ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

อังคารคลุมโปง RECAP

ตำนานผีสาวบันไดหนีไฟที่ทุกคนอยากลองดี แต่เพื่อนดันลืมของ ทำให้ผมต้องกลับขึ้นไปเอา ระหว่างที่กำลังเดินลงก็มีเสียงฝีเท้าดังสวนขึ้นมา! ชะเง้อหน้ามองเห็นเป็นเด็กผู้หญิงชุ่มเลือดยิ้มให้และวิ่งมาหาผม!จังหวะนั้นต้องวิ่งไปให้ถึงประตูถึงจะรอด!

30 พ.ค. 2023

อีกเรื่องปิดท้ายในรายการ ‘อังคารคลุมโปงX’ (23 พฤษภาคม 2566) จาก ‘ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ กับ 7 เรื่องสยองในโรงเรียนญี่ปุ่น จัดหนักหลอนสุดกำลังจน ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ร้องซี๊ดดด! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันเลย!

ต้นกล้าเล่าว่าที่โรงเรียนญี่ปุ่นจะมีเรื่องเล่าสยองขวัญอยู่ทั้งหมด 7 เรื่อง ทั้ง 6 เรื่องจะเล่าเหมือนกันทุกโรงเรียน แต่เรื่องที่ 7 ในแต่ละโรงเรียนจะมีไม่ซ้ำกัน เช่น บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘ฮานาโกะซังในห้องน้ำ’ เด็กผีชุดแดงที่จะอยู่ในห้องน้ำห้องสุดท้าย ถ้าใครไปเรียกโดยการเคาะประตูห้องน้ำ 3 ครั้ง แล้วฮานาโกะซังตอบรับ คนนั้นก็จะไม่ได้กลับออกมาจากห้องน้ำอีกเลย, บางโรงเรียนก็เป็นเรื่อง ‘หุ่นห้องวิทย์’ ที่จะออกมาวิ่งตอนกลางคืน หรือเรื่อง ‘รูปโมสาร์ทในห้องดนตรี’ ที่พอถึงเวลากลางคืน วิญญาณโมสาร์ทก็จะออกมานั่งเล่นเปียโน เป็นต้น

เรื่องที่ต้นกล้าจะเล่าคือเรื่อง ‘ผู้หญิงราวจับ’ เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กในโรงเรียนจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องเล่าสยองขวัญนี้ว่า “ผู้หญิงราวจับ เป็นเด็กนักเรียนหญิงที่เคยเรียนที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว เวลาที่ถูกเพื่อนแกล้งหรือเวลาที่รู้สึกท้อใจกับการเรียนเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็มักจะไปที่บันไดหนีไฟตรงนี้เป็นประจำ แต่ในตอนนั้นบันไดหนีไฟทั้งเก่าและไม่สมบูรณ์ พอเธอขึ้นมายืนจับที่ราวบันได ปรากฏว่าบันไดก็พังลงมา ทำให้ตัวของเด็กผู้หญิงคนนั้นตกลงไปข้างล่าง ขณะนั้นเธอยังไม่ได้เสียชีวิตทันทีและพยายามจะปีนขึ้นมาขอความช่วยเหลือ แต่ในที่สุดก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น” พอคุยเรื่องนี้จบเด็กหลายคนจึงท้าทายกันว่าให้ลองไปที่บันไดหนีไฟนี้แล้วขึ้นไปบนดาดฟ้า ถ้าใครกลับลงมาได้จะนับถือว่าเป็นคนที่สุดยอด

ในตอนนั้นทุกคนก็ผลัดกันขึ้นไป แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็มีเพื่อนคนนึง นามสมมุติ ‘โทยะ’ ดันลืมของไว้บนดาดฟ้า จึงชวน ‘เซย์จิ’ (นามสมมุติ) ให้กลับขึ้นไปเอาเป็นเพื่อน แต่เซย์จิก็แซวโทยะไปว่า “เฮ้ย มึงกลัวหรอ” โทยะจึงตอบกลับมาว่า “เอาจริง ๆ ก็กลัวแหละ” เซย์จิก็ตอบไปว่า “โหยไร้สาระน่า” โทยะจึงพูดท้าขึ้นมาว่า “อ้าว งั้นถ้ามึงไม่กลัวมึงก็ขึ้นไปเอาของให้กูสิ” เซย์จิจึงตอบตกลง และในเวลานั้นก็เป็นเวลาประมาณ 6 โมงครึ่งแล้ว แสงพระอาทิตย์กำลังเริ่มโพล้เพล้ เซย์จิเปิดประตูบันไดหนีไฟและเดินขึ้นไปยังดาดฟ้า บันไดที่เก่ามีสนิมทำให้เวลามีคนเดินขึ้นลง จะได้ยินเสียงฝีเท้าดัง ‘ต๊อง ต๊อง ต๊อง’ ดังก้องไปทั่ว เมื่อเดินมาถึงดาดฟ้าก็พบกับของชิ้นหนึ่งถูกวางไว้ จึงหยิบมันขึ้นมา พอเดินกลับลงมายังประตูบันไดหนีไฟ ในใจก็เกิดกลัวขึ้นมา จึงชะเง้อหน้ามองลงมาข้างล่าง ซึ่งบันไดหนีไฟนี้จะมีช่องตรงกลางให้สามารถมองเห็นลงไปยังข้างล่างได้ ปรากฏว่าภาพที่เซย์จิเห็นคือ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ชั้นล่างสุด แต่ระยะห่างของชั้นบันไดค่อนข้างสูงทำให้เห็นไม่ค่อยชัด เซย์จิคิดในใจว่าเพื่อนคงแกล้ง จึงตัดสินใจเดินลงไป แต่ในขณะที่เดินนั้น ก็ได้ยินเสียงเสียงฝีเท้าที่เดินไปพร้อมกับเซย์จิ! เสียงนั้นดังมาจากข้างล่าง ในใจก็คิดว่า “เฮ้ย ใช่ป่ะว่ะ” เซย์จิชะเง้อหน้าไปมองดูอีกครั้งก็เห็นว่า “มีมือจับอยู่ที่ราวจับ เปื้อนไปด้วยเลือด พร้อมกับหน้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นที่เงยหน้าขึ้นมามองและแสยะยิ้มให้เขา” เซย์จิรับรู้ได้ทันทีว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกแน่ ๆ ไม่ทันได้คิดนาน หลังจากยิ้มเสร็จเด็กผู้หญิงคนนั้นก็รีบวิ่งขึ้นมาด้านบนทันที! (เซย์จิต้องเดินลงมาชั้นล่าง แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังวิ่งขึ้นมาข้างบน) เสียงฝีเท้าดังกังวาลต๊องๆๆๆๆๆๆ หัวใจเซย์จิเต้นรัวด้วยความกลัว และคิดว่าจะกลับขึ้นไปก็ไม่ได้ ต้องลงไปอีกชั้นหนึ่งถึงจะมีประตู เซย์จิฮึดแรงเฮือกสุดท้าย เพื่อวิ่งลงไปยังประตูให้เร็วที่สุด ก่อนที่สิ่งนั้นมันจะวิ่งขึ้นมาถึงตัวเขา!

