ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

อังคารคลุมโปง RECAP

ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

30 พ.ค. 2023

อีกเรื่องปิดท้ายในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (23 พฤษภาคม 2566) จาก ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ กับ 7 เรื่องสยองในโรงเรียนญี่ปุ่น จัดหนักหลอนสุดกำลังจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร้องซี๊ดดด! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย!

ต้นกล้าเล่าว่าที่โรงเรียนญี่ปุ่นจะมีเรื่องเล่าสยองขวัญอยู่ทั้งหมด 7 เรื่อง ทั้ง 6 เรื่องจะเล่าเหมือนกันทุกโรงเรียน แต่เรื่องที่ 7 ในแต่ละโรงเรียนจะมีไม่ซ้ำกัน เช่น บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘ฮานาโกะซังในห้องน้ำ’ เด็กผีชุดแดงที่จะอยู่ในห้องน้ำห้องสุดท้าย ถ้าใครไปเรียกโดยการเคาะประตูห้องน้ำ 3 ครั้ง แล้วฮานาโกะซังตอบรับ คนนั้นก็จะไม่ได้กลับออกมาจากห้องน้ำอีกเลย, บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘หุ่นห้องวิทย์’ ที่จะออกมาวิ่งตอนกลางคืน หรือเรื่อง ‘รูปโมสาร์ทในห้องดนตรี’ ที่พอถึงเวลากลางคืน วิญญาณโมสาร์ทก็จะออกมานั่งเล่นเปียโน เป็นต้น

เรื่องที่ต้นกล้าจะเล่าคือเรื่อง ‘ผู้หญิงราวจับ’ เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กในโรงเรียนจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องเล่าสยองขวัญนี้ว่า “ผู้หญิงราวจับ เป็นเด็กนักเรียนหญิงที่เคยเรียนที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว เวลาที่ถูกเพื่อนแกล้งหรือเวลาที่รู้สึกท้อใจกับการเรียนเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็มักจะไปที่บันไดหนีไฟตรงนี้เป็นประจำ แต่ในตอนนั้นบันไดหนีไฟทั้งเก่าและไม่สมบูรณ์ พอเธอขึ้นมายืนจับที่ราวบันได ปรากฏว่าบันไดก็พังลงมา ทำให้ตัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นตกลงไปข้างล่าง ขณะนั้นเธอยังไม่ได้เสียชีวิตทันทีและพยายามจะปีนขึ้นมาขอความช่วยเหลือ แต่ในที่สุดก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น” พอคุยเรื่องนี้จบเด็กหลายคนจึงท้าทายกันว่าให้ลองไปที่บันไดหนีไฟนี้แล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า ถ้าใครกลับลงมาได้จะนับถือว่าเป็นคนที่สุดยอด

ในตอนนั้นทุกคนก็ผลัดกันขึ้นไป แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็มีเพื่อนคนนึง นามสมมุติ ‘โทยะ’ ดันลืมของไว้บนดาดฟ้า จึงชวน ‘เซย์จิ’ (นามสมมุติ) ให้กลับขึ้นไปเอาเป็นเพื่อน แต่เซย์จิก็แซวโทยะไปว่า “เฮ้ย มึงกลัวหรอ” โทยะจึงตอบกลับมาว่า “เอาจริง ๆ ก็กลัวแหละ” เซย์จิก็ตอบไปว่า “โหยไร้สาระน่า” โทยะจึงพูดท้าขึ้นมาว่า “อ้าว งั้นถ้ามึงไม่กลัวมึงก็ขึ้นไปเอาของให้กูสิ” เซย์จิจึงตอบตกลง และในเวลานั้นก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมงครึ่งแล้ว แสงพระอาทิตย์กำลังเริ่มโพล้เพล้ เซย์จิเปิดประตูบันไดหนีไฟและเดินขึ้นไปยังดาดฟ้า บันไดที่เก่ามีสนิมทำให้เวลามีคนเดินขึ้นลง จะได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘ต๊อง ต๊อง ต๊อง’ ดังก้องไปทั่ว เมื่อเดินมาถึงดาดฟ้าก็พบกับของชิ้นหนึ่งถูกวางไว้ จึงหยิบมันขึ้นมา พอเดินกลับลงมายังประตูบันไดหนีไฟ ในใจก็เกิดกลัวขึ้นมา จึงชะเง้อหน้ามองลงมาข้างล่าง ซึ่งบันไดหนีไฟนี้จะมีช่องตรงกลางให้สามารถมองเห็นลงไปยังข้างล่างได้ ปรากฏว่าภาพที่เซย์จิเห็นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ชั้นล่างสุด แต่ระยะห่างของชั้นบันไดค่อนข้างสูงทำให้เห็นไม่ค่อยชัด เซย์จิคิดในใจว่าเพื่อนคงแกล้ง จึงตัดสินใจเดินลงไป แต่ในขณะที่เดินนั้น ก็ได้ยินเสียงเสียงฝีเท้าที่เดินไปพร้อมกับเซย์จิ! เสียงนั้นดังมาจากข้างล่าง ในใจก็คิดว่า “เฮ้ย ใช่ป่ะว่ะ” เซย์จิชะเง้อหน้าไปมองดูอีกครั้งก็เห็นว่า “มีมือจับอยู่ที่ราวจับ เปื้อนไปด้วยเลือด พร้อมกับหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เงยหน้าขึ้นมามองและแสยะยิ้มให้เขา” เซย์จิรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกแน่ ๆ ไม่ทันได้คิดนาน หลังจากยิ้มเสร็จเด็กผู้หญิงคนนั้นก็รีบวิ่งขึ้นมาด้านบนทันที! (เซย์จิต้องเดินลงมาชั้นล่าง แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังวิ่งขึ้นมาข้างบน) เสียงฝีเท้าดังกังวาลต๊องๆๆๆๆๆๆ หัวใจเซย์จิเต้นรัวด้วยความกลัว และคิดว่าจะกลับขึ้นไปก็ไม่ได้ ต้องลงไปอีกชั้นหนึ่งถึงจะมีประตู เซย์จิฮึดแรงเฮือกสุดท้าย เพื่อวิ่งลงไปยังประตูให้เร็วที่สุด ก่อนที่สิ่งนั้นมันจะวิ่งขึ้นมาถึงตัวเขา!

