เรื่องเล่าจากคุณนพพร ‘ยายเลื่อน’ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณนพพร ‘ยายเลื่อน’ l อังคารคลุมโปง X ณัฐผี The Scary [ 8 ก.ค.2568 ]

18 ก.ค. 2025

        ‘คุณนพพร’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวของยายสุดเฮี้ยนอย่าง ‘ยายเลื่อน’ ที่ตายไปพร้อมแรงแค้นและกลับมาเอาคืนอย่างสาสม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ? ยายเลื่อนจะเฮี้ยนขนาดไหน ?สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (8 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ในเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ยายเลื่อน’

        ย้อนกลับไปเมื่อ 70 ปีที่แล้ว มีบ้านหลังหนึ่งที่เปิดร้านขายของชำ ลักษณะเป็นบ้านไม้ หลังบ้านติดกับสวน หน้าบ้านติดกับลำคลอง มีผู้คนพลุกพล่าน มีคนอาศัยอยู่หลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘ยายเลื่อน’ เธอมีปัญหาทางด้านสุขภาพเพราะเคยเกิดอาการชักเกร็งตั้งแต่เกิด ส่งผลให้พูดไม่ชัด ยายเลื่อนสามารถพูดได้แค่พยัญชนะ ‘อ.อ่าง’ เท่านั้น เช่น ‘ฉันชื่อเลื่อน’ จะพูดเป็น ‘อั๋นอื้อเลื่อน’ ซึ่งการที่พูดไม่ชัดก็มักจะทำให้โดนเพื่อน ๆ และเด็ก ๆ แถวนั้นล้ออยู่บ่อยครั้ง

        มีอยู่วันหนึ่ง ยายเลื่อนเดินทางไปธุระที่วัด ก็เจอกับเด็กวัยรุ่นแถวนั้นชื่อว่า ‘แท่ง’ กับ ‘ปลา’ เด็กพวกนี้แกล้งเดินชนจนยายให้ล้ม แล้วหยิบหวีสับของยายออกมา จากนั้นก็โยนขึ้นไปบนต้นมะม่วง ยายเลื่อนโกรธมากจนพูดออกมาว่า

        “อ้าอูอาย อูอะอาอักอออึง!” (ถ้ากูตาย กูจะมาหักคอมึง!)

        พอยายกลับบ้านก็ไม่กล้าเข้าบ้านเพราะเสื้อเลอะ จึงถอดไปซักที่ริมคลองก่อน ตกเย็นทุกคนกินข้าวกันแต่ยายเลื่อนไม่กลับมา ทุกคนในบ้านก็เริ่มออกตามหา เมื่อมองออกไปนอกระเบียงก็เห็นว่ายายกำลังชักแล้วหัวทิ่มลงน้ำไป พอลงไปช่วยก็พบว่ายายเสียชีวิตแล้ว หลังจากนั้นก็นำศพไปไว้ที่วัด แต่เนื่องจากการจมน้ำตายเป็นการตายโหงทำให้ยังไม่สามารถประกอบพิธีกรรมได้

        กระทั่งเช้าวันต่อมา ก็มีข่าวว่าแท่งไปผูกคอตายใต้ต้นมะม่วง สอบถามกันไปมา เด็กวัดก็บอกว่าเมื่อคืนแท่งวิ่งมาที่วัดพร้อมร้องตะโกนโวยวายว่าโดนผียายเลื่อนหลอก เด็กวัดไม่ได้สนใจ จนกระทั่งตอนเช้ามาก็เจอกับศพแท่งแล้ว ที่สำคัญต้นมะม่วงต้นนั้นก็เป็นต้นเดียวกับที่แท่งโยนหวีสับขึ้นไป

        ตกเย็นทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน ปลาก็ได้จ้างเรือแจวเพื่อกลับบ้าน ขณะเดินทางกลับ ปลาก็ได้ยินเสียงของยายเลื่อนเรียก

        “อา…อา…”

        พอหันกลับไปก็เห็นเป็นยายเลื่อนในสภาพขึ้นอืดกำลังลอยน้ำตามเรือมา ทั้งคนแจวเรือและปลาต่างก็ตกใจ กระโดดลงเรือแล้วรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง รุ่งเช้าคนแจวเรือก็มาเล่าเหตุการณ์ว่าโดนหลอกให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนก็ออกตามหาปลาจนพบว่าปลาจมน้ำตายอยู่ที่ท่าเรือหน้าบ้านของตนเองโดยสภาพศพเหมือนคนถูกหักคอ

        หลังจากนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่สัญจรผ่านไปมาซื้อของ ก็จะเจอยายเลื่อนปรากฏตัวให้เห็นเป็นประจำทำให้คนไม่กล้ามาซื้อของ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปที่วัดเพื่อขอความช่วยเหลือจาก ‘หลวงพี่ศร’ ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ที่มีความสามารถในการทำพิธีกรรม จึงนิมนต์มาที่บ้านเพื่อมาขับไล่ยายเลื่อน

        ชาวบ้านต่างก็มามุงกันรอบบ้านเพื่อดูพิธีกรรมนี้ ขณะทำพิธีกรรมยายเลื่อนก็โผล่ตัวมาให้เห็น เหมือนเป็นคนมาคุยกับหลวงพี่ปกติ หลวงพี่จึงเทศน์ให้ฟังแล้วยายเลื่อนก็ค่อย ๆ เลือนหายไป

        วันต่อมาก็ไม่มีใครเจอยายเลื่อน ต่างดีใจหวังว่าจะไปผุดไปเกิด แต่เวลาผ่านไปไม่กี่คืนปรากฏว่าใครที่มาดูพิธีกรรมวันนั้น ยายเลื่อนจะไปหาทุกคน บ้างก็บอกว่า ขณะที่ตักน้ำจากในโอ่งก็ยังเห็นเป็นหน้ายายเลื่อนลอยขึ้นมา บางครั้งก็ไปเรียกถึงหน้าบ้าน