และในที่สุดเขาก็ได้เปิดประตูออกมาดังปั้ง!! จนเพื่อนทุกคนตกใจ และได้ถามว่า “เฮ้ยมึงเป็นอะไร วิ่งหนีอะไรเนี่ย เจออะไรหรือเปล่า” เซย์จิตอบไปด้วยเสียงที่สั่นว่า “ชั่งมันเถอะ” แล้วเพื่อนคนอื่นที่หันหน้าเข้าประตูก็อยู่นิ่งอยู่สักพัก จนประตูนั้นก็ปิดลงดังปึ้ง! เมื่อเห็นว่าเพื่อนท่าทางไม่ดี ทุกคนจึงชวนกันกลับ เมื่อพ้นจากสถานที่ตรงนั้นมาได้สักพัก เพื่อนคนที่หันหน้าเข้าหาประตูก็เล่าให้ฟังว่า “ตอนที่ยืนนิ่งไปสักพักนั้น เห็นเป็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดนักเรียนมายืนอยู่ตรงหน้าประตูแล้วมองมายังพวกเขา” 

พอฟังจบดีเจแนน ดีเจเจ็มถึงกับพูดว่าผีญี่ปุ่นโหดมาก ต้นกล้ายังบอกอีกว่ายังมีผีญี่ปุ่นอีกหลายรูปแบบให้ได้ติดตามกัน หากได้มีโอกาสจะกลับมาเล่าให้ฟังอีก

(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

related อังคารคลุมโปง RECAP

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

15 ธ.ค. 2023

เสียชีวิตแล้วแต่จิตยังคิดถึงงาน! เรื่องราวของคนทำงานที่รักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน เสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอมีน้องเข้ามาใหม่ ก็ยังช่วยสอนงานน้องอีก!

พี่ในบริษัทรักงานมาก ป่วยเป็นมะเร็งก็ยังมาทำงาน จนเสียชีวิตแล้วก็ยังมาทำงาน พอบริษัทมีน้องใหม่เข้ามา ยังมาช่วยสอนงานให้น้องอีก เรื่องนี้ ‘คุณต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (12 ธันวาคม 2566) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘พี่สา’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันได้เลย! ต้นกล้าบอกว่าเรื่องนี้ ‘Base on true story’ เป็นเรื่องจากเพื่อนที่ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในไทย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่บางนา ในบริษัทจะมีพี่คนหนึ่ง ชื่อว่า ‘พี่สา’ เป็นพี่ที่ดีและเป็นที่รักของคนในทีมมาก เพราะพี่สาจะคอยอาสาช่วยงานคนในทีมอยู่เสมอ แม้ว่าตัวพี่สาเองจะป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ตาม ตอนนั้นเอง อาการพี่สาไม่สู้ดีนักและกำลังรักษาตัวด้วยการทำคีโมอยู่ ผลข้างเคียงของการทำคีโมนั้นเอง ทำให้พี่สาต้องใส่วิกผมมาทำงานทุกวัน จนกระทั่งมีอยู่สัปดาห์หนึ่ง พี่สาไม่มาทำงานที่บริษัทเลย แต่ทุกคนในทีมไม่ได้รู้สึกสงสัยหรือตั้งคำถามอะไร เพราะคิดว่าพี่สาคง work from home พร้อมกับรักษาตัวอยู่ที่บ้านไปด้วย ปรากฏว่าหลังจากนั้น ทุกคนก็ต้องตกใจ เพราะทราบข่าวว่าพี่สาเสียชีวิตแล้ว ทุกคนเสียใจมากเพราะรู้สึกรักและผูกพันกับพี่สา อีกทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งที่แม้แต่ช่วงสุดท้ายของชีวิต พี่สายังมอบให้กับการทำงาน ด้วยความที่ทุกคนเสียใจ และเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับพี่สา คนในทีมจึงนำดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของพี่สา พร้อมพูดออกไปว่า “พี่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวน้องใหม่ที่มา พวกผมจะดูแลกันเอง พี่พักผ่อนให้เต็มที่เลย พี่ทำงานมาหนักมากแล้ว” ในวันนั้นเป็นวันที่ทางทีมต้องไปโรงงาน ซึ่งโรงงานจะอยู่คนละที่กับสำนักงานใหญ่ พอตอนเย็นถึงเวลาเลิกงาน คนในทีมก็ได้ชวนกันไปดื่มสังสรรค์ตามปกติ แต่มีพี่คนหนึ่งชื่อ ‘พี่เสือ’ เขาอาสานำอุปกรณ์ไปเก็บที่สำนักงานใหญ่ให้ พอเวลาผ่านไป ร้านก็ใกล้จะปิดเพราะดึกมากแล้ว ปรากฏว่ามีโทรศัพท์โทรหาคนในทีม ซึ่งคนที่โทรมานั่นก็คือพี่เสือนั่นเอง เขาโทรมาแล้วบอกว่า “มารับกูที กูออกจากห้องน้ำไม่ได้ พี่สาเขามา ไม่กล้าออกจากห้องน้ำ” ทุกคนจึงไปรับพี่เสือที่สำนักงานใหญ่ เพราะปกติแล้วพี่เสือเป็นคนแมน ๆ ทะมัดทะแมง ตั้งใจทำงาน แต่น้ำเสียงที่โทรมาเหมือนกับว่าเขากำลังกลัวมากจริง ๆ เมื่อทั้งทีมไปถึงสำนักงานใหญ่ ทั้งชั้นปิดไฟมืดสนิท จึงเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ แล้วเข้าไปรับพี่เสือที่ห้องน้ำ ปรากฏว่าพี่เสือไม่มีแม้แต่แรงที่จะเดิน แขนขาอ่อนแรง ต้องเดินเกาะแขนคนในทีมออกมา ระหว่างนั้น คนในทีมก็คะยั้นคะยอให้พี่เสือเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่พี่เสือบอกว่าขอออกไปจากตรงนี้ก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง พอเดินออกมาจากโซนออฟฟิศแล้ว พี่เสือก็เริ่มเล่าว่า ตอนมาเก็บอุปกรณ์เขาแสกนนิ้วเข้าตามปกติ แต่รู้สึกปวดท้องจึงไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่อยู่ในห้องน้ำ ก็ได้ยินเสียงคนแสกนนิ้ว แล้วก็เสียงเดิน ต๊อก ต๊อก ต๊อก .. เดินตรงมาหยุดที่หน้าห้องน้ำที่พี่เสือเข้าอยู่ จากนั้นเคาะประตู ก๊อก ก๊อก ก๊อก .. พี่เสือนึกว่าเป็นพี่ยามจึงตะโกนบอกว่า “พี่ยามรึเปล่าครับ พอดีเอาของมาเก็บแปปนึง เดี๋ยวก็ไปละพี่ อย่าพึ่งปิดไฟนะ” แต่ก็ยังมีเสียงเคาะประตูอยู่ แล้วก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “เสือ..พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง” ณ ตอนนั้นพี่เสือคิดว่าคงเป็นพี่สาแน่ ๆ เพราะในออฟฟิศไม่มีใครใส่วิกนอกจากพี่สา จากนั้นก็พูดขึ้นมาอีกว่า “พี่หยิบวิกพี่ไม่ถึง ช่วยหยิบวิกให้พี่หน่อยได้มั้ย พี่สูงไม่พอ มันขึ้นไปอยู่ตรงนั้น ช่วยหยิบให้หน่อย” พี่เสือรู้สึกกลัวแต่ด้วยความอยากรู้จึงเงยหน้าขึ้นไปมอง ปรากฎว่าเห็นเป็นวิกผมวางไว้อยู่ตรงนั้นในห้องน้ำจริง ๆ! แต่พี่เสือก็ไม่กล้าหยิบ รวมไปถึงไม่กล้าเปิดประตูออกไปด้วย พี่สาจึงพูดต่ออีกว่า “เร็วเสือ..หยิบให้พี่หน่อย พี่หยิบไม่ถึง ไม่รู้ว่ามันขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง” พี่เสือนั่งกลัวจนตัวสั่นอยู่ในห้องน้ำไม่กล้าออกไปไหน จึงได้โทรไปหาทีมให้รีบมาหานั่นเอง เมื่อพี่เสือเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจบ คนในทีมก็อยากรู้ว่ามีวิกผมในห้องน้ำจริงหรือไม่ จึงเข้าไปหาในห้องน้ำ ปรากฏว่ามีวิกผมวางไว้ตรงตำแหน่งที่พี่เสือเล่าจริง ๆ จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายปิดไฟกลับ ทุกคนในทีมก็สังเกตว่าในเมื่อไฟปิดหมดแล้ว แต่ทำไมในออฟฟิศยังคงมีแสงสว่างอยู่ ปรากฏว่าจอคอมของพี่สายังเปิดอยู่ พอเห็นแบบนั้นทำให้ทุกคนในทีมต่างรีบแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างรวดเร็ว! ถัดมาเช้าของอีกวัน พี่เสือยังคงรู้สึกค้างคาใจกับเรื่องเมื่อคืน จึงได้ขอเช็คประวัติการแสกนลายนิ้วมือเข้าออฟฟิศ ปรากฏว่าคนที่แสกนลายนิ้วมือต่อจากพี่เสือเมื่อคืนนั่นก็คือพี่สานั่นเอง! พอเวลาผ่านไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ถูกนำไปเล่าต่อกันในออฟฟิศ ทำให้ทุกคนกลัวกันมาก ขนาดที่หัวหน้าสั่งให้ย้ายไปนั่งที่พี่สา เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้หัวหน้ามากขึ้น แต่ก็ไม่มีใครยอมย้าย กระทั่งมีพนักงานน้องใหม่เข้ามา ซึ่งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงให้น้องใหม่ไปนั่งโต๊ะของพี่สา เวลาผ่านไปไม่กี่วัน พนักงานน้องใหม่ก็มาเล่าให้ฟังว่า “ทำงานยากมาก แต่อาจจะเป็นเพราะเครียดงาน หรืออาจจะยังปรับตัวไม่ได้ แต่คือหนูได้ยินเสียงกระซิบข้าง ๆ หูตลอดว่า ‘ทำตรงนี้สิ...กดตรงนี้สิ’ เหมือนมีคนมาสอนข้าง ๆ หูอยู่ตลอด” จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีใครกล้าไปนั่งโต๊ะของพี่สา รวมถึงข้าวของต่าง ๆ ของพี่สาก็ยังคงอยู่ในตู้เก็บของ และวิกผมก็ยังคงอยู่ในตู้เหมือนเดิม..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เมื่อต้องมานอนคนเดียวที่คอนโดเก่า เขาฝันเห็นเธอ... เธอคนนั้นที่ผูกพันธ์ด้วยสัญญาใจ ทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลา 5.40 น. เธอจะมาอยู่ข้างเตียงเขา ด้านหลังเขา หรือไม่ก็บนหัวของเขา! แม้จะบวชให้แต่ก็ยังไม่หายไป..!

