ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

อังคารคลุมโปง RECAP

ได้ยินเสียงอุบัติเหตุ ด้วยความอยากรู้ จึงเดินเข้าไปดู เห็นร่างหญิงสาวถูกรถชน สภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! พอตกกลางคืน ท่อนล่างเดินตามเข้ามาในฝัน แม้จะวิ่งหนีด้วยความตกใจ สวดมนต์ด้วยความกลัวแต่ก็หนีไม่พ้น เพราะท่อนบนตามมาเกาะบนคอแบบไม่ทันตั้งตัว!

30 ส.ค. 2023

        เปิดสตูต้อนรับ ‘ต้า-สอง Paradox’ ในรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (22 สิงหาคม 2566)  พร้อมเรื่องเล่าที่จะมาเปิดประสบการณ์เรื่องราวอุบัติเหตุที่ชวน ‘ดีเจแนน’, ‘ดีเจเจ็ม’ มาขนหัวลุกด้วยกันกับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘สาวครึ่งตัว’

        เรื่องนี้มาจากประสบการณ์ตรงของ ‘คุณอ๊อฟ’ รูมเมทคุณต้า Paradox เหตุเกิดเมื่อคืนวันหนึ่ง มีเสียงดัง ตู้ม!! เกิดขึ้นบริเวณด้านข้างหอพัก คุณอ๊อฟได้ยินเสียงก็รีบลงมาดูด้วยความอยากรู้ ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือ ผู้หญิงถูกรถชน และมีคนกำลังยืนมุงดูร่างที่มีสภาพตัวขาดออกเป็นสองท่อน! ส่วนรถที่ประสบอุบัติเหตุต้องหยุดทันที เพราะท่อนล่างของหญิงสาวติดอยู่ที่ด้านล่างของรถ ท่อนบนกระแทกทะลุกับกระจก มาตกอยู่ที่หน้าตักคนนั่งข้างคนขับ

        หลังจากเคลียร์อุบัติเหตุจบลง คุณอ๊อฟเดินกลับขึ้นห้องและเข้านอนตามปกติ ระหว่างนั้นเขาก็ฝันว่า ตัวเองกำลังเดินข้ามถนนเส้นที่เพิ่งเกิดอุบัติเหตุ แล้วมีเสียงเท้าเหมือนคนกำลังเดินตามดังขึ้นเรื่อย ๆ สักพักเมื่อมองออกไปไกล ๆ ก็เห็นแสงไฟสลัวตามมุมเสาไฟ เมื่อเขาหันไปด้านหลัง ก็เห็นเป็นท่อนร่างของผู้หญิงที่เกิดอุบัติเหตุ เดินตามอยู่ไกล ๆ ทำให้เขาตกใจ! รีบข้ามถนนวิ่งกลับขึ้นห้องทันที แต่เสียงคนเดินตามก็ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงรีบวิ่งหนีเข้าไปแล้วปิดประตูล็อคห้องทันที แต่เมื่อมองออกไปเขาก็ยังเห็นเป็นเงาคนยืนรออยู่ที่ขอบประตู ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไง จึงตัดสินใจสวนมนต์และกลั้นใจเปิดประตูดู เงามืดนั้นก็หายไป เขาคิดว่าทุกอย่างคงสงบลงแล้ว จึงเดินไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าตามเคล็ด แต่พอเงยหน้ามองที่กระจก สิ่งที่เขาเห็นปรากฏว่าเป็นท่อนบนของหญิงสาวผู้นั้นเกาะอยู่บนคอของเขา หลังจากนั้นก็สะดุ้งตื่นทันที!

        ที่จริงมีเคล็ดที่ผู้ใหญ่เคยพูดไว้ว่า ถ้าหากเราผ่านไปเจออุบัติเหตุ อย่าทัก เพราะว่าเขาอาจจะตามมาแบบไม่รู้ตัว..

 (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

 

related อังคารคลุมโปง RECAP

ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

03 ก.พ. 2024

ไม่มีผีสักตัว แต่โคตรหลอน! เพื่อนที่ห่างหายไปนานติดต่อมาอยากให้ไปหา พอไปเจอก็ต้องตกใจ เพราะเพื่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน! สุดท้ายก็ได้รู้ความจริงเมื่อเพื่อนสารภาพความลับก่อนตาย!