        เรียกได้ว่าเมื่อก่อนใครได้ยินเสียงยายเลื่อนก็ต้องขำ แต่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของเสียงที่ชาวบ้านต่างกลัวไปหมด ชาวบ้านทนไม่ไหวจึงกลับมาตามหลวงพี่ศรอีกครั้ง แต่หลวงพี่กลับบอกว่าอาจจะทำพิธีกรรมไม่ได้ ถึงทำไปยายเลื่อนก็อาจจะไม่ไปไหนแล้ว แต่อีกวิธีที่จะช่วยได้คือต้องนิมนต์พระที่ยายเลื่อนศรัทธาหรือนับถือมาช่วย ซึ่งก็ต้องเป็น ‘หลวงปู่เส็ง’ เพราะท่านเป็นพระที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ ยายเลื่อนไม่โผล่มาให้เห็นในพิธีกรรมแล้ว หลวงปู่เส็งจึงสวดมนต์ อาบน้ำศพ และทำการเผาศพไป จากนั้นยายเลื่อนก็ไปกลับมาอีกเลย..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

10 ม.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเเรก 'ทฤษฎีเจอผี' I อังคารคลุมโปง X หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ - อ๊อฟ อัครพล [7 ม.ค. 2568]

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (7 มกราคม 2568) พบกับ ‘คุณแรก’ สายแรกของปี ที่นำเรื่องสุดระทึกอย่าง ‘ทฤษฎีเจอผี’ เรื่องราวหลอนปนความสนุกที่เล่าต่อกันในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้จะทำให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ขนลุกขนาดไหน ไปอ่านกันเลย! ‘ทฤษฎีเจอผี’ เป็นเรื่องราวที่ ‘คุณแรก’ ได้ฟังมาจากน้องฝึกงาน เป็นเรื่องเล่าของเหล่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งรุ่นพี่ก็ได้เล่าให้ฟังมาอีกที เรื่องนี้เริ่มต้นที่กลุ่มนักศึกษาในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักศึกษาคนหนึ่งชื่อ ‘เจอร์รี่’ (นามสมมุติ) เป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน พ่อของเขาเป็นทหารเก่าไปต่อสู้ที่เวียดนามและมีประสบการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ จึงมักจะนำมาเล่าให้เจอร์รี่ฟังตั้งแต่เด็กทำให้เจอร์รี่สนใจในเรื่องนี้มาตลอด ซ้ำยังชอบเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับผีมาจดในสมุดบันทึกของตัวเอง เมื่อเจอร์รี่เข้ามาเรียนในคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทสองคนที่สนใจเรื่องผีเหมือนกัน ทั้งสามมักจะสงสัยว่าตึกของคณะมีผีหรือไม่ เพราะตึกนั้นค่อนข้างเก่า อีกทั้งรุ่นพี่ก็มักจะเล่าเรื่องผีให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ เจอร์รี่ยังได้สนิทกับ ‘ลุงสม’ (นามสมมุติ) ภารโรงของตึก เจอร์รี่ที่อยากรู้เรื่องผีจึงถามลุงสมว่า เจอร์รี่ : ตึกของเรามีผีไหม? ลุงสม : ทำไมเด็กฝรั่งอย่างแกถึได้สนใจเรื่องผี? เจอร์รี่ : ผมอยากเห็นผีจริง ๆ ลุงสม : ถ้าลุงทำให้เห็นผีได้ แกจะเชื่อไหม ? เจอร์รี่รู้สึกขำเพราะไม่เชื่อที่ลุงพูด แต่ก็รู้สึกสนใจ จากนั้นลุงสมก็พูดต่อขึ้นมาว่า ลุงสม : เมื่อก่อนลุงเป็นหมอผี ถ้าแกอยากเห็นจริง ๆ ไปซื้อกาแฟร้อนมา เดี๋ยวลุงจะทำให้เห็น เจอร์รี่ไม่รอช้า รีบไปซื้อกาแฟตามลุงบอกมาให้ทันที เมื่อลุงได้ของที่ต้องการ ลุงก็นำผงบางอย่างที่อยู่ในกระปุกเล็ก ๆ เหยาะลงไปในกาแฟ และบอกให้เจอร์รี่ดื่ม เจอร์รี่ได้แต่สงสัยว่าผงนั้นคืออะไร แต่ก็กินเข้าไปด้วยความอยากรู้ หลังจากนั้นเจอร์รี่ได้ถามว่า “แล้วยังไงต่อล่ะลุง” ลุงบอกว่า “เดี๋ยวลุงเอาหมวกกันน็อคมาให้” และเตือนว่า “ถ้าเห็นอะไรแล้วก็บอกลุง..” หลังจากดื่มกาแฟแก้วนั้น เจอร์รี่ก็ไปทำกิจกรรมตามปกติจนเสร็จ เขาเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปเอาหมวกกันน็อคที่เก็บไว้ใต้เบาะ พอไขกุญแจเปิดเบาะขึ้นมา เจอร์รี่ก็ต้องช็อคกับภาพที่เห็น เพราะหมวกกันน็อคมีศีรษะคนอยู่ในนั้น! เจอร์รี่ตกใจแล้วอุทานว่า “ว้าว โคตรเท่!” และเรียกเพื่อนมาดู แต่เพื่อนกลับบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย.. วันรุ่งขึ้น เจอร์รี่ไปเล่าทุกอย่างให้ลุงสมฟัง ลุงสมจึงอธิบายว่า ผงที่ใส่ลงไปในกาแฟคือ ‘ผงเถ้ากระดูกผี’ ซึ่งจะช่วยเปิดประสาทให้เจอร์รี่สามารถมองเห็นผีได้ ส่วนหมวกกันน็อคคือหมวกที่ลุงสมสะสมมา เป็นของที่ได้มาจากอุบัติเหตุของคนที่เสียชีวิต เจอร์รี่รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาชอบเรื่องผี