09 มิ.ย. 2023

เมื่อต้องมานอนคนเดียวที่คอนโดเก่า เขาฝันเห็นเธอ... เธอคนนั้นที่ผูกพันธ์ด้วยสัญญาใจ ทุกครั้งที่นาฬิกาบอกเวลา 5.40 น. เธอจะมาอยู่ข้างเตียงเขา ด้านหลังเขา หรือไม่ก็บนหัวของเขา! แม้จะบวชให้แต่ก็ยังไม่หายไป..!

‘คุณเคน’ สายจากทางบ้านได้โทรเข้ามาเล่าประสบการณ์ชวนขนหัวลุกขณะฝันให้ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ ฟังในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม 2566) หากชวนคนมาอยู่เป็นเพื่อนเรียบร้อยแล้ว ปิดไฟแล้วไปอ่านพร้อมกันเลย!คุณเคนเล่าว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2017 ช่วงนั้นเขากำลังจะย้ายที่ทำงาน จึงต้องรีบหาที่พักใหม่โดยด่วน สุดท้ายก็ได้คอนโดเก่าย่านอ่อนนุช แม้ว่าคอนโดนี้จะอยู่ในซอยลึกและดูท่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่คุณเคนก็จำเป็นต้องอยู่เพราะใกล้ถึงวันที่จะต้องเริ่มทำงานใหม่แล้ว ช่วงแรกที่เข้ามาอยู่ ตัวคุณเคนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ผ่านไปประมาณเดือนกว่า ๆ คุณเคนก็เริ่มได้ยินเสียงคนเดินลงส้นเท้าดังมาจากด้านบนเพดานตอนดึก ๆ ทั้งที่เขาอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของตึก! แต่คุณเคนก็นึกขึ้นได้ว่า ที่จริงแล้วยังมีห้องที่อยู่สูงขึ้นไปจากเขาอีกห้องหนึ่ง เขาไม่มั่นใจว่ามันคือห้องแม่บ้านหรือห้องอะไร จึงลองไลน์ไปถามเจ้าของตึกดู นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณเคนรู้สึกได้แล้วว่ามีอะไรบางไม่ชอบมาพากล เพราะเจ้าของตึกตอบเขากลับมาว่าห้องข้างบนคุณเคนเป็นห้องโล่ง ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว..เมื่ออาศัยอยู่ที่ห้องนี้ได้เกือบ 2 เดือน คุณเคนก็เริ่มฝันแปลก ๆ เขาฝันว่าตัวเองไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง กำลังนอนคุดคู้อยู่บนเตียง แล้วมีคนนอนอยู่ข้าง ๆ เป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนอนงอตัวและมีผ้าห่อไว้ เธอยังมีเสียงหายใจ ในตอนนั้นคุณเคนคิดว่าเธอกำลังเล่นกับเขาอยู่และไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่แล้วสักพักหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเหมือนมีมือปริศนายื่นเข้ามาจับมือเขาเอาไว้! คุณเคนรู้สึกตกใจจนสะดุ้งขึ้นจากเตียง ตอนแรกคิดว่าตัวเองตื่นแล้ว เพราะบรรยากาศรอบตัวเหมือนจริงมาก ๆ แต่เขาก็ขยับตัวไม่ได้ และจู่ ๆ ก็มีอีกมือหนึ่งโผล่มาจับตัวเขาอีกครั้ง!ไม่นาน คุณเคนก็ตื่นขึ้นมาจากฝันได้ในที่สุด (รึเปล่านะ?) เขาสังเกตเห็นว่าตัวเองมีเหงื่อซึมเล็กน้อย กำลังนอนงอตัวอยู่ ลำตัวหันตะแคงไปทางซ้าย และเอามือทั้งสองข้างสอดเข้าไประหว่างขา ท่านอนนี้ไม่ใช่ท่านอนปกติของเขา เมื่อหันมองนาฬิกาก็เห็นว่าตอนนั้นเป็นเวลา 05.20 น. จึงลุกขึ้นจากเตียง ไปห้องน้ำ ในใจพยายามปลอบตัวเองว่ามันไม่น่าจะมีอะไร ก่อนที่จะกลับมานอนต่อ แต่ผ่านไปได้อีกสักพัก คุณเคนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเริ่มร้องไห้อยู่ เธอก้มหน้า มีผมยาวปะบ่า ห่มผ้าสีตุ่นทรงกระบอกแขนยาวและนุ่งกระโปรงลากยาวถึงตาตุ่ม เหมือนชาวบ้านสมัยก่อนที่คุณเคนเห็นในละครเขาใส่กัน เธอนั่งทับโคมไฟอยู่ตรงนั้น ด้านขวาบนตรงข้างหัวเตียงคุณเคน!“มันน่าจะไม่ใช่คนแล้วแหละ” คุณเคนคิดในใจ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่กลัวผี จึงลองถามผู้หญิงคนนั้นไปว่าเธอเป็นใคร แต่เธอไม่ยอมตอบ กลับร้องไห้หนักกว่าเดิม ส่งเสียงโหยหวนไปทั่วห้อง ตอนนั้นคุณเคนกลัวมาก ๆ แต่ก็พยายามถามเธอต่อ “เราเคยทำให้เธอเสียใจหรอ ทำไมถึงมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้” หลังจากนั้นภาพที่คุณเคนเห็นก็ถูกตัดไป!เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่ง เขารู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นแถวอ่อนนุช แต่มีท้องร่อง ส่วนที่ตัวบ้านเป็นลักษณะพื้นยกสูง มีต้นไม้รายล้อม ณ ตอนนั้น คุณเคนสัมผัสได้ว่าผีตนนี้พยายามให้เขาเห็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นในบ้าน เขารู้สึกถึงตัวเองในคราบของเจ้าของบ้านกำลังทำร้ายผู้หญิงผู้นั้น สิ่งนี้น่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอมานั่งร้องไห้ข้าง ๆ เขา คุณเคนบอกให้เธอหยุดภาพที่เกิดขึ้น “เราไม่อยากเห็นภาพ เราอยากคุยกับเธอ” ทันใดนั้นภาพของบ้านที่เขาเห็นก็ตัดกลับมาที่ห้องนอนบนคอนโดดังเดิม“เราทำอะไรให้เธอมาก่อน เราไม่รู้จริง ๆ เราขอโทษ” คุณเคนพูดกับผู้หญิงคนนั้น “แล้วเราจะทำยังไงให้เธอยกโทษให้เราได้บ้าง” ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่ คุณเคนบอกว่าตอนนั้นรู้สึกกลัวที่สุดเท่าที่ในชีวิตเคยกลัวมา และยังรู้สึกอีกว่าเธอพยายามสื่อสารกับเขา แต่เขาไม่สามารถได้ยินสิ่งที่เธอพูดออกมาได้ ได้ยินเพียงแต่เสียงร่ำไห้ของเธอ คุณเคนบอกเธอว่าจะทำบุญทำสังฆทานไปให้ แต่เสียงร้องก็ยังไม่หยุด สุดท้ายเขาจึงพูดกับเธอว่า “เดี๋ยวเราบวชให้เธอนะ” เธอก็หยุดร้องไห้ทันที และในช่วงเวลาเดียวกันก็มีเสียงพูดแหบแห้งดังข้างหูคุณเคน ก่อนที่คุณเคนจะเริ่มลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที คราวนี้คุณเคนตื่นจากฝันแล้วจริง ๆ ในสภาพที่เหงื่อโชกไปทั้งตัว แม้แอร์ในห้องจะเย็นมากก็ตาม เขาหันไปดูนาฬิกาตอนนั้นประมาณ 05.40 น.