เพื่อนสมัยวัยรุ่นที่ห่างหายกันไปนาน อยู่ ๆ ติดต่อมาอยากให้ไปหาและมีเรื่องสำคัญอยากบอกก่อนที่จะสายไป เมื่อเจอเพื่อนก็ถึงกับตกใจเพราะโดนกินไปครึ่งตัว! ระหว่างที่อยู่ด้วยกันมีแต่ความหวาดระแวง และสุดท้ายความจริงก็ปรากฏเมื่อได้ฟังคำสารภาพของเพื่อนทำเอาพูดไม่ออก! เรื่องนี้ ‘พี่เเจ็ค The Ghost Radio’ ได้นำมาเล่าให้แฟนรายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (30 มกราคม 2567) ฟังพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘11.11’ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันได้เลย! เรื่องนี้เป็นเรื่องของ ‘คุณฟ้าลั่น’ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ให้พี่แจ็คได้ฟัง ซึ่งก่อนหน้านี้คุณฟ้าลั่นเคยโทรมาเล่า ‘เรื่องผีพรายตายโหง’ ใน The Ghost Radio มาก่อน และเรื่องที่กำลังจะเล่านี้มีความเกี่ยวโยงกัน โดยคุณฟ้าลั่นเล่าว่า คุณฟ้าลั่นใช้ชีวิตตามปกติ ในครอบครัว มีภรรยา, ลูก, คุณแม่ของภรรยา, และคุณแม่ของตน คุณฟ้าลั่นเป็นคนที่มีอาจารย์ดี เป็นคนที่อยู่ในศีลธรรม และมีรอยสักติดตัวบ้าง คุณฟ้าลั่นจะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งสมัยเป็นวัยรุ่น แต่เมื่อโตมามีครอบครัวก็ไม่ได้เจอกันอีก จนกระทั่งได้รับการติดต่อจากเพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนคนนี้ชื่อว่า ‘คุณบี’ (นามสมมุติ) ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันมานาน ตั้งแต่งานศพของคุณเคที่อยู่ในเรื่อง ผีพรายตายโหงครั้งที่แล้ว อยู่ ๆ คุณบีก็โทรมาว่า “เฮ้ยเพื่อน จำเราได้ป่ะ เราบีเอง” คุณฟ้าลั่นก็ตอบไปว่า “อ๋อ จำได้” แต่ก็คิดในใจว่าโทรมาทำไม คุณบีก็บอกว่า “พอดีเราคิดถึงและเราอยากเจอ ถ้านายว่าง นายช่วยมาหาเราหน่อยได้ไหม?” คุณฟ้าลั่นก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องไป จึงพยายามพูดบ่ายเบี่ยง ปลายสายก็บอกว่า “ถ้าครั้งนี้มันเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายจะมามั้ย เราอยากให้นายมา และเรามีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกนาย และที่สำคัญคือเราอยากจะขอโทษนาย” เมื่อได้ยินแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดในใจว่าจะขอโทษเรื่องอะไร ในเมื่อไม่เคยมีเรื่องทะเลาะกัน ก็คุยกันต่อจนทางปลายสายโน้มน้าวให้คุณฟ้าลั่นไปหาเขาให้ได้ แต่เขาบอกว่า “อยากให้คุณฟ้าลั่นไปวันที่ 11 พฤศจิกายน” (ในปี 2566) คุณฟ้าลั่นจึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวลองไปปรึกษาภรรยากับลูกก่อนละกัน เพราะเวลาจะไปไหนจะพาพวกเขาไปด้วย” ทางนั้นก็ตอบกลับมาว่า “มาคนเดียวได้มั้ย? อยากให้มาคนเดียวอะ” หลังจากนั้นเขาก็ตัดพ้อว่า “กำลังชดใช้กรรมอยู่ กำลังแย่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงพูดอะไรอย่างนั้น” ทางนั้นก็บอกว่า “ต้องมา เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน อยากจะขอโทษและก็คิดว่าตัวเองไม่น่าจะอยู่พ้นปีนี้” เมื่อได้ยินคำนี้คุณฟ้าลั่นก็คิดว่าเพื่อนคงแย่จริง ๆ จึงตอบกลับไปว่า “งั้นเดี๋ยวขอปรึกษาทางครอบครัวก่อน” แล้ววางสายไปปรึกษาภรรยา ภรรยาก็ไม่ติดอะไร และคุณฟ้าลั่นก็ไปถามคุณแม่ของตน ปรากฏว่าคุณแม่พูดมาว่า “ไปสิลูก เผื่อจะได้บุญกลับมา” หลังจากนั้น คุณฟ้าลั่นก็ไม่คิดอะไร ปล่อยให้เวลาผ่านไปรอเพื่อนติดต่อกลับมา บางครั้งโทรไปเพื่อนก็ไม่รับสาย แชทก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง จนกระทั่งมีแชทจากคุณบีบอกว่า “ตกลงจะมามั้ย? ” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออ ๆ มา ๆ” หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไป จนเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ คุณบีก็ทักมาถามอีกว่า “ตกลงจะมาใช่ไหม?” คุณฟ้าลั่นนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้นัดเวลาและสถานที่ จึงโทรกลับไปถามและเพื่อเช็คว่าใช่เพื่อนของตัวเองหรือเปล่า เมื่อได้คุยกันก็ใช่เพื่อนของตนจริง ๆ แต่เสียงของคุณบีนั้นเสียงเหมือนคนหอบ เหมือนคนหายใจไม่ออก คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “ทำไมเวลาคุยต้องกระซิบวะ” คุณบีก็ตอบว่า “ตอนนี้อาการไม่ค่อยดี” และพูดย้ำคำเดิมว่า “อาจจะอยู่ได้ไม่นาน” คุณฟ้าลั่นจึงตอบตกลงไป ทางคุณบีก็วางสายทันที คุณฟ้าลั่นก็งง เพราะจะให้ไปเจอแต่กลับไม่บอกอะไรเลย จึงพยายามติดต่อกลับไป แต่คุณบีไม่รับสาย คุณฟ้าลั่นก็รอและคิดว่าถ้าถึงวันที่ 8-9 ยังไม่ติดต่อกลับมาก็จะไม่ไป จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน คุณบีโทรมาบอกว่า “เอาโลเคชันไป เดี๋ยวให้มาที่นี่นะ อยู่ที่จังหวัดนี้ แต่ถ้าจะมาขอให้มาถึงซักช่วงเย็น ๆ หน่อย ออกเช้า ๆ หน่อยไม่อยากให้มาถึงมืด มาถึงก่อน 2 ทุ่มได้ไหม” หลังจากที่คุยเสร็จก็ได้โลเคชัน เวลาผ่านไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน เพื่อนก็โทรมาย้ำอีกครั้ง “พรุ่งนี้มาใช่ไหม แต่ออกมาเช้าหน่อยนะ” คุณฟ้าลั่นก็รับปาก จนกระทั่งเช้าวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 คุณฟ้าลั่นก็ได้ออกเดินทางไปคนเดียว ขับรถจากจังหวัดที่อาศัยอยู่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดที่นัดหมาย และไปถึงที่หมายประมาณ 5-6 โมงเย็น คุณฟ้าลั่นบอกว่าเหมือนทางคุณบีจะรู้ว่าตนมาถึงแล้ว จึงโทรมาบอกว่า “เดี๋ยวพอจะเข้าบ้านอะ ทางเข้าบ้านมันเปลี่ยวหน่อยนะ มันเป็นทุ่งนา แต่ไม่เป็นไรขับเข้ามาไม่มีหลง มึงเชื่อกู ขับเข้าไปจะเจอบ้านกูอยู่กลางทุ่งนา เดี๋ยวแม่กูเปิดประตูให้” คุณฟ้าลั่นจึงขับรถไปตามโลเคชัน ปรากฏว่าเจอทางเปลี่ยว พอเข้าไปก็เจอบ้านหลังหนึ่งอยู่กลางทุ่งนาอย่างที่บอกจริง เมื่อขับเข้าไปก็เห็นคุณแม่ยืนรออยู่หน้าประตู ขณะนั้นคุณฟ้าลั่นก็คิดว่ามันต้องเป็นเหมือนเรื่องเล่า ต้องเจอเพื่อนตัวเองตาย เจอรูปชาตะมรณะแน่นอนเหมือนเรื่องเล่าทั่วไป แต่กลับกลายเป็นว่า ลงรถเสร็จเจอคุณแม่ทักทาย คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วบีล่ะ” คุณแม่ตอบว่า “บีอยู่ในบ้านลูก เปิดประตูเดินเข้าไปเลย แต่เดินเข้าไปถ้าเห็นบีอย่าตกใจนะลูก” คุณฟ้าลั่นลงจากรถ เปิดประตูเข้าไปในบ้าน ตอนแรกที่เข้าไป คุณฟ้าลั่นตกใจ เพราะจากคนที่เคยหล่อ เท่ หุ่นดี กลับนั่งอยู่บนวีลแชร์ ตัวผอมแห้งติดกระดูก และใช้วิธีการประคองตัวเองโดยการเอาแขนสองข้างเท้าวีลแชร์ แล้วก็ดีใจที่เห็นเพื่อนมาหา ซึ่งโต๊ะมีอาหารและเครื่องดื่มรออยู่ คุณฟ้าลั่นเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปนั่งคุย และสิ่งแรกที่คุณฟ้าลั่นทำคือชงเครื่องดื่มก่อน เมื่อเห็นเพื่อนมีสภาพแบบนั้นก็นั่งคุยกันถามถึงความเป็นมา คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “เฮ้ย บีเป็นอะไร” คุณพ่อของคุณบีก็บอกว่า “ไปรักษามาหลายโรงพยาบาลละ รักษาไม่ได้ รักษาไม่หาย พอไปหลายโรงพยาบาลหมอบอกว่าหาอาการไม่เจอ อยู่ ๆ ร่างกายมันก็เป็นอย่างนี้ หมดแรง ผอมแห้ง ตัวดำ ไม่มีแรง