และในที่สุดเขาก็ได้เปิดประตูออกมาดังปั้ง!! จนเพื่อนทุกคนตกใจ และได้ถามว่า “เฮ้ยมึงเป็นอะไร วิ่งหนีอะไรเนี่ย เจออะไรหรือเปล่า” เซย์จิตอบไปด้วยเสียงที่สั่นว่า “ชั่งมันเถอะ” แล้วเพื่อนคนอื่นที่หันหน้าเข้าประตูก็อยู่นิ่งอยู่สักพัก จนประตูนั้นก็ปิดลงดังปึ้ง! เมื่อเห็นว่าเพื่อนท่าทางไม่ดี ทุกคนจึงชวนกันกลับ เมื่อพ้นจากสถานที่ตรงนั้นมาได้สักพัก เพื่อนคนที่หันหน้าเข้าหาประตูก็เล่าให้ฟังว่า “ตอนที่ยืนนิ่งไปสักพักนั้น เห็นเป็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนมายืนอยู่ตรงหน้าประตูแล้วมองมายังพวกเขา” 

พอฟังจบดีเจแนน ดีเจเจ็มถึงกับพูดว่าผีญี่ปุ่นโหดมาก ต้นกล้ายังบอกอีกว่ายังมีผีญี่ปุ่นอีกหลายรูปแบบให้ได้ติดตามกัน หากได้มีโอกาสจะกลับมาเล่าให้ฟังอีก

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

13 ก.ย. 2024

เรื่องเล่าจาก ขวัญ น้ำมันพราย 'กูยังไม่ตาย' I อังคารคลุมโปง X ขวัญ น้ำมันพราย [ 10 ก.ย. 2567]