ดีเจเจ็มถามคุณเคนว่า สุดท้ายแล้วสามารถจับใจความอะไรจากเสียงแหบแห้งที่ได้ยินข้างหูหรือไม่ คุณเคนตอบกลับมาว่า ขณะที่พยายามจะสื่อสารกับผู้หญิงคนนี้ เขาสัมผัสได้ว่าเขาเคยทำให้เธอเสียใจมาก ๆ มาก่อน เขาคงเคยสัญญากับวิญญาณปริศนานี้ว่าจะรักแต่เพียงเธอเพียงผู้เดียว แต่แล้วเขาก็ผิดสัญญาเธอ เขากับเธอเคยอยู่บ้านหลังนั้นด้วยกัน บ้านที่เขาเห็นในฝัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกช่วง 05.40 น. คุณเคนก็จะพบเจอกับเหตุการณ์แบบเดิมอยู่เป็นประจำแต่แล้วก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในคืนอังคารคืนหนึ่ง เมื่อคุณเคนตัดสินใจไม่วิดีโอคอลให้คนรู้จักมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนเคย เขาสวดมนต์ เวลาขณะนั้นใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว เมื่อคุณเคนเริ่มแผ่เมตตา เขาพูดในใจว่า “เราขอโทษนะ” ทันใดนั้น เปรี้ยง! ไฟทั้งตึกก็ดับลง! เหลือเพียงแสงฟ้าแลบแกมเสียงฟ้าร้องจากข้างนอก แล้วฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา คุณเคนยังคงพยายามเปิดบทสวดมนต์บนคอมพิวเตอร์ต่อไป ณ ขณะนั้นมีเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมฯ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่มืดสนิทของห้อง คุณเคนกล่าวว่า “เป็นวันที่ผมสติแตกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต”หลังจากนั้น คุณเคนก็ไม่สามารถทนอยู่ที่คอนโดได้อีกต่อไป จึงต้องย้ายกลับมาที่บ้าน แต่บางครั้งในเวลาเดิมช่วงประมาณ 05.40 น. เขาจะเห็นผู้หญิงคนนั้นมานั่งตรงหัวเตียง หรือไม่ก็บนหัวของเขา..! นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครั้งที่เขารู้สึกเหมือนมีมืออะไรบางอย่างมาจิกไหล่ให้เจ็บจนตื่น หรือไม่ก็เอาหน้ามาแนบหลังโอบตัวเขาไว้อย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่เห็นรอยอะไรเมื่อตื่นขึ้นมา เมื่อเจอแบบนี้บ่อย ๆ เข้า คุณเคนก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว เพราะตอนนั้นมีอะไรบางอย่างมาทำให้เขาลืมตาไม่ได้! ทันทีที่เธอสอดแขนเขามาใกล้ เขาก็บีบมือของเธอทันที แต่มือนี้กลับมีลักษณะท้วมกว่ามือก่อนที่เขาเคยสัมผัสมาก และมือนั้นก็บีบตอบกลับเขาด้วย!ต่อมา คุณเคนต้องไปบวชตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ เขาพบว่าสิ่งนี้ช่วยได้มาก เพราะแม้ตอนนี้วิญญาณของผู้หญิง​จะยังคงวนเวียนไปมาหาสู่กับคุณเคนเรื่อย ๆ แต่จำนวนครั้งก็ลดลง เมื่อบวชเสร็จ คุณเคนเคยไปขอคำปรึกษาจากพระสายปฏิบัติรูปหนึ่งว่า เหตุใดตนถึงต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย วิญญาณเหล่านั้นคือใครกัน คำตอบที่ได้จากพระรูปนั้นคือ “ไม่ต้องรู้หรอกว่าเขาคือใคร แต่คุณรู้ว่าเขาคือใคร” หมายความว่า ตัวคุณเคนเองรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร แต่ไม่มีเรื่องจำเป็นที่จะต้องไปขุดค้นเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ขอเพียงให้คุณเคนตั้งใจใช้ชีวิตทำดีต่อไปก็พอ ดีเจแนนถามคุณเคนด้วยความสงสัยว่า แล้วตกลงคุณเคนรู้จริงหรือว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร คุณเคนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เขาบอกว่าเมื่อผู้หญิงคนนั้นมาร้องไห้ให้เขาเห็น เขาสัมผัสได้ว่าเหตุการณ์ในฝันที่เขาเห็นคงเกิดจากสัญญาใจที่ตนคงเคยสร้างไว้ และสัญญาใจนี้แหละที่เป็นเหตุที่ทำให้วิญญาณเหล่านั้นแวะเวียนมากหาเป็นประจำทุกช่วง 05.40 น. ของวัน บ้างก็มาเป็นร่างธรรมดา บ้างก็โครงกระดูก.. เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่มาหาเขาเป็นคนเดิมหรือไม่ส่วนตัวคุณเคนเชื่อว่าชาติภพและคำสาบานมีจริง เขาโทรมาเล่าเรื่องราวของตนให้ฟังครั้งนี้เพื่อที่จะบอกกับคนฟังว่า “ถ้าชาติภพมีจริง คำสัญญามีจริง คำสาบานมีจริง ความผูกพันธ์ทางความรู้สึกมันมีจริง อย่าทำแบบนี้กับใครครับ” เรื่องนี้เอาทำเอา ดีเจทั้ง 2 ขนหัวลุกไปตามกัน แถมยังทิ้งข้อคิดดี ๆ ไว้ในตอนท้ายของเรื่องด้วย(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)ฟังเรื่องหลอนแบบเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