แล้วก็หนังติดกระดูก พอรักษาทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็ไปรักษาทางหมอผี ปรากฏว่าเช็คไปเช็คมา คุณบีโดนกินไปครึ่งตัว” เมื่อครอบครัวคุณบีพูดแบบนั้น คุณฟ้าลั่นก็งงว่าตกลงมันคืออะไร คุณบีก็ถามว่า “เฮ้ย กูได้ฟังเรื่องที่ไปเล่าในเดอะโกสต์นะเรื่องผีพรายตายโหงอะ ที่ไปโดนของกันมาหลังจากไปงานศพ ตั้งแต่จังหวัดนี้จนไปถึงจังหวัดนี้ ถามหน่อยดิ ทำไมไม่เล่าให้กูเป็นตัวนำวะ” คุณฟ้าลั่นก็บอก “เฮ้ย มันไปเกี่ยวอะไร เราก็แค่ไปงานศพกับเพื่อนที่เสียไป แล้วมึงจะเป็นตัวนำได้ยังไง” เขาก็นั่งคุยกันไป คุณบีก็บอกว่า “เล่าดีนะ แต่มีเรื่องอื่นป่ะ อยากฟังเรื่องอื่นก่อน พอฟังเรื่องอื่นเสร็จปุ๊บอะ เดี๋ยวกูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง” ด้วยความที่งงคุณฟ้าลั่นจึงบอกว่า “มีเรื่องหนึ่งที่เตรียมจะมาเล่า แต่ยังไม่ได้เรียบเรียง” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็นั่งเล่าให้คุณบีฟัง เมื่อฟังจบคุณบีบอกว่า “เออ เรื่องมันก็น่ากลัวดีหนิ เล่าอย่างงี้เลยไม่ต้องไปเรียบเรียงอะไรใหม่” คุณฟ้าลั่นก็ถามว่า “แล้วเรื่องมึงอะ?” คุณบีก็บอกว่า “สิ่งที่กูจะพูดกับมึงต่อไปนี้ มึงอย่าโกรธกูนะ กูอยากจะขอโทษ กูอยากจะเล่าเรื่องของกูให้มึงฟัง” คุณบีก็ได้เล่าย้อนกลับไปว่า “บ้านกูทั้งบ้านเป็นบ้านคนเล่นของ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวดส่งต่อกันมาเรื่อย ๆ มีพ่อกูคนเดียวที่ไม่เอา มันก็เลยตกมาถึงกู กูเอาหมดเพราะชอบ เลยไปเรียนกับตา ไปเรียนกับปู่ เลยได้วิชาทุกอย่างจากตาจากปู่ส่งมาที่ตัวกูทั้งหมด หลังจากนั้นก็หยิ่งผยองในตัวเอง กูอยากได้อะไรกูต้องได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์กูต้องเอาด้วยมนต์ จนกระทั่งกูมาเจอแก๊งพวกมึงในยุควัยเรียน รู้สึกว่าแก๊งพวกมึงสนุกดี เป็นกลุ่มเดียวที่จะพากูออกไปจากที่ตรงนั้นได้ คิดว่าไม่อยากไปยุ่งกับมันละ มึงจำได้ไหมตอนที่เราไปนั่งดื่มกันอะ ทุกคนจีบสาวได้หมดเลยยกเว้นกู ไปนั่งอยู่ร้านหนึ่งพอทุกคนได้สาวก็ทิ้งกูไปหมด จนกูรู้สึกว่ากูมานั่งทำอะไรตรงนี้วะ วันนั้นกูเลยคิดว่ากลุ่มนี้มันไม่ใช่ที่ของกูละ กูจะกลับไปอยู่ในที่ของกูดีกว่า” คุณบีก็กลับไปสู่วังวนเดิมในการเล่นของ แล้วคุณบีก็ถามว่า “มึงจำไอ้พีได้ไหม ไอ้พีบ้า” (พีคือเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “เออจำได้มันเป็นบ้า” คุณบีจึงบอกว่า “ใช่มันเป็นบ้า กูทำของใส่มัน” คุณฟ้าลั่นก็ตอบว่า “เฮ้ย ขนาดนี้เลยหรอ?” คุณบีตอบ “เออมึงไม่ต้องกลัวกูนะ ฟังกูต่อ มึงจำไอ้เคได้ป่ะ ที่อยู่ในเรื่องผีพรายตายโหงที่ไปงานศพมา ก่อนหน้านั้นตอนเรียนมึงจำได้ไหมที่อยู่ ๆ เคมันขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วจะกระโดดตึกลงมา แล้วทุกคนไปช่วยกันห้ามไว้ แล้วก็มีคนบอกว่าเคเหมือนมันจะติดยา แต่ไปตรวจก็ไม่เจอ กูทำของใส่มันเอง เรื่องเดียวคือเรื่องผู้หญิง แล้วมึงจำได้ไหม วันที่มึงไปงานศพแล้วมึงรู้สึกเหมือนมึงโดนของ ใช่กูทำของใส่มึงเอง เพราะตอนนั้นกูมีแฟน แล้วแฟนกูเวลาอยู่กับกูเขาชอบพูดถึงมึง กูก็เลยคิดไปเองว่ามึงเป็นกิ๊กกับแฟนกู กูก็เลยถือโอกาสวันที่ไปดื่มกันกูเอาน้ำมันหยดใส่แก้วมึง และให้มึงกินเข้าไป แล้วมึงก็เห็นเด็กกูก็คือผีพรายตายโหง หลังจากนั้น 1 เดือนแฟนก็เลิกกับกูไป แล้วมันไปอยู่กับคนอื่น กูก็เลยรู้ว่ามึงไม่ใช่กิ๊กของแฟนกู หลังจากรู้ว่ามึงไม่ใช่อย่างที่คิดก็หยุดทำ กูเอามึงไม่ลงเพราะมึงมีอาจารย์ดี” และคุณบีก็เล่าต่อว่าหลังจากที่แฟนทิ้งไป ตัวเขาหมดทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่เคยเลี้ยงก็ไม่เลี้ยง อะไรที่เคยให้กินสิ่งที่เขาเลี้ยงเอาไว้ก็ไม่ให้ สิ่งเหล่านั้นก็เลยย้อนกลับมาหาตัวเขา จนเขาค่อย ๆ ป่วย ค่อย ๆ ผอม และก็เป็นอย่างที่เห็น นั่นคือบทสนทนาที่อยู่ตรงโต๊ะอาหาร หลังจากที่คุณฟ้าลั่นฟังจบก็บอกว่า “งั้นเดี๋ยวกูขอไปนอนในเมืองดีกว่าว่ะ กูไม่สะดวกนอนที่นี่” คุณบีบอกว่า “ไม่ต้องกลัวกูหรอก มึงดูสภาพกูดิเพื่อน กูไม่ทำอะไรมึงหรอก คืนนี้มึงนอนกับกูนะ เพราะว่ากูยังมีอะไรบางอย่างให้มึงดูที่อยู่ในห้องนอนกู” เมื่อพูดเสร็จคุณบีก็บอกอีกว่า “แม่พาฟ้าลั่นไปเตรียมตัวอาบน้ำ ส่วนพ่อพาผมเข้าห้องครับ” เหมือนเป็นการบังคับไปในตัว ณ ตอนนั้นคุณฟ้าลั่นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ด้วยความไว้ใจจึงอยู่ต่อ คุณฟ้าลั่นก็พยายามดื่มให้เมาแต่ทำอย่างไรก็ไม่เมา ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำ ตอนนั้นคุณบีเข้าไปในห้องกับคุณพ่อ อยู่ ๆ คุณแม่ของคุณบีเดินมาข้างหลังพูดกรอกหูว่า “คืนนี้นอนเป็นเพื่อนมันนะ บีมันไม่ค่อยมีใครมาหาหรอก” หลังจากนั้นคุณฟ้าลั่นก็เข้าไปอาบน้ำและไม่กล้าสระผม ไม่กล้าล้างหน้า หรือแม้แต่จะหลับตาก็ไม่กล้าเพราะกลัว เมื่ออาบน้ำเสร็จก็ได้มาเจอกับคุณแม่และบอกกับคุณฟ้าลั่นว่าห้องของคุณบีอยู่ทางนั้น คุณฟ้าลั่นรู้สึกหวั่น ๆ เพราะดื่มไปเท่าไหร่ก็ไม่เมาจึงพยายามทำใจดีสู้เสือ เดินไปหน้าประตูและเปิดเข้าไป คุณฟ้าลั่นใจตกไปอยู่ตาตุ่ม! เพราะในห้องของคุณบีนั้นมีแต่รูปคนตายแขวนอยู่เต็มไปหมด ชาตะมรณะประมาณ 10 กว่ารูป คุณบีก็บอกว่า “เนี่ยคือรูปของคนที่กูไม่มีโอกาสได้ขอโทษเขา” และสิ่งที่คุณฟ้าลั่นเห็นจนตกใจมากกว่านั่นก็คือ ตรงที่คุณฟ้าลั่นต้องนอนมีรูปของตนตั้งอยู่ แต่ไม่ใช่รูปชาตะมรณะ คุณฟ้าลั่นจึงถามว่า “มึงจะเอากูให้ถึงตายเลยหรอเนี่ย” คุณบีบอกว่า “ใช่ กูเคยจะเอามึงถึงตาย แต่อาจารย์มึงดี กูเลยไม่ได้ทำ” เมื่อเห็นแบบนั้นคุณฟ้าลั่นก็ใจฟ่อจะกลับตัวก็ไม่ได้จึงตัดสินใจนอนที่นั่น คุณบีก็เล่าให้ฟังเพิ่มอีกว่า “คนที่เอามาแขวนคือคนที่เคยทำของใส่ แล้วแต่ละคนก็มีอันเป็นไป เนี่ย กูกำลังรับกรรมในสิ่งที่กูทำเอาไว้” นั่งคุยไปได้สักพักก็พากันนอน โดยที่คุณฟ้าลั่นนอนหันหลังให้กับคุณบี และไม่กล้าจะหันไปมอง ด้วยความระแวงจึงหันไปเหลือบดู ก็เห็นคุณบีนอนตะแคงข้างแล้วมองมาพร้อมกับยิ้มให้คุณฟ้าลั่น คุณฟ้าลั่นตกใจ หันตัวพลิกกลับมาแล้วก็นอนไปได้สักพักก็คิดว่าคุณบีคงไม่มองตนแล้ว จึงหันไปดูใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าคุณบีก็ยังนอนอยู่ท่าเดิม และคุณฟ้าลั่นก็เผลอหลับไป คืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเช้า คุณฟ้าลั่นก็เจอคุณแม่ออกมาจากห้อง คุณแม่ก็ถามว่า “กินข้าวเช้าก่อนนะลูก นอนที่นี่อีกสักคืนไหม?” คุณฟ้าลั่นจึงตอบว่า “ที่ทำงานโทรมาเรียกตัว ผมคงต้องกลับ” หลังจากนั้นก็กินข้าวเช้าเสร็จเตรียมตัวกลับ โดยที่มีคุณพ่อเข็นวีลแชร์คุณบี และคุณแม่ออกมาส่งลาคุณฟ้าลั่น คุณบีก็พูดขึ้นว่า “ขอบใจมากเพื่อนที่รับคำขอโทษ ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงขนาดไหน แต่ขอบคุณมากที่มึงมา” จากนั้นคุณฟ้าลั่นก็ขับรถกลับ จนเวลาผ่านไปวันที่ 25 ธันวาคม ทางบ้านของคุณบีก็ส่งข่าวมาบอกว่า คุณบีเสียชีวิตแล้ว และสุดท้ายคุณบีก็อยู่ไม่พ้นปีนั้นจริง ๆ(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