ลุงสมจึงชักชวนเขาไปบ้านของตน เจอร์รี่จึงชวนเพื่อนไปด้วยกัน เมื่อไปถึงบ้านลุง เจอร์รี่ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้เห็น เพราะมีของบูชาจำนวนมาก และสิ่งที่สะดุดตาคือ ‘หม้อดิน’ เจอร์รี่จึงถามลุงว่า “มันคืออะไรครับ?” ลุงตอบว่า “ลุงเลี้ยงผีไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ ในหม้อใบนี้คือผีตายโหงทั้งนั้น” และยังเล่าอีกว่าเมื่อก่อนตนนั้นรับจ้างทำไสยศาสตร์ แต่หลังจากเป็นนักการภารโรงก็ไม่ค่อยได้ทำแล้ว จะทำก็ต่อเมื่อมีคนมาจ้าง เมื่อได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งสิ่งของที่อยู่ในบ้านของลุง เจอร์รี่และเพื่อนก็เชื่อสนิทใจ ว่าลุงนั้นเป็นหมอผีจริง ๆ ไม่นานหลังจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมภายในคณะ เจอร์รี่จึงคิดจะทำบ้านผีสิง เจอร์รี่ได้ว่าจ้างลุงสม 6,000 บาท เพื่อทำให้คนที่เข้ามาได้เห็นผีจริง ๆ ลุงสมตอบรับและบอกให้เจอร์รี่ไปต้มน้ำหวานไว้ข้างหน้าทางเข้าเพื่อจะใส่ผงที่เสกลงไป และเตรียมน้ำมนต์ที่ทางออก เพื่อให้ทุกอย่างจบลงที่ห้องนี้ นอกจากนี้ลุงสมได้กำชับและเตือนไว้ว่า ห้ามเปิดหม้อดินเพราะถ้าเปิดจะทำให้ผีหลุดออกมา แล้วลุงก็เขียนอักระไว้ตามประตู-หน้าต่างเพื่อกันวิญญาณออกจากห้องนี้ เมื่อกิจกรรมเริ่มขึ้น กลุ่มแรกที่เข้าไปเป็นรุ่นพี่ เจอร์รี่ได้ให้พวกเขากินน้ำหวานที่ทางเข้า พร้อมบอกว่า “พี่ค่อย ๆ เดินไปนะ พอถึงตรงออกให้เคาะประตูทางออก แล้วจะเปิดประตูให้” หลังจากที่พวกรุ่นพี่เข้าไป เจอร์รี่ได้สับสวิตช์ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศให้น่ากลัวขึ้น สักพัก เสียงวี๊ดว้ายก็ดังออกมาจากห้อง พร้อมกับเสียงตะโกนว่า “ผีหลอก! ผีหลอก!” สาเหตุเกิดจากการที่เจอร์รี่แหกกฎไปเปิดหม้อที่ลุงห้ามไว้ เพราะอยากให้น่ากลัวขึ้นอีกและอยากให้บ้านผีสิงที่เขาสร้างเป็นที่จดจำว่าโหดที่สุด ในขณะนั้น รุ่นพี่ก็ยังคงกรี๊ดกร๊าดโวยวาย เคาะประตูทั้งทางเข้าและทางออก แต่เจอร์รี่ก็ยังไม่ยอมเปิด จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งกลัวมาก ถึงขั้นกระโดดถีบหน้าต่างจนพังและปีนออกจากห้องที่อยู่ชั้นสองลงมาข้างล่าง ส่วนรุ่นพี่คนอื่นก็พากันเคาะประตูเสียงดังมากจนเจอร์รี่ต้องยอมเปิด พอเปิดออกมา พวกเขาก็วิ่งกรูกันออกมาจนทำให้น้ำมนต์ที่ตั้งไว้หกจนหมด! ทำให้ไม่มีใครได้กินน้ำมนต์ หลังจากนั้นนักศึกษาในคณะก็เห็นผีกันเกือบทั้งตึก เพราะผีหลุดออกจากห้อง! เมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์ผีหลุดเกิดขึ้น กลุ่มเจอร์รี่และเพื่อนที่ทำบ้านผีสิงก็เงียบกริบ เพราะรู้ว่าพวกตนเป็นต้นเหตุ พวกเขาไม่ยอมบอกใคร แต่แอบไปบอกลุงสมว่า “เดี๋ยวผมมาจ้างเพิ่มนะ ลุงช่วยเก็บผีไปให้หน่อย ตอนนี้มันเฮี้ยนมาก” ลุงสมตอบรับว่า “ได้ เดี๋ยวลุงจัดการเอง” เช้าวันรุ่งขึ้น ลุงสมมาทำงานตามปกติและรอที่จะทำตามที่รับจ้างมาในคืนนี้ ระหว่างนั้น เขายืนตัดต้นไม้อยู่หน้าตึก แต่แล้วก็มีรถเก๋งคันหนึ่งขับผ่านหน้าตึกอย่างช้า ๆ แต่เมื่อใกล้ถึงก็เหยียบคันเร่งจนชนลุงสมกระเด็น ส่งผลให้ลุงสมเสียชีวิตคาที่! ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยกันล็อคตัวคนขับ ปรากฏว่าเป็นนักศึกษาผู้หญิง เมื่อตำรวจมาสอบปากคำ ก็พบว่า นักศึกษาผู้หญิงคนนี้แค้นที่แฟนของเธอเคยจ้างลุงสมให้ทำคุณไสยให้สาวอื่นมาหลง จนสุดท้าย แฟนก็นอกใจ นักศึกษาหญิงคนนี้จึงตั้งใจมาทำร้ายลุงสมให้เจ็บตัว แต่ไม่คิดว่าลุงสมจะเสียชีวิต สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีใครมาเก็บผี และกลุ่มนักศึกษาที่กินน้ำผสมเถ้ากระดูกก็เห็นผีหลอกจนอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ตึกก็เฮี้ยนขึ้นมาก นิมนต์พระมาทำพิธีแต่ก็ยังอยู่ไม่ได้ ส่วนเจอร์รี่ต้องดรอปเรียนไปบวชเพราะทนเห็นผีไม่ไหว เรื่องนี้ทำเอาดีเจทั้งสองคนขนลุกไปตามกัน ถือว่าเป็นการเปิดประเดิมเรื่องแรกของปีในอังคารคลุมโปงที่ดีทีเดียว!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

11 เม.ย. 2023

เลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก!