20 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

ห้องพักฟรี อาหารพร้อม คือข้อเสนอที่ทำให้คุณดิว ตัดสินใจไปทำงานในสถานบันเทิงต่างประเทศ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ คือต้องอยู่ร่วมกับ "รูมเมทปริศนา" ที่มาพร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงยามค่ำคืน พร้อมเสียงครืดด... คล้ายเล็บขูดผนัง และความหลอนของอาถรรพ์ที่ช่วยเรียกแขกทำให้ร้านมีลูกค้าเต็ม แต่สำหรับคุณดิวแล้วนี่คือเรื่องราวสุดสยองที่เธอต้องเผชิญจนวินาทีสุดท้ายก่อนกลับไทย… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ (10 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องสยอง ผีต่างเเดน’ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ของคุณดิว ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ดิวกำลังหางานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว แต่หาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้งาน จนวันหนึ่งมีคนรูจักแนะนำให้ไปทำงานในสถานบันเทิงที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ใจหนึ่งดิวก็กลัว เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ต่างประเทศลำพังได้อย่างไร แต่พอติดต่อกับเอเจนซี่แล้ว ก็สบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่า จะมีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยแถมยังมีทั้งที่พัก และอาหารให้ เธอจึงเริ่มเห็นว่าดี และตอบตกลงทำสัญญาไป เมื่อไปถึงก็มีรถมารับ ในรถมีผู้หญิงอยู่ 2-3 คน คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอก็ไม่ได้คิดอะไร ลักษณะที่พักของเธอเป็นอพาร์ทเมนต์สูง 4 ชั้น และเธออยู่ชั้น 4 สภาพห้องโอเค กว้างขวางคล้ายคอนโด ด้านในห้องมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโถงใหญ่อีกที โดยในห้องนอนจะมีเตียง 2 ชั้น ซึ่งเธอก็ขนของขึ้นมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่นั่งรถมาด้วยกัน เมื่อสำรวจห้องแล้ว เอเจนซี่ก็เรียกมาคุยเรื่องกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน และให้เลือกว่าแต่จะนอนห้องไหนเตียงไหน คุณดิวเลือกเป็นเตียงชั้นบน ห้องแรกที่ติดห้องนั่งเล่น และมีเพื่อนที่เธอเพิ่งทำความรู้จักไปเป็นรูมเมทนอนเตียงชั้นล่าง หลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เริ่มงาน และจะเลิกงานตี 2-3 ของทุกวัน ตัวคุณดิว บางวันเลิกงานเร็ว เธอก็จะกลับมาพักผ่อนก่อน เมื่อกลับมาถึงก็จะยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงนั่งเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงส้นสูงจากข้างนอก เสียงคล้ายคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงนั้นใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 และเดินต่อมาหยุดที่หน้าห้องเธอ คุณดิวได้ยินเสียงเหมือนกับว่าคนด้านนอกกำลังไขกุญแจห้องอยู่ เธอไม่ได้คิดอะไร เพราะคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่เลิกเร็วเหมือนกัน จากนั้นประตูก็เปิด เสียงรองเท้าคู่นั้นก็เดินเข้าห้องมา แต่ที่แปลกคือเธอได้ยินเสียง “ครืดด…” ลากยาว คล้ายคนเอาเล็บเดินขูดตามผนังห้อง เธอเริ่มไหวตัวรู้สึกถึงอันตราย คนด้านนอกอาจเป็นโจรก็ได้ เสียงขูดผนังนั้นลากยาวมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ และพยายามที่จะเปิดประตู คุณดิวกลัวมากแต่ทำได้แค่นั่งกอดหมอนแน่น เงียบเสียง และมองไปที่กลอนประตูที่กำลังถูกเขย่าโดยใครสักคนที่อยู่ด้านนอก แถมยังได้ยินเสียง ฮัมเพลงเบา ๆ เป็นทำนองจากเธอคนนั้น คุณดิวไม่รู้เลยว่าคนด้านนอกต้องการอะไร และเพลงที่ฮัมฟังดูไม่คุ้นหู ไม่ใช่เพลงไทยแน่ ๆ แต่ออกไปทางเพลงมลายู คุณดิวกลัวมากแต่ก็ทนเงียบฟังจนกระทั่ง ทั้งเสียงฮัมเพลง และการเขย่าประตูนั้นหยุดไป