เรื่องราวนี้ ‘คุณขวัญ น้ำมันพราย‘ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (11 กันยายน 2567) ขนหัวลุกไปกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม‘ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ’กูยังไม่ตาย‘ จะหลอนขนาดไหนนั้น ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘ปุ๊ก’ ที่เป็นเพื่อนของตนในสมัยเรียน ปวช. ทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปีแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 40 ก่อน หลังจากเรียน ปวช.จบที่ระยอง ปุ๊กก็ได้ย้ายไปอยู่อีกจังหวัด ได้ไปเจอเพื่อนใหม่และได้เช่าหอพักอยู่ด้วยกัน ซึ่งหอพักนี้คือหอพักของเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ชื่อ ‘ตั๋ม’ เเละยังเป็นที่รวมพลของกลุ่ม หอพักในสมัยนั้นมีโทรศัพท์กลางที่ตั้งอยู่หน้าหอพัก เมื่อมีปัญหาอะไรก็โทรหา รปภ. ได้ วันนั้นเป็นวันที่จะเริ่มเรียนซัมเมอร์ ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ ‘เล็ก’ ซึ่งเป็นคนที่สวยมาก แต่น่าสงสารเพราะว่าพ่อแม่เสียไปแล้ว ทุกวันนี้เล็กจึงอยู่กับยายเเล้วก็หลานที่บ้านหลังหนึ่ง เล็กมักจะพยายามชวนเพื่อนในกลุ่มว่า “ว่าง ๆ ไปเที่ยวบ้านชั้นสิ” เพื่อน ๆ ทราบเช่นนั้นก็รวมตัวกันไป ปรากฏว่าบ้านของเล็กนั้นอยู่อีกอำเภอซึ่งไกลมาก เมื่อถึงบ้านของเล็ก ปุ๊กก็ได้บอกกับคุณขวัญว่า “ไม่อยากนอนค้างที่บ้านหลังนี้เลย บ้านหลังนี้น่ากลัวมาก“ ซึ่งลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ยก 2 ชั้น ตั้งอยู่กลางสวนมะพร้าว มืดทะมึน ห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านเเละบ้านหลังนี้คุณตาของเล็กเพิ่งจะเสียชีวิตไป ในตอนแรกปุ๊กคิดว่าบ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน เเต่ปรากฎว่ามีเเฟนของเล็กอยู่ด้วยอีกคน ในคืนวันนั้นปุ๊กเเละกลุ่มเพื่อนได้นอนเปิดประตูอยู่บนชั้น 2 แต่แล้วก็มีเสียง ปึก ปึก ปึกก! เหมือนเป็นเสียงคนเดินขึ้นบันได ในระหว่างที่มีเสียงนั้น ทุกคนก็จ้องไปประตูเพื่อดูว่าเป็นใครที่เดินขึ้นมา แต่เมื่อสุดขั้นบันได เสียงนั้นก็เงียบหายไป… ไม่มีใครเดินออกมา! ทุกคนได้เเต่สงสัยว่าเป็นใครเเต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นในตอนเช้าก็แยกย้ายกลับบ้าน ผ่านไปเมื่อปุ๊กเรียนซัมเมอร์จบ วันสุดท้ายของการเรียนวันนั้นก็ได้กลับบ้านที่ระยอง ในขณะที่เดินทางกลับก็มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนขึ้นมา ซึ่งคนที่ส่งมาก็คือตั๋มเเละได้บอกว่า “เล็กตายเเล้ว” ปุ๊กก็ตกใจเเละไม่เชื่อในสิ่งที่ตั๋มบอก เพราะก่อนที่ปุ๊กจะขึ้นรถกลับบ้านนั้นทั้งคู่ยังกล่าวลากันอยู่เลยเเละเล็กยังได้บอกปุ๊กอีกว่าจะไปทำบุญกับครอบครัว ปุ๊กติดต่อเล็กไม่ได้จึงรอเวลาให้เล็กกลับไปที่หอ ในระหว่างที่รอ ปุ๊กก็ได้ทำธุระของตัวเองไปจนลืมเวลา เวลาล่วงเลยมาจนถึง 3 ทุ่ม พอปุ๊กนึกขึ้นได้จึงโทรไปหา รปภ.ที่หอว่า ปุ๊ก : ไปตามเพื่อนให้หน่อย ตามตั๋มให้หน่อย หนูอยากรู้เรื่องเพื่อนหนู เพื่อนหนูตาย รปภ. : ไม่ตามให้หรอก ดึกแล้ว ไม่ใช่พ่อแม่ ถ้าเกิดเป็นธุระด่วนก็ตาม เมื่อปุ๊กทราบเช่นนั้นก็ได้โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกหลังหนึ่ง เพื่อนในกลุ่มก็สงสัยเเละบอกว่า “เล็กตายจริงหรอวะ?” ปุ๊กก็ตอบกลับว่า “จริง ก็มันบอกว่าไอเล็กตาย” ในขณะที่คุยกันก็มีเพื่อนบอกว่า “ปุ๊ก มึงมีเบอร์โทรศัพท์บ้านไอเล็กไม่ใช่หรอ มึงไม่โทรไปล่ะ” ปุ๊กจึงวางสายจากเพื่อนเเล้วโทรไปที่บ้านของเล็ก สายแรกที่โทรไปไม่มีใครรับ จึงโทรไปอีกครั้งปรากฏว่ามีคนรับสาย ซึ่งคนที่รับสายนั้นเป็นหลานของปุ๊ก “ฮัลโหล น้าปุ๊กหรอ” ปุ๊ก : เป็นไงบ้าง น้าเล็กอยู่ป่าว หลาน : น้าเล็กหรอ เดี๋ยวนะ อ๋อนั่นไง น้าเล็กเดินลงมาพอดี ปุ๊ก : เอ้า น้าเล็กเดินลงมาแล้วหรอ ขอน้าคุยกับน้าเล็กหน่อย เล็ก : เออ ปุ๊กเป็นไง (เเล้วก็มีไอหลังพูดจบ) ปุ๊ก : เป็นไรอ่ะ ทำไมไออย่างงี้ เล็ก : เออ กูเจ็บคอนิดหน่อย ว่าไง ปุ๊ก : มึง ไอตั๋มมันเพจมาบอกกูว่ามึงตายอะ เล็ก : มึงจะบ้าหรอ กูยังไม่ตาย ระหว่างนั้นก็มีเสียงคุณยายของเล็กแทรกขึ้นมาว่า คุณยายเล็ก : ไม่ต้องออกไปเเล้วนะ ไม่ต้องชวนไปเที่ยวไหนเเล้วนะ เมื่อปุ๊กได้ยินเสียงเล็กเช่นนั้นก็โล่งใจว่าเล็กยังไม่ตาย แล้วก็วางสายไป.. วันต่อมา มีเพจเจอร์เเจ้งเตือนซึ่งเป็นของเพื่อนอีกคนที่ส่งมาหาปุ๊ก ส่งมาบอกว่า “ไอปุ๊ก เล็กตายแล้ว” ปุ๊กไม่เชื่อเพราะเพิ่งคุยกับเล็กเมื่อคืน จึงโทรกลับไปหาเพื่อนคนนั้นเเล้วบอกว่า “เออ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูไปบ้านมัน” ในวันถัดมา ปุ๊กร้อนใจจึงรีบไปบ้านของเล็กที่ชลบุรี ซึ่งไปกับเพื่อนคนที่ส่งเพจเจอร์มาหา ระหว่างทางที่ไปก็ไม่มีคนเเต่เมื่อใกล้จะถึงบ้านของเล็กก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น เมื่อปุ๊กเเละเพื่อนมาถึงบ้านของเล็ก สิ่งที่เห็นคือโลงศพตั้งอยู่ 3 โลงในบ้าน! ซึ่งมีโลงของคุณยาย หลานเเละเล็ก ตั้งเรียงกันอยู่ ซึ่งสาเหตุการตายคือโดนรถพ่วงกลับรถกระทันเเล้วชน คอหักตายคาที่!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