ไปทำงานต่างจังหวัดจึงเลือกพักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่พอตกดึกก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะมีเสียงเปิด-ปิดประตูตลอดเวลา! แรก ๆ นึกว่าคน พออยู่ไปหลายคืนกลับเจอดีจนขนหัวลุก! จะออกไปทำบุญก็เจออุปสรรค พอทำบุญให้ก็ยังไม่หายไปไหน! ..ต้องทนนอนด้วยความหวาดผวาถึง 8 คืน! หลายคนคงไม่เชื่อว่าประสบการณ์ขนหัวลุกจะเกิดขึ้นขณะที่เรากำลังนอนอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาวได้ เรื่องราวสุดหลอนนี้มาจากสาย ‘คุณแดน’ ที่ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (4 เมษายน 2566) ให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟัง เป็นเรื่องที่ทั้งสตูต้องร้อง “ห๊า!” ไปตาม ๆ กัน เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น แท็กชวนเพื่อนมาอ่านไปพร้อมกันได้เลย! คุณแดนเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ตอนนั้นได้ไปทำงานที่จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน เป็นเวลา 9 วัน 8 คืน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่ไม่เคยไปมาก่อน จึงวางแผนว่าจะนอนพักที่โรงแรม 5 ดาว เพื่อความปลอดภัย แต่จังหวัดนั้นมีโรงแรม 5 ดาวอยู่เพียง 2 แห่ง จึงเลือกโรงแรมที่เป็นแบรนด์ที่เคยใช้บริการ ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ คุณแดน พี่สาว บัดดี้ของพี่สาว และทีมงานอีก 2 คน ทั้งหมดได้จองห้องพักไว้ 3 ห้อง โดยคุณแดนนอนคนเดียว ส่วนพี่สาวนอนกับบัดดี้ ทั้ง 2 ห้องนี้จะอยู่ติดกัน ส่วนอีกห้องเป็นของทีมงานที่เหลือ ตำแหน่งของห้องอยู่ตรงข้ามห้องของพี่สาว เมื่อมาถึงโรงแรม ทุกอย่างก็ดูจะเป็นไปตามที่คาดหวังสมมาตรฐานระดับ 5 ดาว บรรยากาศในโรงแรมดูคึกคักเพราะช่วงนั้นมีการจัดสัมมนาด้วย ส่วนห้องพักเองก็ดูใหม่ มีผนังห้องน้ำเป็นกระจกและมีผ้าม่านช่วยเพิ่มความหรูหรา และยังมี Daybed (เตียงนอนเล่น) ให้นั่งพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ส่วนด้านนอกมีระเบียงหลอก ๆ ที่ทำขึ้นเพื่อความสวยงาม แต่ไม่สามารถออกไปยืนข้างนอกได้ แม้ในห้องจะดูสะดวกสบายและเป็นส่วนตัว แต่ในคืนแรก เวลาประมาณ ตี 1 – 2 คุณแดนก็สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคนเปิด-ปิดประตูเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่เพียงว่าอาจเป็นเพราะมีสัมมนาจึงทำให้คนเยอะกว่าปกติ และเดินเข้าออกบ่อย จากนั้นคุณแดนก็ได้ยินเสียงเปิด-ปิดประตูดังมาจากห้องของพี่สาว จึงคิดว่าพี่สาวและบัดดี้คงออกไปเที่ยวกันแน่ ๆ จากนั้นก็หลับต่อจนถึงเช้า เมื่อเจอพี่สาวตอนเช้าก็ได้ถามไปว่า “เมื่อคืนออกไปไหนกันมาหรอ เห็นเปิด-ปิดประตูเสียงดัง” แต่เธอก็ปฏิเสธ จากนั้นก็ถามคุณแดนกลับ เพราะเธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องคุณแดนเหมือนกัน คุณแดนตอบปฏิเสธไป เพราะไม่ได้ออกไปไหนจริง ๆ ส่วนห้องของทีมงานอีก 2 คนที่เหลือ เขากลับบอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย คุณแดนและพี่สาวจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก คืนที่สอง ก็ยังเกิดเหตุการณ์ขึ้นเหมือนเดิมคือมีเสียงเปิด-ปิดประตูอยู่แทบจะตลอดเวลา ก่อนหน้านี้คุณแดนก็ได้ไปเช็คกิจกรรมภายในโรงแรม ซึ่งก็มีตารางค่อนข้างเยอะ จึงพอจะเข้าใจได้และทำใจนอน แต่ยังไม่ทันได้เคลิ้มหลับ คุณแดนก็ได้ยินเสียงเหมือนเดิมดังขึ้นมาจากห้องพี่สาว แล้วเสียงนั้นก็ดังมาที่ห้องคุณแดนแทน