เวลาประมาณตี 3 เพื่อนของคุณดิวกลับห้องมา เมื่อเห็นว่าคราวนี้เป็นเพื่อนจริง ๆ เธอจึงสบายใจ และหลับไปโดยไม่รู้ตัว และหลังจากว่านั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่แต่เธอก็ยังใช้ชีวิตปกติของเธอต่อไปตัวคุณดิวเคยเป็นภูมิแพ้แบบหนักมาก เมื่อเจอควันบุหรี่ อาการแพ้ของเธอจะเป็นหนัก และวันหนึ่งในขณะทำงาน ต้องอยู่กับลูกค้าที่สูบบุหรี่ จึงทำให้วันต่อมาเธอต้องลาป่วยไปทำงานไม่ได้เธอไปหาหมอ และได้ยาแก้แพ้มาเมื่อถึงห้องเธอกินยาก่อนเลย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน เพราะโดยปกติฤทธิ์ยาแก้แพ้จะทำให้ง่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอนอนไม่หลับ ทั้งที่ก็ง่วงมาก สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงส้นสูงเดิน และเสียงขูดเล็บ แบบที่เคยได้ยินก่อนหน้า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เขย่าลูกบิดประตู ฮัมเพลง แต่ไม่เปิดเข้ามา เช่นอย่างเดิมไม่มีผิด ต้องความที่ง่วงมากจากฤทธิ์ยา คุณดิวจึงทำใจไว้แล้ว เพราะเธอในสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีไม่นานเพื่อนร่วมห้องเธอเปิดประตูเข้ามา และเสียงของบุคคลปริศนาที่ทำให้คุณดิวกลัวนั้น ก็หายไปดื้อ ๆ เมื่อเพื่อนเปิดประตูมา ก็พบว่า คุณดิวหน้าซีดมาก แต่คุณดิวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนที่เธอจะหลับลงด้วยความสบายใจที่ในที่สุดเพื่อนกลับมา วันถัดมา คุณดิวเลิกงานเร็วกลับมาที่ห้อง และได้ยินเสียงเดินเช่นเดิมอีก แต่ครั้งนี้เสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เดินตรงไปที่ครัว ก่อนจะเริ่มได้ยินเสียงคล้ายหยิบมีด 2 เล่ม มาถูกกันเสียงแหลมเล็กแสบหู รวมกับเสียงฮัมเพลงทำนองจังหวะเดิมที่เคยได้ยิน ระหว่าง ที่กำลังตกใจพยายามโทรเพื่อน แต่โทรเท่าไหร่เพื่อนก็ไม่รับสาย เพราะกำลังทำงานอยู่ คุณดิวจึงแข็งใจ และพยายามข่มตานอนให้หลับ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เพื่อนกลับมา คุณดิวจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอเจออะไร เพื่อนกลับตอบมาว่า “เอาขนมไปไหว้เขายังล่ะ รู้มั้ยว่าคนก่อนหน้านี้เขาไหว้แล้วเขาได้ลูกค้าเต็มเลยนะ” แต่คุณดิวรู้สึกว่า ไม่เกี่ยวกัน นี่กำลังเจอผีอยู่นะ จะให้ไปไหว้อะไร ไม่เอาหรอก ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ คุณดิวก็อยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนหมดสัญญา คืนนี้คุณดิวจึงไปนอนห้องแฟน ส่วนเพื่อน ๆ ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมกันครบทุกคน ช่วงประมาณตี 4 เพื่อนของคุณดิวได้โทรมาด้วยน้ำเสียงโวยวายว่า “มึงอยู่ไหน! มึงรู้มั้ย สิ่งที่มึงเล่าให้กูฟังอ่ะ กูเจอแล้วนะเว้ย เขากำลังสับหมูแล้วฮัมเพลงอยู่เนี่ย” คุณดิวก็ไม่รู็จะช่วยเพื่อนยังไง ได้แต่บอกไปว่า “รออยู่ในห้องอย่าออกไปไหนนะ” และเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบโทรหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพื่อนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกเธออยู่ในห้องกัน 2 คน สักพักนึงก็ได้ยินเสียง สับ! สับ! สับ! และฮัมเพลง ตามด้วยเสียงเหมือนคนเดินเอาเล็บขูดผนังทั่วห้อง ครืดด…ครืดด… แถมยังมีเสียงหัวเราะก้องกังวาลของผู้ชายอีกด้วย ทั้งคู่รอจนเสียงเงียบไป และรีบวิ่งออกมาจากห้องมานั่งอยู่ข้างถนนจนถึงเช้า ถึงวันถัดมาที่ คุณดิวต้องบินกลับไทย แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เธอเจอคืออะไรกันแน่ เลยถามพี่ที่เป็นคนแนะนำให้เธอมาทำงาน พี่เขาบอกว่า ที่สถานบันเทิงในสิงคโปร์จะมีความเชื่อว่า ต้องมีการเล่นของให้ร้านมีลูกค้าเยอะ ๆ และไว้ที่ที่พักของพนักงาน เพื่อให้มีสเน่ห์ดึงดูดลูกค้านั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