14 ธ.ค. 2024

เรื่องเล่าจากเต๋อ ฉันทวิชช์ 'มือบอน' I อังคารคลุมโปง X เต๋อ ฉันทวิชช์ - เสือ พิชย [ 3 ธ.ค. 2567 ]

‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ นำเรื่อง ‘มือบอน’ มาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 ธันวาคม 2567) ฟังกัน มาดูกันว่า ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโจเซฟ’ ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราวจะหลอนขนาดไหน ไปอ่านพร้อมกันเลย!! ‘เต๋อ ฉันทวิชช์’ ได้เล่าว่า ตนนั้นมีโอกาสไปที่จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ ไปกับน้องที่คอยดูแลที่ชื่อ ‘แนน’ ได้เข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ที่พักจะเป็นห้อง 2 ห้อง บรรยากาศภายในโรงแรมรู้สึกได้ถึงความหลอน ความวังเวง จากการตกแต่งที่ทำให้รู้สึกว่าต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน เมื่อเข้าห้องพักไป ก็จะเป็นห้องพักแบบ Connecting Room คุณเต๋อได้ไปนั่งเล่นอยู่ในห้องของคุณแนน จนถึงดึก แล้วคุณแนนก็ได้บอกกับคุณเต๋อว่า “จะมีเพื่อนมาหา เดี๋ยวแนนจะออกไปหาเพื่อนหน่อย” จากนั้นคุณแนนก็ออกไปหาเพื่อนตามที่บอกไว้ ส่วนคุณเต๋อนั้นกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง หลังจากกลับมาที่ห้องได้สักพักใหญ่ ตอนนั้นก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว คุณเต๋อได้ยินเสียงว่าเหมือนกับว่าคุณแนนจะกลับมาถึงห้อง คุณเต๋อเป็นคนที่ชอบแกล้งคนและคุณแนนเป็นคนที่กลัวผีมาก คุณเต๋อจึงคิดแผนการแกล้งคุณแนน โดยที่คุณเต๋อจะแอบซ่อนตัวอยู่ตรงประตูเพื่อที่จะรอให้คุณแนนเดินผ่านแล้วตกใจ คุณเต๋อนั่งตรงบริเวณประตู รอให้คุณแนนเปิดประตูเข้าห้องมา ผ่านไป 10 นาที คุณเต๋อเอะใจขึ้นมาว่า ‘ทำไมแนนไม่เดินผ่านมาสักที’ คุณเต๋อจึงค่อย ๆ ชะเง้อหน้าออกไปดู ปรากฏว่าประตูทุกอย่างปิดหมด! ไม่มีคนอยู่ในห้อง! ยังไม่มีใครกลับมาที่ห้อง! แต่เสียงก่อนหน้านี้ที่ได้ยินก็มั่นใจชัดเจน มีคนเปิดประตูเข้าห้องมาอย่างแน่นอน คิดในใจว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี จึงถอยกลับเข้าห้องตัวเองและปิดประตูที่เชื่อมต่อระหว่างห้อง แล้วพยายามข่มตานอนหลับไป เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเต๋อตั้งใจที่จะเล่าเรื่องนี้ให้คุณแนนฟัง จึงเปิดประตูเชื่อมข้ามไปที่ห้องของคุณแนน ทั้งสองคุยกันจนเข้าประเด็น ขณะนั้นก็กำลังจะเปิดโทรทัศน์ในห้องของคุณแนนเพื่อดู แต่ก็สังเกตเห็นใบกระดาษที่บอกช่องของโทรทัศน์ คุณเต๋อเห็นเหมือนมีคนเอาปากกามาขีดเขียนเต็มกระดาษทั้งแผน จนกระดาษบางจุดขาด คล้าย ๆ คนโมโหมาขีดเขียนเพื่อระบายอารมณ์ ซึ่งคุณเต๋อจำได้ว่าเมื่อคืนยังไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้น ทำให้คุณเต๋อรู้สึกว่าโดนหลอกแล้วแน่นอน จนถึงทุกวันนี้ คุณเต๋อก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เจอในตอนนั้นคืออะไร แต่รู้ว่า เขามือบอน!!!(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

07 มิ.ย. 2025

เรื่องเล่าจากใหม่ รอเรน ‘มนตรามหาเสน่ห์’ l อังคารคลุมโปง X ใหม่ รอเรน [ 3 มิ.ย.2568 ]