เป็นเสียงที่เหมือนมีใครพยายามเข้ามาในห้องแต่เปิดประตูไม่ได้ เนื่องจากประตูมีโซ่ล็อคอยู่อีกชั้นหนึ่งจากประตูดิจิทัล สักพักอีกประมาณ 10 นาที ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคน เดินลากเท้าเข้ามาในห้อง และมาหยุดที่ปลายเตียงของคุณแดน คุณแดนขนลุกกลัวไปหมดจนไม่กล้าลืมตา และก็รู้สึกว่าเขายืนแบบนั้นอยู่ ประมาณ 5 นาที คุณแดนจึงพูดในใจว่า “ผมกลัวนะ อย่าทำอะไรผม” แล้วเขาก็หายไป..! เช้าของวันถัดมา พี่สาวคุณแดนก็มาสะกิดถามว่า “เมื่อคืนเธอเจออะไรมั้ย” คุณแดนจึงเล่าเรื่องที่เจอมาให้ฟัง และเธอก็บอกว่าเจอเหมือนกัน โดยเขาเดินมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่แสงไฟเล็ดลอดออกมา (พี่สาวเปิดไฟห้องน้ำทิ้งไว้ก่อนนอน) เธอจึงเหลือบตามอง และพบว่าเป็นผู้ชายยืนมองเธออยู่! เพื่อให้แน่ใจจึงรวบรวมความกล้าเปิดไฟหรี่ที่หัวเตียงขึ้นเพื่อดูให้ชัดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร ปรากฏว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่คน! เพราะมองไม่เห็นส่วนของใบหน้า เป็นเพียงเงาลาง ๆ ดำ ๆ และยังยืนมองมาอยู่ประมาณ 5 นาที เหมือนกับเวลาที่เขายืนมองคุณแดนด้วยเช่นกัน! คุณแดนกับพี่สาวจึงตัดสินใจว่าจะปลีกตัวออกไปทำบุญ ซึ่งมีบัดดี้ติดรถมาด้วย เมื่อซื้อสังฆทานเสร็จ ก็กำลังจะนำไปทำบุญตามที่ตั้งใจ คุณแดนก็เดินจ้ำไปที่รถ จู่ ๆ ก็มีรถอีกคันมาจอดแนบตรงประตูฝั่งคนขับ ทำให้ไม่สามารถขึ้นรถได้ คุณลุงเจ้าของรถลงมาเห็นพอดี จึงกล่าวขอโทษและย้ายรถออกให้ จากนั้นคุณแดนก็รีบนำสังฆทานไปยังวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที แต่พอไปถึงปรากฏว่าวัดเงียบมาก คุณแดนวนรถหากุฏิเจ้าอาวาสก็ไม่เจอ เลยตัดสินใจหาวัดใกล้ ๆ อีกแห่ง พอมาถึง พระที่นั่นกลับไม่รับถวายสังฆทาน โดยให้เหตุผลว่า “วันนี้เขาจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมไปสอบ” คุณแดนก็คิดในใจว่า “ทำไมอุปสรรคเยอะจัง” สุดท้ายก็ไปอีกวัด และคิดว่าถ้าไม่ได้ถวายสังฆทานในวัดนี้ คืนนี้ก็คงต้องกล้ำกลืนอดทนกันไป แต่ในที่สุดก็สามารถถวายสังฆทานได้เป็นที่เรียบร้อย คืนที่สามนี้ คุณแดนและพี่สาวพยายามดื่มกันหนักมาก เพื่อที่จะได้หลับแบบไม่รู้สึกตัว ทำให้ผ่านพ้นไปด้วยดี จึงคิดว่าเขาน่าจะได้รับส่วนบุญกุศลที่พึ่งทำไปให้ไปแล้ว แต่พอตกคืนที่สี่คุณแดนและทีมงานทั้งหมดออกไปเที่ยวกลางคืน และกลับมานอนตามปกติ ซึ่งงานสัมมนาและงานประชุมใด ๆ ที่โรงแรมจัดได้หมดไปแล้ว ทำให้บรรยากาศในโรงแรมค่อนข้างเงียบ และเหตุการณ์เดิม ๆ ก็วนมาอีกครั้ง หนึ่งในผู้ร่วมชะตาหลอนคนใหม่ คือบัดดี้ของพี่สาวนั่นเอง.. ต่อมาในคืนที่ห้า คุณแดนและทีมงานยังคงอยู่ระหว่างการคุยงานเนื่องจากลูกค้าอยากนัดทานข้าวไปด้วย ซึ่งทางลูกค้าก็ถามว่า “นอนพักที่ไหนกัน” พอคุณแดนตอบไป เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า “คนที่นี่เขาไม่นอนที่โรงแรมนั้นกันหรอกนะ” เนื่องจากตึกของโรงแรมมันเคยร้างมา 10 กว่าปี จนได้เจ้าของใหม่มารีโนเวทและเปิดกิจการโรงแรม ซึ่งก็ถูกเทคโอเวอร์ไปเป็นแบรนด์ปัจจุบันนี้ และเล่าต่ออีกว่า เพื่อนของลูกค้าเคยมาพักที่นี่ เป็นห้องและชั้นเดียวกันกับที่คุณแดนพัก แถมยังเจอเหตุการณ์เดียวกันแบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย คุณแดนได้ยินก็ตกใจและกลัวมาก จึงดื่มแอลกอฮอล์เพื่อมอมตัวเอง ทำให้กลับมาถึงห้องพักเกือบตี 2 พอออกจากลิฟต์ หางตาก็มองไปสุดทางเดิน