06 เม.ย. 2024

ไลฟ์ดูดวงแล้วได้เสียงคนปาก้อนหิน พอไปดูก็ไม่มีใคร!

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณขวัญ’ ที่ ได้โทรมาเล่าในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (2 เมษายน 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ เกี่ยวกับประสบการณ์การดูดวงที่มีวิณญาณมาของขอความช่วยเหลือ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปอ่านกันเลย! คุณขวัญเล่าว่า คุณขวัญเองมีอาชีพเป็นหมอดู กลางคืนก็จะรับคิวดูดวง ช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งก็จะไลฟ์สดเพื่อพูดคุยกับลูกดวงในทุก ๆ คืน ในช่วง 4-5 ปีที่แล้ว คุณขวัญก็ขึ้นไลฟ์สดปกติ และคุณขวัญก็เล่าว่าบ้านเก่าที่เคยอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ห้องดูดวงกับห้องทำงานอยู่ชั้น 2 หากเปิดหน้าต่างในห้องทำงานก็จะเห็นประตูหน้าบ้านติดกับถนน คืนหนึ่ง เวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่ง คุณขวัญกำลังเตรียมของเพื่อไลฟ์สดก็ได้ยินเสียงคล้ายกับก้อนหินกระทบกับประตูรั้วหน้าบ้าน แต่คุณขวัญก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งกำลังจะเปิดไลฟ์ ก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เป็นเสียงเหมือนมีคนขว้างบางอย่างใส่ประตูรั้วหน้าบ้าน คุณขวัญจึงเดินไปดูที่หน้าต่าง แต่มองออกไปก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่สุนัขหรือรถวิ่งผ่านก็ไม่มี คุณขวัญจึงปล่อยผ่านไปแล้วมาขึ้นไลฟ์คุยกับลูกดวงปกติ แต่ในระหว่างคุยอยู่นั้น หางตาก็เห็นเหมือนมีกลุ่มควันดำ ๆ อยู่ที่มุมห้องของตนเอง จากนั้นก็ค่อย ๆ หายไป ในใจคิดแค่ว่าตัวเองคงตาฝาดจึงไม่ได้สนใจ วันถัดมาเวลาเดิม (ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง) คุณขวัญก็เตรียมของเพื่อที่จะไลฟ์คุยกับลูกดวงเหมือนทุกวัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระทบกับประตูหน้าบ้านเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้คุณขวัญแอบไปดูตรงหน้าต่าง ก็เห็นคล้ายกับคนยืนอยู่ จึงรีบวิ่งลงมาจากชั้น 2 เพื่อที่จะมาดูหน้าประตู แต่สุดท้ายก็ไม่มีใคร คุณขวัญได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครวะ’ แล้วก็เดินขึ้นไปไลฟ์สด ช่วงที่ไลฟ์อยู่นั้นทุก ๆ 10 นาทีก็ได้ยินเสียง “ป๊อก…ป๊อก…ป๊อก” เป็นเสียงคล้ายก้อนหินถูกขว้างใส่ประตูหน้าบ้าน จนเขารู้สึกหงุดหงิดในใจ คิดว่าใครมาแกล้งหรือเปล่า พอสิ้นความคิดก็มีภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้องมุมเดียวกับที่เห็นกลุ่มควันเมื่อวาน แต่ที่เห็นคือเด็กผู้ชายยืนก้มหน้าอยู่ประมาณ 5 วิแล้วก็หายไป คุณขวัญรู้สึกกังวลใจจึงไลฟ์ต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็ปิดไลฟ์ แล้วเริ่มประติดประต่อเรื่องได้ว่า ‘น่าจะมีใครสักคนต้องการจะสื่อหรือคุยอะไรหรือเปล่า’ จากนั้นคุณขวัญก็นั่งสมาธิ แล้วคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น... วันถัดมา คุณขวัญรันคิวดูดวงตามปกติจนกระทั่งคิวนี้.. ในขณะที่กำลังเคลียร์พลังงานของตัวเองเพื่อที่จะดูคิวต่อไป ก็เห็นภาพเด็กคนนั้นขึ้นมาในความคิด แต่สิ่งที่คุณขวัญเห็นคือเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ลักษณะของบ้านเป็นประตูกระจกที่เป็นบ้านเลื่อน เป็นประตูที่ติดกับข้างบ้าน ตรงข้างบ้านจะเป็นบริเวณหญ้าเหมือนเป็นมุมจิบกาแฟ คุณขวัญเห็นน้องผู้ชายคนนี้ยืนร้องไห้ ไม่พูดไม่คุยอะไร เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว คุณขวัญจะต้องเข้าคิวถัดไปจึงรีบเคลียร์ภาพเหล่านั้นออก คิวนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุประมาณ 20 ปี ปรึกษาเรื่องปกติเกี่ยวกับการงาน การเงิน ความรัก ในระหว่างที่คุยกัน ก็มีภาพน้องผู้ชายคนนั้นก็แว๊บขึ้นมาร้องไห้เหมือนเดิม คุณขวัญจึงขอเบรคลูกดวงก่อนแล้วบอกว่า “ขอโทษนะคะ รู้จักเด็กผู้ชายลักษณะผอมสูง ใส่เสื้อเชิ้ตมีกระดุมกางเกงขายาว ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ไหม ขวัญเห็นยืนอยู่ในบ้าน” แล้วคุณขวัญก็อธิบายลักษณะบ้านให้ลูกดวงคนนี้ฟัง น้องผู้หญิงคนนี้ก็เงียบไปสักครู่นึงแล้วก็ถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?” คุณขวัญจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อวันก่อนให้ฟัง แล้วน้องคนนั้นก็บอกว่า “สิ่งที่คุณขวัญเห็น เป็นลักษณะของน้องชาย ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว” และบ้านที่คุณขวัญเห็นเป็นบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวนี้เคยอยู่ต้อนที่น้องผู้ชายคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ คุณขวัญก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น.. หลังจากนั้นก็คุยเรื่องดวงต่อ แล้วก็ได้ยินเสียงน้องผู้ชายคนนั้นพูดว่า “พาหนูไปด้วย หนูเหงา” พร้อมกับร้องไห้ออกมา คุณขวัญจึงบอกกับน้องผู้หญิงคนนั้นไปว่าได้ยินเสียงน้องผู้ชายพูดมาแบบนี้ และถามว่า “ตอนที่ตัดสินใจย้ายบ้านได้เรียกน้องไหม แล้วตอนเข้าบ้านใหม่บอกเจ้้าที่เจ้าทางที่ใหม่หรือเปล่าเพื่ออนุญาตให้น้องเข้า” น้องผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า “เท่าที่จำได้ ไม่ได้มีการจุดธูป ไม่ได้เรียกน้องแบบจริงจังเลย” คุณขวัญคิดว่าน้องน่าจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิมคนเดียวเหงา ๆ แล้วก็น่าจะคิดถึงครอบครัว จึงพยายามมาสื่อสารเพื่อที่จะให้ทางครอบครัวรับรู้ คุณขวัญจึงแนะนำไปว่า “ถ้าสมมติมีโอกาสกลับมาบ้านหลังนี้ ให้เรียกน้องกลับไปที่บ้านหลังใหม่ แล้วก็บอกเจ้าที่เจ้าทางให้เขารับรู้และให้เขาอนุญาตให้น้องได้เข้าบ้าน” คุณขวัญยังนึกสงสัยว่า ‘ทำไมดวงวิณญาณมาหาถึงหน้าบ้าน’ ก่อนจะวางสายจึงคุยกับน้องผู้หญิงคนนี้ว่า “บ้านเก่าที่เราเจอดวงวิณญาณอยู่ที่ไหน” น้องผู้หญิงก็บอกว่าอยู่จังหวัดเดียวกับคุณขวัญ ซึ่งห่างจากบ้านของคุณขวัญแค่ไม่กี่กิโลเมตร แล้วเมื่อ 3 วันก่อนคุณขวัญก็เพิ่งไปหาเพื่อนแถวนั้นมาพอดี คุณขวัญเล่าว่าน้องน่าจะหาคนที่สื่อสารได้เพื่อบอกกับครอบครัวว่าเขายังอยู่ตรงนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-