06 ก.พ. 2026

เรื่องเล่าจากคุณจ๋า 'เจอผีเด็กในวัด' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 27 ม.ค.2569 ]

เมื่อตามไปเป็นฆราวาสคอยดูแลพี่ชายที่ไปบวช ณ วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งวัดแห่งนี้ไม่มีค่อยคนแวะสัญจรไปมา ระหว่างที่พักผ่อนอยู่ในห้องกับยาย จู่ ๆ ก็เห็นเด็กผู้ชายคนนึงมายืนอยู่หน้าห้อง ก็คิดว่าอาจจะเป็นลูกหลานของชาวบ้านแถวนี้ เมื่อเวลาผ่านไปวันนั้นที่มีทำวัดเย็น เขาเลยถามชาวบ้านแถวนั้นว่า ‘ที่นี่มีเด็กมั้ย เห็นมายืนจ้องอยู่’ ลูกหลานของใครรึเปล่า? แต่เขากลับได้คำตอบจากชาวบ้าน ที่พูดออกมาไม่เต็มปากว่า ‘ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กนะ’ แต่เด็กคนนี้ยังไม่ไปไหนอีกหรอ ทำเอาเขา และยายขนลุกทันที เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดที่ถูกเปิดเผย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - เจน สาวแอน The Ghost’ (27 ม.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เจอผีเด็กในวัด’ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องราวของ ‘คุณจ๋า’ ที่มาเล่าให้ฟัง... ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของตนเอง ปกติเธอไม่ได้เป็นคนที่มีเซนส์ หรือมองเห็นวิญญาณ โดยคุณจ๋า ได้เล่าว่า เหตุการณ์หลอนครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา คุณจ๋า และยายของเธอได้ไปเป็นผู้ติดตามให้กับพี่ชายตอนบวช ณ วัดแห่งหนึ่งในเมือง ซึ่งพี่ชายของคุณจ๋า ได้ฤกษ์บวชทั้งหมด 7 วัน คุณจ๋าได้เล่าว่า แม้วัดนี้จะอยู่ในเมืองก็ตามแต่พระที่จำวัดอยู่ที่นี่มีเพียงแค่รูปเดียวเท่านั้น คุณจ๋า กับยายจึงเกิดความเป็นห่วงเรื่องการเป็นอยู่อาศัยของพี่ชายขึ้นมา ซึ่งตลอดระยะเวลาที่คุณจ๋า และยายอยู่ ณ วัดแห่งนั้น ก็มักจะทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การไหว้พระ สวดมนต์ คุณจ๋าได้ เล่าเพิ่มเติมว่า ที่พักของฆราวาสกับพระที่บวชใหม่นั้นจะแยกกันอยู่คนละหลัง ตัวคุณจ๋า ก็จะอาศัยอยู่กับยาย ส่วนพี่ชายที่บวชพระก็จะอยู่ในกุฏิ โดยเหตุการณ์ที่ชวนขนหัวลุกก็ได้เริ่มขึ้นช่วง 3 วันสุดท้าย ก่อนที่พี่ชายของคุณจ๋า จะลาสิกขา ในช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 ของวัน คุณจ๋า กับยายที่นั่งเล่นอยู่ในที่พักของฆราวาส ซึ่งลักษณะของที่พักนี้นั้นไม่มีผ้าม่าน และมีเพียงกระจกที่สามารถมองเห็นคนที่อยู่ข้างนอกได้ แต่คนข้างนอกไม่สามารถมองเข้ามาเห็นเราได้ ขณะนั้นเอง จู่ ๆ คุณจ๋า ก็ได้หันไปทางประตูข้างนอก ซึ่งเห็นเด็กอายุราว ๆ 5 ถึง 7 ขวบใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหารยืนหน้านิ่ง สายตาจ้องมองมาที่เธอคุณจ๋า จึงได้หันไปเรียกหายายว่า “ยาย เด็กที่ไหนมายืนอยู่ตรงนี้เนี่ย”ยายของคุณจ๋า ได้มองเห็นเด็กผู้ชายคนนั้นเช่นกัน ก็ได้ตอบขึ้นว่า “สงสัยจะเป็นลูกหลานคนแถวนี้แหละ”ทั้งคู่จึงได้ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์กันต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเด็กผู้ชายคนนั้น.เวลาผ่านไปไม่นาน คุณจ๋า ก็ได้หันขึ้นไปมองที่ประตูตามเดิม แต่กลับไม่เห็นร่างของเด็กชายที่ยืนอยู่ก่อนหน้าแล้ว ประจวบกับท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง ถึงเวลาที่คนระแวกนั้นจะต้องมาทำวัดตอนเย็นกันตามปกติ ยายของคุณจ๋า จึงได้ถามคนเหล่านั้นไปว่า“ช่วงเวลาประมาณบ่าย 2 มาวัดกันหรอ เห็นมีเด็กมายืนอยู่”ชาวบ้านที่ฟังเช่นนั้นก็ได้เกิดท่าทีเลิ่กลั่กขึ้นพร้อมบอกว่า “ไม่นะ ไม่มีใครมาเลย และในหมู่บ้านนี้ไม่มีเด็กด้วยเพราะเป็นชุมชนเล็ก ๆ ใกล้วัด มีแต่คนแก่ทั้งนั้นแหละ” พร้อมถามยายของคุณจ๋ากลับว่า เด็กที่เห็นมีลักษณะเป็นยังไงบ้าง ยายก็ได้บอกไปว่า เป็นเด็กผู้ชาย น่าจะอายุประมาณ 5-7 ขวบ ใส่เสื้อสีแดง กางเกงสามส่วนลายทหาร ชาวบ้านที่ได้ยินเช่นนั้นก็ต้องตกใจไปตาม ๆ กัน แต่ทุกคนก็ไม่ได้เลือกที่จะพูดอะไรออกไปในตอนนั้นเหตุการณ์ผ่านไปหลังจากพี่ชายของคุณจ๋า ได้ลาสิกขาไปเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านก็ได้มาบอกความจริงว่า...เด็กผู้ชายที่คุณจ๋ากับยายเห็นนั้น คือเด็กผู้ชายที่เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 10 ปีก่อนสาเหตุที่เสียชีวิตคือ โดนรถไถทับร่างจนเสียชีวิต พร้อมเล่าเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อนสถานที่รอบ ๆ วัดนี้เป็นไร่ข้าวโพด พร้อมกับให้ดูรูปเด็กผู้ชายคนนั้น ที่ถูกถ่ายจากอัลบั้มรูปงานชาปนกิจของเด็กคนนั้นให้คุณจ๋า กับยายได้ดู ซึ่งก็ทำให้คุณจ๋า กับยายต้องตกใจกับสิ่งที่เห็นทันที เพราะทั้งเสื้อผ้า หน้าผมของเด็กผู้ชายในรูปนั้นเหมือนกับภาพที่คุณจ๋า และยายเห็นราวอย่างกับแกะ คุณจ๋ายังบอกอีกว่าประสบการณ์หลอนครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มองเห็นวิญญาณ และภาพที่เธอเห็นเด็กผู้ชายที่จ้องมองเข้ามาทางเธอนั้นจะยังเป็นภาพติดตาของเธอตลอดไป(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

12 เม.ย. 2025

เบ็คกี้ รีเบคก้า เล่าเรื่อง ‘นาฎศิลป์ โรงเรียนไทย’ l อังคารคลุมโปง X เบคกี้ - พิม [8 เม.ย 2568]