ปรากฏว่าเห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นคนที่เจอตลอดเกือบทุกคืน ทั้งหมดจึงรีบแยกย้ายพากันเข้าห้องทันที ระหว่างนั้นสุนัขก็พากันหอนเสียงดังมาจากหลังโรงแรม แต่ความหลอนมันก็ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะกลางดึกคืนนั้น คุณแดนสะดุ้งตื่นเนื่องจากพี่สาวโทรมาขอให้เปิดประตูห้อง เมื่อไปเปิดก็เห็นพี่สาวและบัดดี้เดินหน้าซีดเข้ามาในห้องพร้อมกับหมอนผ้าห่ม ทั้งสองเล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบเดิมเลย แต่บัดดี้ดันเห็นว่าเงานั้นเดินชนเก้าอี้ ทำให้มีเสียงดัง บัดดี้จึงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว และพากันหนีมานอนที่ห้องคุณแดนแทน! พอเช้าวันถัดมา คุณแดนได้มอบผ้ายันต์พระเวสสุวรรณให้กับบัดดี้เพื่อนำไปติดในห้อง และขอให้แผนกต้อนรับของโรงแรมแจ้งกับแม่บ้านว่าอย่าขยับเขยื้อนผ้ายันต์เด็ดขาด ซึ่งพอวันใกล้จะกลับกรุงเทพฯ ก็เกิดเหตุการณ์เดิมอีกซ้ำ ๆ แต่ครั้งนี้กลับมีเสียงเคาะมาจากกระจกฝั่งระเบียงห้องคุณแดน 3 ครั้ง! ซึ่งตอนนั้นมีผ้าม่านกั้นไว้อยู่ คุณแดนแกล้งทำเป็นไม่สนใจและไม่ยอมเปิดผ้าม่าน จนผ่านไปสักพัก เสียงเคาะนั้นก็ดังและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากก๊อก ก๊อก ก๊อก เป็น ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆ คุณแดนกลัวมาก จึงตัดสินใจเปิดไฟนอน สักพักพี่สาวก็ไลน์มาถามว่า “เค้ามาเคาะกระจกห้องเธอหรือเปล่า” คุณแดนเลยตอบกลับไปว่า “ใช่” จนมาถึงวันสุดท้ายที่กำลังจะกลับ พี่สาวเก็บของเตรียมเช็คเอาท์ ปรากฏว่ามีน้ำอัดลมที่ถูกดื่มไปแล้วประมาณ 1/4 ของขวดถูกแช่อยู่ในตู้เย็น ซึ่งพอสอบถามกันไปมา ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของน้ำอัดลมที่ว่าเลยสักคน จึงสันนิษฐานกันว่า หรือแม่บ้านอาจจะรู้ ว่าในห้องนี้มีอะไรจึงนำน้ำอัดลมมาให้สิ่งนั้น.. และขณะที่กำลังเช็คเอาท์ออกจากห้องพัก คุณแดนได้ถามพนักงานต้อนรับว่าที่ห้องนี้มีอะไรหรือเปล่า เขาก็ไม่ยอมบอก และถามกลับว่าเจออะไร คุณแดนจึงเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ฟัง แต่พนักงานต้อนรับกลับมองหน้ากันแล้วหัวเราะเบา ๆ จากนั้นก็ถามต่อว่า “ทำไมไม่แจ้งตั้งแต่แรก จะได้ย้ายห้องให้” คุณแดนจึงบอกไปว่า “ตอนแรกผมคิดว่าทำบุญให้จะไม่เจออีก แต่ใครจะไปคิดว่าจะเจอเกือบทุกวัน” เมื่อออกจากโรงแรมมาแล้ว คุณแดนและพี่สาวจึงตัดสินใจกลับไปเจอลูกค้าอีกครั้งเพื่อสอบถามถึงเรื่องเหล่านี้ จนรู้คำตอบว่าตอนที่ตึกมันร้าง วิญญาณตนนั้นอาจจะมาเสียชีวิตตรงเตียงห้องของพี่สาว นั่นเลยทำให้เขากลับมายังที่ตรงนั้นตลอดวนซ้ำไปมาไม่รู้จบ ซึ่งคุณแดนเองก็คิดว่าที่เขามาบ่อยก็เพราะเขาตายมานานแล้วไม่มีใครทำบุญให้ ทางลูกค้าก็ได้เล่าต่ออีกว่า อย่างน้อยโรงแรมแห่งนี้ยังดีกว่า 5 ดาวอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นเจอหนักกว่านี้เยอะ เพราะเพื่อนลูกค้าที่เคยไปพัก ถึงขั้นต้องอุ้มลูกวิ่งหนีออกมาจากห้องพักเลย เพราะมีเงาผู้หญิงใส่ชุดไทยเดินออกมาจากผนังห้อง คุณแดนยังทิ้งท้ายอีกว่า “การที่โรงแรมดาวเยอะ ไม่ได้การันตีว่าจะไม่เจอเรื่องอะไรแบบนี้เสมอไป”(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเช่า แต่เจออดีตเพื่อนบ้านมาหาถึงที่! พอกำลังจะหลับก็เห็นคุณยายผมหยิกมานั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อไปถามพี่ยามในหมู่บ้านก็ถึงกับช็อก เพราะคุณยายคนนี้ไหลตายไปนานแล้ว! #อังคารคลุมโปง