เรื่องนี้ถูกถ่ายทอดโดย ‘คุณใหม่ รอเรน’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เล่าเรื่องของ ‘น้องช่างผมวัย 22 ปี’ ที่เคยทำอาชีพมอบความสุขให้กับผู้อื่นหรือ ‘อาชีพเด็กเอ็น’ กับเบื้องหลังชีวิตที่ไม่มีวันลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น สามารถติดตามได้ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (3 มิถุนายน 2568) พร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ คุณรอเรนได้เล่าว่า ‘มนตรามหาเสน่ห์’ เป็นเรื่องของน้องช่างทำผมคนหนึ่งที่มาถ่ายทอดให้ฟังด้วยตัวเอง ให้นามสมมติว่า ‘น้องดาว’ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นก่อนที่เธอจะผันตัวมาเป็นช่างทำผมอย่างทุกวันนี้ โดยในตอนนั้น ดาวยังอายุเพียง 22 ปี และเคยทำอาชีพที่เกี่ยวกับการมอบความสุขให้กับผู้อื่น หรือที่รู้จักกันในว่า‘เด็กเอ็น’ด้วยความที่ยังอ่อนวัยและไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก เธอจึงสนิทสนมและไว้วางใจรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นพิเศษ ให้นามสมมติว่า ‘พี่รุ้ง’ วันหนึ่งพี่รุ้งได้พูดกับเธอในลักษณะชักชวนว่า “เออ ไปเป็นเพื่อนกูหน่อย มันอยู่ไกลถึงต่างจังหวัด กูจะไปทำอะไรบางอย่าง..” ดาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ก็ได้ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นด้วย ซึ่งพี่รุ้งอาสาออกค่าเดินทางต่าง ๆ ให้ และได้บอกกับเธออีกด้วยว่า “กูจะไปทำสิ่ง ๆ หนึ่ง ที่ทำให้มีเสน่ห์ จะกี่บาทไม่รู้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูจะช่วยจ่าย 50% แล้วทำให้มึงด้วยอีกชิ้น” หลังจากเดินทางไปถึงที่หมาย ดาวเล่าว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ดูอลังการมาก จากนั้นก็ได้รู้ว่าหากจะต้องทำพิธี ต้องใช้ดินจากป่าช้า 1 ก่อนและน้ำจาก 9 ท่า เมื่อทราบเช่นนั้น จึงเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมดไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ส่งมอบให้ใช้ในพิธี ก่อนจะนั่งรออยู่ด้านนอก เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เธอเล่าว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา คือของเหลวในขวดเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายน้ำมันพราย และถุงอีกชิ้นหนึ่ง ใช้สำหรับนำไปฝังใต้ต้นดอกรัก ซึ่งทุกคนต่างก็ได้รับมาคนละชิ้น พอทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่ก็เดินทางกลับขึ้นมากรุงเทพฯ ทันที เวลาผ่านมาเพียง 2-3 วัน ดาวก็นำของที่ได้มาใช้ทันที เพราะคิดว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในการทำงาน ในคืนแรกที่ลอง ดาวเอ่ยขอในใจว่า “วันนี้ยังไงก็ได้ ขอให้ได้เงินแสน” สิ้นสุดคำขอในคืนนั้น ดาวก็ได้รับเงินแสนสมคำปรารถนาจริง ๆ และด้วยความดีใจ เธอนำเงินมากองรวมกันบนเตียงอย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้จับเงินแสน แต่ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น พี่รุ้งที่ไปทำพิธีด้วยกันต่างก็มีงานเข้ามา ทั้งบินในประเทศและต่างประเทศ งานเริ่มไหลเข้ามามากยิ่งขึ้น วันต่อมา เธอจึงลองขออีกครั้งหนึ่งว่า “วันนี้ขออีกสองหมื่น” แล้วเธอก็ได้จริง ๆ จากนั้นมา ดาวก็เริ่มขอซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอมากขึ้นทีละนิด และทุกครั้ง คำขอก็กลายเป็นจริงเสมอ เธอทำแบบนี้เกือบสองปี แต่เหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้กำลังจะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป เรื่องราวเกิดในช่วงที่ดาวอายุ 24 ปี ใกล้เข้าเบญจเพส เธอเริ่มมีเงินมากขึ้น แต่พอผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีคนรอบตัวทักเธอว่า “มึงมากับใคร มึงอยู่กับใคร” ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เธอไปนอนห้องกับเพื่อน เพื่อนเธอต่างก็ทักว่า “ทำไมกูรู้สึกว่าเหมือนมึงไม่ได้นอนคนเดียว” จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง เธอเล่าว่าเธอได้ไปที่ห้องของพี่รุ้ง พอไปถึงเธอก็ได้มีการพูดคุย กินข้าวร่วมกัน แต่หลังจากนั้นไม่นาน พี่รุ้งเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง แต่อาการของพี่รุ้งกลับไม่เหมือนคนที่ตายจากโรค ส่วนตัวดาวเองก็เริ่มมีอาการป่วย ผอมลง ซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งช่วงเวลา 6 โมงเย็น และเที่ยงคืน เธอมักรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาบีบร่างเธอไว้แน่น บางครั้งถึงขั้นอยากจะขยำหัวตัวเอง สิ่งที่ทำให้รู้สึกประหลาดใจอย่างมากก็คือ ทั้งพี่รุ้งและดาว ในช่วงกลางวันจะเป็นปกติ แต่พอตกช่วงกลางคืน เธอทั้งสองกลับมีหน้าตาที่สะสวยเพิ่มมากขึ้น จากเหตุการณ์เหล่านี้ ดาวจึงเริ่มรู้ตัวว่า มีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากล เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันกันแน่?” นั่นจึงทำให้เธอตัดสินใจจะนำของมาให้คนช่วยแก้ และของนั้นก็คือถุงที่เธอเคยนำไปฝังไว้ใต้ต้นรักเมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อดาวกลับไปที่ที่เคยฝังไว้ ต้นรักต้นนั้นกลับหายไปและกลายเป็นคอนโดแทน ด้วยความสิ้นหวังนี้ เธอจึงคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดี เธอพยายามอ้อนวอนขอช่วยเธอที คนที่ช่วยแก้ของจึงได้นำถุงบางอย่างออกมาให้ชิ้นหนึ่ง แล้วให้เธอนำถุงนี้ไปโยนลงทะเล นอกจากนั้นยังให้เปลี่ยนชื่อ-นาสกุล พร้อมกับสักยันต์ห้าแถว และสักที่ฝ่ามือ เพื่อเป็นการบ่งบอกตำหนิว่าคนนี้ไม่ใช่คนเดิม เพื่อให้อีกคนจำไม่ได้ นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตของเธอก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ของพวกนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะไปเล่น มันมีจริง ๆ และเธอก็โดนมากับตัว..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ผีเเตงโม’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