‘เบคกี้ เเพทรีเซีย’ มาเล่าเรื่องสุดหลอนใน ‘อังคารคลุมโปง X (4 มีนาคม 2568) พร้อมกับ 2 ดีเจ อย่าง ’ดีเจเเนน’ เเละ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องมีชื่อว่า ‘นาฏศิลป์ โรงเรียนไทย’ ที่ทำเอาขนหัวลุกกับเหตุการณ์เเปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในห้องนั้น จนทำให้เกิดความสงสัยว่า มีอะไร อยู่ภายในห้องนาฏศิลป์เเห่งนี้กันแน่? เบคกี้ได้เล่าว่า ในตอนที่ตนได้เรียนที่โรงเรียนไทยเเห่งหนึ่ง ในเเผนการเรียนนั้น ตนจำเป็นต้องเรียนวิชานาฏศิลป์ ตัวของคุณเบคกี้ไม่ถนัดวิชานี้จึงทำให้สอบไม่ผ่าน เป็นเหตุให้ต้องสอบเเก้ใหม่อีกครั้ง โรงเรียนที่คุณเบคกี้เรียน เป็นโรงเรียนประจำ โดยการซ้อมนาฏศิลป์เพื่อที่จะสอบเเก้ ก็มีเวลาที่จะสามารถซ้อมได้เเค่ตอนกลางคืน ส่วนห้องนาฏศิลป์นี้อยู่ที่ชั้นบนสุดของตัวอาคารเรียน จำเป็นที่จะต้องเดินบันไดขึ้นไป ในคืนเเรกที่คุณเบคกี้ซ้อม ขณะที่ซ้อมอยู่ได้สักครู่หนึ่ง ประตูของห้องนาฏศิลป์ก็ได้เปิดออกเอง ในใจตอนนั้นคุณเบคกี้คิดเเค่ว่า อาจจะเป็นเพราะลมพัดทำให้ประตูเปิดออก จึงไม่ได้สนใจในเหตุการณ์นี้มากเเละซ้อมต่อไป คืนถัดมา ความน่ากลัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเพราะขณะที่คุณเบคกี้ซ้อมอยู่นั้น ทุกครั้งที่คุณเบคกี้มองไปที่หุ่นนาฏศิลป์ภายในห้องซ้อม หุ่นตัวนั้นได้มีการเปลี่ยนตำเเหน่งที่ตั้งทุกครั้งราวกับว่าหุ่นตัวนั้นเคลื่อนไหวได้เอง นอกจากนี้โรงเรียนนี้ยังมีความเก่าเเก่ ทำให้รู้สึกว่าห้องซ้อมนี้ต้องมีบางอย่างที่ไม่ปกติเเน่นอน เเละนั่นเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่คุณเบคกี้ได้ขึ้นมาใช้ห้องซ้อมรำในโรงเรียนนี้..(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

ทำยังไงดีเมื่อปลาไม่ติดเบ็ด ตัดสินใจค่อย ๆ เดินหา จนไปเจอกับดักของใครไม่รู้มีปลาติดอยู่ จึงขอแบ่งมากินสักหน่อย มารู้ทีหลังว่า..?!

27 ต.ค. 2023

ทำยังไงดีเมื่อปลาไม่ติดเบ็ด ตัดสินใจค่อย ๆ เดินหา จนไปเจอกับดักของใครไม่รู้มีปลาติดอยู่ จึงขอแบ่งมากินสักหน่อย มารู้ทีหลังว่า..?!