29 เม.ย. 2024

ย้ายเข้าไปอยู่บ้านเช่า แต่เจออดีตเพื่อนบ้านมาหาถึงที่! พอกำลังจะหลับก็เห็นคุณยายผมหยิกมานั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับลูบหัวด้วยความเอ็นดู แต่เมื่อไปถามพี่ยามในหมู่บ้านก็ถึงกับช็อก เพราะคุณยายคนนี้ไหลตายไปนานแล้ว! #อังคารคลุมโปง

ไปเช่าบ้านหลังใหม่แต่กลับอยู่ไม่ได้เพราะเจอแต่เรื่องแปลก จนทุกวันนี้ต้องอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพราะไม่กล้ากลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก! เรื่องนี้ ‘คุณปุยฝ้าย’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (23 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจเจ็ม’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘เรื่องเล่าจากคุณปุยฝ้าย’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์หลอนของ ‘คุณปุยฝ้าย’ ที่ได้ไปเจอมาด้วยตัวเอง โดยปกติจะมีบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัด แต่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพบ่อย จึงตัดสินใจมาเช่าบ้านที่กรุงเทพเพื่อความสะดวก หลังจากนั้นคุณปุยฝ้าย ก็เข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ ซึ่งช่วงแรกที่เข้าไปอยู่ทุกอย่างก็ปกติไม่ได้มีอะไร แต่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาตรงกับเทศกาลวันลอยกระทง ด้วยความที่เป็นสายมูเตลู วันนั้นก็มีการจัดโต๊ะหมู่ ทำพิธีไหว้ขอพรพระจันทร์ อาบน้ำใต้แสงจันทร์ต่าง ๆ หลังจากนั้นถัดมาประมาณ 1-2 วัน จากที่อยู่บ้านนี้อย่างสงบ ความบันเทิงก็เกิดขึ้น คืนนั้นคุณปุยฝ้าย นอนไม่หลับแม้จะพยายามข่มตานอนแล้วพลิกตัวไปมา ด้วยความที่เตียงใหญ่ แต่เป็นคนขี้กลัวมาก บนเตียงก็จะมีหมอนล้อมเต็มไปหมด ตัวของคุณปุยฝ้ายนอนอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายจะมีหมอนที่จะติดกับหิ้งพระ และเป็นที่วางท้าวเวสสุวรรณ ในขณะที่นอนพลิกตัวไปทางซ้าย ก็รู้สึกว่าชาตั้งแต่ขาขึ้นมาที่ตัว คุณปุยฝ้ายคิดในใจว่า... ต้องโดนแล้วแน่ ๆ และคิดว่าทำอย่างไรดีถึงจะหลุด แต่หลังจากที่สิ้นความคิดนั้น ในหัวก็เห็นเป็นภาพคุณยายคนหนึ่งอายุประมาณ 50-60 ปี ผมหยิก ใส่กระโปรงโสร่งยาว ๆ มานั่งเอนตัวกึ่งนั่ง กึ่งนอน อยู่ข้าง ๆ คุณปุยฝ้าย แล้วแขนขวาของคุณยาย ก็ค่อย ๆ ยื่นมาทางคุณปุยฝ้าย เหมือนคุณปุยฝ้ายกำลังนอนหนุนแขนเขาอยู่ และในจังหวะนั้น ขณะที่คุณปุยฝ้าย กำลังพลิกตัวเขาก็ค่อย ๆ ยื่นหน้ามามองคุณปุยฝ้าย อย่างใกล้ชิด! นาทีนั้นคุณปุยฝ้ายกลัวมาก คุณยายคนนั้น ก็พยายามเอื้อมมือซ้ายมาลูบหัวคุณปุยฝ้าย เหมือนรู้สึกเอ็นดู และเขาก็รู้ว่าคุณปุยฝ้ายเริ่มไม่ไหว เขาก็เหมือนจะปล่อย แต่กลับมากระซิบข้างหู และหัวเราะ “ฮิ ๆๆ” แล้วก็หายไป! จากนั้นคุณปุยฝ้ายก็ไลน์ไปหาน้องสาวที่นอนอยู่ห้องข้าง ๆ ว่า “มาหาหน่อย มานอนเป็นเพื่อนหน่อย ไม่ไหวแล้ว” หลังจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ ก็พึ่งมารู้ความจริงจากพี่ยามในหมู่บ้านว่า เขาเป็นผู้เสียชีวิตท่านหนึ่ง อยู่ซอยตรงข้ามบ้านคุณปุยฝ้าย ซึ่งไม่ได้อยู่ใกล้กันขนาดนั้น แต่ก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พี่ยามตกใจมาก เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากคุณปุยฝ้าย เพราะไม่มีใครรู้เรื่องราวนี้เลย พี่ยามก็ถามคุณปุยฝ้ายว่า “คุณไปเจอได้ยังไง ไปเจอที่ไหน?” เมื่อซักถามเสร็จพี่ยามก็เล่าให้ฟังว่า ตรงข้ามซอยบ้านคุณปุยฝ้าย มีคุณป้าที่มีลักษณะนี้ นอนไหลตายในบ้าน ตั้งแต่นั้นก็เริ่มมีคนย้ายออก แต่ตอนนี้บ้านหลังนั้นมีคนเช่าแล้ว พี่ยามก็บอกว่า “แต่มันไม่ได้เป็นโซนบ้านคุณนะ แต่ทำไมเขาถึงไปอยู่บ้านคุณ?” คุณปุยฝ้าย ก็สงสัยว่าหรืออาจจะเพราะเขาพึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้จึงไม่มีศาล เขาเลยอาจจะเข้ามาได้ คุณปุยฝ้าย ยังเล่าต่อว่า พึ่งได้รู้ว่าน้องสาวก็เจอเรื่องราวแปลก ๆ ในคืนไหว้พระจันทร์ เพราะน้องสาวโดนอำทั้งคืนซึ่งในคืนไหว้พระจันทร์นั้น เราไปไหว้กันตรงข้างบ้าน ซึ่งบ้านจะอยู่สุดซอยหลังสุดท้าย พอมองเข้าไปก็จะเห็นคุณป้ายืนอยู่ในซอกมืด ๆ ด้านหลังบ้าน เมื่อถามน้องสาวก็เห็นว่าลักษณะตรงกัน จากนั้นก็เคยโมโหแล้วพูดว่า “แบบนี้ไม่เอานะ มันบาปนะ” จนน้องสาวกลัว และพูดว่า “อย่าไปว่าเขา เดี๋ยวมึงก็เจอหนักหรอก” แต่ปรากฏว่าได้ผล เขาก็ไม่มาให้เจออีกเลย แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกอยู่ แล้วล่าสุดกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ตกกลางคืนกล้องวงจรปิดที่บ้านเช่าเตือนว่าได้รับการเคลื่อนไหวตลอด ‘พบบุคคล’ แต่ไม่มีอะไร จนคุณปุยฝ้าย ให้ยามไปดูเพราะคิดว่าเป็นขโมย แต่พี่ยามบอกไม่มีอะไร และหัวเราะแห้ง ๆ ตลอด จนตอนนี้คุณปุยฝ้าย ก็กลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด เพราะไม่กล้ากลับไปที่นั่นอีกเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณดิว ‘กูไม่ให้อยู่’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

29 มิ.ย. 2024

เรื่องเล่าจากคุณดิว ‘กูไม่ให้อยู่’ I อังคารคลุมโปง X แจ็ค The Ghost Radio [ 25 มิ.ย. 2567]

