียงของพี่ต้า มีผีผู้หญิงหน้าตาดีสองคนกำลังสัมผัสลูบที่ศรีษะ ปรนนิบัติพี่ต้าอยู่แบบนั้นจนฟ้าสว่าง แล้วพวกเขาก็หายไป..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

17 ก.ย. 2025

เรื่องเล่าจากคุณสายฝน ‘เพื่อนบ้านที่ระทึก’ l อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 9 ก.ย.2568 ]

‘คุณฝน’ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ชวนขนลุกหลังย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่ ที่หมู่บ้านแห่งนั้นเธอได้พบกับร้านทำผมคู่ใจ มีอยู่คืนหนึ่ง เธอนัดหมายกับเจ้าของร้าน แต่เช้าวันถัดมาเจ้าของร้านไม่มาตามนัด และถูกสันนิษฐานว่าเสียชีวิตมาประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีบุคคคลปริศนาทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ มายืนที่หน้าบ้านของตนเองอีกด้วย สรุปแล้วในคืนนั้น เธอนัดหมายกับใครกันแน่? บุคคลปริศนาที่มายืนหน้าบ้านคือใคร? หาคำตอบได้ใน ‘อังคารคลุงโปง x’ (9 กันยายน 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนบ้านที่ระลึก’ ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2554 ขณะนั้นเกิดเหตุอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้ ‘คุณฝน’ ต้องรีบหาบ้านเช่าแบบกะทันหัน อยู่มาวันหนึ่ง ‘คุณบี’ ซึ่งเป็นเพื่อน เธอต้องการปล่อยเช่าจึงได้เสนอให้เช่าในราคาเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของตัวบ้าน คุณฝนที่กำลังหาบ้านเช่าอยู่จึงตอบตกลงทันที หลังจากย้ายเข้าไปอยู่ได้ 5-6 เดือน ฝนมีร้านทำผมเจ้าประจำที่ชื่อว่า ‘ป้าศรี’ เป็นร้านเสริมสวยในหมู่บ้าน วันหนึ่งเธอตั้งใจไปสระผมที่ร้านป้าศรี แต่ร้านปิด กระทั่งผ่านไป 2-3 วัน ร้านก็ยังไม่เปิด จนมาวันหนึ่งเธอขับรถเข้ามาบังเอิญเห็นป้าศรีนั่งอยู่หน้าบ้าน จึงเปิดกระจกแล้วเอ่ยทักทาย “อ้าว!? ป้าศรีกลับมาแล้วหรอคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาทำผมนะป้า ว่าจะซอยหน่อย” ป้าศรีตอบว่า “หนูจะย้อมผมด้วยเลยไหม ย้อมด้วยเลยสิ” ฝนจึงตอบตกลงทันที พอรุ่งเช้าเธอก็ขับรถออกมา แต่กลับเห็นตำรวจและเพื่อนบ้านมุงอยู่เต็มหน้าบ้านป้าศรี ต่อมาก็เห็นกู้ภัยยกศพออกมา เธอจึงหันไปถามเพื่อนบ้านแถวนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเธอก็ได้คำตอบในแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อนบ้านบอกว่า “ยายศรีแกตายแล้ว น่าจะล้มแล้วหัวฟาดพื้น ตำรวจสันนิษฐานว่าแกตายมา 2 อาทิตย์แล้ว” ฝนรู้สึกแปลกใจ และคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนว่า ‘แล้วคนที่คุยด้วยคือใคร’ นอกจากนี้ในกลุ่มหมู่บ้านก็มีการคุยกันว่ามีหลายคนได้คุยกับป้าศรีเมื่อไม่กี่วันก่อน บางคนเห็นป้าศรีนั่งอยู่ก็มานั่งคุยด้วย เรื่องราวผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ วันหนึ่งขณะที่น้องชายของฝนนั่งอยู่ไม้หินที่หน้าบ้าน ก็พูดขึ้นมาว่า “พี่! ไม่รู้ใครมายืนอยู่หน้าบ้าน พี่ลองไปดูสิ” เมื่อฝนมองตามที่น้องชายบอกก็เห็นเป็นผู้ชายยืนอยู่ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นเพื่อนสมัยมัธยมของบี ฝนพยายามคุยกับเขาแต่เขาทำเพียงแค่ยืนหน้านิ่ง และไม่ได้ตอบอะไรกลับมา ไม่นานเขาก็เดินหายไป หลังจากนั้นทางบ้านที่ต่างจังหวัดก็แจ้งข่าวร้ายว่าคุณตาเสีย ทำให้คนที่บ้านต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ฝนจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว วันหนึ่งหลังจากที่เลิกงาน เธอจะออกไปซื้ออาหาร ระหว่างทางเธอไปเจอกับผู้ชายที่นั่งคอตกอยู่หน้าบ้าน พอแสงของรถสาดเข้าไปใกล้ ๆ ทำให้รู้ว่าเป็น ‘โอ๋’ นั่งอยู่หน้าบ้าน เธอได้แต่มองแล้วก็ขับรถผ่านไป ขณะขับรถกลับเธอเห็นมีคนยืนอยู่หน้าบ้านตนเอง คนนั้นคือโอ๋นั่นเอง “โอ๋ มีอะไรหรือเปล่า?” ฝนถาม โอ๋ตอบกลับด้วยใบหน้านิ่ง ๆ ว่า “เรามาหาบี” ฝนคิดในใจว่าโอ๋น่าจะรู้ว่าบีไม่อยู่และปล่อยบ้านให้เธอเช่าไปแล้ว จึงถามกลับไปว่า “โทรหาบีสิ บีไม่ได้อยู่ที่นี่ เรามาเช่าบ้านหลังนี้ไง” โอ๋ได้ตอบกลับว่า “โทรตามบีให้หน่อยได้ไหม” ฝนได้แต่นึกในใจอีกครั้งว่า ‘คนเป็นเพื่อนกันน่าจะมีเบอร์ติดต่อกัน ทำไมถึงไม่โทรหาเอง’ แต่เธอก็ตบปากรับคำกับโอ๋ และแล้ววันนั้นเธอก็ไม่คิดถึงเรื่องนี้และไม่ได้โทรไปหาบี วันถัดมาช่วงกลางคืน ฝนก็เห็นว่ามีผู้ชายมายืนหน้าบ้านเธอเหมือนเดิม และก็นั่นก็คือโอ๋ ฝนจึงนึกเรื่องที่โอ๋ให้ติดต่อบี เธอเอ่ยถามโอ๋ว่า “มีอะไรโอ๋?” และก็ได้คำตอบเดิมว่าให้ฝนช่วยติดต่อบีให้ ฝนก็รับปากเหมือนเดิมและโอ๋ก็ได้หันหลังกลับไป แต่ขณะที่เขาได้หันหลังไปกลับพบว่า ตัวหันตามไปปกติ.. แต่คอกลับไม่หันตามไป! ฝนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้านทันที เธอพยายามรวบรวมสติทั้งหมดโทรหาบีทั้งคืนแต่บีก็ไม่ได้รับสาย เช้าวันต่อมา บีได้โทรกลับมา ฝนจึงรีบบอกบีว่าคนชื่อโอ๋มาถามหาและให้ติดต่อโอ๋กลับไป เวลาผ่านไปจนถึงช่วงหนึ่งทุ่ม บีติดต่อกลับมาอีกครั้งด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “ฝน.. มึงรู้ได้ไงว่าโอ๋มันตายแล้ว” ย้อนเหตุการณ์กลับมาตอนช่วงเย็น หลังจากที่บีเคลียร์งานเสร็จ เธอได้ติดต่อหาโอ๋แต่ก็ไม่มีคนรับสาย บีจึงตัดสินใจขับรถไปที่บ้านโอ๋ พอมาถึงก็พบว่าประตูรั้วเปิดได้แต่ด้านในบ้านล็อกไว้ จึงตะโกนเรียกโอ๋ แต่ก็ไม่มีใครเปิดประตูออกมา เธอจึงเดินไปรอบ ๆ บ้าน และพบว่ามีหน้าต่างเปิดแง้มไว้หนึ่งบาน บีเอาหน้ายื่นเข้าไปในช่องหน้าต่างและพบว่า มีศพผู้ชายผูกคอนั่งด้วยท่ายอง ลักษณะคอเปื่อยจนเหมือนจะหลุดออกมา บีเรียกรถกู้ภัยและได้งัดบ้านเข้าไป และภาพที่เห็นก็เป็นโอ๋นั่งผูกคอเสียชีวิตอยู่บนเหล็กดัดในลักษณะท่านั่ง เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าศพน่าจะเสียชีวิตมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว และเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณฝน’ ได้ไปพบตอนย้ายไปเช่าบ้านของเพื่อน..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'มะม่วงกวน' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

25 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณคิงส์ 'มะม่วงกวน' I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [21 ม.ค. 2568]

เรื่องราวความเฮี้ยนนี้ มาจาก ‘คุณคิงส์’ สายแรกจากรายการ ‘อังคารคลุมโปง’ (21 มกราคม 2568) กับเรื่องราวของ ‘ป้านวล’ คนสวยประจำหมู่บ้าน ที่สำคัญคือทำมะม่วงกวนได้อร่อยที่หนึ่ง แต่แล้วกลับต้องพบจุดจบที่น่าเศร้า ที่ทำเอา ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ถึงกับอ้าปากค้าง กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘มะม่วงกวน’ คุณคิงส์เล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 45 – 50 ปีก่อน เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาจาก ‘คุณยายน้อย’ (คุณยายของคุณคิง) ตอนนั้น คุณยายอายุประมาณ 10 ขวบกว่า คุณยายได้เล่าว่าท่านรู้จักกับ ‘ป้านวล’ ซึ่งป้านวลเป็นคนที่มีหน้าตาสวย กิริยามารยาทดี และที่สำคัญคือทำอาหารเก่งและทำขนมอร่อยมาก สิ่งที่ป้านวลทำอร่อยมากที่สุดคือ ‘มะม่วงกวน’ เพราะว่ารอบ ๆ ตัวบ้านของป้านวลจะมีต้นมะม่วงที่ปลูกไว้เยอะมาก พอมะม่วงสุก ป้านวลก็จะนำมากวน เพื่อถนอมอาหารไว้ ป้านวลทำมะม่วงกวนอร่อยมาก รสชาติเลื่องลือ เรียกได้ว่าถ้าอยากกินมะม่วงกวนก็ต้องมาซื้อที่บ้านของป้านวลเท่านั้น นอกจากเสน่ห์ปลายจวักแล้ว ป้านวลก็ยังเป็นคนสวย ทำให้มีผู้ชายเข้าหาเยอะ จนในที่สุด ป้านวลก็ตัดสินใจเลือกแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เวลาผ่านไปจนกระทั่งป้านวลตั้งท้องลูกคนแรก หลังจากมีลูกคนแรก ป้านวลก็เริ่มทะเลาะกับสามีบ่อยครั้ง ชาวบ้านเริ่มได้ยินเสียงทะเลาะกัน และเห็นป้านวลเดินออกมาร้องไห้ที่ใต้ต้นมะม่วงเป็นประจำ บางครั้งยายน้อยก็เดินเข้าไปคุยกับป้านวลอยู่เรื่อย ๆ เพื่อปลอบใจ ป้านวลเล่าว่าแกทะเลาะกับสามีแกบ่อยเลยไม่สบายใจและเครียด ยายน้อยจึงได้พูดปลอบใจว่า เพราะป้านวลท้องหรือเปล่าจึงได้มีอารมณ์ฉุนเฉียว หลังจากปลอบใจเสร็จ ยายน้อยก็คิดว่าไม่มีอะไรแล้ว จึงกลับไปที่บ้านของตนเอง จนกระทั่งรุ่งเช้าเวลาประมาณตี 5 แม่ของยายน้อยได้มาปลุกให้ยายน้อยตื่นและให้เดินตามมา แต่สมัยก่อนนั้นไฟฟ้ายังไม่ได้มีความสว่างมาก ทำให้ต้องใช้ไฟฉายและตะเกียงในการเดินทาง แม่ของยายน้อยได้พายายน้อยทั้งเดินและกึ่งวิ่งไปที่บ้านของป้านวลและตะโกนเรียกหา แต่ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา จึงได้เดินหารอบ ๆ ตัวบ้านและให้สามีของป้านวลช่วยหาด้วย สาเหตุที่ทำให้ต้องมาตามหาป้านวลเป็นเพราะสามีของป้านวลได้วิ่งมาบอกว่าป้านวลหายออกไปจากบ้าน แต่หารอบบ้านเท่าไหร่ก็ไม่เจอเสียที จึงลองเดินไปหาแถวสวนมะม่วงของป้านวล เพราะยายน้อยบอกว่าป้านวลชอบไปแถวนั้น พอเดินไปถึงที่ต้นมะม่วงที่ป้านวลชอบไป ก็ได้ใช้ไฟฉายเพื่อส่องดูรอบ ๆ ยายน้อยเกิดรู้สึกสะกิดใจจึงได้ฉายไปที่ด้านบนของต้นมะม่วง ก็เห็นร่างของป้านวลห้อยอยู่ด้านบน! ป้านวลได้ผูกคอที่ด้านบนของต้นมะม่วงซึ่งเป็นต้นมะม่วงที่ป้านวลรักมากที่สุด เมื่อเห็นดังนั้น สามีป้านวลก็รีบปีนขึ้นไปเพื่อนำร่างของป้านวลลงมา แต่ก็ไม่ทัน ป้านวลกับลูกในท้องได้เสียชีวิตแล้ว.. หลังจากเหตุการณ์นั้นชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องเฮี้ยนแน่ หลังจากประกอบพิธีศพของป้านวลเสร็จเรียบร้อย ความเฮี้ยนก็ได้เริ่มต้นขึ้น.. สาเหตุเป็นเพราะต้นมะม่วงของป้านวลออกลูกดกและมีรสชาติอร่อยจึงได้เป็นที่หมายตาของใครหลายคน ทำให้มีคนไปแอบเก็บมะม่วงของป้านวล บางคนก็ได้เจอป้านวลนั่งแกว่งขาเล่นอยู่บนกิ่งไม้ บางคนก็ได้ยินเสียงคนโยนมะม่วงลงมาแต่กลับไม่เห็นคน บางคนก็จะเห็นป้านวลยืนรออยู่ และก็โดนป้านวลไล่ไม่ให้ไปเก็บมะม่วง และเนื่องจากต้นมะม่วงต้นนี้อยู่ใกล้กับถนนที่มีผู้คนใช้เดินทาง บางคนก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนขย่มกิ่งของต้นมะม่วงอีกด้วย เรื่องราวนี้ผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีกลุ่มวัยรุ่นที่มีความคึกคะนองได้ท้าทายว่า ‘คืนนี้จะไปเก็บมะม่วงของป้านวล’ วัยรุ่นผู้ชายจึงได้นัดรวมตัวกัน 3-4 คน ในเวลา 4 – 5 ทุ่ม เพื่อไปเก็บมะม่วง ก็ไปเก็บกันปกติไม่ได้มีอะไร บางลูกก็อยู่บนต้น บางลูกก็ร่วงตามพื้น เหล่าวัยรุ่นเก็บจนได้เกือบเต็มตะกร้าและจะเดินทางกลับ ในตอนที่กำลังหันหลัง กลุ่มวัยรุ่นก็ได้ยินเสียงพูดว่า “เดี๋ยวสิ มะม่วงที่เอาไปน่ะ มันยังสุกไม่เต็มที่ ถ้าจะเอาไปกวนนะมันต้องสุกเละ ๆ นะ ถึงจะอร่อยรสดี” เมื่อวัยรุ่นหันกลับมา ก็ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนและยื่นมะม่วงมาให้ พร้อมทั้งพูดว่า “ต้องลูกแบบนี้ สุกแบบนี้ ถึงจะกวนอร่อย” เหล่าวัยรุ่นจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อจะหยิบมะม่วงลูกนั้นมา และด้วยความที่ไม่ได้รู้จักกับป้านวลมากเท่าไหร่จึงไม่ได้รู้ถึงน้ำเสียงและรูปลักษณ์ของป้านวล ระหว่างที่เดินเข้าไปหยิบมะม่วง แสงไฟก็ได้สะท้อนและเห็นหน้าของผู้หญิงคนนั้น ที่มีหน้าเละและตาถลนออกมา ป้านวลได้พูดขึ้นว่า “ต้องเละ ๆ แบบนี้สิ ถึงจะกวนอร่อย” เมื่อเหล่าวัยรุ่นเห็นเช่นนั้น ก็ได้โยนทุกอย่างและวิ่งหนีตะโกนดังไปทั่วหมู่บ้าน จนเป็นไข้หัวโกร๋นกันห หลังจากเหตุการณ์นั้น แม่ของยายน้อยก็เริ่มรู้สึกกังวลใจ จึงได้หาคนเพื่อมาอัญเชิญดวงวิญญาณของป้านวลให้ไปสู่สุขคติ จึงได้ขอหมอผีมาทำพิธีให้ดวงวิญญาณสงบ แต่หมอผีคนนั้นก็ได้พูดว่า “เป็นแบบนี้เอาไม่อยู่หรอก” เพราะในตอนที่ทำพิธีต้นมะม่วงสั่นไหวเหมือนโดนลมพายุ แต่กลับสั่นอยู่ต้นเดียวคือต้นที่ป้านวลผูกคอ นอกจากนี้ หมอผีคนนี้ยังได้ยินเหมือนมีคนตะโกนว่า “อย่ามายุ่งเรื่องของกู!” จนหมอผีห้ามไม่ให้มายุ่งกับพื้นที่ตรงนี้ หลายเดือนผ่านไป เรื่องราวของป้านวลก็ค่อย ๆ จางหายไปเพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่ยายน้อยและเพื่อนได้ไปเดินเล่นบริเวณนั้น ยายน้อยได้ยินเสียงคนเรียกและพูดว่า “น้อย.. ป้าฝากไปบอกแม่ ให้ทำบุญให้หน่อย” ยายน้อยรู้สึกขนลุกตั้งและมองที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เจอใครอยู่บริเวณนั้น จึงรีบวิ่งกลับบ้านและบอกคุณแม่ เช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้นิมนต์พระมา และพระท่านได้บอกว่า “โยม ได้ทำบุญหรืออุทิศอะไรให้เขาไปเต็มที่หรือยัง” ซึ่งแม่ของยายน้อยยังไม่ได้ทำเพราะปกติจะเก็บร่างไว้ประมาณ 1 ปี แล้วค่อยนำมาเผา หลวงพ่อท่านจึงบอกให้ทำบุญบ่อย ๆ หลังจากพระท่านพูดเสร็จ ต้นมะม่วงก็ได้สั่นไหว เหมือนเป็นสัญญาณบางอย่าง จากนั้น แม่ก็ได้ทำบุญให้ป้านวล หลังจากนั้น คืนหนึ่ง ยายน้อยก็ได้ยินเสียงบางคนเดินขึ้นมาบนตัวบ้านและหยุดที่หน้าห้องของยายน้อยและพูดว่า “น้อย ฉันไปก่อนนะ ฝากบอกแม่ฉันด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง” หลังจากสิ้นประโยค เสียงทุกอย่างก็เงียบไป ยายน้อยจำได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงของป้านวล หลังจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีใครเจอเหตุการณ์แปลก ๆ อะไรอีกเลย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-