รายการ ‘อังคารคลุมโปง X’ (24 ตุลาคม 2566) ต้อนรับฮาโลวีนที่กำลังจะถึงกับเรื่องชวนขนหัวลุกจากสาย ‘คุณแฟร้งค์’ ที่ทำเอา ‘ดีเจเจ็ม’ ‘ดีเจเคเบิ้ล’ และ ‘ดีเจมดดำ’ ต้องอึ้ง! กับเรื่องที่มีชื่อว่า ‘ยายคง’ ถ้าพร้อมแล้วก็ปิดไฟแล้วอ่านไปพร้อมกันเลย! เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนกลับไปประมาณ 5 ปีที่แล้ว ความหลอนได้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยคุณแฟร้งค์เป็นคนชื่นชอบการตกปลาและได้ทำการวางแผนนัดกับเพื่อนว่าจะไปตกปลาด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ผลัดเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อย ๆ แต่มีอยู่ที่หนึ่ง ที่คนมักจะเล่าต่อกันมาว่าเป็นห้วยตกปลาที่เหี้ยนที่สุด และคุณแฟร้งค์ก็ดันนัดกับเพื่อนว่าจะไปตกปลาที่ห้วยแถวนั้นด้วยกัน เวลาประมาณสองทุ่มของคืนที่นัดกันไว้ คุณแฟร้งค์กับเพื่อนกำลังเตรียมอุปกรณ์ไปตกปลาและได้เดินทางไปถึงที่หมายประมาณสามทุ่ม ทุกคนเริ่มเขวี้ยงเบ็ดตกปลาทิ้งไว้จนถึงสี่ทุ่ม แต่ดูแล้วก็ยังไม่มีท่าทีที่จะมีปลาสักตัวมาติดเบ็ด เพื่อนคุณแฟร้งค์จึงเปิดไฟฉาย เดินส่องตามทางข้าง ๆ ห้วยนั้น เมื่อเดินไปเรื่อย ๆก็ได้ไปเจอกับที่ดักปลา มีปลาติดอยู่ประมาณ 2-3 ตัว เพื่อนคุณแฟร้งค์จึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูและยกขึ้นมา ก็เห็นว่ามีปลาติดอยู่ คุณแฟร้งค์รีบพูดห้าม “เห้ย!! นั้นมันของเค้านะ เอาไปไม่ได้นะ” แต่เพื่อนคุณแฟร้งกลับไม่ได้มีท่าทางกลัว และตอบกลับมาเพียงว่า “ไม่เป็นอะไรหรอกน่า แค่ตัวสองตัวเองเอาไปเผากินกัน” จากนั้นเพื่อนของคุณแฟร้งค์ก็เอาปลามาเผานั่งกินกันตามประสาวัยรุ่น ในระหว่างที่นั่งกินด้วยกันเพื่อนของคุณแฟร้งค์อีกคนก็ลืมเตรียมน้ำมาด้วย ทำให้สถานการณ์ตอนนั้นเริ่มไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนตัดสินใจนั่งกินกันต่อค่อยไปหาน้ำทีหลัง ไม่นาน จู่ ๆ ก็มีคุณยายคนหนึ่งเดินตรงออกมาจากในป่า และเดินไปยกกับดักปลาพร้อมกับบ่นพึมพำว่าทำไมปลาไม่ติดเลย หรือว่าปลาหายไปไหน คุณแฟร้งค์จึงตะโกนพูดคุยกับคุณยายว่า “ยายได้ไปแล้ว” แต่ในความจริงแล้ว ปลาที่หายไปคือปลาที่พวกเขากำลังเผานั่งกินกันอยู่ คุณยายส่ายหัวส่งท่าทางกลับมาว่ายังไม่ได้ คุณแฟร้งค์ถามคุณยายอีกว่า “ยาย บ้านยายอยู่ไหน” คุณยายก็ชี้นิ้วไปทางหลังป่า โดยไม่พูดไม่จาอะไร คุณแฟร้งค์จึงเอ่ยปากขอน้ำดื่มจากคุณยาย และถามซ้ำไปว่า “บ้านยายอยู่ไกลไหม ผมลืมเอาน้ำมา ขอน้ำดื่มจากยายหน่อยได้ไหม” คุณยายจึงตอบกลับมาว่า “ได้ เอ็งเดินตามทางไปนะ เดี๋ยวยายเดินตามไป เอ็งเดินตามทางไปเลยมันจะมาทางไปบ้านยายอยู่” คุณแฟร้งค์และเพื่อนก็ไม่รอช้า เดินตามหลังคุณยายเข้าไปในป่า ส่วนเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันนั่งรออยู่ที่ห้วยตกปลา คุณแฟร้งค์และเพื่อนเดินเข้าไปตามทางสักพักก็ได้เห็นปลายทางเป็นบ้านไม้ หลังคาแฝก มีใต้ถุนต่ำ สามารถเหยียบจากพื้นขึ้นบ้านได้เลย และมีโอ่งตั้งอยู่ จากนั้นบริเวณรอบเป็นป่าทั้งหมด คุณแฟร้งค์และเพื่อนก็ไม่ได้คิดอะไร มองหาขวดน้ำเพื่อจะกรอกน้ำในโอ่งไปให้เพื่อนที่นั่งรออยู่ เมื่อคุณแฟร้งค์กรอกน้ำใส่ขวดจนเต็ม จึงตะโกนขอบคุณยายแล้วหันหลังจะเดินกลับไปยังห้วยตกปลา จังหวะที่กำลังจะเดินออกก็ได้ยินเสียงครก เหมือนยายกำลังตำหมากหรือตำอะไรสักอย่าง จากนั้นสายตาคุณแฟร้งค์ก็มองไปยังประตูบ้านของยาย เห็นว่าประตูบานนั้นค่อย ๆ เปิดออกเองและมีเสียงดังขึ้น ‘แกร๊กกกกก’ แล้วยายก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับค่อย ๆ ยิ้มเห็นฟันดำมาทางคุณแฟร้งค์และเพื่อนอย่างช้า ๆ จังหวะนั้นยายก็หักคอตัวเอง! ต่อหน้าต่อตาคุณแฟร้งค์และเพื่อน จากนั้นก็ก้มเก็บหัวขึ้นมายิ้มให้อีกครั้ง ในตอนนั้นทั้งคู่สติแตก พร้อมกับตะโกนว่า “ผีหลอก ผีหลอก!!!” แล้วก็รีบวิ่งหนีทะลุป่าออกไป เมื่อวิ่งไปถึงยังห้วยตกปลา ปรากฏว่าเพื่อนที่นั่งรออยู่ก็หายไป คุณแฟร้งค์และเพื่อนไม่สามารถติดต่อได้ พยายามโทรหาแต่ก็ไม่รับสาย ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็รีบเก็บของและระแวงอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าคุณยายจะตามมา จู่ ๆ เพื่อนที่หายไปก็โทรกลับมา คุณแฟร้งค์ได้ถามหาว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน พร้อมกับเล่าว่าทั้งคู่โดนผีหลอกมา เพื่อนที่หายไปรีบตอบกลับมาว่าโดนผีหลอกเหมือนกัน! ตอนนี้อยู่ที่บ้านใครก็ไม่รู้วิ่งหนีมาด้วยความตกใจกลัว ตัวคุณแฟร้งค์เองก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงต่อ ทำได้เพียงรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด และรีบตามไปหาเพื่อน เมื่อตามไปเจอเพื่อนคุณแฟร้งค์รีบเล่าทันทีว่าตนไปเจอดีอะไรมา จากนั้นเพื่อนที่หายตัวไปก็รีบเล่าให้ฟังว่า จังหวะที่คุณแฟร้งค์และเพื่อนเดินตามเข้าไปในป่า จู่ ๆ ยายก็หันแค่คอมาแล้วส่งยิ้มมาให้ จังหวะนั้นตกใจกลัวและทำอะไรไม่ถูกจึงรีบวิ่งหนีออกไปก่อนโดยไม่ได้ตะโกนบอกคุณแฟร้งค์และเพื่อนก่อน คุณแฟร้งค์จึงตัดสินใจถามคุณลุงเจ้าของบ้านที่เพื่อนวิ่งหนีมาหลบ คุณลุงเล่าว่ายายที่ทั้งสามคนเจอชื่อว่า ‘ยายดง’ แกชอบมาดักปลาอยู่ตรงริมห้วยนี้ แล้ววันดีคืนดีแกก็มาดักปลาตามปกติ จู่ ๆ ก็เกิดฝนฟ้าตกลมแรงจนพัดต้นไม้หักมาทับคอยายแกตายบริเวณตรงนั้น และคาดว่าปลาที่ทั้งสามคนนำมาเผากินกัน น่าจะเป็นปลาที่ยายแกดักไว้ก่อนตาย คุณลุงก็พาเดินย้อนกลับไปดูว่ายังมีรอยคราบเลือดติดอยู่เลย เพราะเหตุเพิ่งเกิดได้เพียง 7 วันเท่านั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)รับฟังเรื่องเต็ม ๆ ได้ที่

album
efm
-

-