09 ส.ค. 2025

เรื่องเล่าจากคุณเจน ‘ผีเเตงโม’ l อังคารคลุมโปง X เจน The Ghost [ 29 ก.ค.2568 ]

‘คุณเจน The ghost’ ได้เข้ามาเล่าเรื่องราวสุดหลอนเกี่ยวกับการไปตั้งแคมป์ในป่า แล้วเจอลุงปริศนาคนหนึ่ง ลุงคนนี้ได้ยื่นปลามาให้กิน และยังหาแตงโมที่เป็นของหวานมาให้ปิดท้ายมื้ออาหารอีกด้วย แต่เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปตาลปัตร เพราะนั่นไม่ใช่ปลาและแตงโมธรรมดา! เรื่องราวทั้งหมดจะน่าขนลุกขนาดไหน สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X’ (29 กรกฎาคม 2568) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ผีแตงโม’ ‘คุณเจน The ghost’ ได้เล่าว่าเรื่องนี้มาจาก ‘คุณเป้’ ซึ่งเจ้าของเรื่องคือคนที่คุณเป้รู้จักชื่อว่า ‘คุณชิว’ โดยครอบครัวของคุณชิวนั้นทำอาชีพเกี่ยวกับการนำเข้าเครื่องจักรทางการเกษตร ฉะนั้นคุณชิวก็จะมีการไปลงพื้นที่ เช่น เอาเครื่องสูบน้ำไปเสนอขายให้กับชาวบ้าน ไลฟ์สไตล์ของคุณชิวเป็นคนสบาย ๆ สายธรรมชาติ ชอบออกไปกางเต๊นท์-ตั้งแคมป์คนเดียว วันหนึ่ง คุณชิวต้องนำเครื่องสูบน้ำไปเสนอขายให้ชาวบ้านที่ต่างจังหวัด ขณะนั้นเองก็ได้มองไปรอบ ๆ บริเวณและเกิดความรู้สึกว่าที่นี่บรรยากาศดี อยู่ใกล้กับฝาย ทำให้อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การตั้งแคมป์กางเต็นท์มาก หลังจากเสนอขายสินค้าจนจบ คุณชิวก็ได้ไปพบผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขออนุญาตตั้งเต็นท์ริมฝาย และนอนเฝ้าเครื่องสูบน้ำก่อนจะนำกลับด้วย แต่ผู้ใหญ่กลับมีท่าทีกระอักกระอ่วนใจ และพูดว่า “เมื่อ 2-3 เดือนก่อน มันมีน้ำป่าไหลหลาก ฉะนั้นตลิ่งตรงนี้มันจะไม่แข็งแรง มันจะอันตราย แต่ถ้าเกิดว่าคุณชิวอยากจะมาตั้งเต็นท์ก็ได้ ไม่ว่า ให้พิจารณาเอา” คุณชิวได้ฟังแล้วก็คิดว่าไม่น่าจะอันตราย จึงตอบไปว่า “โอเค” และยังบอกอีกว่า “มันสวย วิวดี” จากนั้นก็ตั้งแคมป์จนเสร็จ ขณะนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ตก คุณชิวก็สังเกตุเห็นผู้ชายในอยู่น้ำ เขากำลังดำผุดดำว่ายแต่ไม่เหมือนคนจมน้ำ คุณชิวจึงคิดว่าอาจจะเป็นชาวบ้านมาหาปลา ระหว่างนั้นคุณชิวก็เตรียมเครื่องดื่มและกับแกล้มพลางมองผู้ชายในน้ำเป็นระยะ ไม่นานหลังจากนั้นพระอาทิตย์ก็ลาลับขอบฟ้า แต่ผู้ชายคนนั้นก็ยังไม่ไปไหน คุณชิวจึงตัดสินใจดื่มแอลกอฮอลล์ที่เตรียมมา เสียงเปิดจุกดัง ป๊อก! ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด ไม่นานคุณชิวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ ๆ หันมาอีกที ก็พบกับลุงที่เห็นในน้ำ เขาเข้ามาประชิดตัวและพูดกับคุณชิวว่า “เห้ยไอ้หนุ่ม จะกินไม่ชวนเลย ใจร้ายใจดำจัง” คุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “อ๋อ ได้สิครับ มากินด้วยกัน” จากนั้นก็จัดแจงหาแก้วมาเทเครื่องดื่มให้ พร้อมทั้งปลากระป๋องสำหรับกินแกล้มคู่กัน ขณะที่กำลังจะเปิดปลากระป๋องอยู่นั้น ลุงก็ห้ามเอาไว้และบอกว่า “ไอ้หนุ่มจะกินทำไมปลาที่มันอยู่ในกระป๋องอ่ะ กินปลาสด ๆ ของลุงดีกว่า” จากนั้นลุงก็ได้เอื้อมมือไปด้านหลังแล้วดึงปลาออกมาออกมาจากข้อง คุณชิวจึงรับมาและนำไปปิ้งกิน แต่ความแปลกก็เกิดขึ้น เพราะกินเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่อิ่มเสียที จนกระทั่งกินตัวที่ 10 ก็ยังไม่อิ่มท้อง และเริ่มรู้สึกเลี่ยน จึงบอกลุงไปว่า “ผมไม่กินแล้ว” ลุงก็ตอบกลับมาว่า “ไม่เป็นไร งั้นไม่กินเนาะ เดี๋ยวลุงไปหาของหวานมาให้” จากนั้นลุงจึงได้ลุกแล้วหายไปในแถบป่ากล้วยใกล้ ๆ ฝายและกลับมาพร้อมกับแตงโมลูกหนึ่ง ซึ่งแตงโมลูกนี้ยังไม่ค่อยสุกดี ยังลูกเล็กอยู่ แต่คุณชิวก็รับนำไปผ่ากินและได้ยื่นอีกซีกให้ลุงด้วย แต่ลุงดันตอบกลับมาว่า “ไม่ ลุงไม่กิน กินได้เลย” คุณชิวจึงกินแตงโมคนเดียว รสชาติแตงโมก็ปกติดี ระหว่างที่กินก็พยายามชวนลุงให้กินด้วยกัน แต่ลุงกลับทำหน้าขยะแขยงและบอกว่า “แหยะ ๆ อี๋ ๆ ไม่กินอ่ะ กินเข้าไปได้ยังไง” ซึ่งตัวคุณชิวเขาก็งงเพราะลุงเป็นคนหามาให้กินเอง จึงคิดในใจว่า ‘เอ๊ะ หรือลุงเขามองเหมือนทุเรียน คนไม่ชอบอาจจะไม่ชอบจริง ๆ’ เมื่อคุณชิวกินแตงโมเสร็จ คุณลุงจึงถามมาอีกรอบว่า “กินปลาต่อไหม” แล้วลุงก็เอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อที่จะหยิบมาให้อีก คุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “ไม่ ๆ ไม่กินแล้วครับ โหลุง ลุงจับปลาได้เยอะใช่ไหมเนี่ย หยิบออกมาไม่หมดสักที” ลุงจึงตอบกลับมาว่า “อ๋อใช่ ลุงจับปลาได้เยอะมากเลย” คุณชิวจึงพูดไปอีกว่า “งั้นผมขอดูข้องหน่อยได้ไหม เหลืออีกเยอะหรือเปล่า” พลางทำท่าทางเหมือนกำลังจะลุกไปหา ลุงเห็นเช่นนั้นก็บอกไปว่า “เห้ย ไม่ต้อง ๆ อย่าดูเลยเดี๋ยวเสียเรื่อง” คุณชิวไม่ได้เอะใจอะไร จากนั้นก็แยกย้าย ลุงลุกขึ้นและหันมาบอกกับคุณชิวอีกรอบว่า “อย่าลืมนะเรื่องแตงโม” ซึ่งคุณชิวเข้าใจในหัวว่า ‘ถ้าแตงโมเหลือ พวกสัตว์ป่าจะมากิน ให้ขุดหลุมฝัง’ แต่แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก เขาจึงเข้านอน เช้าวันรุ่งขึ้น คุณชิวตื่นขึ้นมาเก็บเต็นท์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปทางป่ากล้วยที่ลุงหยิบแตงโมออกมา เพราะคุณชิวคิดว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องมีคนปลูก ไม่น่าจะมีแตงโมป่าแบบที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งพอเดินไปก็พบว่ามีแตงโมป่าจริง หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินลงไปทางหมู่บ้าน เพื่อไปพบผู้ใหญ่บ้าน เมื่อมาถึง กลับพบชาวบ้านมามุงดูอะไรบางอย่างกันเต็มไปหมด จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “เป็นไงบ้างเมื่อคืน อยู่คนเดียวสนุกไหม” ตัวคุณชิวจึงตอบกลับไปว่า “โอโห สนุกมากเลยครับ” ผู้ใหญ่บ้านแสดงท่าทีมึนงง พลางถามว่า “อยู่คนเดียวจะสนุกได้ไง ชาวบ้านเขามารอฟังอยู่ว่าจะเจออะไร” คุณชิวก็ตอบกลับไปว่า “สนุกครับเพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว” จากนั้นทุกคนจึงเริ่มฮือฮา ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกัน จากนั้นคุณชิวยังบอกอีกว่า “ผมไม่ได้อยู่คนเดียว มีลุงคนนึงมาแบ่งแตงโมให้ผมกินและอยู่คุยด้วย” พอทุกคนได้ยินแบบนี้มา เสียงก็เริ่มดังฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นผู้ใหญ่บ้านจึงได้ตะโกนขึ้นมาว่า “พ่อ!” แล้วก็วิ่งเข้าบ้านไปหยิบรูปภาพออกมาให้คุณชิวดู แต่เมื่อคุณชิวดู เขากลับบอกกลับมาว่า “ไม่ใช่ ไม่ใช่คนนี้” ชาวบ้านส่งเสียงซุบซิบกันอีกว่า “ว่าแล้ว ๆ / นั่นไงลุงอร / ลุงอรจริง ๆ ด้วย” คุณชิวทำหน้างง เพราะไม่รู้ว่าใครคือลุงอร แต่ยังไม่ทันจะถามอะไรไป ผู้ใหญ่บ้านก็เริ่มน้ำตาซึมและขอให้คุณชิวพาไปจุดที่เจอแตงโม แต่คุณชิวได้ตอบกลับไปว่า “กว่าผมจะเดินมาถึงตรงนี้ ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเลย ไม่อยากเดินกลับไปแล้ว” ทางผู้ใหญ่บ้านจึงได้บอกกับคุณชิวไปว่า “ไม่เป็นไร ถ้าคุณเหนื่อย คุณไม่อยากเดิน เดี๋ยวผมแบกคุณขึ้นหลังไปก็ได้ ขอแค่พาผมไป” เมื่อคุณชิวได้ยินเช่นนั้น ก็คิดว่านี่คงเป็นเรื่องสำคัญ จึงตอบตกลงพาผู้ใหญ่บ้านไป และแล้วก็ถึงจุดที่พบแตงโม ผู้ใหญ่บ้านรีบวิ่งเข้าไปกอดลูกแตงโมและพูดว่า “พ่อ ๆๆ” จากนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็ได้เอื้อมมือไปหยิบรากแตงโมแล้วดึงขึ้นมา ปรากฏว่ามีกระดูกสันหลังของคนติดขึ้นมาด้วย! ไม่นานผู้ใหญ่บ้านก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง เมื่อสงบสติได้ก็เล่าให้คุณชิวฟังว่า วันหนึ่ง เขาได้ผ่าแตงโมให้พ่อกิน แต่ลุงอรมาชวนพ่อไปหาปลาที่ฝายด้วยกัน วันนั้นมีน้ำป่าไหลหลากรุนแรง ทั้งลุงอรและพ่อหายไปกับน้ำทันที เวลาผ่านไป ชาวบ้านพบศพลุงอรในลักษณะที่ด้านหลังมีร่องรอยการกระแทกกับขอนไม้จนเป็นรูใหญ่ และยังพบว่าที่ข้างตัวของลุงมีฝูงปลาเข้าไปกินอวัยวะภายในอีกด้วย แต่ศพของพ่อผู้ใหญ่บ้านยังหาไม่พบ กระทั่งได้มาพบว่าแตงโมงอกขึ้นมาในป่าเช่นนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็เชื่อว่าน่าจะเป็นพ่อของตน เพราะพ่อมักกินแตงโมแต่ไม่คายเม็ด ร่างของพ่อที่กลายเป็นปุ๋ยจึงช่วยให้แตงโมเติบโตขึ้นมาได้ ส่งผลให้รากแตงโมติดกระดูกขึ้นมาด้วย แม้ว่าจะมีแค่ท่อนบน เพราะหาท่องล่างไม่เจอก็ตาม ส่วนในเรื่องที่คุณชิวกินปลาแต่กินยังไงก็ไม่อิ่ม คุณเจนคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะไม่ได้กินก็ได้ อาจจะมโนไปเองว่ากิน และที่ชาวบ้านมารุมพูดตอนที่คุณชิวออกมา คุณเจนก็เดาว่าพวกชาวบ้านคงจะรู้กันอยู่แล้วว่าน่าจะมีโอกาสเจอลุงอรและเดาว่าชาวบ้านคงรู้ว่าลุงอรตายตรงนี้ วิญญาณยังอยู่ อาจจะมีบางคนเห็นแต่ไม่กล้านอน จึงมารอฟังแทน..เขียน: กชกร สมโภชน์เรียบเรียง: วันทนีย์ ไชยชาติภาพ: กิตติพงษ์ นาคทอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-