คุณเคยฝันเห็นอะไรแปลก ๆ ไหม? แล้วเคยไหม ที่ฝันเห็นสิ่งนั้นหลายคืนติดกัน แล้วมันก็กลายมาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเราไป! เรื่องราวนี้ ’คุณดิว’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (25 มิถุนายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวทีมีชื่อว่า ‘กูไม่ให้อยู่’ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณดิวเล่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ให้ชื่อสมมุติว่า ‘คุณแพท’ เรื่องเริ่มที่คุณแพทสอบติดมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กปี 1 ส่วนใหญ่จะอยู่หอใน ข้างในหอเป็นเตียง 2 ชั้น มีห้องน้ำในตัว และมีรูมเมท 1 คน ซึ่งคุณแพทก็จะเรียนภาคพิเศษโดยเลิกเรียนประมาณ 2-3 ทุ่ม ผ่านเทอมแรกไปก็ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น พอเข้าเทอมที่ 2 มีอยู่คืนหนึ่ง คุณแพทฝันว่าอยู่ในหอพัก เห็นตัวเองกับรูมเมทนอนที่เตียง แพทนอนชั้น 2 และมีกลุ่มควันสีดำอยู่ที่ปลายเตียง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ไปเรียนและใช้ชีวิตตามปกติ คืนที่ 2 ก็ฝันแบบเดิม เห็นกลุ่มควันดำที่ปลายเตียงอีก คุณแพทเอะใจว่ามันแปลก ๆ ทำไมฝันแบบเดิม 2 คืน พอตื่นเช้ามาก็ไปทำบุญใส่บาตร คืนที่ 3 ก็ยังฝันเห็นกลุ่มควันดำแบบเดิมอีก แต่ครั้งนี้ตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วก็สวดมนต์บทชินบัญชร ปกติคุณแพทสวดมนต์ทุกวันอยู่แล้ว พอเช้ามาก็ไปใส่บาตรอีก พอคืนที่ 4 ก็ยังคงฝันเหมือนเดิม แต่กลุ่มควันดำค่อย ๆ ปรากฎภาพให้เห็นในฝัน เป็นผู้หญิงนั่งชันเข่าอยู่ที่ปลายเท้า สภาพโทรม ผมยาวรุงรัง แล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา ซึ่งทุกคืนที่ฝันคุณแพทก็จะบอกรูมเมทตลอด แล้วรูมเมทก็จะตื่นมาอยู่ด้วยกันตลอด พอคืนที่ 5, 6 และ 7 มันก็เริ่มแปลกไปกว่านั้น.. ในฝันครั้งนี้ ผู้หญิงคนเดิมจับเตียงและพูดว่า “ออกไป! กูไม่ให้อยู่” ด้วยความที่คุณแพทกลัวมาก ๆ จึงหาวิธีหลายอย่าง เช่น เอาเหรีญมาไว้ที่ปลายเตียง ทำทุกอย่าง แต่ก็ยังคงฝันแบบนี้ไปอีก 3 คืน และโทรไปปรึกษาครอบครัวว่าควรทำอย่างไรดี ทางครอบครั้วจึงบอกให้ลองไปถามเจ้าของหอว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า คุณแพทจึงลงไปถามคุณป้าที่ดูแลหอ ป้าบอกว่า “ที่นี่มีศาลเพียงตาอยู่ข้างหอนะ ลองไปไหว้ดูหน่อยมั้ย เพราะหนูเพิ่งเข้ามาอยู่ปีแรก” วันนั้น คุณแพทจึงรีบโทรหาคุณแม่หลังเลิกเรียน คุณแม่ก็เตรียมของไหว้มาให้ แล้วก็ไปไหว้บอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ‘เรามาขออาศัย เรามาขออยู่’ จากนั้นก็จะเอาพวงมาลัยแขวน แต่ที่ศาลไม่มีที่แขวน แต่ก็สังเกตเห็นว่าข้าง ๆ มีรั้วคล้ายกับให้แขวนตรงนี้ จึงนำพวงมาลัยไปแขวนไว้ตรงนั้น แล้วก็เดินหันหลังกำลังจะกลับ ก็ได้ยินเสียง ฟุ้บ! หันกลับไปก็เห็นว่าพวงมาลัยหล่น! คุณแพทจึงเดินกลับไปหยิบพวงมาลัยไปแขวนอีกครั้ง แต่พอหันหลังกลับพวงมาลัยก็ตกอีก รอบที่ 3 คุณแพทก็หยิบขึ้นไปแขวน แต่คุณแม่บีบมือแน่นแล้วกระชาก แล้วบอกว่า “ไปเถอะลูก เรามาไหว้เขาแล้ว” จากนั้นคุณแม่ก็รับคุณแพทกลับไปนอนที่บ้าน 1 คืน ส่วนรูมเมทก็ไปขอเพื่อนอีกห้องนอนด้วยเพราะความกลัว วันถัดมาก็ไม่ได้ฝัน จึงคิดว่าทุกอย่างคงกลับมาปกติแล้ว คืนถัดมาจึงนัดกับรูมเข้าห้องพร้อมกัน ครั้งนี้คุณแพทบอกว่าไม่ได้ฝันแล้ว แต่รู้สึกเหมือนผีอำ เห็นกลุ่มควันดำที่ปลายเตียง สุดท้ายก็สะดุ้งลุกขึ้นมาได้ จึงสวดมนต์บทชินบัญชร แล้วก็เป็นแบบนี้หไปอีก 3 คืน ทั้งคุณแพทและรูมเมทกลัวกันมาก ๆ ถึงขั้นเวลาเข้าห้องน้ำ หรืออาบน้ำก็ต้องเข้าพร้อมกัน ไม่ก็ให้คนนึงอาบคนนึงรอ คุณแพทเล่าว่าครั้งนี้ระหว่างอาบน้ำ ไฟก็ดับ แต่ช่วงที่ไฟกระพริบก่อนที่จะติดกลับมา คุณแพทกับรูมเมทก็เห็นผู้หญิงคนนั้นที่ผมยาวพะรุงรังห้อยหัวตรงหน้าต่างห้องน้ำ มองมาที่ 2 คน และพูดว่า “กูไม่ให้อยู่!” ทั้งคู่ช็อคกันมาก รีบคว้าผ้าขนหนูวิ่งออกมาจากห้อง คุณแพทกลัวถึงขนาดดรอปเรียนและไปถือศีลเป็นเวลา 1 เดือนเลยทีเดียว หลังจากคุณแพทกลับมาก็มาสืบว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ตอนนั้นคุณแม่เล่าว่า ที่คุณแม่บีบมือ เพราะเห็นว่ามีผู้หญิงตัวดำ ๆ นั่งชันเข่าอยู่ตรงขอบรั้วและทิ้งพวงมาลัยที่เพื่อนแขวนลงพื้น และก็มีเด็กผู้หญิงที่อยู่อีก 3 ห้องถัดไปก็ฝันเหมือนกัน 7 คืน ว่ามีผู้หญิงมาเขย่าเตียง แล้วก็พูดว่า “กูไม่ให้อยู่!” หลังจากนั้นก็รู้มาว่าหอพักนี้เคยเป็นโรงพยาบาลมาก่อน ซึ่งมหาวิทยาลัยไม่ได้ทุบทิ้งแค่เอามาปรับปรุงใหม่ ซึ่งคุณแพทก็ไม่เคยรู้เลยว่าตนทำอะไรผิด..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-